บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
321
3 นาที
25 มิถุนายน 2569
อวสานร้านกล่องสุ่ม หมดกระแส แพ้ทุนจม กำไรไม่เหลือ
 

จากปรากฏการณ์ของมันต้องมี แต่วันนี้ภาพของร้านกล่องสุ่มที่เคยคึกคักกลับเงียบเหงาไปมาก ร้านค้าที่เคยเห็นมีเยอะแยะตามห้างสรรพสินค้า ตามตลาดนัด ก็ทยอยหายไปอย่างสิ้นเชิง อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ธุรกิจนี้เริ่มไม่เป็นที่ต้องการ
 
ทั้งที่ในช่วงที่บูมสุดขีดก็มีหลายแบรนด์ที่กระโดดเข้ามาสร้างสีสันกันอย่างครึกครื้น
 
กล่องสุ่ม (Blind Box) ธุรกิจที่เริ่มจาก “กาชาปอง” ในญี่ปุ่น
 
กล่องสุ่ม (Blind Box) เป็นแนวคิดในการจำหน่ายสินค้าที่ผู้ซื้อจะไม่รู้ล่วงหน้าว่าจะได้รับสินค้าชิ้นใด จนกระทั่งเปิดกล่องออก โดยสิ่งของในกล่องสุ่มมีขนาดและรูปแบบที่หลากหลาย ตั้งแต่ขนาดจิ๋วสำหรับเก็บสะสมจนถึงขนาดใหญ่ที่เป็นฟิกเกอร์โมเดล 

แนวคิดเบื้องต้นของกล่อง มาจากตู้ขายของเล่นสุ่มแบบแคปซูลหรือกาชาปอง (Gashapon) ซึ่งแพร่หลายในญี่ปุ่นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 เมื่อกาชาปองประสบความสำเร็จ 

แนวคิดนี้จึงแพร่กระจายไปยังตลาดต่างประเทศในช่วงทศวรรษ 1990 และ 2000 โดยเฉพาะในหมู่ผู้ชื่นชอบอนิเมะและเกมญี่ปุ่น ทำให้ตลาดกล่องสุ่มขยายตัวในวงกว้างมากขึ้น

ตลอดจนธุรกิจต่าง ๆ ก็เริ่มนำเอาแนวคิดของกล่องสุ่มมาใช้เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยการผลิตสินค้าและบรรจุแบบสุ่มไว้ในกล่องอย่างมิดชิด เพื่อสร้างความตื่นเต้นและความอยากรู้อยากเห็นแก่ผู้บริโภค ทำให้กล่องสุ่มกลายเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา ในเมืองไทยกระแสกล่องสุ่มเริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลายช่วงปี 2564 โดยเริ่มมาจากกลุ่มนักสะสม Art Toy และโมเดลฟิกเกอร์
 
ปรากฏการณ์กล่องสุ่มพิมรี่พาย จุดกระแสให้ปัง!
 
ภาพจาก https://citly.me/SeAmZ

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศรู้จักคำว่า "กล่องสุ่ม" อย่างเป็นทางการ เมื่อพิมรี่พาย ขายกล่องสุ่มราคา 1 แสนบาท และกล่องสุ่มราคาหลักหมื่น ซึ่งภายในมีตั้งแต่เครื่องสำอางไปจนถึงของรางวัลใหญ่อย่างรถยนต์และทองคำ

เหตุการณ์นี้ทำให้คำว่า "กล่องสุ่ม" กลายเป็นคำที่ใช้เรียกการลุ้นโชคในทุกวงการสินค้า คำว่ากล่องสุ่มจึงกลายมาเป็นกลยุทธ์หลักในการตลาดตอนนั้นที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ไม่ว่าจะขายเสื้อผ้า เครื่องสำอาง ขนม ฯลฯ หันมาทำกล่องสุ่มกันทั่วประเทศ
 
ในปี 2565 – 2566 กระแสความแรงของกล่องสุ่มยังมีต่อเนื่องและกระจายไปแทบทุกพื้นที่เราเริ่มเห็นตู้จุ่ม Art Toy วางตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ

แม้แต่ร้านอาหารก็เริ่มทำกล่องสุ่มอาหารทะเล ร้านต้นไม้ทำกล่องสุ่มต้นไม้ ไม่เว้นแม้แต่ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าก็ทำกล่องสุ่มอุปกรณ์ไอที แน่นอนว่าต้องเกิดร้านกล่องสุ่มรายเล็กรายใหญ่อีกจำนวนมาก ซึ่งถือว่าเป็นยุคทองของกล่องสุ่มในช่วงเวลานั้นจริงๆ
 
Pop Mart มาเปิดสาขาในเมืองไทย ยิ่งกระตุ้นวงการให้คึกคัก
 
ภาพจาก www.facebook.com/popmartth

ก่อนหน้านี้ Pop Mart ไม่มีหน้าร้านในไทย แต่หลังจากที่เข้ามาเปิดตัวครั้งแรกในเดือนกันยายน 2566 ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ก่อให้เกิดปรากฏการณ์คนแห่ไปรอคิวข้ามคืนทำสถิติยอดขายวันแรกสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลกในเครือ Pop Mart ช่วงเวลานั้น

ยิ่งมาพีคมาขึ้นในช่วงต้นปี 2567 ตอนที่ ลิซ่า BLACKPINK โพสต์ภาพถือ Labubu Macaron ลงใน IG Story เพียงข้ามคืนจากของเล่นที่หาซื้อได้ทั่วไป กลายเป็นของหายากแบบ Rare Item ราคาพุ่งสูงมากบางตัวพุ่งไปแตะหลักหมื่น ทำให้คนที่ไม่เคยเล่นกล่องสุ่มหันมาสนใจและเริ่มหาซื้อตาม ถ้ายิ่งไปดูตัวเลขความฟีเว่อร์ของธุรกิจกล่องสุ่มในตอนนั้นก็จะยิ่งเห็นชัดเจนขึ้นได้แก่
  • 1,350 ล้าน Engagement:คือยอดการมีส่วนร่วม Like, Share, Comment บนโลกโซเชียลที่เกี่ยวกับ Art Toy ภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือนเท่านั้น
  • 83% ของ Engagement ทั้งหมดเกิดขึ้นบน TikTok โดยคอนเทนต์ยอดนิยมอันดับ 1 คือ "การเปิดกล่องสุ่ม"
  • 76% ของผู้บริโภคตัดสินใจซื้อทันทีหลังจากดูคลิปที่น่าเชื่อถือ
  • ปี 2566 ประเทศไทยนำเข้า Art Toy สูงถึง 128.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเกือบ 12%
  • ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Art Toy ในไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็น SMEs กว่า 1,000 ราย สามารถสร้างรายได้รวมกันเกือบ 20,000 ล้านบาท
ตอกย้ำความแรงของกลยุทธ์กล่องสุ่มตอนนั้นถึงขนาดที่แบรนด์ใหญ่ๆก็หันมาใช้วิธีนี้ดึงลูกค้าอย่าง McDonald’s ที่นำ Happy Meal มาอัปเกรดเป็นกล่องสุ่ม หรือ KFC ร่วมมือกับ Pop Mart เพื่อทำกล่องสุ่ม แม้แต่ Starbucks ยังทำกล่องสุ่มพวงกุญแจ หรือ Bearista (ตุ๊กตาหมี) ซึ่งจะแถมหรือขายคู่กับเครื่องดื่ม ทำให้ยอดใช้จ่ายต่อบิล พุ่งสูงขึ้นทันที
 
จากดาวรุ่งสู่ดาวร่วง! กล่องสุ่ม เริ่มหมดกระแส
 

ภาพจาก https://app.envato.com

ในแวดวงธุรกิจที่เป็นกระแสย่อมมีพุ่งขึ้นและดิ่งลง ธุรกิจกล่องสุ่มก็เช่นกัน เมื่อเวลาผ่านไปความตื่นเต้นกลายเป็นความน่าเบื่อและมีอีกหลายเหตุผลที่ทำให้กล่องสุ่ม เริ่มไม่คุ้มกับการลงทุน
  • 60% ของสินค้าในกล่องสุ่ม เป็นของที่คนสุ่มไม่อยากได้สุดท้ายก็วางทิ้งไว้กลายเป็นของไร้ค่า
  • เกิดสงครามราคาในช่วงที่เฟื่องฟู ขายตัดราคากันเอง จากที่เคยมีกำไรกล่องละ 100-200 เหลือเพียงกำไรกล่องละ 10-20 บาท ซึ่งไม่คุ้มต่อค่าเช่าและค่าดำเนินกิจการ
  • สต็อกจมปล่อยสินค้าไม่ทัน โดยเฉพาะพ่อค้าที่รับสินค้าในช่วงพีค เช่น Labubu มาสต็อกไว้เพื่อหวังขายต่อในราคาสูง เมื่อกระแสเปลี่ยนรวดเร็วกลายเป็น สต็อกจม (Dead Stock) ที่ปล่อยไม่ออกแม้จะขายเท่าทุนก็ตาม
  • อัตราเงินเฟ้อและหนี้ครัวเรือนของไทยยังอยู่ในระดับสูง ทำให้พฤติกรรมการใช้จ่ายเปลี่ยนจากการซื้อตามอารมณ์มาเป็นการซื้อตามความจำเป็นมากขึ้น
  • คนไทยเริ่มจัดลำดับความสำคัญในการซื้อ โดยไม่อยากใช้เงินกับของที่ไม่สำคัญเพื่อให้มีกระแสเงินหมุนเวียนในแต่ละเดือน
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลน่าสนใจว่าร้านขนาดเล็กที่เน้นขายกล่องสุ่มตามกระแสหายไปมากกว่า 60-70% ในระยะเวลาไม่ถึงปี โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าตามตลาดนัดที่เน้นการจับเสือมือเปล่า ไปรับของจากสำเพ็ง หรือร้านส่งมาขายบวกกำไร เมื่อคนเลิกสนใจยอดขายก็ไม่คุ้ม แม้แต่ร้านออนไลน์ที่เคยใช้กลยุทธ์นี้กันมาก ก็เปลี่ยนวิธีการและหันไปใช้กลยุทธ์อื่น แต่ก็อาจจะยังพอมีบางรายที่ยังทำธุรกิจนี้ต่อแต่ก็ต้องมีฐานลูกค้าประจำที่หนาแน่นมากๆ 
 
เหตุผลที่ร้านขนาดเล็กไปไม่รอดกับกระแสกล่องสุ่มเนื่องจากไม่มีเงินทุนหมุนเวียนและไร้อำนาจการต่อรองกับร้านใหญ่ รับสินค้ามาแพงแต่ขายในราคาถูกก็ไม่คุ้มค่าที่จะทำต่อ หรือแม้แต่ในห้างสรรพสินค้าร้านกล่องสุ่มที่เคยมีเยอะแยะถูกแทนที่ด้วยร้านอื่นๆ เช่นร้านกาแฟ , ร้านโมเดลประกอบ ที่มีกลุ่มลูกค้ามากกว่า
 

ภาพจาก www.facebook.com/popmartth
 
ทั้งนี้การอวสานของกล่องสุ่มไม่ได้หมายถึงการสิ้นสุดทางธุรกิจ ถ้าดู Pop Mart ในตอนนี้ก็ยังเติบโตได้ต่อเนื่องมีการเปิด Flagship Store ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ ICONSIAM หรือการเปิด Pop Mart Cafe ให้ลูกค้ามานั่งทานขนมและเครื่องดื่มพร้อมชม Art Toy ที่มีในร้าน

สิ่งที่เราควรเรียนรู้จากเรื่องนี้คือธุรกิจที่เป็นกระแสมักมาเร็วไปเร็วสำคัญคือการวางแผนรับมือและเปลี่ยนตัวเองให้ทัน จะได้ไม่ต้องเหนื่อย จะได้ไม่ต้องท้อ ที่สำคัญจะได้ไม่ต้องขาดทุนและเดินหน้าทำธุรกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืน
 
อ้างอิง
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ปี 2026 Digital Marketing ไม่ใช่แค่เรื่อง AI การ..
748
“วิ่งแลกของฟรี” แคมเปญตลาดสุดฮิต แบรนด์ดังแห่ทำ!..
537
99 Ranch Market ซูเปอร์มาเก็ตของคนเอเชียในสหรัฐ ..
364
ทิพย์เกิน! ขายดีจนเจ๊ง กำไรบนกระดาษ บริหารผิดพลา..
359
อวสานสินค้าแบรนด์เนม ยอดขายดิ่ง 2.28 แสนล้านบาท ..
347
อภิรักษ์ โกษะโยธิน กับวิสัยทัศน์เปลี่ยน LACO สู่..
347
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด