บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การตลาด บริหารธุรกิจ    การขาย
265
2 นาที
28 มกราคม 2569
De-positioning กดคู่แข่งให้ต่ำ เพื่อให้ยอดขายดีกว่า
 

การทำธุรกิจย่อมสัมพันธ์กับเรื่องของการตลาดหากจะวิเคราะห์ให้ชัดเจน สามารถแบ่งการตลาดออกมาได้ 5 ยุคที่สำคัญ
  1. ยุคที่เน้นผลิตภัณฑ์ มีลักษณะคือใครที่ผลิตได้มากกว่าและถูกกว่าคือผู้ชนะ ในยุคนี้ผู้บริโภคอาจไม่มีตัวเลือกมากนัก
  2. ยุคที่เน้นลูกค้า เริ่มแข่งขันกันที่ความแตกต่างมีการแบ่งกลุ่มลูกค้าชัดเจน และสินค้าในตลาดเริ่มมากขึ้นลูกค้ามีสิทธิ์เลือกแบรนด์ที่ตรงใจมากที่สุดได้
  3. ยุคที่สินค้าเน้นความเป็น Corporate Social Responsibility หรือการที่มองสินค้าไม่ใช่แค่ดีแต่ทำประโยชน์ให้กับสังคมหรือโลกนี้ได้อย่างไร
  4. ยุคดิจิทัล ที่สินค้าแข่งกันที่การเข้าถึงและความเร็ว ไม่ใช่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก แต่ใครเร็วกว่าได้เปรียบ เป็นการผสมผสานระหว่างการตลาดแบบดั้งเดิมเข้ามาผนวกรวมกันด้วย
  5. ยุค Data และ Personalization เป็นการตลาดในยุคที่ธุรกิจหันมาใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI, Big Data และ AR/VR เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น
De-positioning การตลาดที่เน้นจี้จุดอ่อนคู่แข่ง
 

ภาพจาก https://app.envato.com

ในทางการตลาด Positioning คือการสร้างภาพจำว่าเราคือใครในใจลูกค้า แต่ De-positioning คือการเข้าไปเปลี่ยนภาพจำที่ลูกค้ามีต่อคู่แข่ง หลักการสำคัญคือไม่ใช่การใส่ร้าย แต่เป็นการชี้ให้เห็นข้อจำกัดหรือความจริงอีกด้าน ของคู่แข่งที่ลูกค้าอาจมองข้ามไป แล้วเสนอตัวเพื่อเป็นทางเลือกที่ดีกว่า 
 
โดยอาศัยหลักการทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Cognitive Dissonance หรือความไม่สบายใจเมื่อข้อมูลขัดแย้งกับความเชื่อเดิม ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างคำถามในใจลูกค้าที่ข้อมูลใหม่ขัดแย้งกับความเชื่อเดิม ลูกค้าจะเริ่มสับสนและมองหาความมั่นใจใหม่ 
 
และสินค้าของเราก็จะอาศัยช่องว่างที่ว่านี้เสนอตัวเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เช่นสินค้าที่มีขั้นตอนการใช้งานยุ่งยากเกินไป แม้จะทำงานได้หลากหลายแต่ถ้ามีทางเลือกที่ดีกว่าแต่ลดขั้นตอนความยุ่งยากลง ก็จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราเป็นสินค้าที่เหมาะสมกับการเลือกใช้มากกว่า
 
อย่างไรก็ตาม การสื่อสารในรูปแบบที่โจมตีคู่แข่งตามคอนเซปต์ De-positioning อาจถูกมองว่าเป็นการไม่ให้เกียรติ จนอาจจะย้อนกลับมาเป็นผลเสียกับแบรนด์ที่ใช้กลยุทธ์แบบนี้ และถ้าไม่ระวังก็อาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมาย จากการหมิ่นประมาทหรือการโฆษณาเท็จได้ พอการโจมตีตรง ๆ มีความเสี่ยงสูง มันก็เลยมีวิธีการนำเสนออีกแบบ ที่มีความเบาลงมา
 
นั่นคือ Comparative Advertising หรือ “การโฆษณาเชิงเปรียบเทียบ” ที่แบรนด์สามารถโชว์จุดแข็งของตัวเอง และก็ไม่ได้โจมตีคู่แข่งแบบโต้ง ๆ 
 
ยกตัวอย่างเช่นช่วงกลางปี 2024 ทาง Apple ได้ปล่อยโฆษณา iPad Pro ที่ชื่อว่า Crush ออกมา แต่กลับได้รับคำวิจารณ์และฟีดแบ็กว่าเนื้อหาถูกตีความไปว่า Apple สนใจผลกำไรมากกว่าคุณค่าของงานศิลปะ Samsung เห็นโอกาส จึงโต้กลับด้วยโฆษณา Galaxy Tab S9 พร้อมด้วยแฮชแท็ก #UnCrush เพื่อสื่อสารในทางตรงกันข้ามกับ Apple โดยในคลิปไม่มีการกล่าวถึง Apple เลยแต่ใครดูก็บอกได้ไม่ยากว่า Samsung กำลังซ้ำเติมความผิดพลาดของ Apple
 
การนำ De-positioning มาใช้ในทางธุรกิจ
 
1.เปลี่ยนจุดแข็งคู่แข่งให้กลายเป็นจุดอ่อน
 

ภาพจาก https://app.envato.com

ซึ่งอาจต้องใช้การวิเคราะห์แบบเหรียญ 2 ด้าน มองหาว่าสิ่งที่ลูกค้าชื่นชมคู่แข่งมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง เช่น ความใหญ่โต = ความช้า, ความเก่าแก่ = ความล้าหลัง, ความหรูหรา = ความฟุ่มเฟือย
 
จากนั้นก็นำเสนอสินค้าหรือบริการของเราให้ลูกค้าเลือกเพื่อเป็นการเสนอทางออกที่ดีกว่าให้กับลูกค้าได้ ยกตัวอย่างเช่น คู่แข่งเป็นบริษัทเก่าแก่ที่เปิดมานาน แต่นั่นหมายความว่าระบบการทำงานอาจยึดติดกับวิธีเดิมๆ เทคโนโลยีล้าหลัง และไม่เข้าใจไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความรวดเร็ว ซึ่งธุรกิจของเรามีจุดเด่นในเรื่องนี้ที่ดีกว่า เป็นต้น
 
2.สร้างความน่าเชื่อถือด้วยข้อมูลที่เป็นจริง
 
เพื่อสร้างภาพให้สินค้าของเราดูดีในสายตาลูกค้าที่ไม่ใช่การโจมตีคู่แข่งตรง จำเป็นต้องมีศิลปะในการนำเสนอเช่นถามลูกค้าว่า เคยสงสัยไหมว่า ทำไมอินเทอร์เน็ตที่จ่ายเต็มราคา ถึงช้าลงเฉพาะช่วงหัวค่ำ? จากนั้นก็นำเสนอทางเลือกของเราที่ดีกว่า รูปแบบนี้จะยิ่งทรงพลังถ้าเราสามารถหาความจริงที่ลูกค้าพบเจอและกำลังหงุดหงิดอยู่ พอมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าที่จะมาแก้ไขปัญหานั้นได้ก็จะเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจซื้อได้มากขึ้น
 
3.การสร้างมาตรฐานใหม่ที่ดีกว่า
 

ภาพจาก https://app.envato.com

เมื่อทำให้ลูกค้าเริ่มสงสัยในตัวเลือกเดิมแล้ว เราต้องรีบขีดเส้นมาตรฐานใหม่ทันที เพื่อให้คู่แข่งหลุดไปอยู่นอกสายตาลูกค้า เช่นการบอกว่าในยุคที่ความเร็วคือหัวใจธุรกิจ แค่สินค้าดีอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องจัดส่งให้ถึงมือได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสินค้าและบริการของเรามีมาตรฐานในเรื่องนี้ที่ดีกว่าชัดเจน
 
4.การใช้เทคนิคตัวเลขทำให้คู่แข่งดูด้อยกว่าทันที
 
การยกตัวเลขมาประกอบจะยิ่งทำให้คู่แข่งถูกด้อยค่าได้อย่างชัดเจน ยกตัวอย่างแว่นตาแบรนด์เนมบวกราคาสูงกว่า 10 เท่าจากต้นทุนผลิตจิรง เพราะลูกค้าต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์และค่าต้นทุนต่างๆ แต่แว่นตาที่เป็นเป็นสินค้าของเราอาจขายในราคาเดียวที่ต่ำกว่าแบรนด์เนมมาก คุณภาพใกล้เคียงหรือเหมือนกันจะยิ่งทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าถ้าซื้อแบรนด์เนมจะต้องจ่ายแบบแพงเกินจริง และหันมาพิจารณาสินค้าของเราเป็นตัวเลือกมากขึ้น
 
อย่างไรก็ดีกลยุทธ์ De-positioning จะได้ผลสูงสุดเมื่อธุรกิจเรามีขนาดเล็กกว่าคู่แข่ง แต่เรามีความคล่องตัวและมีนวัตกรรมที่ดีกว่าหรือการที่อุตสาหกรรมนั้นๆ มาถึงจุดอิ่มตัว ผู้ผู้บริโภคเริ่มรู้สึกเบื่อหรือชินชากับปัญหาเดิมๆ ของเจ้าตลาด แต่ไม่รู้ว่ามีทางเลือกอื่น จะเปิดโอกาสให้สินค้าเราเข้าไปเป็นตัวเลือกในใจได้มากขึ้น

 ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise
 
บทความเอสเอ็มอียอดนิยม Read more
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
7 เหตุผลที่ทุกธุรกิจต้องการโปรแกรม HR จาก ByteHR
530
ปี 2568 อวสานธุรกิจไทย บทเรียนที่แก้ไขไม่ได้
459
อวสานวงการบันเทิงไทย ถอยหลัง ตกยุค เรตติ้งตก?
443
วิกฤติหนัก เศรษฐกิจไทย “เผาหลอก” ปีนี้ “เผาจริง..
427
โหดสุด! สมรภูมิชาจีนยุคใหม่ ไม่เหลือใครไว้ข้างหล..
411
วางแผน? เกษียณทุกบริบท จุดจบทุกกรณี
403
บทความเอสเอ็มอีมาใหม่
บทความอื่นในหมวด