บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
441
3 นาที
8 เมษายน 2569
อวสานของถูก วิกฤตคนไทย แพงอยู่ แพงนาน แพงต่อไป
 

สถานการณ์ของเศรษฐกิจไทยในตอนนี้อยู่ในภาวะเสี่ยงมาก อันเนื่องมาจากปัญหารอบด้าน โดยเฉพาะค่าครองชีพที่เพิ่มสูง ยิ่งเจอกับปัญหาราคาน้ำมันที่เพิ่มพรวด ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมาขยับขึ้นทีเดียว 6-8 บาท ถ้ามองย้อนไปโลกใบนี้เคยเผชิญวิกฤติราคาน้ำมันมาแล้วหลายครั้ง 
 
ไม่ว่าจะเป็นช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซียในปี 1990-1991 หรือวิกฤติฟองสบู่ราคาน้ำมันในปี 2008 แต่ในปี 2026 อาจเป็นวิกฤติที่รุนแรงที่สุดก็ว่าได้
 
ราคาน้ำมันขึ้นพรวด! ผลกระทบต่อชีวิตและธุรกิจ?

เหตุการณ์การปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกแบบ ก้าวกระโดด” 6–8 บาทต่อลิตรในวันที่ 26 มีนาคม 2569 ไม่ใช่เพียงแค่การขึ้นราคาทั่วไปแต่เป็น จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ของระบบพลังงานไทยอย่างแท้จริง แม้ว่าต้นเหตุของการขึ้นราคาในครั้งนี้มาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ลุกลามไปกระทบ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงมาก 
 
มองสาเหตุว่าราคาน้ำมันในเมืองไทยทำไมถึงขึ้นพรวดคำตอบสั้นๆคือ เพราะกองทุนน้ำมันแบกส่วนต่างไม่ไหว ถ้าไม่ขึ้นราคากองทุนอาจพังพินาศ จะเป็นปัญหาระยะยาวที่หนักกว่าเดิม
 
ในแง่เศรษฐกิจการที่ราคาน้ำมันสูงขนาดนี้ย่อมก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่น่าจะเพิ่มจาก 1.5–2.0%  กลายเป็น 3.5–4.5% ตรงข้ามกับ GDP ที่คาดว่าจะลดลงประมาณ 0.2 -0.7% แต่ตัวเลขเหล่านี้คือภาพรวมทางเศรษฐกิจที่ระดับชาวบ้านอาจไม่ได้สนใจมากนักเพราะสิ่งที่คนทั่วไปสนใจคือต่อจากนี้จะต้องเจออะไรที่แพงขึ้นอีกบ้าง
 
1. ต้นทุนขนส่งเพิ่มสูง โดยสภาอุตสาหกรรมฯ (ส.อ.ท.) วิเคราะห์ว่าการขึ้นราคาน้ำมันทุกๆ 1 บาท จะดันต้นทุนขนส่งขึ้นประมาณ 3% 

 
ดังนั้นการขึ้น 6 บาทในรอบเดียว จะทำให้ ต้นทุนขนส่งพุ่งสูงขึ้นทันทีประมาณ 18-20% ข้อมูลจากการสำรวจตลาดในช่วงที่ผ่านมาพบว่าสินค้าเริ่มมีการขยับราคาหลายอย่างเช่น
  • น้ำมันปาล์มบรรจุขวด ปรับขึ้น 5-8 บาทต่อขวด (จากราคาเดิม 41-42 บาท พุ่งไปแตะ 50-53 บาท)
  • น้ำดื่มบรรจุขวด ราคาขายส่งปรับขึ้นประมาณ 5 บาทต่อแพ็ค (จาก 20 บาท เป็น 25 บาท) เนื่องจากต้นทุนเม็ดพลาสติกที่ทำขวดขยับตามราคาน้ำมัน และค่าขนส่งที่แพงขึ้น
  • วัสดุก่อสร้าง ปูนซีเมนต์และเหล็กได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากมีน้ำหนักมากและใช้พลังงานสูงในกระบวนการผลิต
จากปัญหาเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยกำลังเสี่ยงต่อสภาวะ เศรษฐกิจฝืดเคืองแต่ของแพง  (Stagflation) เนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นจะไปกดทับอำนาจการซื้อของผู้บริโภค ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ช้าลง
 
2.สินค้าจ่อคิวขึ้นราคา ในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะ อาหารสด เครื่องดื่ม และวัสดุก่อสร้าง จะเริ่มทยอยปรับราคาตามมาในระยะใกล้ เพราะผู้ประกอบการแบกรับต้นทุนการกระจายสินค้าไม่ไหว
 
โดยกลุ่มอาหารสดมีความอ่อนไหวต่อต้นทุนการขนส่งมากที่สุดนื่องจากเป็นสินค้าที่เน่าเสียง่าย และต้องใช้รถขนส่งที่มีระบบทำความเย็น ซึ่งกินน้ำมันมากกว่ารถทั่วไปถึง 20-30% แม้แต่ในกลุ่มเนื้อสัตว์และไข่ไก่ที่มีต้นทุนแฝงที่เพิ่มขึ้นจากค่าอาหารสัตว์ ที่จะขยับตามราคาน้ำมัน 
 
ซึ่งคาดการณ์ว่าราคาไข่ไก่จากหน้าฟาร์มมีโอกาสปรับขึ้นอีก 10-20 สตางค์ต่อฟองในเร็วๆนี้ หรือพวกผักสดก็เช่นกัน ถ้าราคาน้ำมันสูงเท่ากับค่าขนส่งก็สูงตามราคาขายปลีกผักสดในกรุงเทพฯ จะพุ่งขึ้นทันที 10-15% เพื่อชดเชยรายจ่ายดังกล่าว
 
3.วิกฤตค่าครองชีพและอำนาจในการซื้อ สำหรับคนใช้รถกระบะหรือรถที่เติมน้ำมันเต็มถัง (ประมาณ 70 ลิตร) การขึ้นราคาครั้งนี้ทำให้ ต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นถึง 400-500 บาทต่อการเติมหนึ่งครั้ง 
 
 
สมมุติถ้าใน 1 เดือนใช้กระบะสำหรับการทำมาหากินและต้องเติมเต็มถังสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เท่ากับจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นมาถึง 4,000 บาท แต่ที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กันคือเมื่อมีรายได้ลดลงจากต้นทุนที่เพิ่มสูงมาก ทำให้เราต้องดึงเงินออมที่มีออกมาใช้ ครอบครัวไหนที่ยังพอมีสำรองก็ไปต่อได้แต่ถ้าครอบครัวไหนไม่มีก็อาจต้องไปกู้ยืมเพิ่มวงจรหนี้ครัวเรือนให้ยิ่งสูงกว่าเดิม
 
4.ค่าโดยสารสาธารณะ แม้รัฐบาลจะพยายามตรึงราคาไว้ก่อน แต่กลุ่มรถร่วมบริการ แท็กซี่ และไรเดอร์ส่งอาหาร จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด 
 
ยกตัวอย่างในกลุ่มไรเดอร์ที่เติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์วันละประมาณ 5-8 ลิตร จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นทันที 30-50 บาทต่อวัน หรือประมาณ 1,000-1,500 บาทต่อเดือน  ปัจจุบันค่ารอบพื้นฐานในกรุงเทพฯ อยู่ที่ประมาณ 30-33 บาท เมื่อหักค่าน้ำมันและค่าเสื่อมรถ กำไรสุทธิต่อออเดอร์จะเหลือไม่ถึง 20 บาท  
 
รวมถึงจะเป็นปัญหาในกลุ่มแท็กซี่และรถร่วมบริการ และยิ่งตอนนี้กำลังเข้าใกล้ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ส่วนใหญ่ภาครัฐจะออกนโยบายตรึงราคาค่าโดยสาร ซึ่งก็อาจจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการเพราะราคาค่าโดยสารไม่สอดคล้องกับราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงมาก
 
5.ผลกระทบภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ 6 กลุ่มสินค้าที่ใช้พลาสติก (ปิโตรเคมี), น้ำมันพืช, ปูนซีเมนต์, เหล็ก, เคมีภัณฑ์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ราคาขายส่งขยับขึ้น 
 
ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาก่อนที่ราคาน้ำมันจะขยับขึ้น 6-8 บาท ค่ายเบียร์บางยี่ห้อก็ประกาศปรับราคาขวดละ 2 บาทไปก่อนแล้ว หลังจากนี้ก็เชื่อว่ามีอีกหลายอุตสาหกรรมที่ต้องทุนแบกต้นทุนต่อไปไม่ไหวและต้องทยอยปรับราคาสินค้าเพิ่ม ก็จะเป็นผลกระทบแบบลูกโซ่ที่ทำให้สินค้าอื่นๆ ขึ้นราคาตามไปด้วยเช่นกัน
 
วิกฤติครั้งนี้คนไทยจะอยู่รอดได้อีกนานแค่ไหน?
 

เป็นเรื่องที่คนไทยกังวลกันอย่างมากต่อสถานการณ์ที่วิกฤตินี้เพราะไม่รู้จุดจบว่าจะลากยาวไปถึงเมื่อไหร่ การจะพึ่งพาภาครัฐให้การช่วยเหลือก็ดูจะหวังผลได้ไม่มากนัก คนที่ยังพอมีกำลังก็สามารถประคองตัวต่อไปแต่ในขณะที่อีกหลายคนน่าจะเปราะบางมาก ซึ่งถ้าถามว่าจะอยู่รอดได้นานแค่ไหน อาจต้องแบ่งเป็น 3 ระยะคือ
 
1.ระยะประคองตัว ในระยะเวลา 1-3 เดือนข้างหน้า ในช่วงนี้คนไทยส่วนใหญ่ยังพอ กัดฟัน สู้ได้ แต่จะเห็นการปรับพฤติกรรมแบบหักดิบ เช่น ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นอย่างท่องเที่ยว กินข้าวนอกบ้าน ช็อปปิ้งออนไลน์ เพื่อรักษากระแสเงินสดและนำไปจ่ายค่าน้ำมัน 
 
ค่าอาหารที่แพงขึ้น 10-15% หรือการที่คนทำงานจะลดการกินมื้อเที่ยงตามสั่งราคา 60-80 บาท แล้วหันมา ห่อข้าวกินเอง หรือซื้อกับข้าวถุงจากตลาดสดตอนเช้ามาแบ่งกิน 2 มื้อ (เที่ยง-เย็น) เพื่อคุมงบไม่ให้เกิน 100 บาทต่อวัน เป็นต้น
 
 
2.ระยะ จุดแตกหัก ในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้า หากราคาน้ำมันยังไม่ลดลงและยืนระยะสูงเกินกว่า 3 เดือน สถานการณ์จะเข้าสู่จุดอันตรายมากขึ้น 
 
เพราะ SMEs ที่แบกต้นทุนไม่ไหวจะเริ่มลดพนักงานลง มีโอกาสที่คนจะตกงานเพิ่มขึ้น รวมถึงปัญหาหนี้เสียที่น่าจะเพิ่มสูงขึ้นมากด้วยเช่นกัน นักวิชาการประเมินว่า หากวิกฤตลากยาว เงินเฟ้ออาจแตะ 4% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 14 ปี ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจต้องปรับขึ้นเพื่อคุมเงินเฟ้อ ยิ่งซ้ำเติมผู้ที่มีภาระหนี้สินอยู่ก่อนแล้ว 
 
และที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือเมื่อคนตกงานหรือถูกลดรายได้ ความมั่นใจในการบริโภคจะหายไปยาวนาน แม้น้ำมันจะลดราคาลงในภายหลัง แต่พฤติกรรมความกลัวจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ช้ากว่าปกติ
 
3.ระยะ ปรับโครงสร้างชีวิต ในระยะเวลามากกว่า 6 เดือนขึ้นไป  ทั้งนี้วิเคราะห์ว่าหากวิกฤตลากยาวเกินครึ่งปี จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในสังคมไทยอย่างชัดเจน 
 
 
เราอาจเห็นอาชีพไรเดอร์หายไป หรือเห็นปรากฏการณ์แรงงานไหลกลับสู่ภาคเกษตรกรรมในต่างจังหวัด หรือการที่ราคารถกระบะ รถเก๋งจะตกอย่างหนักเนื่องจากคนแห่ขายทิ้งเพราะแบกค่าน้ำมันไม่ไหว 
 
ถ้าเราก้าวมาถึงในระยะนี้คาดว่าภาคธุรกิจคงเสียหายหนักในหลายภาคส่วน รวมถึงสภาพเศรษฐกิจคงยับเยินไม่มีชิ้นดี และการจะฟื้นตัวกลับมาก็คงต้องใช้เวลานานกว่าที่คิดด้วย แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเมื่อราคาสินค้าที่เพิ่มสูงเพราะราคาน้ำมัน แต่ถ้าในอนาคตราคาน้ำมันลดลงราคาสินค้าและอาหารอาจจะไม่ปรับตัวตาม เนื่องจากต้นทุนแฝงและการชดเชยขาดทุนสะสมของผู้ประกอบการในช่วงก่อนหน้า 
 
ซึ่งจะมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ทีนี้ก็ต้องมาดูกันต่อไปว่าสถานการณ์นี้จะดีขึ้นหรือคลี่คลายไปในทางไหน แต่สิ่งที่ควรทำตอนนี้คือการเร่งปรับตัวของ SMEs ที่ต้องบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ในส่วนของบุคคลเองก็ต้องวางแผนการเงินในครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน ใครที่ปรับตัวเร็วกว่าก็อาจอยู่รอดในยุคนี้ได้นานกว่าเช่นกันด้วย
 
อ้างอิง 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
TPC Pizza ร้านพิซซ่าของกัมพูชา 100% ถอยห่างทุนไท..
435
ลิขสิทธิ์บอลโลก 1,700 ล้าน จอดำไม่ไหว ทำไปไม่คุ้ม
411
IPPE KOPPE ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่น จิ๊กซอว์ใหม่ MAG..
399
โนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต นิยามใหม่แห..
398
อวสานคาเฟ่ ยุค 80 ต้นทุนสูง คนทำไม่ไหว ตลก นักร้..
372
ย้อนตำนาน "อาจารย์ยอด" จากคนเขียนโปสเตอร์หนัง สู..
351
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด