บทความทั้งหมด    บทความแฟรนไชส์    โอกาสทางธุรกิจ    AEC
3.3K
2 นาที
28 สิงหาคม 2556
แนะธุรกิจแฟรนไชส์รุกเพื่อนบ้าน - เออีซี กับ ม.หอการค้าไทย
อีกไม่นาน…โอกาสในการทำธุรกิจของคนไทยจะก้าวไปสู่ตลาดที่มีประชากรมากกว่า 600 ล้านคน ด้วยการรวมตัวกันของประเทศอาเซียนภายใต้การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี และเมื่อถึงเวลานั้นจะกลายเป็นเครื่องพิสูจน์ความพร้อมของการทำธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจแฟรนไชส์ต่าง ๆ หากผู้ประกอบการสามารถเข้าถึง เข้าใจ ก็จะสามารถฉกฉวยโอกาสเหล่านั้นได้ไม่ยาก
 
แม้ว่าในปัจจุบันมูลค่าของธุรกิจแฟรนไชส์ในไทย มีมูลค่ามากถึง 1.68 แสนล้านบาทก็ตาม แต่ในเมื่อโอกาส…มาถึงแล้ว ผู้ประกอบการก็ควรฉกฉวยโอกาสนั้นไว้ เพราะหากไม่ฉกฉวยไม่ใช้โอกาสให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง เมื่อถึงเวลาจริง ๆ ผู้ประกอบการอาจเสียโอกาสนั้นไปโดยไม่คาดคิดก็เป็นได้
 
“ผศ.ดร.สมชาย รัตนชื่อสกุล” อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ให้ข้อคิดแนวคิดผ่านทางรายการเศรษฐกิจติดจอ เดลินิวส์ทีวี เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ไว้ ว่า ถึงเวลาแล้วที่ผู้ประกอบการธุรกิจแฟรนไชส์ของไทยต้องมองหาช่องทางในการออกไปแสวงหาโอกาสในประเทศเพื่อนบ้าน เพราะตลาดกว่า 600 ล้านคนนั้น จะให้ประโยชน์กับผู้ประกอบการอย่างมาก
 
ทั้งนี้ตลาดที่น่าสนใจสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีมาตรฐานค่อนข้างสูง อย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ส่วนอีกกลุ่มอาจด้อยกว่าไทย อย่าง กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม ซึ่งในแต่ละกลุ่ม มีข้อได้เปรียบเสียเปรียบที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีมาตรฐานสูง ที่ผู้ประกอบการอาจมีความเสี่ยงในการทำธุรกิจน้อยกว่า เพราะประเทศเหล่านี้มีกฎหมาย มีกฎระเบียบในการทำธุรกิจแฟรนไชส์ที่เข้มข้น ที่ทำให้เมื่อเวลาไปลงทุนแล้วไม่ต้องกลัวว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงจนตั้งรับไม่ทัน
 
แต่ทั้งหลายทั้งปวงผู้ประกอบการต้องคิดให้ดีก่อนว่าสินค้าและบริการ ที่จะไปเปิดตลาดในประเทศเพื่อนบ้านนั้นอยู่ในระดับใด หากเป็นกลุ่มประเทศที่มีมาตรฐานสูง ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเป็นสินค้าและบริการที่อยู่ในระดับกลางจนถึงระดับบน และต้องเป็นสินค้าที่มีมาตรฐานสูงเช่นกัน ไม่ว่าเป็นสินค้ากลุ่มอาหาร หรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสปา รวมไปถึงการบริการสปา นวดแผนโบราณ โรงเรียนสอนภาษา และอีกหลาย ๆ บริการ
 
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศสิงคโปร์ ที่แม้เวลานี้ยังไม่มีกฎหมายด้านธุรกิจแฟรนไชส์โดยเฉพาะก็ตาม แต่ด้วยสภาพภูมิศาสตร์ที่ค่อนข้างเล็ก สภาพสังคมรวมถึงประชากรที่ค่อนข้างอยู่ในระดับบน จะมีการดูแลกันอย่างเข้มแข็ง หากใครทำอะไรไม่ดี สังคมก็รับรู้ได้เร็ว แต่ถ้าใครทำดี สังคมสามารถรับรู้ได้เร็วเช่นกัน  ตรงนี้เอง…จึงกลายเป็นโอกาสที่ดีของผู้ประกอบการ และแม้ว่าชาวสิงคโปร์มีไม่มาก

แต่อย่าลืมว่าสิงคโปร์เปรียบเหมือนเป็น ’สปริง“ ที่สำคัญเพราะผู้ประกอบการสามารถใช้เป็นฐานหรือเป็นฮับในการกระจายสินค้าและบริการได้เป็นอย่างดี
และที่น่าสนใจคือสิงคโปร์มีหลายเชื้อชาติ ทั้งจีน ทั้งอิสลาม ทั้งพุทธ ทั้งคริสต์ หากเป็นสินค้าที่มีความหลากหลาย รวมถึงสินค้าและบริการนั้น ๆ ต้องมีนวัตกรรม ต้องมีความทันสมัยเป็นโมเดิร์น ก็จะได้เปรียบและตรงกับความต้องการของตลาด โดยสินค้ากลุ่มอาหาร อย่างอาหารหวาน กำลังเป็นที่ต้องการมาก
 
ส่วนอินโดนีเซีย…เป็นประเทศที่มีกฎหมายแฟรนไชส์ที่เข้มแข็ง และให้ความสำคัญกับการดูแลธุรกิจในประเทศ เพราะล่าสุดได้ออกกฎสำคัญคือบังคับให้ผู้ประกอบการต้องใช้วัตถุดิบในประเทศมากถึง 80% แม้เวลานี้ยังไม่ชัดเจนว่าความหมายของวัตถุดิบเป็นอะไรบ้างก็ตาม แต่ผู้ประกอบการที่ต้องการขยายตลาดประเทศนี้ควรคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วยเพราะอาจทำให้มาตรฐานของสินค้าและบริการเปลี่ยนไปได้

ขณะเดียวกันการเข้าไปทำธุรกิจแฟรนไชส์ต้องขออนุญาตจากรัฐบาลกลาง ซึ่งใบอนุญาตมีอายุ 5 ปี โดยทางการให้ความสำคัญกับสัญญามากโดยจะดูรายละเอียดอย่างเข้มข้น ทั้งใบจดทะเบียนธุรกิจ กำหนดให้เปิดเผยข้อมูลของเจ้าของแฟรนไชส์ ทั้งลักษณะธุรกิจ ผลประกอบการ รายละเอียดการลงทุน ขณะเดียวกันผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมประเพณีด้วย เพราะคนอินโดนีเซียส่วนใหญ่เป็นอิสลาม และมีความแตกต่างทางสังคมมาก หากเจาะตลาดระดับบนได้ก็เรียกได้ว่าประสบผลสำเร็จแล้ว ที่สำคัญเมื่อสินค้าใดมีมาตรฐานหรือเป็นที่นิยมเป็นที่ชื่นชอบก็จะมีชื่อของประเทศต่อท้ายด้วย เช่นถ้าเป็นอาหารหวาน ก็จะเป็นอาหารหวานบางกอก
 
ส่วนที่มาเลเซีย ต้องถือว่าเป็นประเทศที่มีกฎหมายแฟรนไชส์ที่เข้มแข็งมากที่สุดในโลก เพราะมีการบังคับให้จดทะเบียน และนายทะเบียนมีอำนาจดำเนินการได้หมดทุกอย่างว่าผู้ประกอบการทำถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ส่วนรัฐบาลกลางได้ให้ความสำคัญกับแฟรนไชส์ซี หรือผู้ที่ซื้อแฟรนไชส์มาก โดยจะให้เงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าผ่านทางเจ้าของแฟรนไชส์ซึ่งเจ้าของแฟรนไชส์เองก็จะได้ประโยชน์ทางอ้อม
 
หันกลับมาที่ประเทศไทย…ซึ่งเวลานี้ยังไม่มีกฎหมายแฟรนไชส์มาควบคุมดูแล จึงน่าเป็นห่วงว่าเมื่อถึงเวลาเปิดเออีซีแล้ว เมื่อเจ้าของแฟรนไชส์เข้ามาเปิดตลาดในไทยแล้วคนไทยจะได้รับการดูแลมากน้อยเพียงใด!!

อ้างอิงจาก เดลินิวส์