บทความทั้งหมด    บทความแฟรนไชส์    โอกาสทางธุรกิจ    แฟรนไชส์ต่างประเทศ
258
4 นาที
22 กันยายน 2569
MIXUE จากไอศกรีม 1 หยวน สู่เบียร์ 29 บาท
 


ลองจินตนาการว่า...คุณเดินเข้าไปในร้านเบียร์แห่งหนึ่งในประเทศจีน สั่งเบียร์สด 500 มิลลิลิตร หรือประมาณหนึ่งไพน์ แล้วพนักงานยกแก้วเบียร์มาเสิร์ฟให้คุณ ราคา 5.9 หยวน หรือประมาณ 29 บาท เบียร์สดแก้วใหญ่ ดื่มในร้าน ราคาไม่ถึง 30 บาท

คำถามคือ เขาขายกันถูกขนาดนี้ แล้วจะเหลือกำไรได้อย่างไร และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ร้านเบียร์แห่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบโดดๆ แต่มันถูกนำเข้าไปอยู่ในอาณาจักรของบริษัทที่คนไทยคุ้นชื่อกันดี นั่นก็คือ MIXUE
 
บริษัทที่คนส่วนใหญ่รู้จักในฐานะแบรนด์ไอศกรีมและชานมราคาถูก แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น MIXUE อาจไม่ได้กำลังสร้าง “ร้านเครื่องดื่ม” แต่กำลังสร้างเครื่องจักรทางธุรกิจที่สามารถเอาสินค้าอะไรก็ได้มาขายให้ถูก และขยายไปได้เป็นหมื่นเป็นแสนจุด

และนี่คือเรื่องราวว่า...จากไอศกรีม 1 หยวน MIXUE เดินเกมอย่างไร 
 
จนมาถึงวันที่ซื้อธุรกิจเบียร์สด และขายเบียร์ 500 มิลลิลิตรได้ประมาณ 5.9 หยวน
 
จุดเริ่มต้นไม่ได้มาจากบริษัทใหญ่
 
 
ภาพจาก https://citly.me/mzu5V
 
ย้อนกลับไปปี 1997 ชายคนหนึ่งชื่อ จางหงเชา เริ่มต้นธุรกิจด้วยร้านเล็กๆ ในเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน ร้านนั้นขายน้ำแข็งไส ชื่อว่า Coldsnap Shaved Ice ตอนนั้นไม่มีใครรู้หรอกครับว่า ร้านเล็กๆ แห่งนี้จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของอาณาจักรเครื่องดื่มระดับโลก ปี 1999 บริษัทเริ่มใช้ชื่อภาษาจีนว่า 蜜雪冰城 หรือ Mi Xue Bing Cheng
 
และในปี 2005 มีสินค้าตัวหนึ่งที่สำคัญมาก นั่นคือไอศกรีมโคน ราคาเพียง 1 หยวน ตรงนี้สำคัญมากเพราะตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา MIXUE ไม่ได้สร้างแบรนด์ด้วยคำว่า “ของพรีเมียม” 
 
แต่สร้างแบรนด์ด้วยแนวคิดว่า “ของที่ดี ต้องซื้อได้ในราคาที่คนทั่วไปเข้าถึง” หรือพูดง่ายๆ คือ Value for Money ของต้องไม่แพง แต่ต้องกินแล้วรู้สึกว่า “คุ้ม” และนี่จะกลายเป็น DNA ของบริษัทไปอีกหลายสิบปี แต่ขายถูกอย่างเดียวไม่พอ 
 
ปัญหาคือถ้าคุณขายไอศกรีม 1 หยวน คุณจะทำอย่างไรให้ธุรกิจอยู่รอด เพราะถ้าต้นทุนของคุณแพง ขายถูกเท่าไรก็มีแต่ขาดทุน MIXUE จึงไม่ได้คิดแค่เรื่อง “หน้าร้าน” แต่เริ่มถอยกลับไปมองตั้งแต่ต้นน้ำ วัตถุดิบมาจากไหน? ผลิตอย่างไร? ขนส่งอย่างไร? ซื้อจำนวนเท่าไรถึงจะถูก? และทำอย่างไรให้ร้านแฟรนไชส์ทั่วประเทศใช้วัตถุดิบมาตรฐานเดียวกัน
 
ปี 2012 MIXUE จึงเริ่มสร้างโรงงานผลิตแบบรวมศูนย์ และปี 2014 เริ่มสร้างระบบโลจิสติกส์ของตัวเอง พูดง่ายๆ คือ...ร้านยังไม่ทันมีเป็นหมื่นสาขา แต่บริษัทเริ่มสร้าง “ระบบหลังบ้าน” สำหรับวันที่จะมีร้านเป็นหมื่นแล้วนี่คือจุดที่โมเดลของ MIXUE เริ่มแตกต่างจากร้านเครื่องดื่มทั่วไป
 
แล้วทำไมต้องแฟรนไชส์
 
ลองคิดดูว่า ถ้า MIXUE ต้องใช้เงินของตัวเองเปิดร้านทุกแห่ง การขยาย 1,000 สาขาก็ต้องใช้เงินมหาศาล 10,000 สาขายิ่งไม่ต้องพูดถึง แต่ MIXUE เลือกใช้โมเดล Franchise ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นเป็นคนลงทุนเปิดร้าน ส่วน MIXUE เป็นเจ้าของแบรนด์ควบคุมสูตร ระบบปฏิบัติการ มาตรฐานร้าน และที่สำคัญขายวัตถุดิบและอุปกรณ์เข้าสู่เครือข่าย
 
นี่ทำให้เกิดวงจรที่น่าสนใจมาก ยิ่งมีร้านมากยิ่งต้องซื้อวัตถุดิบมาก บริษัทต่อรองราคาวัตถุดิบได้ดีขึ้น ผลิตสินค้าได้ปริมาณมากขึ้น ต้นทุนต่อหน่วยลดลง สามารถขายสินค้าให้ร้านในราคาที่แข่งขันได้ ร้านทำกำไรได้ง่ายขึ้น คนก็อยากมาเปิดแฟรนไชส์เพิ่ม ร้านเพิ่มขึ้นอีก แล้ววงจรก็หมุนกลับไปจุดเดิม ที่เรียกว่า Economies of Scale หรือ ความประหยัดต่อขนาด
 
MIXUE ไม่ได้โตเพราะมีร้านเยอะ
 

 
แต่โตเพราะร้านเยอะแล้วระบบยิ่งถูก นี่คือหัวใจของเรื่องนี้ ลองดูตัวเลข สิ้นปี 2024 MIXUE Group มีร้านประมาณ 46,479 แห่ง แต่ภายในสิ้นปี 2025 เพิ่มขึ้นเป็น 59,823 แห่งทั่วโลก ในจำนวนนี้ประมาณ 55,356 แห่งอยู่ในจีน และประมาณ 4,467 แห่งอยู่นอกจีน ครอบคลุมจีนและอีกหลายประเทศทั่วโลก 
 
ที่สำคัญในปี 2025 เพียงปีเดียวเครือข่ายแฟรนไชส์มีการเปิดร้านใหม่ 14,496 แห่ง แม้จะมีร้านปิดไป 2,527 แห่งก็ตาม เรียกได้ว่า นี่ไม่ใช่การขยายร้านแบบค่อยๆ โต แต่มันคือการสร้างเครือข่ายในระดับอุตสาหกรรม
 
แล้วทำไม MIXUE ถึงขายถูกได้
 

 
คำตอบไม่ได้อยู่ที่ไอศกรีม ไม่ได้อยู่ที่ชานม และไม่ได้อยู่ที่การทำโปรโมชั่นอย่างเดียว แต่คือ Supply Chain
 
MIXUE ระบุว่าบริษัทมีระบบซัพพลายเชนแบบ End-to-End ตั้งแต่จัดซื้อวัตถุดิบ วิจัยและพัฒนา ผลิต ควบคุมคุณภาพ จัดเก็บ กระจายสินค้า ส่งถึงร้านแฟรนไชส์ บริษัทระบุว่าผลิตวัตถุดิบหลักของตัวเอง 100% มีฐานการผลิตหลายแห่งในจีน 
 
และมีระบบคลังสินค้าและการกระจายสินค้าครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ ณ สิ้นปี 2025 บริษัทระบุว่ามีคลังสินค้าในจีน 28 แห่ง และเครือข่ายกระจายสินค้าครอบคลุม 33 เขตระดับมณฑลและมากกว่า 300 เมือง
 
พูดง่ายๆ คือ MIXUE ไม่ได้รอให้ซัพพลายเออร์ทำทุกอย่างให้ แต่เข้าไปควบคุมห่วงโซ่สำคัญด้วยตัวเอง เพราะเมื่อคุณมีร้านหลายหมื่นแห่ง การลดต้นทุนวัตถุดิบเพียงเล็กน้อยต่อแก้ว ก็กลายเป็นเงินมหาศาลเมื่อคูณด้วยยอดขายทั้งเครือข่าย
 
จากชาและไอศกรีม...แล้วทำไมถึงไปกาแฟ
 

 
จุดที่น่าสนใจคือ MIXUE ไม่ได้หยุดอยู่แค่เครื่องดื่มชา ปี 2017 บริษัทเปิดแบรนด์กาแฟชื่อ Lucky Cup ที่ถือเป็นอีกหนึ่งหมากที่สำคัญมาก เพราะบริษัทไม่ได้เริ่มต้นทุกอย่างใหม่จากศูนย์ สิ่งที่มีอยู่แล้วคือแบรนด์แม่ ระบบแฟรนไชส์ ฐานลูกค้า ระบบหลังบ้าน โรงงานการจัดซื้อ โลจิสติกส์ และประสบการณ์ในการบริหารร้านจำนวนมหาศาล
 
ดังนั้น เมื่อเปลี่ยนจาก “ชา” เป็น “กาแฟ” บริษัทไม่ได้สร้างธุรกิจใหม่ทั้งหมด แต่กำลังเอาระบบเดิมไปใส่ลงไปกับสินค้าใหม่ และนี่คือสิ่งที่ทำให้ MIXUE สามารถขยายจากเครื่องดื่มประเภทหนึ่งไปสู่อีกประเภทหนึ่งได้เร็ว
 
เดิมที MIXUE มีผลิตภัณฑ์หลักราคาโดยทั่วไปประมาณ 2-8 หยวน ส่วน Lucky Cup มีสินค้าหลักประมาณ 5-10 หยวน ยังคงรักษาแนวคิดเดิม คือ กาแฟที่คนทั่วไปซื้อได้
 
แล้ว MIXUE ก็เริ่มออกนอกประเทศ
 
ปี 2018 MIXUE เปิดร้านต่างประเทศแห่งแรกที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม จากนั้นก็เดินหน้าขยายเข้าสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ กัมพูชาลาว สิงคโปร์ รวมถึงประเทศอื่นๆ ทางตะวันตก 
สิ่งที่ MIXUE ขยายออกไปตลาดต่างประเทศ ไม่ได้มีแค่โลโก้ แต่เอาออกไปทั้งระบบตั้งแต่ สินค้า + สูตร + แบรนด์ + Franchise + Supply Chain + ระบบปฏิบัติการ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการขยายต่างประเทศของ MIXUE จึงเกิดขึ้นเร็ว เพราะมันไม่ได้เริ่มต้นธุรกิจใหม่ทุกประเทศ แต่เอา “เครื่องจักร” ที่สร้างในจีนไปติดตั้งในตลาดใหม่
 
ต่อมา MIXUE ไม่ได้อยากขายแค่เครื่องดื่มเย็น
 
 
มาถึงจุดสำคัญของเรื่อง ปี 2025 MIXUE เริ่มขยับครั้งใหญ่ ด้วยการเข้าซื้อกิจการแบรนด์เบียร์สด FULU Fresh Beer
 
MIXUE ประกาศเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ว่าเข้าทำข้อตกลงซื้อกิจการและลงทุนใน FULU ดีลนี้ทำให้ MIXUE ถือหุ้นประมาณ 53% ด้วยมูลค่าประมาณ 297 ล้านหยวน หรือราวๆ 1.5 พันล้านบาทในเวลานั้น และการเข้าซื้อกิจการเสร็จสมบูรณ์ในวันที่ 1 ธันวาคม 2025 ตอนนั้น FULU มีร้านแฟรนไชส์อยู่ 1,354 แห่ง
 
ทำไมบริษัทขายชาและไอศกรีมถึงต้องซื้อบริษัทเบียร์
 

ภาพจาก https://citly.me/mzu5V
 
คำตอบจริงๆ อาจไม่ใช่เพราะ MIXUE อยากเป็นบริษัทเบียร์ แต่เพราะเบียร์สามารถใช้เครื่องจักรธุรกิจเดียวกับที่ MIXUE สร้างมาแล้วได้ ดังนั้น ร้าน FULU คือ MIXUE ในเวอร์ชันกลางคืน
 
ลองดูโมเดลของ FULU ร้านขนาดเล็ก การตกแต่งไม่ซับซ้อน ระบบร้านมาตรฐาน ขายเบียร์สดจากหัวจ่าย มีอาหารกินเล่น และใช้แฟรนไชส์เป็นเครื่องยนต์ในการขยายสาขา 
 
ที่สำคัญสินค้าหลักของ FULU อยู่ในระดับราคาประมาณ 6-10 หยวนต่อ 500 มิลลิลิตร และมีสินค้าบางรายการที่ขายประมาณ 5.9 หยวน หรือประมาณ 29 บาท
 
ขายเบียร์ 29 บาท แล้วจะกำไรตรงไหน
 

ภาพจาก https://citly.me/mzu5V
 
คำตอบอยู่ที่ “ระบบ” ไม่ใช่เบียร์ FULU ไม่ได้พยายามทำกำไรด้วยการขายเบียร์แก้วเดียวในราคาสูง แต่กำลังใช้โมเดล Volume + Franchise + Supply Chain เหมือน MIXUE เมื่อร้านจำนวนมาก บริษัทก็สามารถผลิตและกระจายสินค้าในปริมาณมหาศาล และเมื่อซื้อวัตถุดิบจำนวนมาก ต้นทุนก็มีโอกาสลดลง
 
นอกจากนี้ FULU ยังสามารถใช้ความสามารถด้านซัพพลายเชนของกลุ่ม MIXUE ได้ บริษัทระบุว่า FULU ใช้เครือข่ายโลจิสติกส์ของ MIXUE และมีฐานการผลิตเบียร์ของตัวเองในเหอหนาน ดังนั้น สิ่งที่ MIXUE ซื้อมา จึงไม่ใช่แค่ “แบรนด์เบียร์” แต่คือ อีกหนึ่งหมวดสินค้าที่สามารถนำเข้ามาอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานเดิม
 
แล้วแฟรนไชส์ FULU ถูกแค่ไหน
 
ภาพจาก https://citly.me/mzu5V
 
นี่เป็นอีกส่วนที่น่าสนใจมาก ข้อมูลช่วงปลายปี 2025 ระบุว่า FULU เปิดแฟรนไชส์โดยมีต้นทุนเริ่มต้นในส่วนของอุปกรณ์และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องประมาณ 60,000 หยวน หรือประมาณ 300,000 บาท
 
โดยยังไม่รวมค่าเช่าและค่าปรับปรุงร้าน และในช่วงโปรโมชั่นปลายปี 2025 มีการลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมบางส่วนเพื่อดึงผู้ลงทุน บางข้อมูลระบุว่าเมื่อรวมค่าเช่าและการตกแต่งแล้ว เงินลงทุนจริงอาจสูงกว่าตัวเลข 60,000 หยวนอย่างมีนัยสำคัญ
 
ดังนั้น 60,000 หยวนไม่ควรถูกตีความว่าเป็นเงินลงทุนเปิดร้านทั้งหมด แต่เป็นระดับต้นทุนเริ่มต้นของระบบแฟรนไชส์ตามเงื่อนไขที่กำหนดในช่วงเวลานั้น นี่ก็สะท้อน DNA เดิมของ MIXUE ทำร้านให้เล็ก ทำระบบให้เรียบง่าย ลดเงินลงทุนของแฟรนไชส์ซี แล้วทำให้คนจำนวนมากสามารถเข้ามาเป็นเจ้าของร้านได้
 
ทำไมเบียร์ถึงเหมาะกับโมเดลนี้
 

ภาพจาก https://citly.me/mzu5V
 
เพราะเบียร์สดมีข้อได้เปรียบอย่างหนึ่ง มันไม่ต้องมีขั้นตอนการเตรียมที่ซับซ้อนเหมือนร้านชา ลูกค้าสั่ง พนักงานเปิดหัวจ่าย รินเบียร์ เสิร์ฟ จบ ร้านขนาดเล็กก็สามารถดำเนินการได้ และเมื่อระบบถูก Standardize การฝึกพนักงานก็ง่าย การควบคุมคุณภาพก็ง่ายขึ้น การขยายสาขาก็ง่ายขึ้น นี่คือสิ่งที่ทำให้ FULU มี DNA คล้าย MIXUE มาก
 
สินค้าราคาเข้าถึงง่าย + ร้านเล็ก + ระบบมาตรฐาน + แฟรนไชส์ + Supply Chain และนี่คือภาพใหญ่ของ MIXUE ถ้ามองแค่หน้าร้าน เราจะเห็นว่า MIXUE ขายชา ไอศกรีม กาแฟ เบียร์
 
แต่ถ้ามองจากมุมของบริษัท สิ่งที่ MIXUE กำลังสร้างอาจเป็นสิ่งเดียวกันทั้งหมด นั่นคือ “ระบบจัดจำหน่ายสินค้าและบริการราคาประหยัดขนาดใหญ่” ลองคิดภาพแบบนี้ MIXUE มี Brand มี Franchise Network มี  Factories มี Procurement มี Warehouses มี Logistics มี Digital Operations แล้วส่งทั้งหมดนี้ไปยังร้านหลายหมื่นแห่ง
 
ดังนั้น...เมื่อบริษัทได้สินค้าใหม่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็น ชา กาแฟ ไอศกรีม หรือเบียร์ บริษัทไม่จำเป็นต้องสร้างระบบใหม่ทั้งหมด เพียงเอาสินค้านั้น เสียบเข้าไปในระบบเดิม นี่คือเหตุผลที่ “ของถูก” กลายเป็นอาวุธ 
 
คนทั่วไปอาจมองว่า MIXUE ขายถูกเพราะอยากดึงลูกค้า แต่ในมุมธุรกิจ การขายถูกคือผลลัพธ์ของระบบ เมื่อบริษัทมีสาขาจำนวนมาก ยอดซื้อวัตถุดิบก็ใหญ่ เมื่อยอดซื้อใหญ่ อำนาจต่อรองก็เพิ่ม เมื่อผลิตจำนวนมากต้นทุนต่อหน่วยลด
 
เมื่อมีระบบขนส่งของตัวเอง ต้นทุนการกระจายก็มีประสิทธิภาพขึ้น เมื่อใช้แฟรนไชส์ บริษัทไม่ต้องแบกรับเงินลงทุนร้านทั้งหมดเอง และเมื่อร้านแฟรนไชส์ทำกำไรได้ ก็มีแรงจูงใจให้เปิดร้านเพิ่ม สุดท้ายจึงเกิดวงจรว่า ร้านเยอะ ซื้อเยอะ ผลิตเยอะ ต้นทุนต่ำ  ราคาถูก ลูกค้าเยอะ ร้านเยอะขึ้น 
 
นี่คือ Economies of Scale ที่ทำงานร่วมกับ Vertical Integration และ Franchise Model MIXUE จึงไม่ได้แข่งด้วย “ราคา” อย่างเดียว แต่มันกำลังสร้างโครงสร้างที่ทำให้คู่แข่งตามราคาได้ยาก สมมติคู่แข่งบอกว่า “ฉันก็ขายชา 6 หยวนได้”
 
คำถามต่อไปคือ...คุณมีโรงงานไหม? มีคลังสินค้ากี่แห่ง? มีรถกระจายสินค้าครอบคลุมกี่เมือง? มีร้านหลายหมื่นแห่งช่วยสร้าง Volume หรือไม่? มีระบบจัดซื้อระดับประเทศหรือไม่? มีแฟรนไชส์ซีหลายหมื่นรายหรือไม่? 
 
ถ้าไม่มี...การขายถูกอาจกลายเป็นการลดกำไรตัวเอง แต่สำหรับ MIXUE ราคาถูกคือสิ่งที่เกิดขึ้นจาก Scale ไม่ใช่แค่โปรโมชั่น
 
แล้ววันนี้ MIXUE ใหญ่แค่ไหน

ภาพจาก https://citly.me/mzu5V

สิ้นปี 2025 MIXUE Group มีร้านรวมประมาณ 59,823 แห่งทั่วโลก แบ่งเป็น 55,356 แห่งในจีน และ 4,467 แห่งนอกจีน ครอบคลุมจีนและอีก 13 ประเทศ และมีแฟรนไชส์ซีประมาณ 27,450 ราย 
 
และที่สำคัญตัวเลขเกือบ 60,000 สาขานี้ไม่ได้หมายความว่าทุกสาขาเป็นร้าน MIXUE ทั้งหมด แต่เป็นตัวเลขรวมแบรนด์ทั้งเครืออย่าง MIXUE, Lucky Cup และ FULU Fresh Beer เข้าไปด้วย 
 
จากร้านไอศกรีมเล็กๆ สู่ Global Network
 
ถ้าย้อนกลับไปปี 1997 MIXUE เริ่มจากร้านน้ำแข็งไสเล็กๆ ในเมืองเจิ้งโจว
  • ปี 2005 ขายไอศกรีม 1 หยวน
  • ปี 2012 สร้างโรงงาน
  • ปี 2014 สร้างระบบโลจิสติกส์
  • ปี 2017 สร้างแบรนด์กาแฟ Lucky Cup
  • ปี 2018 ออกนอกประเทศครั้งแรก
  • ปี 2020 มีร้านทะลุ 10,000 แห่ง
และปลายปี 2025 กลายเป็นเครือข่ายแฟรนไชส์ที่มีสาขาเกือบ 60,000 สาขาทั่วโลก
 
จากนั้น...บริษัทไม่ได้หยุดที่ชา แต่เดินเข้าสู่กาแฟ และต่อด้วยเบียร์สด นี่จึงทำให้เห็นภาพว่า MIXUE ไม่ได้กำลังขยายแค่ “จำนวนร้าน” แต่กำลังขยายจำนวนหมวดสินค้าที่สามารถวิ่งอยู่บนระบบเดียวกัน
 
อ้างอิง 
 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความแฟรนไชส์ยอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
7 แฟรนไชส์ขายดีทุกวัน คนซื้อซ้ำสูง! ลูกค้ากลับมา..
515
Panera Bread โมเดล “ค่ากาแฟแบบรายเดือน” ยอดขาย 2..
473
93 แฟรนไชส์ ร่วม “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ ..
450
เปิดสูตรลับเจ้าของแฟรนไชส์! เงินก้อนจากค่าแรกเข้..
434
Lelecha รายได้ 4,000 ล้าน! ยังขาดทุน แก้ปัญหาด้ว..
419
แฟรนไชส์การศึกษาโกลเด้นเบรน All Students, One St..
394
บทความแฟรนไชส์มาใหม่
บทความอื่นในหมวด