บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
274
3 นาที
4 กุมภาพันธ์ 2569
สร้าง “Brand” ปี 2026 โลกเปลี่ยน! คนเปลี่ยน!
 

กลยุทธ์การสร้างแบรนด์ ไม่ใช่แค่การออกแบบโลโก้สวยๆ แต่สิ่งสำคัญคือการค้นหาจุดยืน (Brand Identity & Purpose) ว่าสินค้าของเราแก้ปัญหาอะไรให้ลูกค้า? สินค้าเราต่างจากคนอื่นยังไง ? นอกจากนั้นต้องรู้จักหากลุ่มเป้าหมายซึ่งจะกลายเป็นฐานลูกค้าของแบรนด์ได้จริง โดยมีตัวเลขน่าสนใจเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์ที่ควรรู้คือ
  • 33% คือตัวเลข รายได้ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ย หากแบรนด์มีการนำเสนอที่สม่ำเสมอในทุกแพลตฟอร์ม
  • 5 - 7 ครั้ง คือจำนวนครั้งที่ลูกค้าต้องเห็นแบรนด์ผ่านตา ก่อนจะเริ่ม จดจำแบรนด์ ได้ (Brand Recognition)
  • 81% ของผู้บริโภคระบุว่าต้อง เชื่อใจแบรนด์ ก่อน ถึงจะตัดสินใจซื้อสินค้า
  • 71% ของผู้บริโภคมีแนวโน้มจะซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่เชื่อมโยงกับความรู้สึก
  • 92% ของผู้บริโภคเชื่อถือแบรนด์จากคำแนะนำ เช่นการรีวิวต่างๆ
อย่างไรก็ดีตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน วิวัฒนาการของการสร้างแบรนด์สินค้าก็จำเป็นต้องเปลี่ยนไปตามยุคสมัย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือเพื่อให้เป็นสินค้าที่สามารถสร้างยอดขายได้ตามเป้าหมาย
 
ยุค Branding 1.0 “เน้นผลิตให้มาก ขายเชิงปริมาณ”
 
 
ภาพจาก https://app.envato.com

เป็นยุคที่นักการตลาดเรียกว่า Product-Centric Era ความต้องการ (Demand) มีมากกว่าสินค้าที่มีขาย (Supply) ใครที่มีโรงงาน มีเครื่องจักร จะได้เปรียบมาก ยุคนี้แบรนด์มักจะไม่ง้อลูกค้าเนื่องจากคู่แข่งมีน้อย

การจะสร้างแบรนด์แข่งขันกันในยุคนี้เป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะต้องใช้เงินทุนมหาศาลในการสร้างโรงงานและระบบขนส่ง (Logistics) แบรนด์ใหญ่ที่มีเงินทุนมากกว่า จึงกุมอำนาจเบ็ดเสร็จโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการเอาใจลูกค้ามากนัก ในยุคนี้บริษัทมักจะมี แผนกขาย ที่แข็งแกร่งกว่า แผนกการตลาด เน้นแค่ว่าผลิตมาเท่าไหร่ก็ต้องขายให้หมด จุดที่น่าสังเกตอีกอย่างคือแบรนด์ในยุคนี้
 
มักจะใช้ ชื่อนามสกุลของเจ้าของ มาเป็นชื่อแบรนด์ เช่น Ford, Heineken, Hershey, Bayer, John Deere เพราะในยุคนี้ไม่มีอะไรจะยืนยัน ความน่าเชื่อถือ ได้ดีไปกว่าการเอาชื่อตัวเองและตระกูลมาเป็นประกันคุณภาพสินค้า
 
ในมุมของลูกค้าเนื่องจาก การผลิต (Supply) ยังไม่ล้นตลาดเหมือนปัจจุบัน ผู้บริโภคจึงมีความรู้สึกว่าสินค้าเป็นของหายากหรือมีค่า และลูกค้าตัดสินใจซื้อจากเหตุผลด้านการใช้งาน เป็นหลัก เช่น สบู่ สำหรับการอาบน้ำ, ยาสีฟันสำหรับทำความสะอาดฟัน ไม่มีการแบ่งแยกตามไลฟ์สไตล์ เช่น สบู่สำหรับคนผิวแห้ง หรือยาสีฟันเพื่อลดคราบหินปูน

ในด้านการประชาสัมพันธ์เน้น สื่อสารผ่านทางเดียว (One-way Communication) เช่น วิทยุ หน้าหนังสือพิมพ์ หรือป้ายประกาศขนาดใหญ่ เพื่อแจ้งให้ลูกค้าทราบว่ามีสินค้าพร้อมที่จะจำหน่าย ไม่ได้เน้นการจูงใจด้วยอารมณ์ แต่เน้นการให้ข้อมูล โฆษณาส่วนใหญ่จะบอกแค่ว่า "ผงซักฟอกนี้ซักสะอาด" หรือ "ยานี้แก้ปวดหัว" เท่านั้น ในส่วนของบริการหลังการขายยิ่งไม่ต้องพูดถึง ลูกค้าในยุคนี้แค่ซื้อของได้ตามมาตรฐานที่ประกาศไว้ก็นับว่าน่าพอใจแล้ว
 
อย่างไรก็ดียุคการสร้างแบรนด์รูปแบบนี้เริ่มเสื่อมคลายลงเมื่อ คู่แข่งเพิ่มมากขึ้น เมื่อมีโรงงานผลิตของเหมือนๆ กันออกมาเต็มตลาด อำนาจการเลือกจึงตกไปอยู่ในมือของ ผู้บริโภค แทน ทำให้แบรนด์ต้องเริ่มหันมาทำการตลาด (Marketing) และสร้างความต่างทางอารมณ์ในยุคต่อมา
 
Branding ยุค 4.0 “สินค้า” ต้องตามใจ “ลูกค้า”
 
ภาพจาก https://app.envato.com

เป็นยุคที่อินเทอร์เน็ตเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในยุคนี้ แบรนด์ไหนที่ยังทำตัวเป็นที่หนึ่ง ไม่สนใจความต้องการที่แท้จริงของลูกค้ามักจะไม่ประสบความสำเร็จ การสร้างแบรนด์ในยุคนี้ไม่ใช่แค่การทำให้ลูกค้าเห็น แต่ต้องทำให้ลูกค้าอยากมีส่วนร่วมกับแบรนด์ โดยมีเคล็ดลับ 5 ข้อสำหรับการสร้างแบรนด์คือ
  • ตั้งคำถาม “Why” ก่อนสร้างแบรนด์ ทำไมลูกค้าจะต้องซื้อสินค้าของเรา ทำไมถึงมั่นใจว่าสินค้านี้ดีต่อลูกค้า
  • การเล่าเรื่อง Storytelling อย่างเดียวไม่พอต้องแสดงความจริงใจให้ลูกค้าเห็นด้วย
  • ลูกค้าในยุคนี้ต้องการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ ถ้าต้องการออกโปรดักส์ใหม่ก็ควรต้องมีพื้นที่ให้ลูกค้ามาแสดงความคิดเห็น
  • ลูกค้าต้องการสินค้าที่รู้ใจ อาจมีการใช้ระบบสมาชิกหรือ Social Listening เพื่อดูว่ากลุ่มเป้าหมายแต่ละคนชอบอะไร แล้วนำเสนอสินค้าหรือเนื้อหาที่ตรงใจ เช่นเดียวกับกรณีของ Netflix
  • อย่าหนีปัญหาแต่ต้องเผชิญอย่างตรงไปตรงมาพร้อมยอมรับและบอกวิธีแก้ไขเพื่อเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสในครั้งต่อไป
กลยุทธ์การสร้งแบรนด์ที่ได้ผลในยุคนี้ต้องกล้าแสดงจุดยืน , ฟังมากกว่าพูด มีความสม่ำเสมอจริงใจในสินค้าและบริการเพราะลูกค้าสามารถค้นหาข้อมูลของแบรนด์ได้อย่างรวดเร็วและทันที อะไรที่เป็นกระแสแม้เพียงนิดเดียวก็สามารถกระพือให้เป็นที่รู้จักได้แค่ชั่วข้ามคืน 
 
ยกตัวอย่างที่น่าสนใจเช่น Dove ที่ชูจุดเด่นของแบรนด์คือเชิดชู ความสวยที่แท้จริง ของผู้หญิงทุกรูปร่างและทุกสีผิวเปลี่ยนจาก การขายสบู่ เป็นการขายความมั่นใจให้ผู้หญิง ผลคือแบรนด์กลายเป็นสัญลักษณ์ของการผู้หญิงไปทั่วโลก หรือการที่ Nike สนับสนุนนักอเมริกันฟุตบอลที่ประท้วงการเหยียดสีผิว แม้จะเป็นการเสียลูกค้ากลุ่มหนึ่งไป แต่ยอดขายของ Nike กลับพุ่งสูงขึ้น เพราะคนรุ่นใหม่มองว่าแบรนด์กล้าเลือกในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นต้น
 
ในส่วนของแบรนด์ที่ก้าวตามยุคสมัยไม่ทันก็มีตัวอย่างที่น่าสนใจเช่นแป้งน้ำมองเล่ย่ะ / แป้งเย็นตรางู แม้ในอดีตจะมีมาตรฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งมาก แต่ในช่วงเปลี่ยนผ่านแบรนด์สื่อสารกับคนรุ่นใหม่น้อยลง แม้จะยังขายได้ในกลุ่มฐานลูกค้าเดิม แต่เสียโอกาสในการสร้าง Community หรือการเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ทำให้ค่อยๆ ถูกแบรนด์เครื่องสำอางเกาหลี ที่เน้นการเล่าเรื่อง (Storytelling) แย่งส่วนแบ่งตลาดไป 
 
กลยุทธ์การสร้างแบรนด์ในปี 2026
 

ในปี 2026 แบรนด์ไม่ได้ถูกตัดสินแค่จากโลโก้ แต่ถูกตัดสินจาก วิธีที่แบรนด์คิด เพราะลูกค้าปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ผ่าน AI แชทบอท และระบบค้นหาอัจฉริยะมากขึ้น โดยมี 3 เคล็ดลับสำคัญคือ
  • ลูกค้าจะเชื่อในสิ่งที่แบรนด์ทำให้เห็นจริง ไม่ใช่แค่การพูดชวนเชื่อ แต่ลูกค้าต้องได้เห็นจริง เช่นอย่าบอกว่าแบรนด์พร้อมคืนกำไรให้สังคม แต่ควรมีระบบคืนกำไรสู่สังคมที่ตรวจสอบได้ผ่าน Blockchain หรือการมีส่วนร่วมในชุมชนที่จับต้องได้
  • ใช้ AI เป็นผู้ช่วยไม่ใช่แค่เอาไว้ตอบคำถาม แบรนด์ควรใช้ AI วิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าแบบเฉพาะเจาะจง (Hyper-Personalization) เช่น การแนะนำสินค้าตามอารมณ์หรือสภาพอากาศในตอนนั้น
  • โปร่งใส ตรวจสอบได้ คือการทำให้ลูกค้าในยุคนี้เชื่อมั่นแบรนด์มากขึ้น เช่นการเปิดเผยที่มาของวัตถุดิบ ราคาต้นทุน หรือการใช้ QR Code บนสินค้าที่สแกนแล้วเห็นเส้นทางของสินค้า ตั้งแต่โรงงานจนถึงมือลูกค้า
นั่นหมายความว่าการสร้างแบรนด์ในปี 2026 จำเป็นต้องผนวกเอาเทคโนโลยีมาเป็นส่วนสำคัญอาจจำเป็นต้องลงทุนในส่วนนี้เพิ่ม แต่ถ้ามองระยะยาวถือว่าคุ้มค้าโดยมีตัวเลขน่าสนใจเช่น
  • 33% คือรายได้ที่เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยเมื่อแบรนด์รักษา ความสม่ำเสมอของตัวตนในทุกช่องทาง
  • 81% ของผู้บริโภคจะ เพิกเฉย ต่อข้อความการตลาดที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่ตรงใจ
  • 73% ของลูกค้าพร้อมที่จะ จ่ายเงินเพิ่ม ให้กับแบรนด์ที่แสดงความโปร่งใส อย่างชัดเจน
  • 70% ของผู้บริโภคมีแนวโน้มจะแนะนำแบรนด์ต่อ หากแบรนด์นั้นมี Loyalty Program ที่มีคุณภาพและรู้ใจ
  • 65% ของผู้ใช้งาน AI เป็นกลุ่ม Gen Z และ Millennials ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อหลัก แบรนด์ที่ใช้ AI เข้ามาช่วยสื่อสารจึงมีโอกาสเข้าถึงคนกลุ่มนี้ได้มากกว่า
การสร้างแบรนด์ ปี 2026 ในมุมของ “แฟรนไชส์”
 

ปี 2026 การสร้างแบรนด์แฟรนไชส์ไม่ใช่แค่เรื่องของการขยายสาขาให้เยอะที่สุดอีกต่อไป แต่ต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายด้านมาประกอบกันคือ
 
1.โมเดลแฟรนไชส์ที่ยืดหยุ่นได้ ในอดีตจะเน้นรูปแบบว่าต้องเหมือนกันทุกอย่าง แบรนด์แม่ไม่ยอมให้สาขาย่อยปรับเมนูหรือบริการให้เข้ากับความต้องการของคนในพื้นที่ ซึ่งนับแต่นี้จำเป็นต้องเปลี่ยนโดยที่ต้องรักษามาตรฐานของแบรนด์ควบคู่กันด้วย อาจจะกำหนดสิ่งที่ห้ามเปลี่ยนเด็ดขาดเช่น สูตรเฉพาะ , โลโก้ , บริการที่เป็นจุดเด่น หรือมาตรฐานคุณภาพต่างๆ แต่อีก 20% ควรให้แฟรนไชส์ซีเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมเช่น การจัดและตกแต่งร้าน การเพิ่มเมนูที่สอดคล้องกับคนในท้องถิ่นเป็นต้น
 
2.เน้นความจริงใจต่อผู้ลงทุนไม่เน้นสร้างภาพ การทำแฟรนไชส์ในอดีตที่เทคโนโลยียังมีบทบาทน้อย คนจะเชื่อตามคำพูดเจ้าของแบรนด์ ตรวจสอบหาข้อมูลเชิงลึกได้ยาก ต่างจากปัจจุบันที่การหาข้อมูลทำได้ง่าย ถ้าแฟรนไชส์เน้นแค่การสร้างภาพพูดจาดูดี แต่ถ้าผู้สนใจลงทุนตรวจสอบเชิงลึกไปแล้วไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ไม่ใข่แค่การตัดสินใจไม่ลงทุนแต่ออาจกลายเป็นการพูดต่อในวงกว้างที่มีผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้
 
3.ผสานการใช้เทคโนโลยีสู่ระบบแฟรนไชส์มากขึ้น จะมีผลทำให้คนสนใจรู้สึกมั่นใจและเลือกลงทุนง่ายขึ้นโดยเฉพาะระบบ AI ที่นับจากนี้มีผลต่อทุกธุรกิจ การพัฒนาเอาเทคโนโลยีมาอยู่ในระบบแฟรนไชส์เพื่อช่วยวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ดูมีความทันสมัยและเป็นที่สนใจของนักลงทุนเพิ่มขึ้นได้ด้วย
 
สิ่งเหล่านี้คือเทคนิคของการสร้างแบรนด์ที่เราจะเห็นว่ามีความเปลี่ยนแปลงไปมากตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ถ้าเราเป็นนักลงทุนที่กำลังคิดสร้างแบรนด์ก็จำเป็นต้องศึกษาข้อมูลรอบด้าน และพัฒนาแบรนด์ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับโลกยุคใหม่ เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสในการลงทุนที่คุ้มค่าและประสบความสำเร็จได้มากขึ้น
 
อ้างอิง
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
เซลล์ร้อยล้าน! ต้องมีเป้าหมาย มีวินัย แก้ปัญหาลู..
743
อวสานตึกธนาคาร ความงดงามที่ไม่เหลือ
693
ยกระดับธุรกิจของคุณด้วยพลังแห่งการออกแบบ
524
รู้รายได้ รู้ลูกค้า Business Model Canvas เครื่อ..
429
SWOT Analysis ไม่รู้จริง มีแต่เจ๊ากับเจ๊ง!
427
สงครามไก่ทอด 6 สัญชาติ รุมสกรัม ช่วงชิงพื้นที่ ใ..
417
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด