บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ความรู้ทั่วไปทางธุรกิจ
310
3 นาที
22 มิถุนายน 2569
ฉีกกฎชานม! สูตรลับอัปเกรดแพง สาย Healty ถูกใจ กำไรหลักล้าน
 

ร้านชานมในประเทศจีนมีรวมกันจำนวนมาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่ความต้องการสินค้ามีสูง เช่นที่เซี่ยงไฮ้ , ปักกิ่ง , เซินเจิ้น เป็นต้น 
 
ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีแบรนด์ดังแข่งขันกันเยอะมาก ไล่ตั้งแต่ระดับพรีเมี่ยม ระดับกลาง จนถึงแบรนด์ที่เน้นราคาถูก ในปี 2026 ตลาดเครื่องดื่มชาในจีนมีมูลค่าประมาณ 620,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 3 ล้านล้านบาท มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยถึงปีละ 20% และคนจีนดื่มชานมเฉลี่ย 22 แก้ว/ปี
 
และด้วยความที่ตลาดนี้มีการแข่งขันกันสูงมาก แบรนด์ต่างๆ จึงต้องพยายามหาทางรอดด้วยการสร้างความแตกต่างเกิดเป็นศัพท์ในวงการชานมจีนที่เรียกว่า Yan Zhi Jing Ji หรือเศรษฐกิจที่เกิดจากความสวยงาม แม้จะไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนว่าเมนูที่สร้างสรรค์จนสวยงามสร้างรายได้เป็นกี่ % ของยอดขาย แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดมากคือ
  • แบรนด์เครื่องดื่มในจีนออกเมนูใหม่เฉลี่ย 1-2 เมนูต่อสัปดาห์
  • เป้าหมายของเมนูใหม่คือให้ลูกค้าได้ถ่ายภาพอัพลง WeChat อยู่เสมอ
  • ลูกค้ารุ่นใหม่ชาวจีน ยอมจ่ายแพงขึ้น 20-30 % ถ้าเครื่องดื่มดูมีความพรีเมี่ยม
  • เมนูที่ออกแบบมาเพื่อให้ลูกค้าอัพลงโซเชี่ยลสามารถทำกำไรต่อแก้วได้สูงกว่าเมนูปกติทั่วไปอย่างน้อย 10-20%
สูตรลับอัปเกรดแพง! เน้นสวย+Healty
 

ในจีนก็ไม่ต่างจากไทยที่ตอนนี้กระแส Healty ไม่ใช่แค่เทรนด์แต่เป็น Lifestyle โดยผู้บริโภคจีนกว่า 58% ศึกษาข้อมูลสุขภาพอย่างจริงจังเพื่อป้องกันโรคก่อนที่จะเกิดขึ้น 
 
แน่นอนว่าหลายแบรนด์ในจีนก็จับเอาจุดนี้มาทำการตลาดกันอย่างคึกคัก ยกตัวอย่าง HeyTea เป็นเจ้าแรกๆ ที่เปิดเผยข้อมูลโภชนาการแบบละเอียดในทุกเมนู และใช้ระบบ Green Lightเพื่อจัดกลุ่มเมนูที่มีปริมาณน้ำตาลต่ำ แคลอรี่ต่ำ หรือใช้วัตถุดิบธรรมชาติแท้ 100% ให้ลูกค้าเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น
 
หรืออย่าง CHAGEE เน้นภาพลักษณ์ ความเป็นจีนดั้งเดิม แต่ปรับสูตรให้เข้ากับวิถีชีวิตคนยุคใหม่ที่กลัวอ้วนเน้นการใช้ใบชาคุณภาพสูงที่ผ่านกระบวนการหมักบ่มแบบดั้งเดิม ผสมกับนมสดแท้โดยไม่ใช้ครีมเทียม (Non-dairy creamer) หรือน้ำตาลทรายเป็นต้น
 
ในด้านของเมนูเองก็มีการพัฒนาให้แตกต่างเพื่อเน้นสร้างจุดขายให้ลูกค้าประทับใจเช่น CHAGEE ที่ออกแบบเมนูชื่อว่า Apple Tea โดยเอาแอปเปิ้ลทั้งลูกมาสไลซ์เป็นวงแล้วแช่แข็งจนกลายเป็น แก้วน้ำแข็งจากนั้นค่อยเทชาและน้ำแอปเปิ้ลลงไปพร้อมโรยอบเชยและโรสแมรี่ 
 
อย่างไรก็ดีเมนูนี้ไม่ได้ขายตายตัวเป็นประจำ แต่ถือเป็น Experimental Menu ของทางแบรนด์ที่เน้นการทำ Content ในจีนเพื่อให้คนรู้จักแบรนด์มากขึ้น
 
เช่นเดียวกับแบรนด์อย่าง Luckin Coffee ที่แม้ไม่ใช่ร้านชานมโดยตรงแต่ก็ถือว่ามีการพัฒนาเมนูให้คนอยากอัปลงโซเชี่ยล เห็นได้จากการสร้างสรรค์เมนูกาแฟแบบไล่เฉดสีชมพู - ม่วง ผสมเอสเพรสโซ่ + ลิ้นจี่ + องุ่น + ชามะลิ ใส่วิปครีมซากุระ 
 
แน่นอนว่าเมนูนี้ออกมาสวยงามถึงขนาดที่ลูกค้าต้องอยากถ่ายภาพแชร์ก่อนเริ่มกิน หรืออีกเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมคือการทำวิปครีมรูปสัตว์ ที่ดึงดูดลูกค้าได้มาก โดยที่ลูกค้าบางคนไม่ได้สนใจในตัวเครื่องดื่มแต่ชอบในตัววิปครีมมากกว่า
 
และอีกไฮไลท์ที่น่าสนใจคือเครื่องดื่มที่เรียกว่าน้ำเลมอนซุปเปรี้ยวสไตล์กุ้ยโจวที่เปิดตัวแค่ 2 สัปดาห์ก็ติดTop 3 เมนูที่ลูกค้าใหม่สั่งมากที่สุดซึ่งเมนูนี้เกิดจากแบรนด์โยเกิร์ตจีนชื่อ “อีจือซวนไน่นิว”ที่เอาภูมิปัญญาท้องถิ่นของกุ้ยโจวอย่าง “ซุปเปรี้ยว” ที่เกิดจากข้าวเหนียวหมักมาปรับใหม่ ใส่เลมอน+ส้มจี๊ด+แอปเปิ้ล+ส้มโอ+ ฉือหลี (ผลไม้ป่าของกุ้ยโจวที่วิตามินซีสูงมาก) ซึ่งเมนูนี้หวานน้อยมาก ตอบโจทย์กับความต้องการเครื่องดื่มที่สวยงามและเน้นสุขภาพของชาวจีนได้อย่างดี
 
เมนูออกแบบสวย + Healty เพิ่มรายได้ดีแค่ไหน?
 

สิ่งที่ร้านได้แน่ๆคือ Engagement ที่จะเพิ่มขึ้น ถ้าคิดเมนูใหม่แล้วคนสนใจ ถ่ายรูปแชร์เพิ่มขึ้น 30-50% ถือว่าคุ้มค่าที่ทำให้คนได้รู้จักแบรนด์มากขึ้น 
 
แม้การออกแบบเมนูเพื่อคอนเทนต์แบบนี้มักมีต้นทุนต่อแก้วที่สูงกว่าเมนูปกติทั่วไป แต่ร้านก็สามารถอัปเกรดเมนูพรีเมี่ยมนี้ในราคาที่แพงขึ้นได้ ในผลด้านจิตวิทยาคือทำให้ร้านดูมีเอกลักษณ์ มีจุดเด่นที่แตกต่างจากแบรนด์อื่น และทำให้ร้านดูมีสีสันอยู่ในความรุ้สึกของลูกค้าได้ตลอดเวลา 
 
อัตราการเพิ่มยอดขายอาจต้องหวังผลในระยะยาว เพราะต้องไม่ลืมเช่นกันว่าแม้ลูกค้าจะเข้ามาเพราะสนใจเมนูใหม่ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังสั่งเมนูเดิมที่คุ้นเคย อันจะเป็นการเพิ่มยอดขายต่อบิล และเมนู Signature เหล่านี้จะช่วยดึงยอดขายเฉลี่ยของทั้งร้านให้สูงขึ้นโดยอัตโนมัติ
 
เทรนด์ชานมเกลือ! เมนูเพื่อสุขภาพที่ตอบโจทย์คนจีน
 

ไม่ใช่แค่เรื่องหน้าตาสวยงามเท่านั้น ความน่าสนใจของการเลือกใช้วัตถุดิบสร้างสรรค์เมนูให้แตกต่างก็เป็นอีกจุดขาย อย่างชานมเกลือก็เป็นที่พูดถึงมาก 
 
แม้ว่าเมนูนี้จะไม่ใช่ชองใหม่แต่เริ่มเป็นที่รู้จักมาตั้งแต่ปี 2006 โดย Happy Lemon ที่คิดค้นเมนู Rock Salt Cheese Tea ขึ้นมา ทำให้เกิดความแตกต่างในรสชาติที่ยุคนั้นชานมส่วนใหญ่เน้นหวานนำ แต่ Rock Salt Cheese Tea ใช้ฟองนมชีสที่โรยเกลือลงไปเพื่อตัดเลี่ยน
 
เราจึงได้รู้จักกับ ชานมเกลือ (Salty Milk Tea) ซึ่งไม่ถือว่าเป็นเทรนด์ใหม่ แต่เรียกว่าเป็นวิวัฒนาการที่ปรับปรุงจากเมนูเดิมให้เป็นชานมที่มีรสชาติพิเศษมากขึ้นมาถึงในปี 2012 โดยการเกิดขึ้นของร้าน HeyTea ได้ทำให้ชานมเกลือยิ่งโด่งดังมากขึ้น 
 
เพราะในขณะที่ร้านอื่นใช้ผงวิปครีม HeyTea ใช้ ครีมชีสนำเข้าจากนิวซีแลนด์ ผสมกับ นมสด และ เกลือทะเล (Sea Salt) โดยสัดส่วนความเค็มของเกลือถูกคำนวณมาเพื่อดึงความหวานของชาและลดความเลี่ยนของชีสทำให้เกิดรสชาติที่ละมุน ตอกย้ำความฟีเว่อร์ได้อย่างชัดเจน
 
 
ในปี 2017 เมื่อ HeyTea สาขาเซี่ยงไฮ้ มีลูกค้ายอมต่อคิวกันยาวรอกันนานกว่า 7 ชั่วโมงเพียงเพื่อรอซื้อชานมของ HeyTea ณ ช่วงเวลานั้น สาขาที่ขายดีที่สุดสามารถทำยอดขายได้ถึง 2,000 - 3,000 แก้วต่อวัน 
 
รวมถึงมีการเพิ่มขึ้นของร้านชานมอีกหลายเท่าตัวในช่วงเวลานั้นที่สำคัญคือแทบทุกแบรนด์ ต้องมีเมนูชานมเกลือหรือชาชีสเป็นเมนูหลักในร้าน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้อการลูกค้าและดูเป็นแบรนด์ที่ทันยุคสมัย
 
มาถึงในปี 2023 คนจีนที่เริ่มหันมาสนใจเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น หลายแบรนด์มีการพัฒนาชานมเกลือให้โดดเด่นและตอบโจทย์ความต้องการลูกค้ามากขึ้น 
 
สอดคล้องกับงานวิจัยที่ระบุว่าเกลือปริมาณน้อยจะไปยับยั้งความขมของชาและดึงความหวานธรรมชาติของนมออกมา ทำให้แบรนด์ต่างๆ สามารถชูจุดขาย หวาน 0% แต่ยังคงความอร่อยไว้ได้ ยิ่งในปีนี้ 2026 ชาวจีนส่วนใหญ่กว่า 60% นิยมการสั่งชานมแบบหวานน้อย ทำให้ Sea Salt Series กลายเป็นเมนูทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ 
 
เทรนด์ชานมจากจีนที่เข้ามาเปิดตลาดในเมืองไทย
 

ภาพจาก www.facebook.com/AhMaShouZuoTH

จากแนวคิดสวยงาม+ Healty จากจีนได้ส่งต่อมาถึงเมืองไทยด้วยเช่นกัน เห็นชัดที่สุดคือ CHAGEE ที่ใช้ดีไซน์แก้วเป็นจุดขายในเมืองไทยเน้นความมินิมอล หรูหรา เหมือนถ้วยน้ำชาโบราณ ที่ทำให้ลูกค้าอยากแชร์ลงโซเชี่ยล แต่ก็ต้องยอมรับเหมือนกันว่าในแง่ความคิดสร้างสรรค์เมนูสาขาจีนในไทยยังไม่เหมือนในจีนเนื่องจากข้อแตกต่างของตลาดที่ในเมืองไทยเน้นความเร็วในการให้บริการเป็นจุดขายมากกว่า
 
อย่างไรก็ดีสำหรับชานมเกลือที่เป็นเทรนด์จากจีนเหมือนกันในเมืองไทยก็มีหลายแบรนด์เลือกเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย อย่างเช่น Ah Ma Shou Zuo เป็นแบรนด์ที่เน้นความพรีเมียมหรืออย่าง “ร้านเกลือ” ที่เจ้าของแบรนด์เป็นคนไทย 100% แต่ได้พัฒนาสูตรนำความเค็มของเกลือมาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องดื่มให้ถูกปากคนไทย จนกลายเป็นร้านยอดฮิตย่านมหาวิทยาลัย
 
ในปี 2026 และเป็น เจ้าแรกในไทยที่ให้ลูกค้า เลือกระดับความเค็มได้ 25%, 50%, 100% คล้ายกับการเลือกระดับความหวานซึ่งร้านเกลือไม่ได้เน้นการขยายสาขาให้เยอะเหมือนแบรนด์แมส แต่เน้นการเลือกทำเลที่กลุ่มเป้าหมาย (Gen Z) หนาแน่น ทำให้การจัดการสต็อกและคุณภาพวัตถุดิบ (โดยเฉพาะวิปเกลือสูตรลับ) ทำได้มาตรฐานเสมอกันทุกแก้ว 
 
รายได้หลักของร้านไม่ได้มีแค่ชานม แต่เพิ่มเมนู บิงซู เข้ามาช่วยดึงให้ลูกค้ากลุ่มใหญ่ ทำให้เพิ่มค่าใช้จ่ายต่อบิลสูงขึ้นถึง 200 - 400 บาท มียอดขายเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 300 – 400 แก้ว/วัน โดยขึ้นอยู่กับช่วงเวลาในแต่ละวันประมาณการรายได้เบื้องต้นต่อเดือนคือ 500,000 – 900,000 บาท
 
เราจะเห็นได้ว่าการแข่งขันทางธุรกิจที่มากขึ้น เมนูเดิมๆ ไม่อาจเพียงพอกับการสร้างยอดขาย พฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนรวดเร็วก็เป็นโจทย์ให้คนทำธุรกิจต้องปรับตัวตาม ไหนจะเรื่องกลยุทธ์การตลาด การควบคุมต้นทุนต่างๆที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นความท้าทายของคนทำธุรกิจในยุคนี้ที่ต้องตื่นตัวตลอดเวลาเพื่อรักษาธุรกิจให้คงอยู่ต่อไปได้ยาวนานมากที่สุด
 
 
อ้างอิง : 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ปี 2026 Digital Marketing ไม่ใช่แค่เรื่อง AI การ..
731
“วิ่งแลกของฟรี” แคมเปญตลาดสุดฮิต แบรนด์ดังแห่ทำ!..
537
99 Ranch Market ซูเปอร์มาเก็ตของคนเอเชียในสหรัฐ ..
363
ทิพย์เกิน! ขายดีจนเจ๊ง กำไรบนกระดาษ บริหารผิดพลา..
358
อวสานสินค้าแบรนด์เนม ยอดขายดิ่ง 2.28 แสนล้านบาท ..
347
อภิรักษ์ โกษะโยธิน กับวิสัยทัศน์เปลี่ยน LACO สู่..
346
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด