บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
667
2 นาที
8 เมษายน 2569
เทคนิคแก้วิกฤติปี 2026 วิธีบริหารเงินฉบับ “Family First”
 

เป็นปัญหาใหญ่ของคนไทยในตอนนี้กับสถานการณ์ “ข้าวยากหมากแพง” อย่างแท้จริง กับหลากหลายปัจจัยที่ถาโถมเข้ามาแบบไม่หยุดหย่อน ทั้งเรื่องราคาน้ำมันที่พุ่งสูง แถมยังหายากในบางพื้นที่ ไหนจะเรื่องสินค้าอุปโภคบริโภคที่จ่อจะขึ้นราคาอีกหลายประเภท ในขณะที่รายได้ของคนส่วนใหญ่ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่กลับต้องมีรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นมาก 

ปัญหาของแพง เริ่มต้นจากราคาน้ำมันเพิ่มสูง
 

ถ้าไล่เรียงต้นทางของปัญหาเริ่มจากการที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงจึงส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วน แม้รัฐบาลจะพยายามตรึงราคาดีเซลไว้ที่ประมาณ 31–33 บาทต่อลิตร แต่ราคาจริงตามตลาดโลกพุ่งไปสูงกว่านี้มากและล่าสุดดีเซลก็พุ่งสูงเกินกว่าลิตรละ 40 บาทแล้ว 
 
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือเมื่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ในภาวะ ติดลบมหาศาล ซึ่งหมายความว่าในอนาคต เมื่อวิกฤตคลี่คลาย คนไทยอาจต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงกว่าตลาดโลกเพื่อใช้หนี้ก้อนนี้
 
แน่นอนว่าน้ำมันแพงราคาสินค้าก็ต้องแพงตาม โดยเฉพาะราคาเม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ที่ขยับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน กระทบโดยตรงต่อกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มชัดเจนแม้กระทรวงพาณิชย์จะจับตาใกล้ชิด โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค 59 รายการ ที่เริ่มมีแรงกดดันขอปรับราคาเนื่องจากต้นทุนขนส่งและวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น 
 
เมื่อสถานการณ์รอบด้านวิกฤติขนาดนี้ย่อมส่งผลให้รายได้คนไทยโตไม่ทันกับรายจ่าย ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเริ่มสั่นคลอน ประชาชน กว่า 90% รู้สึกกังวลในเรื่องเหล่านี้มาก
 
ยิ่งถ้าไปดูตัวเลขหนี้ครัวเรือนก็เหมือนจะเคราะห์ซ้ำกรรมซัดหนักขึ้น ปัจจุบันคนไทยมียอดหนี้รวม สูงถึง 16.31 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 86.8% ของ GDP และสัญญาณอันตรายที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างคือวิกฤติหนี้ครัวเรือนนี้เริ่มลามไปสู่กลุ่มที่รายได้สูง 
 
ข้อมูลจากสภาพัฒน์ชี้ว่า กลุ่มผู้มีรายได้สูง เกิน 100,000 บาท/เดือน เริ่มมีปัญหาผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น สะท้อนว่าวิกฤตนี้ไม่ได้กระทบแค่ผู้มีรายได้น้อยอีกต่อไป
 
วิธีบริหารเงินฉบับ “Family First” ให้อยู่รอดยุควิกฤติ
 

สิ่งสำคัญที่สุดของคนไทยในตอนนี้คือจะปรับตัวกันอย่างไรให้อยู่รอด ทางที่ดีที่สุดคือทุกคนต้องช่วยตัวเองก่อน ลำพังหวังพึ่งภาครัฐเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้  แม้หลายคนจะตั้งคำถามตัวโตๆอีกว่า ถ้าไม่มีเงินแล้วจะเอาที่ไหนมาบริหาร ก็ต้องอธิบายก่อนว่าวิธีบริหารเงินคือการจัดระเบียบการใช้จ่าย อาจไม่ได้ช่วยให้รวยทันตาเห็น 
 
แต่อย่างน้อยก็ทำให้การเงินในครอบครัวมีระบบระเบียบมากขึ้น แล้วเราจะเห็นว่าตรงไหนคือช่องโหว่ที่เราควรอุด จากนั้นค่อยคิดหาวิธีเพิ่มรายได้เข้ามาดังนั้นวิธีบริหารการเงินภายในครอบครัวจึงเป็นสิ่งที่ควรนำมาใช้เร่งด่วนที่สุดเป็นอันดับแรก
 
1.การประหยัดคือการเพิ่มรายได้ที่ง่ายที่สุด
 
ถ้าครอบครัวไทยที่มีรายได้ปานกลางหันมาคุมค่าใช้จ่ายอย่างจริงจัง เช่น ถอดปลั๊กไฟที่ไม่ใช้ ลดการใช้ไฟฟ้าเกินความจำเป็น ตัดรายจ่ายที่ไม่สำคัญออก การลดรายจ่ายฟุ่มเฟือยอาจช่วยประหยัดเงินได้ประมาณ 5-10% ของรายได้ สมมุติถ้าเรามีรายได้ครอบครัวรวมกัน 30,000 บาทและประหยัดเพื่อลดรายจ่ายลงได้ 10% เท่ากับแต่ละเดือนจะมีเงินเหลือประมาณ 3,000 บาท เป็นต้น
 
2.บริหารการเงินแยกเป็น 3 ส่วน
 

เพื่อให้การเงินของครอบครัวอยู่รอดในยุคที่ข้าวยากหมากแพง ลำพังแค่การประหยัดอาจไม่เพียงพอแต่ควรมีระบบบริหารจัดการระบบการเงินอย่างมีประสิทธิภาพเช่นการแยกเป็น 3 ส่วนชัดเจนคือ
 
ส่วนที่1: เงินที่ต้องจ่ายประจำ โดยอาจจะรวมยอดค่าใช้จ่ายจำเป็นทั้งหมดใน 1 เดือน เช่น ค่าส่งรถ , ค่าเช่าบ้าน ฯลฯ แล้วโอนเงินของคนในครอบครัวเพื่อเข้าส่วนนี้ทั้งหมด
 
ส่วนที่ 2: เงินใช้ของแต่ละคนในครอบครัว เมื่อเหลือจากส่วนแรกก็นำเงินอีกส่วนมาเฉลี่ยรายวันว่าใน 1 เดือนควรใช้วันละเท่าไหร่ ตรงนี้ก็อาจต้องใช้ความประหยัดเข้ามาร่วมด้วยอย่างมากเพื่อให้ทุกคนในครอบครัวพอมีจับจ่ายเอาตัวรอดไปในแต่ละเดือน
 
ส่วนที่ 3: เงินฉุกเฉิน บางครอบครัวหักใน 2 ส่วนแรกไปแล้วแทบจะไม่มีเหลือมาหักออมในส่วนนี้ แต่ต้องพยายามลดรายจ่ายอื่นๆ ให้ได้มากที่สุดเพื่อเอามาออมในส่วนนี้ มีน้อยก็ออมน้อยแค่หลักร้อยก็ยังดี แต่ต้องสม่ำเสมอ เพื่อเป็นเงินใช้จ่ายในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน
 
3.ใช้สวัสดิการรัฐให้เกิดประโยชน์
 
แม้ว่าบริการภาครัฐอาจมีปัญหาล่าช้าบ้าง แต่ในยุควิกฤติแบบนี้ก็เป็นทางเลือกที่ประหยัดสำหรับครอบครัวได้เช่นกัน ต้องให้ทุกคนในครอบครัวเช็คสิทธิที่แต่ละคนได้รับว่ามีอะไรเช่น ประกันสังคม , กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ , สิทธิกู้เงินจากบริษัท (ดอกเบี้ยต่ำ) เป็นต้น การรู้สิทธิเหล่านี้และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์จะช่วยทำให้การเงินครอบครัวมีเสถียรภาพมากขึ้น
 
ยุควิกฤติถ้าไม่ “บริหารการเงิน” จะอยู่รอดได้นานแค่ไหน?
 

การที่คนไม่มีเงินบางครั้งก็เน้นไปที่การกู้ แต่ข้อมูลล่าสุดในเดือนมีนาคม 2026 พบว่า อัตราการอนุมัติสินเชื่อลดลงเหลือเพียง 34-35% สะท้อนให้เห็นว่าประวัติการเงินของคนส่วนใหญ่เริ่มแย่ จนระบบธนาคารไม่กล้าปล่อยกู้ มีการคำนวณเบื้องต้นว่ากลุ่มคนที่ไม่มีเงินสำรองและพึ่งพาเฉพาะสินเชื่อเป็นหลักอาจจะตึงจนถึงจุดวิกฤติไม่เกินช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2026  
 
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจอีกว่า คนไทยส่วนใหญ่มีหนี้ครัวเรือนสูงถึง 87-95% ต่อ GDP ขณะที่หนี้นอกระบบพุ่งสูงขึ้นเป็น 35% ของหนี้ทั้งหมด สะท้อนความจริงที่ชัดเจนว่ารายได้ของหลายๆครอบครัวถูกใช้ไปกับการจ่ายดอกเบี้ยมากกว่าการซื้ออาหารหรือลงทุน  
 
วิเคราะห์ต่อไปอีกว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อแบบนี้ต่อไปจนจนฉุดให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 1.5% จะเกิดสภาวะ ตลาดหดตัวรุนแรง ซึ่งจะกระทบไปถึงการจ้างงานและโบนัสในช่วงปลายปี 2026 กลุ่มที่คนที่จะอยู่รอดคือกลุ่มที่รู้จักการปรับตัว ส่วนกลุ่มที่ยังพึ่งพารายได้หลักทางเดียวและมีภาระทางครอบครัวสูงจะมีความเสี่ยงด้านการเงินเพิ่มสูงมาก
 
การช่วยเหลือตัวเองก็อาจบรรเทาได้ในระดับหนึ่งแต่ถ้าไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่จากภาครัฐ กลุ่มที่เปราะบางคือมีรายได้น้อยแต่หนี้สูงอาจถึงจุดตึงเครียดที่สุดในช่วงกลางปี 2026 
 
ส่วนพวกกลุ่มคนชั้นกลางอาจจะพอประคองตัวไปได้อีกระยะแต่จะเริ่มมองเห็นการลดระดับการใช้ชีวิตอย่างชัดเจนเช่น การขายรถ ลดการกินนอกบ้าน หรือเปลี่ยนมาใช้สินค้าราคาประหยัดมากขึ้น
 
อ้างอิง
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
TPC Pizza ร้านพิซซ่าของกัมพูชา 100% ถอยห่างทุนไท..
415
ลิขสิทธิ์บอลโลก 1,700 ล้าน จอดำไม่ไหว ทำไปไม่คุ้ม
394
โนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต นิยามใหม่แห..
392
IPPE KOPPE ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่น จิ๊กซอว์ใหม่ MAG..
383
อวสานคาเฟ่ ยุค 80 ต้นทุนสูง คนทำไม่ไหว ตลก นักร้..
357
ย้อนตำนาน "อาจารย์ยอด" จากคนเขียนโปสเตอร์หนัง สู..
336
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด