บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
337
2 นาที
25 ธันวาคม 2568
“single arrow” วิธีที่ร้านเล็ก!สู้แบรนด์ใหญ่! ปี 2026
 

ปี 2568 บรรดา SMEs เจอวิกฤติกันหนักมาก ยิ่งใครที่สายป่านไม่ยาว มาเจอกับปัญหาเศรษฐกิจ การเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค และอีกหลายๆปัจจัยทำให้ยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่ตั้งไว้ หนักสุดถึงขั้นต้องปิดกิจการ ถ้าดูตัวเลขยิ่งชัดเจน
  • 3 เดือนแรก (ม.ค.-มี.ค. 2568) มีการจดทะเบียนเลิกกิจการกว่า 3,107 ราย เพิ่มขึ้น 10.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน
  • 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค. 2568) มีธุรกิจปิดกิจการสะสม 4,700 - 6,244 ราย โดยมีการจัดตั้งธุรกิจใหม่ลดลง 5%
โดยธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม มีการปิดกิจการมากที่สุดในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568

ทำไม SMEs ถึงเจอวิกฤติหนักในปี 2568 
 

เหตุผลที่ทำให้ธุรกิจรายใหญ่แม้เจอวิกฤติหนักก็ยังเดินหน้าต่อไปเพราะศักยภาพในหลายด้านที่ต่างกันสิ้นเชิงทั้งในเรื่อง เงินทุน , ข้อมูลลูกค้า , เทคโนโลยี และสำคัญสุดคืออำนาจการต่อรอง อธิบายเป็นข้อย่อยๆ ให้เข้าใจง่ายของปัญหาธุรกิจ SMEs ที่เจอในปี 2568 คือ
  • ได้ดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราที่แพงกว่า ประมาณ 7 – 12% ต่อปี
  • ไม่สามารถระดมทุนได้เหมือนธุรกิจขนาดใหญ่
  • ต้องใช้เงินทุนส่วนตัวหรือจากการกู้ยืมในการเริ่มธุรกิจเบื้องต้นประมาณ 1-3 ล้านบาท
  • เงินทุนสำรองน้อยกว่า 3 เดือน
  • ไม่สามารถแข่งขันด้านเทคโนโลยีส่วนใหญ่ใช้แค่โซเชี่ยลเป็นช่องทางการตลาด คาดเดาความต้องการลูกค้าได้ยาก
  • โอกาสขยายสาขาเพิ่มจาก 1 เป็น 2 ค่อนข้างยาก
  • ไม่มีอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์ ต้นทุนวัตถุดิบสูง
  • ต้องผลิตสินค้าสู้กับตลาดต่างประเทศหรือบริษัทใหญ่ที่ต้นทุนถูกกว่า
single arrow กลยุทธ์ที่ “แบรนด์เล็ก” ใช้สู้ “ธุรกิจใหญ่”
 
ความเป็นธุรกิจขนาดเล็กที่อาจเสียเปรียบธุรกิจใหญ่ในหลายด้าน การใช้จุดแข็งของตัวเองเป็นหลักและพุ่งเป้าไปถึงลูกค้าได้อย่างแม่นยำ ดูจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างรายได้ ซึ่งก็มีหลายวิธีได้แก่
 
1. Minimal Style Communication
 
ภาพจาก www.facebook.com/Yuedpao

คือกลยุทธ์ในการนำเสนอข้อความในรูปแบบที่เรียบง่ายและจำเป็นที่สุด โดยใช้คำพูดที่น้อยลง ภาพที่สะอาดตา และการออกแบบที่เน้นเฉพาะจุด ในขณะที่ยังคงสามารถสื่อความหมายหลัก ถ่ายทอดอารมณ์ หรือการกระทำได้อย่างครบถ้วน เพื่อเน้นถึงความชัดเจนให้ลูกค้าเข้าใจได้ทันที 
 
ยกตัวอย่าง Yuedpao แบรนด์เสื้อยืดสัญชาติไทยที่เติบโตมาจากบูธเล็ก ๆ ที่ตลาดนัดจตุจักร เน้น Single Arrow คือ “ซักแล้วไม่ย้วย ไม่ต้องรีด” เพื่อมุ่งเป้าไปที่ ปัญหาหลักของผู้ใช้เสือยืดส่วนใหญ่ที่มักเจอปัญหา คอเสื้อย้วย ทำให้ลูกค้ารับรู้จุดเด่นของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน และทำให้ Yuedpao จากแบรนด์เล็กๆค่อยก้าวสู่การเป็นแบรนด์ใหญ่ที่มีรายได้กว่าพันล้านบาท
 
2.เน้นการตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Marketing)
 
ภาพจาก www.facebook.com/VIFFC

เป็นรูปแบบของ Single Arrow ที่ชัดเจนที่สุด ที่สำคัญคือแบรนด์เล็กไม่ต้องไปสู้ในสงครามราคากับแบรนด์ใหญ่ที่ยังไงก็ได้เปรียบกว่า ข้อดีของการตลาดแบบ Niche Market คือ
  • ประหยัดทรัพยากร ลดต้นทุนการตลาดต่อลูกค้าให้ต่ำลงเพราะไม่ต้องใช้เงินทุ่มตลาดไปยังกลุ่มคนจำนวนมาก
  • ลดการแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ เพราะไม่ต้องสู้ในตลาดหลัก แต่จะสร้างตลาดเฉพาะของตัวเองเน้นไปที่การสร้างความพอให้ลูกค้าเฉพาะของตัวเอง
  • เพิ่มความเป็น Brand Loyalty เมื่อสินค้าสามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้นำไปสู่ความรู้สึกประทับใจ ที่จะกลายเป็น Brand Loyalty ในอนาคตได้
ยกตัวอย่างเช่น Vif Pet Food แบรนด์ขนมสัตว์เลี้ยงแบบพรีเมี่ยมที่เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าผู้รักสัตว์เลี้ยงเหมือนลูก และต้องการอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงที่เป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติ 100% แม้ต้องยอมจ่ายแพงกว่าก็ยังต้องการสินค้า
 
3.กลยุทธ์ 100X Better
 

มีเป้าหมายคือการที่ธุรกิจขนาดเล็กไม่เพียงแต่ดีกว่าแบรนด์ใหญ่ในบางแง่มุม แต่ต้อง ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์ใหญ่ทำซอสพริกที่รสชาติมาตรฐาน แต่แบรนด์เล็กทำซอสพริกที่ใช้พริกออร์แกนิกจากฟาร์มท้องถิ่น หรือการที่แบรนด์ใหญ่ชูจุดเด่นว่าเป็นสินค้าผลิตจากโรงงาน แต่แบรนด์เล็กชูจุดขายว่าเป็นสินค้าทำด้วยมือผลิตชิ้นต่อชิ้น ที่ทำให้ดูมีคุณค่าและน่าสนใจกว่าเป็นต้น
 
หรือถ้าให้ยกตัวอย่างแบบเห็นภาพดูกรณีของ กาแฟพันธุ์ไทย ที่ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อนยังเป็นแค่แบรนด์เล็กๆแต่ทุกวันนี้ท้าชนแบรนด์ใหญ่อย่างคาเฟ่อมเซอนหรืออินทนิลได้ ก็เป็นผลจากการใช้ Single Arrow คือการยอมรับจุดอ่อน คือลูกเค้าเข้าถึงสินค้าได้ยาก เพราะร้านมีแค่เฉพาะในปั๊มน้ำมัน จึงเกิดจุดเปลี่ยน “พันธุ์ไทยออกนอกปั๊ม” กลายเป็นธุรกิจร้านกาแฟที่อยู่ในศูนย์ราชการ มหาวิทยาลัย หรือทำเลในย่านชุมชนต่างๆ มากขึ้น 
 
ผสมผสานกับการปรับภาพลักษณ์ให้ดูเข้าถึงคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนทั้งโลโก้ โทนสีร้าน ทำให้ยอดขายมีอัตราเพิ่มขึ้นต่อเนื่องพร้อมกับการขยายสาขาได้อีกในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ หรือแบรนด์อย่าง Tofusan ที่ชูจุดเด่น Single Arrow คือการเป็นสินค้านมถั่วเหลืองออร์แกนิก ไม่ผสมนมผง เน้นกลุ่มคนรักสุขภาพ ที่ทำให้เจาะกลุ่มลูกค้าได้ดี และมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 
 
การปรับรูปแบบธุรกิจหรือใช้อการสื่อสารเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้เป็นแนวทางที่ชัดเจนของ Single Arrow เพราะเราต้องไม่ลืมว่าลูกค้าในยุคใหม่เน้นที่ความคุ้มค่าเป็นหลัก สินค้าหรือบริการใดๆ ก็ตามไม่ใช่แค่เน้นที่ราคาแต่ต้องแก้ปัญหาและสร้างความรู้สึกที่ดีให้กับผู้ใช้งานได้ด้วย ยิ่งในยุคที่การแข่งขันสูงทั้งในปีนี้และปีหน้า ธุรกิจขนาดเล็กจำเป็นต้องใช้จุดเด่นของตัวเองให้เป็นประโยชน์เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้เพิ่มขึ้นได้อย่างสูงสุด
 
 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
เซลล์ร้อยล้าน! ต้องมีเป้าหมาย มีวินัย แก้ปัญหาลู..
816
อวสานตึกธนาคาร ความงดงามที่ไม่เหลือ
719
สูตรลับ "สามเหลี่ยมมหาเศรษฐี" แบบขายดีทุกวัน!
563
ยกระดับธุรกิจของคุณด้วยพลังแห่งการออกแบบ
548
ค้าปลีกเปลี่ยนเกม ปี 69 ศึกคอมมิวนิตี้มอลล์ OR-C..
488
SWOT Analysis ไม่รู้จริง มีแต่เจ๊ากับเจ๊ง!
471
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด