บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
259
3 นาที
9 มีนาคม 2569
“Shared Lounge” เทคนิคลับ สร้างรายได้เพิ่ม 3 เท่า Starbucks ยังต้องใช้!
 

เราเคยได้ยินคำว่า “Co-working Space” กันมาแล้ว แต่เมื่อโลกเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน พฤติกรรมลูกค้าก็เปลี่ยน การทำธุรกิจในยุคนี้มีอีกรูปแบบที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้นั่นคือ “Shared Lounge” หลายคนอาจสงสัยว่า Co-working Space กับ Shared Lounge ต่างกันยังไง?  
 
แม้ทั้งคู่จะเป็นพื้นที่แบ่งปันเหมือนกัน แต่ความรู้สึกและจุดประสงค์ ในการเข้าไปใช้บริการต่างกันพอสมควร อธิบายง่ายๆ คือ Co-working Space เน้นงาน  
 
ส่วน Shared Lounge เน้น ไลฟ์สไตล์ ยกตัวอย่าง Co-working Space จะเตรียมอุปกรณ์ที่ช่วยให้ทำงานได้สะดวกเช่นระบบอินเทอร์เน็ต , เครื่องส่งเอกสาร , ปริ้นเตอร์ เป็นต้น แต่ Shared Lounge จะเตรียมอุปกรณ์ที่ให้ลูกค้ามีความสุขเช่น เครื่องดื่มพรีเมี่ยม , ขนมทานเล่น , มุมถ่ายภาพสวยๆ โดยให้ความสำคัญกับ Experience มากที่สุด 
 
ซึ่งกลุ่มลูกค้าก็ต่างเช่นกัน Co-working Space คือเน้นคนทำงาน แต่ Shared Lounge คือกลุ่มคนที่อยากมีที่นั่งเล่น , คนที่รอเวลานัด , หรือคนที่เบื่อความจำเจในบ้านหรือคอนโด
 
Shared Lounge แพร่หลายยิ่งขึ้นเพราะ TSUTAYA
 
ภาพจาก https://citly.me/JBFDM

ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 17-18 ร้านกาแฟในอังกฤษและฝรั่งเศสถูกเรียกว่า Penny Universities เพราะแค่จ่ายเงินค่ากาแฟ 1 เพนนีเราก็สามารถเข้าไปนั่งฟังการบรรยาย คุยเรื่องการเมือง หรืออ่านหนังสือพิมพ์ร่วมกับคนอื่นได้ 
 
มาถึงกลางศตวรรษที่ 20 ธุรกิจสายการบินและโรงแรมเริ่มสร้าง Airport Lounge เพื่อให้ผู้โดยสารชั้นธุรกิจได้พักผ่อนระหว่างรอต่อเครื่อง 
 
เปลี่ยนจากการเป็นแค่ห้องทางผ่าน ให้กลายเป็นพื้นที่ที่อยากนั่งนานๆ มีขนม น้ำ และโซฟานุ่มๆ หยิบเอาความสะดวกสบาย และ ความรู้สึกพิเศษ มาสร้างความประทับใจให้ลูกค้า
 
แต่ที่ทำให้ Shared Lounge แพร่หลายยิ่งขึ้นเป็นเพราะ แบรนด์ TSUTAYA เปิดตัวบริการที่ใช้ชื่อว่า "SHARE LOUNGE" อย่างเป็นทางการครั้งแรกในเดือน พฤศจิกายน 2019 ที่ Shibuya Scramble Square กรุงโตเกียว 
 
เหตุผลที่เริ่มตอนนั้นเป็นช่วงที่วิถีชีวิตคนเมืองเริ่มต้องการพื้นที่แบบ Work from Anywhere  มากขึ้น คนไม่ได้อยากแค่มาซื้อหนังสือแล้วกลับ แต่คนต้องการที่นั่งทำงานที่มีหนังสือให้อ่าน มีกาแฟให้ดื่ม และมีบรรยากาศที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ได้ 
 

ภาพจาก https://citly.me/8l6U1
 
เหนือสิ่งอื่นใดนี่คือการพลิกวิกฤติเป็นโอกาสของ TSUTAYA ที่สำคัญมาก TSUTAYA Shared Lounge สร้างรายได้ที่ดีเกินคาด เพราะปกติการขายหนังสือ 1 เล่ม ร้านจะได้กำไรเพียงส่วนต่างเล็กน้อยและต้องรอให้ลูกค้าเดินเข้ามาหยิบ แต่ TSUTAYA Shared Lounge มีโครงสร้างรายได้ที่หลากหลายมากขึ้นได้แก่
  • เปิดแพ็กเกจดื่มไม่อั้น ในช่วงเย็นหลัง 18.00 น. ราคาประมาณ 2,200 - 2,500 เยนต่อชั่วโมง (450 – 500 บาท)
  • แพ็กเกจแบบ One-Day Pass สำหรับคนที่ต้องการอยู่ยาวทั้งวัน ราคาประมาณ 3,500 - 5,000 เยน คุ้มค่าสำหรับลูกค้า และทำให้ร้านมียอดเงินก้อนต่อหัวที่สูงขึ้น
และ Shared Lounge ไม่ได้ทำเงินแค่ค่าที่นั่ง แต่คือการสร้าง Traffic ให้หมุนเวียนอยู่ในร้านมากขึ้น จากสถิติพบว่าคนที่เข้ามาใช้บริการ Lounge มีโอกาสเดินออกไปซื้อหนังสือ เครื่องเขียน หรือสินค้า Lifestyle ในร้านต่อสูงมาก 
 
รวมถึงการที่ TSUTAYA ทำสัญญากับบริษัทแถวนั้น ให้พนักงานมาใช้บริการได้ เป็นการการันตีรายได้คงที่ (Fixed Income) แม้ในวันที่ลูกค้าทั่วไปน้อย 
 
และที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ การเข้าใช้งานต้องผ่านแอปพลิเคชัน ทำให้ TSUTAYA ได้ข้อมูล (Big Data) ว่าลูกค้าชอบอ่านหนังสือแนวไหน เข้ามาช่วงเวลาใด และมีไลฟ์สไตล์อย่างไร ซึ่งข้อมูลนี้มีประโยชน์มากในการทำการตลาดร่วมกับแบรนด์สินค้าอื่นๆ 
 
ซึ่งความสำเร็จของ Shared Lounge สูงกว่าการวางเชลฟ์ขายหนังสือแบบเดิมอย่างเห็นได้ชัด เพราะใช้พื้นที่เท่าเดิมแต่สร้างกระแสเงินสดได้ทุกชั่วโมง และเป็นโมเดลที่สำเร็จมากถึงขนาดที่  TSUTAYA ขยายโมเดลนี้ไปทั่วญี่ปุ่นมากกว่า 30-40 สาขา ในเวลาไม่กี่ปี รวมไปถึงอีกหลายประเทศด้วย
 
Starbucks ใช้ Shared Lounge เพิ่มรายได้หลายเท่า!
 

ภาพจาก https://citly.me/YAVkh

Starbucks แม้จะเน้นบรรยากาศร้านกาแฟให้ประทับใจลูกค้าแต่การเพิ่ม Shared Lounge เข้าไปก็เพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โมเดลนี้ของ Starbucks เปิดตัวครั้งแรกคือปี 2020 ที่สาขา Circles Ginza ในโตเกียว 
 
ที่ออกแบบชั้น 2 ของร้านให้เป็นโซน Smart Lounge โดยเฉพาะ ลูกค้าสามารถจองตู้ทำงานส่วนตัว , ใช้ Wi-Fi ระดับความเร็วสูง และอีกหลายบริการที่เอื้อต่อการทำงาน แน่นอนว่าต้องมีบริการชา กาแฟ เครื่องดื่ม หรือขนมขบเคี้ยวที่หยิบได้ไม่อั้น
 
ซึ่งปกติ Starbucks จะมีรายได้หลักจาก ยอดขายต่อแก้วแต่โมเดลนี้ทำให้มีรายได้จากการอยู่นานขึ้นของลูกค้าในร้านซึ่งในมุมของ Starbucks เรียกโมเดลแบบนี้ว่า Monetize Space มีหลักการเพิ่มรายได้ที่สำคัญคือ
 

ภาพจาก https://citly.me/YAVkh
 
1.ลดต้นทุนการเสียโอกาส เพราะในร้านกาแฟแบบดั้งเดิม ลูกค้าที่นั่งแช่ 3-4 ชั่วโมงด้วยกาแฟแก้วเดียว ถือเป็น ต้นทุนค่าเสียโอกาส เพราะทำให้ร้านเสียที่นั่งสำหรับลูกค้าใหม่ 
 
แต่วิธีนี้ทำให้ลูกค้าที่นั่งนานต้องจ่ายค่าเช่าพื้นที่ จากลูกค้าที่สร้างรายได้น้อยกลับกลายเป็นลูกค้าที่สร้างรายได้สม่ำเสมอ ตามจำนวนชั่วโมงที่นั่ง
 
2.สร้างกระแสเงินสดจากบริการเสริม เพราะในซน Shared Lounge ของ Starbucks มักจะมีบริการที่มากกว่าแค่กาแฟ เช่นเครื่องดื่มและขนมแบบบริการตัวเอง ที่ช่วยลดต้นทุนพนักงานในขณะที่ค่าบริการรายชั่วโมงครอบคลุมต้นทุนวัตถุดิบไปเรียบร้อยแล้ว
 
3.การดึงดูดกลุ่ม Corporate (B2B) บริษัทบางแห่งทำสัญญาหรือใช้บัตรเติมเงินให้พนักงานมานั่งทำงานที่ Starbucks แทนการเช่าออฟฟิศถาวร ทำให้เกิด Recurring Revenue หรือรายได้ที่เข้ามาสม่ำเสมอ
 
นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างรายได้ทางอ้อม เมื่อคนติดบรรยากาศ Shared Lounge พวกเขาก็จะเลือก Starbucks เป็นอันดับแรกเสมอไม่ว่าจะไปที่ไหน หรือเมื่อนั่งทำงานนานๆ โอกาสที่ลูกค้าจะสั่งของกินเพิ่ม เช่น Sandwich ก็จะเพิ่มรายได้ที่มากขึ้นด้วย
 
ถ้ามองในแง่ของรายได้จากการที่ Starbucks ใช้โมเดลนี้ในการทำธุรกิจพบว่า
  • โมเดลเดิม 1 โต๊ะ ถ้าขายกาแฟ 1 แก้ว (150 บาท) ลูกค้านั่ง 3 ชั่วโมง ร้านได้เงินแค่ 150 บาท
  • โมเดล Shared Lounge  หากคิดค่าบริการแบบญี่ปุ่น (ประมาณ 400 บาท/ชม.) ใน 3 ชั่วโมงนั้น พื้นที่เดิมจะสร้างรายได้ถึง 1,200 บาท (เพิ่มขึ้น 8 เท่า!) โดยที่ต้นทุนวัตถุดิบ อย่างเช่นกาแฟหรือขนม ไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่เท่ากัน
รวมถึงการใช้โมเดลนี้ Starbucks สามารถใช้พนักงานจำนวนเท่าเดิม หรือน้อยลง ในการดูแลพื้นที่ที่กว้างขึ้น เพราะไม่ต้องคอยรับออเดอร์หรือเสิร์ฟที่โต๊ะในโซนนี้ ทำให้ Profit Margin (กำไรสุทธิ) ต่อหัวสูงกว่าโซนปกติ 
 

ภาพจาก https://citly.me/YAVkh
 
และแม้ Starbucks จะไม่ได้เปิดเผยตัวเลขกำไรแยกเฉพาะโซน Shared Lounge ต่อสาธารณะอย่างละเอียด แต่จากการวิเคราะห์ในภาพรวมก็มองเห็นได้ชัดว่า สามารถสร้าง กำไรต่อพื้นที่ได้มากกว่าการใช้โมเดลธุรกิจแบบเดิม

ร้านกาแฟทั่วไปใช้ Shared Lounge เพิ่มรายได้ 3 เท่า
 
สมมุติร้านกาแฟปกติ ลูกค้า 1 คน สั่งกาแฟ 150 บาท นั่ง 3 ชั่วโมง = รายได้ 50 บาท/ชั่วโมง ถ้าใช้ Shared Lounge ลูกค้าจ่ายค่าเข้า 150-200 บาท/ชั่วโมง รวมน้ำ/ขนมที่มีต้นทุนต่ำ = รายได้เพิ่มขึ้น 3-4 เท่าต่อชั่วโมง ในพื้นที่เท่าเดิม
 
และผลการศึกษาพบว่าลูกค้าที่นั่งใน Lounge นานกว่า 2 ชั่วโมง มีโอกาสสั่งอาหารมื้อหลักหรือขนมเพิ่มขึ้นถึง 40-60% เทียบกับลูกค้าทั่วไป นอกจากนี้หลายที่มีรายได้จากการให้ลูกค้าสมัครสมาชิก ประโยชน์คือ ทำให้ธุรกิจมีกระแสเงินสดล่วงหน้า และรายได้ที่มั่นคง แม้ในวันที่ลูกค้าทั่วไปน้อย
 
ทั้งนี้โมเดล Shared Lounge ไม่ใช่แค่การ เก็บเงินเพิ่ม แต่คือการ บริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ (พื้นที่และเวลา) ให้เกิดมูลค่าสูงสุด 
 
หากเราเป็นเจ้าของธุรกิจที่มีพื้นที่ว่าง และมีลูกค้ามานั่งทำงานเยอะอยู่แล้ว การเปลี่ยนเป็น Shared Lounge คือการเปลี่ยน "รายจ่าย (ค่าแอร์/ค่าไฟ)" ให้กลายเป็น "กำไรสุทธิ" ได้ดียิ่งกว่าเดิม
 
อ้างอิง
 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
มาตรฐานร้านกาแฟ D'Oro 103 สาขา กลยุทธ์ปั้นแฟรนไช..
2,157
เกี๊ยวหยวนจี Yuan Ji Yun Jiao จากร้านเกี๊ยวธรรมด..
389
LOPIA (โลเปีย) ร้านขายเนื้อสู่เชนซูเปอร์มาร์เก็ต..
366
สร้าง “Brand” ปี 2026 โลกเปลี่ยน! คนเปลี่ยน!
348
Yo-Chi Frozen Yogurt ร้านโยเกิร์ตขายประสบการณ์ จ..
347
โอ้กะจู๋ ในวันที่ดูฟ้าหม่น สรุปปลูกผักเพราะรักใคร
347
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด