บทความทั้งหมด    บทความค้าขาย    การเริ่มต้นค้าขาย    เรื่องราวความสำเร็จ
14K
3 นาที
19 กรกฎาคม 2554
ประสบการณ์ตรงจากสาวนักช้อป จนกลายมาเป็นแม่ค้ามือโปร (ตอน3)

ก่อนตัดสินใจลงทุนประมาณ 1 สัปดาห์ฉันก็เริ่มลงสำรวจ ก็ตื่นตั้งแต่เช้า ประมาณ 7 โมง ก็ถึงที่ตลาดนัด แต่ก่อนอื่นก็เดินหาอะไรกินรองท้องก่อนที่จะปฏิบัติภารกิจสำรวจพื้นที่ ไม่น่าเชื่อจากที่ฉันเดินหาของกินรองท้อง ราคามาตรฐานที่นี่ขั้นต่ำอยู่ที่ 35 บาท

ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูงแต่มองดูแล้วก็ได้ขายดีเหมือนกัน ฉันเองก็ชักสงสัยว่าขายแพงขนาดนี้ยังขายได้ แสดงว่าที่เพื่อนฉันบอกเป็นจริง ผู้คนแถวนี้มีกำลังซื้อเยอะจริงๆ เพราะดูจาการแต่ตัว การจับจ่ายซื้อของก็พอดูออก เพราะจาการที่มีประสบการณ์จาการขายที่ผ่านมา รูเลยว่าคนที่จะซื้อสินค้าของฉันคือคนลักษณะแบบไหน 
 
ถ้าคนที่เดินเขามาดูสินค้า จับดูสินค้า พิจารณาอยู่นานพอสมควร ถามบ้างนิดหน่อย ดูท่าทางแล้วชอบสุดท้ายก็คือซื้อ ถัดมาถ้าเป็นคนที่เดินเข้ามาถามนั้นถามนี้ ต่อรองราคานิดหน่อยอาจจะซื้อ 50% และสุดท้ายคนกลุ่มนี้จะเยอะหน่อยก็คือเดินเข้ามาดูเฉยๆแล้วก็เดินไป ก็คือเดินเช็คดูก่อนแต่เขาอาจจะยังไม่ถูกใจหรือราคาอาจจะยังสูงไป ก็ให้ถือว่ามันเป็นธรรมชาติของลูกค้า เพราะจากที่ขายมาสักพักก็เริ่มแยกแยะออก
 
หลังจากที่ทานอะไรจนอิ่มทองแล้วฉันก็เริ่มเดินสำรวจตลาด ตลาดนัดแห่งนี้ค่อนข้างที่จะใหญ่ประมาณ2ไร่เศษๆได้ แผงเช่าทั้งหมดประมาณ 400 แผง ซึ่งอย่างที่บอกไปตอนต้นว่า ถ้าเราอยากจะเช่าแผงขาย จะต้องไปติดต่อเช่ากับเจ้าของแผงเอง ซึ่งบางคนก็ขายสินค้าในตลาดนัดอยู่แล้วอาจจะมีหลายแผง บางแผงก็ต้องติดต่อเช่าจากเจ้าของที่เซ้งไปแล้ว หรือบางแผงที่ว่างอยู่ก็มีเบอร์ติดต่อไว้ ฉันก็เลยลองโทรไปสอบถามดู ก็รู้ราคาคร่าวๆว่า

ถ้าเราจะเช่าเป็นรายวันก็ตกประมาณวันละ 400-500 บาท หรืออาจจะมากถึง 1,000 บาท ขึ้นอยู่กับทำเล หรือถ้าจะเช่ารายเดือนก็ให้เช่าที่เดือนละประมาณ 12,000 บาท หรือจะเซ้งไปเลยก็ได้ ในราคาหลักแสนบาทขึ้น

ฉันฟังแล้วก็อยากลองนะ แต่ทุนเราคงไม่ถึงขนาดนั้น เลยลองขายเป็นรายวันก่อน ก็ตกลงเช่า 1 วันก่อน ในราคาวันละ 500 บาท ฉันเลยอยากลองวิ่งขาย 2 ที่คือ ตอนเช้าถึงบายก็มาตลาดนัดเดิมและช่วงเย็นประมาณ 6 โมงเย็นถึง 4 ทุ่ม วันเสาร์-อาทิตย์ ก็มาที่นี่ เพราะถ้ามีที่ขายหลายที่มันก็ดีตรงที่ช่วยกระจายกลุ่มลูกค้า และสินค้าแฟชั่นมันต้องรีบขายเพราะแฟชั่นมันเปลี่ยนเร็วมาก จนบางครั้งเราตามแทบไม่ทัน

สินค้าในตลาดนัดแห่งนี้สำรวจโดยคร่าวๆแล้ว ส่วนมากจะเป็นเสื้อผ้าและของใช้กว่า 80% และรองลงมาก็จะเป็นร้านอาหาร 10% และผลไม้ของสด 10% กลุ่มคนก็เป็นวัยกลางคนจนถึงวัยผู้ใหญ่ ดูแล้วก็ตรงกับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการพอสมควร ฉันเดินอยู่นานผู้คนก็เริ่มเยอะขึ้นช่วงประมาณ 9 โมงมีทั้งกลุ่มคนในหมู่บ้านเองและย่านใกล้เคียง จนเริ่มมีกลุ่มครอบครัวและเด็กเดินจอแจมากขึ้น จนทำให้ซอยทั้งซอยรถติด ดูแล้วก็เป็นบรรยากาศที่ดูคึกคักดีเหมือนกัน ส่วนสินค้าก็อยู่ในระดับกลางขึ้นไป ส่วนราคาก็ค่อนข้างที่จะสูงเหมือนกัน 
 
เช้าวันถัดมาฉันก็รีบตื้นแต่เช้าเลยเพราะฉันตกลงเช่าแผงไว้แล้ว ฉันไปถึงที่ตลาดนัดก็ 6 โมงเช้า จัดของเสร็จก็ประมาณ 6 โมงครึ่ง ซึ่งคนก็เริ่มมีบ้างแล้ว เพราะคนส่วนใหญ่ก็มาจากในหมู่บ้าน ซึ่งตื่นแต่เช้าและก็จะเป็นคนสูงอายุ หลังจากที่ฉันจัดของแต่ก็ยังไม่ได้เปิดขายเพราะต้องไปหาข้าวมื้อเช้ารองท้องซะก่อน หลังจากอิ่มแล้วก็กลับมาเปิดร้าน ผู้คนก็เริ่มคึกคักมากขึ้นในช่วง 8 โมงเช้า และก็เริ่มมีคนทยอยเข้ามาร้านของฉันบ้าง ก็ขายได้ดีพอสมควร แสดงแนวแฟชั่นของฉันก็เป็นแนวที่คนอื่นๆชื่นชอบเหมือนกัน 

ส่วนในเรื่องของราคาขายสินค้าในตลาดนัดนี้  ก็ต้องคิดราคาเพิ่มขึ้นเหมือนกัน เพราะค่าเช่าแผงมันเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า แต่ฉันเองก็ไม่ได้เพิ่มสูงมาก ราคาก็เริ่มต้นที่ 189 บาท – 499 บาท แต่ก็กลัวว่าราคาจะแพงไป แต่ปรากฏว่าเกินคาดคะ เพราะผู้คนส่วนใหญ่ที่เดินเข้ามาในร้านน้อยคนที่บอกว่าราคาแพง เพราะก่อนที่จะตั้งราคาเสื้อผ้า ก็เดินสำรวจมาแทบทุกร้านแล้ว และลองเฉลี่ยราคาออกมา ก็ถือว่าเป็นราคากลางๆสำหรับที่นี่ 

ฉันเองก็ลุ้นมากว่าวันนี้จะขายได้คุ้มกับค่าเช่าแผงหรือไม่ จนสุดท้ายหลังจากเก็บร้านลองนับเงินดูก็หายเหนื่อยเลยคะ เพราะวันแรกที่ขายก็ขายได้ประมาณ 2,800 บาท เกือบ3พันเลยทีเดียว ก็ถือว่าคุ้มค่าสำหรับการเช่าแผงที่นี่เพิ่ม

หลังจากที่เก็บข้าวของเรียบร้อยแล้วฉันก็พูดคุยเรื่องเช่าแผงต่อกับเจ้าของแผง แต่เจ้าของแผงเขาก็บอกฉันว่าอาทิตย์หน้า แผงนี้มีคนเช่าแล้ว ลองหาแผงอื่นๆดู หรือถ้าไม่ได้ยังไงก็ลองมาหาเขาอีกที ฉันเลยต้องเดินหาแผงใหม่ จนมาเจอกับเจ้าของแผงอีกแผง เขาบอกว่าแผงเขาทำเลดี อยู่ในโซนเสื้อผ้า คนเดินเยอะ เขาปล่อยให้เช่ารายวัน วันละ 600 บาท แต่ถ้าเหมาทั้งเดือนเขาก็จะลดให้ เหลือวันละ 500 บาท แต่ต้องจ่ายล่วงหน้าทั้ง เดือน

ฉันก็เลยต้องคิดหนัก เพราะมันค่อนข้างที่จะใช้เงินเยอะเหมือนกัน แต่ฉันก็คิดว่ามันก็น่าจะคุ้มเหมือนกัน เพราะดีกว่าเราไปเช่ารายวัน และต้องเปลี่ยนแผงไปเรื่อยๆ เดี๋ยวถ้าหากมีลูกค้าประจำขึ้นมา เขาจะหาร้านเราไม่เจอ

สุดท้ายฉันก็เลยกลายเป็นแผงเช่าประจำที่ตลาดนัดแห่งนี้ ลูกค้าประจำก็แวะเวียนมาเรื่อยๆ ยอดขายก็ทรงตัวแบบว่าพออยู่ได้ อย่างต่ำที่สุดก็ประมาณวันละ 1,500 บาท และถ้าขายดีสุดๆก็ประมาณวันละ 5,000 บาทก็มี ต้องเป็นช่วงเทศกาล อย่างปลายปีใกล้ช่วงปีใหม่ก็จะขายดีหน่อย ส่วนตลาดนัดที่เดิมก็ยังขายอยู่แต่ขายมาได้ประมาณ ปีกว่าๆก็ต้องหยุดขายเพราะว่าที่ดินตรงตลาดนัดโดนเจ้าของที่เวนคืนเพื่อที่จะสร้างคอนโด ก็เลยต้องหาที่ใหม่เพิ่มอีก และในระหว่างที่หาแผงเช่า

ฉันก็ลองมานั่งมาขายริมฟุตบาทประเภทว่าวางขายแบกะดินเลยทีเดียว แต่สินค้าก็คนละเกรดกันนะ ก็ถูกลงมาหน่อย ประมาณ 89-159 บาท ขายตั้งแต่ช่วงประมาณ 3-5 โมงเย็นเพราะเป็นถนนที่คนเดินเยอะ แต่ก็ต้องเก็บกลับก่อนเวลาประมาณ 6 โมงเย็นเพราะเจ้าของแผงเขาก็จะมากระชับพื้นที่ขายคืน ขนาดเป็นริมฟุตบาทแต่บอกได้เลยว่ามีเจ้าของทุกที่

ตอนแรกที่มาขายก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีเจ้าของ  พอเจ้าของแผงเขามา  ก็มาด่าว่าเขาเราใหญ่เลย มาวางขายแบบนี้ได้อย่างไร ฉันก็เลยต้องรีบเก็บข้าวของและกลับทันทีเพราะกลัวมีเรื่อง และด้วยความที่ไม่ทันระวังตัว วันดีคืนดีเทศกิจก็จะมาจะเอ๋ ประสบการณ์ครั้งแรกฉันก็ทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว ฉันมองไปแผงข้างๆที่ขายด้วยกันเขาก็หายเกลี้ยงในพริบตาเดียวเลยคะ

แต่ตัวฉันนี่นะซิได้แต่ยืนอึ้งอยู่คนเดียว จนเทศกิจรวบสินค้าฉันไปหมดเลย และสุดท้ายฉันก็ต้องไปจ่ายค่าปรับที่สน. หลังจากนั้นฉันก็เข็ดและบอกกับตัวเองว่าไม่อยากเสี่ยงแบบนี้อีกแล้ว เพระถึงไม่ได้เสียค่าเช่าที่ แต่ถ้าโดนค่าปรับมาละก็ลำบากเหมือนกัน สุดท้ายฉันก็หาเช่าแผงเพิ่มได้ ซึ่งเพื่อนที่ตลาดนัดแนะนำมาอีกที 
 
รายละเอียดโดยคร่าวๆของตลาดนัดแห่งนี้ก็คือเปิดตั้งแต่เวลา 6 โมงเย็น จนถึง 4 ทุ่ม ผู้คนส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น 90% นอกจากนั้นก็เป็นครอบครัว แผงขายสินค้าที่นี่มีประมาณ 200 แผง เสื้อผ้า เครื่องแต่งกายประมาณ 80% อีก 20% ก็จะเป็นอาหารและเครื่องดื่ม เปิดขายทุกวัน ถ้าเป็นวันศุกร์-อาทิตย์ ก็จะเปิดถึงเที่ยงคืน และมีแผงเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 150 แผง พร้อมทั้งมีดนตรีมาแสดงบนเวที ทำให้สร้างสีสันขึ้นได้เยอะ ส่วนค่าเช่าแผงก็ตกวันละ 250 บาททุกทำเล แต่ต้องจับสลากเบอร์แผงทุกวัน เพราะฉะนั้นแผงก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ฉันเลยตัดสินใจลองเช่าแผงในวันเสาร์และวันอาทิตย์ เพราะยังดีกว่าที่ไปขายตามริมฟุตบาท 
 
หลังจากที่ตัดสินใจเช่าแผงแล้ว เย็นวันเสาร์ฉันก็เตรียมตัวมารอคิวตั้งแต่ 5 โมงเย็น ส่วนแม่ค้าคนอื่นมารอจับหมายเลขแผงเหมือนกัน ที่ตลาดนัดแห่งนี้คนค่อนข้างเยอะตั้งแต่ 5 โมงเย็น เพราะอยู่หน้าสนามกีฬา  คนจะมาออกกำลังกายกันเยอะ ก่อนถึงเวลาขายประมาณ 30 นาที ฉันก็ไปต่อแถวจับฉลากหมายเลขแผง

สำหรับวันนี้ฉันจับได้ทำเลค่อนข้างดี เพราะอยู่ใกล้ประตูทางเข้า คนเลยเยอะหน่อย ผู้คนก็ค่อนข้างสนใจเพราะเสื้อผ้าของฉันรับรองได้เลยว่าสะดุดตาวัยรุ่นแน่นอน หลังจากเก็บร้านเสร็จฉันก็ลุ้นมากเพราะวันนี้ขายค่อนข้างดี สรุปแล้ววันนี้ก็ขายได้ทั้งหมด 2,000 บาท นับว่าคุ้มค่าเหนื่อยที่สุด ฉันขายที่ตลาดนัดแห่งนี้ได้ประมาณ 2 เดือนก็เริ่มมีลูกค้าประจำ ก็เริ่มเข้าหน้าฝนนะซิคะคุณเอ้ย ฝนที่กรุงเทพฯเนี๊ยะ เป็นฝนประเภทคาดเดาไม่ถึง บางทีตกมาซะจนไม่ลืมหูลืมตา

ถ้าวันไหนฝนตกคนเลยหายหมดเลย  มิหนำซ้ำน้ำท่วมอีกต่างหาก ฉันก็เลยเก็บของแพ็คใส่กล่องเพื่อเตรียมกลับบ้าน พร้อมกับเนื้อตัวที่เปียกปอน ฉันเลยรู้ซึ้งเลยว่าการค้าขายมันไม่ใช่ง่ายๆอย่างที่คิด กลับมาถึงห้อง บางวันขายได้แค่ 300 บาท น่าเศร้าจริงๆ คิดในทางกลับกัน พ่อแม่ฉันก็คงเหนื่อยมากเพราะตั้งแต่ที่ฉันจำความได้ ท่านก็ค้าขายมาตลอด ฉันก็เลยอดทนสู้

จนทุกวันนี้ฉันก็เปิดร้านเสื้อผ้าเป็นของตัวเอง ถึงมันจะไม่ได้ใหญ่มาก แต่ก็สร้างมาจากน้ำพักน้ำแรงของฉันเอง และทุกวันนี้ฉันก็ยังติดใจที่จะไปเดินตลาดนัดเป็นประจำ เพราะอยากรู้เหมือนกันว่าแฟชั่นในตลาดนัดมันเปลี่ยนแปลงไปแบบไหนบ้าง แต่ก็แปลกใจมาก เพราะทุกวันนี้พ่อค้าแม่ค้าเป็นคนรุ่นใหม่ทั้งนั้น บางคนยังเรียนอยู่เลย แต่รู้จักที่จะใช้เวลาว่างหารายได้เลี้ยงตัวเอง ซึ่งต่างจากวัยของฉันมาก เพราะว่าต้องเจอทางตันก่อน ถึงจะหาทางออก 
 
สุดท้ายนี้ฉันหวังว่าประสบการณ์ของฉันคงจุดประกายแรงบันดาลใจของหลายๆคน ให้ลุกขึ้นมาต่อสู้และหารายได้เพิ่มจากงานประจำ หรือจากเวลาว่างในการเรียน เราจะได้ฝึกเป็นนายตัวเอง ฝึกค้าขายจากประสบการณ์ตรง เพราะประสบการณ์แบบนี้ไม่ได้มีสอนที่ไหนแน่นอนคะ

อ้างอิงจาก www.ThaiSMEfranchise.com

ขอขอบคุณรูปภาพจาก  manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9550000013917