บทความทั้งหมด    บทความค้าขาย    การบริหารจัดการร้านค้า    การเช่าพื้นที่ หาทำเล เปิดร้าน
264
4 นาที
21 พฤษภาคม 2569
มีทำเลให้เช่า “เปิดร้านสะดวกซื้อ” ควรคิดค่าเช่าเท่าไหร่? 2569
 

ถ้าถามว่ามีที่ดินว่าง ทำอะไรดี? เป็นคำถามที่เจ้าของที่ดินจำนวนมากคิดอยู่เสมอ โดยเฉพาะในยุคที่ร้านสะดวกซื้อขยายสาขาเข้าสู่ชุมชน โรงงาน และเส้นทางคมนาคมทั่วประเทศ ทำให้การปล่อยเช่าที่ดินเพื่อเปิดร้านสะดวกซื้อ กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถสร้างรายได้ระยะยาวอย่างน่าสนใจ แต่คำถามสำคัญ คือ ถ้ามีทำเลให้เช่า ควรคิดค่าเช่าเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม
 
เพราะในความเป็นจริง ค่าเช่าของทำเลสำหรับร้านสะดวกซื้อไม่ได้มี “ราคากลาง” ตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยในพื้นที่ ทั้งศักยภาพของพื้นที่ ปริมาณรถสัญจร จำนวนชุมชนโดยรอบ ที่จอดรถ รวมถึงระยะเวลาสัญญาเช่า ซึ่งบางทำเลอาจปล่อยเช่าได้เพียงหลักหมื่นบาทต่อเดือน ขณะที่บางทำเลสามารถสร้างมูลค่าได้หลักแสนบาทต่อเดือน
 
ใครที่มีที่ดินว่างเปล่าจะพาไปดูว่า ร้านสะดวกซื้อเลือกทำเลอย่างไร ค่าเช่าพื้นที่ในตลาดปัจจุบันอยู่ที่ระดับไหน และเจ้าของที่ดินควรตั้งราคาให้เช่า รวมถึงต่อการรองสัญญาอย่างไร เพื่อไม่ให้เสียเปรียบในระยะยาว  
 
ขนาดพื้นที่มาตรฐานเปิดร้านสะดวกซื้อ 

 
ปัจจุบันร้านสะดวกซื้อในประเทศไทยมีอยู่หลายแบรนด์ที่ให้ความสนใจเช่าพื้นที่เปิดสาขานอกห้าง ไม่ว่าจะเป็น 7-Eleven, CJ More, Lotus’s go fresh หรือ Mini Big C เนื่องจากมีศักยภาพเพียงพอสำหรับการก่อสร้างอาคารร้านค้า ควบคู่กับพื้นที่จอดรถและพื้นที่สัญจรภายในโครงการ โดยทั่วไปร้านสะดวกซื้อขนาดมาตรฐานจะใช้อาคารประมาณ 120–250 ตารางเมตร 
 
ขนาดที่ดินที่เหมาะสมมักอยู่ในช่วง 300–600 ตารางวา เพื่อรองรับทั้งพื้นที่ขายหน้าร้าน พื้นที่ขนส่งสินค้า รวมถึงจุดกลับรถและการจอดรถของลูกค้า ดังนั้น ที่ดินขนาดเฉลี่ยประมาณ 450 ตารางวา จึงถือว่าอยู่ในช่วงที่ตลาดต้องการ และมีโอกาสต่อรองเชิงพาณิชย์ได้ค่อนข้างดี หากตั้งอยู่บนทำเลที่มีปริมาณรถสัญจรหรือชุมชนรองรับอย่างเพียงพอ
 
ผู้ประกอบการในธุรกิจค้าปลีกระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่แบรนด์ร้านสะดวกซื้อใช้พิจารณา ไม่ได้อยู่ที่ขนาดที่ดินเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความหนาแน่นของชุมชน จำนวนครัวเรือนในรัศมีใกล้เคียง ความสะดวกในการเข้า–ออกพื้นที่ รวมถึงระยะห่างจากคู่แข่งในตลาด ซึ่งทั้งหมดล้วนส่งผลต่อศักยภาพยอดขายและระดับค่าเช่าที่เจ้าของที่ดินสามารถต่อรองได้ในอนาคต
 
ตี Range ค่าเช่าเบื้องต้น 
กรณี A - ต่างจังหวัดทั่วไป / ถนนรอง
 

สำหรับทำเลในต่างจังหวัดหรือพื้นที่ชุมชนขนาดกลางที่อยู่บนถนนรอง แม้จะไม่ใช่เส้นทางหลักของเมือง แต่หากอยู่ใกล้หมู่บ้านจัดสรร ชุมชนดั้งเดิม หรือมีปริมาณรถสัญจรในระดับพอเหมาะ ก็ยังถือเป็นทำเลที่ร้านสะดวกซื้อให้ความสนใจ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังมีคู่แข่งไม่หนาแน่นมากนัก 
 
ทำเลลักษณะดังกล่าวมักมีอัตราค่าเช่าที่ดินเพื่อพัฒนาเป็นร้านสะดวกซื้ออยู่ที่ประมาณ 35,000–60,000 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับปัจจัยประกอบ เช่น หน้ากว้างติดถนน ความสะดวกในการเข้า–ออกพื้นที่ รวมถึงจำนวนครัวเรือนในรัศมีใกล้เคียง
 
แม้ค่าเช่าอาจไม่สูงเท่าทำเลติดถนนสายหลักหรือพื้นที่เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ แต่ข้อได้เปรียบสำคัญคือการแข่งขันด้านต้นทุนการดำเนินธุรกิจยังไม่สูงมาก ทำให้ผู้ประกอบการร้านสะดวกซื้อสามารถบริหารจุดคุ้มทุนได้ง่ายกว่า ขณะเดียวกัน เจ้าของที่ดินยังมีโอกาสสร้างรายได้ระยะยาวจากสัญญาเช่าที่มักมีอายุเฉลี่ย 6–10 ปี
 
ทั้งนี้ หากพื้นที่ดังกล่าวมีองค์ประกอบสนับสนุนเพิ่มเติม เช่น อยู่ใกล้โรงเรียน โรงงาน ปั๊มน้ำมัน หรือเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างชุมชน ค่าเช่าอาจขยับขึ้นได้อีกระดับ และมีโอกาสได้รับความสนใจจากแบรนด์ค้าปลีกรายใหญ่เพิ่ม
 
กรณี B - หน้าโรงงาน / หน้าโรงเรียน / ใกล้ปั๊ม / ถนนหลักอำเภอ
 

ขณะที่ทำเลที่อยู่บนถนนสายหลักของอำเภอ หรืออยู่หน้าโรงงาน โรงเรียน และปั๊มน้ำมัน ถือเป็นกลุ่มทำเลที่ผู้ประกอบการร้านสะดวกซื้อให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากมีปริมาณผู้ใช้เส้นทางต่อเนื่องตลอดวัน และสามารถสร้างฐานลูกค้าได้ทั้งจากคนในพื้นที่และผู้สัญจรผ่านไปมา 
 
หากทำเลมีจุดเด่นอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น รถสัญจรหนาแน่นตลอดวัน สามารถจอดรถได้สะดวก หรือมีหน้ากว้างติดถนนเพียงพอสำหรับการมองเห็นร้านอย่างชัดเจน อัตราค่าเช่าที่ดินสามารถขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 70,000–120,000 บาทต่อเดือน ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่แบรนด์ร้านสะดวกซื้อรายใหญ่เริ่มให้การยอมรับ หากประเมินแล้วว่าทำเลดังกล่าวมีศักยภาพสร้างยอดขายได้ในระยะยาว
 
ร้านสะดวกซื้อมักให้ความสำคัญกับศักยภาพยอดขายต่อวันมากกว่าขนาดพื้นที่เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะทำเลหน้าโรงงานหรือโรงเรียนที่มีผู้ใช้งานประจำจำนวนมาก เพราะสามารถสร้างความถี่ในการเข้าร้านได้ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ช่วงเช้า กลางวัน ไปจนถึงช่วงเลิกงาน อย่างกรณีร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven จะพิจารณาเช่าพื้นที่ที่ทำยอดขายได้ 70,000 บาท/วันขึ้นไป 
 
ทำเลที่อยู่ใกล้ปั๊มน้ำมันหรือจุดพักรถ ยังถือเป็นพื้นที่ที่มีโอกาสสร้างยอดขายสูงจากกลุ่มลูกค้าเดินทาง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับที่ดิน และส่งผลโดยตรงต่อระดับค่าเช่าที่เจ้าของพื้นที่สามารถใช้ต่อรองกับผู้เช่าได้
 
กรณี C - ทำเลทองจริง
 

ทำเลระดับ “Prime Location” หรือทำเลทองทางการค้า ถือเป็นกลุ่มพื้นที่ที่มีความต้องการสูงจากผู้ประกอบการร้านสะดวกซื้อและธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ โดยเฉพาะแปลงที่ตั้งอยู่บนหัวมุมถนน ติดถนน 4 เลน หน้าโครงการหมู่บ้านขนาดใหญ่ หรืออยู่หน้าโรงงานที่มีพนักงานจำนวนมากกว่า 1,000 คน รวมถึงพื้นที่ที่อยู่ใกล้จุดกลับรถหรือมีทางเข้า–ออกสะดวกจากทั้งสองฝั่งถนน
 
ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ประเมินว่า ทำเลลักษณะดังกล่าวสามารถปล่อยเช่าเพื่อพัฒนาเป็นร้านสะดวกซื้อได้ในระดับประมาณ 120,000–250,000 บาทต่อเดือน หรืออาจสูงกว่านั้นในบางพื้นที่ที่มีปริมาณการสัญจรหนาแน่นและกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีการขยายตัวหรือพื้นที่รอบๆ นิคมอุตสาหกรรม
 
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทำเลประเภทนี้มีมูลค่าสูง คือ ศักยภาพการมองเห็นและการเข้าถึงร้านได้ง่ายสะดวก เนื่องจากร้านสะดวกซื้อพึ่งพาการตัดสินใจซื้อแบบทันทีของผู้บริโภคที่สัญจรผ่าน การมีหน้าร้านที่มองเห็นง่าย รถเข้าจอดได้สะดวก และสามารถรองรับการหมุนเวียนของลูกค้าได้ตลอดวัน จะส่งผลโดยตรงต่อยอดขายเฉลี่ยของสาขา
 
พื้นที่ที่อยู่ใกล้ชุมชนขนาดใหญ่หรือมี Community หนาแน่น ยังช่วยสร้างฐานลูกค้าประจำในระยะยาว ทำให้แบรนด์ค้าปลีกจำนวนมากยอมจ่ายค่าเช่าในระดับสูง เพื่อแลกกับโอกาสในการสร้างยอดขายและรักษาพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ทางการตลาด
 
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า เจ้าของที่ดินในทำเลระดับ Prime ควรให้ความสำคัญกับเงื่อนไขสัญญาเช่าควบคู่ไปกับระดับค่าเช่า ไม่ว่าจะเป็นการปรับค่าเช่าตามรอบระยะเวลา สิทธิในการต่อสัญญา หรือข้อกำหนดกรณีผู้เช่ายุติกิจการก่อนครบสัญญา เพื่อป้องกันการสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจของที่ดินในระยะยาว
 
วิธีประเมินแบบมืออาชีพ
 

ร้านสะดวกซื้อจะไม่ได้ดูเพียงแค่ “ขนาดที่ดิน” เพียงอย่างเดียว เขาจะดูรวมไปถึงว่า “ร้านนี้จะทำยอดขายได้วันละเท่าไหร่”
 
โดยทั่วไปค่าเช่าจะอยู่ที่ประมาณ 5–8% ของยอดขายของร้าน
 
เช่น ถ้าร้านทำได้ 2 ล้านบาท/เดือน ค่าเช่าที่เขารับได้จะประมาณ 2,000,000×0.06 = 120,000 ประมาณ 120,000 บาท/เดือน
 
ดังนั้น “Traffic” สำคัญกว่าขนาดที่ดิน
 
ตัวจริงเจ้าของที่ดิน + ผู้ลงทุนร้านสะดวกซื้อ 
 
ภาพจาก www.facebook.com/oweera

กรณีศึกษาของ “คุณโอ” Store Business Partner ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven สาขาแห่งหนึ่งในอำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ สะท้อนให้เห็นอีกหนึ่งโมเดลการลงทุนที่กำลังได้รับความสนใจในกลุ่มคนที่เป็นเจ้าของที่ดิน คือ การใช้ศักยภาพของทำเลต่อยอดไปสู่การซื้อแฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อด้วยตนเอง แทนที่จะปล่อยเช่าพื้นที่เพียงอย่างเดียว
 
ก่อนหน้านี้ คุณโอเคยนำเสนอทำเลพื้นที่ที่เป็นของคุณโอเองให้กับทาง 7-Eleven แต่ไม่ผ่านการพิจารณา เพราะเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับสาขาในพื้นที่นั้นๆ อยู่แล้ว ซึ่งซีพีออลล์จะให้สิทธิ์ผู้ประกอบบการสาขาในพื้นที่นั้นๆ เปิดสาขาที่ 2 ก่อน 
 
กระทั่งภายหลังได้เสนอพื้นที่ใหม่ซึ่งเป็นที่ดินของตัวเองอีกแปลง โดยทีมวิเคราะห์ทำเลของ 7-Eleven ลงพื้นที่สำรวจจริง ทั้งจำนวนประชากรในแต่ละช่วงเวลา ปริมาณรถสัญจร รวมถึงสภาพแวดล้อมโดยรอบ 
 
ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน ธนาคาร และตลาดสด ก่อนประเมินว่า พื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพสร้างยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 70,000 บาทต่อวัน จึงผ่านการอนุมัติเปิดสาขา โดย 7-Eleven จ่ายค่าเช่าพื้นที่เปิดร้านอยู่ที่ 60,000 บาท/เดือน 
 
คุณโอลงทุนในรูปแบบ Store Business Partner ประเภทที่ 2 ใช้เงินลงทุนประมาณ 3.9 ล้านบาท ภายใต้สัญญาระยะเวลา 10 ปี โดยได้รับส่วนแบ่งกำไรประมาณ 54% หลังหักค่าใช้จ่ายภายในร้าน ขณะที่พื้นที่สำหรับเปิดร้านรวมลานจอดรถมีขนาดประมาณ 450 ตารางวา หรือราว 1,800 ตารางเมตร ซึ่งอยู่ในขนาดมาตรฐานที่ธุรกิจร้านสะดวกซื้อขนาดใหญ่ต้องการ
 
จุดที่น่าสนใจคือ โมเดลลักษณะนี้แตกต่างจากผู้ซื้อแฟรนไชส์ทั่วไปที่ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง เนื่องจากเจ้าของทำเลสามารถสร้างรายได้ “สองต่อ” ทั้งจากส่วนแบ่งกำไรในการบริหารร้าน และรายได้ค่าเช่าพื้นที่จากบริษัท ขณะที่ต้นทุนด้านก่อสร้างร้าน ระบบอุปกรณ์ สินค้า รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานหลัก ยังคงเป็นความรับผิดชอบของบริษัทแม่
 
กลยุทธ์ต่อรองค่าเช่าที่เปิดร้าน 


ในมุมของการเจรจาปล่อยเช่าที่ดินให้กับผู้ประกอบการร้านสะดวกซื้อ กลยุทธ์การต่อรองถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อรายได้ระยะยาวของเจ้าของที่ดิน โดยเฉพาะในสัญญาเช่าระยะยาวที่มักมีอายุ 6–10 ปี หรือมากกว่านั้น
 
ผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์แนะนำว่า การเริ่มต้นเจรจาไม่ควรตั้งคำถามจาก “ต้องการค่าเช่าเท่าไหร่” แต่ควรเริ่มจากการประเมินศักยภาพของทำเลอย่างเป็นระบบ เช่น ทำเลดังกล่าวสามารถรองรับยอดขายได้ในระดับใดเมื่อเทียบกับคู่แข่งในพื้นที่เดียวกัน รวมถึงการเปรียบเทียบกับร้านค้าปลีกหรือร้านสะดวกซื้อแบรนด์อื่นในบริเวณใกล้เคียง เพื่อให้เห็นภาพความคุ้มค่าทางธุรกิจที่ชัดเจนมากขึ้น
 
อีกหนึ่งเทคนิคที่ใช้กันในตลาดจริง คือการตั้ง “ราคาเปิด” ให้สูงกว่าระดับเป้าหมายประมาณ 15–25% เพื่อเปิดพื้นที่สำหรับการต่อรอง เช่น หากเจ้าของที่ดินตั้งเป้าค่าเช่าไว้ที่ 80,000 บาทต่อเดือน อาจเริ่มต้นเสนอที่ระดับประมาณ 99,000 บาทต่อเดือน เนื่องจากผู้ประกอบการรายใหญ่โดยทั่วไปมักมีการเจรจาต่อรองราคาอยู่แล้ว
 
รูปแบบ “Step Rent” หรือการปรับค่าเช่าเป็นช่วงระยะเวลา ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการปิดดีลได้ง่ายขึ้น โดยอาจกำหนดโครงสร้างค่าเช่าแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น 
 
ช่วงปีที่ 1–3 อยู่ที่ 70,000 บาท ปีที่ 4–6 ปรับเป็น 80,000 บาท และปีที่ 7–9 ปรับขึ้นเป็น 90,000 บาท ซึ่งช่วยให้ผู้เช่าบริหารต้นทุนได้ง่ายขึ้น ขณะที่เจ้าของที่ดินยังสามารถเพิ่มรายได้ตามระยะเวลาได้อย่างเป็นระบบ
 
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เจ้าของที่ดินควรระวังเป็นพิเศษ คือการทำสัญญาเช่าระยะยาวโดยไม่มีเงื่อนไขปรับขึ้นค่าเช่า โดยเฉพาะสัญญาที่ล็อกอัตราค่าเช่าไว้ยาว 10–15 ปีในอัตราคงที่ ซึ่งอาจทำให้เสียโอกาสทางรายได้ในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ
 
ควรมีการกำหนดรอบการปรับค่าเช่าอย่างชัดเจน เช่น ทุก 3 ปี ในอัตราประมาณ 5–10% เพื่อให้สอดคล้องกับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปของทำเล และรักษาความสมดุลระหว่างเจ้าของที่ดินและผู้ประกอบการในระยะยาว

สรุป
 

การปล่อยเช่าที่ดินเพื่อเปิดร้านสะดวกซื้อไม่ได้เป็นเพียงการกำหนดตัวเลขค่าเช่า แต่เป็นการประเมิน “มูลค่าทางเศรษฐกิจของทำเล” อย่างรอบด้าน ตั้งแต่ปริมาณผู้คนสัญจร ศักยภาพชุมชน ไปจนถึงความสามารถในการสร้างยอดขายของร้านในระยะยาว ซึ่งทั้งหมดล้วนสะท้อนกลับมาเป็นระดับค่าเช่าที่ตลาดยอมรับได้
 
ในขณะเดียวกัน กลยุทธ์การเจรจาและโครงสร้างสัญญาเช่าก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งราคาเปิด การกำหนดค่าเช่าแบบขั้นบันได (Step Rent) หรือการวางเงื่อนไขปรับขึ้นค่าเช่าในระยะยาว ล้วนช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและลดความเสี่ยงจากการล็อกค่าเช่าในระดับต่ำเกินไปเป็นเวลานาน
 
ท้ายที่สุดแล้ว “ทำเล” อาจเป็นจุดเริ่มต้นของมูลค่า แต่ “การบริหารสัญญา” คือสิ่งที่กำหนดว่าที่ดินแปลงนั้นจะสร้างรายได้ได้มากน้อยเพียงใดในระยะยาว เจ้าของที่ดินที่เข้าใจทั้งสองมิตินี้ จะมีความได้เปรียบในการต่อรอง และสามารถเปลี่ยนที่ดินว่างเปล่าให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างกระแสรายได้อย่างยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

อ้างอิง
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความค้าขายมาใหม่
บทความอื่นในหมวด