2.6K
1 เมษายน 2558
กระทรวงอุตสาหกรรม เปิด 3 นโยบายเร่งด่วน อัดฉีด SMEs ไทยปี 2558-2559 เตรียมพร้อมสู่ AEC



กระทรวงอุตสาหกรรม โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เผยกลยุทธ์เร่งด่วนเพื่อพัฒนา SMEs ไทยให้พร้อมก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนรองรับฐานผู้บริโภคที่ใหญ่ขึ้นเป็นกว่า 600 ล้านคนทั่วอาเซียน ด้วยการดำเนินงานใน 3 โครงการหลัก

ได้แก่ (1) โครงการเตรียมความพร้อมภาคอุตสาหกรรมในการเข้าสู่ AEC ผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ การพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมรองรับ AEC การพัฒนาบุคลากร การปรึกษาแนะนำเชิงลึกเพื่อเพิ่มขีดความสามารถเชิงรุกสู่ตลาด AEC

รวมทั้งนำผู้ประกอบการไปเจรจาธุรกิจ และทดลองตลาดในประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน และอาเซียน+3 ซึ่งได้ผลสำเร็จโครงการในปี 2557 คือสามารถพัฒนาผู้ประกอบการ กิจการ และบุคลากรในธุรกิจอุตสาหกรรมได้กว่า 7,094 ราย 600 กิจการ และ 5,145 ราย ตามลำดับ (2) โครงการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย โดยมุ่งผลักดัน 3 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนัง อัญมณีและเครื่องประดับ ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย

อาทิ การพัฒาบุคลากรด้านเทคนิคและการจัดการ การพัฒนานักออกแบบ การพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่น การสร้างกลุ่มเครือข่ายย่านธุรกิจแฟชั่น และการเพิ่มประสิทธิภาพตลอดสายกระบวนการผลิต และ (3) โครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย สู่การเป็นเถ้าแก่ใหม่ มุ่งเน้นการสร้างผู้ประกอบการให้สามารถเริ่มต้นธุรกิจและดำเนินธุรกิจให้เติบโตและเข้มแข็ง โดยปีนี้ตั้งเป้าสร้างผู้ประกอบการใหม่ จำนวน 1,890 ราย

ดร.อรรชกา สีบุญเรือง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมไทยมีบทบาทสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับประเทศโดยมีสัดส่วนใน GDP สูงถึงกว่าร้อยละ 40 แต่เนื่องจากปัจจัยภายนอกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปลายปี 2558 นี้ ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมต้องปรับตัวและเร่งสร้างความพร้อมอย่างเร่งด่วนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถที่จะแข่งขัน ใน AEC ได้อย่างมีศักยภาพ

ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมไทย ที่ผู้ประกอบการทุกกลุ่มธุรกิจจำเป็นต้องเตรียมตัวให้มีความพร้อมเพื่อสามารถแข่งขันในตลาดที่ใหญ่ขึ้นจากตลาดภายในประเทศที่มีฐานผู้บริโภค 65 ล้านคน สู่ระดับอาเซียนที่ผู้บริโภคกว่า 600 ล้านคน


สำหรับอุตสาหกรรมไทยที่มีความโดดเด่นและมีทิศทางในการขยายตลาดได้ดีที่สามารถใช้ประโยชน์จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในช่วงสิ้นปี 2558 ได้แก่ อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ มีมูลค่าการส่งออกไปประเทศอาเซียนประมาณ 1,146.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มมีมูลค่าการส่งออก 1,610.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

เนื่องจากอุตสาหกรรมเหล่านี้ มีการพัฒนามายาวนาน มีทักษะความชำนาญ และมีซัพพลายเชนที่ครบวงจร หากสามารถส่งเสริมให้อุตสาหกรรมดังกล่าวให้มีศักยภาพได้ก็จะสามารถสร้างรายได้มหาศาลให้แก่ประเทศ

ดร.อรรชกา กล่าวเพิ่มเติมว่า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทุกหน่วยงานอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการตามมาตรการต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในแผนงานพิมพ์เขียว AEC สำหรับกระทรวงอุตสาหกรรมได้มอบหมายให้หน่วยงานต่างๆดำเนินการ อาทิ การสร้าง National Single Window โดยกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) และสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ซึ่งได้ดำเนินการมาแล้วระยะหนึ่ง สำหรับในส่วนของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ที่อยู่ระหว่างการปรับมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาเซียน

ซึ่งมี 5 รายการด้วยกันคือ ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์เพื่อการก่อสร้าง ชิ้นส่วนยานยนต์ ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และผลิตภัณฑ์ไม้ รวมถึงการจัดทำความตกลงการยอมรับร่วม หรือ MRA (Mutual Recognition Arrangement) สาขาก่อสร้าง เช่น เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต นอกจากนี้ สมอ. ยังมีการปรับกฎระเบียบและการควบคุมบริภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียน (Implementation of ASEAN Harmonised Electronic Equipment Regulatory Regime: AHEEERR) ที่ขณะนี้ได้ปรับไปแล้ว 22 รายการจาก 30 รายการอีก 8 รายการจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2558

แต่สำหรับการดำเนินงานที่นอกเหนือจากพันธสัญญาตามพิมพ์เขียวดังกล่าวจะเป็นการดำเนินงาน ในการส่งเสริมและเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการทั้งรายใหม่และรายเดิม กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ได้กำหนด 3 โครงการเร่งด่วน ได้แก่ (1) โครงการเตรียมความพร้อมภาคอุตสาหกรรมในการเข้าสู่ AEC (2) โครงการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยสู่การเป็นมหานครแฟชั่นอาเซียน และ (3)โครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทยสู่การเป็นเถ้าแก่ใหม่ เพื่อยกระดับให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าอุตสาหกรรมในภูมิภาคอาเซียน


 
ซึ่งการดำเนินงานตามทั้ง 3 โครงการเร่งด่วนดังกล่าว กระทรวงอุตสาหกรรมได้มอบหมายให้ กสอ. ซึ่งมีบทบาทสำคัญในด้านการส่งเสริมพัฒนา SMEs และ OTOP เป็นหน่วยงานปฏิบัติ ดร.อรรชกากล่าว

ด้านนายอาทิตย์ วุฒิคะโร อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า สำหรับการส่งเสริมอุตสาหกรรมแฟชั่น สู่การเป็นฮับ (Hub)แฟชั่นของภูมิภาคนั้น กสอ.มุ่งผลักดัน 3 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมรองเท้าและเครื่องหนัง อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งทั้ง 3 อุตสาหกรรมสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศปีละมากกว่า 600,000 ล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงานประมาณ 2.2 ล้านคน

โดยในปี 2557 กสอ. ได้พยายามสร้างปัจจัยเอื้อต่อธุรกิจแฟชั่นโดยการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้นักออกแบบมีโอกาสนำผลงานมาเสนอต่อกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายทั้งในและต่างประเทศเพื่อแสดงศักยภาพแฟชั่นไทยสู่การยอมรับในระดับนานาประเทศ พร้อมทั้งดำเนินการยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการแฟชั่นให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล โดยมุ่งพัฒนาให้เกิดการเชื่อมโยงกันระหว่างกระบวนการผลิตต้นน้ำ/กลาง

ซึ่งเป็นส่วนที่ผลิตและสร้างสรรค์วัตถุดิบ ให้มีรูปแบบ มีคุณภาพ และมีฟังก์ชั่นการใช้งาน (Material Design&Development) ที่ตอบสนองส่วนปลายน้ำคือ ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ได้มีการออกแบบ (Fashion Design)ให้สอดคล้องกับแนวโน้มแฟชั่น (Fashion Trend)ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การพัฒนานักออกแบบ การพัฒนาบุคลากร การพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ การจัดประกวดแบบแฟชั่น การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตในโรงงาน การสร้างกลุ่มเครือข่ายย่านธุรกิจแฟชั่นในย่านการค้าต่าง ๆ เช่น ประตูน้ำ สำเพ็ง สุขุมวิท จตุจักร โบ๊เบ๊ เป็นต้น

นอกจากนี้ กสอ. ยังมีแนวทางส่งเสริมการตลาดเพื่ออุตสาหกรรมแฟชั่นก้าวสู่ความเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งกสอ.ได้สร้างความร่วมมือด้านการตลาดเพื่อเชื่อมโยงกับ AEC+6 การจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ พร้อมทั้งสร้างการรับรู้ของสินค้าแฟชั่นในวงกว้าง เป็นต้น เพื่อจะให้ประเทศไทยเป็น Hub ของการ SOURCING & SHOPPING แฟชั่นชั้นนำของภูมิภาค

นายอาทิตย์ กล่าวต่อว่า สำหรับการเสริมสร้างผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทยสู่การเป็นเถ้าแก่ใหม่ กสอ.มุ่งเน้นการสร้างผู้ประกอบการให้สามารถเริ่มต้นธุรกิจและดำเนินธุรกิจให้เติบโตและเข้มแข็งใน AEC โดยปีนี้ตั้งเป้าสร้างผู้ประกอบการใหม่ จำนวน 1,890 ราย ผ่านโครงการ “เสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่” (New Entrepreneurs Creation : NEC)


ซึ่งจากการดำเนินงานในโครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ปี 2557 นั้น สามารถสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ได้ถึง 1,679 ราย เกิดการสร้างธุรกิจใหม่ จำนวน 616 ราย มีการลงทุนในธุรกิจที่ตั้งหรือขยายเพื่อหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 852.54 ล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นจำนวน 3,045 ราย ทั้งนี้ สำหรับปี 2558 กสอ. ตั้งเป้าพัฒนาผู้ประกอบการหน้าใหม่ให้ได้ผลกว่า 1,890 ราย โดยเน้นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับ Digital Economy และการเปิด AEC

ในส่วนของผู้ประกอบการเดิมนั้น กสอ.ได้มีโครงการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในการเข้าสู่ AEC เป็นการเฉพาะ เพื่อให้ผู้ประกอบการตั้งรับและรุกได้อย่างยั่งยืนเมื่อเปิด AEC ในปี 2559 โดยมีเป้าหมายดำเนินการเพื่อพัฒนาศักยภาพตัวผู้ประกอบการ 3,500 คน เพิ่มขีดความสามารถองค์กรธุรกิจ/โรงงาน 600 กิจการ และพัฒนาบุคลากร 2,100 ราย

ซึ่งโครงการนี้ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555 และได้มีกิจกรรมพัฒนาเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการ/กิจการ แล้วกว่า 8,000 ราย ก่อให้เกิดการปรับปรุงธุรกิจ และการขยายตลาดไปสู่ภูมิภาคมากยิ่งขึ้น

นายอาทิตย์ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกจากโครงการทั้ง 3 แล้ว กสอ.ยังดำเนินโครงการและกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาอื่น ๆ กว่า 70 โครงการ/กิจการ สอดรับกับความหลากหลายของอุตสาหกรรม แก้ปัญหาที่ตรงจุด ดังนั้นโครงการต่าง ๆ จึงกำหนดมาในหลากหลายบริบทให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการที่แตกต่างกัน มีการปรับปรุงรูปแบบกระบวนการส่งเสริม ปรับปรุงหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง เช่น เรื่องการตลาด กฎระเบียบใน AEC Digital SMEs เป็นต้น

พร้อมทั้งสร้างกลุ่มคลัสเตอร์ ให้เกิดเครือข่ายใหม่เพิ่มขึ้น เช่น คลัสเตอร์เครื่องสำอาง คลัสเตอร์แปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตร คลัสเตอร์ OTOP และคลัสเตอร์กลุ่มหัตถศิลป์ เป็นต้น

สำหรับผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการได้ที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ถนนพระรามที่ 6 กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 0 2202 4426-7 หรือเข้าไปที่ www.dip.go.th หรือ www.facebook.com/dip.pr

อ้างอิงจาก ryt9.com
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
แฟรนไชส์ ซูโม่ ลูกชิ้น..
884
ครั้งแรก! ธุรกิจแฟรนไช..
742
แฟรนไชส์ ก๋วยเตี๋ยวต้ม..
683
บ้านธรรมชาติ บายเฌ้อสเ..
555
แฟรนไชส์ นาเนียสเต็ก เ..
547
โกลเด้นเบรน (Golden Br..
524
ข่าว SMEsมาใหม่
ข่าวอื่นในหมวด