ThaiFranchiseCenter Webboard

ThaiFranchiseCenter Webboard - Info Center

* สมัครสมาชิกเว็บบอร์ด ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ฟรี! *
หน้าแรก | เปิดร้านค้าฟรี! | โปรโมชั่นแฟรนไชส์ | ร้านหนังสือออนไลน์ | สนใจลงโฆษณา

ทางเว็บไซต์ ThaiFranchiseCenter.com ไม่มีส่วนรับผิดชอบกับข้อความต่างๆในเว็บบอร์ดแต่อย่างใด
    ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ-ขาย-เช่า-เซ้ง หรือ อื่นๆ (ผู้ซื้อ หรือ ผู้ขาย กรุณาใช้วิจารณญาณในการติดต่อทางธุรกิจ)


แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - สิริ พร

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 ... 16
1
แนะนำการสร้างอาชีพ ธุรกิจอาหารไทยแบบ A La Carte บนแพลตฟอร์มออนไลน์

การนำเสนออาหารไทยรสชาติเข้มข้นให้กับลูกค้าไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป การขายอาหารไทยแบบตามสั่งบนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นโอกาสอันยอดเยี่ยมในการขยายธุรกิจของคุณ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ และสร้างฐานลูกค้าที่ภักดี ทั้งหมดนี้ทำได้จากความสะดวกสบายในครัวของคุณ การขายอาหารไทยตามสั่งบนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นไอเดียที่ดีมากเลย

แพลตฟอร์มที่คุณสามารถเริ่มต้นได้ ลองพิจารณาแพลตฟอร์มเหล่านี้ดู
เหตุใดจึงขายอาหารไทยแบบ A La Carte ออนไลน์?
อาหารไทยตามสั่งเป็นที่ชื่นชอบเนื่องจากมีหลากหลาย สดใหม่ และมีตัวเลือกให้เลือกตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นอาหารคลาสสิกอย่างผัดกะเพราผัดไทยหรือต้มยำลูกค้าสามารถเลือกสิ่งที่ต้องการได้เองตามต้องการ การนำเสนอตัวเลือกเหล่านี้ทางออนไลน์ทำให้ผู้คนเพลิดเพลินกับอาหารจานโปรดได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องออกจากบ้าน

การเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะสม
เริ่มต้นด้วยการเลือกแพลตฟอร์มจัดส่งอาหารที่เหมาะสม ตัวเลือกยอดนิยม ได้แก่:
แกร็บฟู้ด
ฟู้ดแพนด้า
ไลน์แมน
โรบินฮู้ด
Shopeeอาหาร

แพลตฟอร์มเหล่านี้มีฐานลูกค้าจำนวนมากและช่วยให้ผู้ขายอาหารสามารถบูรณาการกับระบบอื่น ๆ ได้อย่างง่ายดาย ลงทะเบียนร้านค้าของคุณ อัปโหลดเมนู ตั้งราคา และใส่รูปภาพอาหารที่ชัดเจนเพื่อดึงดูดลูกค้า

เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ
รูปถ่ายคุณภาพสูง
ใช้เวลาในการถ่ายรูปอาหารของคุณให้สดใส สะอาด และน่ารับประทาน ความประทับใจแรกพบนั้นสำคัญ และลูกค้ามีแนวโน้มที่จะสั่งอาหารจากรายการอาหารที่ดูน่าสนใจมากกว่า

คำอธิบายเมนูที่ชัดเจน
อธิบายอาหารแต่ละจานอย่างถูกต้องและเน้นตัวเลือกที่สามารถปรับแต่งได้ (เช่น ระดับความเผ็ด เลือกเนื้อสัตว์ เลือกอาหารมังสวิรัติ)

บรรจุภัณฑ์เป็นสิ่งสำคัญ
ตรวจสอบให้แน่ใจว่าอาหารของคุณได้รับการบรรจุอย่างดีเพื่อการจัดส่ง ภาชนะที่ป้องกันการรั่วซึมและการนำเสนอที่ใส่ใจจะทำให้ลูกค้าของคุณพึงพอใจและกระตุ้นให้มีการสั่งซื้อซ้ำ

รสชาติและคุณภาพที่สม่ำเสมอ
ไม่ว่าคุณจะเตรียมอาหารจานเดียวหรือร้อยจาน ความสม่ำเสมอคือสิ่งสำคัญ ลูกค้าจะกลับมาที่ร้านอาหารที่พวกเขาไว้วางใจในเรื่องรสชาติและคุณภาพที่เชื่อถือได้

มีส่วนร่วมกับลูกค้า
ตอบกลับคำติชม เสนอโปรโมชั่นเป็นครั้งคราว และใช้งานช่องทางโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง การสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับกลุ่มเป้าหมายจะช่วยเพิ่มความภักดีของลูกค้า

ส่งเสริมธุรกิจของคุณ
อย่าพึ่งพาแพลตฟอร์มการจัดส่งเพียงอย่างเดียวในการดึงดูดลูกค้า ใช้โซเชียลมีเดียอย่างFacebook, Instagram และ TikTokเพื่อโปรโมตอาหารของคุณ แชร์คลิปเบื้องหลังการทำอาหาร รีวิวของลูกค้า และข้อเสนอพิเศษ การบอกต่อแบบปากต่อปากยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับการหนุนหลังด้วยการมีตัวตนที่แข็งแกร่งทางออนไลน์

การขายอาหารไทยแบบตามสั่งออนไลน์เปิดโอกาสให้กับหลายสิ่งหลายอย่าง ด้วยกลยุทธ์ที่เหมาะสม ความหลงใหลในการทำอาหาร และความใส่ใจต่อประสบการณ์ของลูกค้า คุณสามารถสร้างธุรกิจอาหารออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จซึ่งนำรสชาติของไทยมาสู่ทุกประตูบ้าน

2
จัดฟันเด็ก เพื่อฟันแท้ที่มีสุขภาพดีในอนาคต

ฟันแท้ของเรา ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะฟันจะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต เป็นสิ่งที่เราต้องใช้งานในชีวิตประจำวัน นั่นก็คือ การรับประทานอาหาร ฟันมีหน้าที่ในการบดเคี้ยวอาหาร สำหรับฟันแท้นั้น เป็นฟันชุดที่สองมีทั้งหมด 32 ซี่ ประกอบด้วย ฟันบน 16  ซี่ ฟันล่าง 16  ซี่ ซึ่งฟันแต่ละซี่จะมีรูปร่างและหน้าที่แตกต่างกัน  โดยฟันแท้ของเราจะงอกขึ้นมาในช่องปากครั้งแรกเมื่ออายุได้ 6 ขวบเป็นฟันกรามซี่ที่ 1 ล่าง ถ้าดูจากในช่องปากจะอยู่หลังจากฟันน้ำนมซี่ในสุดเข้าไป ฟันซี่นี้อยากจะขอให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองของเด็กช่วยกันดูแล เพราะคนส่วนมากมักคิดว่าฟันซี่นี้เป็นฟันน้ำนม เนื่องจากขึ้นมาในช่องปากโดยไม่ได้แทนที่ฟันน้ำนม  ฟันกรามซี่ที่ 1 มีความสำคัญมากเพราะเป็นซี่ที่สำคัญที่สุดในการบดเคี้ยวอาหารไปตลอดชีวิต หรือจะเรียกว่าเป็นหัวใจสำคัญในการบดเคี้ยวอาหาร

จึงมีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของเด็กในวัยเรียน เป็นอย่างมาก เด็กที่มีฟันผุมักจะมีร่างกายผอม ไม่แข็งแรง เด็กบางคนอาจมีผลทำให้ขาดอาหารได้ เพราะใช้ฟันเคี้ยวอาหารไม่สะดวก ใช้ฟันซี่อื่นไม่ถนัด ในการบดเคี้ยวดีเท่าฟันซี่นี้ อาจจะทำให้รู้สึกเบื่ออาหาร จนทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ  นอกจากนี้ฟันแท้ซี่นี้เป็นแนวทางให้ฟันแท้ซี่อื่น ๆ ที่จะขึ้นต่อไป ขึ้นได้ตรงตามตำแหน่งทำให้การสบฟันทั้งปากเป็นปกติเป็นการป้องกันการเกิดฟันเกและฟันซ้อนในเด็ก อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของกระดูกขากรรไกรให้สมบูรณ์ด้วย อย่างไรก็ตาม ในเด็กบางรายที่มีฟันผุมาก จนทำให้เกิดการสูญเสียฟันน้ำนมไปก่อนเวลาอันควร ก็ทำให้เกิดปัญหาได้ พ่อแม่ผู้ปกครอง ควรพาบุตรหลานเข้ารับการแก้ไขโดยด่วน หรืออาจจะใช้วิธีการพาเด็กเข้ารับการจัดฟันในเด็ก เพื่อให้เด็กได้มีฟันที่สวย มีฟันแท้ที่มีสุขภาพดีในอนาคต

ซึ่งถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองอยากให้บุตรหลานของท่านเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีฟันที่สวยงาม ที่ฟันแท้ที่มีสุขภาพดี ก็ไม่อยาก อยากแรกเลยคือ เราควรปลูกฝังให้เด็กรู้จักวิธีการทำความสะอาดของช่องปากและฟันอย่างถูกต้อง เพื่อให้เด็กได้เข้าใจในการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากและฟันของตัวเอง หรือถ้าเด็กมีปัญหา พ่อแม่ผู้ปกครองควรพาบุตรหลานของท่านเข้ารับการจัดฟันในเด็ก เพื่อสร้างรากฐานเกี่ยวกับสุขภาพช่องปากและฟันของเด็ก ให้มีฟันแท้ที่มีสุขาพที่ดีในอนาคตได้


สำหรับการจัดฟันในเด็ก สามารถพาเด็กเข้ารับการจัดฟันได้ตั้งแต่อายุ 4-15 ปี แบะไม่ต้องรอให้เด็กมีฟันแท้ขึ้นจนครบก็สามารถพาเข้าไปพบทันตแพทย์เพื่อเข้ารับการจัดฟันได้ทันที เพราะการที่เราแก้ไขปัญหาฟันตั้งแต่เนิ่นๆ นั่นหมายความว่า เด็กจะมีโอกาสที่เติบโตไปเป้นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดี เพราะการแก้ไขปัญหาตั้งแต่เด็กๆ จะสร้างวินัย สร้างความเข้าใจ สร้างทัศนคติที่ดีในเรื่องของสุขภาพฟันต่อเด็กได้อย่างดีเลยทีเดียว แถมยังช่วยแก้ไขปัญหาฟันได้แทบทุกกรณี รวมไปถึงช่วยแก้ไขปัญหาในเรื่องของโครงสร้างของใบหน้า


ช่วยปรับตำแหน่งลิ้น ช่วยทำให้เกิดการสมดุลของขากรรไกร เรียกว่า ช่วยทำให้เด็กได้มีสุขภาพฟันที่ดีและยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับเด็กอีกด้วย เพราะรอยยิ้มในวัยเด็กถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน จะทำให้เด็กรู้จักกล้าแสดงออก ยยิ่งยิ้มสวยยิ้มเก่ง แน่นอนว่าจะเป็นที่ประทับใจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองได้อย่าแน่นอน เพราะฉะนั้น ถ้าอยากให้ลูกของท่านมีฟันแท้ที่มีสุขภาพดี มีรอยยิ้มที่สดใส มีฟันที่เรียงตัวกันอย่างสวยงาม ก็ควรพาเด็กๆ เข้ารับการจัดฟันในเด็ก เพื่อที่จะทำให้เด็กมีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดีในอนาคตได้


ดังนั้น สิ่งที่สำคัญมากที่สุด ก็คือ พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องดูแลเอาใจใส่ในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟันของบุตรหลานของท่านให้ดี ควรแนะนำให้เด็กรู้จักวิธีการทำความสะอาดอย่างถูกวิธี เพื่อจะได้ป้องกันการเกิดฟันผุ ขณะจัดฟัน ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาที่เด็กและหลายคนมักจะพบเจอได้บ่อยนั่นเอง สำหรับใครที่อยากพาบุตรหลานของท่านเข้ารับการจัดฟันในเด็กก็สามารถติดต่อขอรับคำแนะนำได้ที่คลินิกเพราะทางเรามีทีมทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านทันตกรรมในเด็ก คอยให้คำปรึกษาอย่างถูกต้อง และสามารถช่วยแนะนำให้เด็กรู้จักการดูแลรักษาความสะอาดของช่องปากเพื่อที่จะได้ลดปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพช่องปากและฟันในอนาคต เพราะเราอยากให้เด็กเด็กทุกคนมีทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน เพื่อที่จะได้เข้าใจในการดูแลช่องปากอย่างถูกวิธี เพื่อให้เรามีฟันที่แข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

3
รถกระบะรับจ้างขนของ อุบลราชธานี กระบะ 6-10ล้อขนของ ราคาเป็นกันเอง ยินดีให้คำปรึกษา ประเมินราคาฟรี

รถรับจ้างทั่วไปอุบลราชธานี ยินดีให้คำปรึกษา

ทุกวันนี้ค่ะ การที่จะใช้รถรับจ้างสักคันจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการวางแผนล่วงหน้า เพื่อให้การขนย้ายสำเร็จลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย เราให้บริการรถรับจ้าง ในการขนย้ายของมานาน เรายินดีให้คำปรึกษา ช่วยคุณวางแผน จัดการการขนย้ายต่างๆ ไม่ว่า ผู้ใช้บริการ จะต้องการขนย้ายแบบไหน จากประสบการณ์การขนย้ายของเรา เราให้บริการการขนย้ายมาแทบทุกชนิด จะเป็นการ ย้ายบ้าน ย้ายเฟอร์นิเจอร์ ย้ายรถมอเตอร์ไซค์ ย้ายไซต์งาน หรือขนส่งสินค้า ผัก ผลไม้ ผลผลิตทางการเกษตรต่างๆ และอีกมากมาย ต้องบอกว่า การขนย้ายแต่ละชนิด แต่ละเที่ยว ที่เราให้บริการมีความยากความง่ายแตกต่างกัน เราจำเป็นต้องมีทีมงาน ที่มีความเชี่ยวชาญ สามารถจัดการกับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น แน่นอนค่ะ เรามีทีมงานที่ไว้ใจได้ ที่พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ ที่จะเกิดขึ้นกับการขนย้ายของคุณ ได้อย่างแน่นอน

   
รถขนของอุบลราชธานี กระบะ หกล้อ สิบล้อ

เรามีความพร้อม ที่จะให้บริการทุกการขนย้ายของคุณ ในพื้นที่ อุบลราชธานี เราเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการ ที่มีรถรับจ้างที่สามารถตอบสนองความต้องการ ในการขนย้ายของของคุณได้ในทุกรูปแบบ เรามี รถกระบะรับจ้างอุบลราชธานี รถ 6 ล้อรับจ้างอุบลราชธานี รถสิบล้อรับจ้างอุบลราชธานี ไม่เพียงแค่นั้นค่ะ เรายังมีรถบรรทุกใหญ่ รถเทรลเลอร์รับจ้างอุบลราชธานี รถเฮี๊ยบรับจ้างอุบลราชธานี รถเหล่านี้ค่ะ สามารถขนย้ายของ ได้ตามจำนวน ตามน้ำหนัก ที่คุณต้องการ เพียงแค่คุณเลือกใช้บริการให้เหมาะสมกับความต้องการของคุณ

   
รถรับจ้างอุบลราชธานี ขนย้ายไปต่างจังหวัด

การที่คุณนั้นอยากจะได้ รถรับจ้างอุบลราชธานี ขนย้ายของไปยังพื้นที่ไกลๆ จะเลือกรถรับจ้างยังไง เพื่อให้เหมาะสมกับการขนย้ายของคุณ สิ่งเหล่านี้ค่ะ คุณสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อขอคำปรึกษา ในการใช้บริการของคุณ ซึ่ง ขนส่ง ยินดีให้คำปรึกษา ตลอดเส้นทางการขนย้ายของคุณ

แน่นอนค่ะว่า รถรับจ้างของเรา ไม่เพียงแค่ให้บริการ ในพื้นที่อุบลราชธานีเท่านั้น เรายังมีบริการรถรับจ้าง ที่ช่วยในการขนย้ายของของคุณ ไปยังต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นภาคใต้ ภาคกลาง ภาคเหนือ หรือในพื้นที่ภาคอีสานด้วยกัน แน่นอนค่ะว่า เรามีรถ ที่พร้อมบริการ ไม่ว่าการขนย้ายของคุณ จะมีระยะทางไกลแค่ไหน รถของเรามีการตรวจเช็คก่อนเดินทางทุกครั้ง ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าในระหว่างการขนย้ายของคุณจะปลอดภัย และถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างแน่นอน

   
รถรับจ้างอุบลราชธานี ใกล้ฉัน

แน่นอนเขาว่า รถรับจ้างอุบลราชธานี ของเรา มีให้บริการในทุกพื้นที่ของจังหวัดอุบลราชธานี ด้วยความที่จังหวัดอุบลราชธานี มีพื้นที่ที่กว้าง ทำให้การขนย้ายเกิดขึ้นได้แทบทุกวัน มีพื้นที่เมืองที่เจริญรุ่งเรือง และมีพื้นที่ชนบทที่ยังมีความทุรกันดารหลงเหลืออยู่ ซึ่งไม่ใช่อุปสรรคต่อรถรับจ้าง ของเราแน่นอนค่ะ คุณเคยคิด เคยมีคำถาม ไหมคะว่า รถรับจ้างจอดอยู่ที่ไหน? บริษัทของคุณอยู่ที่ไหน? ไม่ต้องกังวลค่ะ รถของเรา อาจจะไม่มีที่จอดที่แน่นอน เพราะรถของเรา จะมีการขนย้าย ตลอดเวลา จบจากงานนี้ไปต่ออีกงานนี้ ทำให้ไม่มีที่จอดที่แน่นอน แต่จงเชื่อมั่นเราเถอะค่ะว่า บริษัทของเราขนส่ง ให้บริการ รถรับจ้างจริงๆ เรามีบริษัท ที่ตั้งอยู่ส่วนกลาง มีแอดมินที่ช่วยตอบคำถามคุณ และส่งงานต่อ ให้รถที่อยู่ในพื้นที่ นั่นเป็นเหตุผลทำให้ราคารถรับจ้างถูกลงด้วยค่ะ

   
รถรับจ้างจังหวัดอุบลราชธานี

เราเป็นบริษัทรถรับจ้างที่ช่วยในการ ขนย้ายของ ย้ายบ้าน หอพัก คอนโด อพาร์ทเม้นท์ ขนย้ายเครื่องจักร ขนส่งสินค้า รับจ้างขนย้ายทั่วไป ตามความต้องการของผู้ใช้บริการ เรามีทีมงานมืออาชีพ ที่พร้อมบริการคุณ และมีรถรับจ้างที่ครอบคลุมทุกการขนย้าย รถรับจ้างของเรา มีความปลอดภัยในการให้บริการ รถรับจ้างของเรา ให้บริการอย่างคุ้มค่า คุ้มราคา เข้าถึง ทุกพื้นที่ ที่คุณต้องการขนย้าย ความสะดวกสบายเหล่านี้ เราพร้อมมอบให้กับคุณ ให้เราช่วยคุณ ในทุกการขนย้าย ของคุณนะคะ เลือกรถรับจ้างที่ปลอดภัย ใส่ใจทุกบริการ

4
รถขนของไปต่างจังหวัด รถรับจ้างจังหวัดระยองรถกระบะรับจ้าง รถ 6 ล้อรับจ้าง รถเฮี๊ยบรับจ้าง ราคาไม่แพงและงานคุณภาพ

รถรับจ้างจังหวัดระยองถือเป็นจังหวัดที่ เดินทางใช้เวลาไม่นานหากใครที่อยู่ในกรุงเทพหรือปริมณฑล ซึ่งใช้เวลาในการ ขับรถมาถึงตัวเมืองระยองจะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงเป็นอย่างมาก ต้องบอกเลยว่าที่นี่ถือว่าเป็นเมือง ที่มีทั้งผลไม้และแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สวยงาม ใครที่ได้มีโอกาสมาสัมผัสบรรยากาศที่สุดแสนโรแมนติค นี่ก็เป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยวเบื้องต้นของจังหวัดกระบี่หากใครที่สนใจมา เดินทางมาท่องเที่ยว ก็ต้องทำการวางแผนการเดินทาง และหากลูกค้าต้องการซื้อของฝากกลับบ้าน สามารถมาใช้ บริการรถขนของรับจ้างจังหวัดกระบี่ ได้เลยทันทีตามเบอร์และรายละเอียดที่อยู่ข้างบนนี้ ยังไงฝากให้เราได้มีโอกาสรับใช้คุณด้วยนะคะ บริการดี มีคุณภาพ ราคาไม่แพงเลยคะ ต่อรองได้เลยเราขอแนะนำว่า จังหวัดระยองเป็นอีกหนึ่งจังหวัดของภาคตะวันออกที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอย่างมากมาย วันนี้เราจึงอยากจะมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่อยากให้คุณได้ลองเปิดตามาเที่ยวซึ่งได้แก่

1. ป่าสีทอง ทุ่งโปรงทอง ปากน้ำประแส ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามอีกที่หนึ่งจะตั้งอยู่ที่อำเภอแกลงจังหวัดระยอง แสงสีทองที่ไกลสุดลูกหูลูกตาในช่วงเวลาตอนเช้าเรืองอร่าม ได้สัมผัสกับธรรมชาติเต็มเต็ม บรรยากาศที่เงียบสงบ และอากาศที่บริสุทธิ์ ท่านต้องลองมาสัมผัสกับบรรยากาศดีๆแบบนี้ หรือหากใครที่ชอบถ่ายรูปแนะนำ ว่าบรรยากาศและวิวสวยมากๆ

2. เกาะเสม็ด ถือว่าเป็นเกาะที่มีความสวยงาม น้ำทะเลใสหาดทรายขาว หากพูดถึงเรื่องวรรณคดีเกาะเสม็ดนั้นก็คือเกาะแก้วพิสดารนั่นเอง ถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อมากอีกที่หนึ่งในจังหวัดระยอง ท่านที่ต้องการเดินทางมาเที่ยวยังเกาะเสม็ดจะมีเรือให้บริการข้ามฟาก ซึ่งใช้เวลาไม่นานประมาณ 30 นาทีจากท่าเรือถึงเกาะเสม็ด สถานที่พักท่องเที่ยวก็ราคาไม่แพง ใครที่ชอบอยู่ติดทะเล ดูบรรยากาศ เกาะในเวลาตอนเช้าก็จะสวยมากๆ แต่หากใครที่ต้องการ save ค่าใช้จ่ายก็อาจจะ จองที่พัก ที่อยู่ ห่างทะเลได้เช่นเดียวกัน ซึ่งรีสอร์ทที่สวยงามอย่างมากมาย อาหารทะเลก็สด เหมาะที่จะมา เที่ยวเป็นครอบครัวและ เที่ยวกับแฟน

3. ตลาดบ้านเพ ถือว่าเป็นแหล่งที่จำหน่ายอาหารทะเลทั้งอาหารสดและอาหารแห้งอย่างมากมายมีร้านค้าให้ช้อปซื้อของฝาก เพราะที่นี่ถือว่าเป็นสะพานปลาที่ มีอาหารทะเลมาจำหน่ายอย่างมากมาย ดังนั้นหากท่านต้องการซื้ออาหารทะเลที่ราคาถูกแนะนำมาที่นี่ได้เลย

4. พระเจดีย์กลางน้ำ ตั้งอยู่ในอำเภอเมืองและห่างไกลจากตัวเมืองระยองเพียงแค่ 2 กิโลเมตร ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของ เจ้าเมืองในสมัยนั้น ที่ได้สร้างเจดีย์ขึ้น ว่า ได้เดินทางมาถึงระยองแล้ว และในช่วงวันเพ็ญเดือนสิบสองก็จะมีการแข่งเรือยาวมีประเพณีห่มผ้าพระเจดีย์เป็นต้น 5 หาดแม่รําพึง ถือว่าเป็นหาดที่สวยที่สุดของจังหวัดระยอง ใครที่ชอบเล่นน้ำทะเลสามารถลงมาเล่นน้ำได้แต่ควรจะต้องมีการระมัดระวังอันตราย ในช่วง ที่มีน้ำวน ซึ่งจะอยู่ตรงกลางของหาด 6 หาดแสงจันทร์ เป็นชายหาดที่อยู่ติดกับหาดแหลมเจริญ ใครที่ต้องการมาเล่นน้ำ ก็สามารถลงเล่นน้ำได้มีที่พักมีร้านอาหารอาหารทะเลอาหารสดให้คุณได้ลิ้มลองรสชาติที่อร่อย ห่างจากตัวเมืองเพียงแค่ 7 กิโลเท่านั้น

7. น้ำตกเขาชะเมา หากท่านมาเที่ยวที่น้ำตกแห่งนี้จะอยู่ไม่ไกลเลยจากลานจอดรถ ท่านสามารถที่จะมาลงเล่นน้ำ ได้ น้ำตกแห่งนี้ถือว่าเป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่ และมีชื่อเสียงของอุทยาน มีวังมัจฉา วังมรกต ผากล้วยไม้ โดยเฉพาะวังมัจฉาจะมีปลาพลวง อาศัยอยู่


รถรับจ้างนี่ก็เป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดระยองเบื้องต้นที่เราอยากให้คุณได้มีโอกาสมาเที่ยว ได้มาสัมผัสกับกลิ่นไอความเป็นธรรมชาติของจังหวัดระยอง ซึ่งในจังหวัดแห่งนี้ ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีทั้งสระที่ท่องเที่ยวและความเจริญทางด้านเศรษฐกิจมีโรงงานอุตสาหกรรมมากมาย ทั้งนิคมอุตสาหกรรมจึงทำให้จังหวัดระยองมีการเติบโตในทุกๆด้าน 5 ใครที่มาเที่ยวแล้วมีความกังวลในเรื่องของการเดินทาง หรือ ใครที่เข้ามาทำธุรกิจอย่างจังหวัดระยอง อาจจะมีความกังวลในเรื่องของ การคมนาคมขนส่ง การขนย้ายสินค้าของบริษัทของท่าน ก็ไม่ต้องกังวล เนื่องจากว่าในจังหวัดระยองนั้นมีผู้ให้บริการรถรับจ้างจังหวัดระยอง ที่ไว้คอยบริการ สำหรับใครที่ต้องการขนย้ายของ ขนย้ายบ้าน ขนย้ายสินค้าทั่วไปซึ่งมี รถรับจ้างขนของ อย่างมากมายไม่ว่าจะเป็น รถกระบะรับจ้าง รถ 6 ล้อรับจ้าง รถเฮี๊ยบรับจ้าง รถสิบล้อรับจ้าง และรถรับจ้างจังหวัดระยอง อื่นทุกครั้งมีให้บริการท่านตลอด 24 ชั่วโมง หากท่านสนใจที่จะใช้ บริการรถขนของรับจ้างจังหวัดระยอง สามารถติดต่อสอบถาม สายด่วนหรือ เบอร์ผู้ให้บริการที่ ราคาไม่แพงและงานคุณภาพ ท่านสามารถโทรเข้าไปได้

ซึ่งเป็นผู้ให้รถรับจ้างจังที่ให้บริการมาอย่างยาวนานกว่า 10 ปี บริการงานที่มีคุณภาพ ราคาไม่แพง เราจึงอยากแนะนำหากใครหลายคนที่มาเที่ยวจังหวัดระยองแล้วไม่รู้ว่าจะต้องใช้บริการรถรับจ้างจากที่ไหนที่ไว้ใจได้ หรือต้องการที่จะขนย้ายของ ขนย้ายบ้าน ก็สามารถเรียกใช้บริการผู้ให้บริการรายนี้ได้เลยลองโทรสอบถามติดต่อดูเราเป็นเพียงแค่สื่อกลาง ที่จะให้ข้อมูลแก่ท่านในหลายคนเพียงเท่านั้น

จุดจอดหรือจุดบริการต่างๆของ รถรับจ้างขนของจังหวัดระยอง มีจุดจอดหลายจุดด้วยกัน ท่านสามารถที่จะเรียกใช้บริการในพื้นที่ที่ใกล้ที่สุดดังนี้

รถขนของทั่วไป รับจ้างย้ายบ้านอำเภอเมืองระยอง

รถขนของทั่วไป รับจ้างย้ายบ้านอำเภอปลวกแดง

รถขนของทั่วไป รับจ้างย้ายบ้านอำเภอแกลง

รถขนของทั่วไป รับจ้างย้ายบ้านอำเภอนิคมพัฒนา

รถขนของทั่วไป รับจ้างย้ายบ้านอำเภอบ้านค่าย

รถขนของทั่วไป รับจ้างย้ายบ้านอำเภอเขาชะเมา

รถขนของทั่วไป รับจ้างย้ายบ้านอำเภอบ้านฉาง

รถขนของทั่วไป รับจ้างย้ายบ้านอำเภอวังจันทร์



5
ฉนวนกันความร้อน แผ่นสะท้อนความร้อนเกี่ยวข้องกับการป้องกันอาคารจากความร้อนอย่างไร?

3 เรื่องน่ารู้ของแผ่นสะท้อนความร้อน ที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างแผ่นสะท้อนความร้อนกับการป้องกันอาคารจากความร้อนได้อย่างชัดเจน

เชื่อว่าในเวลานี้คงไม่มีพื้นที่ไหนในประเทศไทยหลีกหนีจากความร้อนไปได้แน่นอน โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ทั่วโลกมีความร้อนสูงมากกว่าปกติจากสถานการณ์โลกร้อน ปัญหามลพิษ และอีกหลากหลายสาเหตุที่ทำให้มนุษย์ต้องเร่งปรับตัวกันอย่างเร่งด่วน ซึ่งการปรับตัวที่ว่านี้ก็รวมไปถึงเรื่องของสิ่งปลูกสร้างด้วยที่ต้องสร้างให้ทนทานต่อความร้อนได้มากขึ้น เพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพ สึกหรอ หรือพังทลายก่อนเวลาอันควร และที่สำคัญก็คือ หากเราสามารถป้องกันอาคารจากความร้อนได้ ทุกคนที่อาศัยอยู่ในอาคารนั้นก็จะได้รับผลกระทบจากความร้อนน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งในกระบวนการก่อสร้างอาคาร จะมีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนมักเลือกติดตั้งร่วมด้วย นั่นก็คือ ‘แผ่นสะท้อนความร้อน’ นั่นเอง

ในบทความนี้เราจะมาไขคำตอบไปด้วยกันว่า แผ่นสะท้อนความร้อนเกี่ยวข้องกับการป้องกันอาคารจากความร้อนอย่างไร? ผ่านการพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ 3 เรื่องน่ารู้ของแผ่นสะท้อนความร้อน ที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างแผ่นสะท้อนความร้อนกับการป้องกันอาคารจากความร้อนได้อย่างชัดเจน ซึ่งทั้งสามเรื่องที่ว่านั้นจะมีอะไรบ้าง สามารถตามมาไขข้อข้องใจไปพร้อมกันได้เลย


ประโยชน์ของแผ่นสะท้อนความร้อนที่ช่วยป้องกันอาคารจากความร้อนได้

   
แผ่นสะท้อนความร้อนคือเครื่องสะท้อนรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    หากอยากรู้ว่าแผ่นสะท้อนความร้อนทำงานได้ดีอย่างไร ก็ต้องเข้าใจการปล่อยของดวงอาทิตย์ก่อน โดยดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ที่ปล่อยพลังงานออกมาในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันภายในดวงอาทิตย์ เมื่อคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าผ่านออกจากบรรยากาศดวงอาทิตย์ก็จะแพร่กระจายไปทั่วอวกาศในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่ต่าง ๆ รวมถึงคลื่นรังสีความร้อนในช่วงคลื่นอินฟราเรดซึ่งมีความยาวคลื่นระหว่าง 700 นาโนเมตร ถึง 1 มิลลิเมตรด้วย และเมื่อรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์นี้ตกกระทบกับวัตถุต่าง ๆ เช่น โลก ดาวเคราะห์ อาคารบ้านเรือน ก็จะทำให้วัตถุนั้นร้อนขึ้น เนื่องจากพลังงานจากรังสีถูกดูดกลืนเข้าไปในรูปของการสั่นสะเทือนของอะตอม และโมเลกุล ทว่าด้วยความที่แผ่นสะท้อนความร้อนนั้นผลิตขึ้นมาจากวัสดุอย่างโพลิเมอร์ ฟอยล์ ใยหิน ฯลฯ ที่มีคุณสมบัติการสะท้อนรังสีความร้อนสูง แผ่นสะท้อนความร้อนจะทำหน้าที่สะท้อนและกระจายรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ออกจากตัวอาคาร โดยไม่ให้ความร้อนนั้นแทรกซึมผ่านเข้ามาในผนังหรือหลังคา และทำให้ภายในอาคารยังคงมีอุณหภูมิที่เย็นสบายอยู่

   
แผ่นสะท้อนความร้อนสามารถทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนได้ด้วย

    ความร้อนไม่ได้มาจากดวงอาทิตย์โดยตรงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบรรยากาศรอบ ๆ อย่างลมที่พัดมา พื้นดิน และทุกสิ่งทุกอย่างตามธรรมชาติ กล่าวคือแม้ในขั้นตอนแรกเราจะสามารถสะท้อนความร้อนจากดวงอาทิตย์โดยตรงได้แล้ว แต่พื้นที่อื่น ๆ รอบข้างที่ไม่ได้มีแผ่นสะท้อนความร้อนติดตั้งก็ยังรับความร้อนได้อยู่ และสิ่งเหล่านั้นก็สามารถปล่อยความร้อนออกมาได้ ดังนั้นการที่แผ่นสะท้อนความร้อนสามารถทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนได้ด้วยนั้น จึงมีความสำคัญมากในการขัดขวางการถ่ายเทความร้อนจากความร้อนรอบ ๆ เข้าสู่ภายในอาคาร โดยแผ่นสะท้อนความร้อนสามารถทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนได้ เนื่องจากประกอบด้วยชั้นวัสดุพิเศษที่มีคุณสมบัติเป็นฉนวนป้องกันไม่ให้ความร้อนผ่านเข้า-ออกได้ง่าย ๆ เช่น พลาสติกโฟม พอลิสไตรีน โพลิเมอร์ ฟอยล์ ใยหิน หรือใยแก้ว เป็นต้น มันจึงสามารถเป็นฉนวนกันความร้อนจากบรรยากาศรอบ ๆ อาคารได้อย่างสมบูรณ์แบบ ช่วยป้องกันไม่ให้ความร้อนจากทุกทิศทางแทรกซึมเข้าสู่ภายในอาคาร

   
แผ่นสะท้อนความร้อนช่วยยืดอายุสิ่งปลูกสร้าง และอาคารทั้งหมดได้มากขึ้น

    อาคารบ้านเรือนของเราได้รับแสงแดด และความร้อนจากผิวดาดฟ้า หลังคา และกำแพงภายนอก ทำให้ภายในอาคารมีอุณหภูมิสูงขึ้น วัสดุก่อสร้างต่าง ๆ เช่น คอนกรีต เหล็ก ไม้ ต้องรับแรงกระทบจากความร้อนนี้ เมื่อโดนความร้อน วัสดุเหล่านี้จะขยายตัวออก เมื่ออุณหภูมิลดลง ก็จะหดตัวกลับ การขยายตัว และหดตัวซ้ำ ๆ หลายรอบ ทำให้วัสดุเกิดความเครียด และเสื่อมสภาพเร็วขึ้น อาจเกิดรอยร้าว รอยแตก หรือผิดรูปทรงไปในที่สุด ด้วยเหตุนี้การใช้แผ่นสะท้อนความร้อนมาเป็นเครื่องมือป้องกันความร้อนจึงช่วยลดผลกระทบจากการยืด-หดของวัสดุได้ดีขึ้น จึงสามารถลดการเสื่อมสภาพได้ตามไปด้วย

   
แผ่นสะท้อนความร้อนช่วยประหยัดไฟฟ้าได้

    แผ่นสะท้อนความร้อนช่วยให้ประหยัดไฟได้ เพราะเมื่อแผ่นสะท้อนความร้อนทำหน้าที่สะท้อนแสงแดดออกไป ความร้อนที่เข้าสู่ตัวอาคารก็จะลดลง ส่งผลให้เราเปิดใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ลดลง รวมถึงเวลาเปิดใช้งานเครื่องปรับอากาศก็จะทำงานหนักน้อยลงด้วย เช่น หากเลือกใช้เป็น แผ่นฉนวนสะท้อนความร้อนอลูมิเนียมฟอยล์สองด้าน (Double Sided) Venpac Foil 730 ที่มีความสามารถสะท้อนความร้อนได้สูงสุดถึง 95% เลยทีเดียว และแผ่นสะท้อนความร้อน ฟอยล์กันความร้อน หรือฉนวนอลูมิเนียมฟอยล์ (Aluminum Foil) มีคุณสมบัติกระจายความร้อน 5% ก็จะช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคารได้ประมาณ 20 องศาเซลเซียส (อาจเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม) เมื่อเทียบกับอาคารที่ไม่มีการติดตั้งแผ่นสะท้อนความร้อน ส่งผลให้เครื่องปรับอากาศทำงานน้อยลงและประหยัดค่าไฟฟ้ารายเดือนได้ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ การติดตั้งแผ่นสะท้อนความร้อนจึงนับเป็นวิธีการประหยัดพลังงานที่มีประสิทธิภาพ ประหยัดค่าใช้จ่าย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

จาก 3 เรื่อง 3 ประโยชน์ของแผ่นสะท้อนความร้อนที่เราหยิบยกขึ้นมาเล่าให้ทุกคนฟังในวันนี้ เชื่อว่าทุกคนน่าจะมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเพราะอะไรแผ่นสะท้อนความร้อนจึงสัมพันธ์กับการป้องกันความร้อนมาสู่สิ่งก่อสร้างและอาคารได้เป็นอย่างดี เพราะไม่ว่าความร้อนนั้นจะมาจากดวงอาทิตย์โดยตรง หรือจากความร้อนสะสมในบรรยากาศ แผ่นสะท้อนความร้อนก็สามารถป้องกันไม่ให้ความร้อนจากทุกทิศทางแทรกซึมเข้าสู่ภายในอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งหมดนั่นเอง ด้วยเหตุนี้แผ่นสะท้อนความร้อนจึงเป็นเหมือนผู้พิทักษ์อันดับหนึ่งในการป้องกันอาคารจากความร้อนเลยก็ว่าได้

6
บริหารจัดการอาคาร: อากาศร้อน ทำให้แอร์ยิ่งทำงานหนักจริงหรือ?

หลายทราบกันดีอยู่แล้วว่า บ้านเราเป็นประเทศที่มีอากาศร้อนอบอ้าว ยิ่งหน้าร้อนก็ยิ่งร้อนจนทำให้หลายคนอาจจะหงุดหงิด ไม่สบายตัว ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่มักจะชื่นชอบอากาศเย็นมากกว่าอากาศร้อน ทำให้ เครื่องปรับอากาศ เป็นอีกหนึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความจำเป็นสำหรับหลายบ้าน เพื่อคลายร้อน แต่ก็ต้องแลกกับการที่เราจะต้องมาเสียค่าไฟ เสียค่าใช้งานจากการที่เราใช้แอร์ เพราะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ไฟเปลืองมากที่สุด และยิ่งต้องมาสู้กับสภาพอากาศบ้านเราแล้วด้วย ต้องบอกเลยว่า ต้องจ่ายค่าไฟมหาศาลในแต่ละเดือน หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า ยิ่งเปิดแอร์หน้าร้อน ก็จะยิ่งทำให้แอร์ทำงานหนักมากขึ้น

เพราะต้องสู้กับอากาศที่ร้อน แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีเทคนิคหลายอย่างในการใช้งานแอร์ ที่จะทำให้เราสามารถประหยัดไฟไปได้เยอะในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ และสำหรับหลายคนที่สงสัยว่า การที่เราเปิดแอร์ในอากาศที่ร้อนนั้น จะยิ่งทำให้แอร์ทำงานหนักจริงหรือไม่ วันนี้ทางเราจะมาพูดถึงประเด็นดังกล่าว เพื่อคลายข้อสงสัยให้กับหลายคนที่ใช้งานแอร์อยู่เป็นประจำ เพราะบางคนอาจะกังวลในเรื่องของค่าใช้จ่าย คือสังเกตเห็นได้ชัดเลยว่า การเปิดแอร์ในหน้าร้อนหรือในช่วงที่มีอากาศร้อนนั้น ค่าไฟจะพุ่งสูงเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว

 สำหรับเครื่องปรับอากาศภายในบ้านนั้น หลายต่อหลายครั้งอาจจะทำงานหนักเกินความจำเป็นเนื่องจากความร้อนและปัจจัยสิ่งแวดล้อมรอบบ้าน เพื่อประหยัดพลังงานและยืดระยะเวลาการทำงานของเครื่องปรับอากาศไปในตัวควรที่หมั่นดูแลและตรวจตราอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าอากาศร้อนจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจจะทำให้แอร์ต้องทำงานหนัก แต่ความจริงแล้ว ก็ไม่ใช่ปัจจัยหลักเสียทีเดียว เพราะการที่แอร์ของเราทำงานหนักนั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นคอยล์ร้อน ที่อาจจะติดตั้งในฝั่งที่มีแสงแดดส่องถึงอยู่ตลอดเวลา ไม่มีร่มบังแดดบังฝนอาจจะทำให้เครื่องปรับอากาศร้อนขึ้นได้ง่าย

ซึ่งควรที่จะทำพื้นที่ในการบังแดด เพื่อที่จะยืดอายุการใช้งานของเครื่องปรับอากาศและมีอากาศเย็นๆ ไหลเวียนอยู่ตลอดเวลาทุกครั้งที่เปิด หรือหากภายนอก มีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศที่ติดกับกำพงจนเกินไปหรือมีสิ่งกีดขวางการระบายความร้อนของเครื่องคอมเพรสเซอร์ ลมร้อนที่ถูกส่งออกมาจะถึงส่งกลับเข้าไปอีกครั้งจึงทำให้เครื่องปรับอากาศส่งลมร้อนออกมา ฉะนั้นควรที่จะเปลี่ยนตำแหน่งใหม่หรือเอาสิ่งกีดขวางออก นอกจากนี้ ผลกระทบที่ส่งผลมากที่สุดคือความร้อนแรงของแสงแดด หากห้องมีผนังที่ค่อนข้างบางล่ะก็จะสามารถทำให้ความร้อนจากแสงแดดเข้ามาสู่ภายในได้

ฉะนั้นหากผนังบ้านบางนั้นควรที่จะหาวัสดุกันความร้อนหรือทาสีกันความร้อนเพื่อบรรเทาความร้อนของบ้านได้ส่วนหนึ่งและทำให้เครื่องปรับอากาศของคุณทำงานได้อย่างเต็มที่ เพราะหลายคนอาจจะรู้สึกว่า ยิ่งอากาศร้อนมากเท่าไหร่ เราก็จะปรับแอร์ให้เย็นมากขึ้น นั่นก็จะทำให้แอร์ทำงานหนัก และเสียค่าไฟไปอย่างเปล่าประโยชน์ อย่างไรก็ตาม วิธีแรกที่สุดเลย ที่จะช่วยทำให้แอร์ไม่ต้องทำงานหนัก ก็คือการล้างทำความสะอาดแอร์ เพราะเมื่อแอร์มีการใช้งานไปนานๆ จะมีฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกเข้าไปในตัวแอร์ และเมื่อสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะทำให้แอร์ไม่ค่อยเย็น ทำงานหนัก

 เปลืองไฟมากกว่าเดิม และถ้าฝุ่นละอองเข้าไปอุดตันในท่อน้ำแอร์ก็จะทำให้แอร์มีน้ำหยด การล้างแอร์เบื้องต้นด้วยการทำความสะอาดแผ่นกรองหยาบก็สามารถช่วยให้แอร์กลับมาทำงานได้ดีขึ้น หรือจะให้ช่างแอร์มาล้างให้สะอาดเอี่ยมอ่องก็จะทำให้แอร์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ทางเราอยากให้ทุกคนได้เลือกเครื่องปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพในการใช้งานที่เหมาะสมหรือก่อนติดตั้งควรดูจากหลายปัจจัยที่จะทำให้แอร์ของเรามีอายุการใช้งานที่นานขึ้น ถ้ามีข้อสงสัยหรืออยากปรึกษาเกี่ยวกับการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ไม่ว่าจะเป็นในอาคาร สำนักงาน หรือในบ้าน ก็สามารถปรึกษาเราได้ ทางเรามีบริการดูแลระบบเครื่องปรับอากาศภายในอาคาร ที่มีคนจำนวนมาก เพื่อที่จะได้สามารถใช้งานเครื่องปรับอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเราถือว่า ระบบปรับอากาศและหมุนเวียนอากาศเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะผู้คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักจะใช้ชีวิตในภายในอาคาร นั่นถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าเราได้สูดอากาศที่บริสุทธิ์และสะอาดเข้าไป ก็จะทำให้เรามีสุขภาพที่ดี สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้สดชื่น สบายมากยิ่งขึ้น

7
จัดฟันเด็ก ควรเริ่มตั้งแต่เด็กเล็ก เพื่อโครงหน้าที่ดูดี !

หากย้อนไปในสมัยอดีต จะทราบกันดีว่ามีความเชื่อหนึ่งที่ติดอยู่ในสังคมประเทศไทย คือ เด็กเล็กๆไม่ควรจัดฟัน ควรไปเริ่มจัดฟันในขณะที่เจริญเติบโตแล้ว เพราะการจัดฟันในเด็กเล็กจะทำให้ฟันมีปัญหา ?

แต่ในปัจจุบันนี้ ชุดกระบวนความคิดดังกล่าวถือว่าถูกลบล้างออกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะ มีการศึกษามากมายเกี่ยวกับทันตกรรมศาสตร์ ได้พบว่า ฟันที่เสียไม่ว่าจะ ฟันเก สบฟัน หรือ โรคเกี่ยวกับกระดูกขากรรไกร รวมถึงโครงสร้างใบหน้า สามารถรักษาได้ด้วยการจัดฟันตั้งแต่ในวัยเด็ก หรือ วัยก่อนก่อนเจริญเติบโตเต็มที่ จะเห็นผลที่ดีกว่าในช่วงวัยเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว

โดยในวันนี้จะขอพาคุณผู้อ่านมารู้จักกับรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดฟันในเด็กเล็ก เพื่อลบล้างความเชื่อผิดๆในอดีต โดยมีดังต่อไปนี้


อายุเท่าไหร่ เหมาะสมต่อการจัดฟัน ?

เมื่อสมัยก่อนหลายๆคนอาจจะรอจนถึงอายุ 18 ปี หรือ 20 ปี ถึงจะเริ่มมีความคิดที่จะเข้ารับการจัดฟัน แต่จากการศึกษาพบว่า ช่วงอายุประมาณ 6-7 ขวบ หรือต่ำกว่า 10 ขวบ สามารถเข้ารับการจัดฟันได้แล้ว และที่สำคัญฟันเด็กเล็กจะมีการเรียงตัวกันสวยงามเป็นธรรมชาติ และประสบความสำเร็จในการจัดฟันง่ายกว่าในช่วงวัยรุ่น หรือวัยหยุดการเจริญเติมโตแล้ว

ดังนั้น ผู้ปกครองที่มีลูกในช่วยวัยเด็กเล็ก หรือ อายุต่ำกว่า 10 ขวบ ควรรีบพาเข้าพบทันตแพทย์เพื่อตัวเช็คสิ่งผิดปกในของฟัน เพื่อให้ได้รับการแก้ไขก่อนที่จะสายเกินไปนั่นเอง


ฟันเด็กเล็ก แบบไหนที่ควรรีบจัดฟัน ?

ต้องขอบอกก่อนเลยว่าในยุคสมัยนี้ ได้มีนวัตกรรมทางทันตกรรมที่เรียกว่า EF Line ซึ่งถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์จัดฟันเด็กเล็ก ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ว่าสามารถช่วยให้ฟันของเด็กที่มีความผิดปกติกลับมาเป็นธรรมชาติได้โดยที่ไม่ต้องรอให้โตก่อน อีกทั้งยังสามารถทำให้โครงสร้างใบหน้าที่ผิดปกติเช่น คางยื่น คางยุบ สามารถกลับมาอยู่ในสภาพปกติได้อีกด้วย โดยเด็กเล็กที่มีรูปแบบฟัน หรือพฤติกรรมแบบไหนที่ควรรีบจัดฟัน ดังต่อไปนี้

– ฟันหน้ายื่น ถ้าหากว่าถ้าเด็กเล็กๆมีฟันในลักษณะนี้ ควรเข้ารับการจัดฟันเพื่อเข้าเข้าที่เป็นธรรมชาติ เพื่อนให้เด็กมีบุคลิกภาพที่ดี รวมถึงเด็กที่มีฟันหน้ายื่นมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุฟันหักจากการถูกกระแทกมากกว่าเด็กเล็กที่มีฟันหน้าเรียงตัวปกติ

– การสบฟันผิดปกติ หากพบว่าเด็กเล็กๆมีการสบฟันที่ผิดธรรมชาติ ไม่ว่าจะบนสบล่าง หรือล่างสบบน ควรรีบทำการจัดฟัน เพื่อให้การเรียงตัวของฟันกลับมาเป็นธรรมชาติ อีกทั้งยังช่วยให้ขากรรไกรไม่เกิดความผิดปกติอีกด้วย

– ช่องฟันห่าง หากมีรูปแบบฟันที่ห่าง จะทำให้ฟันแท้ที่เตรียมจะขึ้นมาแทนที่ เกิดการเกหรือทับซ้อน เรียงตัวกันไม่สวยได้ จึงควรรีบทำการจัดฟันก่อนที่ฟันแท้จะขึ้นมาแล้วก่อปัญหาในอนาคตได้

– ขากรรไกรมีความผิดปกติ ไม่ได้สัดส่วนกับใบหน้า ซึ่งในยุคสมัยนี้ มีนวัตกรรมทางทันตกรรมที่เรียกว่า EF line ซึ่งเป็นอุปกรณ์จัดฟันในเด็กเล็ก ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ว่าได้ผมดีมากสำหรับเด็กเล็กๆในเรื่องทำให้ฟันที่เรียงตัวผิดปกติกลับมาเป็นปกติได้ และยังทำให้โครงสร้างใบหน้ากลับมาเข้ารูปดังเดิมได้อีกด้วย

– มีอาการกลืนอาหารที่ผิดปกติ

– เด็กที่มีพฤติกรรม กัดเล็บ ดูดนิ้ว เป็นประจำ

– เด็กมีพฤติกรรมการนอนกรนเป็นประจำ


วิธีการดูแลรักษา หลังจากเด็กเล็กเข้ารับการจัดฟัน !

หลังจากที่เด็กเล็กเข้ารับการจัดฟันแล้วไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะละเลยได้ ยิ่งจัดฟันยิ่งจำเป็นต้องดูแลสุขภาพช่องปากให้ดีกว่าปกติยิ่งขึ้น โดยมีขั้นตอนเบื้องต้นดังต่อไปนี้

– แปรงฟันเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ เช้า (ตื่นนอน) และ เย็น (ก่อนนอน) เพื่อกำจัดคราบเศษอาหารและขนมต่างๆที่เด็กเล็กรับประทานเข้าไป

– พยายามให้บุตรหลานที่จัดฟันบ้วนปากทุกครั้ง หลังจากที่รับประทานอาหารหรือขนม

– ก่อนนอนทุกวันพยายามบ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์

– พยายามช่วยบุตรหลานขัดฟันหลังจากแปรงฟันทุกครั้ง เพื่อขจัดคราบเศษอาหารที่ไม่สามารถแปรงฟันถึง

– ล้างอุปกรณ์จัดฟันเป็นประจำ

– พาบุตรหลายเข้าพบทันตแพทย์เป็นประจำ หรือ ทุกครั้งที่อุปกรณ์จัดฟันมีปัญหา

8
Doctor At Home: โรคพยาธิตัวจี๊ด (Gnathostomiasis)

โรคพยาธิตัวจี๊ดเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อพยาธิตัวจี๊ด*

พบได้บ่อยในผู้ที่มีประวัติชอบกินกุ้งหรือปลาน้ำจืด กบ เขียด ปู งู นก เป็ด ไก่ หนู หรือเนื้อสัตว์ดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ

*วงจรชีวิตของพยาธิตัวจี๊ด

ตัวจี๊ด (Gnathostoma spinigerum) โดยปกติพยาธิตัวเต็มวัย (ตัวแก่) จะอาศัยอยู่ในโพรงของก้อนทูมของกระเพาะอาหารของแมวและสุนัข ไข่พยาธิจะออกมาทางรูที่ติดต่อกับกระเพาะอาหาร และออกไปกับมูลของสัตว์เหล่านี้ ไข่จะเจริญและฟักเป็นพยาธิตัวอ่อนระยะที่ 1 ในน้ำ ซึ่งจะถูกกุ้งไร (cyclops) กิน แล้วเจริญต่อไปเป็นตัวอ่อนระยะที่ 2 ในกุ้งไร เมื่อสัตว์น้ำจืด สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์มีปีก หรือหนูกินกุ้งไร ตัวอ่อนของพยาธิก็จะเจริญต่อไปเป็นตัวอ่อนระยะที่ 3 ซึ่งเป็นระยะติดต่อ อาศัยอยู่ในกล้ามเนื้อของสัตว์เหล่านี้ ซึ่งถ้าถูกแมวหรือสุนัขกินเข้าไป ก็จะเจริญเป็นตัวแก่อาศัยอยู่ในก้อนทูมของกระเพาะอาหาร แต่ถ้าคนกินตัวอ่อนระยะที่ 3 ในสัตว์น้ำจืด สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์มีปีกหรือหนู พยาธิตัวอ่อนระยะที่ 3 ก็จะไม่อยู่ที่กระเพาะ แต่จะคืบคลานไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ใต้ผิวหนัง ช่องท้อง ปอด ตา หู สมอง ไขสันหลัง เป็นต้น ทำให้เกิดการอักเสบและเสียหายตามอวัยวะต่าง ๆ ได้


สาเหตุ

การติดต่อของโรคนี้เกิดจากการกินตัวอ่อนพยาธิตัวจี๊ดระยะติดต่อ ที่พบในกุ้งหรือปลาน้ำจืด กบ เขียด ปู งู นก เป็ด ไก่ หนู หรือเนื้อสัตว์ดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ

อาการ

ส่วนใหญ่จะพบว่าเป็นรอยบวมแดง ๆ ตึง ๆ ตามผิวหนัง อาจมีอาการคันหรือปวดจี๊ด ๆ ซึ่งจะเกิดขึ้นเฉพาะแห่ง อาจเป็นส่วนไหนของร่างกายก็ได้ รอยบวมนี้จะมีขนาดไม่แน่นอน และเลื่อนที่ไปเรื่อย ๆ เช่น บวมที่มือ แล้วค่อย ๆ เลื่อนไปที่แขน ไหล่ ปาก หน้า ตา จะบวมแห่งหนึ่งอยู่ 3-10 วัน (ชาวบ้านบางแห่งเรียกว่า โรคลมเพลมพัด) บางครั้งอาจมีไข้ขึ้น นอกจากนี้อาจมีอาการอื่น ๆ ตามลักษณะการไชตัวของพยาธิ เช่น

ถ้าตัวจี๊ดไชเข้าไขสันหลัง จะมีอาการปวดเสียวมากตามแขนขา แขนขาจะเป็นอัมพาต ปัสสาวะไม่ออก และท้องผูก

ถ้าตัวจี๊ดไชขึ้นสมอง จะมีอาการปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน คอแข็ง ซึม หมดสติ อาจถึงเสียชีวิตได้

ถ้าตัวจี๊ดไชเข้าลูกตา อาจทำให้ตาอักเสบ และตาบอดได้

ถ้าไชเข้าหู ทำให้ปวดหูอย่างมาก

ถ้าไชเข้าปอด ทำให้ปอดอักเสบ ปอดทะลุ มีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอด หรือไอออกเป็นเลือด

ถ้าไชเข้าท้อง ทำให้มีก้อนในท้องเลื่อนที่ได้ อาจเกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรง หรือปวดคล้ายไส้ติ่งอักเสบได้


ภาวะแทรกซ้อน

เกิดการอักเสบและการทำลายของอวัยวะต่าง ๆ ที่ตัวจี๊ดไชผ่าน

แต่ถ้าไชเข้าอวัยวะสำคัญ เช่น ตา (ทำให้ตาบอด), ปอด (ทำให้ปอดอักเสบ ปอดทะลุ), ไขสันหลัง (ทำให้เป็นอัมพาต)

ถ้าไชเข้าสมอง อาจรุนแรงถึงเสียชีวิตได้


การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการและสิ่งตรวจพบ และจะทำการวินิจฉัยให้แน่ชัดโดยการเจาะเลือด (พบจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดอีโอซิโนฟิล* ขึ้นสูง) ทำการทดสอบทางน้ำเหลือง (serologic test) เพื่อตรวจหาสารภูมิต้านทานต่อตัวจี๊ด และถ้าสงสัยตัวจี๊ดเข้าไขสันหลังหรือสมอง อาจต้องเจาะหลัง

*อีโอซิโนฟิล (eosinophil) เป็นเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง ซึ่งปกติจะมีอยู่ประมาณร้อยละ 1-6 ของจำนวนเม็ดเลือดขาวทุกชนิดที่อยู่ในกระแสเลือด ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ หรือโรคพยาธิต่าง ๆ อาจมีอีโอซิโนฟิลขึ้นสูงถึงร้อยละ 20-80


การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การดูแลรักษา ดังนี้

1. ให้การรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาแก้ปวด ยาแก้แพ้ และให้ยาฆ่าพยาธิ-อัลเบนดาโซล

2. ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง จะรับตัวไว้รักษาตัวในโรงพยาบาล และให้การแก้ไขตามอาการที่พบ

ถ้าตัวจี๊ดขึ้นมาอยู่ที่ผิวหนัง อาจรักษาด้วยการผ่านำตัวพยาธิออกมา


การดูแลตนเอง

หากสงสัย เช่น มีรอยบวมแดง ๆ ตึง ๆ ตามผิวหนัง มีขนาดไม่แน่นอนและเลื่อนที่ไปเรื่อย ๆ ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคพยาธิตัวจี๊ด ควรดูแลตนเอง ดังนี้

    รักษา กินยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
    ติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด

ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    ดูแลรักษาแล้วอาการไม่ทุเลาใน 2-3 วัน
    มีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดหู ปวดตา ตามัว ตาบอด หายใจหอบ ปวดท้องมาก แขนขาชาหรืออ่อนแรง ซึม หรือไม่ค่อยรู้สึกตัว
    ขาดยา ยาหาย หรือกินยาไม่ได้
    ในรายที่แพทย์ให้ยากลับไปกินต่อที่บ้าน กินยาแล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม ปวดท้อง ท้องเดิน คลื่นไส้ อาเจียน จุดแดงจ้ำเขียว หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ


การป้องกัน

    หลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์ดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ เช่น ก้อย ยำ ส้มฟัก หรือการย่างที่ไม่สุกเต็มที่ โดยเฉพาะที่ทำจากกุ้ง ปลาน้ำจืด กบ เขียด ปู งู นก เป็ด ไก่ หนู เป็นต้น
    ดื่มน้ำสุกหรือน้ำสะอาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อพยาธิตัวจี๊ดที่ตกปนอยู่ในน้ำ
    ล้างอุปกรณ์ (เช่น เครื่องบดเนื้อ มีด เขียง) ที่ใช้เตรียมเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ให้สะอาด ป้องกันไม่ให้มีตัวพยาธิเปรอะเปื้อน
    ป้องกันตัวจี๊ดไชเข้ามือด้วยการล้างมือด้วยสบู่หลังเตรียมอาหารเนื้อสัตว์ ถ้าเป็นไปได้ควรใส่ถุงมือเวลาเตรียมอาหารประเภทนี้

ข้อแนะนำ

โรคนี้มักมีอาการบวมแดงที่ผิวหนัง และรักษาให้หายได้เป็นส่วนใหญ่ มีเพียงส่วนน้อยที่ตัวจี๊ดอาจไชเข้าอวัยวะสำคัญ ทำให้เกิดอันตรายได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีอาการของโรคตัวจี๊ดที่ผิวหนัง ควรเฝ้าระวังดูอาการอย่างใกล้ชิด ถ้ามีอาการผิดปกติที่สงสัยว่าตัวจี๊ดอาจไชเข้าอวัยวะสำคัญ ก็ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

ข้อสำคัญควรป้องกันไม่ให้รับอันตรายจากโรคนี้ด้วยการไม่กินเนื้อสัตว์ทุกชนิดแบบดิบ ๆ หรือสุก ๆ ดิบ ๆ

9
โรคความดันโลหิตสูง อาการเป็นยังไง สาเหตุของความดัน

ความดันโลหิตสูงเป็นภาวะที่ความดันในหลอดเลือดแดงสูงกว่าปกติอย่างต่อเนื่อง ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นในการสูบฉีดเลือด และเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคร้ายแรงหลายชนิด แม้จะถูกเรียกว่า "ภัยเงียบ" เพราะมักไม่มีอาการในระยะแรก แต่หากสังเกตอาการเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที


อาการของโรคความดันโลหิตสูง

ในระยะแรกผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการที่ชัดเจน แต่เมื่อความดันโลหิตสูงขึ้นเรื่อยๆ อาจเริ่มมีอาการดังนี้

ปวดศีรษะ: โดยเฉพาะบริเวณท้ายทอย

วิงเวียนศีรษะ: อาจรู้สึกมึนงงและทรงตัวไม่ค่อยอยู่

อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย: แม้จะพักผ่อนอย่างเพียงพอแล้วก็ตาม

ตามัวหรือตาพร่ามัว: การมองเห็นไม่ชัดเจน

ใจสั่น และเจ็บหน้าอก: หัวใจทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือด


สาเหตุของความดันโลหิตสูง

สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูงสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่


1. สาเหตุที่ไม่ทราบแน่ชัด (Primary Hypertension):

เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด (ประมาณ 90-95%) โดยไม่สามารถระบุสาเหตุที่ชัดเจนได้ แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง เช่น

พันธุกรรม: หากมีคนในครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูง ก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

อายุ: ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น

ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน: ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น

พฤติกรรมการใช้ชีวิต: เช่น การทานอาหารรสเค็มจัด, การดื่มแอลกอฮอล์, การสูบบุหรี่, และความเครียด


2. สาเหตุที่ทราบแน่ชัด (Secondary Hypertension):

เกิดจากโรคประจำตัวหรือภาวะบางอย่าง ซึ่งสามารถรักษาที่ต้นเหตุได้ หากรักษาแล้วความดันโลหิตอาจกลับมาปกติ

โรคไต: การทำงานของไตที่ผิดปกติส่งผลต่อการควบคุมความดันโลหิต

โรคหลอดเลือดไตตีบ: ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงไตไม่เพียงพอ

โรคของต่อมไร้ท่อ: เช่น โรคเนื้องอกของต่อมหมวกไต

การใช้ยาบางชนิด: เช่น ยาคุมกำเนิดบางประเภท หรือยาแก้หวัดบางชนิด

การทราบอาการและสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูงจะช่วยให้คุณสามารถดูแลตัวเองและเข้ารับการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตค่ะ

10
จัดฟันบางนา: การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการฟอกสีฟัน

สำหรับวันนี้คลินิกเรา จะมาแนะนำการเตรียมตัว ก่อนเข้ารับการฟอกสีฟันและสิ่งที่ต้องรู้ก่อนเริ่มทำการฟอกสีฟัน ในข้อแรกผู้เข้ารับการรักษาจะต้องมีสุขภาพช่องปากและฟันที่แข็งแรง เพราะการฟอกสีฟัน หากผู้เข้ารับการรักษามีรูปแบบหรือปัญหาอื่นที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอาจทำให้เกิดอาการเจ็บและปัญหาอื่น ๆตามมา ซึ่งจะทำให้เสียค่าใช้จ่ายโดยเปล่าประโยชน์


เนื่องจากการฟอกสีฟันมีแนวโน้มที่จะไม่ได้ผลกับฟันที่เสียหาย ผู้เข้ารับการรักษาจะต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องของฟันเพราะใน 24 ชั่วโมง หลังจากที่ฟันของผู้เข้ารับการรักษาได้รับการสัมผัสกับน้ำยาฟอกสีฟันผู้เข้ารับการรักษาสามารถใช้ยาแก้ปวดได้ เพื่อบรรเทาอาการปวดและอาการเสียวฟัน ภายหลังจากการฟอกสีฟันเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ผลของการฟอกสีฟัน จะไม่ได้อยู่ถาวร เนื่องจากผลลัพธ์ส่วนใหญ่อยู่ได้ตั้งแต่ 6เดือน-2 ปี ขึ้นอยู่กับว่าสภาพฟันของผู้เข้ารับการรักษาเป็นคราบง่ายมากแค่ไหน รวมไปถึงพฤติกรรมการรับประทานอาหารด้วย


นอกจากนี้ผู้เข้ารับการรักษาควรค้นคว้าศึกษาข้อมูล เกี่ยวกับการฟอกสีฟันอย่างละเอียด เพื่อให้การฟอกสีฟันนั้นเหมาะสมกับสภาพช่องปากและฟันของผู้เข้ารับการรักษา อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการรักษาแน่นอนว่า ในปัจจุบันมีตัวเลือกมากมายในการฟอกสีฟันไม่ว่าจะเป็นน้ำยาชนิดยี่ห้อต่าง ๆ แต่หากใครต้องการที่จะได้ผลที่ชัดเจนก็จะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นโดยเฉพาะเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการฟอกสีฟันที่จะทำให้เห็นผลในทันที เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายตามมาที่ค่อนข้างสูง

อย่างไรก็ตามหลายคนคงเคยมีปัญหาและมีข้อสงสัยว่า หากเรามีฟันผุและต้องการเข้ารับการฟอกสีฟันสามารถทำได้หรือไม่ ต้องบอกก่อนว่าในกรณีดังกล่าวทันตแพทย์จะต้องทำการตรวจดูตำแหน่งที่ฟันก่อน ว่าอยู่ในตำแหน่งที่ผุอยู่ด้านในของฟัน

สามารถเข้ารับการฟอกสีฟันได้และแต่จะแนะนำให้มาอุดฟันหลังฟอกสีฟันเสร็จ เพื่อที่จะได้เลือกสีฟันให้เข้ากับสีฟันที่ขาวขึ้นแล้ว และคำถามที่ว่าหากอยู่ในระหว่างการจัดฟันสามารถฟอกสีฟันได้หรือไม่ หากผู้เข้ารับการรักษาใส่ชุดเครื่องมือการจัดการแบบติดแน่น ยกตัวอย่างคือ หากผู้เข้ารับการรักษามีเครื่องมือการจัดฟัน หากใส่เครื่องมือการจัดหันอยู่จะทำการฟอกสีฟันไม่ได้ หากใส่เครื่องมือการจัดฟันแบบใส


ในกรณีนี้สามารถฟอกสีฟันได้ แต่ก็ไม่แนะ เพราะวิธีที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดก็คือให้ฟอกสีฟันหลังถอดเครื่องมือจัดฟันทุกชนิดออกเรียบร้อยแล้ว เพื่อผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จทั้งนี้หากคุณสนใจเข้ารับการฟอกสีฟันสามารถปรึกษาและขอคำแนะนำได้จากทีมทันตแพทย์ของทางคลินิกได้ เนื่องจากเรามีการบริการทางด้านทันตกรรมที่ครบวงจรและได้รับการรองรับจากสถาบันต่าง ๆมากมาย จึงทำให้มั่นใจได้ว่าหากคุณใช้บริการกับทางคลินิกจะทำให้คุณมีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน

11
ดอกบัวในโถแก้ว: 5 สูตรการทำดอกไม้แห้ง แบบมีชีวิตชีวา

ดอกไม้เป็นสิ่งมีชีวิต ถึงคุณจะพยายามยืดอายุของดอกไม้ให้นานแค่ไหน ก็ต้องมาถึงวันที่ดอกไม้ต้องร่วงโรย แต่เราแนะนำว่าคุณอย่าเพิ่งทิ้ง เพราะคุณสามารถนำมาทำเป็นดอกไม้แห้งเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไปได้อีก


1. ผึ่งลมให้แห้ง

วิธีดั้งเดิมและง่ายที่สุดในการทำดอกไม้แห้งก็คือการผึ่งลม แต่คุณต้องมีความอดทนรอสักหน่อย เพียงแค่รวบดอกไม้เข้าด้วยกัน มัดปลายก้านด้วยหนังยาง นำไปผูกกับราวตากแบบห้อยหัวลงเพื่อให้ดอกไม้ยังคงรูปทรงที่ตรงและคอไม่หัก

คุณควรตากในที่ที่มีลมหมุนเวียนดีแต่ไม่โดนแดดโดยตรงเพราะจะทำให้ดอกไม้กรอบและแตก การทำดอกไม้แห้งแบบผึ่งลมจะใช้เวลาประมาณ 2-3 อาทิตย์


2. หนังสือเล่มหนา

อีกวิธีโบราณในการทำดอกไม้แห้งคือการทับด้วยหนังสือ หากระดาษไขแผ่นใหญ่มาใส่ในหนังสือ วางดอกไม้ที่ตัดก้านออกหมดลงไป กดดอกไม้ให้แบนเรียบได้รูปทรง ค่อยๆ ปิดหนังสือลงมาทับ นำหนังสือไปวางใต้กองหนังสือ เปลี่ยนกระดาษไขทุกอาทิตย์ ทำแบบนี้สัก 1 เดือนก็จะได้ดอกไม้แห้ง

3. ใส่ไมโครเวฟ

วิธีนี้เป็นการทำดอกไม้แห้งที่ใช้เวลาน้อย ให้คุณหาจานเซรามิกขนาดใหญ่มา 2 ใบ วางกระดาษกรองกาแฟบนจาน จากนั้นวางดอกไม้ที่คุณจะทำให้แห้ง โดยควรเลือกดอกไม้ที่มีขนาดและความหนาใกล้เคียงกันมาอบพร้อมกันจะใด้ใช้เวลาใกล้เคียงกันในการอบ วางกระดาษกรองกาแฟทับด้านบน และวางจานอีกไปทับลงไป อุ่นไมโครเวฟ 1 นาที นำออกมาเปลี่ยนกระดาษกรองกาแฟแล้วทำซ้ำจนคุณได้ดอกไม้แห้ง


4. สารดูดความชื้น

ซิลิกาเจลเป็นสารดูดความชื้นที่นิยมใช้เพราะทำดอกไม้แห้งได้เร็ว แถมยังนำกลับไปใช้ซ้ำได้ ให้คุณหากล่องที่มีฝาปิด เทเจลลงไป ตัดก้านดอกไม้แล้วปักไปบนซิลิกาเจลก่อนที่จะเทเจลชนิดนี้ทับไปบนดอกไม้อีกชั้น สุดท้ายปิดฝาแล้วทิ้งไว้ในที่แห้ง

การทำดอกไม้แห้งวิธีนี้จะใช้เวลาประมาณ 3-4 วัน แต่ถ้าดอกไม้หนาก็อาจใช้เวลาถึง 1 อาทิตย์ ในส่วนของซิลิกาเจล เมื่อใช้เสร็จนำไปตากแดดจัดก็สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้แล้ว


5. การชุบเทียน

การทำดอกไม้แห้งวิธีนี้อาจยุ่งยากสักหน่อย แต่ดอกไม้ที่ได้จะสวยและมีความมันวาว ให้คุณใช้หม้อ 2 ขนาด โดยขนาดใหญ่ใส่น้ำ และขนาดเล็กใส่พาราฟินแว็กซ์อยู่ชั้นใน นำไปต้มที่อุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส ควรรักษาอุณหภูมินี้ตลอดการทำ

นำดอกไม้มาชุบโดยจับที่ก้าน เมื่อจุ่มเสร็จให้ยกดอกไม้ขึ้นมาทันที หากน้ำเทียนไม่เข้าถึงใจกลางดอกไม้ ให้คุณใช้ช้อนตักน้ำเทียนมาราดแล้วเทออก ผึ่งดอกไม้บนกระดาษไข เมื่อแห้งแล้วชุบก้านด้วยวิธีเดียวกัน

เมื่อได้ดอกไม้แห้งแล้ว คุณสามารถนำไปปักแจกันหรือใส่ภาชนะรูปทรงเก๋ๆ เพื่อตกแต่งบ้าน ก็จะได้บรรยากาศแบบบ้านสไตล์ยุโรป หรือคุณอาจนำไปทำสิ่งประดิษฐ์ เช่น เครื่องประดับซิลิโคน ปกหนังสือ ตกแต่งการ์ด หรือแม้กระทั่งใช้ตกแต่งทรงผมให้สวยหวานเป็นเจ้าสาวเลอโฉม


ดอกไม้สดในบ้าน เบิกบานจิตใจ

การตกแต่งบ้านด้วยดอกไม้สด ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเลยก็คือคุณได้บ้านที่สวย ดูดีมีบรรยากาศ แต่ประโยชน์แฝงก็คือ คุณได้ฝึกสมาธิ ทำให้จิตใจผ่อนคลาย และพักจากสิ่งวุ่นวายที่ประดังเข้ามาในชีวิตประจำวันของคุณ เราอยากให้คุณนำวิธีเก็บดอกไม้สดไปใช้ดู แล้วคุณจะได้เสพความงามพร้อมชื่นชมดมดอกไม้สวยๆ ไปนานๆ

12
อาหารไทยเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เสริมสร้างอาชีพ ให้มีรายได้ประจำแหล่งรายได้ที่ยั่งยืน

อาหารไทยเป็นที่รู้จักและชื่นชอบไปทั่วโลก ด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์และความหลากหลายของเมนู ทำให้ธุรกิจอาหารไทยเป็นหนึ่งในธุรกิจที่น่าสนใจและสามารถสร้างรายได้ประจำได้เป็นอย่างดี อาหารไทยเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ยอดเยี่ยม ไม่ว่าคุณจะหลงใหลในการทำอาหารหรือกำลังมองหาธุรกิจที่ทำกำไร การเริ่มต้นธุรกิจอาหารไทยสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงได้

ตั้งแต่แผงขายอาหารริมทางไปจนถึงร้านอาหารและการจัดส่งอาหารออนไลน์ มีหลากหลายวิธีในการเปลี่ยนอาหารไทยให้เป็นอาชีพที่ยั่งยืน
เพราะเหตุใดอาหารไทยจึงเป็นธุรกิจที่ทำกำไร?
อาหารไทยได้รับความนิยมทั่วโลกเนื่องจากมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือ หวาน เปรี้ยว เผ็ด เค็ม และอูมามิ ความต้องการอาหารไทยแท้ๆ กำลังเพิ่มขึ้นไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงต่างประเทศด้วย ด้วยต้นทุนเริ่มต้นที่ค่อนข้างต่ำและฐานลูกค้าที่กว้างขวาง ธุรกิจอาหารไทยจึงสามารถสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอได้

อาหารไทยยอดนิยมสำหรับธุรกิจอาหาร
หากคุณกำลังคิดจะเริ่มต้นธุรกิจอาหารไทย ต่อไปนี้เป็นเมนูยอดนิยมบางส่วนที่สามารถช่วยดึงดูดลูกค้าได้:
ผัดไทย – เมนูที่ได้รับความนิยมทั้งในหมู่คนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว ทำง่ายและขายได้ในปริมาณมาก
ต้มยำกุ้ง – เมนูรสชาติจัดจ้าน หอมกลิ่นเครื่องเทศ เป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทย
ส้มตำ – เมนูสดชื่นๆ ที่ใช้วัตถุดิบง่ายๆ และทำง่าย
ข้าวมันไก่ – อาหารธรรมดาๆ แต่แสนอร่อยที่ถูกใจคนจำนวนมาก
หมูปิ้ง – อาหารริมทางยอดนิยม ทำง่ายและขายได้ปริมาณมาก
ขนมไทย – ขนมไทยแบบดั้งเดิม เช่น ข้าวเหนียวมะม่วง และพุดดิ้งมะพร้าว เป็นที่ต้องการอย่างมาก

ขั้นตอนการเริ่มต้นธุรกิจอาหารไทย
เลือกโมเดลธุรกิจของคุณ – ตัดสินใจว่าคุณต้องการดำเนินกิจการแผงขายอาหาร ร้านอาหาร บริการจัดเลี้ยง หรือธุรกิจจัดส่งอาหารออนไลน์
เรียนรู้สูตรอาหาร – เชี่ยวชาญเทคนิคการทำอาหารไทยแท้เพื่อให้ได้อาหารคุณภาพสูง
วัตถุดิบที่มา – ใช้วัตถุดิบสดและคุณภาพสูงเพื่อคงรสชาติอันเข้มข้นของอาหารไทย
รับใบอนุญาตที่จำเป็น – รับใบอนุญาตด้านสุขภาพและธุรกิจเพื่อดำเนินการอย่างถูกกฎหมาย
เลือกทำเลที่ตั้งที่ดี – พื้นที่ที่มีการสัญจรสูง เช่น ตลาด ห้างสรรพสินค้า หรือใกล้สำนักงาน สามารถเพิ่มยอดขายได้
ทำตลาดธุรกิจของคุณ – ใช้โซเชียลมีเดีย โปรโมชั่น และการมีส่วนร่วมของลูกค้าเพื่อดึงดูดลูกค้าให้มากขึ้น

การขยายธุรกิจอาหารไทยของคุณ
เมื่อธุรกิจของคุณมั่นคงแล้ว พิจารณาขยายโดย:
ให้บริการจัดส่งอาหาร
การเป็นพันธมิตรกับแอปส่งอาหาร
การสร้างบริการจัดเลี้ยงสำหรับงานต่างๆ
จำหน่ายเครื่องปรุงอาหารไทยสำเร็จรูป หรือ ชุดทำอาหารไทยสำเร็จรูป

เปิดสาขาในสถานที่ใหม่
ตัวอย่างธุรกิจอาหารไทยที่ประสบความสำเร็จ:
ร้านอาหาร “บ้านไอซ์” ที่มีชื่อเสียงในเรื่องอาหารไทยรสชาติต้นตำรับ
ธุรกิจ “ครัววันดี” ที่จำหน่ายเครื่องแกงและน้ำพริกคุณภาพดี
แฟรนไชส์ “ธงไชย ผัดไทย” ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก
การทำธุรกิจอาหารไทยให้ประสบความสำเร็จต้องอาศัยความรักในอาหารไทย ความมุ่งมั่น และความอดทน หากคุณมีใจรักในอาหารไทยและมีความตั้งใจจริง คุณก็สามารถสร้างรายได้ประจำจากธุรกิจอาหารไทยได้อย่างแน่นอน

การเริ่มต้นธุรกิจอาหารไทยถือเป็นโอกาสอันคุ้มค่าสำหรับผู้ที่หลงใหลในการทำอาหารและการเป็นผู้ประกอบการ ด้วยการวางแผนอย่างรอบคอบ วัตถุดิบคุณภาพสูง และกลยุทธ์การตลาดที่ดี คุณสามารถเปลี่ยนอาหารไทยให้กลายเป็นแหล่งรายได้ที่ยั่งยืนได้ ไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือต่างประเทศ ความรักที่มีต่ออาหารไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมอาหารได้ในระยะยาว



13
Doctor At Home: โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Cardiac arrhythmia)

ปกติ หัวใจของคนเรา (ชีพจร) จะเต้นประมาณ 60-100 ครั้ง/นาที (ส่วนใหญ่ 72-80 ครั้ง/นาที) จังหวะสม่ำเสมอ และแรงเท่ากันทุกครั้ง

ภายหลังการออกกำลังกาย ตื่นเต้นตกใจ ดื่มชากาแฟ เครื่องดื่มเข้ากาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ กินยากระตุ้น (เช่น ยาแก้หืด ยาแก้หวัด หรือสูโดเอฟีดรีน แอมเฟตามีน ยาลดความอ้วน) หรือเป็นไข้ ชีพจรอาจเต้นเร็ว (> 100 ครั้ง/นาที) ได้ ซึ่งถือว่าเป็นภาวะปกติธรรมดา นอกจากนี้ผู้ที่มีภาวะช็อกก็มักมีชีพจรเต้นเร็วแต่เบา

ผู้ที่ออกกำลังสม่ำเสมอ ชีพจรอาจเต้นช้า (< 60 ครั้ง/นาที) ได้ แสดงว่าร่างกายอยู่ในภาวะแข็งแรง (ฟิต) เต็มที่

แต่ในผู้ที่มีความผิดปกติของหัวใจก็อาจมีชีพจรผิดปกติ เช่น เต้นช้าไป เร็วไป หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ หรือไม่เป็นจังหวะ จึงเรียกรวม ๆ ว่า โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งอาจแสดงอาการได้หลายอย่างด้วยกัน

สาเหตุ

ถ้าหัวใจเต้นช้ากว่า 50 ครั้ง/นาที เรียกว่า หัวใจเต้นช้า (bradycardia) อาจพบเป็นปกติในนักกีฬาหรือคนที่ร่างกายฟิต อาจเกิดจากภาวะกระตุ้นประสาทเวกัส (vagus) ซึ่งทำให้ชีพจรเต้นช้า เช่น อาการเจ็บปวด หิวข้าว ร่างกายเหนื่อยล้า การกลืน อาการอาเจียนหรือท้องเดิน เป็นต้น อาจพบเป็นภาวะผิดปกติในผู้ที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด หรืออาจเกิดจากพิษของยา (เช่น ไดจอกซิน ยาปิดกั้นบีตา ยาอนุพันธ์ฝิ่น ยานอนหลับ ยาฆ่าแมลงออร์แกโนฟอสเฟต) พิษปลาปักเป้า พิษคางคก ภาวะตัวเย็นเกิน

ถ้าหัวใจเต้นเร็วกว่า 120 ครั้ง/นาที จังหวะอาจปกติหรืออาจไม่สม่ำเสมอและแรงไม่เท่ากัน* อาจพบในผู้ที่เป็นโรคหัวใจรูมาติก โรคหัวใจขาดเลือด ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน  พิษยาไดจอกซิน

ถ้าหัวใจเต้นอยู่ในเกณฑ์ปกติ (60-100 ครั้ง/นาที) แต่มีบางจังหวะที่เต้นรัว** หรือวูบหายไป*** ก็อาจพบเป็นปกติในคนบางคน แต่ก็อาจพบในคนที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจรูมาติก หรือเกิดจากบุหรี่ ชา กาแฟ แอลกอฮอล์ ยากระตุ้น หรือเกิดจากพิษของยา (เช่น ไดจอกซิน)

*หัวใจเต้นเร็ว (tachycardia) มีภาวะที่พบบ่อย ได้แก่

- ภาวะหัวใจห้องบนเต้นแผ่วระรัว (atrial fibrillation/AF) มักมีชีพจรเต้น > 120 ครั้ง/นาที (อาจพบระหว่าง 80-180 ครั้ง/นาที) จังหวะไม่สม่ำเสมอ พบบ่อยในผู้ที่มีอายุมาก อาจมีสาเหตุจากโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจรูมาติก หัวใจอักเสบ (carditis) กล้ามเนื้อหัวใจพิการ (cardiomyopathy) หัวใจวาย ต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน เนื้องอกต่อมหมวกไต-ฟีโอโครโมไซโตมา ภาวะพิษแอลกอฮอล์ (alcohol intoxication) สิ่งหลุดอุดตันหลอดเลือดแดงปอด (pulmonary embolism)

- ภาวะหัวใจห้องบนเต้นเร็วชนิดโรคกลับฉับพลัน (paroxysmal atrial tachycardia/PAT) ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นโดยไม่มีความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจ ส่วนน้อยอาจเกิดจากโรคหัวใจขาดเลือด หรือพิษยาไดจอกซิน มักมีชีพจรเต้น 160-220 ครั้ง/นาที และเต้นสม่ำเสมอโดยเกิดขึ้นฉับพลัน และหายฉับพลัน นานครั้งละไม่กี่นาทีถึงหลายชั่วโมง มีอาการกำเริบเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาทำงานหนักหรือออกกำลังหักโหม ผู้ป่วยจะมีอาการใจสั่นอย่างมาก อ่อนเพลีย ศีรษะโหวง ๆ เหนื่อยหอบ เจ็บหน้าอก ส่วนใหญ่ไม่มีอันตรายร้ายแรง และอาการหัวใจเต้นเร็วจะทุเลาไปได้เอง มักทำให้ผู้ป่วยและญาติตกใจและไม่สุขสบายขณะมีอาการ และอาจทำให้แพทย์เข้าใจผิดว่าเป็นโรควิตกกังวลเนื่องจากเมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์มักจะเป็นช่วงอาการสงบแล้ว ซึ่งจะตรวจไม่พบอาการผิดปกติใดๆ

**หัวใจห้องบนเต้นก่อนกำหนด(atrial premature contraction/APC หรือ premature atrial contraction/PAC)

ทำให้การเต้นของหัวใจบางจังหวะเร็วกว่าปกติ คลำได้ชีพจรเต้นรัวติดกัน 2 จังหวะ มักพบในผู้สูงอายุที่สุขภาพแข็งแรงดี ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มีอาการแสดง (นอกจากตรวจพบจากการคลำชีพจรหรือฟังเสียงหัวใจ) ยาหรือสารกระตุ้น เช่น กาเฟอีน บุหรี่ แอลกอฮอล์ ยาสูโดเอฟีดรีน ยาแก้หืด ยาลดความอ้วน อาจทำให้อาการกำเริบมากขึ้น น้อยรายที่พบว่ามีความสัมพันธ์กับภาวะความดันในปอดสูง (pulmonary hypertension) จากโรคทางปอดหรือหัวใจ

***หัวใจห้องล่างเต้นก่อนกำหนด (ventricular premature contraction/VPC หรือ premature ventricular contraction/PVC) ทำให้การเต้นของหัวใจ (ชีพจร) วูบหายหรือเว้นวรรคไปเป็นบางจังหวะ มักพบในผู้สูงอายุ อาจเกิดจากความเครียดทางร่างกายหรือจิตใจ ยาหรือสารกระตุ้น หรืออาจพบร่วมกับโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย ภาวะหัวใจวาย หรือโรคลิ้นหัวใจพิการ ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการและไม่มีอันตรายร้ายแรง ยกเว้นถ้าพบร่วมกับโรคหัวใจ

อาการ

ในรายที่เป็นไม่รุนแรง มักไม่รู้สึกว่ามีอาการผิดปกติแต่อย่างใด บางรายอาจเพียงรู้สึกใจเต้นรัวหรือใจวูบหายไปบางจังหวะ โดยไม่มีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย และยังสามารถทำงานได้ตามปกติ

ในรายที่ชีพจรเต้นช้ามาก อาจมีอาการอ่อนเพลีย สับสน เวียนศีรษะ เป็นลม

ในรายที่ชีพจรเต้นเร็วมาก อาจมีอาการอ่อนเพลีย ใจสั่น หอบเหนื่อย เจ็บแน่นหน้าอก เวียนศีรษะ ศีรษะโหวง ๆ เป็นลม

นอกจากนี้ อาจมีอาการแสดงของโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น เจ็บหน้าอกในโรคหัวใจขาดเลือด มือสั่น เหงื่อออก น้ำหนักลด ในภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน


ภาวะแทรกซ้อน

มักไม่พบภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยที่แข็งแรงและไม่มีโรคหัวใจร่วมด้วย

ภาวะแทรกซ้อนมักเกิดในผู้ป่วยที่มีชีพจรเต้นช้าหรือเร็วมากและต่อเนื่องนาน ๆ เช่น หัวใจวาย ความดันโลหิตตก เป็นลม

ในรายที่หัวใจเต้นช้ามาก ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากทางเดินประจุไฟฟ้าหัวใจติดขัด (heart block) เช่น ผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตาย ก็อาจขาดเลือดไปเลี้ยงสมองทำให้หมดสติและชักได้

ที่สำคัญในรายที่มีภาวะหัวใจห้องบนเต้นแผ่วระรัว (ชีพจร 80-180 ครั้ง/นาที จังหวะไม่สม่ำเสมอและชีพจรแรงบ้างค่อยบ้าง) อาจเกิดลิ่มเลือดในหัวใจแล้วหลุดลอยไปอุดตันหลอดเลือดต่าง ๆ รวมทั้งหลอดเลือดสมอง ทำให้เป็นอัมพาตครึ่งซีกแทรกซ้อนได้ ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังจากให้การรักษาภาวะนี้จนการเต้นของหัวใจกลับเป็นปกติ ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะลิ่มเลือดหลุดอุดตันหลอดเลือดสมอง (อ่านเพิ่มเติมที่ โรคหลอดเลือดสมอง สมองขาดเลือดชั่วขณะ อัมพาตครึ่งซีก) มากกว่าคนทั่วไป 5-8 เท่า


การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการและสิ่งตรวจพบ ดังนี้

ในรายที่เป็นไม่รุนแรง (มีสาเหตุจากหัวใจห้องบนหรือห้องล่างเต้นก่อนกำหนด) อัตราการเต้นของชีพจรมักจะอยู่ในเกณฑ์ปกติคือ 60-100 ครั้ง/นาที แต่จะพบว่ามีบางจังหวะที่เต้นรัวหรือวูบหาย อาจพบ 1-2 ครั้ง/นาที ถ้าเป็นมากก็อาจพบได้ถี่กว่านี้

ส่วนผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นช้า มักจะพบชีพจรเต้น < 50 ครั้ง/นาที ผู้ที่มีภาวะหัวใจเต้นเร็วจะพบชีพจรเต้น > 120 ครั้ง/นาที จังหวะอาจเป็นปกติหรืออาจเต้นไม่สม่ำเสมอ ไม่เป็นจังหวะ ชีพจรแรงบ้างค่อยบ้าง ฟังเสียงหัวใจอาจพบเสียงดังไม่เท่ากันและไม่เป็นจังหวะ อาจพบความดันโลหิตต่ำ บางครั้งอาจตรวจพบอาการของโรคที่เป็นสาเหตุหรือภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน หัวใจมีเสียงฟู่ในโรคหัวใจรูมาติก เท้าบวม และฟังปอดมีเสียงกรอบแกรบในภาวะหัวใจวาย แขนขาอ่อนแรงซีกหนึ่งในผู้ป่วยที่มีโรคหลอดเลือดสมองแทรกซ้อน เป็นต้น

แพทย์จะทำการวินิจฉัยโดยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เอกซเรย์ ตรวจเลือด และตรวจพิเศษอื่น ๆ


การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การดูแลรักษา ดังนี้

1. ในรายที่อัตราชีพจรอยู่ในเกณฑ์ปกติ (60-100 ครั้ง/นาที) เพียงแต่ตรวจพบว่าชีพจรเต้นรัวหรือวูบหายเป็นบางจังหวะ และผู้ป่วยรู้สึกสบายดี น่าจะเกิดจากภาวะหัวใจห้องบนหรือห้องล่างเต้นก่อนกำหนด ก็ไม่ต้องให้ยารักษา เพียงแต่แนะนำให้ผู้ป่วยนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ผ่อนคลายความเครียด หลีกเลี่ยงยาและสารกระตุ้น (งดบุหรี่ แอลกอฮอล์ กาเฟอีน ยาแก้หืด ยาแก้หวัด ยาลดความอ้วน เป็นต้น)

แต่ถ้ามีอาการชีพจรเต้นรัวหรือวูบหายแบบถี่ ๆ นาทีละหลายครั้ง หรือชีพจรเต้นจังหวะไม่สม่ำเสมอและแรงไม่เท่ากันตลอด (อาจเป็นภาวะหัวใจห้องบนเต้นแผ่วระรัว โดยมีอัตราชีพจร < 100 ครั้ง/นาที ก็ได้) หรือมีอาการเจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย หรือฟังหัวใจได้ยินเสียงฟู่ แพทย์ก็จะทำการตรวจหาสาเหตุ

สำหรับผู้ที่มีภาวะหัวใจห้องล่างเต้นก่อนกำหนด อาจพบว่ามีโรคหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย หรือลิ้นหัวใจพิการร่วมด้วย ถ้าตรวจพบ แพทย์ก็จะทำการรักษาโรคเหล่านี้ ในรายที่มีโรคลิ้นหัวใจพิการ (ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นเร็วและอาจทำให้เสียชีวิตฉับพลันได้) แพทย์จะให้ยาปิดกั้นบีตา เช่น โพรพราโนลอลกินควบคุมอาการ

2. ในรายที่ชีพจร < 50 ครั้ง/นาที หรือ > 120 ครั้ง/นาที หรือชีพจรเต้นไม่สม่ำเสมอ และแรงไม่เท่ากันตลอด ถ้าพบว่าผู้ป่วยมีอาการเจ็บหน้าอกมาก หายใจหอบเหนื่อย แขนขาอ่อนแรงข้างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นฉับพลันเป็นลมหมดสติ หรือชัก แพทย์จะรีบแก้ไขภาวะแทรกซ้อนและให้การรักษาตามสาเหตุที่ตรวจพบ เช่น ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน โรคหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจรูมาติก พิษจากยา (เช่น ไดจอกซิน) พร้อมทั้งให้การรักษาเพื่อควบคุมการเต้นของหัวใจให้กลับเป็นปกติ ดังนี้

    ในรายที่มีภาวะหัวใจเต้นช้า แพทย์อาจให้ยากระตุ้น ได้แก่ อะโทรพีน ถ้าไม่ได้ผลหรือเป็นรุนแรง อาจจำเป็นต้องผ่าตัดใส่ตัวคุมจังหวะหัวใจ (cardiac pacemaker) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ผลิตประจุไฟฟ้ากระตุ้นการเต้นของหัวใจ
    ในรายที่มีภาวะหัวใจห้องบนเต้นแผ่วระรัว จะต้องรับผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล ถ้ามีภาวะฉุกเฉินรุนแรงก็รีบให้การแก้ไข และพิจารณาให้การรักษาเพื่อควบคุมการเต้นของหัวใจให้กลับเป็นปกติ (cardioversion) โดยการใช้เครื่องช็อกหัวใจ (defibrillator) หรือการใช้ยา ร่วมกับการให้สารกันเลือดเป็นลิ่ม (เช่น เฮพาริน วาร์ฟาริน) ซึ่งแพทย์จะเลือกใช้วิธีการรักษาและให้ยาตามระยะของโรคที่เป็น และความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดหลุดอุดตันหลอดเลือดสมอง

หลังจากนั้นแพทย์จะให้ยาต้านหัวใจเต้นผิดจังหวะ (antiarrhythmic) และสารกันเลือดเป็นลิ่ม (โดยให้กินวาร์ฟารินในรายที่มีความเสี่ยงสูงหรือแอสไพรินในรายที่มีความเสี่ยงต่ำ) อย่างต่อเนื่อง
 

บางรายแพทย์อาจให้การรักษาด้วยวิธีตัดปมประจุไฟฟ้าเอวี (atrioventricular/AV node ablation) โดยการแยงสายอิเล็กโทรดเข้าไปสร้างความร้อนทำลายเนื้อเยื่อ (catheter radiofrequency ablation) และถ้าการรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ ไม่ได้ผล ก็จะทำการผ่าตัดเนื้อเยื่อหัวใจส่วนที่เป็นต้นตอของโรค

    ในรายที่มีภาวะหัวใจห้องบนเต้นเร็วชนิดโรคกลับฉับพลัน (PAT) แพทย์จะให้ยาต้านหัวใจเต้นผิดจังหวะควบคุมอาการ เช่น ยาปิดกั้นบีตา ผู้ป่วยส่วนน้อยที่ใช้ยาไม่ได้ผล อาจต้องทำการรักษาด้วยเครื่องช็อกหัวใจ หรือตัดปมประจุไฟฟ้าเอวีด้วยการใส่สายอิเล็กโทรด

การดูแลตนเอง

หากสงสัย เช่น  มีอาการหัวใจเต้นรัว เต้นเร็ว หรือช้ากว่าปกติ  เต้นจังหวะไม่สม่ำเสมอ หรือมีจังหวะเต้นกระตุก หรือวูบหายเป็นบางจังหวะ ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ควรดูแลรักษา ดังนี้

1. ดูแลรักษา กินยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ 

2. ติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด

3. ควรปฏิบัติตัว ดังนี้

    งดการบริโภคสุรา ยาสูบ ชา  กาแฟ
    นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และหาทางผ่อนคลายความเครียด
    หลีกเลี่ยงการทำงานหรือการออกกำลังที่หักโหม
    หลีกเลี่ยงการซื้อยากินเอง เพราะอาจมีผลทำให้โรคกำเริบ

4. ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    มีอาการเจ็บจุกหน้าอกกำเริบ หรือ รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หรือเท้าบวม
    มีอาการจุกแน่นลิ้นปี่คล้ายโรคกระเพาะ และกินยารักษาโรคกระเพาะไม่ทุเลา
    กินยาแล้วไม่ทุเลา หรือ กลับมีอาการกำเริบใหม่
    ขาดยาหรือยาหาย
    กินยาแล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน จุดแดงจ้ำเขียว หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ

การป้องกัน

อาจป้องกันโรคนี้ด้วยการปฏิบัติตัว ดังนี้

    หาทางป้องกันไมให้เป็นโรคหัวใจขาดเลือด
    ออกกำลังกายเป็นประจำ
    ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
    หลีกเลี่ยงการบริโภคสุรา ยาสูบ ชา กาแฟ สารกระตุ้นหัวใจ
    นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และหาทางผ่อนคลายความเครียด

ข้อแนะนำ

ผู้ป่วยที่บ่นว่ามีอาการใจสั่น ใจหวิว อาจเกิดจากโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือสาเหตุอื่น ๆ แพทย์จะซักถามอาการ ตรวจชีพจร (ควรจับชีพจรนาน 1-2 นาที เป็นอย่างน้อย) และใช้เครื่องฟังตรวจหัวใจ ถ้าชีพจรช้าหรือเร็วกว่าปกติหรือไม่สม่ำเสมอ ก็แสดงว่าเป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะจริง ถ้าชีพจร 60-100 ครั้ง/นาที และเต้นปกติ อาจเกิดจากโรควิตกกังวล หรือโรคแพนิก สาเหตุของอาการใจสั่น (ตรวจอาการใจสั่น)



14
รถขนของไปต่างจังหวัด รถรับจ้างขนของทั่วไทย ที่ให้บริการพร้อมที่สุดราคาไม่แพง

พัฒนาการบริการเพื่อคุณ สำหรับรถรับจ้างขนของทั่วไทย

รถรับจ้างขนของทั่วไทย ที่ให้บริการด้วยความพร้อมที่สุดที่จะทำให้เรื่องง่ายๆในการขนย้ายของของคุณเป็นเรื่องง่ายในทันที กับการให้บริการ รถรับจ้างขนของที่มาพร้อมกับพนักงานยกของ ด้วยการว่าจ้างงานที่มีความหลากหลายมากมายตามความต้องกรของทุกท่าน ที่กำลังองหา รถรับจ้างขนองอยู่ในขณะนี้ และราคาที่ไม่แพง บริการได้อย่างรวดเร็ว ด้วยงานรับจ้างขนของประเภท

    ขนย้ายบ้าน
    รับจ้างย้ายหอพัก
    รับจ้างขนย้ายเฟอร์นิเจอร์ เช่น ทีวี ตู้เย็น ตู้เสื้อผ้า เตียงนอน ฯ
    รับจ้างขนย้ายเครื่องจักร
    ขนย้ายต้นไม้
    ย้ายคอนโด ชั้นสูงๆ
    ขนย้ายอพาร์ทเม้นท์
    ย้ายไซต์งานก่อสร้าง
    ขนย้ายทั่วไป อีกมากมาย

ในปี 2566 นี้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ต้องการอย่างไร แจ้งความต้องการให้เราได้เลยผ่านช่องทางการติดต่อที่มากมาย ให้คุณได้เรียกใช้ตามความสะดวกของท่าน รับรองว่าเราจะให้การประสานงานที่ดีและรวดเร็วแก่ท่านอย่างแน่นอน คุณจะไม่พลาดทั้งราคาโปรโมชั่นอีกด้วย ติดต่อมาที่นี่เลย

เกี่ยวกับรถรับจ้างขนของที่ปรับปรุงเพื่อคุณ
การปรับเปลี่ยนเรื่องการบริการเพื่อยกระดับการให้ บริการที่ดีของเรานั้นจะทำการปรับปรุงการจัดการที่เคยเกิดปัญหาขึ้นในปี 2565 ให้มีการแก้ไขและปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นเพื่อให้ลูกค้ามีความมั่นใจในการเรียกใช้บริการ รับจ้างขนของ เช่น

    การเพิ่มช่องทางการติดต่อให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น
    การใช้โลเคชั่นในการเข้าถึงหน้างาน
    การยกสินค้าขนาดใหญ่ที่ชั้นสูงๆ
    การมีฝ่ายดูแลลูกค้าเช็คประสานงานก่อนวันขนย้าย
    การนัดเวลาล่วงหน้า
    การส่งเอกสารแบบด่วน EMS
    เพิ่มปริมาณรถ ที่ให้บริการ

ในทุกๆปีที่รถรับจ้างของเรามีการปรับปรุง เรารู้สึกว่าการขนย้ายของเราเป็นระบบระเบียบที่ดีขึ้นเป็นอย่างมาก ลดขั้นตอน ลดเวลา และช่วยให้ลูกค้าได้เข้าถึงการบริการที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้เราสามารถรับลูกค้าที่กำลังต้องการขนย้ายของได้มากยิ่งขึ้น ไม่ต้องรอนาน เพราะรถรับจ้างของเรามีการรันระบบคิวงานการวิ่งที่เป็นมาตรฐาน ไม่ซับซ้อน การขนย้ายจึงเรียบง่ายแต่ได้คุณภาพมากๆ ในการรับจ้างขนยเายของในแต่ละครั้ง

เรามีรถอะไร และ บริการที่ไหนบ้าง
เรามีรถรับจ้างมากมายหลายขนาด และให้บริการรับจ้างขนของในหลายๆที่ทั่วประเทศไทย ซึ่งเรามาอัพเดทสถานะกันว่า เรามีรถรับจ้างขนของกี่แบบ อะไรบ้าง

    รถกระบะรับจ้าง
    รถ 6 ล้อรับจ้าง
    รถ 4 ล้อใหญ่รับจ้าง
    รถ 10 ล้อรับจ้าง
    รถเฮียบรับจ้าง
    รถรับจ้างย้ายบ้านขนาดใหญ่
    รถรับจ้างย้ายหอ คอนโด
    รถเทรลเลอร์รับจ้าง

ที่สำคัญที่สุดนั่นคือ ไม่ว่าคุณอยู่ที่ไหน เราก็ให้บริการ รถรับจ้างทั่วประเทศ แก่ท่านทุกคน พร้อมด้วยทีมงานคนยกสินค้าที่มากมาย ขนย้ายอะไร ไปที่ไหน หรือ หารถรับจ้างขนของกรุงเทพวิ่งไปต่างจังหวัด เราก็รับให้บริการเช่นเดียวกัน ติดต่อประสานงานเข้ามาได้เลย รับรองว่าท่านจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน เรากล้ารับประกัน

ใครๆก็จ้างรถขนของกับเราได้โดยง่าย
ด้วยที่ว่าเรามีรถรับจ้างที่คอยให้บริการในทุกๆที่ จึงมีความสะดวกคล่องตัวสูงที่จะให้บริการลูกค้าได้โดยง่าย และเรายังมีเจ้าหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือ คอยประสานงานตั้งแต่

    เสนอราคาค่าบริการ
    ติดต่อประสานงาน
    ช่วยเหลือและประเมินงาน
    เช็คสถานะรถขนของเข้าหน้างาน
    ออกบิลใบเสร็จ

ซึ่งในขั้นตอนทั้งหมดนี้จะทำให้คุณง่ายขึ้นมากในการที่จะจ้าง รถรับจ้างขนของกับเรา เพราะเราให้บริการตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นขั้นตอน เป็นระเบียบ และคุณก็สะดวกไปด้วย ไม่ว่าจะ ย้ายบ้าน ย้ายที่อยู่ ย้ายครัว ย้ายหอพัก ย้ายคอนโด ขนย้ายต้นไม้ ขนย้ายเฟอร์นิเจอร์ เราก็พร้อมในทุกช่วงเวลาแก่คุณ เรากล้ารับประกัน

รถหกล้อรับจ้าง

เพราะประสบการณ์ จึงเป็นสิ่งสำคัญกับ รถรับจ้าง
ประสบการณ์ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับ รถรับจ้างทุกคัน รวมไปจนถึง พนักงานขับรถ คนยกสินค้า เพราะเรารู้ดีว่าสินค้าของลูกค้าทุกชิ้นนั้นสำคัญที่สุด และเราจะไม่ทำให้สินค้าของท่านชำรุดเสียหายอย่างแน่นอน ดังนั้นเราจึงใช้รถรับจ้างขนของ ไม่ว่าจะเป็น รถกระบะรับจ้าง รถ 6 ล้อรับจ้าง รถรับจ้างย้ายบ้าน รถสี่ล้อใหญ่รับจ้าง รถรับจ้างย้ายหอ ที่มีประสบการณ์ มีความสามารถที่เก่งในการขนย้ายของให้กับคุณ เรากล้าการันตีได้เลยว่า รถรับจ้างขนของ ของเราทุกคัน เก่ง และ บริการดีเป็นอย่างมาก
ขอบคุณทุกท่านที่มอบโอกาสดีๆให้กับเราตลอดระยะเวลากว่า 15 ปี เราตั้งใจที่จะบริการขนย้ายของให้กับท่านอย่างดีที่สุด ขอบคุณทุกโอกาสที่มอบให้กับเรา

15
รถหกล้อรับจ้างอุบลราชธานี รถรับจ้างใกล้ฉัน กระบะ หกล้อ สิบล้อ ขนอะไรได้บ้าง มาดูกัน

รถรับจ้างอุบลราชธานี

เมื่อพูดถึงรถรับจ้างการเลือกใช้บริการที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ รถรับจ้างอุบลราชธานีขนส่ง มีให้บริการหลายชนิดไม่ว่าจะเป็น รถกระบะรับจ้าง รถหกล้อรับจ้าง รถสิบล้อรับจ้าง สำหรับใครที่ต้องการใช้รถใหญ่ เราก็มีบริการเช่นกันค่ะ รถเทรลเลอร์รับจ้าง รถเฮี๊ยบรับจ้าง รถเครนรับจ้าง แต่ละประเภทของรถมีความสามารถและข้อดีที่แตกต่างกัน หากคุณกำลังมองหา บริการรถรับจ้างอุบลราชธานี ลองมาดูกันว่ารถแต่ละประเภท สามารถขนอะไรได้บ้าง และเหมาะกับงานประเภทใด เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจในการเลือกใช้บริการรถรับจ้างที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณมากที่สุดค่ะ

   
รถกระบะรับจ้างอุบลราชธานี ใกล้ฉัน

เป็นที่ทราบกันดีค่ะว่า รถกระบะรับจ้างอุบลราชธานี มีความคล่องตัวสูง สามารถขนย้ายของได้อย่างรวดเร็ว ทุกวันนี้ความต้องการใช้ รถกระบะรับจ้างอุบลราชธานี ใกล้ฉัน เป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจเลือก รถกระบะรับจ้าง คือความรวดเร็ว อีกทั้งยังเหมาะสำหรับการขนย้ายของที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก และจำนวณไม่เยอะ เช่น เฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เตียง ของใช้ทั่วไป หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า ต่างๆ เป็นต้น ความสามารถในการขนย้ายของ รถกระบะรับจ้าง มีพื้นที่บรรทุก กว้าง 1.2 เมตร ยาว 2.0 เมตร สูง 2.1 เมตร น้ำหนัก รถกระบะรับจ้าง สามารถรับน้ำหนักได้ประมาณ 1-2 ตัน ขึ้นอยู่กับรุ่นและสภาพของรถค่ะ

   
รถหกล้อรับจ้างอุบลราชธานี ไปต่างจังหวัด

เมื่อคุณต้องการขนย้ายของจากอุบลราชธานีไปต่างจังหวัด รถหกล้อรับจ้างอุบลราชธานี เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการขนส่งสินค้าหรือขนย้ายของ ในปริมาณที่เยอะๆ ยิ่งต้องขนย้ายไกลๆ ความต้องการที่อยากจะได้รถใหญ่ให้สามารถขนหมดในรอบเดียว รถหกล้อรับจ้างอุบลราชธานี ไปต่างจังหวัด เหมาะสมเป็นอย่างมากค่ะ เพราะมีพื้นที่บรรทุกที่กว้างขวาง รถหกล้อรับจ้าง มีขนาดกระบะบรรทุกอยู่ที่ กว้าง 2.2 เมตร ยาว 6.5 เมตร สูง 2.0 เมตร ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการขนส่งสินค้าหรือของที่มีขนาดใหญ่ อีกทั้งยังสามารถบรรทุกน้ำหนักได้ถึง 7 ตันได้อีกด้วยค่ะ

   
รถย้ายไซต์งานอุบลราชธานี ราคาเท่าไหร่

ราคา รถย้ายไซต์งานอุบลราชธานี แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย รวมถึงประเภทของรถที่ใช้บริการด้วย ระยะทางในการขนย้าย ปริมาณและน้ำหนักของที่ต้องขน ซึ่งการย้ายไซต์งานแต่ละที่ไม่เหมือนกัน บางที่อาจต้องการย้ายเครื่องมือช่าง บางที่อาจต้องการย้ายเครื่องจักร หรือบางที่อาจต้องการย้ายที่พักคนงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลต่อราคาทั้งสิ้นค่ะ การที่อยากจะทราบว่า รถย้ายไซต์งานอุบลราชธานี ราคาเท่าไหร่ นั้น เราแนะนำให้ติดต่อผู้ให้บริการรถรับจ้างได้โดยตรงค่ะ เพื่อที่จะได้ให้เจ้าหน้าประเมินราคา และทราบข้อมูลราคาได้อย่างแม่นยำค่ะ

   
รถรับจ้างอุบลราชธานี

กำลังมองหาบริการรถรับจ้างที่เชื่อถือได้และคุ้มค่าอยู่หรือเปล่าค่ะ ไม่ต้องมองหาที่ไหนอีกแล้วค่ะ ขนส่ง พร้อมให้บริการคุณด้วย รถรับจ้าง ที่หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ รถกระบะรับจ้าง สำหรับการขนย้ายของที่ไม่เยอะมาก ย้ายบ้านขนาดเล็ก หอพัก คอนโด รถหกล้อ ขนย้ายของที่มีจำนวนเยอะๆ รถสิบล้อ รถเทรลเลอร์ รถเฮี๊ยบ ขนย้ายของที่มีน้ำหนักมากๆ และขนาดใหญ่ คุณสามารถเลือกให้เหมาะกับความต้องการของคุณได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการ ขนย้ายบ้าน ขนส่งสินค้าหรือวัสดุก่อสร้าง ย้ายไซต์งานค่ะ

ทำไมต้องเลือกเรา

    บริการมืออาชีพ : ทีมงานของเรามีความเชี่ยวชาญในการจัดการขนย้ายอย่างมีประสิทธิภาพ
    รถทันสมัย : รถทุกคันผ่านการตรวจสอบและบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ
    ราคายุติธรรม : เรามีราคาที่คุ้มค่าและไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง
    บริการรวดเร็ว : เราพร้อมให้บริการทันท่วงทีตามความต้องการของคุณ
    บริการทั่วถึง : ไม่ว่าจะขนย้ายในจังหวัดหรือไปต่างจังหวัด เราพร้อมบริการคุณ

ขนส่ง คือทางเลือกที่ดีสำหรับการขนย้ายในอุบลราชธานี ที่ให้บริการใกล้คุณเพื่อความสะดวกสบายและมั่นใจในทุกการขนย้าย ไม่ว่าคุณจะมีงานขนย้ายของขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก ขนส่ง เป็นตัวเลือกที่คุณมั่นใจได้ค่ะ ติดต่อเราวันนี้เพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมและขอใบเสนอราคา พร้อมให้บริการคุณทุกวันด้วยใจและความเชี่ยวชาญค่ะ

16
จัดฟันบางนา: เวลาสวมใส่เครื่องมือการจัดฟันแบบใส จะทำให้เกิดการระคายเคืองช่องปากหรือไม่ ?

การจัดฟันแบบใส ถือว่าเป็นการจัดฟันที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เพราะนอกจากจะเป็นการส่งเสริมทำให้ผู้เข้ารับการจัดฟันมีสุขภาพช่องปากและฟันที่แข็งแรง ไม่ทำให้เกิดฟันผุ เพราะการเข้ารับการจัดฟันแบบใสนั้น ผู้เข้ารับการจัดฟันสามารถถอดเครื่องมือการจัดฟันออกได้ขณะทำความสะอาดช่องปาก จึงทำให้ไม่เกิดฟันผุ และมีฟันที่สะอาด เพราะการผุของฟัน จะเริ่มขึ้นที่ชั้นผิวเคลือบฟันก่อน โดยจะเห็นเป็นจุดดำเล็ก ๆ หรือเป็นเส้นดำตามร่องฟันด้านบดเคี้ยว  หรือเนื้อฟันมีสีขาวขุ่นผิดปกติ  ดังนั้น การทำความสะอาดฟันที่ดี สามารถชะลอการลุกลามของโรคฟันผุได้  แต่หากเราปล่อยไว้ไม่ดูแล ฟันผุลุกลามไปถึงขั้นเนื้อฟัน จะมีอาการเสียวฟันเมื่อบดเคี้ยวอาหาร หรือเมื่อกระทบของเย็น บางครั้งอาจมีอาการปวดได้ แต่หากเรายังปล่อยทิ้งไว้จนฟันผุลุกลามไปถึงขั้นโพรงประสาทฟัน

ซึ่งมีเส้นเลือดและเส้นประสาท จะทำให้อาการปวดรุนแรงมากขึ้น จนอาจต้องสูญเสียฟัน เนื่องจากผุลุกลามมาก ไม่สามารถเก็บรักษาฟันซี่นั้นไว้ได้  ซึ่งจะมีผลกระทบด้านการบดเคี้ยวจะมีประสิทธิภาพลดลง และต้องใช้ฟันเทียม ซึ่งมีค้าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นโดยไม่จำเป็น ดังนั้น การเข้ารับการจัดฟันแบบใส ทำให้ผู้เข้ารับการจัดฟันได้ทำความสะอาดช่องปากอย่างเต็มที่ ต่างจากคนที่เข้ารับการจัดฟันแบบทั่วไปที่อาจจะทำความสะอาดได้ไม่ทั่วถึงนั่นเอง

นอกจากนี้ ผู้เข้ารับการจัดฟันแบบใส ยังมีเครื่องมือการจัดฟันที่มีประสิทธิภาพในการทำงาน ช่วยให้ฟันเคลื่อนตัวไปยังตำแหน่งที่ต้องการ ตามแผนการรักษาที่ทันตแพทย์ได้ทำการวางไว้ก่อนการรักษา และเครื่องมือยังออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถเข้ากับช่องปากของผู้เข้ารับการจัดฟันแบบใสได้เป็นอย่างดี หลายคนที่สนใจจะเข้ารับการจัดฟันแบบใส คงมีคำถามว่า  การสวมใส่เครื่องือการจัดฟันแบบใสนั้น จะทำให้เกิดการระคายเคืองช่องปากหรือไม่ เพราะปัญหาที่ผู้เข้ารับการจัดฟันมักจะเจอนั่นก็คือ การที่เครื่องมือการจัดฟัน เกิดบาดกระพุ้งแก้ม ทำให้เกิดแผลภายในช่องปาก ทำให้มีอาการแสบและทำให้รับประทานอาหารได้ไม่เต็มที่ ต้องบอกก่อนว่า เครื่องมือการจัดฟันแบบใส กับเครื่องมือการจัดฟันแบบทั่วไปนั้น มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะเครื่องมือการจัดฟันแบบใส ถูกออกแบบมาเฉพาะบุคคล ทำให้ผู้เข้ารับการจัดฟันแบบใส สามารถสวมใส่เครื่องมือการจัดฟันได้อย่างพอดี


โดยไม่เกิดการระคายเคือง สำหรับข้อนี้ผู้ที่กำลังจะตัดสินใจเข้ารับการจัดฟันแบบใส ไม่ต้องกังวลเลย เพราะเครื่องมือการจัดฟันแบบใส สามารถถอดออกได้อย่างง่ายดาย มีความกระชับ ทำให้เวลาที่สวมใส่เครื่องมือรู้สึกสบายแทบจะไม่รู้สึกเลยว่าเรากำลังเข้ารับการจัดฟันอยู่ และที่สำคัญเครื่องมือการจัดฟันแบบใส สามารถถอดออกได้ขณะรับประทานอาหาร ทำให้ผู้เข้ารับการจัดฟันสามารถรับประทานอาหารได้อย่างหลากหลาย โดยไม่ต้องกังวลเรื่องของเครื่องมือเลย เพราะฉะนั้น การเข้ารับการจัดฟัน สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตประวันได้อย่างดีเลยทีเดียว


หากใครสนใจเข้ารับการจัดฟันแบบใส สามารถติดต่อ ขอรับคำแนะนำได้ที่คลินิก เพราะทางเรามีทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการจัดฟันและมีประสบการณ์อย่างยาวนาน ทำให้มั่นใจได้ว่าคุณจะมีฟันที่เรียงตัวกันอย่างสวยงามได้อย่างแน่นอน และที่สำคัญทางเรายังมีเครื่องมือ อุปกรณ์ที่มีความสะอาด ปลอดภัยได้มาตรฐาน และยังได้รับรองสูงสุดจาก invisalign เพราะการเข้ารับการจัดฟันแบบใส จะต้องทำโดยทันตแพทย์ที่ผ่านการรับรองจาก invisalign เท่านั้น แน่นอนว่าถ้าเข้ารับการจัดฟันจากทางคลินิก คุณจะมีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

17
สถานที่ควรมีผ้ากันไฟในโรงงาน

ผ้ากันไฟมีความสำคัญต่อโรงงานอุตสาหกรรมอย่างมาก โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้หรือประกายไฟ ซึ่งสถานการณ์ที่ควรมีผ้ากันไฟในโรงงานมีดังนี้:

งานเชื่อม งานเจียร หรือตัดโลหะ:
ในงานเหล่านี้ จะมีสะเก็ดไฟกระเด็นออกมา ซึ่งอาจก่อให้เกิดไฟไหม้ได้ ผ้ากันไฟจะช่วยป้องกันสะเก็ดไฟเหล่านี้ไม่ให้กระเด็นไปโดนวัสดุไวไฟ
นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันความร้อนจากงานเชื่อมไม่ให้แผ่ไปยังบริเวณที่มีสารไวไฟ

บริเวณที่มีเครื่องจักรความร้อนสูง:
เครื่องจักรที่มีความร้อนสูงอาจก่อให้เกิดไฟไหม้ได้ ผ้ากันไฟจะช่วยป้องกันไฟลุกลามจากเครื่องจักร

บริเวณที่มีสารไวไฟ:
สารไวไฟเป็นเชื้อเพลิงที่ทำให้เกิดไฟไหม้ได้ง่าย ผ้ากันไฟจะช่วยป้องกันการเกิดไฟไหม้จากสารไวไฟ

บริเวณที่มีอุปกรณ์ไฟฟ้า:
ไฟฟ้าลัดวงจรอาจก่อให้เกิดไฟไหม้ได้ ผ้ากันไฟจะช่วยป้องกันไฟลุกลามจากไฟฟ้าลัดวงจร

บริเวณที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้สูง:
เช่น ห้องเก็บสารเคมี หรือห้องควบคุมไฟฟ้า ซึ่งเป็นบริเวณที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้สูง ควรมีผ้ากันไฟเตรียมพร้อมไว้เสมอ

งานซ่อมบำรุงในโรงงานอุตสาหกรรม:
ใช้คลุมอุปกรณ์ หรือชิ้นงาน เพื่อป้องกันลูกไฟจากงานเชื่อมกระเด็นมาโดน

โรงกลั่นน้ำมัน และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี:
ใช้เป็นชุดปฏิบัติงานภาคสนาม งานเชื่อมทั่วไป งานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับไฟ/สะเก็ดไฟ

อุตสาหกรรมไฟฟ้าและสาธารณูปโภค:
ใช้ผลิตเป็นชุดหมี ชุดช่าง ใช้งานในอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการลุกลามของเปลวไฟ

การมีผ้ากันไฟเตรียมพร้อมไว้ในสถานการณ์เหล่านี้ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดไฟไหม้และรักษาความปลอดภัยในโรงงานได้ค่ะ

18
ซ่อมบำรุงอาคาร: น้ำแอร์รั่วเกิดจากอะไร ต้องแก้ไขอย่างไร

การใช้งานเครื่องปรับอากาศ เชื่อว่าหลายคนคงใช้เป็นกันอยู่แล้ว เพราะแอร์ถือว่าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่หลายบ้านต้องมีอย่างแน่นอน เนื่องจากเมืองไทยเป็นเมืองร้อน ซึ่งเครื่องปรับอากาศก็มีความจำเป็นที่จะช่วยในการคลายร้อนได้ แต่การใช้งานเครื่องปรับอากาศนั้น ถือว่าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลืองไฟมากที่สุดเลยก็ว่าได้ ยิ่งบ้านไหนใช้งานทุกวัน ก็ต้องยอมเสียเงินจ่ายค่าไฟหลักพันเลยทีเดียว แต่การใช้งานเครื่องปรับอากาศนั้น ถ้าเราใช้งานอย่างถูกต้อง ก็สามารถประหยัดค่าไฟไปได้เยอะ แถมยังช่วยรักษาอายุการใช้งานให้อยู่คู่กับบ้านได้นานอีกด้วย

แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เครื่องปรับอากาศที่เราใช้งานอยู่ทุกวันๆนั้น เราใช้งานถูกต้องแล้ว อย่างที่บอกว่า เครื่องปรับอากาศ ถือเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่บ้านหรือครัวเรือนแทบจะทุกหลังคาเรือนต้องมี เพราะด้วยอากาศที่ร้อนมาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่อากาศร้อนอบอ้าวเป็นพิเศษ  ทำให้เรารู้สึกหายเหนื่อยขึ้นมาได้เลยทีเดียว การใช้งานเครื่องปรับอากาศนั้น ถึงแม้ว่าจะไม่มีความยุ่งยากซับซ้อนเท่าไหร่ แต่เราก็ต้องใช้งานให้ถูกวิธีเพื่อที่จะรักษาเครื่องปรับอากาศของเราให้สามารถใช้งานได้อย่างยาวนานและไม่เกิดเสียก่อนเวลาอันควร ในขณะที่เราใช้งานเครื่องปรับอากาศ อาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับน้ำแอร์รั่ว ซึ่งเชื่อว่า หลายคนคงเคยประสบปัญหานี้ แต่อาจจะไม่ทราบสาเหตุว่า ปัญหาน้ำแอร์รั่วออกมานั้น เกิดจากอะไรบ้างและต้องแก้ไขอย่างไร ซึ่งวันนี้ทางว SN Service เราจะมาช่วยกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวกัน เพื่อที่คนที่มีปัญหาดังกล่าวได้ใช้งานแอร์ได้อย่างไม่สะดุด

หากพูดถึงเรื่องของปัญหาน้ำแอร์รั่วนั้น จะเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุหลักๆคือ การที่มีฝุ่น เข้าไปจับตัวกันหรืออุดตันอยู่ภายในแอร์มากจนเกินไป ก็จะทำให้ในขณะที่เราเปิดแอร์นั้น น้ำก็จะจับตัวกันเป็นก้อนและกลายเป็นน้ำแข็งจากนั้นตัวเครื่องของแอร์ก็จะไม่สามารถระบายความเย็นออกมาได้ทันและทำให้เกิดเป็นหยดน้ำไหลออกมาจากตัวแอร์ของเรา หากเกิดเช่นนี้ขึ้นเราควรที่จะเรียกให้ช่างผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจสอบและแก้ไขปัญหานี้ เพื่อที่จะได้ทำความสะอาดอย่างถูกต้องและจะได้ตรวจสอบ น้ำยาแอร์ด้วย เพราะถ้าหากน้ำยาแอร์มีน้อยเกินไป ก็อาจจะทำให้ระบบแอร์นั้น ปรับอากาศได้ไม่เพียงพอและอาจจะทำให้เครื่องพังได้ในเวลาต่อมา ซึ่งก็อาจจะเป็นสาเหตุของการเกิดน้ำแอร์รั่วด้วยเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ในการติดตั้งแอร์ที่ไม่ได้ติดตั้งโดยผู้เชี่ยวชาญ ก็จะส่งผลทำให้การการเดินท่อภายในนั้นไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากในการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ

 นอกจากนั้น ท่อที่นำมาใช้อาจจะไม่ได้มาตรฐาน จึงทำให้เกิดหยุดน้ำเกาะบริเวณท่อ และทำให้เกิดน้ำแอร์หยดได้ แต่เมื่อเราพบปัญหาน้ำแอร์รั่ว ไม่ว่าจะจากสาเหตุอะไรก็ตาม เราสามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการล้างแอร์ให้ตรงตามกำหนดการล้างแอร์ เพื่อเป็นการทำความสะอาดแอร์ ซึ่งเราจะได้มีแอร์ใช้งานต่อไปได้นานยิ่งขึ้น ควรให้ผู้เชี่ยวชาญในการล้างแอร์เพราะหากเรามีความเชี่ยวชาญไม่พอก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาตามมาได้ในภายหลัง ซึ่งการล้างแอร์จะช่วยทำให้คนในบ้านมีสุขภาพที่ดีขึ้นด้วย เพราะฉะนั้น เราจะต้องหมั่นตรวจเช็คและตรวจสอบสภาพแอร์อยู่เป็นประจำ ซึ่งเราควรที่จะสังเกตว่าแอร์ของเรานั้นที่ตัวกรองมีฝุ่นเกาะมากเกินไปหรือไม่

หากมีมากเกินไปเราก็สามารถแกะออกมาล้างก่อนได้ด้วยตัวเอง เพื่อแก้ไขปัญหาเบื้องต้นก่อน รวมทั้ง การตรวจดูถาดน้ำทิ้ง ซึ่งเราควรที่จะตรวจเช็คอยู่บ่อยๆ เพื่อดูว่าถาดน้ำทิ้งนั้นเลื่อนหรือเคลื่อนไปจากเดิมหรือไม่ และหากมันไม่ได้อยู่ที่เดิมก็ควรที่จะแก้ไขทำให้มันกลับมาอยู่ในสภาพเดิม เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำแอร์รั่วได้ในเบื้องต้น เมื่อเราพบเจอปัญหา เราควรรีบแก้ไขเพื่อให้การใช้งานเครื่องปรับอากาศใน้านเรา สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และยังเป็นการช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าด้วย

 ทั้งนี้ทางเราอยากให้ทุกคนได้เลือกเครื่องปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพในการใช้งานที่เหมาะสมกับคุณ ทางเรามีบริการดูแลระบบเครื่องปรับอากาศภายในอาคาร ที่มีคนจำนวนมาก เพื่อที่จะได้สามารถใช้งานเครื่องปรับอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเราถือว่า ระบบปรับอากาศและหมุนเวียนอากาศเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะผู้คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักจะใช้ชีวิตในภายในอาคาร นั่นถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าเราได้สูดอากาศที่บริสุทธิ์และสะอาดเข้าไป ก็จะทำให้เรามีสุขภาพที่ดี สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้สดชื่น สบายมากยิ่งขึ้น

19
ตรวจอาการเบื้องต้นด้วยตนเอง: มะเร็งหลอดอาหาร (Esophageal cancer)

มะเร็งหลอดอาหาร เป็นมะเร็งที่พบได้น้อยกว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่และกระเพาะอาหาร

มะเร็งหลอดอาหารพบในภาคใต้มากกว่าภาคอื่น ๆ พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 3 เท่า พบมากในคนอายุ 55-65 ปี

สาเหตุ

ยังไม่ทราบแน่ชัด พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งชนิดนี้ ได้แก่

    การดื่มสุราจัด
    การสูบบุหรี่
    การกินอาหารและเครื่องดื่มร้อนจัดเป็นประจำ
    การเป็นโรคกรดไหลย้อน
    เยื่อบุหลอดอาหารถูกทำลายด้วยน้ำกรด น้ำด่าง หรือน้ำยาล้างห้องน้ำ
    ภาวะอ้วน
    การกินผักและผลไม้น้อย
    เคยได้รับการฉายรังสีรักษามะเร็งที่บริเวณหน้าอกหรือช่องท้องมาก่อน

อาการ

มีอาการกลืนลำบากเป็นอาการหลัก รู้สึกกลืนแล้วเจ็บหรือติดที่ตำแหน่งต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับคอจนถึงระดับลิ้นปี่ เริ่มด้วยการกลืนอาหารแข็ง (เช่น ข้าวสวย) ได้ลำบาก ต่อมากลืนอาหารอ่อน (เช่น ข้าวต้ม) ไม่ได้ จนในที่สุดแม้แต่กลืนน้ำก็ลำบาก ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย น้ำหนักลดอย่างรวดเร็วเนื่องจากกินอาหารไม่ได้ อาจตรวจพบต่อมน้ำเหลืองที่คอหรือแอ่งไหปลาร้าโต หรืออาการที่เกิดจากมะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น เช่น ตับ ปอด

ภาวะแทรกซ้อน

เมื่อก้อนมะเร็งโตขึ้น ทำให้หลอดอาหารอุดกั้น (กินอาหารดื่มน้ำไม่ได้ น้ำหนักลด) มีอาการเจ็บปวด มีเลือดออก (ทำให้โลหิตจาง) อาจทำให้มีอาการสำลักอาหารเข้าปอด ทำให้ปอดอักเสบได้

มะเร็งมักลุกลามไปที่อวัยวะข้างเคียง ต่อมน้ำเหลืองในช่องท้อง ที่คอ แอ่งเหนือไหปลาร้า และในระยะท้ายมักแพร่กระจายผ่านกระแสเลือดไปที่ปอด (เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก), ตับ (เจ็บชายโครงขวา ตาเหลืองตัวเหลือง ท้องมาน), กระดูก (ปวดกระดูก กระดูกพรุน กระดูกหัก ปวดหลัง ไขสันหลังถูกกดทับ) และอาจไปที่สมอง (ปวดศีรษะมาก อาเจียนมาก เวียนศีรษะ บ้านหมุน เดินเซ แขนขาชาและเป็นอัมพาต ชัก)

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยโดยการเอกซเรย์หลอดอาหารโดยการกลืนแป้งแบเรียม (barium swallow หรือ esophagram) การใช้กล้องส่องตรวจหลอดอาหาร (upper endoscopy) และตัดชิ้นเนื้อนำไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ การตรวจหาระดับสารบ่งชี้มะเร็ง (tumor marker) ได้แก่ สารซีอีเอ (carcinoembryonic antigen/CEA) ซึ่งมีส่วนช่วยในการวินิจฉัยและการติดตามผลการรักษา

หากพบว่าเป็นมะเร็งก็จะทำการตรวจเพิ่มเติมด้วยวิธีต่าง ๆ (เช่น เอกซเรย์, อัลตราซาวนด์, เอกซเรย์คอมพิวเตอร์, การถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า-MRI, การตรวจเพทสแกน-PET scan เป็นต้น) เพื่อประเมินว่าเป็นมะเร็งระยะใด

การรักษาโดยแพทย์

ถ้าพบระยะแรก แพทย์จะให้การรักษาด้วยการผ่าตัดร่วมกับรังสีบำบัดและเคมีบำบัด ถ้าพบในระยะลุกลามก็จะให้รังสีบำบัดร่วมกับเคมีบำบัด

ผลการรักษา หากได้รับการตรวจพบและรักษาตั้งแต่ระยะแรก มีอัตราการรอดชีวิตเกิน 5 ปีมากกว่าร้อยละ 40

แต่ถ้าตรวจพบระยะที่มะเร็งลุกลามหรือแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น มีอัตราการรอดชีวิตเกิน 5 ปีประมาณร้อยละ 5-20

การดูแลตนเอง

หากสงสัย เช่น มีอาการกลืนลำบาก รู้สึกกลืนแล้วเจ็บหรือติดที่ตำแหน่งต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับคอจนถึงระดับลิ้นปี่ น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว เป็นต้น ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อตรวจพบว่าเป็นมะเร็งหลอดอาหาร ควรดูแลตนเอง ดังนี้

    รักษา กินยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
    ติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด
    หลีกเลี่ยงการซื้อยามากินเอง
    หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืช โปรตีนที่มีไขมันน้อย (เช่น ปลา ไข่ขาว เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง)
    นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และหาทางผ่อนคลายความเครียด
    ออกกำลังกายและทำกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งงานอดิเรกที่ชอบ และงานจิตอาสา เท่าที่ร่างกายจะอำนวย
    ทำสมาธิ เจริญสติ หรือสวดมนต์ภาวนาตามหลักศาสนาที่นับถือ
    ถ้ามีโอกาสควรหาทางเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน หรือกลุ่มมิตรภาพบำบัด
    ผู้ป่วยและญาติควรหาทางเสริมสร้างกำลังใจให้ผู้ป่วย ยอมรับความจริง และใช้ชีวิตในปัจจุบันให้ดีและมีคุณค่าที่สุด
    ถ้าหากมีเรื่องวิตกกังวลเกี่ยวกับโรคและวิธีบำบัดรักษา รวมทั้งการแสวงหาทางเลือกอื่น (เช่น การใช้สมุนไพร ยาหม้อ ยาลูกกลอน การนวด ประคบ การฝังเข็ม การล้างพิษ หรือวิธีอื่น ๆ) ควรขอคำปรึกษาจากแพทย์ และทีมสุขภาพที่ดูแลประจำและรู้จักมักคุ้นกันดี

ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    มีอาการไม่สบายหรืออาการผิดปกติ เช่น มีไข้ อ่อนเพลียมาก หอบเหนื่อย หายใจลำบาก ชัก แขนขาชาหรืออ่อนแรง ซีด มีเลือดออก ปวดท้อง ท้องเดิน อาเจียน เบื่ออาหารมาก กินไม่ได้ ดื่มน้ำไม่ได้ เป็นต้น
    ขาดยาหรือยาหาย
    ในรายที่แพทย์ให้ยากลับไปกินที่บ้าน ถ้ากินยาแล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม ปวดท้อง ท้องเดิน คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ

การป้องกัน

ยังไม่มีวิธีป้องกันที่ได้ผล อาจลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลอดอาหาร ด้วยการปฏิบัติ ดังนี้

    หลีกเลี่ยงการดื่มสุราจัด
    ไม่สูบบุหรี่
    หลีกเลี่ยงการกินอาหารและเครื่องดื่มร้อนจัด
    กินผักและผลไม้ให้มาก ๆ
    ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

ข้อแนะนำ

1. ผู้ที่มีอาการกลืนลำบากโดยไม่ทราบสาเหตุควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

2. ปัจจุบันมีวิธีบำบัดรักษาโรคมะเร็งใหม่ ๆ ที่อาจช่วยให้โรคหายขาดหรือทุเลา หรือช่วยให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ผู้ป่วยจึงควรติดต่อรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคมะเร็ง มีความมานะอดทนต่อผลข้างเคียงของการรักษาที่อาจมีได้ อย่าเปลี่ยนแพทย์ เปลี่ยนโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น หากสนใจจะแสวงหาทางเลือกอื่น (เช่น การใช้สมุนไพร หรือวิธีอื่นๆ) ควรขอคำปรึกษาจากแพทย์ และทีมสุขภาพที่ดูแลประจำและรู้จักมักคุ้นกันดี

20
อาการโรคปอดรั่ว วิธีสังเกต และคำแนะนำสำหรับผู้มีอาการ

อาการปอดรั่ว เป็นอาการที่เกิดขึ้นเมื่ออากาศที่ควรจะอยู่ในปอดรั่วออกไปอยู่ที่บริเวณระหว่างปอดและผนังทรวงอก ซึ่งเมื่อบริเวณดังกล่าวมีอากาศไปสะสมอยู่มาก ปอดก็จะไม่สามารถขยายตัวหรือขยายตัวได้ยากขณะหายใจเข้าและเริ่มแฟบลง

ปอดรั่ว (Pneumothorax) เป็นภาวะที่สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การเกิดอุบัติเหตุ เกิดจากโรคอื่น ๆ ทางปอด การใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์บางชนิดในกระบวนการรักษา โดยผู้ที่มีอาการปอดรั่วควรได้รับการดูแลจากแพทย์ทันที เนื่องจากหากปล่อยทิ้งไว้ ผู้ป่วยอาจเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้

สาเหตุที่อาจทำให้เกิดอาการปอดรั่ว

ภาวะปอดรั่วสามารถเกิดขึ้นได้จากสาเหตุต่างๆ เช่น

    การเกิดอุบัติเหตุที่ปอด เช่น ถูกของแข็งหรือของมีคมทิ่มทะลุบริเวณหน้าอก
    อุบัติเหตุจากวิธีตรวจหรือรักษาทางการแพทย์บางอย่าง เช่น เกิดแผลขณะขั้นตอนตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ (Biopsy)
    การเจ็บป่วยด้วยโรคปอด เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ปอดบวม โรคหืด มะเร็งปอด วัณโรค
    พฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่าง เช่น การสูบบุหรี่ การใช้สารเสพติดชนิดสูดดม การดำน้ำลึก หรือการอยู่ในสภาที่มีการเปลี่ยนแปลงของการกดอากาศอย่างรุนแรง อย่างการนั่งเครื่องบิน

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้บางคนเกิดปอดรั่วได้ง่ายอีกด้วย เช่น ผู้ที่คนในครอบครัวมีประวัติเกิดปอดรั่ว ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ผู้ที่ตัวสูงและผอมมาก ๆ ผู้ที่ป่วยเป็นมาร์แฟนซินโดรม (Marfan Syndrome) และผู้ที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือในบางครั้งก็อาจเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ

ลักษณะสัญญาณของอาการปอดรั่ว

เมื่อปอดรั่ว ลักษณะอาการอาการแรก ๆ ที่ผู้ป่วยมักจะพบก็คืออาการเจ็บหน้าอก โดยเฉพาะขณะหายใจเข้า ร่วมกับอาการหายใจไม่อิ่ม ซึ่งอาการมักจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันที่บริเวณหน้าอกข้างที่ปอดรั่ว

ส่วนอาการปอดรั่วอื่น ๆ มักจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงหรือความเสียหายของปอดที่เกิดขึ้น โดยลักษณะอาการที่มักพบก็เช่น

    ไอแห้ง
    หายใจหอบถี่
    หัวใจเต้นเร็ว
    อ่อนเพลีย
    ผิวหนังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีออกฟ้า

นอกจากนี้ ภาวะปอดรั่วยังเป็นภาวะที่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอื่นได้อีกมากมาย หากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสมจากแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ เช่น ความสมดุลระหว่างความเป็นกรดและเบสในเลือดผิดปกติหรือภาวะเลือดเป็นกรด (Acidosis) หรือในบางคนก็อาจเกิดภาวะระบบทางเดินหายใจล้มเหลวได้

ควรทำอย่างไรเมื่อมีอาการปอดรั่ว

ผู้ที่มีอาการปอดรั่ว โดยเฉพาะผู้ที่กำลังป่วยเป็นโรคปอดชนิดใด ๆ อยู่ ผู้ที่เคยเกิดปอดรั่วมาก่อน และผู้ที่มีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรงหรือหายใจไม่ออก ควรรีบไปพบแพทย์ทันที แม้จะเห็นว่าอาการเริ่มดีขึ้นเอง เนื่องจากในหลาย ๆ ครั้ง แม้ผู้ป่วยภาวะปอดรั่วจะมักพบว่าอาการค่อย ๆ ดีขึ้นได้เอง แต่ในความเป็นจริงแล้วปอดยังมีการรั่วอยู่

สำหรับการรักษาอาการปอดรั่ว จุดมุ่งหมายหลัก ๆ ก็คือ การลดแรงที่กดทับปอดและช่วยให้ปอดของผู้ป่วยสามารถกลับไปทำงานได้ ซึ่งแพทย์จะพิจารณาวิธีที่เหมาะสมต่อผู้ป่วยแต่ละคนเป็นกรณีไป ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดปอดรั่ว เช่น การติดตามสังเกตอาการ การใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์กำจัดอากาศที่กดทับปอด การให้ออกซิเจนทดแทน หรือการผ่าตัด

21
ทำบุญอย่างไร ให้ได้อานิสงส์สูงสุด

บุญ ในพระพุทธศาสนา หมายถึง การทำความดี การประพฤติชอบทั้งทางกาย วาจา และใจ ซึ่งการทำบุญนั้นก็มีหลากหลายรูปแบบ แต่การทำบุญอย่างไรจึงจะได้บุญสูงสุด? โดยรวมแล้ว ทางแห่งการสร้างบุญนั้นแบ่งได้ 3 อย่างคือ การให้ทาน, การรักษาศีล และการเจริญสมาธิ ภาวนา ซึ่งการให้ทานนั้น หากจะให้ได้อานิสงส์สูงสุด ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 3 ประการ คือ

การให้ทาน

วัตถุทานที่ให้ต้องบริสุทธิ์

    ของสิ่งนั้นจะต้องเป็นของที่บริสุทธิ์ หมายถึงเป็นของที่หาได้ด้วยตนเอง ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ ไม่ได้ไปเบียดเบียนใครเขามา

 เจตนาในการสร้างทานต้องบริสุทธิ์

    คือก่อนให้ทานต้องมีศรัทธา ระหว่างให้ทานก็ให้ด้วยความยินดี และหลังจากที่ให้ทานไปแล้ว เมื่อย้อนนึกถึงทานที่ให้ไปก็ยินดี หรือปลื้มใจในสิ่งที่ได้ทำ

เนื้อนาบุญของผู้รับทานต้องบริสุทธิ์

    ทั้งผู้ให้ทาน และผู้รับทาน ล้วนแล้วแต่ต้องเป็นผู้ที่รักษาศีลด้วยความบริสุทธิ์ ก็จะได้บุญเกิดขึ้น

การรักษาศีล

    การรักษาศีล 5 ซึ่งเป็นหลักคำสอนของผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ คือ งดเว้นจากการฆ่าสัตว์, งดเว้นจากการลักขโมย, งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม, งดเว้นจากการพูดเท็จ และ งดเว้นจากดื่มของมึนเมา

การเจริญสมาธิ ภาวนา

    การทำจิตให้นิ่ง ตั้งมั่น ไม่ฟุ้งซ่าน กำจัดอารมณ์อื่นใดให้หมดสิ้น และเมื่อมีจิตที่ตั้งมั่นอยู่ในสมาธิแล้ว สิ่งต่อไปคือการเจริญปัญญา ซึ่งจะแตกต่างจากการทำสมาธิ ตรงที่เราจะต้องใช้จิตคิด และใคร่ครวญเพื่อให้เห็นความจริงว่า สิ่งทั้งหลายในโลกมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเป็นปกติ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

เมื่อพิจารณาทางแห่งการสร้างบุญทั้ง 3 อย่างแล้วนั้น ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากตัวเราทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการประพฤติทางทางกาย วาจา ใจ อีกสิ่งที่สำคัญคือ บุญ จะได้มากหรือน้อยนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความตั้งใจ ความศรัทธา และเจตนาในการทำสิ่งนั้นด้วย อานิสงส์จึงจะเกิดขึ้นสูงสุด

22
จัดฟันบางนา: การจัดฟันแบบใส สามารถแก้ไขปัญหาฟันได้ครอบคลุมทุกรูปแบบ จริงหรือ ?

การจัดฟันแบบใสเป็นการจัดฟันรูปแบบใหม่ที่ต้องบอกว่าเป็นการรักษาทางทันตกรรมที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เพราะการจัดฟันแบบใส มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการรักษา จึงทำให้ผลการรักษามีความแม่นยำ ดังนั้น การจัดฟันแบบจึงมีความน่าเชื่อถือ โดยผู้เข้ารับการจัดฟันจะแน่ใจได้อย่างแน่นอนว่า ผู้ข้ารับการรักษาจะต้องมีผลการรักษาที่น่าพึงพอใจได้อย่างแน่นอน การจัดฟันแบบใสจึงเป็นการจัดฟันที่เหมาะสมกับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพช่องปากและฟันซึ่งหากใครที่มีปัญหาฟันซ้อนเก ฟันล้ม ฟันห่าง ก็สามารถเข้ารับการจัดฟันแบบใสได้ เพราะการจัดฟันแบบใส สามารถแก้ไขปัญหาฟันได้ครอบคลุมทุกรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม การจัดฟันแบบใสจะมีด้วยกันหลากหลายรูปแบบ ซึ่งในแต่ละแบบนั้นก็จะมีความแตกต่างกันของจำนวนเครื่องมือการจัดฟัน และสามารถแก้ไขปัญหาได้แตกต่างกันอีกด้วย สำหรับใคร ที่สนใจเข้ารับการจัดฟันแบบใส ก็สามารถปรึกษาทันตแพทย์จัดฟันได้ ก่อนเข้ารับการรักษา เพื่อที่ทันตแพทย์จะได้วางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับปัญหาฟันของผู้เข้ารับการจัดฟัน เพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด หลายคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าการจัดฟันแบบใสนั้น เป็นการจัดฟันที่มันเป็นนวัตกรรมใหม่ในการแก้ไขปัญหาฟัน การจัดฟันแบบใสมีข้อแตกต่างจากการจัดฟันในรูปแบบอื่น นั่นก็คือสามารถถอดเครื่องมือการจัดฟันออกได้และเครื่องมือการจัดฟันแบบใสก็มีความใส บาง ทำให้ผู้เข้ารับการจัดฟันสามารถยิ้มได้อย่างมั่นใจและสวมใส่เครื่องมือได้อย่างกระชับและสะดวกมากยิ่งขึ้น

สำหรับใครที่สงสัยว่าการเข้ารับการจัดฟันแบบใสนั้น จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ทุกรูปแบบจริงหรือไม่ วันนี้ทางคลินิกของเรามีคำตอบมาให้ทุกคนได้ศึกษากัน เพื่อที่จะได้เป็นแนวทางสำหรับใครที่สนใจที่จะเข้ารับการจัดฟันแบบใส

สำหรับปัญหาฟันของคนที่ควรที่จะเข้ารับการจัดฟันแน่นอนว่า ปัญหานั้นจะต้องส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งปัญหาฟันส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างแน่นอน เช่นในเรื่องของรับประทานอาหาร เพราะการที่เรามีฟันที่ผิดปกติ อาจจะทำให้เราไม่สามารถบดเคี้ยวอาหารได้ละเอียด ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพโดยรวมได้ ซึ่งคนที่มีปัญหาฟันซ้อน ฟันเก ฟันห่าง หรือลักษณะฟันที่มีการสบฟันที่ผิดปกติ ควรที่จะเข้ารับการจัดฟันแบบใส  เพราะถ้าหากได้รับการแก้ไขปัญหาฟันอย่างถูกวิธีก็จะทำให้ผู้ที่มีปัญหาฟันสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นปกติและมีความสุขมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าการจัดฟันแบบใส สามารถแก้ไขปัญหาฟันได้ครอบคลุมทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีปัญหาฟันซ้อนเก หรือความซับซ้อนค่อนข้างมาก ก็สามารถแก้ไขได้ รวมไปถึงผู้ที่เคยเข้ารับการจัดฟันมาก่อน ก็สามารถแก้ไขได้เช่นเดียวกัน

สำหรับจุดเด่นที่ทำให้การจัดฟันแบบใส เป็นที่นิยมนอกจากจะเป็นการจัดฟันที่ถูกออกแบบมาเฉพาะบุคคลที่มีการใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาร่วมวางแผนการรักษา ซึ่งจะทำให้ผลการรักษามีความแม่นยำ และที่สำคัญก็คือการจัดฟันแบบใส ทำให้เรามีรอยยิ้มที่สวยงามมั่นใจมากยิ่งขึ้น เพราะเครื่องมือการจัดฟันแบบใสที่เป็นพลาสติกใสและมีความยืดหยุ่นได้ดี จึงทำให้คนอื่นแทบมองไม่ออกเลยว่าเรากำลังเข้ารับการจัดฟันอยู่ การจัดฟันแบบใสเหมาะสำหรับคนที่มีอาชีพที่ใช้บุคลิกภาพในการทำงานเช่น แอร์โฮสเตส นักแสดง นักร้อง พิธีกร เป็นต้น ซึ่งต้องบอกว่า การเข้ารับการจัดฟันแบบใส ส่งผลดีต่อสุขภาพช่องปากและฟัน รวมไปถึงบุคลิกภาพของเราด้วย

หากใครสนใจเข้ารับการจัดฟันแบบใส สามารถติดต่อขอรับคำแนะนำได้ที่ คลินิกเพราะทางเรามีทันแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการจัดฟันแบบใส พร้อมยังได้รับการรับรองสูงสุดจากทาง  Invisalign ให้สามารถให้บริการจัดฟันแบบใสได้อย่างปลอดภัยและมีมาตรฐานมากที่สุด ทำให้ผู้เข้ารับการจัดฟันแบบใส สามารถมั่นใจได้ว่า คุณจะมีฟันที่สวยงาม มีรอยยิ้มที่มั่นใจได้อย่างแน่นอน

23
สร้างอาชีพจากหมูสวรรค์ หมูหวาน นุ่มๆ รสชาติดี เมนูทานง่าย ขายได้กำไร

หมูสวรรค์เป็นของทานเล่นที่อร่อย ทำง่าย และเก็บไว้ทานได้นานค่ะ มาดูสูตรหมูสวรรค์หมูนุ่มหวานอร่อยกันเลย

วัตถุดิบ:

เนื้อหมูสันนอก 500 กรัม

น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลปี๊บ 3 ช้อนโต๊ะ

ซีอิ๊วดำหวาน 1 ช้อนโต๊ะ

ผงปรุงรสหมู 1 ช้อนโต๊ะ

เม็ดผักชี 1 ช้อนโต๊ะ

พริกไทยเม็ด 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำมันพืช สำหรับทอด

วิธีทำ:

หั่นเนื้อหมูเป็นชิ้นยาวหนาประมาณ 1/2 ซม.

โขลกเม็ดผักชีและพริกไทยเม็ดให้ละเอียด

ผสมน้ำปลา น้ำตาลปี๊บ ซีอิ๊วดำหวาน ผงปรุงรสหมู และเครื่องที่โขลกไว้ให้เข้ากัน

นำหมูลงไปคลุกเคล้ากับส่วนผสมให้เข้ากันดี หมักทิ้งไว้ในตู้เย็นอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง หรือข้ามคืน

นำหมูที่หมักไว้ไปตากแดดจัดๆ ประมาณ 1-2 วัน หรืออบในเตาอบที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ประมาณ 2-3 ชั่วโมง จนหมูแห้งหมาดๆ

ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันให้ท่วม ใช้ไฟกลาง นำหมูลงไปทอดจนสุกและมีสีน้ำตาลเข้ม ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน

จัดใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ

เคล็ดลับความอร่อย:

เลือกใช้เนื้อหมูสันนอก: จะทำให้หมูสวรรค์มีความนุ่ม ไม่เหนียว

หมักหมูให้นาน: การหมักหมูเป็นเวลานานจะช่วยให้เครื่องปรุงซึมเข้าเนื้อหมู ทำให้หมูสวรรค์มีรสชาติเข้มข้น

ตากแดดจัดๆ: การตากแดดจะช่วยให้หมูแห้งเร็ว และมีกลิ่นหอม

ทอดด้วยไฟกลาง: การทอดด้วยไฟกลางจะทำให้หมูสุกทั่วถึง ไม่ไหม้ และยังคงความนุ่ม

ทาน้ำมันตอนทอด: ถ้าน้ำมันน้อยเกินไปอาจจะทำให้หมูไหม้ได้

ลองทำตามสูตรนี้ดูนะคะ รับรองว่าหมูสวรรค์ของคุณจะอร่อย นุ่ม หวาน ถูกใจทุกคนแน่นอน!

24
หมอออนไลน์: ต้อหิน (Glaucoma)

ความผิดปกติภายในลูกตา ทำให้ประสาทตาเสื่อม เกิดอาการตามัวตาบอดได้ ส่วนใหญ่มักพบว่ามีความดันลูกตาสูง (high intraocular pressure)*

ต้อหินเป็นโรคที่พบได้ค่อนข้างบ่อย และพบมากขึ้นตามอายุ พบได้ประมาณร้อยละ 3 ของผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป และประมาณร้อยละ 6 ของผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ถือว่าเป็นโรคตาที่ร้ายแรงชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการตาบอดถาวร

ส่วนใหญ่เกิดจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ผู้ป่วยมักมีประวัติโรคต้อหินในครอบครัว นอกจากนี้ โรคนี้ยังพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด สายตายาว สายตาสั้นชนิดรุนแรง การได้รับบาดเจ็บที่ตา หรือผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์ (โดยเฉพาะยาหยอดตาสเตียรอยด์) ติดต่อกันนาน ๆ

*ปกติภายในลูกตาจะมีการสร้างของเหลวหลายอย่าง ของเหลวที่สำคัญอันหนึ่งอยู่ตรงช่องว่างระหว่างกระจกตากับแก้วตา ซึ่งเรียกว่า ช่องลูกตาหน้า (anterior chamber) ของเหลวชนิดนี้มีลักษณะใส เรียกว่า น้ำเลี้ยงลูกตา (aqueous humor) ซึ่งจะไหลเวียนจากด้านหลังของม่านตา (iris) ผ่านรูม่านตา (pupil) เข้าไปในช่องลูกตาหน้า แล้วระบายออกนอกลูกตาโดยผ่านมุมแคบ ๆ ระหว่างม่านตากับกระจกตาดำเข้าไปในตะแกรงระบายเล็ก ๆ ที่มีชื่อว่า ท่อชเลมส์ (Schlemm’s canal) เข้าสู่หลอดเลือดดำที่อยู่นอกลูกตา

น้ำเลี้ยงในลูกตา ก่อให้เกิดแรงดันภายในลูกตา (ซึ่งช่วยพยุงรูปทรงของลูกตาให้ทำหน้าที่ได้เป็นปกติ) เรียกว่า "ความดันลูกตา (intraocular pressure/IOP)" ร้อยละ 95 ของคนทั่วไปจะมีความดันลูกตา 10-21 มม.ปรอท (เฉลี่ย 15-16 มม.ปรอท) ถ้าความดันลูกตามีค่ามากกว่า 21 มม.ปรอท ก็ถือว่าเป็นความดันลูกตาสูง

ถ้าหากการระบายของน้ำเลี้ยงลูกตาดังกล่าวเกิดการติดขัดด้วยสาเหตุใดก็ตาม ก็จะทำให้มีการคั่งของน้ำเลี้ยงลูกตา และทำให้ความดันภายในลูกตาเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นโรคต้อหิน หากปล่อยทิ้งไว้ ขั้วประสาทตา (optic disc) ตรงส่วนหลังของจอตาถูกทำลาย ขั้วประสาทตาเป็นตัวนำกระแสประสาทการมองเห็นไปสู่สมอง ซึ่งเมื่อขั้วประสาทตาถูกทำลายจะทำให้สูญเสียลานสายตาลงทีละน้อย จนกลายเป็นตาบอดอย่างถาวรในที่สุด

แม้ว่าผู้ที่เป็นต้อหินส่วนใหญ่มักพบร่วมกับภาวะความดันลูกตาสูง แต่ผู้ป่วยต้อหินบางรายอาจมีความดันลูกตาปกติก็ได้ เรียกว่า "Normal pressure glaucoma/Normal-tension glaucoma" ซึ่งจะพบในผู้ป่วยที่เป็นต้อหินชนิดความดันลูกตาปกติ ซึ่งเป็นต้อหินมุมเปิด (open-angle glaucoma) ชนิดหนึ่ง

ผู้ที่มีภาวะความดันลูกตาสูงบางรายก็อาจไม่เกิดภาวะประสาทตาเสื่อม (กลายเป็นต้อหิน) ก็ได้ เรียกภาวะนี้ว่า "Ocular hypertension" อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นต้อหินตามมาได้ ซึ่งจำเป็นต้องติดตามดูอาการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ป่วยที่มีความดันลูกตามากกว่า 27 มม.ปรอท มีโอกาสสูงที่จะทำให้ประสาทตาถูกทำลาย ซึ่งแพทย์อาจพิจารณาให้ยาลดความดันลูกตาเพื่อป้องกันโรคต้อหิน

ต้อหินเกิดจากท่อระบายน้ำเลี้ยงลูกตาอุดตัน

สาเหตุ

ต้อหินสามารถแบ่งออกเป็นหลายชนิดขึ้นกับสาเหตุที่พบ ในที่นี้จะกล่าวถึงชนิดที่พบได้บ่อย ได้แก่

1. ต้อหินชนิดมุมเปิดมีความดันลูกตาสูง (primary open-angle glaucoma) เป็นต้อหินที่พบได้บ่อยกว่าชนิดอื่น พบได้ประมาณร้อยละ 70-80 ของโรคต้อหินทั้งหมด พบบ่อยในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีช่องลูกตาหน้าและมุมระบายน้ำเลี้ยงลูกตากว้างตามปกติ แต่ท่อชเลมส์ซึ่งเป็นตะแกรงระบายน้ำเลี้ยงลูกตาเกิดการอุดกั้น ซึ่งค่อย ๆ เกิดขึ้นเป็นเวลาแรมปีโดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้น้ำเลี้ยงลูกตาคั่งและความดันในลูกตาสูงขึ้น เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ คือ มักจะพบว่ามีพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นโรคนี้ด้วย นอกจากนี้ยังพบในผู้ที่สายตาสั้นชนิดรุนแรง หรือในผู้ป่วยเบาหวาน (ซึ่งมีภาวะแทรกซ้อนที่ตา โดยมีหลอดเลือดผิดปกติเกิดขึ้นในบริเวณกล้ามเนื้อม่านตาไปทำให้เกิดการอุดกั้นทางระบายน้ำเลี้ยงลูกตาที่อยู่ใกล้กัน)

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่ทราบว่าตัวเองเป็นโรคนี้ เนื่องจากไม่มีอาการแสดงให้เห็น จนกระทั่งมีความผิดปกติของการเห็นเกิดขึ้นอย่างถาวรแล้ว ต้อหินชนิดนี้ได้ชื่อว่า "ต้อหินชนิดมุมเปิดแบบเรื้อรัง (chronic open-angle glaucoma)" ซึ่งจัดว่าเป็นโรคภัยเงียบชนิดหนึ่ง

2. ต้อหินชนิดมุมปิด (angle-closure glaucoma/closed-angle glaucoma/narrow-angle glaucoma) พบมากเป็นอันดับ 2 รองจากชนิดมุมเปิดที่มีความดันลูกตาสูง ผู้ป่วยมีโครงสร้างของลูกตาผิดแปลกไปจากคนปกติ คือมีช่องลูกตาหน้าแคบและตื้น จึงมีมุมระบายน้ำเลี้ยงลูกตา (มุมระหว่างกล้ามเนื้อม่านตากับกระจกตา) แคบกว่าปกติ ต้อหินชนิดนี้เกิดมากในผู้ที่สายตายาว เพราะมีกระบอกตาสั้นและช่องลูกตาหน้าแคบ และเกิดในผู้สูงอายุเป็นส่วนมาก เพราะแก้วตาจะหนาตัวขึ้นตามอายุ ทำให้ช่องลูกตาหน้าที่แคบอยู่แล้วยิ่งแคบมากขึ้นไปอีก จึงมีโอกาสเกิดต้อหินมากขึ้น

พบมากในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ต้อหินชนิดนี้สามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ จึงมักพบมีพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นโรคนี้ร่วมด้วย

ผู้ป่วยส่วนหนึ่งมีอาการเกิดขึ้นเฉียบพลัน เรียกว่า "ต้อหินชนิดมุมปิดแบบเฉียบพลัน (acute angle-closure glaucoma)" อาการมักเกิดขึ้นทันทีเมื่อมีสาเหตุที่ทำให้กล้ามเนื้อม่านตาหดตัว (รูม่านตาขยายตัว) เช่น อยู่ในที่มืดหรือโรงภาพยนตร์ มีอารมณ์โกรธ ตกใจ เสียใจ ใช้ยาหยอดตาที่เข้ากลุ่มยาอะโทรพีน หรือใช้ยาแอนติสปาสโมดิก ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้รูม่านตาขยาย เป็นต้น ก็จะทำให้มุมระบายน้ำเลี้ยงลูกตาถูกปิดกั้นฉับพลัน น้ำเลี้ยงลูกตาเกิดคั่งอยู่ในลูกตา ทำให้เกิดความดันในลูกตาสูงขึ้นฉับพลัน เป็นผลให้เกิดอาการต้อหินเฉียบพลัน ซึ่งอาจทำให้ตาบอดได้ในเวลาสั้น ๆ จัดเป็นภาวะฉุกเฉินทางตาของโรคนี้

ผู้ป่วยอีกส่วนหนึ่งมีอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป เรียกว่า "ต้อหินชนิดมุมปิดแบบเรื้อรัง (chronic angle-closure glaucoma)" ผู้ป่วยจะมีอาการแบบเดียวกับโรคต้อหินเรื้อรัง มักไม่มีอาการในระยะแรก จนกว่าจะมีการสูญเสียการมองเห็นมากขึ้น แต่ต่อมาบางรายอาจเกิดการอุดกั้นของทางระบายน้ำเลี้ยงลูกตาแทรกซ้อนขึ้นฉับพลัน ก็จะเกิดอาการของโรคต้อหินแบบเฉียบพลันได้

3. ต้อหินชนิดความดันลูกตาปกติ (normal-tension glaucoma) เป็นต้อหินที่พบได้น้อยกว่า 2 ชนิดดังกล่าว มีลักษณะอาการแบบเดียวกับต้อหินมุมเปิดชนิดเรื้อรังที่มีความดันลูกตาสูง ต้อหินชนิดนี้มีความดันลูกตาปกติ (มักมีค่าต่ำกว่า 21 มม.ปรอท) แต่ประสาทตาถูกทำลายแบบเดียวกับต้อหินที่มีความดันลูกตาสูงโดยไม่ทราบสาเหตุ สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากประสาทตามีความไวต่อการถูกทำลาย หรืออาจเกิดจากการขาดเลือดไปเลี้ยงประสาทตาเนื่องจากภาวะหลอดเลือดแดงแข็งและตีบ (atherosclerosis เช่นที่พบในผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมองตีบ) หรือมีภาวะอื่นที่ทำให้เลือดไปเลี้ยงประสาทตาได้น้อย

มักพบว่ามีประวัติต้อหินชนิดนี้ในครอบครัว หรือมีประวัติโรคหัวใจและหลอดเลือด ไมเกรน (เนื่องเพราะมีภาวะหลอดเลือดแดงตาตีบขณะไมเกรนกำเริบ) โรคภูมิต้านตัวเอง (ออโตอิมมูน) บางชนิด ภาวะเลือดหนืด หลอดเลือดหดตัวง่าย หรือความดันโลหิตต่ำในช่วงกลางคืน (low nocturnal blood pressure)

4. เป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคตาอื่น ๆ เช่น ม่านตาอักเสบ ต้อกระจก เนื้องอกในลูกตา ปานแดงปานดำในลูกตา เลือดออกในลูกตา ตาถูกกระแทกแรง ๆ การผ่าตัดตา เป็นต้น

5. เกิดจากการใช้ยาหยอดตาที่เข้าสเตียรอยด์นาน ๆ ยานี้จะทำให้ความดันในลูกตาสูง ถ้าคนที่มีความดันในลูกตาสูงอยู่ก่อนแล้ว หากใช้ยานี้ก็จะเกิดโรคต้อหินได้ โดยมากจะเกิดอาการหลังหยอดยานาน 6-8 สัปดาห์ หลังหยุดยาความดันในลูกตาจะลดลงสู่ระดับเดิม

6. ต้อหินในเด็ก ซึ่งพบได้น้อย อาจมีอาการตั้งแต่เกิด หรือในช่วงอายุ 2-3 ปี ประสาทตาอาจถูกทำลายเนื่องจากตะแกรงระบายน้ำเลี้ยงลูกตาเกิดการอุดกั้น หรืออาจเกิดจากความผิดปกติอื่น ๆ

อาการ

ในรายที่เป็นต้อหินแบบเฉียบพลัน มีอาการปวดลูกตาและศีรษะข้างหนึ่งอย่างฉับพลันรุนแรงและนานเป็นวัน ๆ ร่วมกับอาการตาพร่ามัว มองเห็นแสงสีรุ้ง และคลื่นไส้อาเจียน

บางรายอาจมีอาการปวดตา ตาแดง ตาพร่า เห็นแสงสีรุ้งเป็นพัก ๆ นำมาก่อนเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน ซึ่งมักจะเป็นตอนหัวค่ำ หรือเมื่อท้องฟ้าเริ่มมืดหรืออยู่ในที่มืด หรือขณะมีอารมณ์หงุดหงิด กังวล โกรธ เพราะจะมีเลือดไปคั่งที่ม่านตา มุมระบายน้ำเลี้ยงลูกตาที่แคบอยู่แล้วยิ่งแคบลงไปอีก พอนอนพักหรือเป็นอยู่นาน 1-2 ชั่วโมงก็บรรเทาได้เอง

ผู้ป่วยมักจะมีอาการเพียงข้างเดียว แต่ตาอีกข้างหนึ่งก็มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นต้อหินชนิดเฉียบพลันเช่นกัน

ในรายที่เป็นต้อหินแบบเรื้อรัง มีอาการตามัวลงทีละน้อย ๆ เป็นแรมปี โดยในระยะแรกผู้ป่วยมักจะไม่รู้สึกมีอาการผิดปกติแต่อย่างใด บางรายอาจรู้สึกมึนศีรษะเล็กน้อย อาจรู้สึกอ่านหนังสือแล้วปวดเมื่อยตาเล็กน้อย หรือตาล้า ตาเพลีย และตาพร่าเร็วกว่าธรรมดา ส่วนใหญ่แพทย์อาจตรวจพบโดยบังเอิญขณะที่ไปตรวจรักษาด้วยโรคอื่น

ต่อมาผู้ป่วยจะมีลานสายตาแคบลงกว่าเดิมมาก คือ มองไม่เห็นด้านข้าง อาจขับรถลำบากเพราะมองไม่เห็นรถที่อยู่ทางซ้ายและขวา หรือรถแซง รถสวน หรือเวลาเดินอยู่ในบ้าน อาจชนถูกขอบโต๊ะ ขอบเตียง ขอบประตู ขอบบันได

บางรายอาจรู้สึกว่าตามัวลงเรื่อย ๆ ต้องคอยเปลี่ยนแว่นอยู่บ่อย ๆ แต่ก็ไม่รู้สึกดีขึ้น

ในระยะสุดท้าย ผู้ป่วยจะมีอาการตามัวอย่างมาก และอาจมีอาการปวดตาร่วมด้วย ซึ่งเมื่อถึงระยะนี้ประสาทตาก็มักจะเสียจนแก้ไขไม่ได้

ผู้ป่วยมักจะมีอาการที่ตาทั้ง 2 ข้างพร้อมกัน

ภาวะแทรกซ้อน

ภาวะความดันสูงภายในลูกตาจะทำลายขั้วประสาทตาจนเสื่อม ทำให้ลานสายตาแคบ และตาบอดถาวรได้

ภาวะลานสายตาแคบมักเป็นภาวะแทรกซ้อนของต้อหินแบบเรื้อรัง ซึ่งผู้ป่วยไม่มีอาการชัดเจนและไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่แรกเริ่ม ผู้ป่วยจะมีอาการมองไม่เห็นด้านข้าง ทำให้เดินชนขอบโต๊ะ ขอบเตียง ขอบประตู ขอบบันได เดินสะดุดหกล้ม หรือเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถได้

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากอาการ ประวัติการเจ็บป่วย และการตรวจร่างกาย ซึ่งมีสิ่งตรวจพบดังนี้

ในรายที่เป็นต้อหินแบบเฉียบพลัน จะพบมีอาการตาแดงเรื่อ ๆ ที่บริเวณรอบ ๆ ตาดำมากกว่าบริเวณที่อยู่ห่างจากตาดำออกไป กระจกตามีลักษณะขุ่นมัวไม่ใสเช่นปกติ รูม่านตาข้างที่ปวดจะโตกว่าข้างปกติ และเมื่อใช้ไฟฉายส่องจะไม่หดลง เมื่อใช้นิ้วกดลูกตา โดยให้ผู้ป่วยมองต่ำ ใช้นิ้วชี้ทั้ง 2 ข้างกดลงบนเปลือกตาบนจะรู้สึกว่าตาข้างที่ปวดมีความแข็งมากกว่าข้างที่ปกติ

ในรายที่เป็นเรื้อรัง อาจตรวจไม่พบความผิดปกติที่สังเกตจากภายนอกได้ชัดเจน

แพทย์จะทำการวินิจฉัยให้แน่ชัด โดยการตรวจตาด้วยเครื่องตรวจตา ตรวจลานสายตา ตรวจลักษณะมุมตาและขั้วประสาทตา และวัดความดันลูกตา ซึ่งมักจะพบว่าสูงเกินปกติ (ค่าปกติประมาณ 10-21 มม.ปรอท)

การรักษาโดยแพทย์

ในรายที่เป็นเฉียบพลัน แพทย์จะทำการรักษาด้วยยาลดความดันลูกตา ร่วมกับการรักษาด้วยเแสงเลเซอร์หรือการผ่าตัด เพื่อเปิดทางระบายน้ำเลี้ยงตา

    ยาลดความดันลูกตามีให้เลือกใช้หลายชนิด ซึ่งอาจใช้เดี่ยว ๆ หรือใช้ร่วมกันก็ได้ อาทิ ยากลุ่ม carbonic anhydrase inhibitors ชนิดกิน (เช่น acetazolamide, methazolamide), ยาหยอดตาที่มีตัวยาปิดกั้นบีตา (เช่น timolol), ยาหยอดตากลุ่ม carbonic anhydrase inhibitors (เช่น dorzolamide, brinzolamide), ยาหยอดตากลุ่ม alpha-adrenergic agonists (เช่น apraclonidine, brimonidine), ยาหยอดตากลุ่ม cholinergic agents (เช่น pilocarpine), ยาหยอดตากลุ่มพรอสตาแกลนดิน (เช่น brimonidine)

โดยทั่วไปการรักษาดังกล่าวจะช่วยลดความดันลูกตาให้เป็นปกติภายในไม่กี่ชั่วโมง

การรักษาด้วยแสงเลเซอร์หรือการผ่าตัด ถ้าสามารถทำภายใน 12-48 ชั่วโมงหลังมีอาการ ก็จะมีโอกาสหายขาดได้ แต่ถ้าไม่ได้รักษาประสาทตาจะเสียและตาบอดได้ ภายใน 2-5 วันหลังมีอาการ

นอกจากนี้ แพทย์จะพิจารณาทำการผ่าตัดเปิดทางระบายน้ำเลี้ยงลูกตาของตาข้างที่ปกติให้ด้วย เพราะปล่อยไว้อาจมีโอกาสกลายเป็นต้อหินเฉียบพลันในภายหลังได้

ในรายที่เป็นเรื้อรัง แพทย์จะให้ยาหยอดตา และ/หรือยากินลดความดันลูกตา ถ้าได้ผลก็จำเป็นต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง และคอยตรวจวัดความดันลูกตาไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าไม่ได้ผลมักต้องรักษาด้วยแสงเลเซอร์หรือการผ่าตัดเพื่อเปิดทางระบายน้ำเลี้ยงตา

ผลการรักษา สำหรับต้อหินแบบเฉียบพลัน หากได้รับการรักษาได้ทันการณ์ก็จะหายได้โดยเร็วและไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน ส่วนต้อหินแบบเรื้อรังส่วนใหญ่จะต้องใช้ยารักษาอย่างต่อเนื่อง ถ้าได้รับการรักษาก่อนที่ขั้วประสาทตาถูกทำลาย ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้สายตาผิดปกติ (ลานสายตาแคบ) ได้ แต่ถ้าได้รับการรักษาหลังจากขั้วประสาทตาถูกทำลายไปบางส่วน ก็จะป้องกันไม่ให้สายตาผิดปกติมากขึ้น

การดูแลตนเอง

หากสงสัยว่าเป็นต้อหิน ควรปรึกษาแพทย์ แต่ถ้ามีอาการปวดตาและตามัวซึ่งเกิดขึ้นเฉียบพลัน หรือสงสัยเป็นต้อหินแบบเฉียบพลัน ควรไปพบแพทย์ด่วน เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคนี้ ควรปฏิบัติ ดังนี้

    รักษา ปฏิบัติตัว และติดตามการรักษาตามที่แพทย์แนะนำ
    หลีกเลี่ยงการซื้อยากินและยาหยอดตามาใช้เอง เพราะยาบางชนิด (เช่น อะโทรพีน และกลุ่มยาแอนติสปาสโมดิก ที่ใช้รักษาอาการปวดท้อง ท้องเดิน) อาจทำให้โรคต้อหินกำเริบได้

ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้

    ดูแลรักษาแล้วอาการไม่ทุเลา
    มีอาการปวดศีรษะและปวดตารุนแรง คลื่นไส้อาเจียน ตาแดงหรือตามัวมากขึ้น
    ขาดยา ยาหาย หรือกินยาไม่ได้ หรือมีอาการที่สงสัยว่าเป็นผลข้างเคียงจากยาหรือแพ้ยา   

การป้องกัน

โรคนี้ยังไม่มีวิธีป้องกันที่ได้ผลดี แต่อาจลดความเสี่ยงหรือชะลอการเกิดต้อหินได้ด้วยการปฏิบัติตัว ดังนี้

    หมั่นตรวจเช็กสุขภาพตารวมทั้งวัดความดันลูกตา ทุก 5-10 ปีสำหรับผู้ที่อายุต่ำกว่า 40 ปี, ทุก 2-4 ปีสำหรับผู้ที่อายุ 40-54 ปี, ทุก 1-3 ปีสำหรับผู้ที่อายุ 55-64 ปี, และทุก 1-2 ปีสำหรับผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไป

ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีประวัติโรคต้อหินในครอบครัว ควรตรวจถี่กว่าปกติ เช่น ทุกปี หรือตามที่แพทย์แนะนำ

    เมื่อตรวจพบว่ามีความดันในลูกตาสูง ควรใช้ยาหยอดตาที่มีตัวยาลดความดันลูกตา และหมั่นติดตามดูการเปลี่ยนแปลงอาการตามที่แพทย์แนะนำ
    หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำตามวิธีที่แพทย์แนะนำ (เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ) มีส่วนช่วยลดความดันลูกตา ป้องกันโรคต้อหินได้
    ใส่อุปกรณ์ป้องกันตาเวลาทำกิจกรรมหรือเล่นกีฬาที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บต่อดวงตา (ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดต้อหินได้)
    ควบคุมโรคประจำตัว (เช่น เบาหวาน ความดันโลหิต) ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

ข้อแนะนำ

1. ต้อหินแม้ว่าจะเป็นโรคที่ร้ายแรงซึ่งทำให้ตาบอดได้ แต่ถ้าได้รับการรักษาเสียแต่เนิ่น ๆ ก็มีทางรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้น ถ้าพบผู้ที่มีอาการปวดตา ตามัว สงสัยว่าจะเป็นต้อหิน ควรปรึกษาแพทย์และรับการรักษาให้ทันท่วงที

2. เนื่องจากโรคนี้ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีแม้ว่าจะรู้สึกสบายดี ควรตรวจวัดความดันลูกตาเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีประวัติว่ามีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้มาก่อน

3. ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาสเตียรอยด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาหยอดตาที่เข้าสเตียรอยด์ (ที่ใช้แก้อาการแพ้หรืออาการของตาอักเสบ) นาน ๆ หรือยาหยอดตาที่เข้าอะโทรพีน หรือยาที่ทำให้รูม่านตาขยายตัว เพราะอาจกระตุ้นให้เกิดอาการต้อหิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีความดันลูกตาสูง (โดยไม่รู้ตัว) อยู่ก่อนแล้ว

25
จัดฟันบางนา: การรักษารากฟันในเด็ก สำคัญแค่ไหน

ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพช่องปากและฟัน เป็นปัญหาใหญ่ที่เราไม่ควรมองข้าม เพราะอาจจะเป็นสัญญาณเตือนทำให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนอื่นๆตามมาได้ หากพูดถึงปัญหาของสุขภาพช่องปากและฟันแล้ว คงไม่พูดถึงรากฟันคงไม่ได้ หลายคนมีปัญหาเกี่ยวกับรากฟันเกิดอาการผุ จึงต้องเข้ารับการรักษารากฟัน ซึ่งการรักษารากฟันนั้น คือกระบวนการกำจัดเชื้อที่อยู่ในโพรงประสาทฟันหรือเนื้อเยื้อขนาดเล็ก อันเป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้ออักเสบของโพรงเนื้อเยื่อ ในโพรงประสาทฟันหากโพรงประสาทฟันบางส่วนถูกทำลาย ก็จะต้องทำการเอาออกเพื่อรักษาและทำความสะอาดส่วนที่เหลือให้ปราศจากเชื้อโรค

ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาที่รากฟันได้แก่ เกิดฟันผุมาก มีปัญหาโรคเหงือกหรือฟันได้รับการกระทบกระเทือนจนทำให้ฟันแตกหักจนถึงโพรงประสาทฟัน มีอาการนอนกัดฟันรุนแรง รวมไปถึงพฤติกรรมการบดเคี้ยวที่ค่อนข้างรุนแรง เพราะฉะนั้นเราจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ควรรับประทานอาหารที่บดเคี้ยวง่าย เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาที่รากฟัน สำหรับวันนี้ทางคลินิกเราจะมาพูดถึงปัญหารากฟัน ซึ่งปัญหารากฟันเองสามารถเกิดได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เมื่อเกิดปัญหาแล้วต้องทำการรักษาซึ่งกระบวนการรักษารากฟัน มีประโยชน์คือจะช่วยให้การบดเคี้ยวกลับมามีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมและสามารถใช้ฟันกัดอาหารได้อย่างปกติมีฟันที่สวยงามและที่สำคัญที่สุดป้องกันปัญหาไม่ให้ฟันข้างเคียงถูกทำลายไปด้วย

ในวันนี้เราจะมาพูดถึงการรักษารากฟันในเด็ก ซึ่งบุตรหลานของท่านอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพช่องปากและฟัน อาจจะมีอาการปวดฟันหรือฟันโยก และการที่บุตรหลานของท่านมีอาการปวดฟันนั่นหมายถึง ฟันมีการผุไปถึงโพรงประสาทฟันและเชื้อโรคอาจจะเข้าไปทำลายในโพรงประสาทฟัน ทำให้เกิดการอักเสบจึงทำให้บุตรหลานของท่านมีอาการปวดฟัน ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการอุดฟัน เพราะถ้าอุดฟันไปจะมีอาการบวมขึ้นอย่างแน่นอน ทางที่ดีที่สุดคือการพาบุตรหลานของท่าน เข้ารับการรักษารากฟันหรือถอนฟัน และการรักษารากฟันมีข้อดีคือ จะช่วยบรรเทาอาการปวดและบุตรหลานของท่านก็ยังคงมีฟันน้ำนมไว้ใช้งานจนกระทั่งฟันน้ำนมหลุด ซึ่งการรักษาฟันน้ำนมไว้ให้หยุดตามกาลเวลาที่เหมาะสมจะช่วยให้ฟันแท้ขึ้นมาเรียงตัวเป็นระเบียบมากขึ้น

ทำให้มีความสวยงามโดยการรักษารากฟันในเด็กมีความแตกต่างจากผู้ใหญ่เพราะไม่ต้องเข้ารับการรักษาหลายครั้ง การรักษารากฟันในเด็กจะเข้ารับการรักษาเพียง 1-2ครั้งเท่านั้น แต่เมื่อเทียบกับการถอนฟันแล้วการรักษารากฟันก็ใช้เวลาในการรักษานานกว่าและมีค่าใช้จ่ายมากกว่า การถอนฟัน และสามารถบรรเทาอาการปวดได้และการรักษารากฟันน้ำนมไม่ยากและไม่เป็นอันตราย เพราะเป็นวิธีการรักษาฟันที่ผุลึกถึงโพรงประสาทฟัน เพื่อขจัดเอาแบคทีเรียออกและเก็บรักษาฟันน้ำนมซี่นั้นไว้ โดยทันตแพทย์อาจจะพิจารณาว่า ฟันซี่นั้นจะยังรักษารากฟันได้อยู่หรือไม่ โดยพิจารณาจากสภาพฟันที่ผุ สีฟัน อายุของเด็ก ประวัติสุขภาพและดูภาพเอ็กซ์เรย์ประกอบ ก็จะเห็นรอยโรคที่ปลายรากฟันว่าเป็นอย่างไรและสมควรเข้ารับการรักษาด้วยวิธีใด

หากทันตแพทย์พิจารณาแล้วว่า ฟันซี่นั้นควรเข้ารับการรักษารักฟัน เพราะฟันน้ำนมส่วนใหญ่รักษารากฟันครั้งเดียวก็สามารถใช้งานได้ แต่ก็มีบางกรณีที่อาจจะต้องทำมากกว่า 1 ครั้ง ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของทันตแพทย์ซึ่งขั้นตอนการรักษารากฟันในเด็ก จะเริ่มจากการฉีดยาชา ซึ่งเป็นขั้นตอนเดียวที่จะทำให้บุตรหลานของท่านรู้สึกเจ็บ แต่ทันตแพทย์ก็จะมีเทคนิคการฉีดยาให้เบาที่สุด และเมื่อชาแล้วก็อาจจะทำให้บุตรหลานของช่างรู้สึกอึดอัด เนื่องจากมีเครื่องมืออยู่ในช่องปาก

หลังจากการรักษารากฟันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฟันน้ำนมซี่นั้นก็มักจะต้องทำครอบฟันเพื่อให้สามารถใช้งานได้ดีจนถึงเวลาที่ฟันแท้ขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ปัญหาเกี่ยวกับรากฟันในเด็กนั้นก็สามารถป้องกันได้ ควรพาบุตรหลานของท่านเข้าไปพบทันตแพทย์ เพื่อรับการอุดฟันตั้งแต่ฟันเริ่มผุหรือถ้าจะให้ดีที่สุดคือ ดูแลสุขภาพช่องปากและฟันของบุตรหลานของท่านให้สะอาด ก็จะช่วยบอกวิธีการรักษาสุขภาพช่องปากและฟันที่ถูกต้อง เพื่อปลูกฝังนิสัยของการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากและฟันให้สะอาดอยู่เสมอ แต่ถ้าหากไม่ดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน อาจจะทำให้เกิดฟันผุมากจนบวมเป็นหนอง และอาจจะรักษารากฟันไม่ได้ ซึ่งอาจจะต้องแก้ไขปัญหาด้วยการทำฟัน

อย่างไรก็ตามทาง คลินิกเราอยากให้บุตรหลานของท่านรู้จักวิธีรักษาสุขภาพช่องปากและฟันอย่างถูกต้อง และถ้าหากผู้ปกครองท่านใดสนใจพาบุตรหลานของท่านเข้ารับการตรวจสุขภาพช่องปากและฟัน สามารถเข้ารับการตรวจได้ที่คลินิกทางเรามีทีมทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับสุขภาพช่องปากและฟันในเด็กและยังมีบริการครบวงจรเกี่ยวกับสุขภาพช่องปากและฟัน ทำให้มั่นใจได้ว่าบุตรหลานของท่านจะมีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน

26
อาการแบบนี้ เสี่ยง ! เป็นโรคไตไหม

การที่ไตเริ่มมีปัญหาหรือเสื่อมลงในระยะแรกมักจะไม่มีอาการที่ชัดเจนครับ ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวและถูกมองข้ามไป นี่คือเหตุผลว่าทำไมโรคไตจึงถูกเรียกว่า "ภัยเงียบ" อย่างไรก็ตาม หากเริ่มมีอาการบางอย่างปรากฏขึ้น ก็อาจเป็นสัญญาณว่าไตกำลังมีปัญหา หรือโรคไตเข้าสู่ระยะที่ค่อนข้างลุกลามแล้ว

อาการแบบไหนที่อาจบ่งบอกว่า "เสี่ยงเป็นโรคไต"
หากคุณมีอาการเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพไตโดยละเอียดครับ:


ปัสสาวะผิดปกติ:

ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ โดยเฉพาะตอนกลางคืน: ไตจะเริ่มทำงานได้ไม่ดีในการกรองของเสียและรักษาสมดุลน้ำ ทำให้ต้องปัสสาวะบ่อยขึ้น

ปัสสาวะเป็นฟองมาก: อาจบ่งบอกว่ามีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญของไตที่เริ่มทำงานผิดปกติ

ปัสสาวะมีสีขุ่น มีเลือดปน หรือสีผิดปกติ: อาจบ่งบอกถึงการอักเสบ การติดเชื้อ หรือไตมีปัญหาในการกรอง

ปัสสาวะแสบขัด หรือปวดหน่วงเวลาปัสสาวะ: อาจมีการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ซึ่งถ้าติดเชื้อซ้ำๆ อาจส่งผลต่อไตได้

ปริมาณปัสสาวะลดลง หรือไม่มีปัสสาวะเลย: เป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าไตอาจทำงานล้มเหลวอย่างรุนแรง


อาการบวมตามร่างกาย:

หนังตาบวมตอนเช้า: มักเป็นอาการแรกๆ ที่สังเกตเห็นได้ง่าย

หน้าบวม เท้าบวม ข้อเท้าบวม หรือขาบวม: โดยเฉพาะเมื่อกดแล้วบุ๋ม เนื่องจากไตไม่สามารถขับน้ำส่วนเกินออกจากร่างกายได้ ทำให้เกิดการคั่งของน้ำในเนื้อเยื่อ

ท้องบวม หรือท้องมาน: ในระยะที่โรคไตลุกลามมาก อาจมีการคั่งของน้ำในช่องท้อง


อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่สดชื่น:

เมื่อไตทำงานได้ไม่ดี จะมีการสะสมของของเสียในเลือด ทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง

อาจเกิดจากภาวะโลหิตจาง ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง เนื่องจากไตไม่สามารถสร้างฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงได้เพียงพอ

คันตามตัว ผิวแห้ง ผิวคล้ำ:

การสะสมของของเสียในเลือดที่ไตขับออกไม่ได้ ทำให้เกิดการระคายเคืองและคันตามผิวหนัง บางคนอาจมีผิวแห้งกร้าน และผิวคล้ำลง


คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร:

การคั่งของของเสียในเลือด (ยูเรีย) จะกระตุ้นให้เกิดอาการเหล่านี้ โดยเฉพาะในตอนเช้า หรือเมื่อโรคเข้าสู่ระยะรุนแรงขึ้น


ปวดหลัง หรือปวดบั้นเอว:

อาจเป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับไตได้ แต่ต้องแยกจากสาเหตุอื่น เช่น กล้ามเนื้ออักเสบ หรือกระดูกสันหลัง หากปวดตื้อๆ ลึกๆ บริเวณบั้นเอวทั้งสองข้าง อาจเกี่ยวข้องกับไต


เป็นตะคริว กล้ามเนื้อกระตุก หรือชา:

เป็นผลมาจากการเสียสมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ซึ่งไตมีหน้าที่ควบคุม

ความดันโลหิตสูงขึ้นผิดปกติหรือไม่สามารถควบคุมได้:

ไตมีบทบาทสำคัญในการควบคุมความดันโลหิต หากไตทำงานผิดปกติ อาจส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และความดันโลหิตที่สูงก็ยิ่งทำลายไตมากขึ้น กลายเป็นวงจรที่อันตราย


ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เป็นโรคไต

หากคุณมีอาการข้างต้น และมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ ยิ่งต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจไตครับ:

โรคเบาหวาน: เป็นสาเหตุอันดับ 1 ของโรคไตเรื้อรัง

โรคความดันโลหิตสูง: เป็นสาเหตุอันดับ 2 ที่ทำให้ไตเสื่อม

มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคไต

เป็นโรคอ้วน หรือน้ำหนักเกิน

มีภาวะไขมันในเลือดสูง

มีประวัติเป็นโรคนิ่วในไต หรือทางเดินปัสสาวะอุดตันซ้ำๆ

สูบบุหรี่ หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หนัก

ใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ติดต่อกันเป็นเวลานาน (เช่น ไอบูโพรเฟน, นาพรอกเซน) หรือใช้ยาสมุนไพร/อาหารเสริมที่ไม่ทราบส่วนประกอบ


สิ่งที่ควรทำเมื่อมีอาการหรือสงสัย

อย่ารอให้มีอาการหนัก! การตรวจพบโรคไตตั้งแต่ระยะแรกมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้สามารถชะลอความเสื่อมของไตและป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้

รีบปรึกษาแพทย์: เพื่อรับการตรวจเลือด (เช่น ค่าครีอะตินีน, GFR) และตรวจปัสสาวะ (หาโปรตีนรั่วในปัสสาวะ) ซึ่งเป็นการตรวจเบื้องต้นที่สำคัญในการประเมินการทำงานของไต

ควบคุมโรคประจำตัว: หากเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดสูง ต้องควบคุมโรคเหล่านี้ให้ดีและสม่ำเสมอ

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ: ลดเค็ม ควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย งดบุหรี่และแอลกอฮอล์

การใส่ใจสัญญาณเล็กๆ น้อยๆ ของร่างกาย และการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้คุณสามารถดูแลไตซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายได้ดีที่สุดครับ

27
บริการด้านอาหาร: อาหารช่วยชะลอความแก่ ยิ่งกินยิ่งดี!

ชะลอความแก่

การดูแลผิวพรรณกับผู้หญิง ถือเป็นของคู่กัน และเป้นสิ่งที่ผู้หญิงหลายคนให้ความสนใจเพราะการที่มีผิวพรรณที่ชุ่มชื่น เปล่งปลั่ง แลดูอ่อนเยาว์เป็นสิ่งที่ผู้หญิงหลายคนต้องการอยู่แล้วเพื่อให้มีความมั่นใจ มีความสวยงาม เสริมบุคลิกภาพให้โดดเด่น นอกจากนี้ การที่เรามีสุขภาพผิวที่ดี ยังบ่งบอกถึงสุขภาพร่างกายได้อีกด้วย บางคนเริ่มดูแลมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย ไม่ว่าจะชโลมครีมกันแดด หมั่นทาโลชั่นใช้ครีมบำรุงผิวหน้าและผิวกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำสะอาดเป็นประจำ รวมถึงการเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ที่ดีต่อผิวพรรณ ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทำให้คุณผู้หญิงมีผิวที่ขาวใส มีออร่า ดูเป็นธรรมชาติได้

อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงหลายคน นอกจากจะต้องการผิวที่ขาวใสแล้วยังอยากที่จะมีหน้าตาที่อ่อนเยาว์อีกด้วย

เพราะฉะนั้น การเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณสมบัติช่วยชะลอความแก่ แน่นอนว่า คงไม่มีใครอยากหน้าแก่กว่าวัย ดังนั้น การรับประทานอาหารที่ช่วยในเรื่องของผิวพรรณก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการดูแลสุขภาพผิวพรรณและชะลอความแก่ได้

วันนี้เราจะมาพูดถึงอาหารที่ช่วยในเรื่องของการช่วยชะลอความแก่ ให้ดูอ่อนกว่าวัย ทำให้ผิวดูเปล่งปลั่ง ชุ่มชื่นดูมีน้ำมีนวล นอกจากจะบำรุง ในเรื่องของผิวพรรณแล้ว ยังมีส่วนช่วยในเรื่องของการบำรุงร่างกายในด้านอื่นๆอีกด้วย เพราะสารอาหารที่เรารับประทานไปนั้น ส่งผลต่อร่างกายของเราด้วย เพียงแต่เราจะต้องเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และที่สำคัญจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การรับประทานอาหาร เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

อาหารที่มีส่วนช่วยในการชะลอความ

1.วิตามินซี

เพราะในวิตามินซี มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันมะเร็ง ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนให้กับผิวดูเต่งตึง ชุ่มชื่น ช่วยให้ผิวใส พบมากในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว มะขามป้อม ฝรั่ง เป็นต้นนอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยการป้องกันหวัดด้วย ซึ่งเราควรได้รับวิตามินซี วันละ 1000 มก.


2.วิตามินอี
ถือว่าเป้นสารอาหารที่ช่วยปกป้องไขมันจากการถูก Oxidizedช่วยลดการเกิดหลอดเลือดอุดตัน พบมากในอาหารจำพวกธัญพืช เช่น จมูกข้าวสาลี เมล็ดทานตะวัน ดอกคำฝอย เป็นต้น


3.วิตามินเอ

ซึ่งมีความสำคัญสำหรับภูมิคุ้มกัน ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็น สายตาและผิวพรรณโดยวิตามินเอจะละลายในไขมัน พบมากในน้ำมันตับปลา เครื่องใน ไข่แดง นมผักสีส้มเหลือง เขียวเข้ม เช่น แครอท ฟักทอง ผักโขม เป็นต้นn บางคนสามารถดูดซึมวิตามินเอได้ดีมาก โดยที่ไม่ต้องรับประทานเสริมเลยแต่บางคนก็ดูดซึมไม่ค่อยได้ จึงทำให้มีวิตามินเอต่ำ ดังนั้น การเจาะเลือดดูระดับวิตามินจึงควรทำ เพราะวิตามินเอถ้าหากเกิดการสะสมมาก อาจจะทำให้เกิดพิษต่อตับได้


4. Astraxanthin

เป็นสาร carotenoid สร้างจากสาหร่ายสีแดงคือสารสีแดงที่พบในอาหารทะเล กุ้ง ลอบสเตอร์ แซลมอน ซึ่งอาจรับประทานจากอาหารได้ยาก แต่ก็สามารถรับประทานในรูปแบบอาหารเสริมก็ได้


5.Coenzyme Q10

แต่สารอาหารตัวนี้ ร่างกายสามารถสร้างเองได้บางส่วน แต่เมื่ออายุมากขึ้น ทำให้การสร้างลดลง ซึ่งสารอาหารตัวนี้ มีหน้าที่ช่วยขนส่งอิเล็กตรอนในกระบวน การสร้างพลังงานระดับเซลล์ ซึ่งจำเป็นสำหรับเซลล์หัวใจ เซลล์สมอง เซลล์กล้ามเนื้อ นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วย โคเอนไซม์คิวเทน พบในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ปลา เป็นต้น แต่การรับประทานจากอาหารก็อาจทำให้ได้รับไขมันสัตว์มากเกินไป  ดังนั้น ควรรับประทานเสริมในรูปของสารสกัดเพื่อให้ได้ปริมาณที่มากเพียงพอ ทำให้ไม่เสี่ยงต่อการได้รับไขมันสูงเกินไป

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการดูแลผิวพรรณนั้น เราสามารถบำรุงได้ตามที่เราต้องการ แต่การเลือกรับประทานอาหารที่มีส่วนช่วยในเรื่องของผิวพรรณนั้นก็จะทำให้เราได้รับสารอาหารตัวอื่นเพื่อบำรุงร่างกายของเราได้ด้วย ทางเราอยากให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี โดยการหันมาดูแลตัวเอง โดยเริ่มจากการรับประทานอาหาร ซึ่งทางเราได้เน้นย้ำมาตลอดให้ทุกคนใส่ใจในเรื่องอาหารการกิน และที่สำคัญควรจะหมั่นออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง สร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง เราก็จะมีสุขภาพที่ดีได้ไม่ยาก

28
ตรวจอาการเบื้องต้นด้วยตนเอง: ภาวะพร่องแล็กเทส (Lactase deficiency)

แล็กเทส เป็นเอนไซม์ที่สร้างโดยเยื่อบุลำไส้เล็ก ทำหน้าที่ย่อยแล็กโทส (lactose) ซึ่งเป็นน้ำตาลที่มีอยู่ในน้ำนม (ทั้งนมมารดา นมวัว และนมแพะ) ให้แตกออกเป็นกลูโคสและกาแล็กโทส (galactose) ซึ่งมีขนาดเล็กลง ง่ายต่อการดูดซึม ถ้าหากลำไส้พร่องเอนไซม์ชนิดนี้ น้ำตาลแล็กโทสจะไม่ถูกย่อย และไม่ถูกลำไส้ดูดซึม ทำให้มีการดึงดูดน้ำเข้ามาในลำไส้ เกิดอาการท้องเดิน และเมื่อแล็กโทสผ่านลงไปในลำไส้ใหญ่ก็จะมีการทำปฏิกิริยากับแบคทีเรีย เกิดแก๊ส (ลม) ในลำไส้ (ทำให้ท้องอืด) กรดแล็กติก และสารที่มีฤทธิ์เป็นกรดซึ่งจะออกมาในอุจจาระ (ทำให้ท้องเดิน)

ภาวะนี้พบในคนทุกวัย มักเริ่มพบตั้งแต่ในช่วงวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว พบได้น้อยในทารก

อาการท้องเดินที่เกิดจากภาวะนี้ มักจะเรียกว่า ภาวะไม่ทนต่อแล็กโทส (lactose intolerance)

สาเหตุ

ส่วนใหญ่เป็นภาวะพร่องแล็กเทสชนิดปฐมภูมิ ซึ่งไม่มีสาเหตุชักนำ เป็นภาวะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของลำไส้เล็กที่มีการสร้างเอนไซม์ชนิดนี้มากตอนแรกเกิด และจะค่อย ๆ สร้างได้น้อยลงไปเรื่อย ๆ เมื่อเข้าสู่วัยเด็กวัยรุ่นและผู้ใหญ่ มักจะเริ่มปรากฏอาการท้องเดินเมื่ออายุประมาณ 3-5 ปี

บางรายอาจเป็นภาวะพร่องแล็กเทสชนิดทุติยภูมิ ซึ่งมักเกิดจากการติดเชื้อที่พบบ่อย ได้แก่ ท้องเดินจากไวรัสโรตาในทารก ท้องเดินจากเชื้อไกอาร์เดีย การติดเชื้อฉวยโอกาสในผู้ป่วยเอดส์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการผ่าตัดลำไส้ออกไปปริมาณมาก ทำให้ลำไส้สร้างเอนไซม์แล็กเทสได้น้อยลง

ส่วนน้อยอาจเกิดจากความผิดปกติโดยกำเนิด ซึ่งสามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ ทำให้ผู้ป่วยพร่องเอนไซม์ชนิดนี้ตั้งแต่แรกเกิด และจะมีอาการแสดงของโรคนี้ไปจนตลอดชีวิต


อาการ

ผู้ป่วยจะมีอาการผิดปกติทางลำไส้เกิดขึ้นหลังบริโภคนมหรือผลิตภัณฑ์จากนม (เช่น ไอศกรีม น้ำสลัด เนย นมช็อกโกแลต) ประมาณ 30 นาทีถึง 2 ชั่วโมง อาการมากน้อยขึ้นกับความรุนแรงของภาวะพร่องแล็กเทสและปริมาณแล็กโทสที่บริโภค

ในรายที่เป็นไม่มาก มักมีอาการมีลมในลำไส้มาก ท้องอืด คลื่นไส้ และปวดบิดในท้อง โดยไม่มีอาการท้องเดิน

ในรายที่เป็นมากมักมีอาการท้องเดิน (ถ่ายเป็นน้ำหรือถ่ายเหลว) ร่วมด้วย ส่วนปริมาณนมที่บริโภคจนทำให้เกิดอาการท้องเดินนั้นแปรผันไปตามผู้ป่วยแต่ละราย บางรายดื่มนมได้วันละ 1-2 แก้วก็ไม่เกิดอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่บางรายเพียงดื่มนมปริมาณเล็กน้อยก็เกิดอาการท้องเดิน


ภาวะแทรกซ้อน

โดยทั่วไปมักไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง นอกจากสร้างความรำคาญ ส่วนทารกและเด็กเล็กที่อาศัยนมเป็นอาหารหลัก หากเกิดอาการท้องเดินเรื้อรังก็อาจทำให้น้ำหนักตัวไม่ขึ้นได้

โอกาสที่จะเป็นรุนแรงถึงขั้นขัดขวางการดูดซึมจนน้ำหนักลดและขาดสารอาหารนั้นมีน้อยมาก ถ้าพบมักเกิดจากการดูดซึมผิดปกติด้วยสาเหตุอื่น


การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการเป็นหลัก

ส่วนใหญ่มักตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติชัดเจน รวมทั้งภาวะขาดน้ำ

บางครั้งอาจพบอาการท้องอืด หรือได้ยินเสียงเคลื่อนไหวของลำไส้

ในรายที่มีอาการเรื้อรังและไม่แน่ใจในการวินิจฉัย แพทย์จะทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติม ส่วนใหญ่จะทำการตรวจระดับไฮโดรเจนในลมหายใจ (hydrogen breath test) ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะพบว่ามีค่าสูงกว่าปกติ ส่วนทารกและเด็กเล็กอาจทำการตรวจหาระดับความเป็นกรดในอุจจาระ (stool acidity test) ซึ่งจะพบว่าสูงกว่าปกติ


การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การดูแลรักษาดังนี้

1. สำหรับผู้ป่วยที่เคยดื่มนมได้แต่เกิดภาวะพร่องแล็กเทสหลังเป็นโรคติดเชื้อ เมื่อรักษาจนโรคติดเชื้อหายดีแล้ว เยื่อบุลำไส้มักจะฟื้นตัวและสร้างแล็กเทสได้เป็นปกติภายใน 3-4 สัปดาห์ ผู้ป่วยก็สามารถกลับมาบริโภคนมได้เหมือนเดิม ระหว่างรอฟื้นตัว แนะนำให้ผู้ป่วยงดบริโภคนม ให้บริโภคถั่วเหลือง เต้าหู้ น้ำเต้าหู้ (ในทารกอาจให้กินนมถั่วเหลือง) แทน

2. สำหรับผู้ที่มีภาวะพร่องแล็กเทสเรื้อรัง (เป็นโดยกำเนิดหรือเกิดจากสาเหตุที่แก้ไขไม่ได้) อาการท้องเดินมักจะกำเริบหลังบริโภคนมทุกครั้ง ก็จะให้คำแนะนำให้ผู้ป่วยในการปฏิบัติตัวดังนี้

    ดื่มนมครั้งละน้อย (น้อยกว่า 200 มล.) หรือดื่มพร้อมอาหารมื้อหลัก หรือบริโภคโยเกิร์ต (ซึ่งผ่านการย่อยจากแบคทีเรียมาระดับหนึ่งแล้ว) ก็อาจไม่ทำให้เกิดอาการได้ หรือลดอาการให้น้อยลงได้
    ถ้าไม่ได้ผลให้ผู้ป่วยบริโภคถั่วเหลือง เต้าหู้ น้ำเต้าหู้ ในทารกอาจให้กินนมถั่วเหลือง
    ในรายที่จำเป็นต้องงดบริโภคนมโดยเด็ดขาด ควรบริโภคโปรตีน แคลเซียม และสารอาหารอื่น ๆ ที่มีอยู่ในนมจากแหล่งอาหารอื่น (เช่น ไข่ ปลา เนื้อสัตว์ งา ถั่วต่าง ๆ เต้าหู้ ปลาเล็กปลาน้อย ปลากระป๋อง ผักใบเขียว) ถ้าจำเป็นอาจให้กินยาเม็ดแคลเซียมเสริมเพื่อการสร้างกระดูก (การเจริญเติบโตของร่างกายเด็ก) และป้องกันภาวะกระดูกพรุน (ในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ)
    ในรายที่ต้องการบริโภคนมและผลิตภัณฑ์จากนมต่อไป อาจต้องให้กินเอนไซม์แล็กเทส (ในรูปของยาเม็ด) ควบคู่ไปด้วย ซึ่งจะป้องกันไม่ให้เกิดอาการได้

3. ในรายที่ให้การดูแลรักษาแล้วไม่ทุเลา หรือมีอาการเรื้อรัง และสงสัยว่าอาจเกิดจากสาเหตุอื่น แพทย์จะทำการชันสูตรเพิ่มเติมและให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ


การดูแลตนเอง

หากสงสัย เช่น มีอาการท้องเดินนานเกิน 1 สัปดาห์ หรือเป็น ๆ หาย ๆ บ่อย ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อตรวจพบว่าเป็นภาวะพร่องแล็กเทส ควรดูแลรักษา และปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ ดังนี้

    ดื่มนมครั้งละน้อย (น้อยกว่า 200 มล.) หรือดื่มพร้อมอาหารมื้อหลัก หรือบริโภคโยเกิร์ต (ซึ่งผ่านการย่อยจากแบคทีเรียมาระดับหนึ่งแล้ว) ก็อาจไม่ทำให้เกิดอาการได้ หรือลดอาการให้น้อยลงได้
    ถ้าไม่ได้ผลให้ผู้ป่วยบริโภคถั่วเหลือง เต้าหู้ น้ำเต้าหู้ ในทารกอาจให้กินนมถั่วเหลือง
    ในรายที่จำเป็นต้องงดบริโภคนมโดยเด็ดขาด ควรบริโภคโปรตีน แคลเซียม และสารอาหารอื่น ๆ ที่มีอยู่ในนมจากแหล่งอาหารอื่น (เช่น ไข่ ปลา เนื้อสัตว์ งา ถั่วต่าง ๆ เต้าหู้ ปลาเล็กปลาน้อย ปลากระป๋อง ผักใบเขียว) ถ้าจำเป็นอาจให้กินยาเม็ดแคลเซียมเสริมเพื่อการสร้างกระดูก (การเจริญเติบโตของร่างกายเด็ก) และป้องกันภาวะกระดูกพรุน (ในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ)
    ในรายที่ต้องการบริโภคนมและผลิตภัณฑ์จากนมต่อไป อาจต้องให้กินเอนไซม์แล็กเทส (ในรูปของยาเม็ด) ควบคู่ไปด้วย ซึ่งจะป้องกันไม่ให้เกิดอาการได้

ควรปรึกษาแพทย์ ถ้าลองปฏิบัติตัวดังกล่าวแล้วไม่ทุเลาใน 2-3 วัน หรือมีความวิตกกังวล


การป้องกัน

ภาวะนี้มักเป็นโรคประจำตัวเรื้อรัง สามารถป้องกันไม่ให้กำเริบบ่อยโดยการงดหรือลดการบริโภคนมและผลิตภัณฑ์จากนม หรือกินเอนไซม์แล็กเทสเสริม


ข้อแนะนำ

1. อาการท้องเดินที่เกิดจากการบริโภคนมและผลิตภัณฑ์จากนม นอกจากเกิดจากภาวะพร่องแล็กเทสแล้ว ยังอาจเกิดจากการแพ้โปรตีนในนม (ซึ่งจะมีอาการภูมิแพ้ เช่น ลมพิษ ผื่นคันร่วมด้วย ดู "การแพ้อาหาร" ที่หัวข้อสาเหตุ ใน "โรคลมพิษ" เพิ่มเติม) หรือโรคลำไส้แปรปรวน ควรแยกแยะสาเหตุให้ได้ชัดเจน และให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ

2. ภาวะพร่องแล็กเทสมักไม่มีอันตรายร้ายแรงแต่อย่างใด ถ้าหากเกิดขึ้นหลังจาการติดเชื้อของลำไส้มักเป็นเพียงชั่วคราว และหายขาดได้ แต่ถ้าเป็นภาวะพร่องแล็กเทสแบบถาวร ก็ควรแนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติตัวในการดูแลรักษาตนเองอย่างจริงจัง ผู้ป่วยควรสังเกตว่าการบริโภคนมและผลิตภัณฑ์จากนมในปริมาณเท่าใดที่ไม่ทำให้เกิดอาการ ก็ให้บริโภคในปริมาณนั้นไปเรื่อย ๆ หากต้องการงดบริโภคนมโดยเด็ดขาด ก็ควรรู้จักเลือกบริโภคอาหารให้ถูกต้อง โดยเฉพาะควรได้รับแคลเซียมจากแหล่งอาหารอื่นให้เพียงพอ

29
จัดฟันบางนา: ฟลูออไลด์ พระเอกตัวร้าย ทำลายฟัน ! ปัญหาทันตกรรม

เชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่เคยได้ยินโรค “ฟันตกกระ” มาก่อน หนึ่งในปัญหา ทันตกรรม ก็เลยทำให้ไม่รู้ถึงสาเหตุและการป้องกัน ซึ่งถ้าพูดถึงสาเหตุที่ทำให้ฟันตกกระแล้วล่ะก็คุณผู้อ่าน อาจจะต้องตกใจกันเลยก็เป็นได้ เพราะสาเหตุของฟันตกกระ ก็คือการที่ ฟลูออไลด์ หรือแร่ธาตุที่ทำให้ฟันของเราแข็งแรง เป็นตัวการใหญ่ที่ทำให้ฟันตกกระนั่นเอง

มาถึงจุดนี้เชื่อได้ว่าหลายคนคงเกิดความสงสัยว่า ฟลูออไลด์ ช่วยทำให้ฟันแข็งแรง เหตุใดถึงกลายมาเป็นผู้ร้ายทำลายฟันเสียเอง คำตอบง่ายๆก็คือ หากฟลูออไลด์อยู่ในเกณฑ์ที่พอดีก็จะเป็นการรักษาฟังได้อย่างดี แต่ถ้าหากว่า ฟลูออไลด์อยู่ในเกณฑ์ที่มากเกินจำเป็น ก็จะทำให้เกิดฟันตกกระได้นั่นเอง

ส่วนสาเหตุและวิธีป้องกันแก้ไขเป็นอย่างไรนั้น ผู้เชี่ยวชาญเรื่องฟัน จะขอไขข้อข้องใจในเรื่องนี้ให้คุณผู้อ่านได้รู้จักวิธีป้องกันก่อนจะสายดังต่อไปนี้


ฟันตกกระ คืออะไร ?

ฟันตกกระ คือ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากการที่ได้รับฟลูออไลด์ในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น ในระหว่างที่กำลังสร้างฟัน โดยฟลูออไลด์ที่มากเกินไปจะไปขัดขวางการสร้างชั้นเคลือบฟัน ส่งผลให้ผิวเคลือบฟันเกิดเป็นรู หรือจุดๆบนฟัน ทำให้ส่วนนั้นของฟันอ่อนแอกว่ารอบๆข้าง ทำให้จุดดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงในการสูญเสียชั้นเคลือบฟัน

ซึ่งต้นเหตุของการที่ ฟันตกกระ มักพบได้กับคนที่นิยมนำน้ำบาดาลมารับประทานเนื่องจากในน้ำบาดาลนั้นมีฟลูออไลด์ผสมปะปนอยู่เป็นจำนวนมาก อีกอย่างที่พบได้คือ ให้ฟลูออไลด์เสริมกับเด็กโดยไม่ได้ประเมินถึงปริมาณฟลูออไลด์ที่เหมาะสม
โดยฟันตกกระนั้น จะมีหลานระดับ เริ่มจากระดับต้นจะพบจุดขาวๆเล็กๆ หรือเป็นเส้นขาวๆบนฟันโดยเห็นได้ชัดเจน หรือ บนยอดของฟันจะมีสีขาวขุ่นปกคลุม ถ้าหากปล่อยไว้นานอาจจะเกิดเป็นริ้วๆสีเหลือง สีน้ำตาลขุ่น ถึงขนาดที่ทำให้ฟันขรุขระก็มี
ซึ่งฟันตกกระนั้น จะพบได้เฉพาะฟันแท้ เพราะ ฟันที่สามารถตกกระจากฟลูออไลด์ได้นั้น ก็คือ ฟันที่กำลังสร้างอยู่ในกระดูกขากรรไกร ไม่ใช่ฟันที่เจริญเติบโตอยู่ในช่องปากแล้ว เพราะหากสังเกตดีๆ ฟันตกกระ จะเป็นมาตั้งแต่พ้นเหงือกขึ้นมา ไม่ใช่มาเป็นในขณะที่ฟันเจริญเติบโตไปแล้ว

แถมการแปรงฟันด้วยยาสีฟันที่มีฟลูออไลด์บ่อยๆ ก้ไม่ได้ทำให้เกิดฟันตกกระ จึงไม่ควรตกใจเกินเหตุนั่นเอง


ฟันตกกระ อันตรายหรือไม่ ?

ปัญหาหลักๆที่เกิดขึ้นจากฟันตกกระ จะเป็นเรื่องของความสวยงาม บุคลิกภาพ และความมั่นใจ เพราะหากว่า ฟันตกกระ จะทำให้ดูว่าช่องปากสดปรก เหมือนฟันผุ ซึ่งโดนส่วนใหญ่แล้วมักพบในฟันซี่หน้า ซึ่งจะทำให้มองเห็นได้อย่างชัดเจนในเวลาพูดคุยสนทนา

แต่ถ้าหากว่า ฟันตกกระขั้นรุนแรง จะส่งผลให้ฟันเปราะ แตกหักง่าย และชั้นเคลือบฟันหลุดร่อนออก และถ้าหากว่า ฟันตกกระถึงขั้นนี้แล้วล่ะก็ ถือว่าเป็นสัญญาณอันตราย คือ กระดูกข้อต่อเกือบทุกส่วนในร่างกาย ก็มีผลไปด้วยเช่นกัน


วิธีการป้องกัน ฟันตกกระ ?

สิ่งสำคัญเลยที่ทำให้ฟันตกกระก็คือ การรับประทานนำดื่มบาดาลที่มีฟลูออไลด์ปนเปลื้อนอยู่เป็นจำนวนมากเป็นประจำ วิธีแก้ก็คือ หากจำเป็นต้องรับประทานน้ำบาดาลควรนำไปต้ม หรือผ่านเครื่องกรองน้ำเสียก่อน ก็จะช่วยให้ร่างกายไม่รับฟลูออไลด์มากเกินไป


วิธีการแก้ไข และรักษา ?

สิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างแรกเลยคือการเข้าพบทันตแพทย์ เพื่อให้ประเมินวิธีการรักษา และแก้ไข ซึ่งวิธีการที่ทันตแพทย์จะเลือกใช้ก็ต้องดูจากความรุนแรงของอาการ จึงจะทำการเลือกใช้วิธีรักษาให้เหมาะสม

ซึ่งโดนส่วยใหญ่แล้วหากมีอาการของฟันตกกระไม่รุนแรงมาก ทันตแพทย์มักนิยมใช้การฟอกสีฟัน เพื่อปรับให้สีฟันเท่ากันหรือใกล้เคียงกันให้มากที่สุด หรืออาจจะใช้การขัดผิวฟันในส่วนที่ตกกระออก

แต่หากว่าคนไข้มีอาการฟันตกกระอย่างรุนแรง จนไม่สามารถแก้ไขด้วยวิธีข้างต้นที่กล่าวมาได้ ทันตแพทย์ก็จะเลือกใช้การบูรณะฟันโดยการเคลือบฟันเทียม แต่หากว่ารุนแรงถึงขนาดเสียชั้นเคลือบฟันเป็นบริเวณกว้างแล้ว หรือตรวจสภาพแล้วชั้นเคลือบฟันอ่อนแอเกินไป ทันตแพทย์มักนิยมเลือกการทำครอบฟัน

30
วัดพินิจธรรมสาร ที่เที่ยววัดไหว้พระ อ่างทอง ชมความเก่าแก่ ไหว้ขอพรองค์พระ

วัดพินิจธรรมสาร จังหวัดอ่างทอง เป็นอีกหนึ่งวัดที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการไหว้พระ ชมความเก่าแก่ และสัมผัสบรรยากาศที่เงียบสงบครับ แม้จะไม่ใช่วัดที่โด่งดังเท่าบางวัดในจังหวัดอื่น ๆ แต่ก็มีเสน่ห์ในแบบฉบับของตัวเอง

วัดพินิจธรรมสาร: เที่ยวไหว้พระ อ่างทอง ชมความเก่าแก่ ไหว้ขอพรองค์พระ

ที่ตั้ง: ตำบลบ้านแห อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง (ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา)


จุดเด่นและสิ่งที่น่าสนใจ:

ความเก่าแก่และสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม: วัดพินิจธรรมสารเป็นวัดเก่าแก่ที่ยังคงรักษาสถาปัตยกรรมแบบไทยดั้งเดิมไว้ได้ค่อนข้างสมบูรณ์ ทำให้สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของอดีต

พระอุโบสถ: ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระประธานที่ศักดิ์สิทธิ์ให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้ขอพร

บรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา: วัดตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้มีบรรยากาศที่เงียบสงบ ร่มรื่น และสวยงาม เหมาะแก่การพักผ่อนจิตใจและชมวิวแม่น้ำ

เจดีย์และสิ่งก่อสร้างเก่าแก่: ภายในวัดอาจมีเจดีย์หรือสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ที่แสดงถึงความเก่าแก่และศิลปะในยุคสมัยต่างๆ ให้ได้เดินชม

ความสงบ: เป็นวัดที่ยังไม่ได้รับความนิยมในเชิงท่องเที่ยวมากนัก ทำให้มีความสงบและเป็นส่วนตัว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการมาทำบุญและพักผ่อนอย่างแท้จริง


กิจกรรมที่น่าสนใจ:

กราบไหว้ขอพรองค์พระประธาน: ทำบุญและขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล

เดินชมสถาปัตยกรรมเก่าแก่: สัมผัสความงดงามของศิลปะแบบไทยดั้งเดิม

พักผ่อนริมแม่น้ำ: นั่งพักผ่อน ชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยา สัมผัสความสงบ

ทำบุญบริจาค: ร่วมทำบุญเพื่อบำรุงวัดและสืบทอดพระพุทธศาสนา


การเดินทาง:

วัดพินิจธรรมสารตั้งอยู่ในจังหวัดอ่างทอง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.5 - 2 ชั่วโมง โดยรถยนต์ส่วนตัว

หากเดินทางโดยรถสาธารณะ สามารถนั่งรถโดยสารประจำทางไปลงที่ตัวเมืองอ่างทอง แล้วต่อรถรับจ้างหรือรถสองแถวไปยังวัดได้

วัดพินิจธรรมสารเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวาย มาสัมผัสความสงบ ทำบุญ และชื่นชมความเก่าแก่ของวัดริมแม่น้ำในจังหวัดอ่างทองครับ






31
จัดฟันเด็ก เพื่อฟันแท้ในอนาคต

สุขภาพช่องปากและฟันของเด็ก ถือว่ามีความสำคัญมากพ่อแม่ผู้ปกครองควรที่จะเอาใจใส่ให้มากเป็นพิเศษ หลายคนคิดว่าฟันน้ำนมของลูกน้อย ไม่มีความสำคัญเพราะคิดว่าฟันน้ำนม เมื่อหลุดออกไปก็จะมีฟันแท้ขึ้นมาแทนที่ ซึ่งความคิดนี้ถือว่าผิดเพราะว่าฟันน้ำนมของเด็กมีความสำคัญไม่แพ้ฟันแท้ เพราะฟันน้ำนมมีผลต่อการขึ้นของฟันแท้โดยตรง หากว่าฟันน้ำนมหลุดก่อนวัยอันควร ก็อาจจะทำให้การขึ้นของฟันแท้ผิดปกติได้หรือบางครั้งฟันแท้อาจจะขึ้นไม่ครบ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดฟันห่างหรือฟันล้มได้ ดังนั้น ไม่ว่าเด็กจะอยู่ในช่วงของฟันน้ำนมหรือฟันแท้ ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน สิ่งที่สำคัญก็คือควรที่จะดูแลรักษาความสะอาดของสุขภาพช่องปากและฟันให้ดีเพื่อป้องกันการเกิดฟันผุหรือโรคเหงือกที่อาจจะตามมาได้ในอนาคต


ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองควรที่จะเอาใจใส่ในเรื่องของฟันของเด็ก หมั่นสังเกตอาการหรือพฤติกรรมที่ส่งผลทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพฟัน ควรที่จะปลูกฝังและสร้างทัศนคติที่ดีในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟันให้เด็ก ได้เข้าใจว่าสุขภาพฟันนั้นมีความสำคัญในระยะยาวเพราะฟันจะอยู่กับเราตลอดชีวิต เราจึงต้องดูแลรักษาความสะอาดให้ดีอยู่เสมอ ควรสอนให้เด็กรู้จักวิธีการแปรงฟันที่ถูกต้อง เพื่อที่จะได้มีฟันที่สวยงามและไม่มีปัญหาฟัน แต่ถ้าหากว่าเด็กมีปัญหาในเรื่องของฟัน ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นของฟันแท้ที่ผิดปกติหรือมีฟันน้ำนมที่หลุดก่อนวัยอันควร พ่อแม่ผู้ปกครองควรพาบุตรหลานของท่านเข้าพบทันตแพทย์จัดฟันเพื่อเข้ารับการจัดฟันในเด็กเพื่อแก้ไขปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ

สำหรับการจัดฟันในเด็ก จะสามารถช่วยให้เด็กมีฟันที่สวยงามด้วยการจัดฟันในเด็ก ซึ่งสามารถทำได้ตั้งแต่อายุ 4-15 ปี สำหรับเด็กที่อยู่ในช่วง 4-7 ปี ควรเข้ารับการจัดฟันในเด็ก โดยวิธีการใช้เครื่องมือ EF LINE ซึ่งเป็นเครื่องมือการจัดฟันที่ใช้นวัตกรรมช่วยทำให้ปรับโครงสร้างของใบหน้า แก้ไขความผิดปกติของกล้ามเนื้อใบหน้า รวมไปถึงปรับตำแหน่งลิ้น ซึ่งจะช่วยทำให้เด็กมีโครงสร้างของใบหน้าที่ถูกต้องสมบูรณ์และยังช่วยในเรื่องของปัญหาการสบฟันของเด็ก เพราะในช่วงอายุ 4-7 ปีนั้น กระดูกขากรรไกรยังอยู่ในช่วงของการเจริญเติบโตจึงเหมาะที่จะเข้ารับการจัดฟันในเด็กด้วยเครื่องมือ EF LINE และสำหรับเด็กที่อายุ 10 – 15 ปีก็สามารถเข้ารับการจัดฟันในเด็กโดยการใช้เครื่องมือการจัดฟันแบบติดแน่น เพราะเด็กในวัยนี้จะสามารถให้ความร่วมมือในการรักษา กลับทันตแพทย์ได้ดีกว่าเด็กอายุ 4-7 ปี เพราะเด็กในวัยนี้จะรู้จักวิธีการแปรงฟันที่ถูกต้องการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากและฟันได้ดีกว่า ดังนั้น การจัดฟันในเด็กจึงจะสามารถช่วยให้เด็กมีฟันแท้ที่สวยงามในอนาคตได้


ซึ่งทางคลินิกเรามีบริการทันตกรรมทางด้านการจัดฟันในเด็ก จึงสามารถให้คำแนะนำตั้งแต่วิธีการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากและฟันของเด็กไปจนถึงการปฎิบัติตัวระหว่างเข้ารับการจัดฟันในเด็กได้อย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม หากพ่อแม่สังเกตอาการของเด็กแล้วรู้สึกถึงปัญหาและความผิดปกติของสุขภาพฟันของลูกน้อย ก็ควรพาเด็กเข้าพบทันตแพทย์เพื่อปรึกษาก่อนการเข้ารับการจัดฟันในเด็ก เพื่อให้เด็กได้มีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดีมีฟันสวยงาม มีรอยยิ้มที่สดใสสมวัย ทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามไปด้วย

ทั้งนี้ หากพ่อแม่ผู้ปกครองท่านใดสนใจพาบุตรหลานของท่านเข้ารับการจัดฟันในเด็ก ก็สามารถติดต่อขอรับคำแนะนำได้ที่คลินิกเราเพราะทางเรามีทีมทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการจัดฟันในเด็กและสามารถให้คำปรึกษาเกี่ยวกับวิธีการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากและฟันที่ถูกต้อง พร้อมทั้ง ยังช่วยแนะนำให้พ่อแม่ผู้ปกครองพูดสร้างความเข้าใจให้กับเด็กว่าสุขภาพช่องปากและฟันที่ดี ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างไร เพื่อให้เด็กได้ตระหนักถึงปัญหาของสุขภาพช่องปากและฟัน เพื่อที่จะได้ป้องกันไม่ให้เกิดฟันผุหรือโรคเกี่ยวกับช่องปากในอนาคต เพราะเราเห็นความสำคัญของสุขภาพช่องปากและฟันของเด็กและอยากให้เด็กๆทุกคน มีสุขภาพฟันที่แข็งแรง สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเต็มที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

32
ฉนวนกันความร้อนสำหรับระบบปรับอากาศ

ฉนวนกันความร้อน มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในงานระบบปรับอากาศ ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงาน โรงงานอุตสาหกรรม หรือที่อยู่อาศัย เพราะช่วยรักษาประสิทธิภาพการทำงานของระบบและประหยัดพลังงานได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะในประเทศที่มีอากาศร้อนอย่างประเทศไทย การเลือกใช้ฉนวนที่เหมาะสมจะช่วยลดภาระของเครื่องปรับอากาศ และลดค่าไฟได้อย่างเห็นผล

ทำไมระบบปรับอากาศจึงต้องการฉนวนกันความร้อน?

ระบบปรับอากาศทำงานโดยการลดอุณหภูมิอากาศหรือของเหลว (เช่น น้ำเย็นในระบบ Chiller) แล้วส่งไปยังพื้นที่ที่ต้องการ หากไม่มีฉนวนหรือมีฉนวนที่ไม่ดีพอ จะเกิดปัญหาหลักๆ ดังนี้:

การสูญเสียความเย็น: ความเย็นจากท่อลมเย็นหรือท่อน้ำเย็นจะรั่วไหลออกสู่สภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงกว่า ทำให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาระดับความเย็นที่ต้องการ

การซึมผ่านของความร้อน: ความร้อนจากภายนอกจะซึมผ่านเข้ามาในระบบ ทำให้ลมเย็นหรือน้ำเย็นมีอุณหภูมิสูงขึ้นก่อนที่จะไปถึงจุดหมายปลายทาง

การควบแน่น (Condensation): ผิวท่อลมเย็นหรือท่อน้ำเย็นที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดน้ำค้าง (Dew Point) ของอากาศโดยรอบ จะทำให้ไอน้ำในอากาศควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำเกาะที่ผิวท่อ ก่อให้เกิดปัญหาหยดน้ำหยดลงมา สร้างความเสียหายต่อฝ้าเพดาน ผนัง และอุปกรณ์ไฟฟ้า รวมถึงการเกิดเชื้อราและสนิม

ฉนวนกันความร้อนจะทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันปัญหาเหล่านี้ ช่วยให้ระบบปรับอากาศทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ประเภทของฉนวนกันความร้อนที่นิยมใช้ในงานระบบปรับอากาศ
การเลือกประเภทฉนวนขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน งบประมาณ และสภาพแวดล้อมของโครงการ:


ฉนวนใยแก้ว (Fiberglass Insulation):

ลักษณะ: มาในรูปแบบแผ่นม้วน หรือท่อสำเร็จรูป

คุณสมบัติเด่น: มีค่าการนำความร้อนต่ำ (R-value สูง) น้ำหนักเบา ไม่ลามไฟ ดูดซับเสียงได้ดี และราคาไม่สูงมาก

การใช้งาน: นิยมใช้หุ้มท่อลม (Ducting), หุ้มท่อส่งน้ำเย็น (Chilled Water Pipe), หรือบุภายในกล่องลม (Air Handling Unit - AHU)

ข้อควรพิจารณา: หากโดนความชื้นประสิทธิภาพจะลดลง อาจมีปัญหาใยแก้วฟุ้งกระจายหากติดตั้งไม่ดี ควรมีวัสดุหุ้มทับ เช่น แผ่นอลูมิเนียมฟอยล์


ฉนวนยางสังเคราะห์ (Elastomeric Rubber Insulation / NBR Foam):

ลักษณะ: เป็นโฟมยางเซลล์ปิด (Closed-Cell) มาในรูปแบบแผ่นม้วน หรือท่อสำเร็จรูปสีดำ

คุณสมบัติเด่น: มีความยืดหยุ่นสูง ติดตั้งง่าย สามารถโค้งงอไปตามท่อได้ดีเยี่ยม ป้องกันการควบแน่นได้ดีที่สุด (เนื่องจากเป็นเซลล์ปิด ไม่ดูดซับน้ำ) ทนทานต่อความชื้นได้ดี

การใช้งาน: นิยมใช้หุ้มท่อน้ำเย็น (Chilled Water Pipe) และท่อสารทำความเย็น (Refrigerant Pipe) เป็นหลัก

ข้อควรพิจารณา: อาจมีราคาสูงกว่าใยแก้วเล็กน้อย


ฉนวนพียูโฟม (Polyurethane Foam - PU Foam):

ลักษณะ: เป็นโฟมเซลล์ปิดเช่นกัน สามารถมาในรูปแบบแผ่นสำเร็จรูป หรือแบบพ่น

คุณสมบัติเด่น: มีค่าการนำความร้อนต่ำมากที่สุด (R-value สูงที่สุด) น้ำหนักเบา ป้องกันความชื้นและน้ำได้ดีเยี่ยม หากเป็นแบบพ่นจะสามารถครอบคลุมพื้นผิวได้แบบไร้รอยต่อ

การใช้งาน: ใช้สำหรับหุ้มท่อลมขนาดใหญ่, ถังเก็บน้ำเย็น, ห้องเย็น หรือเป็นฉนวนสำหรับผนังและหลังคาโดยรวมของอาคารที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิอย่างเข้มงวด

ข้อควรพิจารณา: ราคาค่อนข้างสูงกว่าฉนวนประเภทอื่น การติดตั้งแบบพ่นต้องใช้ช่างผู้เชี่ยวชาญ

คุณสมบัติโดดเด่นของฉนวนกันความร้อนสำหรับงานระบบปรับอากาศ
เพื่อให้ระบบปรับอากาศทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและลดปัญหาต่างๆ ฉนวนที่ใช้ควรมีคุณสมบัติเด่นดังนี้:

ค่าการนำความร้อนต่ำมาก (Low K-value / High R-value): เป็นหัวใจหลักของฉนวน เพื่อลดการถ่ายเทความร้อนและรักษาอุณหภูมิให้คงที่

ป้องกันการควบแน่นเป็นหยดน้ำ (Anti-Condensation): ต้องสามารถควบคุมอุณหภูมิผิวของท่อไม่ให้ต่ำกว่าจุดน้ำค้าง เพื่อป้องกันการเกิดหยดน้ำ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความเสียหายและความอับชื้น

ไม่ดูดซับความชื้น/น้ำ: ฉนวนที่อมน้ำจะสูญเสียประสิทธิภาพในการกันความร้อน และอาจเป็นแหล่งเพาะเชื้อรา

ทนทานต่ออุณหภูมิที่แตกต่าง: สามารถทนทานต่ออุณหภูมิต่ำของระบบปรับอากาศ และทนต่ออุณหภูมิแวดล้อมที่สูงขึ้น

ไม่ลามไฟ/ไม่ก่อควันพิษ: เป็นคุณสมบัติด้านความปลอดภัยที่สำคัญ

มีความยืดหยุ่น/ติดตั้งง่าย: สามารถหุ้มท่อหรืออุปกรณ์ที่มีรูปทรงซับซ้อนได้แนบสนิท ไม่ทิ้งช่องว่าง

ดูดซับเสียง (Sound Absorption): ช่วยลดเสียงรบกวนจากการไหลของอากาศหรือน้ำในระบบ

อายุการใช้งานยาวนาน: ทนทานต่อการเสื่อมสภาพตามกาลเวลา เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพระยะยาวและลดค่าบำรุงรักษา

การเลือกใช้ฉนวนกันความร้อนที่เหมาะสมกับระบบปรับอากาศจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเท่านั้น แต่ยังช่วยรักษาสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี สุขอนามัย และยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ในระบบได้อีกด้วยค่ะ

33
บริการทำความสะอาด: วิธีใช้น้ำส้มสายชูและเบกกิ้งโซดาทำความสะอาด พร้อมข้อควรระวัง

ระอาใจทุกครั้งเมื่อนึกได้ว่าต้องกลับบ้านมาทำความสะอาดอยู่หรือไม่ ? ยิ่งช่วงไหนไม่ค่อยมีเวลายิ่งเพิ่มโอกาสให้เกิดคราบสกปรกฝังลึก และเมื่อถึงเวลาต้องมาเช็กบิลย้อนหลังก็ทำเอาต้องเสียเหงื่อกับการขัดพื้น จนปวดหลังแทบแย่ แต่รู้ไหมว่าปัญหาเหล่านี้จะหมดไปหากคุณรู้จักตัวช่วยทำความสะอาด อย่าง “น้ำส้มสายชู” และ “เบกกิ้งโซดา” สององค์ประกอบที่จะมาช่วยระเบิดคราบสกปรกฝังลึกบนพื้นบ้าน หากพร้อมแล้วไปดูเทคนิคการทำความสะอาดกันได้เลย !

5 วิธีใช้ประโยชน์น้ำส้มสายชูและเบกกิ้งโซดา เพื่อทำความสะอาดบ้าน

1. น้ำส้มสายชูดับกลิ่นคาว

หากในบริเวณห้องครัวหรือโต๊ะอาหารมีกลิ่นคาว การผสมน้ำส้มสายชูกับน้ำเปล่าในอัตราส่วน 1:3 แล้วใช้ถูพื้นและทำความสะอาดพื้นผิวต่าง ๆ จะช่วยลดกลิ่นคาวได้ เพราะน้ำส้มสายชูจะมีส่วนช่วยทั้งในเรื่องของการขจัดคราบเชื้อโรค คราบมัน และกลิ่นต่าง ๆ ได้ ทำให้บรรยากาศในบ้านกลับมาสดชื่นและปลอดกลิ่นอับอีกครั้ง

2. ผงเบกกิ้งโซดาขจัดคราบฝังลึก

การผสมเบกกิ้งโซดากับน้ำเปล่าให้เข้ากันจนกลายเป็นเนื้อเดียว สามารถขจัดคราบสกปรกที่ตกค้างและฝังลึกได้อย่างง่ายดาย เพียงนำส่วนผสมไปป้ายลงบนบริเวณที่ต้องการ พร้อมกับขัดออกด้วยแปรงสีฟันเท่านี้คราบก็จะจางลงแน่นอน

3. บอกลาคราบมันบนพื้นห้องครัว

คราบมันบนพื้นห้องครัว เป็นปัญหาที่พบได้แทบทุกบ้าน แต่การถูพื้นด้วยส่วนผสมระหว่างน้ำส้มสายชู และน้ำเปล่าในอัตราส่วน 2:1 พร้อมน้ำยาล้างจาน 1-2 ช้อนชา จะช่วยกำจัดคราบไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมีทั้งน้ำส้มสายชู และน้ำยาล้างจานที่มีคุณสมบัติทำละลาย และกำจัดคราบมัน

4. ดับกลิ่นสาบสัตว์เลี้ยง พร้อมทำความสะอาดหมดจด

สำหรับคนมีสัตว์เลี้ยงแล้ว ปัญหากลิ่นสาบเป็นเรื่องที่น่ารำคาญไม่น้อย ซึ่งคุณสามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่โรยผงเบกกิ้งโซดาทิ้งไว้ในบริเวณที่มีกลิ่นสาบของสัตว์เลี้ยงประมาณ 15 นาที หลังจากนั้นให้ทำความสะอาดโดยการกวาดและถูพื้นตามปกติ กลิ่นสาบก็จะจางลงอย่างเห็นได้ชัด โดยต้องไม่ลืมทำความสะอาดผงเบกกิ้งโซดาให้หมดเพื่อความปลอดภัยของสัตว์เลี้ยงด้วย

5. บอกลาคราบดำตามแนวกระเบื้อง

คราบดำตามร่องยาแนวของกระเบื้อง นับเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้บ่อยในห้องน้ำและห้องครัว และทำความสะอาดได้ยากมาก แต่หากผสมเบกกิ้งโซดา ½ ถ้วยตวง และแอมโมเนีย หรือน้ำมะนาวประมาณ ¼ ถ้วยตวง แล้วเทใส่ลงในน้ำเปล่า 7 ถ้วยตวง ก่อนฉีดพ่นไปตามร่องยาแนว ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วขัดด้วยแปรง จะช่วยขจัดคราบดำสะสมได้อย่างอยู่หมัด

ข้อควรระวังในการใช้น้ำส้มสายชู และเบกกิ้งโซดา

ควรหลีกเลี่ยงการผสมเบกกิ้งโซดากับน้ำส้มสายชู หรือน้ำยาทำความสะอาดที่มีส่วนประกอบของกรดเข้มข้นอย่างเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดก๊าซพิษได้

ข้อควรระวังในการใช้น้ำส้มสายชู

    ระวังอย่าสูดดมไอของน้ำส้มสายชูโดยตรง เนื่องจากอาจทำให้ระคายเคืองทางเดินหายใจได้
    หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำส้มสายชูกับผิวหนังและตาโดยตรง เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้
    ไม่ควรผสมน้ำส้มสายชูกับสารฟอกขาว หรือผงซักฟอก เนื่องจากอาจทำให้เกิดก๊าซพิษได้
    ระวังอย่าใช้น้ำส้มสายชูทำความสะอาดพื้นผิวที่เป็นหินอ่อน เนื่องจากอาจทำให้พื้นผิวเป็นรอยได้

ข้อควรระวังในการใช้เบกกิ้งโซดา

    ระมัดระวังอย่าให้เบกกิ้งโซดาสัมผัสกับดวงตาหรือผิวหนัง เพราะอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้
    ไม่ควรใช้เบกกิ้งโซดาทำความสะอาดพื้นผิวอะลูมิเนียม เนื่องจากอาจทำให้พื้นผิวเป็นรอยด่างได้
    ไม่ควรใช้เบกกิ้งโซดาทำความสะอาดบริเวณที่มีสนิม เนื่องจากอาจทำให้เกิดการกัดกร่อนได้

ข้อควรปฏิบัติเมื่อใช้น้ำส้มสายชูและเบกกิ้งโซดาทำความสะอาด

    ควรเปิดหน้าต่าง หรือใช้พัดลมดูดอากาศ เพื่อระบายอากาศขณะใช้น้ำส้มสายชูและเบกกิ้งโซดาโดยเฉพาะในพื้นที่ปิด
    ควรทดสอบบนจุดเล็ก ๆ ของพื้นผิวที่ต้องการทำความสะอาดก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถใช้น้ำส้มสายชูและเบกกิ้งโซดาทำความสะอาดพื้นผิวนั้นได้อย่างปลอดภัย
    สวมอุปกรณ์ป้องกันอย่างหน้ากาก แว่นตา และถุงมือทุกครั้งที่ทำความสะอาดด้วยน้ำส้มสายชูและเบกกิ้งโซดา

34
อาการของโรคนิ่วน้ำดี (Gallstone)

นิ่วน้ำดี (นิ่วในถุงน้ำดี ก็เรียก) หมายถึงก้อนนิ่วที่เกิดอยู่ในถุงน้ำดี ซึ่งประกอบด้วยสาร 3 ชนิดหลัก ๆ ได้แก่ คอเลสเตอรอล บิลิรูบิน (สารสีเหลืองในน้ำดี ซึ่งเกิดจากการสลายตัวของเม็ดเลือดแดง) และแคลเซียม โดยมีองค์ประกอบแบบหลากหลายและสัดส่วนของสารประกอบต่าง ๆ กันไป ทำให้เกิดนิ่วขึ้นมากมายหลายชนิด ซึ่งสามารถจัดแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ออกเป็น 3 ชนิดหลัก ได้แก่ (1) นิ่วคอเลสเตอรอล (cholesterol stone) ประกอบด้วยคอเลสเตอรอลเป็นหลัก คือ มีส่วนประกอบของคอเลสเตอรอลมากกว่า ร้อยละ 70 ในประเทศแถบตะวันตกพบนิ่วชนิดนี้เป็นส่วนใหญ่ (2) นิ่วเม็ดสี (pigment stone) ประกอบด้วยบิลิรูบินเป็นหลัก โดยมีส่วนประกอบของคอเลสเตอรอลน้อยกว่า ร้อยละ 30 ในประเทศแถบเอเซียพบนิ่วชนิดนี้ได้ราวร้อยละ 30-80 (3) นิ่วผสม (mixed stone) ซึ่งประกอบด้วยสารต่าง ๆ แบบหลากหลาย โดยมีส่วนประกอบของคอเลสเตอรอลระหว่างร้อยละ 30-70 ซึ่งมีการศึกษานิ่วน้ำดีในประเทศไทยพบว่า มีนิ่วผสมมากถึงประมาณร้อยละ 70 และมีนิ่วคอเลสเตอรอลเพียงประมาณร้อยละ 25

ก้อนนิ่วอาจมีขนาดเล็กเท่าเม็ดทราย หรือขนาดใหญ่เท่าลูกกอล์ฟหรือไข่ไก่ อาจเกิดเป็นก้อนใหญ่ก้อนเดียว หรือก้อนเล็ก ๆ หลายก้อน (อาจถึงร้อย ๆ ก้อน) ก็ได้ นิ่วน้ำดีส่วนใหญ่พบในถุงน้ำดีเพียงอย่างเดียว ส่วนน้อยที่อาจพบในท่อน้ำดีเพียงอย่างเดียว หรือพบทั้งในถุงน้ำดีและท่อน้ำดี

นิ่วน้ำดีเป็นโรคที่พบได้บ่อย (พบได้ประมาณร้อยละ 5-10 ของประชากร) ซึ่งผู้ป่วยกว่าครึ่งหนึ่งจะไม่มีอาการแสดง และไม่รู้ตัวว่ามีนิ่วอยู่ในถุงน้ำดี จนกว่าแพทย์จะตรวจพบโดยบังเอิญ ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการมักมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดท้องเป็นสำคัญ และจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด

โรคนี้ส่วนใหญ่พบในคนอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป และพบได้มากขึ้นตามอายุที่มากขึ้น มักไม่พบในคนอายุต่ำกว่า 20 ปี พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 1.5-2 เท่า

มักพบในผู้สูงอายุ คนอ้วน หญิงที่ตั้งครรภ์ หญิงที่มีบุตรหลายคน หรือกินยาเม็ดคุมกำเนิดหรือฮอร์โมนเอสโทรเจน ผู้ที่ชอบกินอาหารที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง ผู้ที่เป็นเบาหวาน โรคธาลัสซีเมีย ตับแข็ง หรือโรคติดเชื้อของระบบทางเดินน้ำดี ผู้ที่อดอาหารหรือลดน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็ว หรือผู้ที่กินยาลดไขมันกลุ่มโคลไฟเบรต

ผู้ที่มีประวัติพ่อแม่หรือญาติพี่น้องเป็นโรคนิ่วน้ำดี มีความเสี่ยงของการเป็นโรคนี้ได้มากขึ้น ซึ่งมักพบเป็นนิ่วชนิดคอเลสเตอรอล

สาเหตุ

เกิดจากความไม่สมดุลของสารที่เป็นส่วนประกอบของน้ำดีในถุงน้ำดี ทำให้มีการตกตะกอนเป็นผลึก ซึ่งค่อย ๆ สั่งสมเป็นเวลานานหลายปี จนกลายเป็นก้อนนิ่วในที่สุด สันนิษฐานว่ามีสาเหตุมาจากปัจจัยที่แตกต่างกันของนิ่วแต่ละชนิด ดังนี้

นิ่วคอเลสเตอรอล ซึ่งประกอบด้วยคอเลสเตอรอลเป็นหลัก มักมีลักษณะออกเป็นสีขาว เหลือง น้ำตาล หรือเขียวเข้ม เกิดจากการมีสัดส่วนของคอเลสเตอรอลในน้ำดีที่สูง แล้วตกตะกอนเป็นผลึกนิ่ว ทั้งนี้ อาจเกิดจาก (1) มีการหลั่งคอเลสเตอรอลมาที่ถุงน้ำดีมากกว่าปกติ เช่น ในคนอ้วน หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่เป็นเบาหวาน ผู้ที่กินอาหารที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง และกินอาหารที่มีกากใยต่ำ ลดน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็วภายในเวลาสั้น ๆ หรือกินยาโคลไฟเบรตในการลดไขมันในเลือด (2) ตับมีการหลั่งกรดน้ำดี (ซึ่งเป็นตัวทำละลายคอเลสเตอรอล) น้อยกว่าปกติ ทำให้มีคอเลสเตอรอลในน้ำดีสูง เช่น ผู้ที่กินยาเม็ดคุมกำเนิด ผู้ที่เป็นตับแข็ง หรือ (3) เกิดขึ้นพร้อมกันทั้ง 2 อย่าง เช่น ในผู้สูงอายุ ผู้ที่กินฮอร์โมนเอสโทรเจน

นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากปัจจัยเสริม เช่น ถุงน้ำดีมีการบีบตัวน้อย (hypomotility) ทำให้น้ำดีค้างอยู่ในถุงน้ำดีนานขึ้น จึงเกิดการตกตะกอนเป็นผลึกนิ่ว เช่น ผู้ที่อดอาหาร (ทำให้ถุงน้ำดีไม่ทำงานเพราะไม่มีการย่อยอาหาร) หญิงตั้งครรภ์ (เนื่องจากมีฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนที่สูงขึ้น) ผู้ป่วยเบาหวาน (เนื่องจากเบาหวานทำให้เกิดภาวะประสาทที่ควบคุมถุงน้ำดีเสื่อม) เป็นต้น

อาจพบเป็นก้อนเดี่ยว ๆ หรือหลายก้อนพร้อมกัน

นิ่วเม็ดสี ซึ่งประกอบด้วยบิลิรูบินเป็นหลัก มีลักษณะออกเป็นสีดำหรือน้ำตาล เกิดจากมีบิลิรูบิน (ชนิด unconjugated  bilirubin) ในน้ำดีสูงเกินไป ทำให้จับตัวกับแคลเซียม ตกตะกอนเป็นผลึกนิ่ว ซึ่งแบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่

(1) นิ่วเม็ดสีดำ (black pigment stone) มักพบในผู้ที่มีภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเรื้อรัง (เช่น ธาลัสซีเมีย) หรือผู้ป่วยตับแข็ง (ที่มีความดันในหลอดเลือดดำของตับสูง และม้ามโต เม็ดเลือดแดงจะถูกม้ามจับทำลายมากกว่าปกติ) หรือร่วมกันทั้งสองอย่าง มักพบเป็นก้อนเล็ก ๆ มีหลายก้อน

(2) นิ่วเม็ดสีน้ำตาล (brown pigment stone) มักพบในผู้ที่มีการติดเชื้อของทางเดินน้ำดีเรื้อรัง หรือเป็นโรคพยาธิในทางเดินน้ำดี นิ่วชนิดนี้เกิดได้ทั้งในถุงน้ำดีและทางเดินน้ำดี อาจพบเป็นก้อนเดี่ยว ๆ หรือหลายก้อนพร้อมกัน

อาการ

ส่วนใหญ่ของผู้ที่มีนิ่วน้ำดีจะไม่มีอาการผิดปกติแสดงให้เห็นแต่อย่างใด และมักตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจร่างกายด้วยโรคอื่น

ในรายที่ก้อนนิ่วเคลื่อนไปอุดในท่อน้ำดี (bile duct) จะมีอาการปวดบิดรุนแรงเป็นพัก ๆ ตรงบริเวณใต้ลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวา ซึ่งอาจปวดร้าวมาที่ไหล่ขวา หรือบริเวณหลังตรงใต้สะบักขวา และมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย บางรายอาจปวดรุนแรงจนเหงื่อออก เป็นลม

อาการปวดท้องมักเป็นหลังกินอาหารมัน ๆ หรือกินอาหารมื้อหนัก แต่อาจเกิดตอนกลางคืนหรือเวลาอื่นใดก็ได้ แต่ละครั้งจะปวดนาน 15-30 นาที บางรายอาจนาน 2-6 ชั่วโมง และจะทุเลาไปเอง เมื่อเว้นไปนานเป็นแรมสัปดาห์ แรมเดือน หรือแรมปีก็อาจกำเริบได้อีก (ถ้าปวดท้องทุกวันมักจะไม่ใช่เป็นนิ่วน้ำดี)

บางรายอาจมีอาการดีซ่าน (ตาเหลือง ตัวเหลือง) เกิดขึ้นตามหลังอาการปวดท้อง

บางรายอาจมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อบริเวณเหนือสะดือ เรอ คลื่นไส้ อาเจียน คล้ายอาการของอาหารไม่ย่อยหรือโรคกระเพาะ ซึ่งมักจะเป็นหลังกินอาหารมัน ๆ เป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง

ภาวะแทรกซ้อน

ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย คือ นิ่วหลุดออกจากถุงน้ำดีลงมาอุดตันบริเวณปากถุงน้ำดี ทำให้เกิดถุงน้ำดีอักเสบ จากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ซึ่งอาจรุนแรงและเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง เป็นต้น

นอกจากนี้ นิ่วอาจหลุดลงมาอุดตันบริเวณท่อน้ำดีร่วม (common bile duct) ทำให้น้ำดีไหลออกไม่ได้ เกิดท่อน้ำดีอักเสบ จากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

หรือนิ่วอาจหลุดลงมาอุดตันบริเวณปลายท่อน้ำดีร่วม ทำให้ท่อตับอ่อน (ที่มาเชื่อมต่อกับส่วนปลายของท่อน้ำดีร่วม) อุดตัน น้ำย่อยในตับอ่อนออกไม่ได้ และไหลย้อนกลับไปที่เนื้อตับอ่อน ทำให้ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันรุนแรง

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้แต่ค่อนข้างน้อยมาก (พบได้น้อยกว่า 1 รายในผู้ที่เป็นนิ่วน้ำดี 10,000 คน) คือ การกลายเป็นมะเร็งถุงน้ำดี (gallbladder cancer)*

*มะเร็งถุงน้ำดี เป็นมะเร็งที่พบได้ค่อนข้างน้อย มักพบในคนอายุมากกว่า 65 ปี พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะพบว่ามีก้อนนิ่วน้ำดีขนาดใหญ่กว่า 3 ซม. หรือเป็นถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรังและผนังของถุงน้ำดีมีแคลเซียม (หินปูน) พอก นอกจากนี้ ยังอาจมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น โรคติ่งเนื้อในถุงน้ำดี (gall bladder polyp) เบาหวาน ภาวะอ้วน การสูบบุหรี่ การดื่มสุราจัด การมีประวัติพ่อแม่หรือญาติพี่น้องเป็นมะเร็งถุงน้ำดี เป็นต้น ผู้ป่วยมักมีอาการเมื่อเป็นมากแล้ว โดยจะมีอาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้ อาเจียน ดีซ่าน บางรายอาจมีไข้สูง คลำได้ก้อนที่ใต้ชายโครงขวา หรือเบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดมาก

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากซักถามประวัติการเจ็บป่วยและอาการแสดง การตรวจร่างกายมักไม่พบสิ่งผิดปกติชัดเจน ยกเว้นบางรายอาจมีอาการตาเหลือง หรืออาจตรวจพบอาการกดเจ็บเล็กน้อยบริเวณใต้ลิ้นปี่และใต้ชายโครงขวา

แพทย์จะทำการวินิจฉัยให้แน่ชัดโดยการตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง (abdominal ultrasound) เป็นหลัก

ในรายที่ยังวินิจฉัยไม่ได้แน่ชัด หรือสงสัยเป็นนิ่วก้อนเล็กหรือนิ่วที่ติดอยู่ในท่อน้ำดี หรือสงสัยมีภาวะแทรกซ้อน อาจทำการตรวจด้วยวิธีอื่นเพิ่มเติม เช่น การตรวจระบบทางเดินอาหารโดยการส่องกล้องที่ติดอัลตราซาวนด์ (endoscopic ultrasound) การถ่ายภาพรังสีตรวจถุงน้ำดีโดยการกินสารทึบรังสี (oral cholecystography) เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ การถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า การส่องกล้องตรวจทางเดินน้ำดีและตับอ่อน (endoscopic retrograde cholangiopancreatography/ERCP ซึ่งระหว่างการตรวจ หากพบก้อนนิ่ว ก็สามารถให้การรักษาโดยนำก้อนนิ่วออกมา) เป็นต้น

นอกจากนี้ แพทย์อาจทำการตรวจเลือด ในรายที่สงสัยมีการติดเชื้อหรือการอักเสบของถุงน้ำดี ท่อน้ำดี ตับอ่อน หรือสงสัยมีโรคอื่น (เช่น ตับแข็ง เบาหวาน ธาลัสซีเมีย) ร่วมด้วย

การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การดูแลรักษาดังนี้

1. ผู้ป่วยที่เป็นนิ่วน้ำดีที่ยังไม่มีอาการแสดงอะไรแต่ตรวจพบโดยบังเอิญ ขณะที่ไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาโรคอื่น (เช่น โรคของกระเพาะอาหาร โรคตับ อาการปวดท้องที่ไม่ทราบสาเหตุชัดเจน) ซึ่งมักพบจากการตรวจอัลตราซาวนด์หรือเอกซเรย์ช่องท้อง แพทย์ก็จะให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัว โดยไม่มีการให้ยาหรือการผ่าตัดรักษาแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง หรืออายุน้อย เนื่องเพราะมักไม่ก่อเกิดภาวะแทรกซ้อน แพทย์จะนัดติดตามดูเป็นระยะ จนกว่าจะมีอาการแสดง (เช่น ปวดท้อง) จึงค่อยทำการรักษาด้วยการผ่าตัด ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีโอกาสเกิดอาการปวดท้องจากนิ่วน้ำดีที่ซ่อนอยู่ประมาณร้อยละ 10-20 ในระยะ 5-20 ปีหลังการวินิจฉัย ซึ่งมีโอกาสเกิดอาการปวดท้องโดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 1-2 ต่อปี

แพทย์อาจพิจารณาทำการผ่าตัดผู้ป่วยที่ไม่มีอาการแสดง ในรายที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น นิ่วน้ำดีที่ตรวจพบว่ามีแคลเซียมพอกที่ผนังของถุงน้ำดี หรือมีก้อนนิ่วขนาดใหญ่กว่า 3 ซม. ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งถุงน้ำดี, นิ่วขนาดเล็กที่อาจหลุดลงมาอุดที่ท่อน้ำดีร่วม ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดท่อน้ำดีอักเสบ หรือตับอ่อนอักเสบ นิ่วน้ำดีที่พบในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือเป็นโรคเรื้อรัง (เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง โรคไตเรื้อรัง ตับแข็ง เป็นต้น) เนื่องเพราะหากรอให้มีอาการแสดงและเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นแล้ว ซึ่งจำเป็นต้องทำการผ่าตัดแบบฉุกเฉิน จะมีโอกาสเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตมากกว่าการผ่าตัดในขณะที่ร่างกายยังแข็งแรงดี และมีการเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัด

ในกรณีที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดช่องท้องด้วยสาเหตุอื่น แพทย์อาจถือโอกาสทำการผ่าตัดรักษานิ่วน้ำดีที่ไม่แสดงอาการที่มีอยู่เดิมนั้นพร้อม ๆ กันไป หากเห็นว่าเหมาะสม

2. ในรายที่มีอาการปวดท้อง มีแนวทางดังนี้

(1) แพทย์จะรักษาโดยการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกแบบไม่เร่งด่วน คือ นัดหมายมาทำผ่าตัดในเวลาที่เหมาะสม (ซึ่งขึ้นกับความรุนแรงของโรคและการเตรียมความพร้อมสำหรับการผ่าตัด) ระหว่างรอนัดมาผ่าตัด แพทย์อาจให้ยาบรรเทาอาการปวดท้อง และแนะนำว่าถ้าปวดท้องรุนแรงขึ้นหรือบ่อยขึ้น ก็ให้กลับมาพบแพทย์ก่อนวันนัดผ่าตัด

(2) ถ้ามีภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ถุงน้ำดีอักเสบ ท่อน้ำดีอักเสบ หรือตับอ่อนอักเสบ ซึ่งมักมีอาการปวดท้องรุนแรง ไข้สูง และอาจมีดีซ่านร่วมด้วย ก็จะรับผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล โดยให้ยารักษาภาวะแทรกซ้อน (เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวด ยาแก้ไข้ ให้น้ำเกลือ) ให้ทุเลาก่อน แล้วจะทำการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกในเวลาที่เหมาะสม ยกเว้นในรายที่มีภาวะที่รุนแรง (เช่น ภาวะมีหนองในถุงน้ำดี ถุงน้ำดีมีเนื้อตายเน่า เชื้อเข้ากระแสโลหิต หรือโลหิตเป็นพิษ) หรือการรักษาด้วยยาไม่ได้ผลเท่าที่ควร แพทย์ก็จะทำการผ่าตัดแบบเร่งด่วนเลย                     

การผ่าตัด ในปัจจุบันนิยมผ่าตัดถุงน้ำดีแบบส่องกล้อง (laparoscopic cholecystectomy) โดยการส่องกล้องเข้าช่องท้อง ผ่านแผลที่เจาะเป็นรูเล็ก ๆ ที่หน้าท้อง 3-4 จุด (เพื่อสอดอุปกรณ์และกล้อง) ซึ่งจะเจ็บแผลเพียงเล็กน้อยและหายได้เร็ว ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านภายใน 1-2 วัน และพักงานประมาณ 7-10 วันก็กลับไปทำงานได้ตามปกติ

ในกรณีที่มีนิ่วในท่อน้ำดีร่วมด้วย แพทย์จะทำการรักษาด้วยการส่องกล้องตรวจทางเดินน้ำดีและตับอ่อน (ERCP) แล้วนำเอานิ่วออกมา ซึ่งแพทย์อาจทำก่อนหรือระหว่างการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีก็ได้ โดยพิจารณาตามสภาพปัญหาที่พบ

ส่วนการผ่าตัดถุงน้ำดีแบบเปิดหน้าท้อง (open cholecystectomy) ซึ่งเป็นวิธีผ่าตัดแบบเดิม แพทย์จะเลือกใช้ในกรณีที่ถุงน้ำดีที่มีอาการอักเสบรุนแรงหรือแตกทะลุในช่องท้อง หรือในรายที่ไม่เหมาะที่ใช้วิธีผ่าตัดแบบส่องกล้อง (เช่น ผู้ป่วยที่มีเยื่อบุช่องท้องอักเสบ เป็นมะเร็งถุงน้ำดี ตับแข็งระยะรุนแรง มีภาวะโลหิตเป็นพิษ หรือการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ, มีประวัติเคยผ่าตัดช่องท้องมาก่อน, หญิงตั้งครรภ์ระยะไตรมาสท้าย, ผู้ที่มีภาวะอ้วนจัด เป็นต้น)

หลังการผ่าตัดด้วยวิธีนี้ ผู้ป่วยต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลนานประมาณ 3-5 วัน หรือนานเป็นสัปดาห์ และไม่ควรทำงานหนักหรือยกของหนักอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์

ผลการรักษา ส่วนใหญ่ได้ผลดี ร่างกายฟื้นตัวหายเป็นปกติ

ส่วนน้อยอาจมีความยุ่งยากในการรักษา หรือเสี่ยงอันตรายต่อชีวิต ซึ่งมักจะพบในผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง (เช่น ภาวะมีหนองในถุงน้ำดี ถุงน้ำดีมีเนื้อตายเน่า เชื้อเข้ากระแสโลหิตหรือโลหิตเป็นพิษ), มีภาวะดื้อต่อยาที่รักษา, หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ (เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่เป็นเบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง โรคไตเรื้อรัง ตับแข็ง เป็นต้น)

การดูแลตนเอง

หากสงสัยเป็นนิ่วน้ำดี เช่น ปวดท้องแบบปวดบิดเกร็งเป็นพัก ๆ ที่บริเวณใต้ลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวาหลังกินอาหารเป็นบางมื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังกินอาหารมัน หรือมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อยเรื้อรัง หรือกินยารักษาโรคกระเพาะไม่ได้ผล ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

เมื่อตรวจพบว่าเป็นนิ่วน้ำดี ควรดูแลตนเอง ดังนี้

    รักษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
    ติดตามการรักษากับแพทย์ตามนัด
    ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการแสดง หรือมีอาการเพียงเล็กน้อยและไม่บ่อย ซึ่งแพทย์นัดติดตามดูอาการเป็นระยะนั้น ควรปฏิบัติ ดังนี้

- ทำงาน และออกกำลังกายได้เป็นปกติ แต่ไม่ให้หักโหมมากเกินไป
- กินอาหารให้ตรงเวลา ไม่ควรอดอาหาร
- หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีไขมันชนิดอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลสูง เช่น ไขมันสัตว์ เครื่องในสัตว์ หนังสัตว์ น้ำมันหมู มันหมู หมูสามชั้น หมูกรอบ ขาหมู ข้าวมันไก่ เนื้อวัวติดมัน หมูยอ กุนเชียง ไส้กรอก เนย ครีม กะทิ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม ไข่แดง อาหารทะเล (เช่น หอยแครง หอยนางรม ปลาหมึก) อาหารทอด (เช่น แคบหมู ไก่ทอด กล้วยแขก ปาท่องโก๋ มันฝรั่งทอด ข้าวเกรียบทอด) เป็นต้น
- กินผัก ผลไม้ ถั่ว ธัญพืชให้มาก ๆ
- งดสูบบุหรี่และดื่มสุรา
- ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีอาการปวดท้องรุนแรงหรือปวดท้องบ่อย มีไข้สูง คลื่นไส้ อาเจียน ดีซ่าน (ตาเหลือง ตัวเหลือง) เบื่ออาหาร หรือน้ำหนักลด (โดยไม่ตั้งใจ) หรือมีความวิตกกังวล

     ผู้ปวยที่กลับจากโรงพยาบาลหลังผ่าตัด

- ควรพักฟื้น และหลีกเลี่ยงการทำงานหนักหรือยกของหนักจนกว่าจะฟื้นตัวเป็นปกติ หรือตามที่แพทย์แนะนำ
- ดูแลรักษาแผลผ่าตัดตามที่แพทย์แนะนำ
- กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นอาหารโปรตีนให้มาก เช่น นมพร่องมันเนย ไข่ขาว เนื้อปลา เต้าหู้ ถั่วเหลือง เป็นต้น
- กินอาหารที่ย่อยง่าย วันละ 5-6 มื้อ แต่ละมื้อลดปริมาณลงเหลือครึ่งหนึ่งของปกติ (จากที่เคยกิน วันละ 3 มื้อ)
- หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง และอาหารที่ทำให้ท้องอืดแน่น หรือท้องเดิน
- กินผักผลไม้ ถั่ว ธัญพืชให้มาก ๆ
- ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้าแผลอักเสบ, หรือมีอาการปวดท้องรุนแรง มีไข้สูง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดินมาก ดีซ่าน (ตาเหลือง ตัวเหลือง) เบื่ออาหาร หรือน้ำหนักลด (โดยไม่ตั้งใจ), หรือถ้ากินยาที่แพทย์สั่งให้แล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา (เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ)

การป้องกัน

การปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้ อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรค

1. รักษาน้ำหนักตัวไม่ให้มากเกินหรือเป็นโรคอ้วน

2. ถ้าต้องการลดน้ำหนักตัว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อแนะนำวิธีลดน้ำหนักที่ถูกต้อง ไม่ลดเร็วเกินไป เนื่องเพราะการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วน้ำดี

3. กินอาหารให้ตรงเวลา ไม่ข้ามมื้ออาหาร หรืออดอาหาร

4. ลดอาหารที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง

5. กินอาหารที่มีกากใยมาก เช่น ผัก ผลไม้ ถั่ว ธัญพืช

6. ออกกำลังกายเป็นประจำ

ข้อแนะนำ

1. การวินิจฉัยโรคนิ่วน้ำดีให้แน่ชัด ไม่สามารถอาศัยเพียงอาการแสดงและการตรวจร่างกาย แต่จำเป็นต้องทำการตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษ ปัจจุบันแพทย์จะทำการวินิจฉัยด้วยการตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้องเป็นหลัก ซึ่งเป็นวิธีที่ดีกว่าการเอกซเรย์ช่องท้องแบบธรรมดา (plain abdomen) เหตุผลก็คือ การเอกซเรย์อาจตรวจไม่พบก้อนนิ่วประมาณร้อยละ 50 ของผู้ป่วยที่เป็นนิ่วน้ำดี เนื่องเพราะเป็นนิ่วที่มีส่วนประกอบของคอเลสเตอรอลหรือบิลิรูบินเป็นหลัก แต่มีส่วนประกอบของแคลเซียม (หินปูน) น้อย (เช่น นิ่วคอเลสเตอรอล นิ่วเม็ดสีน้ำตาล) ซึ่งมีคุณสมบัติโปร่งรังสี (รังสีผ่านได้) ทำให้ไม่เห็นภาพของนิ่วบนฟิล์มเอกซเรย์

2. การรักษานิ่วน้ำดี แพทย์จะรักษาด้วยการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกไปด้วย เนื่องเพราะหากเอาแต่นิ่วออกและคงถุงน้ำดีไว้ มีโอกาสกลับเป็นนิ่วขึ้นใหม่ได้อีก

การไม่มีถุงน้ำดี ไม่มีผลเสียต่อร่างกาย ถุงน้ำดีทำหน้าที่เป็นตัวเก็บพักน้ำดีจากที่ตับสร้าง แล้วปล่อยน้ำดีลงมาตามท่อน้ำดีร่วมเข้าสู่ลำไส้เล็กเพื่อการย่อยไขมัน แม้จะไม่มีถุงน้ำดี ตับยังคงสร้างน้ำดีได้ตามปกติและไหลลงมาตามท่อน้ำดีโดยตรง แต่จะมีความเข้มข้นน้อยกว่าน้ำดีที่เก็บพักในถุงน้ำดี หลังผ่าตัดใหม่ ๆ ผู้ป่วยบางคนอาจมีปัญหาการย่อยไขมันได้ ทำให้มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเดิน หรือถ่ายเหลวบ่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกินอาหารที่มีไขมันสูง ซึ่งร่างกายจะค่อย ๆ ปรับตัว ทำให้อาการทุเลาไปได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์ ระหว่างที่มีอาการ แนะนำให้ผู้ป่วยงดกินอาหารที่มีไขมันสูงและอาหารที่ทำให้ท้องอืดแน่น หรือท้องเดิน ควรกินผัก ผลไม้ และธัญพืชให้มาก ๆ

3. ผู้ที่เป็นนิ่วน้ำดี บางครั้งอาจมีอาการที่ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระเพาะ เนื่องเพราะจะมีลักษณะปวดเป็นครั้งคราวที่บริเวณใต้ลิ้นปี่คล้าย ๆ กัน ดังนั้น หากคิดว่าเป็นโรคกระเพาะ กินยารักษาโรคกระเพาะแล้วไม่ทุเลา หรือเป็นเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยให้แน่ชัด

4. ผู้ป่วยที่มีอาการแบบนิ่วน้ำดี บางรายแพทย์อาจตรวจพบว่าเป็นเพียงของเหลวข้น เหนียวหนืด คล้ายโคลน ที่อยู่ในถุงน้ำดี เรียกว่า "ตะกอนในถุงน้ำดี (gallbladder sludge/biliary sludge)" ซึ่งมีส่วนประกอบคล้ายนิ่วน้ำดี เป็นภาวะที่พบได้น้อย เกิดจากถุงน้ำดีมีการบีบตัวน้อย ทำให้น้ำดีค้างอยู่ในถุงน้ำดีนานจนตกตะกอน มักพบในหญิงขณะตั้งครรภ์ ผู้ที่ลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ป่วยที่แพทย์ให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำ (parenteral nutrition) หรืออาจเกิดเป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยา (เช่น ceftriaxone) ภาวะนี้อาจหายได้เอง หรือเป็น ๆ หาย ๆ หรือกลายเป็นนิ่วน้ำดีก็ได้

ตะกอนน้ำดีอาจไม่มีอาการ (ตรวจพบโดยบังเอิญ) ถ้ามีอาการปวดท้อง หรือมีภาวะแทรกซ้อน ซึ่งมักพบเป็นแบบเดียวกับนิ่วน้ำดี จำเป็นต้องทำการตรวจวินิจฉัยแบบเดียวกับนิ่วน้ำดี และรักษาด้วยการผ่าตัดถุงน้ำดี

5. ในปัจจุบันไม่แนะนำให้รักษาด้วยการใช้ยาละลายนิ่วน้ำดี เพราะได้ผลน้อย ยกเว้นในรายที่มีความเสี่ยงสูงต่อการผ่าตัด แพทย์อาจให้กินยาละลายนิ่วน้ำดี* ซึ่งได้ผลดีกับผู้ป่วยที่เป็นนิ่วคอเลสเตอรอล และมีลักษณะก้อนนิ่วเล็ก ๆ หลายก้อน โดยอาจต้องกินยานานเป็นปี ๆ แต่หลังหยุดยาอาจเกิดนิ่วขึ้นใหม่ได้ประมาณร้อยละ 10 ต่อปี

*ยาละลายนิ่วน้ำดี คือ ursodeoxycholic acid  หรือ chenodeoxycholic acid ซึ่งมีฤทธิ์ลดการสร้างคอเลสเตอรอลที่ตับที่ไหลลงมาในถุงน้ำดี ทำให้คอเลสเตอรอลในถุงน้ำดีลดปริมาณลง ช่วยให้นิ่วก้อนเล็ก ๆ ค่อย ๆ ละลายไปได้

35
ตรวจอาการเบื้องต้นด้วยตนเอง: ต่อมไทรอยด์อักเสบ (Thyroiditis)

ต่อมไทรอยด์อักเสบ หมายถึง การอักเสบของเนื้อเยื่อไทรอยด์ ซึ่งมีสาเหตุและอาการที่แตกต่างกันได้หลายชนิด ที่พบได้บ่อย ได้แก่ ต่อมไทรอยด์อักเสบเรื้อรังจากภูมิต้านตนเอง และต่อมไทรอยด์อักเสบจากไวรัส

สาเหตุ

1. ต่อมไทรอยด์อักเสบเรื้อรังจากภูมิต้านตนเอง/ไทรอยด์อักเสบแบบฮาชิโมโต (chronic autoimmune thyroiditis/Hashimoto’s thyroiditis) เกิดจากปฏิกิริยาภูมิต้านตนเอง โดยร่างกายมีการสร้างสารภูมิต้านทานต่อไทรอยด์ (antithyroid antibody) ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ พบมากในผู้หญิงวัยกลางคนและสูงอายุ อาจมีประวัติว่ามีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้ด้วย

โรคนี้อาจพบในผู้ที่มีความผิดปกติของสารพันธุกรรม เช่น กลุ่มอาการดาวน์ (Down’s syndrome) กลุ่มอาการเทอร์เนอร์ (Turner’s syndrome) หรือพบร่วมกับภาวะภูมิต้านตนเองอื่น ๆ เช่น เบาหวาน โรคแอดดิสัน เอสแอลอี โรคปวดข้อรูมาตอยด์ ภาวะขาดพาราไทรอยด์ ไมแอสทีเนียเกรวิส ผมร่วงเป็นหย่อมไม่ทราบสาเหตุ เป็นต้น

2. ต่อมไทรอยด์อักเสบจากไวรัส มักเกิดขึ้นฉับพลันหลังเป็นโรคติดเชื้อไวรัส เช่น โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนต้น คางทูม หัด ไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น มักมีอาการอยู่นาน 2-3 เดือน แล้วหายไปได้เอง เรียกว่า ต่อมไทรอยด์อักเสบชนิดกึ่งเฉียบพลัน (subacute thyroiditis) พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 3-5 เท่า และพบบ่อยในช่วงอายุ 20-40 ปี

3. สาเหตุอื่น ๆ ซึ่งพบได้น้อย เช่น

    พบในหญิงหลังคลอด คือมีอาการหลังคลอดบุตร ภายใน 1-6 เดือน เรียกว่า ต่อมไทรอยด์อักเสบหลังคลอด (postpartum thyroiditis) ซึ่งพบว่าร่างกายมีการสร้างสารภูมิต้านทานต่อไทรอยด์ คล้ายกับไทรอยด์อักเสบแบบฮาชิโมโต
    ต่อมไทรอยด์อักเสบชนิดติดเชื้อเฉียบพลัน (acute suppurative thyroiditis) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น สแตฟีโลค็อกคัส สเตรปโตค็อกคัส เป็นต้น มักพบในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของต่อมไทรอยด์มาแต่กำเนิด (เช่น persistent thyroglossal duct) และผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ (เช่น เอดส์)
    ต่อมไทรอยด์อักเสบแบบรีเดล (Riedel’s thyroiditis/invasive thyroiditis) มักพบว่ามีภาวะเกิดพังผืด (fibrosis) ที่ต่อมไทรอยด์และอวัยวะอื่น ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ มักพบในผู้หญิงวัยกลางคนและสูงอายุ
    เกิดจากการใช้ยาบางชนิด เช่น อะมิโอดาโรน (amiodarone) อินเตอร์เฟอรอน (interferon) เป็นต้น

อาการ

ต่อมไทรอยด์อักเสบเรื้อรังจากภูมิต้านตนเอง/ต่อมไทรอยด์อักเสบแบบฮาชิโมโต ในระยะแรกอาจไม่มีอาการแสดง จนกว่าจะเกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งอาจใช้เวลานานเป็นแรมปี ผู้ป่วยจะมีอาการต่อมไทรอยด์โตแบบกระจาย มีลักษณะแข็งแบบหยุ่น ๆ โดยไม่มีอาการเจ็บปวดแต่อย่างใด อาจโตอยู่ข้างเดียว (ซึ่งทำให้คิดว่าเป็นเนื้องอกไทรอยด์) ผู้ป่วยมักมีภาวะขาดไทรอยด์ ร่วมด้วย

บางรายอาจมีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน นำมาก่อนในช่วงแรก แล้วจึงมีภาวะขาดไทรอยด์ตามมา

ในรายที่เป็นต่อมไทรอยด์อักเสบหลังคลอด มักมีอาการคอพอกร่วมกับภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกินหลังคลอดประมาณ 1-6 เดือน ซึ่งจะเป็นอยู่นาน 1-2 เดือน แล้วต่อมาเกิดภาวะขาดไทรอยด์ตามมาในช่วง 4-8 เดือนหลังคลอด ซึ่งส่วนใหญ่มักจะหายเป็นปกติได้เอง แต่มีโอกาสกำเริบซ้ำในการคลอดบุตรครั้งต่อ ๆ ไป ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำนวนไม่น้อยจะกลายเป็นภาวะขาดไทรอยด์อย่างถาวรในที่สุด

ต่อมไทรอยด์อักเสบจากไวรัส ผู้ป่วยมักมีอาการเกิดขึ้นฉับพลันด้วยอาการไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย คอโต เจ็บคอ ซึ่งอาจร้าวไปที่หู ขากรรไกร ท้ายทอย มักเจ็บมากขึ้นเวลาเงยคอไปข้างหลัง และทุเลาเวลาก้มคอลงข้างหน้า อาการมักเป็นอยู่นานเป็นสัปดาห์ ๆ หรือเป็นเดือน ๆ ในช่วงแรกอาจมีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกินร่วมด้วย แล้วต่อมามีภาวะขาดไทรอยด์ตามมา ซึ่งจะค่อย ๆ หายเป็นปกติได้เองในที่สุด (ซึ่งอาจใช้เวลานาน 2-3 เดือน) ส่วนน้อยอาจมีอาการกลับเป็นซ้ำ หรือกลายเป็นภาวะขาดไทรอยด์อย่างถาวร

ผู้ป่วยมักมีประวัติเป็นโรคติดเชื้อไวรัส (เช่น ไข้ หวัด คางทูม หัด) นำมาก่อน

ต่อมไทรอยด์อักเสบชนิดติดเชื้อเฉียบพลัน มักมีอาการไข้สูงฉับพลัน ร่วมกับเจ็บคอ คอโต เสียงแหบ กลืนลำบาก

ต่อมไทรอยด์อักเสบแบบรีเดล ผู้ป่วยมักมีอาการคอโต เป็นก้อนแข็ง โตเร็วและไม่เจ็บ อาจโตเพียงข้างเดียวหรือพร้อมกันทั้ง 2 ข้างก็ได้ และอาจมีอาการเสียงแหบ กลืนลำบาก หายใจลำบากร่วมด้วย ประมาณร้อยละ 30 ของผู้ป่วยมีภาวะขาดไทรอยด์ร่วมด้วย น้อยรายที่อาจมีภาวะขาดพาราไทรอยด์เนื่องจากมีภาวะเกิดพังผืดของต่อมพาราไทรอยด์

ภาวะแทรกซ้อน

ที่สำคัญ คือ ภาวะขาดไทรอยด์

สำหรับต่อมไทรอยด์อักเสบแบบฮาชิโมโต นอกจากภาวะขาดไทรอยด์แล้ว ยังอาจมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น หัวใจโต หัวใจวาย ภาวะซึมเศร้า ความรู้สึกทางเพศลดลง หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคนี้อาจมีทารกที่เป็นปากแหว่งเพดานโหว่ หรือทารกมีความผิดปกติของสมอง หัวใจและไต

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการและสิ่งตรวจพบ ดังนี้

มักตรวจพบอาการคอพอกหรือต่อมไทรอยด์โต

ในรายที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส มักมีไข้ต่ำ (37.5-38.5 องศาเซลเซียส) ต่อมไทรอยด์โตและกดเจ็บ

ในรายที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย มักมีไข้สูง (38-40 องศาเซลเซียส) ต่อมไทรอยด์โต กดเจ็บ มีลักษณะแดง ซึ่งมักเป็นเพียงข้างใดข้างหนึ่ง ต่อมาอาจกลายเป็นฝี (กดนุ่ม) มักมีต่อมน้ำเหลืองข้างคอโต

ในรายที่เป็นต่อมไทรอยด์อักเสบเรื้อรังจากภูมิต้านตนเอง มักตรวจพบต่อมไทรอยด์โตแบบกระจาย ลักษณะแข็งแบบหยุ่น ๆ

ในรายที่เป็นต่อมไทรอยด์อักเสบแบบรีเดล มักตรวจพบต่อมไทรอยด์โตเป็นก้อนแข็ง และยึดแน่นกับเนื้อเยื่อโดยรอบ

นอกจากนี้อาจตรวจพบภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน (เช่น น้ำหนักลด ชีพจรเต้นเร็ว มือสั่น เหงื่อออก เป็นต้น) หรือภาวะขาดไทรอยด์ (เช่น น้ำหนักขึ้น หน้าและหนังตาบวมฉุ ชีพจรเต้นช้า ผิวหนังหยาบแห้งและเย็น ผมบางและหยาบ เป็นต้น)

แพทย์จะทำการวินิจฉัยให้แน่ชัดโดยการตรวจเลือดทดสอบการทำงานของไทรอยด์ (thyroid function test) ตรวจหาสารภูมิต้านทานต่อไทรอยด์ สแกนต่อมไทรอยด์ อัลตราซาวนด์ต่อมไทรอยด์ ในบางรายอาจทำการตรวจชิ้นเนื้อ (fine-needle aspiration biopsy) เพื่อแยกโรคมะเร็งไทรอยด์

การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ ดังนี้

    ต่อมไทรอยด์อักเสบเรื้อรังจากภูมิต้านตนเอง ในรายที่มีภาวะขาดไทรอยด์ แพทย์จะให้ฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทน ได้แก่ เลโวไทร็อกซีน กินวันละ 1-2 เม็ด ส่วนในรายระดับฮอร์โมนไทรอยด์ปกติ มักจะนัดมาตรวจเลือดเป็นระยะ ๆ ซึ่งอาจจะพบมีภาวะขาดไทรอยด์ตามมา
    ต่อมไทรอยด์อักเสบจากไวรัส ให้แอสไพริน หรือยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เพื่อบรรเทาอาการอักเสบ ในรายที่เป็นรุนแรง แพทย์อาจให้เพร็ดนิโซโลน

ถ้ามีภาวะขาดไทรอยด์ (ซึ่งมักเป็นชั่วคราว) แพทย์จะให้ฮอร์โมนไทรอยด์ เช่น เอลทร็อกซิน ทดแทน

    ต่อมไทรอยด์อักเสบจากการติดเชื้อเฉียบพลัน แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะตามชนิดของเชื้อที่เป็นสาเหตุ ในรายที่กลายเป็นฝี อาจต้องทำการผ่าตัดระบายหนอง
    ต่อมไทรอยด์อักเสบแบบรีเดล แพทย์มักจะต้องทำการตรวจชิ้นเนื้อ เพื่อแยกออกจากโรคมะเร็งไทรอยด์ หากพบว่าเป็นต่อมไทรอยด์อักเสบแบบรีเดล ก็จะให้ยาทาม็อกซิเฟน (tamoxifen) ซึ่งมักจะช่วยให้ก้อนไทรอยด์ยุบลงได้ภายใน 3-6 เดือน และผู้ป่วยควรกินยานี้ต่อไปนานเป็นแรมปี ในรายที่ก้อนโตจนกดอวัยวะข้างเคียงหรือมีอาการปวด มักจะให้เพร็ดนิโซโลนร่วมด้วยในช่วงระยะสั้น ๆ ในรายที่ก้อนโตกดท่อลม (หายใจลำบาก) อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด ส่วนในรายที่มีภาวะขาดไทรอยด์ก็จะให้ฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทน

การดูแลตนเอง

หากสงสัย เช่น มีอาการคอโต ต่อมไทรอยด์โตหรือเป็นก้อน หรือมีอาการไข้ และเจ็บตรงต่อมไทรอยด์ ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อตรวจพบว่าเป็นต่อมไทรอยด์อักเสบ ควรดูแลตนเอง ดังนี้

    รักษา กินยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
    ติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด

ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    มีอาการเหนื่อยง่าย ใจสั่น น้ำหนักลด หรือคอโตมากขึ้น
    ขาดยาหรือยาหาย
    กินยาแล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม ปวดท้อง ท้องเดิน คลื่นไส้ อาเจียน จุดแดงจ้ำเขียว หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ

การป้องกัน

ยังไม่มีวิธีป้องกันที่ได้ผล เนื่องจากโรคนี้ส่วนใหญ่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดและปัจจัยที่ป้องกันได้ยาก

ควรหาทางป้องกันไม่ให้โรคกลายเป็นรุนแรงด้วยการดูแลรักษากับแพทย์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ข้อแนะนำ

1. ต่อมไทรอยด์อักเสบที่เป็นเรื้อรัง มักเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาภูมิต้านตนเอง ผู้ป่วยจะมีอาการคอพอกโดยไม่มีอาการเจ็บคอและไม่มีไข้ และถ้าไม่มีอาการแสดงของภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน หรือภาวะขาดไทรอยด์ ก็อาจทำให้คิดว่าเป็นคอพอกธรรมดา ดังนั้น ถ้าพบผู้ป่วยมีอาการคอพอก ควรส่งตรวจหาสาเหตุและให้การรักษาตามสาเหตุ

2. อาการคอพอกที่มีอาการเจ็บปวดที่คอพอกและมีไข้ร่วมด้วยมักเกิดจากไวรัส แม้ว่าอาจมีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกินหรือภาวะขาดไทรอยด์ก็มักจะเป็นอยู่เพียงชั่วคราว ส่วนใหญ่จะหายไปได้เองในที่สุด

3. ต่อมไทรอยด์อักเสบที่มีลักษณะคอโตเป็นก้อนแข็งหรือโตเร็ว ควรส่งตรวจชิ้นเนื้อเพื่อแยกออกจากมะเร็งไทรอยด์



36
ดอกบัวในโถแก้ว: การเตรียมดอกบัวก่อนนำไปทำดอกบัวแห้ง

การเตรียมดอกบัวก่อนนำไปทำดอกบัวแห้งเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากครับ เพราะจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพ สีสัน และรูปทรงของดอกบัวแห้งที่ได้ นี่คือขั้นตอนที่คุณควรปฏิบัติอย่างพิถีพิถัน:

1. การเลือกดอกบัวที่เหมาะสม:

เลือกดอกที่สดใหม่ที่สุด: ควรใช้ดอกบัวที่เพิ่งตัดมาใหม่ๆ หรือซื้อมาในวันที่ต้องการทำทันที ยิ่งสดเท่าไหร่ ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะยิ่งดีเท่านั้น


เลือกระยะดอกที่เหมาะสม:

ดอกตูมแต่เริ่มแย้มเล็กน้อย: เป็นระยะที่เหมาะสมที่สุด เพราะกลีบดอกจะยังคงรูปสวยงาม ไม่ช้ำง่าย และเมื่อแห้งแล้วจะยังคงความอ่อนช้อยของกลีบดอกไว้ได้ดี

หลีกเลี่ยงดอกที่บานเต็มที่: เพราะจะเหี่ยวเร็ว กลีบอาจช้ำง่าย และเมื่อแห้งแล้วอาจจะดูไม่สวยงามเท่าที่ควร

ตรวจสอบตำหนิ: เลือกดอกที่ไม่มีรอยช้ำ ดำ จุด หรือร่องรอยการกัดกินของแมลง เพราะตำหนิเหล่านี้จะยังคงอยู่เมื่อดอกแห้ง และอาจเด่นชัดขึ้น


2. การเตรียมดอกบัวเบื้องต้น:

ตัดก้านให้สั้นลง:

สำหรับวิธีอบแห้งด้วยสารดูดความชื้น (Silica Gel) หรือเตาอบ/เครื่องอบลมร้อน: ตัดก้านบัวให้สั้นลงเหลือประมาณ 1-2 นิ้ว หรือเหลือเฉพาะส่วนที่เป็นดอกบัวและฐานรองดอกเล็กน้อย เพื่อให้ง่ายต่อการวางในภาชนะและประหยัดสารดูดความชื้น

สำหรับวิธีแขวน (Air Drying): ตัดก้านให้ยาวพอประมาณ (ประมาณ 6-8 นิ้ว) เพื่อให้ง่ายต่อการมัดและแขวน

เด็ดกลีบเลี้ยงและใบล่างออก: เด็ดกลีบเลี้ยงสีเขียวที่อยู่ด้านล่างสุดของดอกออก รวมถึงใบเล็กๆ ที่ติดมากับก้าน เพื่อให้ดอกบัวสะอาดและไม่มีส่วนที่อาจเน่าเสียได้


3. การทำความสะอาดดอกบัว:

ปัดฝุ่นเบาๆ: ใช้แปรงขนนุ่มๆ หรือพู่กัน ปัดฝุ่นละอองหรือสิ่งสกปรกที่อาจติดอยู่บนกลีบดอกออกอย่างเบามือที่สุด

หลีกเลี่ยงการล้างน้ำ: โดยทั่วไป ไม่ควรล้างดอกบัวด้วยน้ำ ก่อนนำไปอบแห้ง เพราะน้ำที่เกาะอยู่บนกลีบดอกจะทำให้กระบวนการอบแห้งใช้เวลานานขึ้น และอาจทำให้สีของดอกเปลี่ยนไป หรือเกิดคราบได้


4. การเตรียมดอกบัวก่อนเข้าสู่กระบวนการอบแห้ง:

สำหรับวิธี Silica Gel:

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าดอกบัวแห้งสนิท ไม่มีหยดน้ำเกาะอยู่

ค่อยๆ วางดอกบัวลงในภาชนะที่เตรียมสารดูดความชื้นไว้แล้วอย่างเบามือ เพื่อไม่ให้กลีบช้ำ

สำหรับวิธีเตาอบ/เครื่องอบลมร้อน:

วางดอกบัวเรียงบนถาดอบที่รองด้วยกระดาษรองอบ โดยเว้นระยะห่างให้แต่ละดอกไม่ติดกัน เพื่อให้ลมร้อนหมุนเวียนได้ทั่วถึง

การเตรียมดอกบัวอย่างพิถีพิถันในขั้นตอนนี้ จะช่วยให้คุณได้ดอกบัวอบแห้งที่มีสีสันสวยงามและคงรูปทรงที่สมบูรณ์ไว้ได้นานที่สุดครับ

37
จัดฟันบางนา: วิธีการดูแลรักษาฟันปลอมอย่างถูกวิธี

การดูแลรักษาสุขภาพช่องปากและฟัน เป็นเรื่องที่เราควรดูแลรักษาให้สะอาดอยู่เสมอและปัญหาสุขภาพช่องปากและฟันนั้น เราก็ไม่ควรมองข้ามเพราะจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆตามมาได้ บางคนละเลยการดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน จนทำให้เกิดการสูญเสียฟันและต้องเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดฝังรากฟันเทียมและสำหรับคนที่ไม่สามารถเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดฝังรากฟันเทียมได้ ก็อาจจะใช้วิธีการสวมใส่ฟันปลอมเพื่อทดแทนฟันธรรมชาติที่สูญเสียไป ซึ่งการสวมใส่ฟันปลอมนั้นได้รับความนิยมมากในอดีต เพราะการทดแทนฟันธรรมชาติ ด้วยการฝังรากฟันเทียมแต่ก่อนยังไม่เป็นที่นิยมเพราะยังมีข้อผิดพลาดในการรักษา ทำให้เกิดความเสี่ยงและยังมีค่าใช้จ่ายในการรักษาที่ค่อนข้างสูงหากเปรียบเทียบกับการสวมใส่ฟันปลอม จึงทำให้การสวมใส่ฟันปลอมจึงเป็นวิธีการทดแทนฟันที่ได้ผลมากกว่าการฝังรากฟันเทียมในสมัยก่อน


แต่ในปัจจุบัน วิธีการทดแทนฟันธรรมชาติ นิยมใช้วิธีการฝังรากฟันเทียม เนื่องจากมีการพัฒนาและนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการรักษาทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้น้อย มีความแม่นยำ และอย่างมีประสิทธิภาพในการใช้งานที่ดีกว่าการสวมใส่ฟันปลอม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการสวมใส่ฟันปลอมนั้นจะหายไป เพราะก็มีผู้เข้ารับการรักษาบางรายที่ไม่สามารถเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดฝั่งรากฟันเทียมได้ ทันตแพทย์ก็อาจจะแนะนำให้สวมใส่ฟันปลอมแทนการฝังรากฟันเทียม สำหรับวันนี้ทางคลินิกเราจะมาพูดถึงการดูแลรักษาฟันปลอมอย่างถูกวิธี เพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้ที่ยังสวมใส่ฟันปลอมให้ดูแลรักษาความสะอาดช่องปากและฟันอย่างถูกต้องและยังสามารถยืดอายุการใช้งานของมันปลอมให้ยาวนานอีกด้วย

สำหรับฟันปลอมถูกนำมาใช้เพื่อทดแทนฟันธรรมชาติที่สูญเสียไป ซึ่งอาจจะเกิดจากปัญหาฟันผุหรือผู้เข้ารับการรักษาอาจเข้ารับการถอนฟันก่อนกำหนด โดยการใส่ฟันปลอมเพื่อทดแทนฟันธรรมชาตินั้น จะช่วยทำให้เรารับประทานอาหารได้อร่อยมากยิ่งขึ้น และช่วยให้เราสามารถบดเคี้ยวอาหารได้อย่างละเอียด นอกจากนี้ยังช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ด้วย แต่ถ้าหากฟันปลอมของเราไม่สะอาด มีคราบต่างๆ ก็จะทำให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมา ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นปากหรืออาจจะทำให้ฟันข้างเคียงมีปัญหาได้ สำหรับวิธีการทำความสะอาดฟันปลอม เราสามารถทำได้ด้วยวิธีที่ง่ายๆ และยังช่วยให้ฟันปลอมมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น ซึ่งเราสามารถทำได้ด้วยการใช้แปรงสีฟันถู โดยใช้ร่วมกับน้ำสบู่และล้างออกด้วยน้ำสะอาด หลังจากการรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว


หากเป็นไปได้ก็ควรที่จะมีภาชนะรองรับขณะทำความสะอาดและไม่ควรแช่ฟันปลอมในน้ำร้อนเพราะอาจทำให้ฟันปลอมเกิดการเปลี่ยนรูปทรงหรือหดตัวได้ และอาจจะทำให้ฟันปลอมใส่ไม่พอดี อาจจะทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการพูดคุย การออกเสียงได้ เพราะฉะนั้น ควรเก็บฟันปลอมไว้ในภาชนะสำหรับใช้ฟันโดยเฉพาะ ยกตัวอย่างเช่น แก้วน้ำซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้ฟันปลอมแห้งหรือบิดเบี้ยวได้ ผู้เข้ารับการรักษาที่สวมใส่ฟันปลอม ควรถอดฟันปลอมออกมาแช่น้ำก่อนนอนทุกครั้ง เพื่อให้เนื้อเยื่อในช่องปากได้มีการพักจากการกดทับของฟันปลอมและหากฟันปลอมหลวมไม่กระชับเหงือก เนื่องจากเหงือกมีการยุบตัวลงจากแรงบดเคี้ยวอาหารหรือใส่ฟันปลอมแล้วทำให้เกิดปัญหามีอาการเจ็บหรือระคายเคืองภายในช่องปาก ก็ควรเข้าพบทันตแพทย์เพื่อตรวจและทำการแก้ไขต่อไป

นอกจากนี้การแปรงฟัน ดูแลรักษาความสะอาดของช่องปากอย่างถูกวิธี นอกจากจะช่วยทำให้ฟันปลอมมีความสะอาดสามารถพร้อมใช้งานแล้ว ยังทำให้เรามีสุขภาพช่องปากและฟันที่แข็งแรงด้วย ลดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาช่องปากอื่นๆตามมา แต่สำหรับผู้ที่สวมใส่ฟันปลอมบางส่วน สำหรับผู้ที่ยังมีฟันธรรมชาติเหลืออยู่นั้น ก็ควรหมั่นทำความสะอาดช่องปากด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอด้วยการแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ร่วมกับการใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดซอกฟันควบคู่ไปด้วย เพื่อลดการสูญเสียฟันเพิ่มขึ้นและควรพบกับทันตแพทย์ทุกๆ 6 เดือนอย่างเป็นประจำ แต่สำหรับฟันปลอมที่ได้ผ่านการใช้งานมาเป็นระยะเวลานานอาจทำให้มีคราบสีน้ำตาลหรือคราบอาหารที่ล้างไม่ออก ยกตัวอย่างเช่น คราบบุหรี่บนฟันปลอม ก็สามารถทำความสะอาดได้ด้วยการใช้เม็ดฟู่แช่ฟันปลอมเพื่อทำความสะอาด โดยสามารถหาซื้อเม็ดฟู่ได้ตามคลินิกทันตกรรมทั่วไปหรือตามร้านขายยา


สำหรับฟันปลอมแบบติดแน่น ก็ควรทำความสะอาดเหมือนที่เราทำความสะอาดช่องปากและฟันทั่วไป เพราะเนื่องจากว่าฟันปลอมประเภทนี้จะติดอยู่ในช่องปากของเรา ไม่สามารถถอดออกได้และต้องการได้รับการดูแลเอาใจใส่ทำความสะอาดที่มากกว่าเดิม เช่น หลังจากการรับประทานอาหารควรแปรงฟันทำความสะอาดและใช้ไหมขัดฟันร่วมด้วยเพื่อทำความสะอาดฟันปลอม ทางคลินิกเราอยากให้ทุกคนหันมาใส่ใจในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟัน เพื่อให้ทุกคนได้มีบุคลิกภาพที่ดีมีสุขภาพช่องปากและฟันที่แข็งแรง เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุขและมั่นใจมากยิ่งขึ้น

38
การเปลี่ยนเมนูกระเพราธรรมดา สร้างอาชีพ มีรายได้หลักแสน

กะเพราเป็นเมนูยอดนิยมที่คุ้นเคย แต่การสร้างรายได้หลักแสนจากเมนูนี้ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนและเพิ่มมูลค่าให้แตกต่างจากร้านทั่วไป ต่อไปนี้คือแนวทางและเคล็ดลับในการเปลี่ยนเมนูกะเพราธรรมดาให้กลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้หลักแสนได้:

1. สร้างความแตกต่างด้วยวัตถุดิบ:

เนื้อสัตว์พรีเมียม:
ใช้เนื้อวากิว, เนื้อสันนอก, หรืออาหารทะเลสดใหม่
เพิ่มความหลากหลาย เช่น กะเพรากุ้งแม่น้ำ, กะเพราเนื้อปู

วัตถุดิบออร์แกนิก:
ใช้ผักออร์แกนิก, สมุนไพรสด, และข้าวไรซ์เบอร์รี่
สร้างจุดขายเรื่องสุขภาพและความใส่ใจในวัตถุดิบ

เครื่องเทศและซอสโฮมเมด:
ทำซอสกะเพราสูตรพิเศษ, น้ำพริกโฮมเมด
เพิ่มรสชาติที่แตกต่างและเป็นเอกลักษณ์

2. สร้างความแตกต่างด้วยเมนู:

กะเพราฟิวชั่น:
ผสมผสานกะเพรากับอาหารนานาชาติ เช่น กะเพราสไตล์อิตาเลียน, กะเพราสไตล์เม็กซิกัน
สร้างความแปลกใหม่และน่าสนใจ

กะเพราสร้างสรรค์:
เพิ่มท็อปปิ้งพิเศษ เช่น ไข่ดาวลาวา, หมูกรอบ, หรือชีส
จัดจานให้สวยงามและน่ารับประทาน

กะเพราตามฤดูกาล:
ใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล เช่น กะเพราหน่อไม้, กะเพราเห็ดเผาะ
สร้างความพิเศษและน่าสนใจในช่วงเวลาต่างๆ

3. สร้างความแตกต่างด้วยช่องทางการขาย:

เดลิเวอรี่พรีเมียม:
ใช้บรรจุภัณฑ์ที่สวยงามและรักษาอุณหภูมิอาหารได้ดี
มีบริการจัดส่งที่รวดเร็วและตรงเวลา

ร้านอาหารเฉพาะทาง:
เปิดร้านอาหารที่เน้นเมนูกะเพราเป็นหลัก
ตกแต่งร้านให้มีบรรยากาศที่น่าสนใจและแตกต่าง

ตลาดออนไลน์:
สร้างแบรนด์และเรื่องราวของร้านค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์
ใช้รูปภาพและวิดีโอที่น่าสนใจเพื่อดึงดูดลูกค้า

4. การตลาดและสร้างแบรนด์:

สร้างเรื่องราว: เล่าเรื่องราวของร้านค้าของคุณ เพื่อสร้างความน่าสนใจและดึงดูดลูกค้า
สร้างความแตกต่าง: สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ด้วยการนำเสนอสินค้าและบริการที่ไม่เหมือนใคร
สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า: สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า เพื่อสร้างฐานลูกค้าประจำ
ใช้โซเชียลมีเดีย: โปรโมทร้านค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น Facebook, Instagram, และ Line

ข้อควรระวัง:

รักษาคุณภาพ: รักษามาตรฐานรสชาติและคุณภาพของอาหาร
บริการ: ใส่ใจในการบริการและตอบคำถามของลูกค้าอย่างรวดเร็ว
การจัดการ: จัดการต้นทุนและรายได้ให้มีประสิทธิภาพ
ด้วยแนวทางเหล่านี้ คุณสามารถเปลี่ยนเมนูกะเพราธรรมดาให้กลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้หลักแสนได้อย่างแน่นอน

39
หมอออนไลน์: ผิวหนังอักเสบชนิดเกล็ดรังแค (Seborrheic dermatitis)

ผิวหนังอักเสบชนิดเกล็ดรังแค (โรคผื่นแพ้ต่อมไขมัน โรคผิวหนังอักเสบเซ็บเดิร์ม หรือเซ็บเดิร์มก็เรียก) เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเป็นผื่นแดงคันร่วมกับเป็นเกล็ดรังแค มักเป็นที่หนังศีรษะ และบริเวณที่มีต่อมไขมันมาก เช่น ใบหน้า ร่องจมูก หู คิ้ว เปลือกตา หน้าอก เป็นต้น

โรคนี้มักเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง แต่ไม่เป็นโรคติดต่อให้ผู้อื่น (การสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยไม่ทำให้ติดโรค)

พบได้ในคนทุกวัย พบบ่อยในทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือน และผู้ใหญ่อายุ 30-50 ปี พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และพบบ่อยในผู้ที่มีผิวมัน

สาเหตุ

สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบ เชื่อว่าเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง รวมทั้งเกิดจากปฏิกิริยาของร่างกายต่อเชื้อราที่มีชื่อว่ามาลัสซีเซียเฟอร์เฟอร์ (Malassezia furfur) ซึ่งอยู่ตามไขมันของผิวหนัง

การเกิดอาการและความรุนแรงของโรค เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางกรรมพันธุ์ ความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ สภาพอากาศซึ่งเป็นได้ทั้งในหน้าร้อน (ต่อมไขมันบริเวณผิวหน้าสร้างไขมันออกมามาก ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้ผื่นกำเริบได้มากขึ้น) และหน้าหนาว (อากาศแห้ง ซึ่งก็กระตุ้นให้โรคกำเริบ) การอยู่ในห้องปรับอากาศนาน ๆ หรือการถูกแสงแดดจัด

นอกจากนี้อาจเกี่ยวข้องกับการใช้ยาบางชนิด เช่น ยารักษามะเร็ง (เช่น dasatinib, 5-FU, cetuximab), ยาทางจิตเวช (เช่น lithium, phenothiazines), ยาฆ่าเชื้อรา-กริซีโอฟุลวิน, ยารักษาความดัน-เมทิลโดพา, ยารักษาโรคกระเพาะ-ไซเมทิดีน, ยาทาสิว-กรดเรติโนอิก (retinoic acid) เป็นต้น

โรคนี้ยังอาจพบในผู้ที่เป็นโรคระบบประสาท (เช่น พาร์กินสัน โรคลมชัก โรคหลอดเลือดสมอง ศีรษะได้รับบาดเจ็บ เป็นต้น) โรคซึมเศร้า โรคพิษสุราเรื้อรัง สิว โซริอาซิส (สะเก็ดเงิน)

ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี มักจะมีอาการแสดงของโรคนี้แบบรุนแรงได้

อาการ

มีลักษณะเด่น คือ มีเกล็ดรังแค ลักษณะเป็นขุยสีขาวหรือเหลือง มีมันเยิ้ม หรือเป็นผื่นแดง คัน หรือพบอาการดังกล่าวร่วมกันในรายที่มีการอักเสบมากขึ้น

ตำแหน่งที่พบได้บ่อยที่สุด คือ หนังศีรษะ ถ้าเป็นเล็กน้อยจะพบเฉพาะเกล็ดรังแค แต่ถ้ามีการอักเสบมากจะเห็นเป็นผื่นแดง ซึ่งผื่นมักจะไม่เลยไรผมลงมาที่ต้นคอหรือหน้าผาก ในรายที่เป็นไม่มากมักมีอาการเกิดขึ้นที่บริเวณศีรษะเพียงอย่างเดียว

หากเป็นมากขึ้นก็จะพบผื่นที่ใบหน้า ได้แก่ บริเวณหัวคิ้ว ร่องจมูก ใบหู เปลือกตา (หนังตา) อาจพบหนังตาอักเสบ หนังตาแดงและมีเกล็ดสีขาวที่ขอบตาซึ่งเขี่ยออกได้ง่าย

ในรายที่เป็นรุนแรง จะเกิดผื่นที่หน้าอก กลางหลัง สะดือ หัวหน่าว ก้น และบริเวณข้อพับต่าง ๆ ร่วมด้วย

     ในทารก อาจมีอาการตั้งแต่แรกเกิดถึง 3 เดือน มักมีอาการเป็นสะเก็ดหนาสีเหลืองขึ้นที่หนังศีรษะ (เรียกว่า cradle cap) ซึ่งมักจะไม่คัน บางรายอาจมีร่องแตก หรือขุยสีเหลืองที่หลังหู ผื่นแดงที่ใบหน้า และผื่นผ้าอ้อม และอาการมักจะหายไปก่อนอายุ 1 ปี พอย่างเข้าวัยรุ่นก็อาจมีอาการกำเริบขึ้นใหม่

ในเด็กโต อาจมีอาการเป็นแผ่นเกล็ดหนา ๆ เหนียว ๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 ซม. ที่หนังศีรษะ

อาการมักเป็น ๆ หาย ๆ มักกำเริบเมื่อมีสิ่งกระตุ้น เช่น ความเครียด พักผ่อนไม่พอ ร่างกายอ่อนล้า อยู่ในห้องปรับอากาศ เจออากาศเย็น อากาศร้อน หรืออากาศแห้งนาน ๆ  ถูกแสงแดดจัด ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยาบางชนิด เป็นต้น

ผิวหนังอักเสบชนิดเกล็ดรังแค


ภาวะแทรกซ้อน

ส่วนใหญ่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน นอกจากในรายที่มีอาการคันมาก อาจเกาจนมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน หรือมีเลือดออกได้

เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และรอยโรคอาจแลดูน่าเกลียด อาจส่งผลต่อจิตใจโดยตรง ทำให้รู้สึกเป็นปมด้อย หรือขาดความมั่นใจในตัวเอง


การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการและสิ่งตรวจพบ

บางรายแพทย์อาจทำการขูดเอาเซลล์ผิวหนังจากรอยโรคไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อแยกออกจากสาเหตุอื่น เช่น โซริอาซิส (สะเก็ดเงิน) โรคเกลื้อน โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ เป็นต้น


การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การดูแลรักษา ดังนี้

1. ในรายที่มีรังแคและผื่นแดงที่หนังศีรษะ สระผมด้วยแชมพูที่มีตัวยารักษารังแค เช่น ซิลีเนียมซัลไฟด์ (selenium sulfide), ซิงค์ไพริไทโอน (zinc pyrithione), คีโตโคนาโซล, น้ำมันดิน (coal tar) เป็นต้น วันละครั้ง หรือวันเว้นวัน แต่ละครั้งควรฟอกทิ้งไว้นาน 5-15 นาที จนกว่ารังแคจะดีขึ้น หลังจากนั้นใช้สระผมสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

ส่วนรอยโรคที่บริเวณอื่น เช่น ใบหน้า หู หน้าอก รักแร้ ขาหนีบ เป็นต้น ใช้ครีมคีโตโคนาโซล ชนิด 2% ทาวันละ 2-3 ครั้ง

2. ถ้าให้การรักษาดังกล่าวไม่ได้ผล ใช้ครีมสเตียรอยด์ทา ถ้าเป็นที่หนังศีรษะและบริเวณที่มีขน ใช้โลชั่นไตรแอมซิโนโลนชนิด 0.01% ทาวันละ 2 ครั้ง จนกว่าจะดีขึ้น ส่วนบริเวณใบหน้า ใช้สเตียรอยด์ที่ออกฤทธิ์อ่อน ได้แก่ ครีมไฮโดรคอร์ติโซนชนิด 1% ทาวันละ 2-3 ครั้ง เมื่อดีขึ้นให้ทาต่อไปวันละครั้ง

3. ในรายที่มีหนังตาอักเสบจากโรคนี้ ใช้ไม้พันสำลีชุบน้ำสุก หรือน้ำเกลือเช็ดชำระเอาเกล็ดรังแคออก และใช้แชมพูรักษารังแค เช่น ซีลีเนียมซัลไฟด์ (selenium sulfide) ซิงค์ไพริไทโอน (zinc pyrithione) หรือโคลทาร์ (coal tar) สระผมและบริเวณที่เป็นรังแคทุกวัน ถ้าหนังตามีอาการคันหรือบวมแดงมาก ให้ใช้ยาหยอดตาสเตียรอยด์ทาตรงบริเวณขอบตาวันละ 3-4 ครั้ง

4. ในทารกและเด็กเล็ก ใช้แชมพูชนิดอ่อน (mild baby shampoo) สระผมวันละครั้ง และทาด้วยครีมไฮโดรคอร์ติโซนชนิด 1% วันละ 2 ครั้ง ในรายที่มีแผ่นเกล็ดหนาที่หนังศีรษะ ใช้ยาละลายขุย เช่น โลชั่นกรดไซลิไซลิกทาก่อนนอนทุกวันจนกว่าจะดีขึ้น

5. ถ้าให้การรักษา 1-2 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น หรือสงสัยเป็นโรคอื่น เช่น โซริอาซิส เอดส์ เป็นต้น แพทย์จะทำการตรวจหาสาเหตุและให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ

ถ้าพบว่าเป็นโรคนี้ในผู้ป่วยเอดส์ แพทย์จะให้กินยาคีโตโคนาโซล 400 มก. วันละครั้ง นาน 2 สัปดาห์ เพื่อรักษาโรคนี้ควบคู่กับการใช้ยารักษาโรคเอดส์


การดูแลตนเอง

หากสงสัย เช่น มีเกล็ดรังแคลักษณะเป็นขุยสีขาวหรือเหลือง มีมันเยิ้ม หรือเป็นผื่นแดง คันตามหนังศีรษะ หัวคิ้ว ร่องจมูก ใบหู เปลือกตา หน้าอก กลางหลัง สะดือ หัวหน่าว ก้น หรือบริเวณข้อพับต่าง ๆ ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อตรวจพบว่าเป็นผิวหนังอักเสบชนิดเกล็ดรังแค ควรดูแลตนเอง ดังนี้

    รักษา ใช้ยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
    ติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด
    สวมใส่เสื้อผ้าที่เนื้อเรียบนุ่มซึ่งทำจากผ้าฝ้าย เพื่อให้อากาศระบายได้ดี ลดการระคายเคือง
    พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ หาทางผ่อนคลายความเครียด และออกกำลังกายเป็นประจำ
    หลีกเลี่ยงอากาศที่ร้อนจัด เย็นจัด แห้งจัด การออกกลางแดดจัด และการดื่มสุรา
    หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางทุกชนิด ครีมใส่ผม สเปรย์ผม ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และสบู่ที่มีฤทธิ์แรง 
    หลีกเลี่ยงการใช้ยาบางชนิดที่กระตุ้นให้อาการกำเริบ 
    หลีกเลี่ยงการแกะเกาผื่นที่คัน อาจทำให้เกิดการติดเชื้อตามมาได้


ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    ดูแลรักษาแล้วอาการไม่ทุเลาใน 1-2 สัปดาห์ หรือมีอาการกำเริบใหม่
    ผื่นกลายเป็นตุ่มหนอง แผลพุพอง หรือมีน้ำเหลืองไหล
    ขาดยา หรือยาหาย
    ใช้ยาแล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ


การป้องกัน

ยังไม่มีวิธีป้องกันที่ได้ผล เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุ

ผู้ป่วยควรดูแลรักษา ใช้ยา ตามคำแนะนำของแพทย์ หลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นให้โรคกำเริบ และหมั่นรักษาสุขภาพให้แข็งแรง


ข้อแนะนำ

1. โรคนี้ไม่มีการรักษาจำเพาะที่ทำให้หายขาด ถึงแม้จะเป็นโรคเรื้อรังประจำตัว แต่สามารถปฏิบัติตัวหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น และใช้แชมพูสระผมและยาทาควบคุมอาการได้ ซึ่งช่วยให้อาการทุเลาลงเป็นระยะ ๆ (อาจนานเป็นปี ๆ)

เมื่อเริ่มมีอาการกำเริบขึ้นใหม่ หรือในกรณีที่มีความเครียด หรือสัมผัสสิ่งกระตุ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็สามารถรีบใช้แชมพูรักษารังแคและทายาเพื่อควบคุมไม่ให้อาการเป็นมากหรือลุกลามได้

2. โรคนี้อาจมีลักษณะไม่น่าดู โดยเฉพาะถ้าขึ้นที่บริเวณศีรษะและใบหน้า บางครั้งอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเป็นปมด้อย ความจริงแล้วถึงแม้จะเป็นโรคเรื้อรัง ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่ไม่ใช่โรคร้ายแรง ไม่ใช่โรคติดต่อ (สามารถอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่น โดยไม่ทำให้ผู้อื่นติดเชื้อเป็นโรค) ไม่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน และทุเลาได้เมื่อมีการดูแลการรักษาอย่างจริงจัง หากผู้ป่วยมีความเข้าใจธรรมชาติของโรคนี้อย่างแท้จริง ก็จะช่วยให้ทำใจเป็นปกติได้

  3. โรคนี้อาจมีอาการคล้ายโรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ รังแค และโซริอาซิส และอาจเป็นอาการแสดงที่พบร่วมกับผู้ป่วยเอดส์ หากให้การรักษาแล้วไม่ดีขึ้น หรือสงสัยว่าเป็นโซริอาซิสหรือโรคเอดส์ก็ควรปรึกษาแพทย์

40
คุณสมบัติของผ้ากันไฟ ผ้าทนความร้อน ผ้าสำหรับงานเชื่อม ปลอดภัย และคุ้มค่า

ผ้ากันไฟ, ผ้าทนความร้อน, หรือ ผ้าสำหรับงานเชื่อม คือวัสดุสำคัญที่ใช้ปกป้องคนและทรัพย์สินจากความร้อนสูง เปลวไฟ และสะเก็ดไฟในงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในงานเชื่อม, งานโลหะ, หรืองานที่มีอุณหภูมิสูง การเลือกใช้ผ้าเหล่านี้จึงต้องพิจารณาคุณสมบัติที่ทำให้เกิดความ ปลอดภัยสูงสุด และ คุ้มค่า ในระยะยาวครับ

คุณสมบัติสำคัญที่ทำให้ผ้ากันไฟปลอดภัยและคุ้มค่า

ไม่ติดไฟและไม่ลามไฟ (Non-Combustible & Non-Flammable):
นี่คือคุณสมบัติพื้นฐานที่สุด ผ้าต้องไม่เป็นเชื้อเพลิง ไม่ลุกไหม้ หรือลามไฟเมื่อโดนความร้อนสูงหรือเปลวไฟโดยตรง การมีคุณสมบัตินี้ช่วยลดความเสี่ยงจากอัคคีภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความปลอดภัย: เป็นปราการด่านแรกในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินจากไฟไหม้

ความคุ้มค่า: ช่วยลดความเสียหายมหาศาลที่อาจเกิดขึ้นจากไฟไหม้

ทนความร้อนสูง (High Temperature Resistance):
ผ้าแต่ละชนิดมีความสามารถในการทนอุณหภูมิสูงสุดต่างกัน คุณควรเลือกให้เหมาะสมกับอุณหภูมิที่คุณต้องเจอในงานจริง

ผ้าใยแก้ว (Fiberglass Fabric): มักทนอุณหภูมิใช้งานต่อเนื่องได้ประมาณ 450 ∘ C−550 ∘ C เหมาะสำหรับงานสะเก็ดไฟเชื่อมทั่วไป

ผ้าซิลิก้า (Silica Fabric): ทนอุณหภูมิใช้งานต่อเนื่องได้สูงถึง 850 ∘ C−1,000 ∘ C หรือบางชนิดสูงกว่านั้น เหมาะสำหรับงานเชื่อมหนัก, งานตัดโลหะ, หรืองานที่เกี่ยวข้องกับความร้อนสูงมากเป็นพิเศษ

ความปลอดภัย: ป้องกันการไหม้ทะลุของผ้า ทำให้ความร้อนไม่ทำอันตรายต่อสิ่งของหรือคน

ความคุ้มค่า: ผ้าที่ทนความร้อนได้เหมาะสมจะใช้งานได้นาน ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย

ทนสะเก็ดไฟเชื่อมและประกายไฟ (Spatter & Spark Resistance):
ผ้าที่ดีสำหรับงานเชื่อมต้องสามารถทนทานต่อสะเก็ดไฟเชื่อมที่มีอุณหภูมิสูงมากได้โดยไม่ไหม้ทะลุ

ความปลอดภัย: ป้องกันสะเก็ดไฟกระเด็นไปโดนวัตถุไวไฟ พื้นผิวที่เสียหาย หรือพนักงาน

ความคุ้มค่า: ลดความเสียหายต่ออุปกรณ์, เฟอร์นิเจอร์ หรือพื้นผิวในบริเวณใกล้เคียงงานเชื่อม


ไม่ระคายเคืองผิว (Non-Irritating):
ผ้าใยแก้วแบบเก่าบางชนิดอาจทำให้เกิดอาการคันหรือระคายเคืองต่อผิวหนังและระบบทางเดินหายใจ

ผ้ากันไฟรุ่นใหม่ๆ หรือผ้าที่เคลือบผิว (เช่น เคลือบซิลิโคน) จะช่วยลดปัญหานี้ได้มาก ทำให้พนักงานทำงานได้สบายขึ้น

ความปลอดภัย: ปกป้องสุขภาพของพนักงาน

ความคุ้มค่า: พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการหยุดชะงักเพราะอาการไม่สบาย

มีความยืดหยุ่นและทนทาน (Flexible & Durable):
ผ้าควรยืดหยุ่นพอที่จะนำไปคลุม, โอบ, หรือทำเป็นม่านได้ง่าย แต่ก็ต้องทนทานต่อการฉีกขาด, การเสียดสี, และการใช้งานซ้ำๆ ด้วย

ความปลอดภัย: ผ้าที่แข็งแรงจะไม่ขาดง่าย ลดช่องโหว่ที่ไฟหรือสะเก็ดไฟอาจเล็ดลอดออกไป

ความคุ้มค่า: ใช้งานได้ยาวนาน ลดต้นทุนในการเปลี่ยนผ้าบ่อยๆ

ปลอดแร่ใยหิน (Non-Asbestos):
แม้ในอดีตจะมีการใช้แร่ใยหิน แต่ปัจจุบันถูกห้ามใช้แล้วเพราะเป็นอันตรายต่อสุขภาพร้ายแรง ผ้ากันไฟที่ผลิตในปัจจุบันควรระบุว่าเป็น "ปลอดแร่ใยหิน"

ความปลอดภัย: ปกป้องสุขภาพของพนักงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง

ความคุ้มค่า: ป้องกันปัญหาด้านสุขภาพและกฎหมายในระยะยาว

การเคลือบผิว (Coating):
ผ้ากันไฟหลายชนิดมีการเคลือบผิวด้วยวัสดุต่างๆ เช่น ซิลิโคน (Silicone Coated), PU (Polyurethane), หรือเวอร์มิคูไลท์ (Vermiculite) เพื่อเพิ่มคุณสมบัติ:

ลดการฟุ้งกระจายของเส้นใยและอาการคัน

เพิ่มความทนทานต่อการเสียดสีและการฉีกขาด

ทนทานต่อน้ำมัน, สารเคมี, หรือกันน้ำได้ (ในบางชนิด)

ความปลอดภัย/คุ้มค่า: คุณสมบัติเสริมเหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความทนทานในการใช้งานเฉพาะด้าน

สรุป: ปลอดภัยและคุ้มค่าไปพร้อมกัน
การเลือกใช้ผ้ากันไฟ, ผ้าทนความร้อน หรือผ้าสำหรับงานเชื่อมที่มีคุณสมบัติเหมาะสม เป็นมากกว่าแค่การปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัย แต่ยังเป็นการลงทุนที่ชาญฉลาดและคุ้มค่าอย่างยิ่ง:

ปลอดภัย: ลดความเสี่ยงในการเกิดอัคคีภัย, การบาดเจ็บของพนักงาน, และความเสียหายของทรัพย์สิน

คุ้มค่า: ยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์, ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง, ลดการสูญเสียจากความเสียหาย, และช่วยให้กระบวนการผลิตดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือผู้จำหน่ายที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้ผ้ากันไฟที่เหมาะสมกับประเภทของงานและสภาพแวดล้อมของคุณที่สุดครับ

41
บริการด้านอาหาร: เมนูสลัดอกไก่ อาหารเพื่อสุขภาพสำหรับคนควบคุมน้ำหนัก !?!

ในเรื่องของอาหารการกิน หลายคนให้ความสำคัญมาก เพราะบางคนใส่ใจในเรื่องของสุขภาพ จึงเลือกรับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ เนื่องจากเล็งเห็นความสำคัญของสุขภาพของตัวเอง แต่ในปัจจุบัน การเลือกรับประทานอาหาร ก็มีอุปสรรคมากมาย เพราะมีอาหารที่แปลกตา สีสันสดใสมาคอยล่อตาล่อใจอยู่เสมอ อาจจะทำให้บางครั้งเผลอไปรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ และบางคนอาจจะไม่มีเวลาที่จะประกอบอาหารเอง เลยต้องไปซื้อตามท้องตลาดเพื่อความสะดวกและรวดเร็ว แต่อาหารสุขภาพ ถือว่ามีประโยชน์ต่อร่างกาย มีส่วนช่วยดำรงส่งเสริมสุขภาพและลดความเสี่ยงของการเกิดโรค สามารถรับประทานได้ในคนปกติ รวมทั้งผู้ที่มีโรคประจำตัวด้วย

เพราะอาจลดความเสี่ยงในโรคที่อาจจะเกิดร่วมขึ้นหรือป้องกันโรคแทรกซ้อนที่จะตามมาหรือทำให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น ได้ประโยชน์มากขึ้นกว่าผู้ที่ไม่ได้รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค เพิ่มศักยภาพให้ระบบต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง ทั้งนี้ โรคที่กล่าวมานั้น อาจจะมีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหาร หรือพฤติกรรมการรับประทานอาหารด้วย ดังนั้น การเลือกสรรเมนูเพื่อสุขภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญ บางคนรับประทานอาหารแบบไม่เลือก หรือไม่สนใจสารอาหาร จึงทำให้เกิดภาวะโรคอ้วนหรือมีน้ำหนักขึ้น โดยเฉพาะสาวๆ ที่สนใจในเรื่องของรูปร่างสัดส่วน อาจจะเปลี่ยนความคิดว่าจะต้องหันมารับประทานอาหารเพื่อสุขภาพเพื่อควบคุมน้ำหนัก ดังนั้น วันนี้เราจะมาแนะนำเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ สำหรับคนที่อยากจะควบคุมน้ำหนัก นั่นก็คือ เมนูสลัดอกไก่ ที่เรียกว่า ได้รับสารอาหารครบถ้วนแบบเต็มๆอย่างแน่นอน

โดยวิธีการทำนั้น ก็ไม่อยากอย่างที่คิด เพียงแค่นำเนื้ออกไก่ลวก ผสมกับผักที่เราชอบ และ เพิ่มรสชาติด้วยน้ำยำ เคล็ดลับความอร่อยของสลัดไก่ คือ วัตถุดิบคุณภาพ เทคนิคการเตรียมอาหาร และ การปรุงรสชาติน้ำยำ โดยมีส่วนผสมสำหรับทำสลัดไก่ เนื้ออกไก่ 1 อก เนยถั่ว 2 ช้อนโต้ะ ซอสถั่วเหลือง 1 ช้อนโต้ะ น้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต้ะ น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต้ะ หอมใหญ่ ครึ่งหัว นำมาหั่นเป็นเส้นๆ แครอท ครึ่งหัว นำมาขูดเป็นเส้นๆ มะเขือเทศ 1 ลูก นำมาหั่นเป็นแผ่นบางๆ ผักกาดหอม หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ 1 จาน และไข่ไก่ 1 ฟอง เมื่อเราเตรียมวัตถุดิบเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนั้นให้นำนำไข่ไก่ไปต้มให้สุก

จากนั้นปลอกเปลือก และ หั่นเป็นชิ้นเตรียมเอาไว้ และ พักเอาไว้ก่อน หลังจากนั้น ก็ต้มเนื้ออกไก่ให้สุก และ ฉีกเป็นเส้นๆ และ พักเอาไว้ก่อน มาถึงขั้นตอนการเตรียมน้ำยำ เริ่มจากผสมส่วนผสมประกอบด้วย ซอสถั่วเหลือง เนยถั่ว น้ำสมสายชู น้ำตาลปี๊บ ผสมให้ส่วนผสมละลายเป็นซอส เตรียมถ้วยใส่เนื้อไก่และผักต่างๆที่เตรียมไว้ เช่น หอมหัวใหญ่ แครอท มะเขือเทศ และ ผักกาดหอม ราดด้วยน้ำซอส และ คลุกเคล้าให้น้ำซอสผสมกับส่วนผสมที่หมด จากนั้นนำเสิร์ฟใส่จาน โรยหน้าด้วยเนื้อไก่อีก 1 ช้อนโต้ะ และ ไข่ไก่ต้ม เพียงเท่านี้ก็ได้ สลัดเพื่อสุขภาพ แถมยังมีรสชาติอร่อย ได้ประโยชน์เต็มๆอย่างแน่นอน

ดังนั้น เราควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพราะเราเน้นย้ำมาตลอดให้ทุกคนเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ในปริมาณที่เหมาะสมต่อความต้องการของร่างกาย เพื่อให้ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ ที่สำคัญเราจะต้องดูแลตัวเองให้มากๆ ดื่มน้ำมากๆ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เราได้มีสุขภาพที่แข็งแรง

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการรับประทานอาหารก็ยังเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน  เพราะเราอยากให้ทุกคนมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง สมบูรณ์ ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เพราะการไม่มีโรคถือเป็นลาภอันประเสริฐ และที่สำคัญที่สุด การใช้ชีวิตประจำวันของเรานั้น ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการที่ทำให้เรามีสุขภาพที่ดี หากเรามีคุณภาพชีวิตที่ดี มีอาหารการกินที่มีประโยชน์ ก็ถือว่าช่วยให้เรามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงได้ แต่ก็ควรหมั่นออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย เพื่อให้เราได้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บได้

42
หมอประจำบ้าน: โซริอาซิส/โรคสะเก็ดเงิน/โรคเกล็ดเงิน (Psoriasis)

โซริอาซิส (โรคสะเก็ดเงิน โรคเกล็ดเงิน ก็เรียก) เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังชนิดหนึ่งที่มีลักษณะขึ้นเป็นผื่นหรือปื้นและมีเกล็ดสีเงินปกคลุม มักมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ นานเป็นแรมปีหรือตลอดชีวิต โดยไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ และไม่ติดต่อให้ผู้สัมผัสใกล้ชิด

พบได้ประมาณร้อยละ 1-3 ของคนทั่วไป ชายและหญิงพบได้เท่า ๆ กัน พบได้ในคนทุกวัย มักจะเริ่มมีอาการครั้งแรกในช่วงอายุ 10-40 ปี

ผู้ป่วยประมาณ 1 ใน 3 พบว่ามีประวัติโรคนี้ในครอบครัว และอาการมักจะกำเริบเมื่อมีสาเหตุกระตุ้น ที่พบบ่อยคือความเครียด

สาเหตุ

โรคนี้ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด

ในคนปกติ เซลล์ผิวหนังในชั้นหนังกำพร้าจะมีการงอกใหม่จากชั้นใต้ผิวหนังขึ้นมาทดแทนเซลล์ผิวหนังบนชั้นนอกสุดที่แก่ตัวตายและหลุดออกไปเป็นวัฏจักร โดยเซลล์ผิวหนังที่งอกใหม่จะใช้เวลาเคลื่อนตัวจากชั้นใต้ผิวหนังขึ้นมาที่ชั้นนอกสุดของผิวหนังประมาณ 26 วัน

แต่ผู้ที่เป็นโรคนี้ พบว่าบริเวณรอบโรคจะมีการแบ่งตัวหรืองอกของเซลล์ผิวหนังใหม่เร็วกว่าปกติ และใช้เวลาเคลื่อนตัวขึ้นมาที่ชั้นนอกสุดของผิวหนังเพียงประมาณ 4 วัน ทำให้เซลล์ผิวหนังที่แก่ตัวหลุดออกในอัตราความเร็วไม่ทันกับการงอกของเซลล์ใหม่ จึงทำให้เกิดการหนาตัวของผิวหนังกลายเป็นตุ่มหรือปื้น และมีเกล็ดสีเงินปกคลุมซึ่งหลุดลอกออกง่าย

สันนิษฐานว่าความผิดปกติดังกล่าวเกี่ยวข้องกับความแปรปรวนของระบบภูมิคุ้มกัน กล่าวคือ ลิมโฟไซต์ที่มีชื่อว่า T cells (ปกติทำหน้าที่ในการต่อสู้กับเชื้อโรค) ถูกกระตุ้นให้ทำงานมากเกิน เมื่อเคลื่อนตัวมาที่ชั้นใต้ผิวหนังก็จะทำงานร่วมกับสารอื่น ๆ กระตุ้นให้เซลล์หนังกำพร้าเกิดการแบ่งตัวและเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วผิดปกติ และก่อให้เกิดการอักเสบของผิวหนังทั้งในชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้

กลไกของการเกิดโรคโซริอาซิส เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านกรรมพันธุ์ ร่วมกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่มีลักษณะซับซ้อน

ปัจจุบัน พบว่ามียีนผิดปกติของโรคนี้อยู่มากกว่า 8 ชนิด ผู้ป่วยแต่ละรายจะมียีนผิดปกติที่ไม่เหมือนกัน จึงทำให้มีอาการแสดงได้หลากหลายรูปแบบ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ที่มียีนของโรคนี้แฝงอยู่ในร่างกายมีถึง 1 ใน 3 ที่ไม่มีอาการ ซึ่งแสดงว่าน่าจะมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็นสาเหตุกระตุ้นให้เกิดอาการ

สาเหตุกระตุ้นที่อาจพบได้ เช่น ความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ การติดเชื้อ (เช่น คออักเสบจากเชื้อสเตรปโตค็อกคัส การติดเชื้อเอชไอวี) การบาดเจ็บที่ผิวหนัง การใช้ยาปิดกั้นบีตาหรือลิเทียม พบว่าเป็นสาเหตุทำให้โรคกำเริบเป็นครั้งแรก

ส่วนปัจจัยที่ทำให้โรคมีอาการกำเริบซ้ำหรือรุนแรงมากขึ้น เช่น ความเครียด การติดเชื้อต่าง ๆ (รวมทั้งการติดเชื้อเอชไอวี) การแกะเกาขูดข่วนที่ผิวหนัง แมลงกัดต่อย แพ้แดดหรือถูกแดดมาก อากาศหนาวเย็น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์จัด ความอ้วน การใช้ยา (เช่น คลอโรควีน ยาปิดกั้นบีตา ยาต้านเอซ ลิเทียม ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาเม็ดคุมกำเนิด ยาที่เข้าไอโอไดด์ เป็นต้น) การหยุดยากินสเตียรอยด์ (ที่เคยใช้ได้ผลอยู่ก่อนก็อาจทำให้อาการกำเริบได้)

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยจำนวนมากอาจไม่พบว่ามีสาเหตุอะไรเป็นตัวกระตุ้นก็ได้


อาการ

มีอาการแสดงได้หลายชนิด ซึ่งอาจเป็นชนิดใดชนิดหนึ่งหรือหลายชนิดร่วมกัน ดังนี้

    โซริอาซิสชนิดปื้นหนา (plaque psoriasis) ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด อาการตอนเริ่มกำเริบใหม่ ๆ จะเป็นตุ่มแดง ขอบเขตชัดเจน และมีขุยสีขาว (สีเงิน) อยู่ที่ผิว ต่อมาตุ่มจะค่อย ๆ ขยายออกจนกลายเป็นปื้นใหญ่และหนา และขุยสีขาวที่ผิวจะหนาตัวขึ้นเห็นเป็นเกล็ดสีเงิน (ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านจึงเรียกว่า โรคเกล็ดเงินหรือสะเก็ดเงิน) เกล็ดนี้จะร่วงเวลาถอดเสื้อหรือเดินไปไหนมาไหน หรือร่วงอยู่ตามเก้าอี้หรือที่นอน ถ้าขูดเอาเกล็ดออกจะมีรอยเลือดออกซิบ ๆ

รอยโรคอาจมีอาการคันหรือเจ็บ และอาจดูคล้ายอาการของโรคกลาก ผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้

ความผิดปกติดังกล่าวอาจเกิดที่ผิวหนังได้ทุกส่วน แต่มักจะพบที่หนังศีรษะ และผิวหนังส่วนที่เป็นปุ่มนูนของกระดูก ที่พบบ่อยได้แก่ ข้อศอก ข้อเข่า อาจพบที่บริเวณก้นกบ หน้าแข้ง รอยโรคจะมีขนาดต่าง ๆ กัน อาจขึ้นเพียงไม่กี่แห่ง หรือกระจายทั่วไปก็ได้ นอกจากนี้รอยโรคลักษณะดังกล่าวยังชอบขึ้นตามบริเวณผิวหนังที่เคยได้รับบาดเจ็บหรือชอกช้ำ เช่น รอยบาดแผล รอยขีดข่วน เป็นต้น บางรายอาจมีรอยโรคภายในเยื่อบุช่องปาก หรือบริเวณอวัยวะเพศก็ได้

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีรอยโรคลักษณะดังกล่าวเป็นปื้นหนา ๆ ขึ้น ๆ ยุบ ๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่หายขาด

โซริอาซิสชนิดปื้นหนา
 
    โซริอาซิสชนิดตุ่มเล็ก (guttate psoriasis) มักพบในคนอายุต่ำกว่า 30 ปี และมักเกิดอาการครั้งแรกหลังจากเป็นคออักเสบจากเชื้อสเตรปโตค็อกคัส ลักษณะเป็นตุ่มหรือผื่นแดงเล็ก ๆ รูปร่างคล้ายหยดน้ำ ขึ้นตามลำตัว แขน ขา หนังศีรษะ และมีเกล็ดเงินเล็ก ๆ ปกคลุม อาจเกิดอาการเพียงครั้งเดียวแล้วหายขาดไปเลย หรืออาจกำเริบซ้ำ ๆ โดยเฉพาะเวลามีการติดเชื้อของทางเดินหายใจ รอยโรคอาจดูคล้ายผื่นพีอาร์ ซิฟิลิส ผื่นแพ้ยา

โซริอาซิสชนิดตุ่มเล็ก

    โซริอาซิสชนิดรอยพับ (inverse/flexural psoriasis) ลักษณะเป็นรอยแดง ผิวราบเรียบ มีขอบเขตชัดเจน ไม่มีเกล็ดเงิน พบที่รักแร้ ขาหนีบ ใต้นม ข้อพับต่าง ๆ และรอบ ๆ อวัยวะเพศ มักพบในผู้ที่น้ำหนักเกินหรืออ้วน อาการจะกำเริบมากขึ้นเมื่อมีเหงื่อออกหรือมีการเสียดสี รอยโรคดูคล้ายโรคสังคัง โรคเชื้อราแคนดิดา

    โซริอาซิสชนิดตุ่มหนอง (pustular psoriasis) ซึ่งพบได้น้อย ลักษณะขึ้นเป็นตุ่มน้ำขุ่นแบบตุ่มหนอง โดยไม่มีการติดเชื้อ (sterile pustule) แรกเริ่มจะขึ้นเป็นผื่นแดงเจ็บก่อน หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงก็จะพุขึ้นเป็นหนอง แล้วหายเองภายใน 1-2 วัน อาการอาจกำเริบ (เป็นวงจร ผื่นแดง-ตุ่มหนอง-ตกสะเก็ด) ได้ทุก ๆ 2-3 วัน หรือ 2-3 สัปดาห์ อาจเกิดเฉพาะที่ เช่น ฝ่ามือฝ่าเท้า ปลายนิ้วมือนิ้วเท้า หรือกระจายทั่วตัว ซึ่งอาจมีอาการไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลีย น้ำหนักลด คันมากร่วมด้วย รอยโรคดูคล้ายผิวหนังอักเสบที่มีการติดเชื้อแทรกซ้อนพุพอง

    โซริอาซิสชนิดแดงและเป็นเกล็ดทั่วตัว (erythrodermic psoriasis) ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้น้อยที่สุด ลักษณะเป็นผื่นแดงและมีเกล็ด คัน ปวดแสบปวดร้อน ขึ้นกระจายทั่วตัว ผู้ป่วยอาจเป็นโซริอาซิสชนิดปื้นหนามาก่อน แต่ควบคุมอาการได้ไม่ดี มักกำเริบเวลามีความเครียด เกิดบาดแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แพ้ยา หรือติดเชื้อ หรือหยุดยาสเตียรอยด์ที่เคยกินเป็นประจำ อาจมีภาวะแทรกซ้อนแบบบาดแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก เช่น ภาวะขาดน้ำ การติดเชื้อ เป็นอันตรายถึงเสียชีวิตได้


โซริอาซิสชนิดแดงและเป็นเกล็ดทั่วตัว

    โซริอาซิสชนิดเกิดที่หนังศีรษะ (scalp psoriasis) พบได้ประมาณร้อยละ 50 ของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ อาจมีอาการเกิดขึ้นก่อนมีผื่นตามตัว ลักษณะเป็นผื่นแดงหนา ขอบเขตชัดเจน และมีเกล็ดเงินขึ้นตามแนวไรผม บางครั้งอาจลามมาที่หน้าผาก มักไม่มีอาการผมร่วง อาจมีอาการคัน เวลาเกาหนังศีรษะอาจมีเกล็ดหนังร่วงเกาะตามผมและไหล่ ลักษณะคล้ายรังแค โรคกลากที่ศีรษะ

    โซริอาซิสชนิดเกิดที่เล็บ (nail psoriasis) เกิดได้ทั้งที่เล็บมือเล็บเท้า มีอาการได้หลายลักษณะ เช่น มีจุดสีน้ำตาลใต้เล็บ เล็บเป็นหลุม เล็บขรุขระ เล็บแยกตัวออกจากเนื้อใต้เล็บ (onycholysis) ผิวใต้เล็บหนา (subungual keratosis) มักเกิดร่วมกับเนื้อเยื่อขอบเล็บอักเสบ (paronychia) บางครั้งอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราร่วมด้วย อาจทำให้เข้าใจว่าเป็นโรคกลากที่เล็บ โรคเชื้อราแคนดิดาที่เล็บ ในรายที่เป็นรุนแรงเนื้อเล็บจะเปื่อยยุ่ยถูกทำลาย


โซริอาซิสที่เล็บและข้อนิ้วเท้า

    ข้ออักเสบจากโซริอาซิส (psoriatic arthritis) พบได้ประมาณร้อยละ 5-15 ของผู้ป่วยโซริอาซิส ส่วนมากพบร่วมกับรอยโรคที่ผิวหนังเรื้อรัง ส่วนน้อยอาจมีอาการข้ออักเสบนำมาก่อนอาการที่ผิวหนัง มักพบที่ข้อนิ้วมือนิ้วเท้า ซึ่งมีลักษณะปวด บวม และข้อแข็ง คล้ายโรคปวดข้อรูมาตอยด์ บางรายอาจมีการอักเสบของข้อเข่า สะโพก และข้อกระดูกสันหลัง อาจเป็นเพียงข้อเดียวหรือหลายข้อพร้อมกันก็ได้ อาการข้ออักเสบอาจค่อย ๆ เป็นรุนแรงขึ้นจนข้อพิการในที่สุดก็ได้


ภาวะแทรกซ้อน

ส่วนใหญ่มักไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง แต่เนื่องจากมีรอยโรคเรื้อรังและแลดูน่าเกลียด อาจทำให้ผู้ป่วยมีความเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า สูญเสียความเชื่อมั่นในตนเอง และกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันและการออกสังคมได้

ในรายที่มีอาการคันมาก อาจเกาจนมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

ในรายที่เป็นรุนแรง เช่น โซริอาซิสชนิดตุ่มหนองแพร่กระจายทั่วไป หรือโซริอาซิสชนิดแดงและเป็นเกล็ดทั่วตัว อาจทำให้เกิดภาวะสูญเสียน้ำและเกลือแร่ และการติดเชื้อรุนแรงได้

ในรายที่เป็นข้ออักเสบอาจทำให้ข้อพิการ

ในรายที่เป็นที่เล็บอาจทำให้เล็บพิการ


การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการและสิ่งตรวจพบ ในรายที่อาการไม่ชัดเจนอาจต้องทำการตรวจชิ้นเนื้อ (biopsy) โดยการตัดเนื้อเยื่อผิวหนังส่งพิสูจน์


การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การรักษาตามชนิดและความรุนแรงของโรค ซึ่งมีแนวทางดังนี้

1. สำหรับรอยโรคที่ผิวหนัง ในรายที่เป็นน้อย มีรอยโรคไม่กี่แห่ง จะให้ทาครีมสเตียรอยด์ เช่น ครีมไตรแอมซิไนโลนอะเซโทไนด์ หรือขี้ผึ้งน้ำมันดิน หรือโคลทาร์ (coal tar) ชนิด 1-5% หรืออาจใช้ทั้ง 2 อย่างสลับกัน เพื่อป้องกันการดื้อยา

ในรายที่เป็นมากขึ้น อาจหลีกเลี่ยงการใช้ครีมสเตียรอยด์ หรือใช้ทาเฉพาะบริเวณที่เป็นปื้นหนา บางครั้งแพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยอาบแดด* (ช่วงเวลา 10.00-14.00 น.) เริ่มอาบด้านละ 5-10 นาทีก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มระยะนานขึ้น จนถึงขั้นทำให้เกิดรอยแดงเรื่อ ๆ ที่ผิวหนังภายใน 24 ชั่วโมงหลังอาบแดด (ส่วนใหญ่จะอาบแดดนานประมาณ 15-20 นาที) ทำประมาณสัปดาห์ละ 3 ครั้ง จะช่วยให้ผื่นยุบได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ ข้อควรระวังคือ อย่าอาบแดดนานเกินไป และควรใช้ผ้าคลุมหน้าป้องกันมิให้ผิวหน้าถูกแดดมากไป บางรายอาจแพ้แดดทำให้อาการกำเริบได้

บางรายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่เป็นโซริอาซิสชนิดปื้นหนา แพทย์อาจให้ผู้ป่วยทาขี้ผึ้งแอนทราลิน (anthralin ointment) พร้อมกับการอาบแดด และโรงพยาบาลขนาดใหญ่อาจใช้วิธีฉายแสงอัลตราไวโอเลตบี (UVB) แทนการอาบแดดก็ได้ ถ้าได้ผลผื่นจะยุบภายใน 3-4 สัปดาห์ ข้อควรระวัง ยานี้อาจระคายเคือง ถ้าพบอาการระคายเคืองควรหยุดยา ยานี้ห้ามใช้ทาบนใบหน้า ข้อพับ และอวัยวะเพศ

บางกรณีแพทย์อาจเลือกใช้ยาทาชนิดอื่น เช่น calcipotriene ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของวิตามินดี tazarotene ซึ่งเป็นกลุ่มเรตินอยด์ (ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์) เป็นต้น โดยอาจใช้เดี่ยว ๆ หรือร่วมกับยาอื่น หรือร่วมกับการฉายแสงอัลตราไวโอเลต

นอกจากนี้จะให้การรักษาตามอาการ เช่น ถ้าผิวแห้งให้ทาด้วย petrolium liquid paraffin เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง ถ้าเกล็ดหนามากให้ยาละลายขุย (เช่น ครีมยูเรียหรือกรดซาลิไซลิก) ถ้าคันให้ยาแก้แพ้ ถ้าปวดหรือมีไข้ ให้ยาแก้ปวดลดไข้ เป็นต้น

2. สำหรับรอยโรคที่หนังศีรษะ ให้ผู้ป่วยสระผมด้วยแชมพูที่มีส่วนผสมของน้ำมันดิน (เช่น ทาร์แชมพู) สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ในรายที่มีขุยที่ศีรษะมาก อาจใช้โลชั่นที่เข้าสเตียรอยด์ (steroid scalp lotion) ทาวันละ 1-2 ครั้ง

3. สำหรับอาการข้ออักเสบ ให้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เพื่อบรรเทาอาการอักเสบ

4. ในรายที่เป็นรุนแรง หรือดื้อต่อการรักษา อาจต้องใช้ยาชนิดกิน เช่น การให้กินยาซอลาเรน (psolaren) ร่วมกับการฉายแสงอัลตราไวโอเลตเอ การให้กินยากลุ่มเรตินอยด์ เมโทเทรกเซต (methotrexate) หรือไซโคลสปอรีน (cyclosporine) วิธีการรักษาเหล่านี้ควรให้แพทย์โรคผิวหนังเป็นผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีผลข้างเคียงและข้อควรระวังของยาแต่ละชนิดต่าง ๆ กันไป

ในปัจจุบันมียาใหม่ มีผลข้างเคียงน้อย แต่ราคาแพง เช่น etanercept, infliximab เป็นต้น ซึ่งเป็นสารชีวภาพออกฤทธิ์ต้านอักเสบโดยยับยั้งการทำงานของลิมโฟไซต์ แพทย์อาจเลือกใช้ยากลุ่มนี้ในผู้ป่วยที่ใช้ยาอื่นไม่ได้ผล หรือมีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงที่ร้ายแรงของยาอื่น

*แสงแดดหรือแสงอัลตราไวโอเลต มีฤทธิ์ทำให้ลิมโฟไซต์ชนิด T cells ตาย ช่วยชะลอการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังลง รวมทั้งช่วยลดการเกิดเกล็ดเงิน และการอักเสบของผิวหนัง


การดูแลตนเอง

หากสงสัย เช่น มีผื่น ตุ่ม หรือรอยปื้นขึ้นตามผิวหนังหรือรอยพับ ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อตรวจพบว่าเป็นโซริอาซิส ควรดูแลตนเอง ดังนี้

    รักษา กินยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ 
    ติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด
    ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่าอดนอน หรือตรากตรำงานหนัก
    พยายามอย่าให้เกิดภาวะเครียด โดยการออกกำลังกาย ฝึกโยคะ ชี่กง รำมวยจีน ทำสมาธิ ทำงานอดิเรก เป็นต้น
    หลีกเลี่ยงการขีดข่วนถูกผิวหนัง
    งดการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์
    ควรให้ผิวหนังได้ถูกแดด (อาบแดด) ตามคำแนะนำของแพทย์ (ผู้ที่แพ้แดดควรหลีกเลี่ยงการถูกแดด)
    หลีกเลี่ยงการกินยาหม้อที่มีสารหนู ซึ่งอาจทำให้อาการทุเลา แต่ถ้ากินติดต่อกันนาน ๆ อาจทำให้เป็นมะเร็งได้
    หลีกเลี่ยงการซื้อยาชุด และยาลูกกลอน (ที่มียาสเตียรอยด์ที่ผสม) มากินเอง แม้ว่าจะทำให้โรคทุเลา แต่เมื่อหยุดยาก็อาจทำให้โรคกำเริบรุนแรงได้ โดยทั่วไปแพทย์จะหลีกเลี่ยงการให้สเตียรอยด์ชนิดกินแก่ผู้ป่วย เพราะกลัวโรคกำเริบหลังการหยุดยา แต่จะให้ใช้สเตียรอยด์ชนิดทาหรือฉีดเข้าเฉพาะที่


ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    ดูแลรักษาแล้วอาการไม่ทุเลาใน 1-2 สัปดาห์ 
    สงสัยมีภาวะแทรกซ้อน เช่น มีไข้สูง ผื่นตุ่มกลายเป็นหนอง มีผื่นตุ่มลุกลามมากขึ้น มีอาการปวดข้อ เล็บมีความผิดปกติ เป็นต้น
    ขาดยา ยาหาย หรือกินยาไม่ได้
    ในรายที่แพทย์ให้ยากลับไปกินต่อที่บ้าน กินยาแล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม ปวดท้อง ท้องเดิน คลื่นไส้ อาเจียน จุดแดงจ้ำเขียว หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ


การป้องกัน

ยังไม่มีวิธีป้องกันที่ได้ผล เนื่องจากโรคนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด

ควรหาทางป้องกันไม่ให้โรคกำเริบรุนแรงด้วยการดูแลรักษากับแพทย์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง และหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้โรคกำเริบ

ข้อแนะนำ

1. โรคนี้มักมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง โดยมีบางช่วงที่อาจหายดีเหมือนปกติ แต่สักพักหนึ่งก็กลับกำเริบขึ้นอีก บางรายอาจมีระยะสงบจากอาการนานเป็นปี ๆ แต่บางรายอาจกำเริบบ่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีภาวะเครียดทางร่างกายหรือจิตใจ ดังนั้นจึงควรติดต่อรักษากับแพทย์คนใดคนหนึ่งอย่างต่อเนื่อง อย่าเปลี่ยนแพทย์ เปลี่ยนโรงพยาบาลบ่อย

2. โรคนี้แม้จะเป็นเรื้อรัง แต่มักจะไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง แม้จะมีรอยโรคแลดูน่าเกลียด แต่ก็ไม่ได้เป็นโรคติดต่ออย่างโรคเชื้อรา หรือโรคเรื้อน (บางคนเรียกชื่อโรคนี้ว่า โรคเรื้อนกวาง ซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นโรคเรื้อน) สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างใกล้ชิดได้ และก็ไม่ได้เป็นโรคร้ายแบบมะเร็ง หรือเอดส์ ดังนั้นจึงควรอธิบายให้ญาติพี่น้องของผู้ป่วยและคนทั่วไปเข้าใจ จะได้ให้การดูแลและให้กำลังใจแก่ผู้ป่วย อย่าแสดงความรังเกียจจนทำให้ผู้ป่วยรู้สึกมีปมด้อยหรือซึมเศร้า

3. ผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีอาการและความรุนแรงแตกต่างกันไป อาจมีอาการเพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือมากกว่า 1 ชนิด หรือเปลี่ยนชนิดไปมาก็ได้ บางรายอาจมีผื่นขึ้นเฉพาะที่ ไม่ลุกลามออกไป แต่บางรายอาจทวีความรุนแรงไปเรื่อย โดยทั่วไปถ้าเริ่มมีอาการครั้งแรกตอนอายุน้อย ก็มีโอกาสเกิดความรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการเพียงเล็กน้อย สามารถรักษาด้วยการใช้ยาสเตียรอยด์ทาเป็นครั้งคราว สามารถทำงานและดำเนินชีวิตได้อย่างคนปกติทั่วไป

4. โรคนี้อาจแสดงอาการได้หลายแบบ และอาจคล้ายกับโรคผิวหนังอื่น ๆ เช่น กลาก โรคเชื้อราแคนดิดา ผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ ผื่นพีอาร์ รังแค เป็นต้น ดังนั้นถ้าให้การดูแลรักษาโรคเหล่านี้ไม่ได้ผล ก็ควรจะนึกถึงโรคโซริอาซิส

5. โรงพยาบาลควรส่งเสริมให้กลุ่มผู้ป่วยได้พบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ในการดูแลตนเอง และให้กำลังใจซึ่งกันและกัน หากเป็นไปได้ควรจัดให้ผู้ป่วยรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อช่วยเพื่อน หรือกลุ่มมิตรภาพบำบัด

43
มาดู 7 วิธีแต่งบ้านสไตล์มินิมอล และเลือกของตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ให้เหมาะ

การแต่งบ้านสไตล์มินิมอลเป็นอีกหนึ่งสไตล์ของการตกแต่งบ้านและที่พักอาศัยที่ได้รับความนิยมอย่างไม่แผ่วเลย โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อายุน้อย กับการแต่งบ้านแบบน้อยแต่มากแบบมินิมอล (Minimal style) ด้วยจุดเด่นอันแสนหลากหลายทั้งสไตล์แบบเฉพาะตัวพร้อมค่าใช้จ่ายที่ไม่แรงเกินไป ไม่แปลกที่การแต่งบ้านสไตล์มินิมอลจะมาแรง วันนี้จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับการแต่งบ้านแบบมินิมอลว่ามันเป็นยังไงกันแน่ และเผื่อว่าใครที่อยากแต่งบ้านสไตล์นี้ดูบ้าง เราก็ไม่พลาดที่จะนำเทคนิคการเลือกเฟอร์นิเจอร์และตกแต่งห้องหรือบ้านของคุณให้ออกมาในสไตล์มินิมอลแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน รับรองว่าการจัดบ้านสไตล์มินิมอลจะทำให้ดูน่าอยู่มากขึ้นแน่นอน!

แต่งบ้านสไตล์มินิมอล (Minimal Style) หมายถึงอะไร

“ใช้สีโมโนโทน”

“การจัดวางเป็นดูเรียบร้อย”

“เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น”

“เรียบง่ายแต่ดูดี”

“น้อยแต่มาก”

เมื่อพูดถึงการตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอลแล้ว ประโยคข้างบนนี้คงเป็นประโยคที่ทุกคนน่าจะเคยได้ยินได้เห็นผ่านตามาไม่มากก็น้อย ‘Minimal Style’ สไตล์การตกแต่งที่อยู่อาศัยที่ได้รับความนิยมมาสักพักแล้วนี้ หมายถึง สไตล์การตกแต่งที่เน้นความเรียบง่าย ใช้เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น แต่มีประโยชน์ใช้สอย เลือกสิ่งตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ตามจำเป็น มีการจัดวางอย่างมีระเบียบเรียบร้อย

ฟังดูเหมือนง่ายใช่ไหมคะ? ก็แค่ไม่ต้องซื้อเฟอร์นิเจอร์เยอะ เอาเฉพาะที่จำเป็น แล้วก็ซื้อสีเดียวกันมาอยู่ด้วยกันก็พอ แต่จริงๆ การตกแต่งบ้านสไตล์นี้ไม่ได้ทำกันง่ายขนาดนั้น ตอนเลือกเฟอร์นิเจอร์ต้องคิดแล้วคิดอีกว่าจะแต่งยังไงให้สวย อบอุ่นน่าอยู่ แล้วดูมินิมอลด้วย ต้องบาลานซ์การตกแต่งและวางแผนล่วงหน้าไว้หลายสเต็ปทีเดียว

นักตกแต่งภายในหลายคนเคยพูดถึงการตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอลไว้ว่า ความมินิมอลต้องมาคู่กับฟังก์ชันที่ครบครัน เรียกได้ว่าน้อยอย่างเดียวไม่พอ แต่เฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งจะต้องเอื้อให้สามารถใช้งานในชีวิตจริงได้ด้วย


จุดสำคัญของการแต่งบ้านให้ออกมาเป็นสไตล์มินิมอล

สำหรับผู้ที่สนใจจัดบ้านแบบมินิมอล การทำความเข้าใจเกี่ยวกับจุดสำคัญทั้งเรื่องสีสันบ้านโทนมินิมอล การเลือกเฟอร์นิเจอร์มินิมอล ไปจนถึงไอเดียแต่งห้องมินิมอลจะช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาน่าพึงพอใจ สวยงามดังที่คาดหวังเอาไว้

• มีโทนสีแบบโมโนโทนหรือเรียกว่า Monochromatic และมักจะใช้สีอ่อนๆ

• ในการออกแบบจะต้องออกแบบให้มีการนำเส้นสายตาที่ตรงและคม

• การคัดสรรเฟอร์นิเจอร์ที่ทำมาใช้งานจะน้อยชิ้น แต่การใช้งานต้องครบครัน

• การจัดพื้นที่ในห้องให้ดูมีที่ว่างเยอะ และดูกว้างขวาง

• พื้นผิวในจุดต่างๆ ทั่วห้องต้องดูมีที่ว่าง โล่ง และสะอาดตา ของตกแต่งน้อยชิ้น

• ของน้อย ตกแต่งเรียบง่าย แต่ต้องดูน่าอยู่ อบอุ่น และไม่ทิ้งความมีสไตล์

• เน้นที่คุณภาพของเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งมากกว่าปริมาณสิ่งของ


การตกแต่งสไตล์มินิมอลเหมาะกับใคร

การตกแต่งมินิมอลฟังดูยากมากสำหรับยุคสมัยนี้ที่เต็มไปด้วยการช็อปปิ้งออนไลน์ ซื้อสิ่งของต่างๆ เข้าบ้านกันง่ายดายจนแทบไม่มีที่เก็บ เห็นอะไรก็น่าซื้อน่าลองไปหมด การแต่งบ้านสไตล์มินิมอลนั้นไม่ได้จบที่การตกแต่ง แต่จะต้องปรับพฤติกรรมการซื้อของใช้เข้าบ้านให้มินิมอลตามไปด้วย ซื้อแต่ที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น

อาจเรียกได้ว่า มินิมอลนั้นเป็นมากกว่าแค่การแต่งบ้าน แต่เป็นแนวคิดที่มาคู่กับการสร้างไลฟ์สไตล์และการอยู่อาศัย ข้อดีที่สำคัญที่สุดคือช่วยให้เราสามารถโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเรา ช่วยให้ใส่ใจคุณภาพให้มากกว่าปริมาณ (และประหยัดในระยะยาว)

การตกแต่งสไตล์มินิมอลเหมาะกับใครก็ได้ทั้งนั้น แต่มักจะถูกมองว่าเป็นที่นิยมในหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ที่นิยมความเรียบง่ายแต่เก๋และมีสไตล์

ต่อไปเราไปดูกันดีกว่าว่าวิธีการตกแต่งบ้านของคุณให้เป็นสไตล์นี้ต้องทำยังไง มีทิปส์หลายอย่างตั้งแต่เทคนิคการเลือกเฟอร์นิเจอร์ การเลือกใช้สี และการจัดการพื้นที่ใช้สอย มาดูกัน!

ทริคแต่งบ้านและเลือกเฟอร์นิเจอร์สไตล์มินิมอล (Minimal style)

เพื่อให้การตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอลเกิดความสวยงาม น่าประทับใจ ได้ผลลัพธ์ตามความต้องการสำหรับเจ้าของบ้าน ลองมาศึกษาทริคการแต่งบ้านไปจนถึงการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์สไตล์มินิมอลเลยว่าต้องทำอย่างไรบ้าง ตอบโจทย์ตามสิ่งที่คาดหวังเอาไว้อย่างแน่นอน

1. เริ่มจากการเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ใช่ก่อน

สิ่งสำคัญที่สุดในการตกแต่งบ้านไม่ว่าจะสไตล์ใดก็ตามคือ การเลือกเฟอร์นิเจอร์ ยิ่งการเลือกเฟอร์นิเจอร์สำหรับการแต่งบ้านสไตล์มินิมอล การเลือกเฟอร์นิเจอร์ยิ่งต้องพิถีพิถัน หลักการเลือกเฟอร์นิเจอร์มีอยู่ว่า

• เลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ดูเรียบง่าย พื้นผิวไม่เน้นลวดลาย

• ดีไซน์มีความสวยงาม ไม่ตกยุคง่าย ดูมีคุณภาพ และคงทน

• สีอ่อนหรือเข้มก็ได้ แต่ให้ไปในโทนสีเดียวกันตลอด

• เลือกเฉพาะสิ่งที่มีประโยชน์และมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันจริงๆ เฟอร์นิเจอร์ชิ้นไหนที่คิดว่าเราอยู่ได้โดยไม่ต้องซื้อมันมาก็ให้ตัดออก

• การออกแบบมีลักษณะและรูปเป็นเส้นตรงและคม ไม่มีลวดลาย

ราวแขวนผ้าทำจากไม้สัก เรียบง่ายดูดี สามารถเลือกสีได้ (อ่านรายละเอียดสินค้า)


2. พื้นที่บนชั้นวางของไม่รก เน้นโล่งสบายตา

พื้นที่ต่างๆ ที่มองเห็นในไม่ว่าจะเป็นบนโต๊ะ บนชั้นวางของ หรือเป็นพื้น จะต้องมีพื้นที่เหลือให้มากหน่อย วางตกแต่งหรือวางเฉพาะของที่จำเป็นเท่านั้น ไม่ควรมีของวางอัดแน่นเต็มพื้นที่ แม้จะเรียงด้วยความเป็นระเบียบก็จะแค่ดูเป็นระเบียบ แต่ก็ยังผิดไปจากหลักความมินิมอลที่เน้นความโล่งสบายตา อย่างที่บอกว่าของที่เก็บก็ควรเป็นของใช้ที่จำเป็นต้องใช้ทุกวันจริงๆ เน้นประโยชน์ใช้สอย ของสะสมเอย ของดูต่างหน้าเอย ให้เก็บเข้ากล่องในห้องเก็บของไว้จะดีกว่า ยิ่งถ้าเป็นไอเดียแต่งห้องนอนมินิมอลด้วยแล้ว การมีพื้นที่สะอาด ดูไม่รกตา จะช่วยเพิ่มความโล่งสบาย ไม่อึดอัดอีกด้วย


3. ควรเลือกใช้สีอ่อน หรือสีโมโนโทน

สีที่เลือกใช้ไม่ว่าจะกับเฟอร์นิเจอร์หรือผนังห้อง ควรเลือกใช้สีที่ดูกลาง ๆ และดูคลาสสิค เช่น สีขาว สีเบจ สีเทา หรือสีที่ดูธรรมชาติเอิร์ธโทนอย่างสีน้ำตาล ที่มีให้เลือกอยู่หลายเฉด แต่อย่าลืมว่าต้องคุมโทนให้เป็นโทนเดียวกันตลอด ไม่เอามายำรวมกันไปเรื่อย ให้เลือกสีหลัก แล้วเพิ่มมิติด้วยการตกแต่งด้วยสีอื่นเข้าไปแทน แบบนี้จะทำให้บ้านดูเป็นธรรมชาติไปในทิศทางเดียวกัน ไม่เกิดความสับสนของโทนสี ไม่รู้สึกขัดหูขัดตา สร้างความน่าอยู่อาศัยมากขึ้นกว่าเดิม


4. น้อยแต่โก้ แต่ฟังก์ชันก็ต้องมา

ไม่ใช่แค่สำหรับการแต่งบ้านในสไตล์มินิมอลนะคะ ไม่ว่าจะสไตล์ไหน ในการเลือกเฟอร์นิเจอร์นั้นต้องพิจารณาถึงฟังก์ชันและการใช้งานควบคู่กันไปกับความสวยงามของเฟอร์นิเจอร์ด้วย แต่ก็ไม่ต้องยึดติดมากไปว่าจะต้องใช้งานได้หลากหลายวัตถุประสงค์ ต้องเป็นเฟอร์นิเจอร์ไซน์สุดล้ำ หัวใจสำคัญก็อย่างทำเราย้ำตลอดเลยคืออยู่ที่การเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ได้ใช้งานจริง และเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกออกมาแบบมาอย่างคำนึงถึงผู้ใช้ และพื้นที่การใช้สอย ไม่กินที่โดนใช่เหตุ ไม่หวือหวาลวดลายเยอะ มีความเป็นโมเดิร์นเรียบๆ นี่คือเสน่ห์ที่จะช่วยเสริมความมินิมอลของบ้านคุณให้เปล่งประกายยิ่งกว่าเคย คำว่าน้อยแต่มากไม่ใช่แค่ทำพูดเก๋ ๆ แต่ต้องแสดงให้เห็นถึงการเข้าใจความเป็นมินิมอลอย่างแท้จริง


5. เลือกไฟและของตกแต่งที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น

มากกว่าที่จะบอกว่าเป็นการเลือกไฟ ต้องพูดว่าการจัดไฟในห้องดีกว่า เพราะการเน้นความเรียบง่ายอาจทำให้ห้องดูไม่ค่อยมีชีวิตชีวา การจัดแสงให้ห้องดูอบอุ่นนั้นมีความสำคัญ ห้องสไตล์มินิมอลควรมีลักษณะที่สว่างไสว มีแสงแดดลอดเข้ามา หน้าต่างควรเป็นแบบเรียบๆ ผ้าม่านไม่มีลวดลาย

ในส่วนของการตกแต่งควรใช้ของตกแต่งน้อยชิ้น แต่ละชิ้นนอกจากจะตกแต่งแล้ว ควรจะได้ใช้งานจริงด้วย ไม่ใช่เอามาวางทิ้งไว้เฉยๆ ของตกแต่งของห้องสไตล์มินิมอลส่วนใหญ่จะเน้นอะไรก็ตามที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น เนื่องจากภาพรวมห้องจะดูเคร่งขรึมอยู่แล้วด้วยการเลือกเฟอร์นิเจอร์ การใช้สีอะไรต่างๆ ที่เน้นเรียบๆ ดีเทลของตกแต่งจริงควรเป็นส่วนที่เพิ่มชีวิตชีวา และความอบอุ่นน่าอยู่

การตกแต่งเพื่อความสวยงามอย่างเดียว ไม่เน้นใช้งานก็ใช้ว่าจะทำไม่ได้ สามารถทำได้ แต่ทำน้อยๆ และเน้นการตกแต่งที่เป็นสีโมโนโทน ไม่ฉูดฉาดละลานตาเกินไป


6. ใช้ Slatted walls เข้ามาช่วยในการตกแต่ง

Slatted walls คือแผ่นไม้ที่มาเรียงต่อๆ กันอาจเป็นบนผนังบ้าน กำแพงบ้าน หรือพื้นผิวของเฟอร์นิเจอร์ก็ได้เช่นกัน นับเป็นลักษณะของการตกแต่งภายในที่เรียบง่ายแต่ดูมีสไตล์เฉพาะตัว คุมโทนได้แบบกำลังพอดี ไม่หวือหวาแต่ก็ไม่ดูธรรมดามากนัก ทำให้ห้องหรือพื้นที่เรียบๆ ดูมีโมเดิร์นขึ้น แต่ไม่ฉูดฉาดหรือยุ่งเหยิงจนเกินไป เป็นอีกความเหนือระดับที่ควรค่ากับการนำมาใช้เป็นแนวทางสำหรับตกแต่งห้องแบบมินิมอล


7. ตกแต่งด้วยสีเขียวของต้นไม้

เป็นที่นิยมอย่างมากกับการปลูกต้นไม้ในบ้าน หากแต่งห้องออกมาดูแล้วเรียบเกินไป อยากจะแต่งห้องด้วยสีเขียวของต้นไม้รับรองว่ายังไงก็ไปกันได้กับสไตล์มินิมอล เพียงแต่ต้องอย่าตกแต่งเยอะเกินไป ต้นไม้ที่เลือกก็ไม่ควรจะฉูดฉาดหรือดูรก อาจจะเป็นต้นกระบองเพชรที่ดูเรียบ ๆ หรือต้นไม้ใบสีเขียวเข้มไม่มีลวดลายหวือหวา ไปจนถึงบรรดาต้นไม้ฟอกอากาศ เช่น ยางอินเดีย ลิ้นมังกร เดหลี เฟิร์นบอสตัน เป็นต้น ซึ่งการมีต้นไม้ในบ้านยังถือเป็นจุดพักสายตาได้อย่างดีหากรู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงาน

จบกันไปแล้วกับ 7 เทคนิคการแต่งบ้านแบบมินิมอล พอจะรู้แนวทางกันแล้วใช่ไหมคะ ว่าหัวใจสำคัญของการแต่งบ้านสไตล์นี้ให้ออกมาเรียบแต่มีสไตล์นั้นต้องทำยังไง รับรองว่าถ้าก้าวสู่ความเป็นมินิมอล นอกจากจะได้ห้องสวยๆ แล้ว ยังทำให้ผ่อนคลาย สบายใจ ไม่ต้องมาเสียสุขภาพจิตกับอะไรที่รกหูรกตาอีกด้วย ถ้าสนใจก็อย่าลืมลองวางแผนดูนะคะว่าต้องซื้ออะไรบ้าง

44
เมื่อจัดฟันเด็กแล้ว โตขึ้นต้องจัดฟันอีกหรือไม่

ในเรื่องอของการเริ่มต้นกิจวัตรประจำวันในการทำความสะอาดช่องปากของลูกเป็นสิ่งสำคัญมาก ผู้ปกครองควรเริ่มต้นแปรงฟันทันทีเมื่อฟันน้ำนมซี่แรกปรากฏขึ้น โดยใช้แปรงสีฟันที่เหมาะสมต่อช่วงอายุ การดูแลอนามัยช่องปากของลูกก็มีความสำคัญมากเช่นเดียวกัน หลังจากฟันน้ำนมซี่แรกขึ้น การแปรงฟันในตอนเช้าและก่อนนอน ถ้าเป็นไปได้ควรแปรงฟันหลังมื้ออาหารด้วย ควรใช้แปรงสีฟันเฉพาะสำหรับเด็กที่มีหัวแปรงขนาดเล็กและขนนุ่มพิเศษ ก่อนที่ฟันจะขึ้นคุณแม่ควรใช้ผ้านุ่มๆเช็ดทำความสะอาดเหงือกถึงแม้ว่าน้ำลายเป็นสิ่งปกป้องฟันตามธรรมชาติ จะมีการผลิตลดลงในช่วงเวลานอนหลับ จึงเป็นช่วงเวลาที่ต้องการการดูแลอนามัยช่องปากมากที่สุด

ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองก็ควรใส่ใจในเรื่องของช่องปากของลูก ตั้งแต่การเลือกใช้ยาสีฟันที่เหมาะสมกับลูกเนื่องจากมีความเสี่ยงที่ลูกของคุณจะกลืนยาสีฟันได้  ฟลูออไรด์จากยาสีฟันที่อยู่ในน้ำลายมีความสำคัญมากในการป้องกันฟันผุ ควรบีบยาสีฟันบางๆ และสอนให้เขารู้จักการทำความสะอาดฟันอย่างถูกต้อง เพื่อที่จะได้ป้องกันการเกิดฟันผุหรือปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต แน่นอนว่า ถ้าหากเราละเลยในการเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟัน อาจจะทำให้เด็กไม่สนใจในเรื่องของช่องปากและฟัน และอาจจะมองว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ นอกจากนี้  ในเรื่องของการรับประทานอาหารของลูกก็มีความสำคัญมากไม่แพ้กัน ควรให้เด็กรับประทานอาหารที่ถูกสัดส่วน จำกัดปริมาณแป้งและน้ำตาลซึ่งจะสร้างกรดแบคทีเรียที่ทำให้เกิดฟันผุ หากต้องรับประมานอาหารเหล่านั้น ควรรับประทานไปพร้อมกับมื้ออาหารหลัก แทนที่จะเป็นอาหารว่าง เนื่องจากน้ำลายที่ถูกผลิตออกมาในปริมาณมากช่วงมื้ออาหารหลักจะช่วยชะล้างการตกค้างของเศษอาหารได้มากกว่า เพียงเท่านี้ก็จะสามารถช่วยให้บุตรหลานของท่านไม่ต้องมีปัญหาในเรื่องของช่องปากและฟัน

แต่ถ้าหากบุตรหลานของท่านมีปัญหาในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟัน และคิดว่าลูกจะต้องเข้ารับการจัดฟันในเด็ก ก็สามารถพาบุตรหลานของท่านเข้ามาพบทันตแพทย์จัดฟันได้ แต่การที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะตัดสินใจให้ลูกเข้ารับการจัดฟัน หลายคนก็คิดหนักและเกิดความสงสัยว่า ถ้าหากพาลูกเข้ารับการจัดฟันในเด็กแล้ว พอโตมาลูกจะต้องเข้ารับการจัดฟันอีกหรือไม่ ซึ่งวันนี้ทางคลินิกของเรามีคำตอบ ก่อนอื่นเราจะมาพูดถึงการจัดฟันในเด็กก่อนว่า สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างหลากหลาย และเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพมาก


หากเราปฏิบัติตัวตำคำแนะนำของทันตแพทย์อย่างเคร่งครัดแน่นอนว่า ฟันสวยของเราจะอยู่กับเราอย่างถาวรแน่นอน  สำหรับการที่เด็กเคยผ่านการจัดฟันในเด็กมาแล้ว เพื่อโตเป็นผู้ใหญ่อาจจะต้องจัดฟันใหม่หรืออาจจะไม่ต้องเข้ารับการจัดฟันอีกครั้งก็ได้ สำหรับเด็กที่จัดฟันใน ระยะการจัดฟันเพื่อป้องกันไม่ให้ความผิดปกติมีมากขึ้นหรือแก้ไขความผิดปกติบางอย่างให้มีน้อยลงหรือหายไป มาก่อน ไม่ได้หมายความว่า โตขึ้นแล้วไม่จำเป็นจะต้องจัดฟันแบบติดแน่น เพราะในเด็กบางราย อาจสามารถแก้ไขปัญหาได้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ต้องจัดฟันอีกตอนโต ในขณะที่บางรายก็จำเป็นที่ต้องรับการรักษาจัดฟันแบบติดแน่นอีกครั้ง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลสุขภาพช่องปากและฟันของเด็ก และพฤติกรรมของเด็กด้วย เพราะฉะนั้น เราจะต้องดูแลสุขภาพช่องปากและฟันของเราให้สะอาดอยู่เสมอ ควรใช้ไหมขัดฟันก่อนแปรงฟัน จะเป็นการขจัดเชื้อโรคไป

ด้วย แล้วจึงแปรงฟันด้วยแปรงขนนุ่ม โดยเลือกขนาดของแปรงให้เหมาะกับช่องปากและฟัน สำหรับยาสีฟันควรมีส่วนผสมของฟลูออไรด์เพื่อป้องกันฟันผุ และแนะนำให้แปรงแห้งคือ บ้วนปาก บีบยาสีฟันแล้วแปรง บ้วนยาสีฟันส่วนเกินออก หลังแปรงไม่ต้องบ้วนปากอีก ก็จะทำให้เด็กมีช่องปากและฟันที่แข็งแรงได้

อย่างไรก็ตาม หากใครสนใจพาบุตรหลานของท่านเข้ารับการจัดฟันในเด็ก ก็สามารถติดต่อขอรับคำแนะนำได้ที่คลินิก เพราะทางเรามีทันตแพทย์ที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน มีความเชี่ยวชาญในด้านทันตกรรมในเด็ก จึงสามารถให้คำปรึกษาได้อย่างถูกต้องมากที่สุด จึงมั่นใจได้ว่า หากเข้ารับกบริการจากทางคลินิก ลูกของคุณจะมีฟันที่สวยงาม มีสุขภาพช่องปากและหันที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

45
คอนโดติดรถไฟฟ้า ไรส์ เจริญนคร ลักซ์ นีโอ คลาสสิค (Rise Charoennakhon Luxe Neo Classic)
เริ่มต้น 7.9 ลบ.

ไรส์ เจริญนคร ลักซ์ นีโอ คลาสสิค (Rise Charoennakhon Luxe Neo Classic)
คอนโดใหม่ใจกลางเมือง "ไรส์ เจริญนคร ลักซ์ นีโอ คลาสสิค" ย่านไอคอน สยาม แนวรถไฟฟ้าสายสีทอง ใกล้ซอยเจริญรัถ 15 และ 20 ห่างจากถนนเจริญนคร ประมาณ 500 เมตร และ ICONSIAM 650 เมตร

 รายละเอียดโครงการ
 ชื่อโครงการ                 ไรส์ เจริญนคร ลักซ์ นีโอ คลาสสิค (Rise Charoennakhon Luxe Neo Classic)
 เจ้าของโครงการ            ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์
 แบรนด์ย่อย                  ไรส์
 ราคา                         เริ่มต้น 7.9 ลบ.

 ราคาเฉลี่ยต่อตร.ม.        โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 ลักษณะทำเล               คอนโดในเมือง, คอนโดใกล้ขนส่งสาธารณะ
 ความสูงคอนโด             High Rise (9 ชั้นขึ้นไป)
 ลักษณะกรรมสิทธิ์         โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 ประเภทห้องที่มี           1 ห้องนอน, 2 ห้องนอน, 3 ห้องนอน, Penthouse
 ขนาดห้องที่มี              ตั้งแต่ 28.00 ถึง 142.00 ตร.ม.
 เนื้อที่ทั้งหมด               1 ไร่ 2 งาน 62 ตร.ว.
 จำนวนตึก                   1 อาคาร
 จำนวนชั้น                   22 ชั้น
 จำนวนห้อง                 170 ยูนิต
 ที่จอดรถทั้งหมด           128 คัน (75%)
 ค่าบำรุงส่วนกลาง          โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 สาธารณูปโภค                 สระว่ายน้ำ, ฟิตเนส, อื่นๆ (Lobby, Mail room, Auto parking, Kid's room, Rooftop Garden), Sky Lounge, Co-Working Space, ห้องประชุม

 สถานที่ใกล้เคียง
 โซน     คลองสาน, เจริญนคร, รัชดา-ท่าพระ, เพชรเกษม
 ที่ตั้ง     ถนนเจริญรัถ แขวงคลองสาน เขตคลองสาน กรุงเทพฯ 10600

 ขนส่งสาธารณะ
รถไฟฟ้า:           ใกล้รถไฟฟ้า, รถไฟฟ้าสายสีทอง, สถานี(กรุงธนบุรี -ประชาธิปก)(คลองสาน)

 สถานที่สำคัญใกล้เคียง
ไอคอนสยาม
ตลาดคลองสานพลาซ่า
โรงเรียนมิตรพลพาณิชยการ
โรงเรียนภาษานุสรณ์ ธนบุรี
โรงเรียนอรุณีวิชาการ
มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาเขตบพิตรพิมุข จักรวรรดิ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา
โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา
โรงพยาบาลตากสิน
โรงพยาบาลมิตรภาพ

46
การสร้างรายได้ จากการขายอาหารตามสั่งตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการความหลากหลาย

การขายอาหารตามสั่งเป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย เนื่องจากตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการความหลากหลาย รวดเร็ว และราคาไม่แพง การขายอาหารตามสั่งถือเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ยอดเยี่ยมซึ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม การเปิดร้านอาหารตามสั่งให้ประสบความสำเร็จนั้นต้องมีการวางแผนและเตรียมตัวอย่างรอบคอบ

ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นธุรกิจขายอาหารเล็กๆ รถเข็นขายอาหาร หรือร้านอาหาร ความสำเร็จในธุรกิจนี้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการที่ดี วัตถุดิบที่มีคุณภาพ และความพึงพอใจของลูกค้า นี่คือแนวทางที่จะช่วยคุณเริ่มต้นได้

1. เลือกสถานที่ที่เหมาะสม
การเลือกทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญในการดึงดูดลูกค้า สถานที่ที่เหมาะสม ได้แก่:

ถนนที่พลุกพล่านหรือใกล้ออฟฟิศที่ผู้คนต้องการอาหารจานด่วน
ตลาดหรือศูนย์อาหารที่มีคนเดินผ่านไปมาเป็นจำนวนมาก
ใกล้โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่นักเรียนหาอาหารราคาประหยัด

2. สร้างเมนูที่เรียบง่ายแต่หลากหลาย
เมนูของคุณควรมีตัวเลือกหลากหลายแต่ต้องสามารถจัดการได้ เน้นที่เมนูยอดนิยม เช่น:

ข้าวผัด (ไก่,หมู,ทะเล)
ผัดกะเพราเนื้อ (Pad Krapao)
ผัดผักรวมเต้าหู้หรือเนื้อสัตว์
ไข่เจียวและไข่ดาวเป็นเครื่องเคียง
การเสนอการปรับแต่ง เช่น เลือกประเภทโปรตีนหรือระดับเครื่องเทศ อาจช่วยเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าได้

3. ใช้วัตถุดิบสดและมีคุณภาพ
ลูกค้าชื่นชอบอาหารที่สดและรสชาติดี เพื่อรักษาคุณภาพ:

แหล่งที่มาของวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์ที่เชื่อถือได้
จัดเก็บผัก เนื้อสัตว์ และเครื่องปรุงรสให้เหมาะสม
เตรียมวัตถุดิบล่วงหน้าเพื่อเร่งให้บริการ

4. กำหนดราคาที่สามารถแข่งขันได้
ราคาของคุณควรยุติธรรมและมีการแข่งขันขึ้นอยู่กับสถานที่และต้นทุนส่วนผสม โปรดพิจารณา:

ขนาดส่วนและคุณภาพของส่วนผสม
ราคาใกล้เคียงกับคู่แข่งใกล้เคียง
นำเสนอชุดอาหารหรือโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้า

5. รับรองบริการที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ความเร็วเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ:

หั่นผักและหมักเนื้อไว้ล่วงหน้า
ฝึกอบรมพนักงาน (ถ้ามี) ให้สามารถจัดการคำสั่งซื้อได้อย่างรวดเร็ว
ใช้ระบบการนับหรือการสั่งซื้อแบบดิจิทัลเพื่อจัดระเบียบคำสั่งซื้อ

6. รักษาความสะอาดและสุขอนามัย
สุขภาพและความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในธุรกิจอาหาร ปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยดังต่อไปนี้:

สวมถุงมือและหมวกคลุมผมขณะทำอาหาร
รักษาภาชนะ โต๊ะ และภาชนะใส่อาหารให้สะอาด
ให้มีการกำจัดขยะอย่างถูกวิธีเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมให้สะอาด

7. ทำการตลาดธุรกิจของคุณ
แม้แต่ร้านขายอาหารเล็กๆ ก็ได้รับประโยชน์จากการตลาด นี่คือแนวคิดบางส่วน:

ใช้โซเชียลมีเดีย (Facebook, Instagram, TikTok) เพื่อโปรโมตรายการพิเศษประจำวัน
เสนอส่วนลดสำหรับลูกค้าประจำ
ร่วมมือกับแอปส่งอาหารเพื่อขยายการเข้าถึง

8. รับฟังคำติชมจากลูกค้า
ความพึงพอใจของลูกค้าช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโต ส่งเสริมการตอบรับโดย:

การถามความเห็นลูกค้า
ปรับแต่งเมนูตามคำขอยอดนิยม
การปรับปรุงบริการตามข้อเสนอแนะ

การขายอาหารตามสั่งสามารถทำกำไรได้หากบริหารจัดการได้ดี การเลือกทำเลที่ตั้งที่ดี การรักษาคุณภาพ และการให้บริการที่เป็นเลิศ จะช่วยให้คุณสร้างฐานลูกค้าที่ภักดีและทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างประสบความสำเร็จ

47
บ้านโครงการใหม่ 2025: เดอะ พาลาซโซ่ กรุงเทพกรีฑา (The Palazzo Krungthep Kreetha)
เริ่มต้น 65 ลบ. - 120 ลบ.

เดอะ พาลาซโซ่ กรุงเทพกรีฑา (The Palazzo Krungthep Kreetha)
เตรียมพบกับบ้านโครงการใหม่จาก เอพี ไทยแลนด์ บนทำเลกรุงเทพกรีฑา เชื่อมต่อพระราม 9 ใกล้สนามบิน เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและโรงเรียนนานาชาติ

รายละเอียดโครงการ
 ชื่อโครงการ                 เดอะ พาลาซโซ่ กรุงเทพกรีฑา (The Palazzo Krungthep Kreetha)
 เจ้าของโครงการ            เอพี (ไทยแลนด์)
 แบรนด์ย่อย                   เดอะ พาลาซโซ่
 ราคา                         เริ่มต้น 65 ลบ. - 120 ลบ.

 ประเภทบ้าน                บ้านเดี่ยว
 ลักษณะทำเล               บ้านใกล้เมือง
 พื้นที่โครงการ             โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 จำนวนบ้าน                โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 แบบบ้านทั้งหมด          โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
  เนื้อที่บ้าน                โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 พื้นที่ใช้สอย               โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 จำนวนชั้น                 โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 หน้ากว้าง                 โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 จำนวนห้องนอน          โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 จำนวนที่จอดรถ          โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 สาธารณูปโภค

สถานที่ใกล้เคียง
 โซน       รามคำแหง, บางกะปิ, เสรีไท
 ที่ตั้ง      ซอยศรีนครินทร์ - ร่มเกล้า 17 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร 10240

 ขนส่งสาธารณะ
ใกล้ทางด่วน (มอเตอร์เวย์ กรุงเทพ-ชลบุรี สายใหม่)
ใกล้ถนนสายหลัก (ถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า, ถนนพระราม 9, ถนนรามคำแหง)
ขนส่งอื่นๆ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

 สถานที่สำคัญใกล้เคียง   โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 ปีที่สร้างเสร็จ              โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ

48
จัดฟันบางนา: การจัดฟันแบบใส ทำอะไรได้บ้าง

การจัดฟันแบบใส ถือว่าเป็นการรักษาทางทันตกรรมอย่างหนึ่งที่มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการรักษาตั้งแต่ขั้นตอนการวางแลผไปจนถึงการรักษาเสร็จสิ้น ซึ่งการจัดฟันแบบใสมีข้อดีและข้อแตกต่างก็คือ เป็นการจัดฟันที่แทบจะไม่สามารถมองเห็นเครื่องมือการจัดฟันและทำให้คนอื่นมองแทบไม่ออกว่า กำลังเข้ารับการจัดฟันอยู่ แถมยังถูกสุขอนามัยด้านทันตกรรม ซึ่งใช้นวัตกรรมเพื่อจัดฟันอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย นอกจากนี้ เครื่องมือการจัดฟันแบบใส ยังเป็นเครื่องมือจัดฟันที่ทำมาจากพลาสติกที่ผิวสัมผัสเรียบ พิเศษกว่าการจัดฟันแบบใส่เหล็กจัดฟัน


นั่นก็คือ เครื่องมือการจัดฟันมีความใสจนแทบมองไม่เห็น สบายกว่าไม่ระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อในปาก สามารถถอดออกง่าย สวมใส่สบาย และสามารถถอดออกได้เวลารับประทานอาหารหรือแปรงฟัน ทั้งนี้ เป็นเครื่องมือที่ถูกออกแบบมาเฉพาะบุคคล โดยการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ช่วยในการผลิตชุดของเครื่องมือจัดฟัน โดยแต่ละชุดจะค่อยๆจัดเรียงฟันของผู้เขารับการจัดฟันให้เคลื่อนไปยังตำแหน่งที่ทันตแพทย์จัดฟันได้กำหนดไว้ในแผนการรักษาอย่างเป็นธรรมชาติ สำหรับใครทีสนใจอยากจะเข้ารับการจัดฟันแบบใส แต่ยังไม่ทราบว่า การจัดฟันแบบใสนั้น มีข้อดีอย่างไร และสามารถช่วยแก้ไขปัญหาฟันในเรื่องใดได้บ้าง

วันนี้ทางคลินิกเราจะมาพูดถึงการจัดฟันแบบใส ที่เป็นนวัตกรรมรูปแบบใหม่ที่นำมาช่วยในการแก้ไขปัญหาฟัน สามารถทำอะไรได้บ้าง ในการเข้ารับการจัดฟันแบบใส สามารถช่วยแก้ไขปัญหาฟันได้อย่างหลากหลายไม่ว่าจะเป็นฟันบนยื่น ฟันล่างยื่น ฟันสบไขว้ หรือแม้กระทั่งฟันห่าง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ที่มีปัญหา ทำให้ไม่สามารถบดเคี้ยวอาหารได้ตามปกติ ทำให้ทำความสะอาดช่องปากและฟันได้ไม่ดีเท่าที่ควร  ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น จะทำให้ผู้ที่มีปัญหาฟัน ยิ่งเกิดปัญหารุนแรงเข้าไปอีก ทั้งปัญหาทางด้านช่องปากและฟัน เนื่องจากทำความสะอาดฟันได้ไม่สะอาด หรือสุขภาพร่างกายที่ไม่สามารถบดเตี้ยวอาหารได้ละเอียด ดังนั้น การเข้ารับการจัดฟันแบบใส จึงเป้นอีกหนึ่งทางออกที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความแม่นยำมาก


เพราะนอกจากจะช่วยแก้ไขปัญหาฟันได้แล้ว  เครื่องมือการจัดฟันแบบใส ยังช่วยทำให้ผู้เข้ารับการรักษาสามารถเห็นผลการรักษาล่วงหน้าได้ และยังสามารถวางแผนการรักษาร่วมกับทันตแพทย์ได้ด้วย ซึ่งในข้อนี้จึงทำให้ผู้เข้ารับการรักษาสามารถออกแบบรอยยิ้มให้ตัวเองได้ ถือว่าตอบโจทย์มากเลยทีเดียว นอกจากนี้ ระยะเวลาในการรักษาของด้วยการจัดฟันแบบใส ยังช่วยให้ผู้เขารับการรักษาเห็นภาพทุกขั้นตอนของการรักษา ทำให้ได้เห็นภาพของระยะเวลาในการรักษาที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ส่วนการจัดฟันแบบสวมใส่เหล็กจัดฟัน อาจจะทำให้ทราบระยะเวลาในการรักษาโดยประมาณในตอนช่วงเริ่มต้นของการรักษาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การเข้ารับการจัดฟันแบบใส ถึงแม้ว่าจะมีผลการรักษาที่แม่นยำ แต่ผู้เข้ารับการรักษาก็ควรมีระเบียบวินัยในการสวมใส่เครื่องมือด้วย เพื่อให้ผลการรักษาเป็นไปตามที่ทันตแพทย์วางไว้

หากใครสนใจเข้ารับการจัดฟันแบบใส สามารถติดต่อขอรับคำแนะนำได้ที่คลินิกเพราะทางเรามีทีมทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการรักษาทางทันตกรรม และมีประสบการณ์ในด้านการจัดฟันมาอย่างยาวนาน จึงสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ ทางคลินิกของเรา ยังได้รับการรับรองสูงสุดจากทาง  Invisalign ให้สามารถให้บริการด้านการจัดฟันแบบใสได้อย่างถูกต้อง และมีมาตรฐานตามหลักสากล จึงมั่นใจได้ว่า เมื่อคุณเข้ารับการรักษาที่ทางคลินิก แน่นอนว่า คุณจะมีฟันที่สวยงามเป็นธรรมชาติ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน

49
มือถือ Samsung ซัมซุง SAMSUNG Galaxy ZFlip 5 (8GB/256GB)
39,900 บาท

ซัมซุง SAMSUNG Galaxy ZFlip 5 (8GB/256GB)

รายละเอียดเบื้องต้น
   ยี่ห้อ-รุ่น               ซัมซุง SAMSUNG Galaxy ZFlip 5 (8GB/256GB)
   ราคากลาง            39,900 บาท
   จำนวนซิม
   แบบดีไซน์          ฝาพับ
   สี                    Black(Graphite), Purple(Lavender), Green(Mint), Other(Cream)
   ความถี่-เครือข่าย      5G
   ขนาด-น้ำหนัก         ยาว 165.1 x กว้าง 71.9 x หนา 6.9 มม., น้ำหนัก 187 กรัม
   ความจุข้อมูลภายใน (ROM)       256 GB
   ความจุข้อมูลภายนอกสูงสุด         -
   แบตเตอรี่ และระบบชาร์จ          ความจุแบตเตอรี่ 3,700 mAh

จอแสดงผล
   ชนิดจอ                 ฝาพับ (FHD+ Dynamic AMOLED 2X)
   ความละเอียด          6.7 นิ้ว, 2,640 x 1,080 px
   รายละเอียดอื่น        กล้องถ่ายรูป
   ขนาด-ความละเอียด           กล้องหลัง (12 Mpx), กล้องหน้า (10 Mpx)
   ความละเอียดของภาพภ่ายสูงสุด
   คุณสมบัติ                             -

ระบบปฏิบัติการ
   หน่วยประมวลผล (CPU)
   หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU)
   หน่วยความจำ (RAM)             8.0 GB
   ระบบเชื่อมต่อภายนอก            -
   ระบบรับส่งข้อความ                -
   การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต          5G

50
ตรวจอาการเบื้องต้นด้วยตนเอง: โรคเหน็บชา/โรคขาดวิตามินบี 1 (Beri-beri)

โรคเหน็บชา หมายถึงอาการเหน็บชาที่เกิดจากภาวะขาดวิตามินบี 1 หรือไทอามีน (thiamine) ซึ่งปัจจุบันพบได้น้อย

โรคนี้อาจพบในผู้ที่กินอาหารที่มีวิตามินบี 1 ไม่เพียงพอ หรือผู้ที่มีความต้องการวิตามินบี 1 มากขึ้น เนื่องจากร่างกายมีการเผาผลาญอาหารเพิ่มขึ้น (เช่น หญิงตั้งครรภ์ หญิงที่ให้นมบุตร เด็กในวัยเจริญเติบโต ผู้ที่ทำงานหนัก ผู้ป่วยที่มีไข้สูง หรือเป็นโรคติดเชื้อ หรือภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน เป็นต้น)

อาจพบในทารกที่มีมารดาเป็นโรคเหน็บชาและกินนมมารดาเพียงอย่างเดียว ผู้ที่นิยมกินอาหารที่มีสารทำลายวิตามินบี 1 ผู้ที่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง เป็นต้น


สาเหตุ

เกิดจากการขาดวิตามินบี 1 ซึ่งอาจมีสาเหตุ ดังนี้

    การกินข้าวขาวที่ขัดสีจากโรงสี และกินเนื้อสัตว์น้อย ทำให้ร่างกายได้รับวิตามินบี 1 ไม่เพียงพอ
    การกินอาหารที่มีสารทำลายวิตามินบี 1 เช่น ชา เมี่ยง หมากพลู สีเสียด ปลาร้า เป็นต้น
    ภาวะที่ร่างกายมีการเผาผลาญอาหารเพิ่มขึ้น ซึ่งมีความต้องการวิตามินบี 1 สูงขึ้น เช่น หญิงตั้งครรภ์ หญิงที่ให้นมบุตร เด็กในวัยเจริญเติบโต ผู้ที่ทำงานหนัก (เช่น กรรมกร ชาวนา) ผู้ป่วยที่มีไข้สูง หรือเป็นโรคติดเชื้อ หรือภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน เป็นต้น
    โรคตับเรื้อรัง (เช่น ตับแข็ง) ก็อาจเป็นโรคนี้ได้ เพราะตับไม่สามารถนำวิตามินบี 1 ไปใช้ประโยชน์ได้
    โรคพิษสุราเรื้อรังก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ง่าย เนื่องจากกินวิตามินบี 1 ไม่เพียงพอ ร่วมกับการดูดซึมของลำไส้ไม่ดี และตับทำงานได้ไม่ดี (ตับแข็ง)

อาการ

ในทารก มักจะมีอาการระหว่างอายุ 2-6 เดือน (พบในทารกที่กินนมมารดา และมารดากินอาหารที่ขาดวิตามินบี 1 หรืออดของแสลง หรือมารดาเป็นโรคเหน็บชา) เด็กจะมีอาการร้องเสียงแหบหรือไม่มีเสียง ซึม หอบเหนื่อย ตัวเขียว ขาบวม

บางรายอาจมีอาการตากระตุก (nystagmus) หนังตาตก ชัก หรือหมดสติ

ถ้าหากไม่ได้รับการรักษา อาจตายได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

ในเด็กโตและผู้ใหญ่ ในระยะเริ่มแรก หรืออาการขนาดอ่อน ๆ ผู้ป่วยจะรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร ท้องผูก ท้องอืดเฟ้อ ความจำเสื่อม รู้สึกชา แต่ตรวจร่างกายไม่พบสิ่งผิดปกติ

ถ้าเป็นมากขึ้น จะรู้สึกชาตามมือและเท้า อาจมีอาการปวดแสบและเสียวเหมือนถูกมดกัด โดยมากจะเป็นพร้อมกันทั้ง 2 ข้าง ผู้ป่วยจะเป็นตะคริว ปวดเจ็บที่กล้ามเนื้อน่อง แขนขาไม่มีแรง ถ้าเป็นมาก ๆ อาจมีอาการเป็นอัมพาต

ในรายที่เกิดจากโรคพิษสุราเรื้อรัง ผู้ป่วยจะมีอาการตาเหล่ ตาเข (เนื่องจากกล้ามเนื้อเคลื่อนไหวลูกตาเป็นอัมพาต) เดินเซ (ataxia) มีความผิดปกติทางจิต (เช่น ภาวะซึมเศร้า) อาจหมดสติถึงตายได้


ภาวะแทรกซ้อน

กล้ามเนื้ออ่อนแรง ภาวะหัวใจวาย ความจำเสื่อม ภาวะซึมเศร้า หากไม่ได้รับการรักษา อาจมีอาการรุนแรงถึงเสียชีวิตได้


การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการและสิ่งตรวจพบ ดังนี้

ในทารก อาจตรวจพบอาการหอบเหนื่อย ตัวเขียว ขาบวม ตากระตุก หนังตาตก รีเฟล็กซ์ของข้อน้อยกว่าปกติหรือไม่มีเลย และอาจตรวจพบภาวะหัวใจวาย (เช่น ตับโต ชีพจรเต้นมากกว่า 130 ครั้ง/นาที บวม ใช้เครื่องฟังตรวจปอดมีเสียงกรอบแกรบ)

ในเด็กโตและผู้ใหญ่ อาจตรวจพบอาการแขนขาชา ไม่มีแรง (ทดสอบโดยให้ผู้ป่วยนั่งยอง ๆ ผู้ป่วยจะลุกขึ้นไม่ได้) หรือเป็นอัมพาต รีเฟล็กซ์ของข้อในระยะแรกอาจไวกว่าปกติ แต่ในระยะหลังอาจน้อยกว่าปกติหรือไม่มีเลย

ในรายที่เป็นรุนแรงจะมีภาวะหัวใจวายร่วมด้วย เช่น เท้าบวม หอบเหนื่อย นอนราบไม่ได้ ชีพจรเต้นเร็ว ตับโต ใช้เครื่องฟังตรวจปอดมีเสียงกรอบแกรบ (crepitation) เป็นต้น

ถ้าจำเป็น แพทย์จะทำการตรวจระดับวิตามินบี 1 ในเลือด

การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การดูแลรักษา ดังนี้

1. ให้วิตามินบี 1 โดยการกินหรือฉีด

2. ในรายที่สงสัยมีภาวะหัวใจวาย จะรับตัวไว้ในโรงพยาบาล ให้ฉีดวิตามินบี 1 ยาขับปัสสาวะ อาจต้องเอกซเรย์ ตรวจเลือด และตรวจพิเศษอื่น ๆ ถ้าจำเป็น แล้วให้วิตามินบี 1 และให้การรักษาแบบภาวะหัวใจวาย


การดูแลตนเอง

หากสงสัย เช่น มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร ท้องผูก ท้องอืดเฟ้อ ความจำเสื่อม รู้สึกชาตามมือและเท้า แขนขาไม่มีแรง กล้ามเนื้อเป็นตะคริว เท้าบวม เดินเซ เป็นต้น ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคเหน็บชา ควรดูแลตนเอง ดังนี้

    รักษา กินยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ 
    ติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด


ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    ดูแลรักษาแล้วอาการไม่ทุเลา 
    ขาดยาหรือยาหาย
    กินยาแล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม ปวดท้อง ท้องเดิน คลื่นไส้ อาเจียน จุดแดงจ้ำเขียว หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ

การป้องกัน

1. กินอาหารที่มีวิตามินบี 1 สูง เช่น เนื้อสัตว์ ถั่วต่าง ๆ ไข่แดง ตับ ไต เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหญิงตั้งครรภ์ หญิงที่มีลูกอ่อน คนที่ทำงานหนัก

2. ส่งเสริมให้กินข้าวซ้อมมือหรือข้าวกล้องแทนข้าวขาวที่ขัดสีจากโรงสี เพราะมีวิตามินบี 1 สูง และส่งเสริมการหุงข้าวแบบไม่เช็ดน้ำ

3. ลดการกินอาหารที่มีสารทำลายวิตามินบี 1 เช่น ชา เมี่ยง หมากพลู สีเสียด ปลาร้า เป็นต้น ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรทำปลาร้าให้สุกเสียก่อนเพื่อทำลายสารดังกล่าว หรือให้ดื่มน้ำชา เคี้ยวใบเมี่ยงหรือหมากพลูระหว่างมื้ออาหาร อย่าเสพหลังอาหารทันที

ข้อแนะนำ

1.  โรคนี้อาจพบในชายฉกรรจ์ที่ร่างกายบึกบึน ซึ่งกินข้าวได้มาก ๆ แต่กินอาหารที่มีวิตามินบี 1 น้อย

ดังนั้น ถ้าพบอาการที่ชวนสงสัยว่าเป็นโรคเหน็บชา ควรปรึกษาแพทย์

2.  อาการชาปลายมือปลายเท้า นอกจากเกิดจากการขาดวิตามินบี 1 (ซึ่งปัจจุบันพบได้น้อยลงมาก) ยังอาจเกิดจากโรคเบาหวาน ปลายประสาทอักเสบ และสาเหตุอื่น ๆ (ตรวจสาเหตุของอาการชาเพิ่มเติม)

ดังนั้น ผู้ที่มีอาการชาปลายมือปลายเท้า หรือผู้ที่สงสัยเป็นโรคเหน็บชาซึ่งกินยาวิตามินบี 1 แล้วไม่ทุเลา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 ... 16