ThaiFranchiseCenter Webboard

ThaiFranchiseCenter Webboard - Info Center

* สมัครสมาชิกเว็บบอร์ด ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ฟรี! *
หน้าแรก | เปิดร้านค้าฟรี! | โปรโมชั่นแฟรนไชส์ | ร้านหนังสือออนไลน์ | สนใจลงโฆษณา

ทางเว็บไซต์ ThaiFranchiseCenter.com ไม่มีส่วนรับผิดชอบกับข้อความต่างๆในเว็บบอร์ดแต่อย่างใด
    ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ-ขาย-เช่า-เซ้ง หรือ อื่นๆ (ผู้ซื้อ หรือ ผู้ขาย กรุณาใช้วิจารณญาณในการติดต่อทางธุรกิจ)


แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - สมศิริ มั่งมีศรีสุข

หน้า: [1]
1
ฟิลเลอร์ปาก ทรงไหนดี ต่างกันอย่างไร เทคนิคเลือกทรงปากให้เข้ากับใบหน้า

ฟิลเลอร์ปาก

การฉีดฟิลเลอร์ปาก เป็นเทรนด์ความงามที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน แต่นอกจากเทคนิคและประสบการณ์ของแพทย์ที่เป็นปัจจัยที่จะทำให้หลังฉีดปากมาแล้วได้ทรงสวยเข้ากับใบหน้า ยังมีเรื่องของทรงปากที่ในการเลือกทรงปากนอกจากจะเลือกแบบปากที่ชอบแล้ว ยังต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับรูปหน้าของแต่ละคนอีกด้วย

ในบทความนี้เราได้รวบรวมทรงปากที่ได้รับความนิยมในการฉีดฟิลเลอร์ปาก เพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับคนที่กำลังหา reference ทรงปากสวย ๆ มาฝาก



เลือกทรงปากอย่างไร ให้เข้ากับใบหน้า

เลือกทรงปาก ให้เข้ากับใบหน้า

การเลือกทรงปากให้เข้ากับใบหน้า ต้องดูความเหมาะสมของสัดส่วนใบหน้า เพื่อให้ฉีดฟิลเลอร์ปากแล้วกลมกลืนไปกับหน้า อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด โดยมีจุดที่ควรพิจารณา ดังนี้

  • ริมฝีปากบน : ล่าง มีความเหมาะสมตามสัดส่วนทองคำ (Golden Ratio) 1:1.6
  • มุมปาก (Oral Commissures) ยกขึ้น ไม่ทิ่มลง
  • ขอบปาก (Vermillion Border) มีสัดส่วนเท่ากันทั้ง 2 ข้าง
  • เนื้อปาก อวบอิ่ม เรียบเนียน ไม่มีริ้วรอย
  • เมื่อมองด้านข้างแล้วลากเส้นจากปลายจมูกลงมาที่คาง ริมฝีปากล่างควรจะแตะเส้นนี้พอดี ส่วนริมฝีปากบนควรจะห่างจากเส้นนี้ 2 mm
  • มีร่องริมฝีปากบน (Philtrum) ที่เป็นรูปตัว M ควรมีขอบหยักชัดเจน มีมิติ
  • เนื้อริมฝีปากล่างไม่ควรใหญ่เกินขอบเขตของยอดตัว M ของริมฝีปากบน

1. รูปทรงปากกระจับ (Cherry Kysse)

รูปทรงปากกระจับ

ฟิลเลอร์ปาก ทรงปากกระจับ สไตล์เกาหลี ถือเป็นทรงที่ได้รับความนิยมมากมาอย่างยาวนาน และถือเป็นทรงปากในฝันของหลายคน ซึ่งสำหรับคนที่ไม่อยากใช้การผ่าตัดเพื่อตกแต่งริมฝีปาก การฉีดฟิลเลอร์ปากก็สามารถปรับรูปทรงปากให้เป็นกระจับสวยได้ โดยการฉีดฟิลเลอร์ให้ริมฝีปากล่างอวบอิ่มคล้ายผลเชอร์รี่ และเติมเนื้อติ่งตรงกลางปากบน ก็จะได้ปากกระจับสวยโดยไม่ต้องผ่าตัด

2. รูปทรงปากอวบอิ่ม (Sexy Kysse)

รูปทรงปากอวบอิ่ม

ฟิลเลอร์ปาก ทรงปากสายฝอ แบบตะวันตก เป็นอีกทรงที่ได้รับความนิยมสำหรับสาวไทย ที่อยากเพิ่มความอวบอิ่มให้กับริมฝีปากทั้งบนและล่าง โดยที่ผลลัพธ์ยังดูเป็นธรรมชาติ ทรง Sexy Kysse จะฉีดฟิลเลอร์เพิ่มเนื้อปากในสัดส่วน 1:1 ก็จะได้ปากเต็มสวย มีเสน่ห์แบบสายฝอ

3. รูปทรงปากธรรมชาติ (Classy Kysse)

รูปทรงปากธรรมชาติ

ฟิลเลอร์ปาก ทรงธรรมชาติ มีสัดส่วนปากบนเล็กกว่าปากล่าง เหมาะกับผู้ที่มีริมฝีปากบาง เนื้อปากน้อยและต้องการเพิ่มเนื้อปากให้หนาขึ้น แต่ไม่ได้อยากให้หนาแบบทรงสายฝอ นอกจากฟิลเลอร์จะช่วยให้ปากหนาขึ้น เต็มขึ้น ยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ริมฝีปากดูสุขภาพดี กลบร่องบนริมฝีปากให้ตื้นขึ้น เวลาทาลิปจะไม่มีปัญหาลิปตกร่อง

4. รูปทรงปาก Full Lip

รูปทรงปาก Full Lip

ฟิลเลอร์ปาก ทรงหนาอวบอิ่ม เป็นทรงที่เพิ่มเนื้อปากให้หนาทั้งบนและล่างในสัดส่วนที่เท่า ๆ กัน จะทำให้รูปปากโดดเด่นมาก เหมาะกับคนที่มีโครงหน้าชัด หน้าคม เมื่อฉีดฟิลเลอร์ไปแล้วปากจะรับกับจมูก คาง ดวงตา ทรงนี้อาจไม่ค่อยเข้ากับโครงหน้าแบบคนเอเชีย ที่ไม่ได้มีโครงสร้างคิ้วเด่น ตาโต จมูกโด่ง คางยาว หากฉีดไปแล้วอาจดูไม่เป็นธรรมชาติได้

5. รูปทรงปาก Heavy Upper Lips

รูปทรงปาก Heavy Upper Lips

ฟิลเลอร์ปาก ทรง Heavy Upper Lips เป็นทรงปากสายฝอ โดยฉีดฟิลเลอร์เพิ่มให้เนื้อปากบนหนาขึ้น มีความเต็ม อวบอิ่ม หนา มากกว่าริมฝีปากล่าง เพิ่มเสน่ห์ให้เจ้าของใบหน้าเวลาพูดหรือยิ้ม เหมาะกับการแต่งหน้าคม ๆ เน้นดวงตาให้รับกับริมฝีปาก

6. รูปทรงปาก Heavy Lower Lips

รูปทรงปาก Heavy Lower Lips

ฟิลเลอร์ปาก ทรง Heavy Lower Lips เป็นทรงสายฝอ ได้รับความนิยมมากในฝั่งอเมริกา รวมถึงสาวไทยหลายคนที่นิยมทำปากทรงนี้ โดยการฉีดฟิลเลอร์เพิ่มให้เนื้อปากล่างหนาและอวบอิ่มขึ้น โดยที่ยังเป็นทรงสวย ไม่ดูปากเจ่อเกินไป

7. รูปทรงปาก Wide Lips

รูปทรงปาก Wide Lips

ฟิลเลอร์ปาก ทรงปาก Wide Lips เป็นทรงที่มีลักษณะปากกว้างกว่าทรงอื่น เนื้อปากบนและล่างมีความอวบอิ่มสมดุลกัน สำหรับผู้ที่รู้สึกว่าตัวเองปากแคบ ยิ้มไม่สวย ไม่มีมุมปาก ในการฉีดฟิลเลอร์แพทย์จะใช้เทคนิคยกมุมปาก เพื่อขยายให้ทรงปากดูยาวมากขึ้น

8. รูปทรงปากปีกนก

รูปทรงปากปีกนก

ฟิลเลอร์ปาก ทรงปากปีกนก เป็นอีกทรงที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย มีต้นแบบมาจากดาราสาวหลายคน เช่น อั้ม พัชราภา ปากปีกนกเป็นทรงปากที่มีลักษณะปากบนบางเป็นกระจับ มีมุมปากยกขึ้น เวลายิ้มจะเหมือนปีกนกที่กางออก แพทย์ต้องมีประสบการณ์และเทคนิคการฉีดที่ถูกต้อง จึงจะได้รูปทรงปากที่สวยงามและดูเป็นธรรมชาติ



ฟิลเลอร์ปาก ช่วยเรื่องอะไรบ้าง ?
ประโยชน์ของฟิลเลอร์ปากแบ่งเป็น 2 ลักษณะใหญ่ ๆ ได้แก่
  • ฟิลเลอร์ปาก แก้ไขปัญหา คืนความอ่อนเยาว์
เมื่ออายุมากขึ้น ริมฝีปากจะบางลง แห้ง เป็นร่องแตก ทำให้หน้าดูแก่กว่าวัย การเติมฟิลเลอร์ปากจะช่วยเพิ่มเนื้อปากและทำให้ผิวปากเต่งตึง หรือสามารถใช้แก้ไขในคนที่เกิดอุบัติเหตุแล้วทำให้ปากไม่เท่ากัน เติมเต็มให้ปากกลับมามีความสมมาตร

  • ฟิลเลอร์ปาก เสริมความงาม เสริมโหงวเฮ้ง
ฟิลเลอร์ปากที่นิยมในปัจจุบัน คือการฉีดเพื่อเสริมความงามและเสริมโหงวเฮ้ง โดยการปรับทรงปากให้เป็นในแบบที่ต้องการ เพิ่มความคมชัดของขอบปาก เพิ่มความชุ่มชื้นให้ริมฝีปากไม่แห้งลอก ไม่เป็นร่อง ดูฉ่ำน้ำ แก้ทรงปากคว่ำให้ยกขึ้น ด้วยเทคนิคฉีดฟิลเลอร์ยกมุมปาก



สรุป
สำหรับในไทยก่อนหน้าที่ทรงปากที่ได้รับความนิยมในการฉีดฟิลเลอร์ปาก คือปากทรงเกาหลี แต่ปัจจุบันการฉีดปากทรงสายฝอ ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน ทั้งนี้เพื่อให้ได้ทรงปากที่เหมาะสมกับโครงหน้าเดิม ไลฟ์สไตล์ การแต่งหน้า ควรปรึกษาแพทย์ที่มีประสบการณ์ สามารถออกแบบทรงปากที่เข้ากับใบหน้าของแต่ละคนได้ ทั้งนี้การฉีดฟิลเลอร์ปากแตกต่างกับการผ่าตัดปาก เพราะฟิลเลอร์สามารถฉีดเพื่อสลายหรือแก้ไขใหม่ได้โดยไม่ยุ่งยาก ต่างกับกับผ่าตัดปากที่ทำแล้วได้ผลถาวร ดังนั้นถ้าฉีดฟิลเลอร์ปากมาแล้วไม่ชอบ ไม่ถูกใจ ก็สามารถฉีดแก้ไขได้โดยไม่ต้องกังวล

2

ฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์ (Filler) ฉีดเพื่อเติมเต็มผิวบริเวณร่องลึกให้ตื้นขึ้น รวมทั้งเติมเต็มริ้วรอย ปรับรูปหน้าให้สมส่วน มีมิติ และลดโอกาสการเกิดริ้วรอยร่องลึกในอนาคต ซึ่งแต่ละจุด ไม่ว่าจะเป็นใต้ตา / คาง / ร่องแก้ม /ปาก / ขมับ / หน้าผาก / จมูก แต่ละเคสจะใช้ปริมาณ CC ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัญหาและสภาพผิวของแต่ละเคส ซึ่งคุณหมอจะวิเคราะห์ก่อนฉีดฟิลเลอร์

ในบทความนี้จะพาไปดูว่าแต่ละจุด ควรเติมเต็มฟิลเลอร์ได้กี่ CC ถึงจะเหมาะสม ผลลัพธ์ออกมาสวยงาม ดูเป็นธรรมชาติ การรู้ปริมาณ CC จะได้ช่วยเตรียมงบประมาณในเบื้องต้น เลือกยี่ห้อฟิลเลอร์ที่สามารถแก้ปัญหาที่ตรงจุด ภายใต้งบประมาณที่กำหนดได้ 


ฟิลเลอร์ใต้ตา

  • 2-4 CC
การแก้ปัญหาใต้ตา โดยส่วนมากจะเติมฟิลเลอร์ใต้ตา 2-4 CC ขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละเคส เช่น ความลึก ริ้วรอย ความคล้ำของใต้ตา

ในเคสที่มีปัญหาไม่เยอะมาก ก็สามารถเติมฟิลเลอร์ใต้ตาข้างละ 1 cc หรือแบ่งฟิลเลอร์ 1 cc สำหรับฉีดใต้ตาทั้งสองข้างได้ หรือในเคสที่มีปัญหาใต้ตาลึก กระดูกใต้ตามีการยุบตัวมาก ๆ เช่น ในเคสที่อายุมากขึ้น กระดูกเบ้าตาก็จะทรุดตัวลงมากกว่าปกติ แพทย์ก็จะพิจารณาใช้ฟิลเลอร์มากขึ้น

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา คือผลลัพธ์ที่ต้องออกมาดูเป็นธรรมชาติ


ฟิลเลอร์คาง

  • 1-2 CC
ส่วนใหญ่แล้วหมอจะฉีดฟิลเลอร์คาง 1 CC โดยจะเลือกใช้ฟิลเลอร์ที่มีความคงตัวสูง เพื่อคงสภาพและอยู่ทรงได้นาน

ฟิลเลอร์คาง ไม่สามารถเติมคางให้ยาวลงมาได้เกิน 1 ซม. ในแคสที่มีปัญหาคางสั้น คางตัด คางบุ๋ม ต้องการปรับแก้รูปคางให้ยาวขึ้น ปริมาณฟิลเลอร์เพียง 1 CC ก็สามารถเห็นผลการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน

การฉีดฟิลเลอร์คางกับแพทย์ที่มีประสบการณ์จะช่วยคำนวนปริมาณ เลือกยี่ห้อฟิลเลอร์ที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด


ฟิลเลอร์ร่องแก้ม

  • 1-3 CC
คุณหมอจะเป็นคนประเมินตามความเหมาะสม ในเคสที่อายุไม่เยอะมาก อายุ 30-40 ปี มีร่องแก้มที่ไม่ลึกมาก ส่วนใหญ่จะใช้ฟิลเลอร์ร่องแก้ม ทั้ง 2 ข้างแค่ประมาณ 1-2 CC แต่ถ้าในกรณีที่คนไข้ที่อายุเยอะ เช่น 50 ปีขึ้นไป คุณหมอจะพิจารณาใช้ฟิลเลอร์จำนวนหลาย CC (บางเคสใช้ 3-4 CC)

นอกจากนี้อาจจะต้องทำ hifu หรือร้อยไหมร่วมด้วย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์หน้าเด็กลงอย่างเป็นธรรมชาติมากที่สุด


ฟิลเลอร์ปาก

  • 1-2 CC
โดยทั่วไปการฉีดฟิลเลอร์ปากเติมเพียง 1 CC หลังฉีดก็เห็นผลการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน นอกจากคนที่ปากบางมาก หรืออยากได้ทรงอวบอิ่มแบบฝรั่ง ต้องการเพิ่มวอลลุ่มมาก ๆ อาจจะต้องใช้ 2 CC โดยการจะปรับทรงปากให้สวยงามเหมาะกับรูปหน้าของแต่ละคน ก็จะต้องประเมินความเหมาะสมเป็นเคส ๆ ไป


ฟิลเลอร์ขมับ

  • 2-4 CC
สำหรับฟิลเลอร์ขมับ ในเคสส่วนมากจะใช้ประมาณข้างละ 1-2 CC ขึ้นกับความลึกของขมับตอบ หมอจะช่วยประเมินและแนะนำให้ตามความเหมาะสม แพทย์ประสบการณ์สูงจะเลือกใช้ฟิลเลอร์รุ่นที่เหมาะสมกับโครงสร้างใบหน้า และผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

การฉีดฟิลเลอร์ขมับ เติมเต็มขมับตอบ ขมับยุบ นอกจากจะเป็นการปรับรูปหน้าให้สมส่วน ยังช่วยให้ดูอ่อนเยาว์และสดใสขึ้น รวมถึงช่วยเสริมโหงวเฮ้ง ทั้งในด้านการค้าและธุรกิจ เชื่อว่าคนที่มีขมับเต็มอิ่มจะทำให้รับทรัพย์ มีคนอุปถัมภ์ค้ำชู


ฟิลเลอร์หน้าผาก

  • 3-5 CC
เมื่ออายุมากขึ้น ในเคสที่ร่องหน้าผากบริเวณเหนือคิ้วที่ยุบตัวลง ต้องการเติมฟิลเลอร์ให้ร่องตื้นขึ้น หน้าผากเรียบเข้ารูป อยากให้ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ได้ต้องการความโหนกนูน จะใช้ปริมาณฟิลเลอร์ไม่มาก 1-2 CC ก็เพียงพอแล้ว

ส่วนในเคสที่ต้องการเสริมโหงวเฮ้งหน้าผากให้โหนกนูน ก็สามารถเลือกรูปของคนที่หน้าผากสวย ๆ ไปให้หมอดูเป็นตัวอย่างได้ เพื่อประเมินว่าควรใช้ฟิลเลอร์กี่ cc ถึงจะเหมาะสม

ฟิลเลอร์หน้าผาก ไม่ควรฉีดเกินครั้งละ 5 CC เพราะอาจกิดการกดทับเนื้อเยื่อและบวมลงมาถึงบริเวณรอบดวงตา หมอจะจะค่อย ๆ ทยอยฉีดทีละ 3-5 CC รวม ๆ แล้วฟิลเลอร์ที่ใช้ก็จะอยู่ในช่วง 3-10 CC


ฟิลเลอร์แก้มส้ม

  • 1-2 CC
ฟิลเลอร์แก้มส้ม โดยทั่วไปใช้ข้างละ 1 CC ขึ้นอยู่กับความต้องการและปัญหาของแต่ละเคส ถ้าใบหน้ามีปัญหามาก แก้มตก แก้มแบน ร่วมกับปัญหาอื่น ๆ เช่น มีร่องใต้ตา ร่องแก้ม มุมปาก ทำให้ใบหน้าโดยรวมดูโทรม ไม่สดใส แก้ไขได้ด้วยการฉีดฟิลเลอร์แก้มส้ม

โดยจะเป็นการเติมฟิลเลอร์เข้าไปบริเวณกลางหน้าหรือพวงแก้ม ซึ่งมีการยุบตัวของกระดูก กล้ามเนื้อ ไขมัน ทำให้ผิวหย่อนคล้อย หรือเป็นร่องริ้วรอย สามารถฉีดฟิลเลอร์ร่วมกับฟิลเลอร์ใต้ตา ฟิลเลอร์ร่องแก้ม เพื่อเติมเต็มร่องลึก ก็จะช่วยให้ได้แก้มส้มที่สวย ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น


สรุป

จะเห็นได้ว่าการฉีดฟิลเลอร์แต่ละจุดใช้ปริมาณ CC ที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัญหา สภาพผิว รวมถึงงบประมาณ ในการเลือกยี่ห้อฟิลเลอร์และรุ่นฟิลเลอร์ที่เหมาะสม

ฉีดฟิลเลอร์กับแพทย์ที่มีประสบการณ์ จสามารถะวางแผนการรักษา เริ่มแก้ไขที่สาเหตุหลักก่อนตามงบประมาณและความต้องการของคนไข้เป็นหลัก เนื่องจาการฉีดฟิลเลอร์เป็นสารเติมเต็ม HA ที่มีความปลอดภัย สลายได้เอง ไม่ทิ้งสารตกค้างในร่างกาย สามารถเติมเพิ่มได้เรื่อย ๆ เพื่อผลลัพธ์ที่สวยงาม คงความอ่อนเยาว์ไว้ได้เป็นธรรมชาติมากที่สุด



3
บริการทั่วไป | General Services / บริการด้านความงาม
« เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2021, 05:10:16 AM »
บริการด้านความงาม ความรู้ด้านความงาม ที่จะทำให้คุณสวยขึ้นได้อย่างทันกาล แม้เวลาจะผ่านไป แต่คุณยังคงดูดี

4
เสื้อโปโล เป็นเสื้อผ้าที่เราสามารถใส่ได้ในทุกสถานการณ์ หลายๆบริษัท หลายๆองค์กร ต่างก็มักจะนิยมหยิบยกประเภทเสื้อผ้า อย่าง เสื้อโปโล มาเป็นแบบสั่งตัดเสื้อโปโลเป็นของตนเองไม่ว่าจะสั่งตัด สั่งผลิตเป็นชุดพนักงาน ใส่ทำกิจกรรม ใส่ออกบูธ หรือแจกเป็นของขวัญในการทำกิจกรรมทางการตลาด

และถ้าเราอยากจะสั่งผลิตเสื้อโปโลกับโรงงานผลิตเสื้อโปโลสักที่ เราจะต้องรู้อะไรบ้าง ?

ลองมาดูรายละเอียดที่ต้องรู้ก่อนการสั่งผลิตเสื้อโปโลกันครับ

1.การเลือกโรงงานผลิตเสื้อโปโล

ปัจจุบันมีบริษัทหรือโรงงาน รับผลิตเสื้อโปโล อยู่เยอะมากภายในประเทศไทย แต่จะเลือกบริษัทหรือโรงงานผลิตเสื้อโปโลที่ไหนดี ที่จะได้คุณภาพ ในราคาที่สมเหตุสมผล ในส่วนนี้ อันดับแรก เราต้องเริ่มจากการหาข้อมูลกันก่อน เช่นการค้นหาผ่านทาง Google ดูว่ามีใครบ้างที่รับทำเสื้อโปโล เราอาจจะค้นหา จากคำว่า รับทำเสื้อโปโล, รับผลิตเสื้อโปโล หรือ โรงงานผลิตเสื้อโปโล เจอจ้าวไหนแล้วก็ลองอ่านรายละเอียดในเว็บไซต์ของเขาดูก่อน ถ้าจ้าวไหนมีการให้รายละเอียดที่เยอะ ครบถ้วน มีตัวอย่างงาน ผลงานจากลูกค้ามาแสดงโชว์ด้วย ให้นำมาเก็บไว้เป็นอันดับต้น สัก 3-4 ชื่อก็พอครับ

2. การออกแบบและแพทเทิร์นเสื้อของเสื้อโปโล

หลังจากได้รายชื่อโรงงานผลิตเสื้อโปโล ก็ลองมาออกแบบเสื้อโปโล ว่าเราอยากได้แบบไหน ที่จะสร้างความเป็นเอกลักษณ์ให้กับบริษัทหรือองค์กรของเรา เราอาจจะดูตัวอย่างจากเว็บไซต์ที่ได้รวบรวมเอาไว้ข้างตน แล้วนำแต่ละแบบมา mix and match ให้ได้เป็นรูปแบบของตนเอง พร้อมกับจัดวางสีที่ต้องการ ซึ่งสียอดนิยม ก็มักจะเป็นสีกรมท่า

3. เนื้อผ้าในการสั่งผลิตเสื้อโปโล

เนื้อผ้าเสื้อโปโล ที่นิยมนำมาผลิต จะมี TK, TC, CVC, Dry-tech

ผ้าแต่ละแบบก็จะแตกต่างกันออกไปดังนี้

  • TK เป็นผ้าโพลีเอสเตอร์ 100% เป็นผ้าที่ทำมาจากเส้นใยสังเคราะห์ จึงมีราคาที่ถูกมากที่สุด แต่ใส่ไปนานๆ ตัวผ้าจะขึ้นขน สีซีด ดูไม่สดใหม่ เหมาะกับบุคคลที่ต้องการสั่งผลิตเสื้อโปโลในช่วง 6 เดือนครั้งหรือ ใส่เฉพาะกิจกรรมเป็นต้น
  • TC เป็นผ้าที่ผสมระหว่าง โพลีเอสเตอร์ กับ คอตตอน โดยจะมีส่วนผสมของ โพลีเอสเตอร์มากกว่าคอตตอน จึงทำให้ผ้ามีการระบายอากศได้ดีกว่า TK และขึ้นขนยากกว่านิดนึง ในด้านราคาก็จะแพงกว่านิดนึงด้วยเช่นกัน
  • CVC เป็นผ้าที่มีส่วนผสมของ คอตตอน > โพลีเอสเตอร์ จึงทำให้ได้ผ้าที่มีความนุ่มมากกว่าผ้า TC TK และระบายอากาศได้ดีกว่า เป็นเนื้อผ้ายอดนิยมในการสั่งผลิตเสื้อโปโล เนื่องจากได้เสื้อผ้าคุณภาพดี ในราคาปานกลาง ไม่แพงและไม่ถูกจนเกินไป เหมาะกับผู้ที่ต้องการสั่งผลิตเสื้อโปโลคุณภาพดี ในระดับราคาปานกลาง
  • Dry Tech เป็นเนื้อผ้าที่เพิ่มเติมนวัตกรรมรูปแบบใหม่ ใช้เทคโนโลยี ในการผลิตแบบทอสองชั้น สามารถใช้เป็นเสื้อโปโลได้ทั้งสองด้าน ด้านนึงเป็น คอตตอน และอีกด้านเป็น Micro-Fibered Polyster อยู่ที่โรงงานผลิตเสื้อโปโลว่าจะเลือกด้านใดเป็นด้านนอก และด้านใดเป็นด้านใน มีคุณสมบัติมากกว่าผ้าชนิดอื่น ยับยาก รีดง่าย ไม่หด ไม่ย้วย ไม่ร้อน ใส่ได้ตลอดทั้งวัน ในทุกกิจกรรม ไม่ว่าจะออกแดดหรือในร่ม สวมใส่ได้ยาวนาน เหมาะกับผู้ที่ต้องการสั่งผลิตเสื้อโปโลคุณภาพดีมาก และรับได้กับราคาที่ค่อนข้างสูงกว่าผ้าชนิดอื่น

4. การปัก การสกรีน เสื้อโปโล

การปักเสื้อโปโล เราจะได้ลายที่มีความคงทน ภาพอยู่ได้นาน โดยไม่หลุดหรือลอก แต่ถ้าหาเราได้โรงปักที่ไม่ดี ก็อาจจะทำให้ด้ายที่ใช้ปักหลุดลุ่ยได้ง่าย ดังนั้นเราควรที่จะดูด้วยว่าโรงงานนั้นปักแบบใด ปักโดยใช้เครื่องจักรรึเปล่า
ในส่วนของงานสกรีน ก็จะมีราคาถูกกว่าของงานปัก แต่ภาพจะหลุด ลอก ได้ง่ายกว่า ปัจจุบัน ก็มีงานสกรีนหลากหลายแบบให้เลือก ขึ้นอยู่กับเราว่าจะเลือกแบบไหน โดยที่นิยมกันก็จะเป็น ซิลค์สกรีน, พลาสติซอล,

5. ต้นทุนในการสั่งผลิตเสื้อโปโล

มาถึงในข้อสุดท้าย ที่สำคัญมากที่สุด นั้นก็คือ ต้นทุนในการสั่งผลิตเสื้อโปโล ในกรณีที่เรามีต้นทุนการผลิตสูง เราอาจจะพิจารณาเลือกเป็นผ้า CVC หรือ ผ้า Dry Tech ที่มีคุณภาพสูง สวมใส่ได้ยาวนาน และใส่สบายกว่าผ้าชนิดอื่น
ในกรณีมีต้นทุนการผลิตต่ำ หรือมีช่วงเวลาที่ต้องการสั่งผลิตบ่อย การเลือกเนื้อผ้า TK หรือ TC ก็จะเหมาะสมมากกว่า เพราะทำให้ต้นทุนในการผลิตเสื้อโปโลถูกลง

ถีงตรงนี้ ถ้ามีคำตอบ ของทั้ง 5 ข้อ ที่ผมได้บอกไปข้างต้นก็ เริ่มนำ list รายชื่อโรงงานผลิตเสื้อโปโลที่เก็บไว้ 3 – 4 ชื่อมาสอบถามกันครับว่าแต่ละที่เสนอราคาเท่าไหร่บ้าง โดยให้รายละเอียดการออกแบบโครงเสื้อตามข้อ 2 การเลือกเนื้อผ้าตามข้อ 3 และการเลือกปัก หรือสกรีน ตามข้อ 4 นั้นเอง ถ้าจ้าวไหน พูดคุยด้วยแล้วถูกใจ ก็ Deal กับจ้าวนั้นได้เลยครับ

หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในด้านต่างๆ ก็สอบถาม ปรึกษากับ โรงงานผลิตเสื้อโปโล เก้า ห้า แวริ่ง จำกัด ได้ที่ https://ninefivewearing.com/ ที่นี่ เขามีประสบการณ์ในด้านการรับผลิตเสื้อโปโล หรือด้านงานที่เกี่ยวกับผ้ามามากกว่า 10 ปีแถมยังทำแบบครบวงจร พร้อมปัก-สกรีน ในที่เดียว มีเนื้อผ้าให้สั่งผลิตได้หลากหลายแบบมาก

การันตี ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วนแน่นอนครับ

หน้า: [1]