บทความทั้งหมด    บทความแฟรนไชส์    การเริ่มต้นธุรกิจแฟรนไชส์    การเงินในธุรกิจแฟรนไชส์
657
6 นาที
22 มกราคม 2569
แฉ 4 โมเดลแฟรนไชส์ COCO / COFO / FOCO / FOFO แบบไหนกำไรจริง!
 

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ธุรกิจแฟรนไชส์ได้กลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการขยายกิจการ ทั้งในภาคการค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม การศึกษา ไปจนถึงธุรกิจบริการระดับโลก อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของแฟรนไชส์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับโมเดลการถือสิทธิและการบริหารจัดการที่ธุรกิจแฟรนไชส์เลือกใช้
 
ภายใต้โครงสร้างระบบแฟรนไชส์สมัยใหม่ โมเดลการดำเนินงานสามารถจำแนกได้ตามบทบาทของเจ้าของแบรนด์แฟรนไชส์(Ownership) และผู้บริหารร้าน (Operation) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการควบคุมคุณภาพ ความเร็วในการขยายสาขา โครงสร้างทางการเงินและงบการลงทุน ตลอดจนระดับความเสี่ยงของธุรกิจในระยะยาว
 
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจ 4 โมเดลแฟรนไชส์หลักที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก ได้แก่ COCO, COFO, FOCO และ FOFO พร้อมวิเคราะห์ข้อดี ข้อจำกัด และความเหมาะสมของแต่ละรูปแบบ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้สนใจธุรกิจแฟรนไชส์ มองเห็นภาพชัดเจนว่า “โมเดลไหนสร้างกำไรจริง” และโมเดลใดเหมาะกับกลยุทธ์การเติบโตในแต่ละบริบท
 
1.Company Owned Company Operated (COCO)
 

บริษัทเจ้าของแบรนด์เป็นเจ้าของร้านและบริหารจัดการเอง โมเดล COCO เป็นรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่บริษัทเจ้าของแบรนด์ใช้เงินลงทุนและบริหารจัดการร้านเองทั้งหมด ตั้งแต่การวางแผนธุรกิจ การลงทุนด้านสถานที่และอุปกรณ์ ไปจนถึงการบริหารงานประจำวัน เช่น การจ้างพนักงาน การฝึกอบรม การควบคุมคุณภาพมาตรฐานสินค้าและบริการ รวมถึงการบริหารจัดการสาขาต่างๆ และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจทั้งหมด กล่าวคือ บริษัทเป็นเจ้าของร้านเต็มรูปแบบ ทั้งในด้านทรัพย์สินและการบริหารจัดการธุรกิจ 
 
ลักษณะสำคัญของ COCO
  1. บริษัทเป็นผู้ลงทุน 100% การลงทุนทั้งหมดบริษัทเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด ได้แก่ ค่าก่อสร้างร้าน ค่าอุปกรณ์ ค่าวัตถุดิบเริ่มต้น ค่าพนักงาน รวมถึงค่าเช่าพื้นที่ โดยบริษัทเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเหล่านี้ทั้งหมด
  2. ควบคุมมาตรฐานแบรนด์ได้สูงสุด เนื่องจากบริษัทเป็นผู้บริหารจัดการโดยตรง การควบคุมคุณภาพสินค้า การบริการ และประสบการณ์ลูกค้าอยู่ภายใต้บริษัทอย่างสมบูรณ์ ทำให้สามารถรักษามาตรฐานของแบรนด์ได้อย่างคงที่ และสอดคล้องกับแนวทางการการทำตลาดได้ง่าย
  3. รายได้และผลกำไรเป็นของบริษัททั้งหมด กำไรจากการขายสินค้าหรือบริการทั้งหมด จะเข้าสู่บริษัทโดยตรง ไม่มีการแบ่งกำไรให้ผู้ลงทุนหรือผู้บริหารคนอื่นๆ
  4. รับความเสี่ยงเองทั้งหมด หากบริหารจัดการร้านประสบภาวะขาดทุนหรือประสบปัญหาทางธุรกิจ บริษัทเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ทำให้โครงสร้างการดำเนินธุรกิจมีความเสี่ยงสูงมากกว่ารูปแบบแฟรนไชส์ที่มีผู้ร่วมลงทุนร่วมบริหารธุรกิจ
ประโยชน์เชิงกลยุทธ์
 
โมเดล COCO มักถูกนำไปใช้เป็นร้านต้นแบบ (Flagship Store / Pilot Store) เนื่องจากสามารถควบคุมการดำเนินงานได้ทั้งหมดอย่างสมบูรณ์ เหมาะสำหรับการทดสอบตลาด พัฒนาระบบการทำงาน และสร้างมาตรฐานสำหรับแบรนด์ก่อนที่จะขยายไปสู่การขายแฟรนไชส์
 
ข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ของ COCO คือ สามารถสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าได้เต็มที่ มีอิสระในการทดลองรูปแบบการขาย การออกโปรโมชั่น หรือการพัฒนาเมนูใหม่ๆ โดยไม่ต้องรอบุคคลภายนอก และเป็นโมเดลขยายธุรกิจแฟรนไชส์ในอนาคต

ข้อจำกัดและความท้าทาย
 

แม้โมเดล COCO จะมีข้อดีในแง่ของการควบคุมมาตรฐานและสร้างรายได้เต็มรูปแบบ แต่ก็มีข้อจำกัดที่สำคัญ ได้แก่ การลงทุนตั้งแต่เริ่มต้นจนเปิดร้านต้องใช้เงินจำนวนมาก ทั้งด้านก่อสร้าง การจัดหาอุปกรณ์ และการจ้างพนักงาน ทุกสาขาต้องใช้การลงทุนของบริษัท การขยายร้านใหม่จึงไม่สามารถทำได้เร็วเหมือนโมเดลแฟรนไชส์ที่มีผู้ร่วมลงทุน 
 
ที่สำคัญบริษัทต้องบริหารจัดการในทุกด้านของธุรกิจ ตั้งแต่การคัดเลือกบุคลากร การพัฒนาสินค้า การทำการตลาด บริหารการเงิน และการบริการลูกค้า ซึ่งต้องใช้ทีมงานและความเชี่ยวชาญในหลายด้าน

ตัวอย่างธุรกิจที่ใช้โมเดล COCO
 
หลายธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยเลือกใช้ COCO สำหรับสาขาหลักหรือร้านต้นแบบ เช่น เอ็มเค สุกี้, บาร์บีคิว พลาซ่า, สุกี้ ตี๋น้อย, ลัคกี้ สุกี้, ฮะจิบังราเมน, วราภรณ์ ซาลาเปา, Grayhour cafe, กลุ่มธุรกิจในเครือไอเบอรี่ , Maguro 
 
โมเดล COCO เป็นกลยุทธ์สำคัญสำหรับบริษัทที่ต้องการสร้างแบรนด์ที่มั่นคง และควบคุมมาตรฐานได้อย่างเคร่งครัด ก่อนที่จะพิจารณาการขยายด้วยรูปแบบแฟรนไชส์ หรือไม่ก็บริหารจัดการสาขาด้วยตัวเอง
 

2.Company Owned Franchise Operated (COFO)
 
 
ภาพจาก www.shell.co.th

บริษัทเจ้าของแบรนด์เป็นเจ้าของร้าน แต่แฟรนไชส์ซีเป็นผู้บริหารจัดการโมเดล COFO เป็นรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่อยู่กึ่งกลางระหว่างบริษัทบริหารเองทั้งหมด (COCO) และแฟรนไชส์เต็มรูปแบบ (FOFO) โดยบริษัทเจ้าของแบรนด์ยังคงถือครองความเป็นเจ้าของร้าน และทรัพย์สินหลักไว้ทั้งหมด ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้แฟรนไชส์ซีหรือผู้ลงทุนเข้ามารับบทบาทเป็นผู้บริหารจัดการร้านหรือธุรกิจแทน
 
ในเชิงโครงสร้าง บริษัทเจ้าของแบรนด์จะเป็นผู้ลงทุนในสินทรัพย์สำคัญ เช่น การจัดหาสถานที่เปิดร้าน การก่อสร้างหรือปรับปรุงพื้นที่ การจัดซื้ออุปกรณ์ เครื่องมือ และระบบที่จำเป็นต่อการดำเนินงาน ขณะที่แฟรนไชส์ซีรับผิดชอบด้านการปฏิบัติการ (Operations) ได้แก่ การจ้างและบริหารพนักงาน การควบคุมต้นทุน ค่าแรง ค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ รวมถึงการควบคุมดูแลมาตรฐานการให้บริการในแต่ละวัน
 
ลักษณะสำคัญของโมเดล COFO
 
ประเด็นสำคัญที่สะท้อนโครงสร้างของ COFO ได้แก่
  1. บริษัทลงทุนด้านทรัพย์สินและโครงสร้างหลัก บริษัทเป็นผู้ถือครองสินทรัพย์ ทำให้ยังคงมีอำนาจในการควบคุมแบรนด์และทรัพย์สินในระยะยาว
  2. แฟรนไชส์ซีทำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการร้าน แฟรนไชส์ซีเปรียบเสมือนผู้จัดการร้าน หรือผู้ประกอบการประจำสาขา ซึ่งช่วยลดภาระการบริหารงานของบริษัท
  3. เงินลงทุนเริ่มต้นของแฟรนไชส์ซีต่ำกว่ารูปแบบแฟรนไชส์ทั่วไป เนื่องจากไม่ต้องลงทุนในทรัพย์สินหลัก ทำให้เปิดโอกาสให้ผู้มีเงินทุนจำกัดสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจได้ 
  4. ผลตอบแทนของแฟรนไชส์ซีอยู่ในรูปแบบส่วนแบ่งรายได้หรือกำไร ผลตอบแทนของแฟรนไชส์ซีโมเดลนี้ จะต่ำกว่าการเป็นเจ้าของร้านเต็มรูปแบบ เนื่องจากรับความเสี่ยงทางการเงินน้อยกว่า
ประโยชน์เชิงกลยุทธ์ของ COFO
 
จากมุมมองเชิงกลยุทธ์ โมเดล COFO มีข้อได้เปรียบที่สำคัญหลายประการ ได้แก่ ช่วยลดต้นทุนและภาระการบริหารของบริษัท บริษัทไม่จำเป็นต้องสร้างทีมบริหารร้านหรือบุคลากรจำนวนมาก ได้ใช้ศักยภาพของแฟรนไชส์ซีในพื้นที่ โดยแฟรนไชส์ซีมักมีความเข้าใจบริบทพื้นที่ ชุมชน หรือฐานกลุ่มลูกค้าที่ให้บริการอยู่แล้ว
 
โมเดล COFO ยังเหมาะกับธุรกิจที่ยังไม่มีระบบการบริหารจัดการร้านที่ครบวงจร บริษัทสามารถโฟกัสไปที่การพัฒนาแบรนด์และมาตรฐานจากส่วนกลาง โดยให้แฟรนไชส์ซีดูแลการปฏิบัติการ โมเดลนี้จึงถูกนำมาใช้ในธุรกิจที่ต้องการผู้ดูแลหน้างานที่มีความรับผิดชอบสูง แต่ไม่ต้องการให้ถือครองทรัพย์สินหรือแบรนด์โดยตรง 

ข้อจำกัดและความเสี่ยง
 
แม้ COFO จะช่วยลดภาระบางส่วนให้กับบริษัท แต่ก็มีข้อจำกัดที่ต้องพิจารณา ได้แก่ ความสำเร็จของธุรกิจขึ้นอยู่กับความสามารถของแฟรนไชส์ซี หากขาดทักษะด้านการบริหารหรือการควบคุมคุณภาพ อาจทำให้ผลการดำเนินงานต่ำกว่ามาตรฐาน ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์แบรนด์ ถ้าการบริหารจัดการที่ไม่เหมาะสมของแฟรนไชส์ซี อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของแบรนด์โดยตรง แม้บริษัทจะเป็นเจ้าของร้าน
 
ผลตอบแทนของบริษัทต่ำกว่า COCO เนื่องจากต้องแบ่งรายได้หรือกำไรบางส่วนให้กับแฟรนไชส์ซี ดังนั้น บริษัทที่เลือกใช้ COFO จำเป็นต้องมีระบบกำกับดูแล ตรวจสอบคุณภาพ และกำหนดขอบเขตหน้าที่อย่างชัดเจน
 
ตัวอย่างธุรกิจที่ใช้โมเดล COFO
 
โมเดล COFO มักพบในธุรกิจที่ต้องการผู้ดูแลการดำเนินงานในสถานที่เฉพาะ เช่น โครงการบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม ที่มีนิติบุคคล หรือผู้รับเหมาเป็นผู้บริหารจัดการพื้นที่ส่วนกลาง
 
อีกหนึ่งตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจน คือ รูปแบบการลงทุนสถานีบริการน้ำมันเชลล์ในประเทศไทย แบ่งเป็น 2 รูปแบบ
  • รูปแบบที่ 1 นักลงทุนลงทุนและบริหารสถานีบริการน้ำมันเชลล์ (DO – Dealer Owned) โดยตรง ต้องมีพื้นที่ขนาดไม่น้อยกว่า 2–3 ไร่ และใช้เงินลงทุนในการก่อสร้างสถานีประมาณ 15–35 ล้านบาท 
  • รูปแบบที่ 2 นักลงทุนเป็นผู้บริหารสถานีบริการน้ำมันเชลล์ (CO – Company Owned)
เชลล์เป็นผู้ลงทุนในทรัพย์สินทั้งหมดของสถานีบริการ ในขณะที่นักลงทุนเข้ามารับบทบาทเป็นผู้บริหารและผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงคุณภาพสูงของเชลล์ โดยใช้เงินทุนหมุนเวียนและเงินค้ำประกันประมาณ 2–5 ล้านบาท
 
นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบส่วนแบ่งกำไร มีระยะเวลาคืนทุนสั้น พร้อมสร้างโอกาสเติบโตทางธุรกิจจากการทำงานร่วมกับเชลล์อย่างใกล้ชิด ผ่านการดูแลของผู้จัดการเขต บริษัทมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง และวางแผนการขยายสาขาที่ชัดเจนตลอดทั้งปี
 

3.Franchise Owned Company Operated (FOCO)
 

แฟรนไชส์ซีเป็นเจ้าของร้าน หรือเจ้าของพื้นที่ แต่บริษัทเจ้าของแบรนด์เป็นผู้บริหารจัดการ
 
โมเดล FOCO เป็นโครงสร้างธุรกิจแฟรนไชส์ที่แยกบทบาทระหว่าง “เจ้าของร้านหรือเจ้าของพื้นที่” และ “ผู้บริหารจัดการ” ออกจากกันอย่างชัดเจน โดยแฟรนไชส์ซีทำหน้าที่เป็นผู้ลงทุนและเจ้าของทรัพย์สิน เช่น ร้าน พื้นที่ อาคาร เครื่องจักร หรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ ขณะที่บริษัทเจ้าของแบรนด์เป็นผู้รับผิดชอบการบริหารจัดการร้านทั้งหมด ตั้งแต่การติดตั้งระบบ การบริการจัดการร้านในแต่ละวัน ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพมาตรฐานและการทำตลาด
 
ในทางปฏิบัติโมเดล FOCO มักถูกออกแบบมาเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีเงินทุนหรือมีพื้นที่เหมาะสม แต่ไม่มีเวลาและไม่ต้องการมีภาระด้านการบริหารจัดการร้าน เข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจภายใต้แบรนด์ที่มีระบบและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
 
ลักษณะสำคัญของโมเดล FOCO
  1. แฟรนไชส์ซีเป็นผู้ลงทุนและเป็นเจ้าของทรัพย์สิน การลงทุนอาจอยู่ในรูปของการจัดหาพื้นที่ การออกแบบก่อสร้างร้าน สร้างอาคาร หรือการจัดซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ ซึ่งเงินลงทุน และทรัพย์สินเหล่านี้เป็นของแฟรนไชส์ซีโดยตรง
  2. บริษัทเจ้าของแบรนด์บริหารจัดการและดำเนินงานเต็มรูปแบบ บริษัทรับผิดชอบการดำเนินงานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งระบบ การดูแลการขาย การจัดการสินค้าและวัตถุดิบ การทำตลาด จัดโปรโมชั่น การบำรุงรักษาอุปกรณ์ รวมถึงการทำการตลาดในการดึงดูดลูกค้า 
  3. ผลตอบแทนในรูปแบบการแบ่งกำไรหรือรายได้ รายได้จากการดำเนินงานจะถูกแบ่งกันระหว่างแบรนด์บริษัทและแฟรนไชส์ซีตามสัดส่วนที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงระดับความเสี่ยงและการลงทุนของแต่ละฝ่าย
  4. แฟรนไชส์ซีมีบทบาทเชิงรับ (Passive Role) บทบาทของแฟรนไชส์ซีไม่จำเป็นต้องเข้ามาดูแลการบริหารจัดการร้าน แต่ยังคงได้รับผลตอบแทนจากทรัพย์สินที่ลงทุนไว้
ประโยชน์เชิงกลยุทธ์ของ FOCO
 

ในมุมมองเชิงกลยุทธ์ โมเดล FOCO มีข้อได้เปรียบที่สำคัญ ได้แก่ ลดภาระด้านการบริหารของแฟรนไชส์ซี ผู้ลงทุนสามารถสร้างรายได้จากทรัพย์สิน โดยไม่ต้องใช้เวลาและทรัพยากรในการบริหารร้าน
 
เอื้อต่อการขยายสาขาของบริษัท บริษัทสามารถขยายธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น โดยไม่ต้องลงทุนในทรัพย์สินหลักด้วยตนเอง เหมาะกับโมเดลธุรกิจที่ต้องอาศัยระบบเทคโนโลยีจากส่วนกลางโดยเฉพาะ โมเดลนี้ช่วยให้บริษัทสามารถรักษามาตรฐานการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากการบริหารจัดการอยู่ภายใต้ระบบเดียวกันทั้งหมด
 
ข้อจำกัดและความเสี่ยง
 
อย่างไรก็ตาม โมเดล FOCO ยังมีข้อจำกัดที่ควรพิจารณา ได้แก่ แฟรนไชส์ซีไม่มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานโดยตรง ทำให้ต้องพึ่งพาความสามารถและประสิทธิภาพของบริษัทเจ้าของแบรนด์
 
ความเสี่ยงจากการบริหารจัดการของแบรนด์ หากไม่มีประสิทธิภาพ อาจส่งผลกระทบต่อรายได้และผลตอบแทนของแฟรนไชส์ซี ที่สำคัญข้อตกลงผลตอบแทนต้องมีความชัดเจนและเป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความร่วมมือระยะยาว
 
ตัวอย่างธุรกิจที่ใช้โมเดล FOCO
 
กรณีของ “ดารุมะ ซูชิ” สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของโมเดลธุรกิจที่ถูกนำเสนอว่าเป็น “แฟรนไชส์” แต่ในทางปฏิบัติกลับมีลักษณะใกล้เคียงกับ Franchise Owned, Company Operated (FOCO) อย่างผิดเพี้ยน
 
1. โมเดลขายแฟรนไชส์ แต่ไม่ใช่แฟรนไชส์จริง
 
ดารุมะเสนอขาย “แฟรนไชส์” ในราคา 2.5 ล้านบาท อายุสัญญา 5 ปี พร้อมคำโฆษณาว่า การันตีผลตอบแทน 10% ของยอดขาย ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมตลอดอายุสัญญา ไม่ต้องจ่ายค่าการตลาดหรือค่าบริหารธุรกิจ
 
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเชิงโครงสร้าง โมเดลนี้ไม่เข้าข่ายแฟรนไชส์ที่เป็นมาตรฐาน เนื่องจากผู้จ่ายเงินไม่ได้สิทธิ์บริหารร้านจริง ไม่ได้เป็นเจ้าของแบรนด์หรือการตัดสินใจในการดำเนินงาน และไม่มีอำนาจควบคุมรายได้ ต้นทุน หรือทิศทางธุรกิจ
 
ในทางปฏิบัติ ผู้ที่จ่ายเงิน 2.5 ล้านบาททำหน้าที่เพียง “ผู้ร่วมลงทุน” มากกว่าแฟรนไชส์ซี ขณะที่การบริหารร้าน การกำหนดนโยบาย และการทำโปรโมชั่นสำคัญๆ ยังคงอยู่ในมือบริษัทเจ้าของแบรนด์
 
หากเทียบกับแนวคิด FOCO (Franchise Owned, Company Operated)
  • Owned นักลงทุนหรือแฟรนไชส์ซีเป็นเจ้าของร้านหรือพื้นที่
  • Operated บริษัทเจ้าของแบรนด์เป็นผู้บริหารจัดการทั้งหมด
โมเดลดารุมะจึงมีความ “คล้าย FOCO” แต่ขาดความโปร่งใสและกลไกคุ้มครองนักลงทุนอย่างสิ้นเชิง
 

4.Franchise Owned Franchise Operated (FOFO)
 

แฟรนไชส์ซีเป็นเจ้าของร้าน และบริหารจัดการเอง
 
โมเดล FOFO เป็นรูปแบบแฟรนไชส์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก และถือเป็นโมเดลพื้นฐานของธุรกิจแฟรนไชส์ที่มักใช้กันในปัจจุบัน ลักษณะสำคัญของโมเดลนี้คือ แฟรนไชส์ซีเป็นผู้ลงทุนและเป็นเจ้าของกิจการแต่ละสาขาอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งรับผิดชอบการบริหารจัดการร้านด้วยตนเอง ภายใต้กรอบมาตรฐาน ระบบ และข้อกำหนดที่แฟรนไชส์ซอร์กำหนดไว้
 
ในเชิงโครงสร้าง แฟรนไชส์ซอร์ทำหน้าที่เป็นเจ้าของแบรนด์ สร้างระบบ และองค์ความรู้ทางธุรกิจ ขณะที่แฟรนไชส์ซีทำหน้าที่เป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneur) ที่นำระบบดังกล่าวไปดำเนินงานในสาขาของตนเอง
 
ลักษณะสำคัญของโมเดล FOFO
  1. แฟรนไชส์ซีลงทุนเต็มรูปแบบ การลงทุนของแฟรนไชส์ซีครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ตั้งแต่ค่าแฟรนไชส์ ค่าสิทธิ ก่อสร้างหรือปรับปรุงร้าน ค่าอุปกรณ์ ค่าวัตถุดิบเริ่มต้น ค่าแรงพนักงาน และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานประจำวัน
  2. แฟรนไชส์ซอร์ให้การสนับสนุนด้านระบบและองค์ความรู้ เจ้าของแบรนด์มักให้การสนับสนุนอยู่ในรูปแบบของคู่มือการปฏิบัติงาน (Operation Manual) การฝึกอบรมพนักงาน การวางระบบบริหารจัดการ การทำตลาด การแก้ปัญหาการดำเนินงาน และการจัดหาวัตถุดิบหรือสินค้า
  3. แฟรนไชส์ซีรับผลกำไรและขาดทุนทั้งหมด รายได้และผลกำไรจากการดำเนินงานเป็นของแฟรนไชส์ซีโดยตรง แต่ต้องแบ่งเปอร์เซ็นต์ของยอดขายในแต่ละเดือน ซึ่งเป็นค่า Royalty Fee, Marketing Fee ให้กับเจ้าของแบรนด์ด้วย ในขณะเดียวกันก็ต้องรับความเสี่ยงทางธุรกิจทั้งหมดเช่นกัน
ส่วนรายได้ของแฟรนไชส์ซอร์มาจากค่าสิทธิและค่าธรรมเนียมต่างๆ เช่น ค่าแฟรนไชส์แรกเข้า ค่าสิทธิรายเดือน (Royalty Fee) และรายได้จากการจำหน่ายวัตถุดิบหรือสินค้า

ประโยชน์เชิงกลยุทธ์ของ FOFO
 

จากมุมมองเชิงกลยุทธ์ โมเดล FOFO มีข้อได้เปรียบที่โดดเด่น ได้แก่ เอื้อต่อการขยายธุรกิจให้ได้อย่างรวดเร็ว การใช้เงินลงทุนจากแฟรนไชส์ซีทำให้บริษัทสามารถขยายจำนวนสาขาได้ในวงกว้าง โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก
 
เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการการเติบโตเชิงปริมาณ โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม และบริการ เป็นโมเดลที่สร้างแรงจูงใจให้กับผู้ลงทุนได้สูง เพราะเป็นทางลัดในการทำธุรกิจ ไม่ต้องลองผิดลองผิดเอง อีกทั้งได้แบรนด์ที่มีชื่อเสียง มีฐานลูกค้ารองรับ ที่สำคัญแฟรนไชส์ซีเป็นผู้รับผลกำไรโดยตรง จึงมีความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการร้านให้ประสบความสำเร็จ
 
ข้อจำกัดและความท้าทาย
 
แม้ FOFO จะเป็นโมเดลที่ได้รับความนิยมทั่วโลก แต่ก็มีข้อจำกัดที่ต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบ ได้แก่ การควบคุมมาตรฐานของแบรนด์มีความท้าทายสูง หากแฟรนไชส์ซีไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์แบรนด์โดยรวม
 
แฟรนไชส์ซอร์ต้องลงทุนสร้างระบบการฝึกอบรม การตรวจสอบมาตรฐาน และการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง บางครั้งความแตกต่างด้านทักษะและความสามารถของแฟรนไชส์ซี อาจส่งผลต่อผลการดำเนินงานและมาตรฐานของแต่ละสาขา
 
ตัวอย่างธุรกิจที่ใช้โมเดล FOFO
 
โมเดล FOFO ถูกนำมาใช้ในธุรกิจแฟรนไชส์ขนาดใหญ่และเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เช่น 
สรุป 
 

โมเดลแฟรนไชส์ทั้ง 4 รูปแบบ ขึ้นอยู่กับบทบาทของผู้เกี่ยวข้องและเป้าหมายทางธุรกิจ โมเดล COCO และ FOCO ช่วยให้เจ้าของแบรนด์สามารถควบคุมมาตรฐานการดำเนินงานและภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างใกล้ชิด และสร้างรายได้ต่อสาขาในระดับสูงกว่า 
 
แต่ต้องแลกกับภาระด้านเงินลงทุนและการบริหารจัดการ ขณะที่โมเดล FOFO ใช้เงินลงทุนของบริษัทต่ำ ช่วยขยายสาขาได้รวดเร็ว ครอบคลุมหลากหลายพื้นที่ และสร้างรายได้ผ่านค่าธรรมเนียมและค่าลิขสิทธิ์เป็นหลัก ส่วน COFO ทำหน้าที่เป็นทางเลือกกึ่งกลางระหว่างการรักษาและควบคุมธุรกิจ กับ การให้สิทธิการดำเนินงานกับแฟรนไชส์ซี
 
ในมุมของผู้ซื้อแฟรนไชส์ โมเดล FOFO เปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้ามาบริหารร้านเต็มรูปแบบ มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่า แต่ต้องรับความเสี่ยงทางธุรกิจด้วยตนเอง ขณะที่โมเดล FOCO เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการความเสี่ยงต่ำ มีรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ 
 
แม้จะมีข้อจำกัดด้านการเติบโตของผลตอบแทนก็ตาม สุดท้ายแล้วการเลือกโมเดลแฟรนไชส์จึงเป็นการชั่งน้ำหนักระหว่างโอกาสในการทำกำไร ความเร็วในการขยายธุรกิจ ค่าใช้จ่ายในการลงทุน และระดับความเสี่ยงของการลงทุน  
 
แหล่งข้อมูล 
 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
บทความแฟรนไชส์ยอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
7 แฟรนไชส์ขายดีทุกวัน คนซื้อซ้ำสูง! ลูกค้ากลับมา..
516
Panera Bread โมเดล “ค่ากาแฟแบบรายเดือน” ยอดขาย 2..
476
93 แฟรนไชส์ ร่วม “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ ..
451
เปิดสูตรลับเจ้าของแฟรนไชส์! เงินก้อนจากค่าแรกเข้..
434
Lelecha รายได้ 4,000 ล้าน! ยังขาดทุน แก้ปัญหาด้ว..
419
แฟรนไชส์การศึกษาโกลเด้นเบรน All Students, One St..
397
บทความแฟรนไชส์มาใหม่
บทความอื่นในหมวด