ThaiFranchiseCenter Webboard

ThaiFranchiseCenter Webboard - Info Center

* สมัครสมาชิกเว็บบอร์ด ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ฟรี! *
หน้าแรก | เปิดร้านค้าฟรี! | โปรโมชั่นแฟรนไชส์ | ร้านหนังสือออนไลน์ | สนใจลงโฆษณา

ทางเว็บไซต์ ThaiFranchiseCenter.com ไม่มีส่วนรับผิดชอบกับข้อความต่างๆในเว็บบอร์ดแต่อย่างใด
    ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ-ขาย-เช่า-เซ้ง หรือ อื่นๆ (ผู้ซื้อ หรือ ผู้ขาย กรุณาใช้วิจารณญาณในการติดต่อทางธุรกิจ)


เตรียมร้านอาหารอย่างไรให้ขอสินเชื่อผ่านง่ายขึ้น



เมื่อเจ้าของกิจการเริ่มมองหาสินเชื่อไม่มีหลักประกันหรือสินเชื่อเพื่อธุรกิจ มักได้รับตัวเลือกมากกว่าหนึ่งแบบ เช่น วงเงิน 500,000 บาท ผ่อน 24 เดือน วงเงิน 800,000 บาท ผ่อน 36 เดือน หรือวงเงิน 1,000,000 บาท ผ่อน 60 เดือน แต่ละทางเลือกมีทั้งข้อดีและความเสี่ยงแตกต่างกัน

ปัญหาคือผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งเลือกจากตัวเลขที่มองเห็นง่ายที่สุด ได้แก่ วงเงินสูงสุดหรือค่างวดต่อเดือนต่ำสุด โดยยังไม่ได้ตรวจว่า หลังจ่ายค่างวดแล้วธุรกิจจะเหลือเงินทุนหมุนเวียนพอหรือไม่ หากยอดขายลดลงหนึ่งเดือนจะยังชำระไหวหรือเปล่า และระยะเวลาผ่อนที่ยาวขึ้นทำให้กิจการต้องแบกภาระนานเกินความจำเป็นหรือไม่

การเปรียบเทียบหลายวงเงินและหลายแผนผ่อนที่ถูกต้อง จึงไม่ใช่การหาว่าแผนใดให้เงินมากที่สุด แต่คือการหาจุดสมดุลระหว่างเงินที่ธุรกิจจำเป็นต้องใช้ ค่างวดที่กระแสเงินสดรองรับได้ และเงินสำรองที่ควรเหลือสำหรับดำเนินกิจการต่อไป

โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการสินเชื่อsmeไม่มีหลักทรัพย์2569 การเปรียบเทียบให้รอบด้านยิ่งมีความสำคัญ เพราะวงเงินกลุ่มนี้มักพิจารณาจากรายได้ กระแสเงินสด ภาระหนี้ และความสามารถในการชำระคืนเป็นหลัก หากเลือกรับภาระสูงเกินกำลัง สินเชื่อที่ควรช่วยเสริมธุรกิจอาจกลายเป็นสาเหตุให้เงินสดตึงตัวในภายหลัง

## เริ่มจากกำหนดว่าเงินที่จำเป็นต้องใช้จริงคือเท่าไร

ก่อนเปรียบเทียบแผนผ่อน เจ้าของกิจการควรแยกให้ออกระหว่าง “วงเงินที่อยากได้” กับ “วงเงินที่ต้องใช้จริง” เพราะวงเงินที่สูงกว่าไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับธุรกิจมากกว่าเสมอไป

ตัวอย่างเช่น กิจการต้องใช้เงินซื้อสินค้า 350,000 บาท จ่ายค่าปรับปรุงระบบ 150,000 บาท และสำรองค่าใช้จ่ายระหว่างรอเก็บเงินลูกค้าอีก 100,000 บาท เท่ากับมีความจำเป็นประมาณ 600,000 บาท หากยื่นขอ 1,000,000 บาทเพียงเพราะเห็นว่าอาจได้รับวงเงินสูงสุด ธุรกิจจะต้องรับต้นทุนและภาระผ่อนจากเงินส่วนที่ยังไม่มีแผนใช้ชัดเจน

ในทางกลับกัน หากขอเพียง 400,000 บาทเพื่อให้ค่างวดดูเบา เงินอาจไม่พอทำโครงการให้เสร็จ ส่งผลให้ต้องหาแหล่งเงินเพิ่มระหว่างทาง หรือดึงเงินทุนหมุนเวียนประจำมาใช้จนกระทบการดำเนินงาน

แนวทางที่เหมาะสมคือกำหนดวงเงินตั้งต้นจากรายการใช้เงินจริง แล้วทดลองเปรียบเทียบวงเงินที่ใกล้เคียงกัน เช่น 500,000 บาท 600,000 บาท และ 700,000 บาท เพื่อดูว่าการเพิ่มหรือลดวงเงินส่งผลต่อค่างวดและเงินคงเหลือของกิจการเพียงใด

## อย่าเปรียบเทียบค่างวดโดยไม่ใส่ภาระหนี้เดิม

กิจการบางแห่งเห็นว่าค่างวดใหม่เดือนละ 25,000 บาทไม่สูงมาก จึงสรุปว่าน่าจะผ่อนไหว แต่ในความเป็นจริง ธุรกิจอาจมีค่างวดรถ 20,000 บาท สินเชื่อเดิม 15,000 บาท และวงเงินระยะสั้นอีก 10,000 บาท เมื่อรวมทั้งหมดแล้ว ภาระหนี้ต่อเดือนอาจสูงถึง 70,000 บาท

การเปรียบเทียบหลายแผนผ่อนจึงต้องใส่ภาระเดิมทั้งหมดไว้ในฐานเดียวกัน ไม่ควรคำนวณเฉพาะสินเชื่อเงินกู้ก้อนใหม่ เพราะเงินที่นำไปชำระหนี้ทุกก้อนออกจากกระแสเงินสดชุดเดียวกัน

หากแผน A มีค่างวดใหม่ 30,000 บาท และแผน B มีค่างวด 24,000 บาท ความแตกต่าง 6,000 บาทอาจดูไม่มาก แต่เมื่อรวมภาระเดิมแล้ว แผน A อาจทำให้เงินคงเหลือต่ำกว่าเงินสำรองขั้นต่ำ ขณะที่แผน B ยังเหลือพื้นที่รองรับเหตุฉุกเฉิน

ดังนั้น ก่อนเลือกแผน ควรรวบรวมค่างวดของบริษัทและภาระที่เกี่ยวข้องกับเจ้าของกิจการให้ครบ เพื่อให้เห็นภาพว่าแผนใดเพิ่มแรงกดดันต่อกระแสเงินสดมากที่สุด

## เปรียบเทียบจากเงินที่เหลือหลังหักภาระทั้งหมด

ตัวเลขสำคัญที่สุดไม่ใช่ค่างวด แต่คือเงินที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายประจำ ภาระหนี้เดิม และค่างวดใหม่แล้ว

สมมติว่าธุรกิจมีรายรับเฉลี่ย 500,000 บาทต่อเดือน มีค่าใช้จ่ายดำเนินงาน 310,000 บาท และภาระหนี้เดิม 40,000 บาท ก่อนรับสินเชื่อใหม่จึงเหลือเงินประมาณ 150,000 บาท

หากเลือกแผนที่หนึ่ง ค่างวดใหม่ 35,000 บาท ธุรกิจจะเหลือประมาณ 115,000 บาท แต่ถ้าเลือกแผนที่สอง ค่างวด 55,000 บาท จะเหลือประมาณ 95,000 บาท ความแตกต่างไม่ได้อยู่เพียง 20,000 บาท แต่ต้องพิจารณาว่าเงินที่เหลือเพียงพอสำหรับซื้อสินค้า จ่ายภาษี รับงานใหม่ และรองรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินหรือไม่

กิจการควรกำหนดเงินสำรองขั้นต่ำที่ต้องการเหลือไว้ในแต่ละเดือน เช่น 80,000 บาท หรือเทียบเท่าค่าใช้จ่ายจำเป็นหนึ่งรอบธุรกิจ หากแผนใดทำให้เงินคงเหลือต่ำกว่าระดับนี้ แม้ยังไม่ติดลบ ก็อาจถือว่าเริ่มตึงและควรพิจารณาปรับวงเงินหรือระยะเวลาผ่อน

## เปรียบเทียบทั้งเดือนปกติและเดือนที่รายได้ต่ำ

การใช้รายรับเฉลี่ยเพียงตัวเลขเดียวอาจทำให้เห็นภาพดีเกินจริง โดยเฉพาะกิจการที่มียอดขายตามฤดูกาล รายได้ขึ้นลงตามโครงการ หรือมีลูกค้ารายใหญ่ชำระเงินเป็นรอบ

หากเดือนปกติมีรายรับ 500,000 บาท แต่เดือนที่ยอดขายต่ำเหลือเพียง 380,000 บาท ควรนำทั้งสองตัวเลขมาทดลองกับทุกแผนผ่อน

บางแผนอาจดูสบายในเดือนปกติ แต่เมื่อใส่รายได้เดือนต่ำแล้ว เงินคงเหลืออาจเกือบเป็นศูนย์หรือกลายเป็นติดลบ หากเกิดขึ้นเพียงหนึ่งเดือน ธุรกิจอาจต้องใช้วงเงินหมุนเวียนเพิ่มเพื่อนำมาจ่ายค่างวด ซึ่งทำให้ภาระหนี้เริ่มซ้อนกัน

แผนที่เหมาะจึงไม่ควรผ่านเฉพาะสถานการณ์ดีที่สุด แต่ควรทำให้กิจการยังรับมือได้ในเดือนที่ยอดขายลดลงด้วย แม้อาจเหลือเงินน้อยกว่าเดือนปกติ แต่ไม่ควรกระทบค่าใช้จ่ายจำเป็นหรือทำให้ต้องหาเงินกู้ใหม่มาชำระหนี้เดิม

## วงเงินสูงขึ้นอาจคุ้ม หากช่วยสร้างรายได้เพิ่มอย่างชัดเจน

ไม่ควรสรุปว่าวงเงินต่ำที่สุดดีที่สุดเสมอไป เพราะบางโครงการต้องใช้เงินครบจำนวนจึงจะสร้างผลตอบแทนได้ ตัวอย่างเช่น การซื้อเครื่องจักรมูลค่า 800,000 บาทอาจช่วยเพิ่มกำลังผลิตและรับคำสั่งซื้อใหม่ แต่หากขอเพียง 500,000 บาท เครื่องจักรอาจยังติดตั้งไม่ได้และเงินที่กู้มาก็ยังไม่สร้างรายได้

ในกรณีนี้ ควรเปรียบเทียบว่าแผนวงเงินสูงขึ้นมีค่างวดเพิ่มเท่าไร และการลงทุนจะสร้างเงินสดเพิ่มพอชดเชยค่างวดหรือไม่

หากวงเงินเพิ่มขึ้น 300,000 บาท ทำให้ค่างวดเพิ่มเดือนละ 9,000 บาท แต่เครื่องจักรช่วยเพิ่มกระแสเงินสดสุทธิเดือนละ 30,000 บาท แผนวงเงินสูงอาจมีเหตุผลมากกว่า อย่างไรก็ตาม ตัวเลขรายได้เพิ่มควรมีหลักฐานรองรับ เช่น คำสั่งซื้อ กำลังการผลิตเดิมที่เต็ม หรือข้อมูลลูกค้าที่รอรับสินค้า ไม่ควรตั้งจากความหวังเพียงอย่างเดียว

## ระยะเวลาผ่อนยาวช่วยลดค่างวด แต่ไม่ได้ลดความเสี่ยงทุกด้าน

เมื่อเปรียบเทียบหลายแผนผ่อน ผู้ประกอบการมักเห็นว่า การยืดระยะเวลาผ่อนทำให้ค่างวดลดลงและเงินคงเหลือต่อเดือนเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสภาพคล่องในระยะสั้น

แต่ระยะเวลาที่ยาวขึ้นหมายถึงกิจการต้องมีภาระต่อเนื่องนานขึ้น และโดยทั่วไปอาจมีต้นทุนรวมสูงขึ้น จึงต้องตรวจว่าวัตถุประสงค์การใช้เงินเหมาะกับระยะเวลาผ่อนหรือไม่

หากเป็นการซื้อเครื่องจักร รถ หรืออุปกรณ์ที่สร้างรายได้หลายปี การผ่อนระยะกลางหรือระยะยาวอาจสอดคล้องกับอายุการใช้งาน แต่ถ้าเป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อซื้อสินค้าหรือรองรับออเดอร์ระยะสั้น การนำไปผ่อนนานหลายปีอาจทำให้ธุรกิจจ่ายหนี้นานกว่ารอบที่เงินสร้างประโยชน์

การเลือกแผนจึงต้องดูทั้งความเบาของค่างวดและความสัมพันธ์ระหว่างอายุหนี้กับการใช้เงิน ไม่ควรยืดระยะเวลาผ่อนเพียงเพื่อให้ผ่านเกณฑ์กระแสเงินสดในวันนี้

## เปรียบเทียบหลายแผนด้วยข้อมูลชุดเดียวกัน

เพื่อให้ผลเปรียบเทียบยุติธรรม ควรใช้รายได้ ค่าใช้จ่าย ภาระหนี้เดิม และเงินสำรองขั้นต่ำชุดเดียวกัน แล้วเปลี่ยนเฉพาะวงเงินหรือค่างวดใหม่ในแต่ละครั้ง

ตัวอย่างเช่น ทดลองแผนดังนี้

แผนแรก วงเงิน 500,000 บาท ค่างวดประมาณ 18,000 บาท
แผนที่สอง วงเงิน 700,000 บาท ค่างวดประมาณ 25,000 บาท
แผนที่สาม วงเงิน 900,000 บาท ค่างวดประมาณ 32,000 บาท

จากนั้นดูว่าแต่ละแผนทำให้เงินคงเหลือในเดือนปกติและเดือนแย่ต่างกันเท่าไร แผนใดยังรักษาเงินสำรองขั้นต่ำได้ และแผนใดเริ่มทำให้ธุรกิจอยู่ในระดับตึง

ไม่ควรเปลี่ยนสมมติฐานรายได้ให้สูงขึ้นตามวงเงินที่อยากได้ หากรายได้ใหม่ยังไม่มีหลักฐาน เพราะจะทำให้แผนวงเงินสูงดูปลอดภัยเกินความจริง

## สินเชื่อไม่มีหลักประกันต้องระวังค่างวดที่กดกระแสเงินสด

สินเชื่อไม่มีหลักประกันมีข้อดีคือผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องนำที่ดินหรืออาคารมาค้ำ แต่การพิจารณามักให้น้ำหนักกับรายได้ Statement ภาระหนี้ และความสามารถในการชำระคืนมากขึ้น

ผู้ประกอบการที่กำลังมองหาสินเชื่ออนุมัติง่ายจึงไม่ควรเลือกจากวงเงินโฆษณาสูงสุดเพียงอย่างเดียว เพราะวงเงินจริงและเงื่อนไขขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของแต่ละกิจการ อีกทั้งสินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์รองรับอาจมีโครงสร้างต้นทุนหรือระยะเวลาผ่อนต่างจากสินเชื่อแบบมีหลักประกัน

ก่อนรับข้อเสนอควรทดลองค่างวดในระดับที่สูงกว่าคาดเล็กน้อย เพื่อเผื่อความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม หรือวงเงินสุทธิ หากธุรกิจจะผ่อนไหวเฉพาะในกรณีที่ได้เงื่อนไขดีที่สุด แสดงว่าแผนดังกล่าวมีพื้นที่กันพลาดน้อยเกินไป

## ข่าวสินเชื่อ SME ปี 2569 ยิ่งทำให้การเปรียบเทียบมีความสำคัญ

ในปี 2569 สถาบันการเงินยังระมัดระวังการให้สินเชื่อแก่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังคงหดตัว ผู้ประกอบการจึงควรเตรียมข้อมูลให้เห็นว่า วงเงินที่ขอสัมพันธ์กับรายได้และความสามารถในการผ่อนจริง

บริบทเช่นนี้ทำให้การเปรียบเทียบหลายวงเงินไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะต่อการตัดสินใจของเจ้าของกิจการ แต่ยังช่วยให้คำขอสินเชื่อเพื่อธุรกิจมีเหตุผลมากขึ้น เพราะสามารถอธิบายได้ว่าได้ทดลองหลายแผนแล้ว และเลือกวงเงินที่ยังรักษาเงินทุนหมุนเวียนกับเงินสำรองของกิจการไว้ได้

แทนที่จะขอเพดานสูงสุด ผู้ประกอบการสามารถนำเสนอว่าต้องการวงเงินตามต้นทุนโครงการ มีแหล่งชำระคืนชัดเจน และในเดือนที่รายได้ต่ำยังไม่เกิดภาวะเงินสดติดลบ วิธีนี้ไม่ได้รับประกันการอนุมัติ แต่ช่วยให้แผนการเงินมีความน่าเชื่อถือมากกว่าเดิม

## สรุป: แผนที่ดีที่สุดไม่ใช่วงเงินสูงสุดหรือค่างวดต่ำสุด

การเปรียบเทียบหลายวงเงินและหลายแผนผ่อนควรดูพร้อมกันอย่างน้อย 5 เรื่อง ได้แก่ เงินที่ต้องใช้จริง ค่างวดใหม่ ภาระหนี้เดิม เงินคงเหลือหลังหักค่าใช้จ่าย และผลลัพธ์ในเดือนที่รายได้ต่ำ

แผนที่เหมาะสมคือแผนที่ให้เงินเพียงพอกับวัตถุประสงค์ มีค่างวดที่กิจการรองรับได้ และยังเหลือเงินทุนหมุนเวียนกับเงินสำรองหลังจ่ายภาระทั้งหมด ไม่ใช่แผนที่ให้วงเงินมากที่สุด หรือทำให้ค่างวดต่ำด้วยการยืดหนี้ออกไปนานที่สุด

สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังพิจารณาสินเชื่อไม่มีหลักประกัน สินเชื่อเพื่อธุรกิจ สินเชื่ออนุมัติง่าย เงินทุน เงินทุนหมุนเวียน สินเชื่อเงินกู้ หรือกู้smeไม่ใช้หลักประกัน ควรทดลองทุกทางเลือกด้วยข้อมูลกระแสเงินสดจริงก่อนรับภาระ

หากต้องการเปรียบเทียบหลายวงเงิน หลายค่างวด และตรวจว่าหลังรับภาระใหม่แล้วธุรกิจยังเหลือเงินหมุนเพียงพอหรือไม่ สามารถทดลองใช้เครื่องมือในบทความหลักเรื่อง เครื่องคำนวณภาระผ่อนต่อเดือนเทียบกระแสเงินสด เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นก่อนยื่นขอสินเชื่อจริง