บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
409
3 นาที
8 ตุลาคม 2568
เทรนด์ Overhome อยู่บ้านให้นาน ประหยัดให้มาก
 

หลังการระบาดของ COVID-19 มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายอย่าง ถ้าดูช่วงหลังผ่าน COVID ใหม่ๆ คนยังมีการตื่นตระหนกกันมากและไลฟ์สไตล์หลายอย่างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
  • ลดการไปนั่งรับประทานอาหารที่ร้าน และใช้บริการ Delivery มากขึ้น
  • ลดการไปในสถานที่มีคนหนาแน่น
  • ช้อปปิ้งผ่านออนไลน์ แทนการไปซื้อที่ร้าน
  • องค์กรปรับนโยบายการทำงานจาก Work From Home (ช่วง COVID ระบาด) มาเป็น Hybrid คือ สลับกันเข้าออฟฟิศ เพื่อลดความหนาแน่นของคน หรือบางบริษัทใช้วิธียืดหยุ่น ให้พนักงานเลือกได้ว่าใครจะ Work From Home ใครจะเข้าออฟฟิศ เป็นต้น
มาถึงตอนนี้ก็ผ่านมาหลายปีแต่ต้องยอมรับว่ามีหลายพฤติกรรมที่มีผลสืบเนื่อง อันเป็นผลจากการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) และการใช้ชีวิตในบ้านนานขึ้น กลายเป็นทั้งความจำเป็นและความสมัครใจ ก่อให้เกิดกระแสใหม่ที่เรียกว่า “Overhome” หรือการใช้เวลาในบ้านมากขึ้น พร้อมการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังเพื่อรับมือกับเงินเฟ้อและต้นทุนชีวิตที่สูงขึ้น
 

ภาพจาก https://elements.envato.com
 
ถ้าดูข้อมูลที่มีการสำรวจกันมาจากหลากหลายสถาบันก็ยิ่งชัดเจนว่าเทรนด์ Overhome นั้นมาแรงกว่าที่คิด
  • 70% ของคนวัยทำงานทั่วโลก ต้องการทำงานจากบ้านอย่างน้อย 2-3 วันต่อสัปดาห์ 
  • ปริมาณการใช้อินเทอร์เน็ตบ้านเพิ่มขึ้นกว่า 35% หลังปี 2020
  • ธุรกิจเกี่ยวกับความบันเทิงภายในบ้านเช่น Netflix โตขึ้นกว่า 25% ต่อปี
  • 62% ของคนไทยหันมาเลือกสินค้าราคาประหยัด และเน้นโปรโมชั่นมากขึ้น
  • ยอดขายเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์เพิ่มขึ้นเกือบ 40%
  • การซื้อวัตถุดิบสดเพิ่มขึ้นกว่า 18% ขณะที่ยอดขายอาหารนอกบ้านชะลอตัว
สอดคล้องกับข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยที่มีแนวโน้มการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Grocery) เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากการที่ผู้คนหันมาทำอาหารรับประทานเองที่บ้านมากขึ้น
 
การใช้จ่ายในหมวดหมู่นี้ขยายตัวทั้งในด้าน ‘ปริมาณ’ และ ‘ความถี่’ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเลือกใช้จ่ายอย่างรอบคอบและลดการรับประทานอาหารนอกบ้านลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะกลุ่ม Silver Spenders หรือคนวัยเกษียณแม้จะมีจำนวนน้อยที่สุด แต่กลับมียอดใช้จ่ายต่อคนสูงกว่าภาพรวมถึง 3 เท่า
 

ภาพจาก https://elements.envato.com
 
แม้แต่ในอเมริกาเองก็มีรายงานน่าสนใจที่ระบุว่าสหรัฐอเมริกากำลังกลายเป็น "ชาติแห่ง homebodies" ที่ผู้คนเลือกอยู่บ้านมากกว่าเดิม เพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายภายนอกและสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์ คล้ายกับเทรนด์ “No Buy 2025" และ "Low Buy 2025" ที่เน้นซื้อเฉพาะของจำเป็น เพื่อรับมือกับเศรษฐกิจที่ผันผวนภายใต้นโยบายใหม่ของรัฐบาลสหรัฐฯ
 
ตัดกลับมาที่เมืองไทยกันบ้างถ้ามองในแง่ธุรกิจเทรนด์ Overhome อาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่และไม่ใช่เทรนด์ชั่วคราว แต่เป็น “New Normal” ของผู้บริโภคในยุคเงินเฟ้อสูงและค่าใช้จ่ายไม่แน่นอน ธุรกิจที่อยู่รอดได้ต้อง ผสมผสานความสะดวก + ความคุ้มค่า + ความยืดหยุ่น กลายเป็นเรื่องที่ท้าทายให้หลายธุรกิจได้ปรับตัว หันมาเน้นคุณค่า ความยั่งยืน และบริการที่สะดวกสบายที่บ้าน 
 
เพราะจากข้อมูลปี 2025 ผู้บริโภคไทยกว่า 60% ลดการใช้จ่ายนอกบ้านเพื่อออมเงิน ขณะที่ยอดขายออนไลน์เพิ่มขึ้น 25% เนื่องจากการอยู่บ้านนานขึ้น และปรากฏการร์นี้ส่งผลเชิงบวกในหลายด้าน เช่น 
  • เป็นโอกาสทองของ ใน e-commerce และ delivery โดยยอดขายอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านแอปเพิ่ม 40% จากการสั่งของถึงบ้าน
  • ธุรกิจของใช้ในบ้าน / เฟอร์นิเจอร์ เติบโต โดยยอดขายเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์โตเกือบ 40% โดยเฉพาะโต๊ะทำงาน เก้าอี้สุขภาพ
  • อาหารสด & พร้อมปรุง มียอดขายเพิ่ม โดยเฉพาะSupermarket , Fresh Market ที่มีบริการส่งวัตถุดิบให้ถึงบ้าน จากข้อมูลก็ยืนยันได้ชัดว่าคนทำอาหารเองที่บ้านเพิ่มขึ้นกว่า 18% 
ถ้าดูลึกซึ้งลงไปในแต่ละธุรกิจพบว่ามีการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับ เทรนด์ Overhome นี้เพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่างธุรกิจค้าปลีก / ซูเปอร์มาเก็ต อย่าง Lotus’s และ Big C ได้เปิดบริการ Lotus’s Smart App และ Big C online ที่สามารถสั่งของสดส่งถึงบ้านภายใน 1 ชั่วโมง 


ภาพจาก https://elements.envato.com
 
หรือการจัดโปรโมชัน “ชุดทำอาหารพร้อมสูตร” เอาใจกลุ่มลูกค้าที่ต้องการทำอาหารทานเองที่บ้าน และยังมีการตั้งราคาสินค้ากลุ่ม house brand ถูกลง 20-30% เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่เน้นความคุ้มค่า ซึ่งผลจากการทำตลาดในรูปแบบนี้มีรายงานว่าเพิ่มยอดขายออนไลน์ได้โตเกิน 50% 
 
ในกลุ่มของเฟอร์นิเจอร์ / ของแต่งบ้าน ธุรกิจอย่าง IKEA เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เอาใจ เทรนด์ Overhome เช่น การเปิดตัวสินค้ากลุ่ม Home Office เช่น โต๊ะปรับระดับ เก้าอี้เพื่อสุขภาพ , การทำคอนเทนต์ “IKEA at Home” สอนแต่งบ้านเล็กให้เป็นทั้งห้องทำงานและมุมพักผ่อน 
 
หรือการเปิดบริการ Click & Collect / Home Delivery ตอบโจทย์คนไม่อยากออกไปช็อป และจากการทำตลาดแนวหลักในลักษณะนี้ IKEA Online Thailand มียอดเติบโตสูงกว่า 30% ในช่วงที่ผ่านมา
 
หรือแม้แต่ธุรกิจฟิตเนส & สุขภาพที่ดูเหมือนจะได้รับผลกระทบจาก เทรนด์ Overhome เพราะคนไม่อยากออกจากบ้าน แต่หลายแบรนด์ก็ปรับตัวให้สอดคล้องเพื่อเพิ่มยอดขาย
 

ภาพจาก https://elements.envato.com
 
ยกตัวอย่าง Jetts เสนอแพ็กเกจ On-demand Video + Online สำหรับคนออกกำลังกายที่บ้าน หรือ FitFest Online (สตาร์ทอัพไทย) จัดคลาสเวิร์กเอาต์สดทางออนไลน์ + ส่งอุปกรณ์เช่า เป็นต้น 
 
อีกตัวอย่างที่น่าสนใจคือ GrabFood ที่ปรับจาก delivery ธรรมดาสู่ "Grab Home Kit" ชุดอาหารพร้อมปรุงราคาประหยัด (ต่ำกว่า 200 บาท/มื้อ) ที่ส่งถึงบ้าน ร่วมกับเชฟดังสอน DIY cooking ผ่าน live บนแอป เพื่อให้ลูกค้าประหยัดและสนุกกับการทำอาหารที่บ้าน โดยในปี 2025 ยอดสั่งชุดนี้โต 45% จากผู้บริโภคที่ลดกินนอกบ้านตามเทรนด์ Overhome ที่กำลังมาแรง
 
เคสเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าธุรกิจไทยที่ปรับตัวเร็ว โดยใช้เทคโนโลยีและเข้าใจ pain point ของลูกค้า สามารถพลิกวิกฤต Overhome ให้เป็นโอกาสเพื่อขยายธุรกิจให้เติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในอนาคตหากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นเต็มที่ เทรนด์ Overhome จะยิ่งแข็งแรงขึ้น 
 
และไม่แน่ว่าเมื่อถึงจุดๆหนึ่งเทรนด์ Overhome อาจยกระดับขึ้นเพราะเมื่อผู้คนเริ่มคิดถึง “การใช้ชีวิตแบบสมดุล” อาจเกิดการผสมผสานใหม่คือ “Selective Outside” หรือเลือกออกไปข้างนอกเฉพาะกิจกรรมที่คุ้มค่า 
 
เช่น ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ หรือการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์พิเศษ อย่างไรก็ดีการปรับตัวของธุรกิจให้สอดคล้องกับพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วคือตัวชี้วัดความสำเร็จที่แท้จริงของการทำธุรกิจในยุคนี้
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
7 เหตุผลที่ทุกธุรกิจต้องการโปรแกรม HR จาก ByteHR
485
อวสานวงการบันเทิงไทย ถอยหลัง ตกยุค เรตติ้งตก?
418
โหดสุด! สมรภูมิชาจีนยุคใหม่ ไม่เหลือใครไว้ข้างหล..
388
ปี 2568 อวสานธุรกิจไทย บทเรียนที่แก้ไขไม่ได้
379
วางแผน? เกษียณทุกบริบท จุดจบทุกกรณี
376
วิกฤติหนัก เศรษฐกิจไทย “เผาหลอก” ปีนี้ “เผาจริง..
369
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด