บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
264
3 นาที
21 ตุลาคม 2569
จากค่าจ้างโค้ช TikTok เดือนละ 400 ดอลลาร์ สู่ธุรกิจรายได้ 6.5 ล้านดอลลาร์ต่อปี


ใครจะคิดว่า การจ่ายเงินเพียงเดือนละ 400 ดอลลาร์เพื่อเรียนรู้วิธีทำคอนเทนต์บน TikTok จะกลายเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจที่สร้างรายได้ถึง 6.5 ล้านดอลลาร์ต่อปี
 
นี่คือเรื่องราวของ Charlotte Trecartin ผู้ก่อตั้ง CharCharms แบรนด์อุปกรณ์ตกแต่งขวดนํ้าที่สามารถเปลี่ยนสินค้าชิ้นเล็กๆ ให้กลายเป็นธุรกิจที่เติบโตจนเข้าตาร้านค้าปลีกรายใหญ่ในสหรัฐฯ และมีโอกาสไปนำเสนอธุรกิจในรายการ Shark Tank รายการลงทุนชื่อดังของอเมริกา
 
สิ่งที่น่าสนใจคือ ความสำเร็จของเธอไม่ได้เริ่มต้นจากการมีเงินทุนมหาศาล ไม่ได้เกิดจากการคิดค้นเทคโนโลยีที่ซับซ้อน และไม่ได้มาจากการสร้างสินค้าที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน แต่เริ่มจากการเข้าใจว่า ในยุคที่ผู้คนใช้เวลาอยู่บนโซเชียลมีเดีย ธุรกิจขนาดเล็กก็สามารถเข้าถึงลูกค้าจำนวนมากได้ หากรู้จักใช้เครื่องมือเหล่านี้อย่างถูกวิธี

จุดเริ่มต้นของธุรกิจเล็กๆ กับการตัดสินใจลงทุนใน TikTok

 
ภาพจาก https://citly.me/e9qtzl
 
หลังเรียนจบจาก University of Illinois ชาร์ล็อตต์เริ่มต้นเส้นทางธุรกิจของตัวเองด้วย CharCharms แบรนด์ที่จำหน่ายอุปกรณ์ตกแต่งขวดนํ้า ไม่ว่าจะเป็นหลอดดูดนํ้า ของตกแต่งปลายหลอด พวงห้อย และกระเป๋าที่สามารถนำมาติดกับขวดนํ้าได้สินค้าของเธอเป็นผลิตภัณฑ์ที่เน้นความน่ารักและการปรับแต่งให้เข้ากับสไตล์ของผู้ใช้ ช่วยเปลี่ยนขวดนํ้าธรรมดาให้มีเอกลักษณ์มากขึ้น
 
แม้สินค้าอาจดูเรียบง่าย แต่การทำให้ผู้บริโภครู้จักแบรนด์และตัดสินใจซื้อไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจที่ยังไม่มีชื่อเสียงและต้องแข่งขันกับสินค้าอื่นในตลาดชาร์ล็อตต์จึงมองหาวิธีทำให้คนรู้จัก CharCharms มากขึ้น และตัดสินใจจ้างโค้ช TikTok ในราคาเดือนละ 400 ดอลลาร์ เพื่อเรียนรู้วิธีสร้างคอนเทนต์และขยายฐานผู้ติดตาม
 
สิ่งสำคัญคือ เธอไม่ได้จ้างโค้ชเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองในฐานะอินฟลูเอนเซอร์ แต่ต้องการใช้ TikTok เป็นเครื่องมือทางการตลาดสำหรับธุรกิจโดยตรงความแตกต่างนี้มีความสำคัญมาก เพราะเป้าหมายของเธอไม่ใช่แค่การทำให้คลิปมียอดวิวสูง แต่คือการทำให้คนรู้จักสินค้า สนใจแบรนด์ และเปลี่ยนความสนใจเหล่านั้นให้กลายเป็นยอดขาย
 
สูตรที่ไม่ได้ซับซ้อน แต่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง

 
ภาพจาก https://citly.me/e9qtzl
 
บทเรียนสำคัญที่ชาร์ล็อตต์ได้รับจากโค้ชมีอยู่สองเรื่องหลักเรื่องแรกคือ การโพสต์คอนเทนต์อย่างสมํ่าเสมอ เธอเริ่มเผยแพร่คลิปเกี่ยวกับ CharCharms วันละ 3 ครั้ง ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้คนได้เห็นสินค้าและทำความรู้จักกับแบรนด์ผ่านเนื้อหาหลากหลายรูปแบบ
 
เรื่องที่สองคือ การจัดวิดีโอเป็นเพลย์ลิสต์ เพื่อแยกเนื้อหาออกเป็นหมวดหมู่ ทำให้ผู้ชมที่สนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งสามารถติดตามดูคลิปที่เกี่ยวข้องได้ง่ายขึ้นเมื่อมองเผินๆ วิธีเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องธรรมดา ใคร ๆ ก็สามารถโพสต์วิดีโอหรือจัดหมวดหมู่คอนเทนต์ได้ แต่สิ่งที่ทำให้เกิดผลลัพธ์คือการนำวิธีเหล่านี้ไปใช้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง
 
การโพสต์วันละ 3 ครั้งหมายถึงการสร้างโอกาสให้สินค้าได้ปรากฏต่อสายตาผู้ชมหลายครั้ง ขณะเดียวกัน แต่ละคลิปก็เป็นโอกาสในการนำเสนอสินค้าในมุมใหม่ ๆ และทำให้ผู้บริโภคเห็นว่าผลิตภัณฑ์สามารถนำไปใช้หรือตกแต่งได้อย่างไร
 
เมื่อคอนเทนต์เริ่มเข้าถึงผู้คนมากขึ้น แบรนด์ก็มีโอกาสขยายฐานลูกค้าโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการโฆษณารูปแบบเดิมเพียงอย่างเดียว ในที่สุด บัญชี TikTok ของ CharCharms เติบโตจนมีผู้ติดตามประมาณ 80,000 คน และความสนใจที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มก็ช่วยให้แบรนด์ได้รับความสนใจจากผู้ค้าปลีกรายใหญ่
 
กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก โซเชียลมีเดียไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับประชาสัมพันธ์สินค้า แต่ยังสามารถเป็นช่องทางสร้างการรับรู้และเปิดประตูไปสู่โอกาสทางธุรกิจที่ใหญ่กว่าเดิมได้
 
สินค้าชิ้นเล็ก แต่สร้างรายได้หลายล้านดอลลาร์

 
ภาพจาก https://citly.me/e9qtzl
 
CharCharms เป็นตัวอย่างของธุรกิจที่หยิบสินค้าซึ่งดูเหมือนมีมูลค่าไม่สูงนักมาสร้างเป็นแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ ขวดนํ้าเป็นสิ่งของที่ผู้คนจำนวนมากใช้ในชีวิตประจำวันแต่ชาร์ล็อตต์มองเห็นโอกาสในการเพิ่มความสนุกให้กับสินค้าธรรมดา ผ่านอุปกรณ์ตกแต่งที่ช่วยให้ผู้ใช้แสดงสไตล์ของตัวเองได้มากขึ้น ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์จึงไม่ได้ขายเพียงประโยชน์ใช้สอย แต่ยังขายความรู้สึกและความเป็นตัวตนของผู้ใช้ด้วย
 
เมื่อสินค้ามีภาพลักษณ์ที่ชัดเจน การนำเสนอผ่านวิดีโอสั้นก็ทำได้ง่าย ผู้ชมสามารถเห็นรูปลักษณ์ของสินค้า วิธีใช้งาน และความแตกต่างจากขวดนํ้าทั่วไปได้อย่างรวดเร็วนี่เป็นข้อได้เปรียบของสินค้าที่สามารถสาธิตให้เห็นภาพได้ เพราะคอนเทนต์ไม่จำเป็นต้องอธิบายยาว เพียงนำเสนอสินค้าในสถานการณ์ที่เหมาะสม ก็สามารถทำให้ผู้ชมเข้าใจแนวคิดของผลิตภัณฑ์ได้แล้ว
 
การเติบโตของแบรนด์ทำให้ CharCharms ได้รับความสนใจจากร้านค้าปลีกอย่าง Target และ Dick’s Sporting Goods นำผลิตภัณฑ์ไปวางจำหน่าย จากแบรนด์ที่ต้องสร้างการรับรู้ด้วยตัวเอง ธุรกิจมีโอกาสเข้าถึงลูกค้าผ่านช่องทางจำหน่ายที่ใหญ่ขึ้น
 
ชาร์ล็อตต์เปิดเผยว่า ในปี 2024 ธุรกิจของเธอมีรายได้ 6.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้เธอจะไม่ได้เปิดเผยตัวเลขกำไรที่แน่นอนต่อสาธารณะ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจที่เริ่มต้นจากสินค้าธรรมดาก็สามารถเติบโตได้มาก หากสามารถสร้างความแตกต่าง เข้าถึงลูกค้าได้ถูกกลุ่ม และขยายช่องทางการขายได้อย่างเหมาะสม
 
อย่างไรก็ตาม รายได้ 6.5 ล้านดอลลาร์ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจมีกำไรเท่ากับตัวเลขนั้น เพราะยังมีต้นทุนสินค้า การตลาด การจัดจำหน่าย และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่น ๆ ที่ต้องนำมาคำนวณด้วย
 
เมื่อโอกาสมาถึง เธอเลือกไป Shark Tank

 
ภาพจาก https://citly.me/e9qtzl
 
ความสำเร็จของ CharCharms ทำให้ชาร์ล็อตต์ได้รับโอกาสนำธุรกิจไปเสนอในรายการ Shark Tank ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนำเสนอไอเดียต่อหน้านักลงทุนที่มีประสบการณ์เธอขอเงินลงทุน 300,000 ดอลลาร์ เพื่อแลกกับหุ้น 10% ของบริษัท โดยต้องการมากกว่าเงินทุน เพราะเธอมองหาพันธมิตรที่สามารถช่วยผลักดันธุรกิจให้เติบโตต่อไปได้
 
แต่การนำเสนอครั้งนี้ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่หวัง Kevin O’Leary หนึ่งในนักลงทุนของรายการ แสดงความสงสัยต่อสินค้า โดยมองว่าตลาดมีผลิตภัณฑ์ลักษณะใกล้เคียงกันอยู่มาก ขณะที่ Kendra Scott ซึ่งเป็นนักลงทุนรับเชิญก็ตั้งข้อสังเกตว่า อุปกรณ์ตกแต่งขวดนํ้าอาจเป็นสิ่งของที่ผู้บริโภคทำหายได้ง่าย
 
มุมมองเหล่านี้สะท้อนความท้าทายที่ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคต้องเผชิญ แม้ผลิตภัณฑ์จะได้รับความนิยม แต่ก็ยังต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ลูกค้ามีเหตุผลอะไรที่จะเลือกซื้อสินค้าของแบรนด์นี้แทนสินค้าคู่แข่ง และความต้องการนั้นจะต่อเนื่องมากพอให้ธุรกิจเติบโตได้หรือไม่
 
O’Leary เสนอเงิน 300,000 ดอลลาร์ แลกกับหุ้น 25% ส่วน Daymond John เสนอเงินจำนวนเดียวกันแลกกับหุ้น 20% โดย John มองเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจผ่านการให้สิทธิ์ใช้แบรนด์หรือการทำ Licensing ร่วมกับแบรนด์อื่น ในทางกลับกัน นักลงทุนบางคนเลือกไม่ลงทุน เพราะยังไม่มั่นใจในตลาดหรือไม่เห็นโอกาสที่ชัดเจนเพียงพอ

สรุป
 
ภาพจาก https://citly.me/e9qtzl
 
เรื่องราวของ CharCharms สะท้อนให้เห็นว่า บางครั้งการเติบโตของธุรกิจไม่ได้เริ่มจากเงินทุนก้อนใหญ่ แต่อาจเริ่มจากการเข้าใจลูกค้าและใช้เครื่องมือที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การลงทุนเดือนละ 400 ดอลลาร์เพื่อเรียนรู้การทำคอนเทนต์
 
อาจดูเป็นค่าใช้จ่ายเล็กน้อยเมื่อเทียบกับรายได้ที่เกิดขึ้น แต่หัวใจสำคัญไม่ใช่แค่การจ้างโค้ชหรือการโพสต์ให้บ่อยที่สุด หากเป็นการนำความรู้มาทดลอง ทำอย่างต่อเนื่อง และเปลี่ยนความสนใจบนโลกออนไลน์ให้กลายเป็นยอดขายจริงเพราะในยุคที่ใครๆ ก็สร้างคอนเทนต์ได้ ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่ว่าใครโพสต์มากกว่า แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถเปลี่ยนคอนเทนต์ให้กลายเป็นธุรกิจที่เติบโตได้อย่างยั่งยืน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
“สินค้าจีน–ทุนจีนบุกไทย” SME เปลี่ยนเกม ไม่แข่งร..
1,260
เซี่ยงไฮ้ ไทยแลนด์ AMAM LONBAKERY TOWN ตลาดเบเกอ..
445
Kopi Kenangan จากร้านกาแฟทุน 5 แสน สู่ยูนิคอร์นม..
443
ทำไมไทยเบฟฯ ยอมขาย KFC? จากนักล่าซื้อกิจการ กลับ..
439
Masan Group เบอร์ 1 ค้าปลีกเวียดนาม ครองตลาด 70%..
438
ยุคเงินกู้แอปเดลิเวอรี่! คลิกเดียวกู้ง่าย! จ่ายค..
427
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด