ThaiFranchiseCenter Webboard

ThaiFranchiseCenter Webboard - Info Center

* สมัครสมาชิกเว็บบอร์ด ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ฟรี! *
หน้าแรก | เปิดร้านค้าฟรี! | โปรโมชั่นแฟรนไชส์ | ร้านหนังสือออนไลน์ | สนใจลงโฆษณา

ทางเว็บไซต์ ThaiFranchiseCenter.com ไม่มีส่วนรับผิดชอบกับข้อความต่างๆในเว็บบอร์ดแต่อย่างใด
    ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ-ขาย-เช่า-เซ้ง หรือ อื่นๆ (ผู้ซื้อ หรือ ผู้ขาย กรุณาใช้วิจารณญาณในการติดต่อทางธุรกิจ)


NIST Framework คือสิ่งสำคัญที่องค์กรขาดไม่ได้ในยุค Cyber Risk

NIST Framework คืออะไร? เข้าใจกรอบคิดเบื้องหลัง Cybersecurity

NIST Framework คือกรอบแนวทางที่ช่วยองค์กรบริหารจัดการความเสี่ยงด้าน Cybersecurity โดย NIST Cybersecurity Framework แบ่งการทำงานเป็น 6 ฟังก์ชันหลัก ได้แก่ Govern, Identify, Protect, Detect, Respond และ Recover ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การกำกับดูแลและทำความเข้าใจความเสี่ยง ไปจนถึงการป้องกัน ตรวจจับ รับมือ และฟื้นฟูจากเหตุการณ์ด้านความปลอดภัย แนวทางตามมาตรฐาน NIST เป็น Framework ที่ใช้ Approach ยืดหยุ่นและปรับตามบริบทองค์กร ไม่ได้กำหนดว่าทุกองค์กรต้องใช้เครื่องมือหรือวิธีเดียวกัน จึงสามารถนำมาตรฐาน NIST ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับความเสี่ยงและเป้าหมายของแต่ละองค์กรได้

พาเจาะลึกว่าความสำคัญของ NIST Framework คืออะไรสำหรับองค์กร

แม้องค์กรจะมีทั้ง Security Tools, Policy และมาตรการป้องกันอยู่แล้ว แต่การดูแล Cybersecurity แบบแยกส่วนอาจทำให้มองไม่เห็นว่าจุดไหนยังมีช่องว่าง ความเสี่ยงใดควรได้รับการจัดการก่อน หรือมาตรการที่มีอยู่ตอบโจทย์ความเสี่ยงของธุรกิจมากน้อยแค่ไหน มาตรฐาน NIST หรือ NIST Cybersecurity Framework จึงเข้ามาช่วยจัดกรอบการมอง Cybersecurity ให้เป็นระบบเดียวกัน ตั้งแต่การประเมินสถานะปัจจุบัน การกำหนดเป้าหมาย ไปจนถึงการวางแนวทางพัฒนาและติดตามผล โดยมีความสำคัญต่อองค์กรในหลายด้านดังนี้

1. ช่วยให้องค์กรมองเห็นช่องว่างด้าน Cybersecurity

การมีมาตรการรักษาความปลอดภัยหลายรายการไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะครอบคลุมความเสี่ยงได้ครบทุกด้าน NIST Cybersecurity Framework ช่วยให้องค์กรนำสิ่งที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันมาเปรียบเทียบกับผลลัพธ์ด้าน Cybersecurity ที่ต้องการผ่านแนวคิดของ Current Profile และ Target Profile ทำให้เห็นช่องว่างระหว่าง “สิ่งที่มีอยู่” กับ “สิ่งที่ควรเป็น” ได้ชัดขึ้น และสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปกำหนดแนวทางปรับปรุงในส่วนที่ยังขาดได้อย่างมีทิศทาง

2. ช่วยจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง

ด้วยทรัพยากรและงบประมาณที่มีจำกัด องค์กรไม่สามารถแก้ไขทุกความเสี่ยงได้พร้อมกัน มาตรฐาน NIST จึงเข้ามาช่วยประเมินระดับความรุนแรงและโอกาสที่จะเกิดผลกระทบ เพื่อให้ทีมงานนำข้อมูลมาจัดลำดับความสำคัญในการรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้องค์กรสามารถทุ่มเททรัพยากรไปจัดการกับจุดที่มีความเสี่ยงสูงสุดก่อนได้อย่างคุ้มค่า

3. เชื่อม Cybersecurity เข้ากับการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร

เดิมทีเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์มักถูกมองเป็นเพียงหน้าที่ของฝ่าย IT แต่ NIST Cybersecurity Framework ช่วยยกระดับให้เรื่องดังกล่าวกลายเป็นส่วนหนึ่งของความเสี่ยงทางธุรกิจ (Enterprise Risk) ทำให้ผู้บริหารระดับสูงสามารถมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างความเสี่ยงทางไซเบอร์กับเป้าหมายทางธุรกิจ และตัดสินใจลงทุนด้าน Security ได้อย่างสอดคล้องกับทิศทางองค์กร

4. สร้างกรอบกลางให้ทีมต่าง ๆ สื่อสารเรื่อง Cybersecurity ร่วมกัน

ภาษาทางเทคนิคด้านความปลอดภัยไซเบอร์มักเข้าใจได้ยากสำหรับฝ่ายอื่น ๆ การนำ NIST Cybersecurity Framework เข้ามาใช้จะช่วยสร้างภาษากลาง (Common Language) ที่ทำให้ฝ่าย IT, ทีมบริหาร, Legal และฝ่ายปฏิบัติการ เข้าใจภาพรวม ศัพท์ทางเทคนิค และเป้าหมายด้านความมั่นคงปลอดภัยในทิศทางเดียวกัน ลดความสับสนในการประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพ

5. ช่วยติดตามและยกระดับความพร้อมด้าน Cybersecurity อย่างต่อเนื่อง

การประเมิน Cybersecurity เพียงครั้งเดียวอาจไม่สะท้อนความพร้อมขององค์กรในระยะยาว เพราะความเสี่ยง ระบบ และเป้าหมายทางธุรกิจสามารถเปลี่ยนแปลงได้  มาตรฐาน NIST จึงสามารถนำมาใช้ร่วมกับ Profiles และ Tiers เพื่อกำหนดสถานะปัจจุบัน เป้าหมาย และติดตามพัฒนาการของแนวทางบริหารความเสี่ยงได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้องค์กรสามารถทบทวนสิ่งที่ดำเนินการไปแล้วและปรับแนวทางให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ในภาพรวม NIST Framework คือ ทางออกสำคัญในการสร้างรากฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนสำหรับทุกองค์กร เพราะ NIST Cybersecurity Framework ไม่เพียงแต่ช่วยปิดช่องโหว่และจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงอย่างเป็นระบบเท่านั้น แต่ NIST Framework ยังเป็นสะพานเชื่อมการทำงานระหว่างฝ่าย IT กับผู้บริหารให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน การเริ่มต้นปรับใช้มาตรฐาน NIST ตั้งแต่วันนี้จึงนับเป็นการสร้างความพร้อมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงในอนาคต