ThaiFranchiseCenter Webboard

ThaiFranchiseCenter Webboard - Info Center

* สมัครสมาชิกเว็บบอร์ด ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ฟรี! *
หน้าแรก | เปิดร้านค้าฟรี! | โปรโมชั่นแฟรนไชส์ | ร้านหนังสือออนไลน์ | สนใจลงโฆษณา

ทางเว็บไซต์ ThaiFranchiseCenter.com ไม่มีส่วนรับผิดชอบกับข้อความต่างๆในเว็บบอร์ดแต่อย่างใด
    ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ-ขาย-เช่า-เซ้ง หรือ อื่นๆ (ผู้ซื้อ หรือ ผู้ขาย กรุณาใช้วิจารณญาณในการติดต่อทางธุรกิจ)


แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - เล็กสัญชัย

หน้า: [1] 2
1
           ทำไมจึงผุดศูนย์การค้านอกเมืองหรือในพื้นที่ชานเมืองกันใหญ่ ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) ในฐานะผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนักวิจัยด้านอสังหาริมทรพย์มาให้คำตอบ

            สำหรับศูนย์การค้าที่นักท่องเที่ยวสนใจเป็นพิเศษ 15 อันดับแรกจาก Tripadvisor สำรวจไว้มีดังนี้: 1.สยามพารากอน, 2.ศูนย์การค้ามาบุญครอง, 3.เทอร์มินอล 21, 4.เซ็นทรัลเวิลด์, 5.ไอคอนสยาม, 6.เดอะแพลตินัมแฟชั่นมอลล์, 7.เซ็นทรัลชิดลม, 8.สยามเซ็นเตอร์, 9.บิ๊กซี ราชดำริ, 10.เอ็มโพเรียม, 11.เมก้าพลาซ่า, 12.เอมสเฟียร์, 13.จัตุรัสอินทรา, 14.เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ, 15.เซ็นทรัลเอ็มบาสซี

            จะสังเกตได้ว่าศูนย์การค้าเหล่านี้อยู่ใจกลางเมือง แสดงว่านักท่องเที่ยวคงไม่สะดวกที่จะออกนอกเมือง อาจมีเพียงหมายเลข 14.เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ ที่ไม่ได้อยู่ใจกลางเมือง แต่ถือเป็นเขตต่อเมือง หรือ Intermediate Area เท่านั้น ยังไม่ถึงกับเป็นศูนย์การค้าชานเมือง โดยนัยนี้ศูนย์การค้าชานเมืองจึงไม่ได้ตอบโจทย์สำหรับนักท่องเที่ยว แต่เกี่ยวเนื่องกับผู้บริโภคในพื้นที่เป็นหลัก

            ในภาพรวมทั่วโลกศูนย์การค้าต่างๆ กำลังย้ายไปชานเมืองเพราะที่ดินราคาถูกกว่าในเมือง รองรับคนทำงานที่ไม่ต้องเดินทางแบบ Work from Home และครอบครัวที่กำลังเติบโต ศูนย์การค้าในย่านชานเมืองจึงกำลังปรับเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็น “ศูนย์กลางไลฟ์สไตล์” ขนาดใหญ่ ที่มีพื้นที่โล่งกว้าง สะดวกสบาย ที่จอดรถมากมาย และยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งในพื้นที่ใจกลางเมืองใหญ่ไม่สามารถรองรับได้

            ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการโยกย้ายศูนย์การค้าออกสู่ชานเมือง ได้แก่:

            1. ราคาที่ดินถูกกว่า พื้นที่ใช้สอยกว้างขวางกว่า ทั้งนี้ต้นทุนที่ดินที่ต่ำกว่าในชานเมืองช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างพื้นที่แนวนอนขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่สีเขียวสาธารณะ สนามเด็กเล่นกลางแจ้ง และที่จอดรถฟรีจำนวนมากได้

            2. การทำงานแบบไฮบริด (ทั้ง WFH และไปทำงานในเมือง) และการย้ายถิ่นฐานออกสู่ชานเมืองจึงทำให้ประชากรผู้บขริโภคกระจายตัวออกไปนอกเมือง ศูนย์การค้าจึงติดตามการย้ายถิ่นฐานของผู้บริโภคเหล่านี้เพื่อดึงดูดการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่ไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย

            3. ระบบนิเวศแบบผสมผสาน โดยเป็นศูนย์การค้าสมัยใหม่ที่ผสมผสานร้านค้าปลีกเข้ากับที่อยู่อาศัย โรงแรม และบริการชุมชนในชีวิตประจำวัน เช่น คลินิกทางการแพทย์ ฟิตเนส และพื้นที่ทำงานร่วมกัน อาคารชุดพักอาศัยในบริเวณใกล้เคียง

            4. การใช้ชีวิตแบบ “การรับประทานอาหารควบคู่กับความบันเทิง” เช่น นอกจากเข้าศูนย์การค้าเพื่อการรับประทานอาหารแล้วยังมี ส่วนกิจกรรมในร่ม และพื้นที่พบปะสังสรรค์สำหรับคนรุ่นใหม่อีกด้วย

 

แล้ว กทม.และปริมณฑลจะเป็นอย่างไร

            ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงคล้ายส่วนอื่นของโลก  โดยมีการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในชานเมือง เช่น เมกะบางนา ในเขตจังหวัดสมุทรปราการ หรือเซ็นทรัลเวสต์เกตในจังหวัดนนทบุรี โครงการเหล่านี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง เนื่องจากนำเสนอทางเลือกที่แสดงถึงไลฟ์สไตล์ การรับประทานอาหาร และความบันเทิงแบบครบวงจรหลายระดับภายใต้ศูนย์การค้าเดียวกัน  ทำเลเหล่านี้รองรับกลุ่มลูกค้าที่อยู่อาศัยใหม่จำนวนมาก ทำให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในชานเมืองได้รับทุกสิ่งที่พวกเขาต้องการโดยไม่ต้องเผชิญกับปัญหาการจราจรในใจกลางกรุงเทพมหานคร

            อาจกล่าวได้ว่าในเชิงกลยุทธ์ ทำเลที่ดีที่สุดสำหรับศูนย์การค้าชานเมืองแห่งใหม่รอบๆ กรุงเทพมหานคร คือ พื้นที่ที่มีการเติบโตสูงในด้านที่อยู่อาศัยและมีระบบขนส่งมวลชนที่กำลังขยายตัว ทำเลการลงทุนที่เหมาะสม ได้แก่บางนา-ตราด (กม.1-5) ถนนราชพฤกษ์และ ทางแยก ถนนรามอินทรา รวมทั้งถนนวงแหวนรอบนอกซึ่งดึงดูดการจราจรของผู้เดินทางจำนวนมากและรายได้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น

 

ทำเลแห่งความสำเร็จ

พื้นที่ค้าปลีกใหม่ประสบความสำเร็จได้แก่:

            1. ย่านบางนา-ตราด (กม.1 - กม.5) โดยบริเวณนี้เป็นเส้นทางไปสู่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) และสนามบินสุวรรณภูมิ ผู้บริโภคในย่านนี้มีการย้ายเข้าเป็นอันมาก ทำเลนี้ก็เดินทางสะดวก สามารถเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า MRT สายสีเหลืองและทางด่วนสายหลักต่างๆ โดยโครงการเด่นคือเมกาบางนา และโครงการอันดับหนึ่งในอนาคตคือ บางกอกมอลล์

            2. ถนนราชพฤกษ์-ถนนกาญจนาภิเษก โดยเป็นทำเลทองสำหรับโครงการที่อยู่อาศัยระดับกลางถึงสูง ผู้อยู่อาศัยในย่านชานเมืองที่มีลักษณะเป็นอาคารไม่สูงมากนัก ทำเลนี้เดินทางโดยรถยนต์ และต้องการสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและรับประทานอาหารระดับพรีเมียมที่อยู่ใกล้บ้าน นอกจากนี้ยังถือว่าเดินทางสะดวก เชื่อมต่อโดยตรงกับใจกลางเมืองสาทร/สีลม และปิ่นเกล้า ผ่านเครือข่ายถนนที่ครอบคลุม และรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินที่ต่อขยายเพิ่มเติม โดยตัวอย่างความสำเร็จ: เซ็นทรัลเวสต์วิลล์ (ถ.ราชพฤกษ์ ตำบล มหาสวัสดิ์ อำเภอบางกรวย นนทบุรี) ซึ่งเป็นต้นแบบสำหรับธุรกิจค้าปลีกชานเมืองแบบกึ่งกลางแจ้ง เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง และใส่ใจสิ่งแวดล้อม

            3. ถนนรามอินทรา / ถนนวงแหวนรอบนอก (ชานเมืองฝั่งตะวันออก) ทำเลนี้มีความหนาแน่นของประชากรสูงมากจากการสร้างหมู่บ้านจัดสรรใหม่ ทาวน์โฮม และอยู่ใกล้กับดอนเมือง การคมนาคมก็สะดวกสบาย โดยมีรถไฟฟ้าโมโนเรลสีชมพูเชื่อมต่อโดยตรงกับเครือข่ายรถไฟฟ้า MRT หลัก ทั้งนี้เซ็นทรัลเฟสติวัลอีสต์วิลล์ ถือเป็นศูนย์การค้าหลักในพื้นที่

 

รูปแบบใหม่ๆ ของศูนย์การค้า

รูปแบบสำคัญที่อาจนำพาไปสู่ความสำเร็จในเขตชานเมือง

            1. การจัดพื้นที่กึ่งกลางแจ้ง เน้นการออกแบบที่สอดคล้องกับธรรมชาติ พื้นที่สีเขียวกลางแจ้ง และโซนที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง เพื่อสร้างความแตกต่างจากอาคารทรงกล่องที่ดูไร้ชีวิตชีวาในใจกลางเมือง

            2. การพัฒนาพื้นที่แบบผสมผสาน โดยมีทั้งพื้นที่ค้าปลีกอาคารชุด และพื้นที่เพื่อสุขภาพเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถอยู่อาศัย ทำงาน และช้อปปิ้งได้ในระบบนิเวศเดียวกัน

            3. การสร้างศูนย์การค้าที่มีรูปแบบสวยงามโดดเด่นให้สอดคล้องกับท้องถิ่นนั้นๆ

 

            ยิ่งประชาชนย้ายออกนอกเมืองเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ศูนย์การค้าชานเมืองมีโอกาสเติบโตมากยิ่งขึ้น


2
            น้ำท่วมเมื่อปลายเดือนกันยายน 2569 ทำให้เกิดความสูญเสียไม่น้อย โดยเฉพาะกับประชาชนทั่วไปที่ยังผ่อนบ้าน ผ่อนรถอยู่ ก็อาจถือว่ายากจนลงทันที คำถามสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ ราคาบ้านและห้องชุดในพื้นที่ดังกล่าวจะตกต่ำลงหรือไม่ คนจะไม่กล้าไปซื้อบ้านแถวนั้นหรือไม่

            คำตอบในที่นี้ก็คือราคาบ้านไม่ตกแน่นอน มาดูประสบการณ์ทั้งไทยและต่างประเทศกัน

 

น้ำท่วมใหญ่ 2554 ประเทศไทย

            จากปรากฏการณ์น้ำท่วมใหม่เมื่อปลายปี พ.ศ.2554 ทำให้เกิดข้อวิตกว่าราคาอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยจะตกต่ำลง แต่ในความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ทั้งนี้เป็นผลจากการศึกษาของ ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จากการศึกษาพบว่า

            1. ราคาบ้านในโครงการจำนวนมาก ซึ่งอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมหนัก ราคายังเท่าเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2554 ถึงกรกฎาคม 2555 และจากการสำรวจอีกครั้งในช่วงเดือนตุลาคม 2555 ก็ยังราคาเท่าเดิม การที่ราคาบ้านเท่าเดิม ขณะที่โดยเฉลี่ยของกรุงเทพมหานครราคาบ้านเพิ่มขึ้น 4-5% นั้น อาจดูเหมือนกับว่าราคาบ้านลดลง แต่อย่างไรก็ตาม ราคาบ้านในพื้นที่น้ำไม่ท่วม และตั้งอยู่ห่างไกลฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ราคาก็ไม่เพิ่มขึ้นเช่นกัน การที่ราคาบ้านเพิ่มขึ้น 4-5% ในเขตกรุงเทพมหานครนั้น เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของราคาห้องชุดในเขตเมืองมากกว่า

            2. อย่างไรก็ตาม หากเป็นในบางประเภทและบางระดับราคา ราคาปรับลดบ้าง ดังนี้:

            - ห้องชุด ทำเล A1 : นวนคร คลองรพีพัฒน์ ราคา 1.050 ล้านบาท ลดลงเป็น 0.889 ล้านบาท หรือลดลงถึง -15.3%

            - บ้านเดี่ยว ทำเล A2 : บางขัน คลองหลวง ราคา 2.190 ล้านบาท ลดลงเป็น 1.875 ล้านบาท หรือลดลงถึง -14.4%

            - บ้านเดี่ยว ทำเล A5 : รังสิต คลอง 7-16 ราคา 2.600 ล้านบาท ลดลงเป็น 2.229 ล้านบาท หรือลดลงถึง -14.2%

            - บ้านเดี่ยว ทำเล N8 : สามโคก เสนา ราคา 3.400 ล้านบาท ลดลงเป็น 3.006 ล้านบาท หรือลดลงถึง -11.6%

            อาจกล่าวได้ว่าในกลุ่มนี้ที่ส่วนมากเป็นบ้านเดี่ยว ผู้ซื้ออาจมีฐานะพอสมควร จึงมีทางเลือกไปอยู่บริเวณอื่น ราคาจึงลดลง

            3. สำหรับ 5 อันดับแรกที่ราคาเพิ่มขึ้นสูงสุด ได้แก่

          - ทาวน์เฮาส์ ทำเล M3 : ทวีวัฒนา - พุทธมณฑลสาย 4 ราคา 1.890 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 2.050 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8.5%

          - บ้านแฝด ทำเล N3 : รัตนาธิเบศร์ ท่าอิฐ ราคา 2.587 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 2.890 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 11.7%

          - ตึกแถว ทำเล N7 : ลาดหลุมแก้ว ราคา 1.205 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 1.353 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 12.3%

            กรณีพบว่าในทำเลเหล่านี้อาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมน้อยกว่ากลุ่มที่ราคาที่อยู่อาศัยตก

            4. ยิ่งกว่านั้นเมื่อตรวจสอบกลุ่มที่อยู่อาศัยที่สร้างเสร็จมา 20 ปีแล้ว ว่ามีราคาเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้างในช่วงก่อนน้ำท่วม (มิถุนายน 2554) และช่วงมิถุนายน 2555 พบว่าราคาก็แทบไม่เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

            ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า น้ำท่วมในช่วงปลายปี พ.ศ.2554 ที่ผ่านมา ไม่ได้ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยลดลงแต่อย่างใด โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยระดับราคาปานกลาง สำหรับผู้อยู่อาศัยทั่วไป แต่สำหรับที่อยู่อาศัยราคาแพง บางส่วนอาจจะย้ายออกเพราะมีฐานะดี สามารถเลือกซื้อบ้านได้ในทำเลอื่น เป็นต้น

 

พายุไต้ฝุ่นไห่หยาน นครทาโคลบัน ฟิลิปปินส์

            เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2556 พายุไต้ฝุ่นไห่หยาน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10,000 ราย สร้างความเสียหายรวมมูลค่า 2,051.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (89,598 พันล้านเปโซฟิลิปปินส์ หรือ 53,975 พันล้านบาท) มีบ้านเรือนประมาณ 60,000 หลัง ดร.โสภณจากศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ได้เดินทางไปสำรวจเมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 พบว่า:

            1.    ราคาที่ดินในย่านใจกลางเมืองปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก  นี่คือฐานที่มั่นทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งจะต้องรักษาไว้เพื่อการพัฒนาเมืองโดยรวมเสมอ

            2.    ในพื้นที่ที่มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ดี เช่น ถนนใหม่ การปรับปรุงถนน หรือการป้องกันคลื่นพายุซัดฝั่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ราคาที่ดินก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกัน

            3.    ในทางตรงกันข้าม ในพื้นที่ที่มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไม่มากนักและมีผู้ประสบภัยจำนวนมาก ราคาที่ดินกลับเพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยมาก

            4.    มีข้อยกเว้นสำหรับโครงการบ้านจัดสรรคุณภาพสูงที่ราคาที่ดินแทบไม่เพิ่มขึ้นเลย  สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้สูง พวกเขาสามารถซื้อบ้านในพื้นที่ปลอดภัยอื่นๆ ได้  ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกที่จะย้ายออกจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากตราบาป ส่งผลให้  ราคาที่ดินทรงตัว  ในขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำ พวกเขาไม่มีทางเลือกมากนัก จึงเลือกที่จะย้าย  กลับไปยังที่ที่พวกเขาเคยอาศัยอยู่แต่เดิม

 

สึนามิ บันดาอาเจะห์ อินโดนีเซีย

            ในปี 2559 ดร.โสภณ ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับสึนามิในอาเจะห์ (ปี 2547) ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 200,000 คน แต่ในช่วงปี 2547 ถึง 2559 ราคาที่ดินในบันดาอาเจะห์เพิ่มขึ้นถึง 4.87 เท่า หรือเฉลี่ยปีละประมาณ 14.1% จะเห็นได้ว่าราคาที่ดินทรงตัวอยู่เพียงปีเดียวหลังเกิดสึนามิ โดยทั่วไปแล้วในทุกพื้นที่ที่ทำการศึกษา ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นในระดับใกล้เคียงกัน คือประมาณ 4.5 ถึง 5 เท่า ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา มีเพียงพื้นที่ PLTD Apung ซึ่งเป็นจุดที่เรือขนาดใหญ่ถูกซัดขึ้นฝั่งเท่านั้นที่มีราคาเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 6.5 เท่า ซึ่งน่าจะเป็นเพราะพื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจมากมาย

            ถ้าเปรียบเทียบการเพิ่มขึ้นกับพื้นที่อื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน ตามข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทยระบุว่าภูเก็ตมีมูลค่าเพิ่มขึ้นระหว่างปี 2547 ถึง 2559 ประมาณ 5 เท่า หรือ 14.4% ต่อปี ภูเก็ตซึ่งมีนักท่องเที่ยวมากกว่า 10 ล้านคนต่อปี มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับอาเจะห์ นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับสยามสแควร์ในย่านธุรกิจใจกลางเมืองกรุงเทพฯ มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 4.1 เท่า หรือประมาณ 12.5% ​​ต่อปีในห้วงเวลาเดียวกัน (2547-2559)

 

อย่าได้ตื่นตระหนกกับภัยธรรมชาติ

            สิ่งที่พบจากการสำรวจที่ผ่านมาพบว่า

            1. ในปีแรก ราคาไม่มีการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าราคาที่ดินจะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 11.2% ต่อปี แต่จากการสังเกตพบว่าราคาไม่ได้เปลี่ยนแปลงในช่วงหกเดือนแรกหรือหนึ่งปีแรก ดังนั้น หากราคาเริ่มเพิ่มขึ้นในปีที่ 2 ถึงปีที่ 6 อัตราการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยต่อปีจะอยู่ที่ 13.6% แทนที่จะเป็น 11.2% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดอย่างแท้จริง

            2. ในด้านหนึ่ง พายุไต้ฝุ่นไห่เหยียนทำลายทรัพย์สินไปมากมาย  มูลค่าหลายพันล้านเปโซฟิลิปปินส์ประชาชนสูญหายไป  ในอีกด้านหนึ่ง เหตุการณ์นี้ทำให้โลกได้รู้จักเมืองทาโคลบันมากขึ้น  ต่อมาเมืองนี้ได้รับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ดีมาโดยตลอด แม้กระทั่งก่อนเกิดพายุไต้ฝุ่น  นี่จะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการเติบโตในอนาคต เพราะตัวเมืองเองมีศักยภาพที่แข็งแกร่ง

            3. ที่บันดาอาเจห์ ก็ได้รับเงินสนับสนุนจากนานาชาติมากมายมาพัฒนาสาธารณูปโภค ทำให้ราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ที่เมืองทาโคลบันก็เช่นกัน  ผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติจำนวนมากเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองนี้  แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่ปี แต่การใช้จ่ายของพวกเขาก็ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของทาโคลบันเช่นกัน

 

            ภัยธรรมชาติจึงไม่ได้ทำให้มูลค่าทรัพย์สินตก ยกเว้นอาจเกิดภาวะตกใจชั่วคราวเท่านั้น



3
              มีหลักฐานที่บันทึกไว้เกี่ยวกับการส่งออกหรือทิ้งขยะอย่างผิดกฎหมายไปยังประเทศอื่น ๆ ของบริษัทที่ชาวจีนเป็นเจ้าของหรือเกี่ยวข้องกับชาวจีน ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (AREA)

              กรณีที่มีหลักฐานชัดเจนก็เช่นในปี 2569 พบขยะพลาสติกต้องห้ามประมาณ 1,600 ตัน ในตู้คอนเทนเนอร์ 86 ตู้ ในเมืองสีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา ทางการกัมพูชาได้ทำการสอบสวน  บริษัท ชิงเยิน พลาสติกส์ซึ่งถูกระบุว่าเป็นบริษัทสัญชาติจีนที่มีผู้ถือหุ้นเป็นชาวกัมพูชา

              ส่วนที่ฟิลิปปินส์ ในปี 2562 ทางการได้จับกุมชาวจีน 2 คน และชาวฟิลิปปินส์ 7 คน ในข้อหาพยายามทิ้งสินค้าผิดกฎหมาย โดยเกี่ยวข้องกับฟอสโฟยิปซัมประมาณ 53,000 ตัน ในจังหวัดซัมบาเลส      ในบรรดาผู้ที่ถูกจับกุมมีชาวจีนรวมอยู่ด้วย  อย่างไรก็ตามขยะดังกล่าวจะมีต้นกำเนิดมาจาก  เกาหลีใต้ดังนั้นจึงไม่ใช่ขยะของจีนที่ถูกส่งออกไปจากประเทศจีน

              โดยทั่วไปแล้ว เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศกัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม ต่างเคยประสบปัญหาการนำเข้าขยะผิดกฎหมาย และได้ส่งสินค้าคืนไปยังประเทศต้นทางแล้ว  บางกรณีเกี่ยวข้องกับบริษัทจีน แต่หลายกรณีเกี่ยวข้องกับบริษัทและขยะที่มาจากที่อื่น

              ที่จริงแล้ว จีนเองก็เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักของโลกสำหรับขยะจากต่างประเทศ มานานหลายทศวรรษ ต่อมาทางการจีนได้ออกข้อจำกัดที่เข้มงวดมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดสูงสุดใน  นโยบาย "ดาบแห่งชาติ"  ในปี 2561 ซึ่งห้ามการนำเข้าขยะหลายประเภท ส่งผลให้การไหลเวียนของขยะทั่วโลกเปลี่ยนทิศทางไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอย่างมาก

              ทั้งนี้ก่อนปี 2561 สหรัฐอเมริกา/ยุโรป/ญี่ปุ่น ส่งขยะพิษไปยังจีนเพื่อการรีไซเคิล/การแปรรูป หลังจากการบังคับใช้มาตรการจำกัดของจีน สหรัฐอเมริกา/ยุโรป/ญี่ปุ่น ก็ส่งขยะพิษไปมาเลเซีย/ไทย/อินโดนีเซีย/เวียดนาม/กัมพูชา/ฟิลิปปินส์โดยมักผ่านเครือข่ายการค้าที่ซับซ้อน ตามรายงานการทบทวนการค้าขยะของอาเซียนฉบับล่าสุดระบุว่า ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศต้องส่งขยะที่นำเข้าอย่างผิดกฎหมายกลับไปยังประเทศต้นทาง

              สำหรับบริษัทจีน ก็มีหลักฐานที่ชัดเจนว่า  บริษัทที่ชาวจีนเป็นเจ้าของกำลังเข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจนำเข้าขยะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรีไซเคิลพลาสติก กรณีของกัมพูชาที่กล่าวถึงข้างต้นเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน แต่ใช่ว่าจะผิดกฎหมายเสมอไป โดย

              1. บริษัทที่ชาวจีนเป็นเจ้าของส่งออกขยะอย่างผิดกฎหมายมีหลักฐานยืนยันในบางกรณี

              2. บริษัทจีนจัดตั้งโรงงานรีไซเคิล/แปรรูปขยะในต่างประเทศ พบเห็นได้กว้างขวางกว่ามาก และไม่จำเป็นต้องผิดกฎหมายเสมอไป

              3. การขนส่งขยะจากต่างประเทศมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วนำไปแปรรูปโดยโรงงานที่จีนเป็นเจ้าของ ก็เกิดขึ้นเช่นกัน แต่ขยะเหล่านั้นอาจมีต้นกำเนิดมาจากสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เป็นต้น (มาทิ้งที่จนก่อน จึงส่งออกไปประเทศอื่น)

              จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ในบริษัทจีน 161,599 แห่ง พบว่าในปี 2015 การค้าระหว่างประเทศเกี่ยวข้องกับ  ขยะอันตรายที่เกิดขึ้นภายในประเทศจีนถึง 26.6 ล้านตันโดยประมาณ  31% ของขยะดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าที่ส่งออกไปบริโภคในต่างประเทศกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ผู้บริโภคต่างชาติสามารถก่อให้เกิดขยะอันตรายในประเทศจีนได้ผ่านทางห่วงโซ่อุปทาน โดยการขนส่งขยะทางกายภาพ จากจีนสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้/แอฟริกา/ประเทศอื่นๆ

              คำถามต่อมาก็คือ โรงงานที่ชาวจีนเป็น เจ้าของ นำเข้าขยะเข้ามาในประเทศไทยหรือไม่? มีหลักฐานที่บันทึกไว้ว่าโรงงานในประเทศไทยที่ชาวจีนเป็นเจ้าของหรือเกี่ยวข้องกับชาวจีนได้นำเข้าขยะจากต่างประเทศ รวมถึงวัสดุที่ทางการไทยจัดประเภทว่าเป็นอันตรายหรือผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การกล่าวว่าโรงงานจีนทั้งหมดที่นำเข้าวัสดุรีไซเคิลนั้นนำเข้า “ขยะพิษ” นั้นไม่ถูกต้อง

              1. ฉะเชิงเทรา — ธุรกิจรีไซเคิลที่ชาวจีนเป็นเจ้าของ ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2568 ทางการไทยได้ดำเนินการกับ บริษัท ชุนยิป อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ที่เมืองพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา และได้จับกุมชาวจีน 2 คน เจ้าหน้าที่กล่าวว่า บริษัทดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการสอบสวนคดี ลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ผิดกฎหมาย รวมถึงการขนส่งผ่านด่านแหลมฉบัง โดยได้ยึด ตู้คอนเทนเนอร์ 10 ตู้ ซึ่งบรรจุขยะอิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 256 ตัน

              2. ชลบุรี — โรงงานรีไซเคิลที่ลงทุนโดยชาวจีน ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2568 กรมโยธาธิการของประเทศไทยได้เข้าตรวจสอบ  บริษัท เจียเซ็ง พลาสติก จำกัด และ  บริษัท ติงซิง (ไทย-จีน) เมทัล จำกัด ในอำเภอหนองรี จังหวัดชลบุรี โดยโรงงานทั้งสองแห่งดำเนินการโดย  นักลงทุนชาวจีนร่วมกับหุ้นส่วนชาวไทยเจ้าหน้าที่พบหลักฐานพบวัตถุต้องสงสัยจำนวน300 ตัน ที่โรงงานพลาสติกเจียเซิง และอีก 250 ตัน ที่ติงซิง

              3. “ฝุ่นสีแดง” — กรณีที่อาจร้ายแรงกว่า ประเทศไทยยังได้ตรวจสอบการนำเข้า "ฝุ่นแดง" (ฝุ่นแดง) ที่ผิดกฎหมาย ซึ่งมีโลหะหนักปนอยู่ด้วย กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIW) รายงานว่า บริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี นำเข้าผงสีน้ำตาล จำนวน 36 ตู้คอนเทนเนอร์ หลังจากการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบว่าผงดังกล่าวมีโลหะหนักปนอยู่ และจัดเป็นวัตถุอันตรายตามกฎหมายไทยและอนุสัญญาบาเซิล จึงต้องส่งคืนไปยังประเทศต้นทาง

              โดยสรุปแล้วโรงงานในประเทศไทยที่ชาวจีนเป็นเจ้าของหรือมีความเกี่ยวข้องกับชาวจีน มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเข้าและแปรรูปขยะจากต่างประเทศ และทางการไทยได้เปิดเผยกรณีที่เกี่ยวข้องกับขยะอิเล็กทรอนิกส์และวัสดุอันตรายที่ผิดกฎหมาย นโยบายที่สำคัญที่สุดสำหรับประเทศไทยจึงไม่ใช่แค่การลงทุนจากจีนเท่านั้น แต่เป็น  เรื่องที่ว่าระบบการออกใบอนุญาต ศุลกากร และการติดตามของเสียของประเทศไทยสามารถระบุแหล่งที่มาที่แท้จริงและการกำจัดขั้นสุดท้ายของของเสียที่นำเข้าได้หรือไม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการสกัดโลหะมีค่าและทิ้งกากพิษที่มีมูลค่าต่ำไว้ในประเทศไทย




4
               ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (AREA) สรุปภาพรวมของโครงการที่อยู่เปิดใหม่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เดือนสิงหาคม 2569 มีจำนวน 15 โครงการ เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคมจำนวน 7 โครงการ  จำนวนหน่วยเพิ่มขึ้น แต่มูลค่าโครงการ และราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วย กลับมีมูลค่าลดลง ซึ่งการเปิดขายใหม่ในเดือนสิงหาคมมีจำนวนหน่วยขายเปิดใหม่รวม 1,837 หน่วย ส่วนมูลค่าการพัฒนาโครงการรวมทั้งสิ้น 6,438 ล้านบาท

               จำนวนอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดขึ้นใหม่ในเดือนนี้มีทั้งหมด 1,837 หน่วย เพิ่มขึ้น  จำนวน 917 หน่วย (เดือนกรกฎาคม 2569 มีจำนวน 920 หน่วย) หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 99.7% โดยประเภทที่มีจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่มากที่สุดในเดือนนี้ คือ ทาวน์เฮ้าส์ (47.6%) รองลงมาคือ อาคารชุด (37.8%) อันดับ 3 คือ บ้านเดี่ยว (7.5%) ของจำนวนหน่วยขายที่เปิดขายใหม่ทั้งหมด

            ในด้านมูลค่าการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ในเดือนสิงหาคม 2569 นี้มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 6,438 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากเดือนที่ผ่านมาจำนวน -194 ล้านบาท (เดือนกรกฎาคม 2569 มีมูลค่า 6,632 ล้านบาท) หรือลดลงประมาณ -2.9% ซึ่งในเดือนนี้มูลค่าการพัฒนาที่อยู่อาศัยประเภททาวน์เฮ้าส์มีมูลค่าสูงที่สุด (38.0%) รองลงมา คือ บ้านเดี่ยว (32.8%) อันดับ 3 คือ อาคารชุด 17.9% ของมูลค่าการพัฒนาทั้งหมดในเดือนนี้ ซึ่งการพัฒนาในเดือนนี้จะเน้นที่ระดับราคาปานกลางค่อนข้างถูกเป็นสำคัญ

               ภาพรวมโครงการที่เปิดขายใหม่ในเดือนนี้มีจำนวนโครงการ จำนวนหน่วยขายเพิ่มขึ้น แต่มีมูลค่าโครงการ และราคาเฉลี่ยต่อหน่วยลดลง เนื่องจากการเปิดตัวโครงการใหม่ในเดือนนี้ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ที่ระดับราคาไม่เกิน 3.000 ล้านบาท ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยของเดือนนี้อยู่ที่ประมาณ 3.505 ล้านบาท (ลดลง -51.4%) ซึ่งราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยของเดือนก่อนอยู่ที่ 7.209 ล้านบาท สะท้อนการปรับส่วนผสมของสินค้าไปสู่ตลาดราคาจับต้องได้ แต่ทั้งนี้ยังคงเป็นการฟื้นตัวระยะสั้นจากฐานเดือนก่อน ท่ามกลางตลาดที่ยังชะลอตัวในภาพรวม

            อัตราการขายได้ต่อเดือน พบว่าหน่วยขายเปิดใหม่ในเดือนสิงหาคมนี้ มีอัตราการขายได้เฉลี่ยที่ 16.7% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมาที่มีอัตราการขายได้ที่ 14.3% ต่อเดือน โดยประเภทที่มีอัตราการขายได้สูงสุด คือ บ้านแฝดที่ระดับราคา 3-5 ล้านบาท จำนวน 74 หน่วย ขายแล้ว 62% รองลงมา คือ อาคารพาณิชย์ ที่ระดับราคา 2-3 ล้านบาท จำนวน 30 หน่วย ขายแล้ว 30% ลำดับที่ 3 คือ ทาวน์เฮ้าส์ที่ระดับราคา 2-3 ล้านบาท จำนวน 385 หน่วย ขายแล้ว 23%

               การเปิดตัวโครงการใหม่ในเดือนนี้เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ และบริษัทในเครือจำนวน 8 บริษัท มีส่วนแบ่งการตลาดในแง่ของจำนวนหน่วยขายที่ 65% และมีส่วนแบ่งด้านมูลค่าการพัฒนาโครงการที่ 69%  ซึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์พร้อมด้วยบริษัทในเครือ ยังคงรักษาสัดส่วนการครองส่วนแบ่งทางการตลาดเกินกว่าร้อยละ 60 อย่างต่อเนื่อง

               ในด้านทำเลที่ตั้ง เดือนนี้ไม่มีโครงการเปิดตัวใหม่ที่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพชั้นในเลย โดยส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในเขตส่วนต่อขยายเมืองหรือเขตติดต่อเมือง (Intermediate area) จำนวน 7 โครงการ เช่น แจ้งวัฒนะ ประเสริฐมนูกิจ สุขุมวิท-แพรกษา เพชรเกษม พุทธมณฑลสาย 2 เป็นต้น และพื้นที่รอบนอกเมืองอีก 8 โครงการ เช่น ลำลูกกาคลอง 3 พระราม 2–เศรษฐกิจ เอกชัย- มหาชัย นนทบุรี-ปทุมธานี และราชพฤกษ์ 346 เป็นต้น 


5
คุณรติ รัตนสวัสดิ์ ส่งบทความมาให้ผมช่วยเผยแพร่ ผมเห็นว่าน่าสนใจ จึงขออนุญาตนำมาลงในคอลัมน์ของผมนี้ “ปลูกต้นไม้ เลี้ยงปลา หรือเลี่ยงภาษี? เจาะ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ กับเกมเปลี่ยนสถานะที่ดิน”

ประเทศไทยมีปัญหาเรื่อง “ที่ดิน” มานานกว่าปัญหาภาษี

            คนจำนวนมากไม่มีที่ดินทำกิน ขณะที่ที่ดินจำนวนไม่น้อยอยู่ในมือของผู้ถือครองรายใหญ่ และที่ดินบางส่วนถูกถือครองเพื่อรอการพัฒนา รอการขาย หรือรอให้มูลค่าเพิ่มขึ้น เมื่อรัฐออกแบบ พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 หนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการทำให้เจ้าของที่ดินมีแรงจูงใจนำที่ดินออกมาใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ แทนที่จะปล่อยรกร้างหรือถือครองไว้เพื่อเก็งกำไร แต่เมื่อภาษีผูกกับ “ลักษณะการใช้ประโยชน์” คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นทันทีว่าถ้าการเปลี่ยนสถานะการใช้ประโยชน์ของที่ดินทำให้ภาระภาษีเปลี่ยน แล้วระบบตรวจสอบสามารถแยกการใช้ประโยชน์จริง” ออกจาก “การสร้างสภาพให้เข้าหลักเกณฑ์ทางภาษี” ได้หรือไม่?

นี่ไม่ใช่คำถามเรื่องต้นไม้

            ไม่ใช่คำถามเรื่องปลา แต่เป็นคำถามเรื่อง โครงสร้างของกฎหมาย

            ต้นไม้ไม่ได้ผิด แต่ “สถานะทางภาษี” ต่างหากที่ต้องตรวจสอบ ภายใต้ระบบภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การใช้ประโยชน์ของที่ดินมีผลต่อการคำนวณภาษีการประกอบเกษตรกรรมเป็นประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง และมาตรา 37 ให้อำนาจกำหนดอัตราภาษีตามลักษณะการใช้ประโยชน์ ขณะเดียวกันมาตรา 37 วรรคสองให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนดหลักเกณฑ์ว่า การใช้ประโยชน์ลักษณะใดจึงจะถือเป็นการประกอบเกษตรกรรม

            นี่คือจุดที่ต้องจับตา เพราะ “เกษตรกรรม” ไม่ได้เกิดขึ้นจากคำพูดของเจ้าของที่ดิน

แต่เกิดจาก กฎหมาย + หลักเกณฑ์ + ข้อเท็จจริงในพื้นที่ และกระทรวงการคลังกับกระทรวงมหาดไทยได้ออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าว โดยกำหนดชนิดพืช ชนิดสัตว์ และลักษณะการใช้ประโยชน์ รวมถึง อัตราขั้นต่ำของการประกอบการเกษตรต่อไร่

            ดังนั้นคำถามจึงไม่ใช่ “มีต้นไม้หรือไม่?” แต่ควรถามว่า มีการประกอบเกษตรกรรมในระดับที่กฎหมายกำหนดจริงหรือไม่?

            เกมเปลี่ยนสถานะที่ดิน นี่คือหัวใจของเรื่อง สมมุติว่ามีที่ดินขนาดใหญ่แปลงหนึ่ง เดิมถูกจัดอยู่ในประเภทที่มีภาระภาษีในระดับหนึ่ง เจ้าของจึงมีแรงจูงใจที่จะนำพื้นที่บางส่วนมาปลูกพืช ขุดบ่อ หรือทำกิจกรรมทางการเกษตร เพื่อให้การใช้ประโยชน์เข้าสู่เกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด คำถามจึงไม่ใช่ว่า “ทำได้หรือไม่?” แต่คือ“ทำจริงแค่ไหน?”

และ “พื้นที่ส่วนไหนใช้ประโยชน์จริง?”เพราะหากพื้นที่หนึ่งมีการใช้ประโยชน์หลายประเภท ระบบกฎหมายก็มีหลักเกณฑ์สำหรับการจัดเก็บภาษีตามประเภทการใช้ประโยชน์ ไม่ควรตีความว่าการทำเกษตรเพียงส่วนหนึ่งจะทำให้ที่ดินทั้งหมดกลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรมโดยอัตโนมัติ นี่คือหลักการที่ต้องรักษาไว้

            ปลูกต้นไม้” ต้องไม่กลายเป็นใบอนุญาตทางภาษี การปลูกต้นไม้เป็นสิ่งที่ดี ประเทศไทยควรสนับสนุนการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ควรสนับสนุนการเกษตร ควรสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรม แต่การปลูกต้นไม้กับการประกอบเกษตรกรรมเชิงเศรษฐกิจเป็นคนละเรื่องกัน ถ้ารัฐต้องการให้สิทธิทางภาษีแก่เกษตรกรรม รัฐควรตรวจสอบว่ามีการปลูกจริงหรือไม่ มีจำนวนตามเกณฑ์หรือไม่ มีการดูแลจริงหรือไม่ มีการใช้ประโยชน์จริงหรือไม่ และพื้นที่ที่อ้างว่าเป็นเกษตรกรรมมีสัดส่วนเท่าใดของพื้นที่ทั้งหมด

            เพราะหากคำตอบมีเพียงว่า “มีต้นไม้”แต่ไม่มีคำตอบว่า “ใช้ประโยชน์จริงอย่างไร”ระบบภาษีก็อาจกลายเป็นระบบที่วัด “สิ่งที่มองเห็น” มากกว่าวัด “กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง”

            แล้ว “เลี้ยงปลา” ล่ะ? กรณีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำยิ่งน่าสนใจ หลักเกณฑ์ของรัฐกำหนดลักษณะพื้นที่และอัตราการใช้ประโยชน์สำหรับการประกอบเกษตรกรรม และครอบคลุมพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตามเงื่อนไขที่กำหนด นี่ทำให้เกิดคำถามว่าบ่อปลาเพื่อประกอบอาชีพจริง กับ บ่อปลาที่สร้างขึ้นเพื่อให้พื้นที่มีลักษณะเข้าข่ายเกษตรกรรม รัฐสามารถแยกสองสิ่งนี้ได้ชัดเจนเพียงใด?

            ถ้ารัฐแยกได้ ระบบก็มีความน่าเชื่อถือ แต่ถ้ารัฐตรวจสอบได้เพียงว่า “มีบ่อ” แล้วจบ เราก็ต้องกลับมาถามว่า ภาษีที่ดินกำลังเก็บจาก “การใช้ประโยชน์” หรือกำลังเก็บจาก “การจัดฉากของการใช้ประโยชน์”?

            นี่ไม่ใช่การกล่าวหาว่าใครโกงภาษี ประเด็นนี้ต้องพูดให้ชัด การวิพากษ์กฎหมายไม่เท่ากับการกล่าวหาผู้ถือครองที่ดินรายใดรายหนึ่งว่าหลีกเลี่ยงภาษี เพราะการทำเกษตรกรรมจริงตามหลักเกณฑ์ของรัฐเป็นการใช้ประโยชน์ที่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาคือ การออกแบบระบบ เราจึงควรถามว่า กฎหมายปัจจุบันมีระบบตรวจสอบเพียงพอหรือไม่ที่จะป้องกันไม่ให้ “การใช้ประโยชน์ขั้นต่ำ” ถูกนำมาใช้เพื่อเปลี่ยนสถานะทางภาษีของพื้นที่ขนาดใหญ่?

นี่คือคำถามเชิงนโยบาย ไม่ใช่คำกล่าวหาเฉพาะบุคคล

            และรัฐบาลเองก็เคยถูกตั้งคำถามเรื่องนี้ ที่สำคัญ เรื่องนี้ไม่ใช่ข้อสงสัยที่เกิดขึ้นจากประชาชนฝ่ายเดียว

สำนักงานเศรษฐกิจการคลังเคยเผยแพร่เอกสารในหัวข้อ “ประเด็นการหลบเลี่ยงการเสียภาษีจากกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” เพื่อชี้แจงข้อวิจารณ์เกี่ยวกับกฎหมายนี้โดยตรง สศค. อธิบายว่าหลักการของภาษีที่ดินฯ มีเป้าหมายให้เกิดการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ และที่ดินรกร้างหรือไม่ได้ใช้ประโยชน์ต้องเผชิญภาษีในอัตราที่สูงกว่า

คำชี้แจงนี้ยิ่งทำให้คำถามสำคัญขึ้นกว่าเดิม เพราะถ้า วัตถุประสงค์ของกฎหมายคือการผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์จริง เราก็ควรสามารถตรวจสอบได้ว่า การใช้ประโยชน์นั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่

            ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ต้นไม้” ปัญหาอยู่ที่ Information Gap เจ้าของที่ดินรู้ว่าตนเองใช้พื้นที่อย่างไร

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเข้าไปตรวจพื้นที่เป็นครั้งคราว แต่รัฐยังต้องพึ่งพาข้อมูลภาคสนาม เอกสาร และหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในการจำแนกการใช้ประโยชน์ ในยุคที่ประเทศไทยกำลังพูดถึง Big Data, AI และ Digital Government คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ทำไมการตรวจสอบการใช้ประโยชน์ที่ดินยังไม่สามารถสร้างฐานข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างเป็นระบบ?

            เราควรมีฐานข้อมูลที่ตอบได้ว่า ใครถือครอง ถือครองเท่าใด ใช้ประโยชน์ส่วนใด ใช้ประโยชน์ประเภทใด

เปลี่ยนประเภทเมื่อใด เสียภาษีเท่าใด และเหตุผลใดที่รัฐรับรองการจัดประเภทนั้น

            ถ้ารัฐมี AI แล้ว ทำไมยังตรวจแค่ “ภาพต้นไม้”? เทคโนโลยีดาวเทียม ภาพถ่ายทางอากาศ GIS และ AI สามารถช่วยตรวจสอบรูปแบบการใช้พื้นที่ได้ แน่นอนว่า AI ไม่ควรเป็นผู้ตัดสินภาษีแทนมนุษย์ แต่สามารถเป็น Risk Detection System เพื่อแจ้งพื้นที่ที่มีความเสี่ยงผิดปกติ เช่น พื้นที่ขนาดใหญ่ที่เพิ่งเปลี่ยนสถานะ พื้นที่ที่อ้างว่าเป็นเกษตรกรรมแต่มีการใช้พื้นที่ต่ำผิดปกติ พื้นที่ที่เปลี่ยนประเภทการใช้ประโยชน์ก่อนรอบประเมินภาษี หรือพื้นที่ที่ข้อมูลภาคสนามไม่สอดคล้องกับภาพถ่ายและข้อมูลอื่น จากนั้นจึงให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง นี่คือการใช้ AI เพื่อ เพิ่มความโปร่งใส ไม่ใช่ใช้ AI เพื่อตัดสินประชาชน

            คำถามใหญ่กว่าเรื่องภาษี สุดท้ายแล้ว เราต้องกลับมาถามว่า ภาษีที่ดินมีไว้เพื่ออะไร? ถ้ามีไว้เพื่อหารายได้ให้ท้องถิ่น เราต้องทำให้ระบบจัดเก็บมีประสิทธิภาพ ถ้ามีไว้เพื่อกระจายความเป็นธรรม เราต้องป้องกันไม่ให้ทุนขนาดใหญ่สามารถบริหารสถานะทางภาษีได้ง่ายกว่าประชาชนทั่วไป ถ้ามีไว้เพื่อผลักดันให้ที่ดินเกิดประโยชน์ เราต้องวัด “การใช้ประโยชน์จริง” ไม่ใช่เพียง “ภาพว่ามีการใช้ประโยชน์” และถ้ามีไว้เพื่อแก้ปัญหาการกักตุนที่ดิน

รัฐต้องกล้าที่จะตรวจสอบพื้นที่ขนาดใหญ่โดยใช้ข้อมูลจริง

            อย่าแก้ปัญหาที่ดินด้วยการถ่ายรูปต้นไม้ ประเทศไทยไม่ควรมีระบบที่ทำให้คำถามสำคัญที่สุดกลายเป็น

“ปลูกต้นไม้แล้วหรือยัง?” หรือ “มีบ่อปลาแล้วหรือยัง?”คำถามที่ถูกต้องควรเป็น “พื้นที่นี้ถูกใช้ประโยชน์จริงเท่าใด และการใช้ประโยชน์นั้นสอดคล้องกับสถานะทางภาษีที่ได้รับหรือไม่?”นี่คือหัวใจของการปฏิรูป

เพราะถ้ากฎหมายต้องการให้เจ้าของที่ดินนำทรัพยากรออกมาใช้ประโยชน์ รัฐก็ต้องสร้างระบบที่แยกให้ออกระหว่าง

Productive Land Use กับ Tax Classification Strategy ไม่เช่นนั้น ภาษีที่ดินอาจไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือจัดเก็บรายได้

แต่อาจกลายเป็นเกมที่ผู้มีทรัพยากรมากที่สุด สามารถออกแบบการใช้ทรัพยากรของตนเองให้สอดคล้องกับกติกาได้ดีที่สุด

            ถึงเวลาถามรัฐตรง ๆ ผมไม่ได้เรียกร้องให้ยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับเกษตรกร ผมไม่ได้เรียกร้องให้เก็บภาษีเกษตรกรรมในอัตราเดียวกับธุรกิจ และผมไม่ได้กล่าวหาว่าเจ้าของที่ดินรายใหญ่ทุกคนหลีกเลี่ยงภาษี

แต่ผมเรียกร้องให้รัฐตอบคำถามว่า

            หนึ่ง — หลักเกณฑ์การเปลี่ยนสถานะที่ดินมีประสิทธิภาพเพียงใด?

            สอง — รัฐตรวจสอบการใช้ประโยชน์จริงกี่ครั้งต่อปี?         

            สาม — มีข้อมูลหรือไม่ว่าที่ดินขนาดใหญ่ที่ได้รับสถานะเกษตรกรรม ใช้พื้นที่ทำเกษตรกรรมจริงกี่เปอร์เซ็นต์?

            สี่ — มีการตรวจสอบย้อนหลังหรือไม่เมื่อสถานะการใช้ประโยชน์เปลี่ยนแปลง?

            ห้า — มีมาตรการป้องกันการสร้างการใช้ประโยชน์เพียงเพื่อวัตถุประสงค์ทางภาษีหรือไม่?

  หก - หากรัฐรู้ว่ากฎหมายมีช่องว่าง รัฐจะเลือกแก้กฎหมาย หรือจะปล่อยให้ประชาชนปลูกต้นไม้ เลี้ยงปลา และถ่ายรูปต่อไป?

            เพราะการปฏิรูปภาษีที่ดินที่แท้จริง ไม่ควรทำให้ประชาชนแข่งขันกันว่า “ใครสร้างภาพการใช้ที่ดินได้เก่งกว่าใคร” แต่ควรทำให้ทุกคนแข่งขันกันว่า “ใครสามารถทำให้ที่ดินของตนเองเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมได้จริงมากที่สุด” นี่คือความแตกต่างระหว่าง “การใช้ที่ดิน” กับ “การเปลี่ยนสถานะที่ดิน”และนี่คือคำถามที่ผมฝาก ดร. โสภณ พรโชคชัย ช่วยนำไปเผยแพร่และเปิดพื้นที่ให้เกิดการถกเถียงในสังคมไทย เพราะเรื่องที่ดินไม่ใช่เรื่องของเจ้าของที่ดินเพียงคนเดียว

            ที่ดินคือทรัพยากรของประเทศ และภาษีที่ดินก็คือหนึ่งในเครื่องมือที่รัฐใช้กำหนดว่า ใครจะถือครอง ใครจะใช้ประโยชน์ และต้นทุนของการถือครองนั้นจะถูกกระจายไปยังสังคมอย่างไร


6
            ในช่วงปลายสิงหาคมถึงกันยายน 2569 ผมคงไม่ได้อยู่กรุงเทพมหานครพบมิตรสหาย เพราะมัวแต่เดินทางไปบรรยายและสานสัมพันธ์นานาชาติเพื่อเครือข่ายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ถือเป็นการทำการขายอย่างหนึ่ง เผื่อจะได้ลูกค้ามาใช้บริการมากขึ้น ไม่ใช่ได้ลูกค้าจากการพาไปตีกอล์ฟ “หลุม 19”

            ในระหว่างวันพฤหัสบดีที่ 27-วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์เมียนมาก็ได้เชิญผมไปร่วมงานประชุม Asia Pacific Real Estate Convention ณ นครย่างกุ้ง งานนี้มีคนไทยไปหลายคนเช่นกัน  ผมในฐานะกรรมการสมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์สากล (International Real Estate Federation: FIABCI) เป็นแขกสำคัญ เขามีขบวนต้อนรับถึงสนามบิน รวมทั้งขากลับด้วย เขาจัดที่พักโรงแรม Novotel อย่างดีให้ พร้อมมอบค่าวิทยากรให้อีกต่างหาก ผมต้องไปร่วมกล่าวเปิดงาน นอกจากนี้ยังได้บรรยายเกี่ยวกับทักษะการประเมินค่าทรัพย์สินสำหรับนายหน้าอสังหาริมทรัพย์อีกด้วย

            มีผู้เข้าร่วมประมาณ 400 คน สิ่งที่ได้จากงานนี้ก็คือการได้สานสัมพันธ์กับนักลงทุน นายหน้า นักพัฒนาที่ดินของเมียนมา ดังนั้นหากต่อไปมีงานประเมินค่าทรัพย์สิน สำรวจวิจัยอสังหาริมทรัพย์และอื่นๆ ทั้งในไทยและเมียนมา ก็มีโอกาสที่ผมและคณะ จะได้ไปให้บริการ  โดยหวังว่าหากมีงานที่เกี่ยวข้อง พวกเขาจะได้มาติดต่อเพื่อร่วมงานกันต่อไป  การสร้างเครือข่ายแบบนี้จึงมีความสำคัญกับธุรกิจในระยะยาว

            หลังจากนั้นในวันอาทิตย์ที่ 6-วันพฤหัสบดี10 กันยายน 2569 ก็มีการประชุม the Passport Global Summit 2026 ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ โดยงานนี้มีพวกนายหน้าอสังหาริมทรัพย์จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่วนมากมีเชื้อสายเป็นชาวเอเชียหลากหลายประเทศ มาชุมนุมกันทุกปีประมาณ 150 คน เมื่อปีที่แล้วก็มีงานนี้ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในปี 2570 เขากะจะมาจัดงานที่ประเทศไทยโดยผมคงจะได้มีส่วนสนับสนุนพวกเขา

            กิจกรรมของงานนี้ก็ได้แก่การดูงานโครงการอสังหาริมทรัพย์ในเกาหลีใต้ การประชุมและบรรยายต่างๆ ซึ่งผมก็ได้บรรยายเกี่ยวกับการลงทุนอสังหาริมทรัพย์สำหรับคนต่างชาติในไทย และทุกคืนก็มีงานเลี้ยงต้อนรับ เลี้ยงสังสรรค์ เลี้ยงอำลา เพื่อให้ผู้เข้าร่วมทั้งหลายได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกัน และเมื่อได้สานสัมพันธ์กันแน่นหนาขึ้นแล้ว โอกาสทางธุรกิจก็จะตามมา

            แม้เป็นงานใหญ่ เขาเชิญไปร่วมงานและบรรยายแต่ไม่ได้จัดหาที่พักให้ โดยที่ผมไปผู้เดียว ก็กินอยู่อย่างประหยัด ไม่สนหน้าตาอะไร แม้คราวนี้จะเดินทางโดยการบินไทยเพราะต้องต่อเครื่องไปภูเก็ตในเวลาที่เหมาะสม แต่ที่พักก็พักโรงแรมถูกๆ เพียงราวหนึ่งในห้าของห้องพักที่โรงแรมจัดงาน (Sofitel Ambassador Hotel) เรียกได้ว่าพัก 3 คืนยังถูกกว่าพักที่โรงแรมใหญ่ 1 คืน แถมอยู่ใกล้โรงแรมใหญ่ เดินเท้าเพียง 6 นาที

            พอถึงวันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน ผมก็เดินทางไปภูเก็ต เพื่อเตรียมบรรยายและจัดสัมมนาอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต อันที่จริงมีเที่ยวบินตรงจากกรุงโซลมาภูเก็ต แต่มาถึงดึก เลยใช้บริการการบินไทย  พอวันรุ่งขึ้น ศุกร์ที่ 11 กันยายน ก็จัดสัมมนาเป็นภาษาอังกฤษ โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 80 คน ก็นับว่าประสบความสำเร็จด้วยดี มีโอกาสพบปะกับนักลงทุน นายหน้า นักพัฒนาที่ดิน เผื่อจะได้ให้บริการประเมินค่าทรัพย์สิน สำรวจวิจัยอสังหาริมทรัพย์ต่อไป

            กลับมาคืนนั้นก็ไม่ได้พบเพื่อนร่วมงานที่บริษัทเลย และในค่ำวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน ผมก็ต้องเดินทางอีกแล้ว คราวนี้ไปเมืองไทจงซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของนครไทเป ไต้หวันเพื่อประชุมคณะกรรมการ FIABCI และบรรยายในงาน FIABCI International Trade Mission 2026 ซึ่งมีประเทศต่างๆ เข้าร่วม 200 คนจาก 25 ประเทศ และนักลงทุนไต้หวันอีกราว 300 คน และเช่นเดิม ผมก็ไปบรรยายเกี่ยวกับการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ของคนต่างชาติในไทย

            ผมเดินทางไปกลับไต้หวันด้วยสายการบินราคาถูกเช่นเดิม เน้นประหยัด ไม่สนหน้าตา หน้าตาจะมาจากการนำเสนอข้อมูลดีๆ เป็นที่ยอมรับของผู้เข้าร่วมต่างหาก  งานนี้ยังจัดขึ้นที่โรงแรม Intercontinental Taichung ซึ่งแพงระยับคืนละ 10,000 บาท แต่ผมพักที่ Star Hostel Taichung Parklane ซึ่งอยู่ห่างกันแค่เดิน 2 นาที สนนราคาก็เพียงหนึ่งในหกของโรงแรมจัดงานเท่านั้น

            ในบ่ายวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน ผมก็เดินทางกลับมากรุงเทพมหานคร ถึงดอนเมืองในเวลาประมาณ 19:00 น. และต่อรถไปสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อเดินทางไปกรุงธากา ประเทศบังคลาเทศ ในเวลาประมาณ 23:00 น. และถึงที่นั่นในเวลาประมาณตีหนึ่งของวันศุกร์ที่ 18 กันยายน และเขาจัดให้พักในโรงแรมสุดหรูในฐานะวิทยากรคนสำคัญอีกเช่นเคยคือที่ Radisson Blu Dhaka Water Garden โดยเจ้าภาพจัดให้พัก 3 คืน

            ไปเที่ยวนี้ได้ไปดูงานอสังหาริมทรัพย์ในวันศุกร์ที่ 18 กันยายน บรรยายในวันที่ 19 กันยายน และเดินทางกลับในวันอาทิตย์ที่ 20 กันายน นับว่าเป็นการเดินทางที่ยาวนานอีกเช่นกัน ทั้งนี้ผมเคยเดินทางไปบังคลาเทศแล้ว เมื่อ 2 ปีก่อน เพื่อรับจ้างประเมินค่าทรัพย์สินให้กับรัฐบาลแห่งหนึ่ง และได้พบปะกับนักลงทุนต่างๆ หลายราย ครั้งนี้คงได้สร้างเครือข่ายที่ดีอีกเช่นกัน

            สิ้นเดือนกันยายน ยังต้องเดินทางไปนครดานัง ประเทศเวียดนาม ในระหว่างวันพุธที่ 30 กันยายน – วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 2569 พอดีผมเคยเป็นกรรมการของสมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินแห่งอาเซียน และไปร่วมกิจกรรมกับสมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินจาก 8 ประเทศในอาเซียน (ยกเว้นเมียนมาและลาวซึ่งยังไม่มีสมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สิน) การไปประชุมคราวนี้ก็จะได้สร้างเครือข่ายเช่นเดิม การที่ผมได้งานประเมินค่าทรัพย์สินต่างๆ ในภูมิภาคนี้ก็มาจากการมีมิตรภาพที่ดีกับเพื่อนร่วมวิชาชีพจากประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้เช่นกัน

            เป็นอันจบการเดินทางตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม-กันยายน รวม เมียนมา เกาหลี ไต้หวัน และบังคลาเทศ อันที่จริงในเดือนตุลาคม ยังมีบรรยาย ณ นครเซบู ฟิลิปปินส์ รวมทั้งการสัมมนาใหญ่ที่กรุงโตเกียวอีกด้วย เอาไว้จะได้เล่าให้ฟังต่อไป

            การไปต่างประเทศเพื่อสร้างเครือข่ายให้ได้งานที่กว้างขวางกว่าทั่วไป เป็นสิ่งที่พึงดำเนินการ (แม้จะเหนื่อยยากบ้าง)

7

              เมื่อ 19 กันยายน 2568 รัฐบาลฟิลิปปินส์อนุญาตให้ต่างชาติเช่าที่ดินได้ 99 ปี ไทยเราก็มีข้อเสนอทำนองเดียวกัน มาลองดูกันว่ามาตรการนี้ได้ผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ ถ้าช่วยได้ ไทยจะได้ทำบ้าง แต่ถ้าไม่ ไทยจะได้ทบทวน
             ผมมีเพื่อนที่เป็นนักวิชาชีพ นักพัฒนาที่ดินในฟิลิปปินส์เป็นจำนวนมาก จึงได้รับความคิดเห็นจาหลายต่อหลายท่าน ได้แก่ นาย Rey D. Cartojano อดีตนายกสมาคมนายหน้าฟิลิปปินส์ นาย Dan Dumalahay กรรมการสมาคมนักพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย นาย Bobby Sy อดีตนายกสมาคมนักพัฒนาที่ดินฟิลิปปินส์ นาง Melinda Lit และ Dr.Marry Gaw So อดีตนายกสมาคมที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ และนาย Bansan Choa อดีตนายกสมาคมผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์

             สาธารณรัฐบัญญัติเลขที่ 12252 (Republic Act No. 12252 ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568) มีขอบเขตการบังคับใช้ที่เฉพาะเจาะจงและแคบกว่ากรอบแนวคิดที่เข้าใจกันโดยทั่วไปในหมู่สาธารณชน กฎหมายฉบับนี้มิได้เปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศ ผู้เกษียณอายุ หรือผู้ซื้อในภาคที่อยู่อาศัยสามารถเข้าถึงการครอบครองที่ดินได้แต่อย่างใด

             แต่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินของนักลงทุน (Investors’ Lease Act - RA 7652) โดยขยายระยะเวลาการเช่าที่ดินสูงสุดสำหรับ นักลงทุนต่างชาติที่มีคุณสมบัติครบถ้วน (กล่าวคือ ผู้ที่มีการลงทุนที่ได้รับการอนุมัติและจดทะเบียนในภาคการผลิตที่มีความสำคัญเร่งด่วน) จากเดิม 75 ปี เป็นการรวมระยะเวลาสัญญาเป็นวาระเดียวสูงสุดไม่เกิน 99 ปี สิทธิการเช่านี้จะผูกติดกับโครงการที่ได้รับการอนุมัติ และต้องใช้เพื่อวัตถุประสงค์ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น โดยจะสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติหากมีการถอนการลงทุนหรือการใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์ ทั้งนี้ ภาคธุรกิจที่มีสิทธิ์เข้าร่วมจะถูกจำกัดเฉพาะภาคอุตสาหกรรม, อุตสาหกรรมเกษตร, การท่องเที่ยว (มูลค่าการลงทุนขั้นต่ำ 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ), เกษตรกรรม, วนเกษตร และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญที่มิให้ชาวต่างชาติเป็นเจ้าของที่ดินยังคงมีผลบังคับใช้อยู่เช่นเดิม กฎหมายฉบับนี้จึงเป็นการให้สิทธิ์ในเรื่องของ "ระยะเวลา" มิใช่ "กรรมสิทธิ์"

             กฎหมายนี้ก่อให้เกิดการหลั่งไหลเข้ามาของผู้เช่าต่างชาติแล้วหรือไม่? ข้อนี้ยังคงเร็วเกินไปที่จะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลง และสมมติฐานดังกล่าวถือเป็นการเข้าใจกลไกคลาดเคลื่อน เนื่องจากกฎระเบียบและข้อบังคับในการดำเนินงาน (IRR) เพิ่งจะเสร็จสิ้นในปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 และโครงการในระดับขนาดนี้ต้องใช้เวลาหลายปีในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้ การจัดหาเงินทุน การคัดกรอง และการก่อสร้าง ดังนั้น จึงยังไม่มีการจดทะเบียนสัญญาเช่าเป็นจำนวนที่มีนัยสำคัญในขณะนี้ และข้อคิดเห็นในปัจจุบันล้วนเป็นมุมมองที่คาดการณ์ไปในอนาคตทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายฉบับนี้มุ่งเป้าไปที่ "เงินทุน" มิใช่ "บุคคล" โดยเป็นการเน้นย้ำถึงข้อผูกพันในระดับองค์กรและผูกพันกับตัวโครงการ มากกว่าการเปิดรับผู้เช่าในนามบุคคลธรรมดา คำถามที่แท้จริงจึงอยู่ที่ว่าจำนวนสัญญาเช่าที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจะสะสมเพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าหรือไม่

             กฎหมายนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือ? ในทางหลักการถือว่า "ได้" เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศฟิลิปปินส์มีมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ล้าหลังกว่าประเทศพันธมิตรในกลุ่มอาเซียน (โดยมีมูลค่าประมาณ 8.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี พ.ศ. 2567 ซึ่งน้อยกว่าเงินทุนไหลเข้าของประเทศเวียดนามและอินโดนีเซียเป็นอย่างมาก) และระยะเวลาการถือครองที่สั้นรวมถึงความไม่แน่นอนของสิทธิ์ ถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน การรับรองสิทธิ์การเช่าระยะยาว 99 ปี ซึ่งสามารถจดทะเบียนและใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้นั้น จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน (Bankability) และยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศให้ทัดเทียมกับสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อภาคพลังงานหมุนเวียน ศูนย์ข้อมูล (Data Centres) ภาคการผลิต ภาคโลจิสติกส์ และนิคมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

             อย่างไรก็ตาม มีปัจจัย 3 ประการที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบ ได้แก่:

ระยะเวลาการถือครองเป็นเพียงตัวแปรหนึ่งในหลายๆ ปัจจัย เนื่องจากต้นทุนค่าไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐาน ความสามารถในการคาดการณ์ทางกฎระเบียบ และความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล (ซึ่งถูกซ้ำเติมจากประเด็นอื้อฉาวเกี่ยวกับการควบคุมอุทกภัยในปัจจุบัน) ล้วนเป็นปัจจัยที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของกฎหมายฉบับนี้

การปฏิรูปครั้งนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของชุดมาตรการ (เช่น กฎหมาย CREATE และ CREATE MORE, กฎหมายสิทธิ์ในทางหลวง (Right-of-Way Law) และบัญชีรายชื่อควบคุมเชิงลบฉบับที่ 13 (13th Negative List)) จึงเป็นการยากที่จะแยกแยะผลสัมฤทธิ์ที่เป็นอิสระเฉพาะของกฎหมายฉบับนี้เพียงอย่างเดียว

ผลตอบแทนขึ้นอยู่กับการบังคับใช้กฎหมาย และการใช้ประโยชน์จากที่ดินในเชิงการผลิตจริงมากกว่าการเก็งกำไร ซึ่งกฎเกณฑ์การเริ่มดำเนินโครงการภายใน 3 ปี มาตรการป้องกันการใช้ตัวแทนอำพราง (Anti-dummy safeguards) และบทลงโทษ (ปรับ 1–10 ล้านเปโซฟิลิปปินส์ ร่วมกับโทษจำคุก) ได้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหานี้ แต่มีเพียงการปฏิบัติจริงเท่านั้นที่จะพิสูจน์ถึงประสิทธิผลดังกล่าวได้

             ผู้รู้หลายท่านก็ยังไม่เห็นว่ามีการไหลบ่าของทุนข้ามชาติมาอย่างชัดเจน การที่จะให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจจึงยังเป็นที่เป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตามสาธารณรัฐบัญญัติเลขที่ 12252 ได้ขจัดอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่มีมาอย่างยาวนานต่อการลงทุนต่างชาติในระยะยาว โดยเปลี่ยนจากระบบเดิมที่ต้องพึ่งพาเงื่อนไขการต่ออายุสัญญา มาเป็นการรับรองระยะเวลาการเช่าที่แน่นอนและมีศักยภาพในการแข่งขันภายในภูมิภาค

             การดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้หรือไม่นั้น ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม และขึ้นอยู่กับการปฏิรูปด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการบังคับใช้กฎหมาย จนถึงช่วงกลางปี พ.ศ. 2569 ยังไม่มีข้อมูลหลังการประกาศใช้กฎหมายที่สามารถชี้วัดผลสัมฤทธิ์จากบทบัญญัตินี้ได้อย่างชัดเจน คำมั่นสัญญาของกฎหมายฉบับนี้มีความเป็นไปได้แต่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องมือที่สร้างสภาวะที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุน แต่ไม่สามารถรับประกันได้ว่าเม็ดเงินลงทุนจะหลั่งไหลเข้ามาจริง

             สำหรับในประเทศไทย ที่ผ่านมาก็ให้เช่าได้ 30 ปี และมีให้เช่า 50 ปีในกรณีเช่าเพื่อการพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามการเช่า 30 ปีก็สร้างประโยชน์มหาศาลแก่ผู้เช่าแล้ว เช่นที่ผ่านมา มีการเช่าที่ดินเซ็นทรัลลาดพร้าว 30 ปี ห้างก็ได้กำไรมหาศาล รวมทั้งกิจการทางด่วน รถไฟฟ้า ก็ล้วนแต่ให้เวลาเช่า 30 ปี ก็สุดจะคุ้มค่าสำหรับนักลงทุนอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้เช่า 99 ปี

             ในฟิลิปปินส์ มีจีนเทามาแฝงตัวจนได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีแล้ว ในไทยของเราหากให้พวกจีนเทาหรือชาติอื่นมา ต่อไปรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีไทย อาจเป็นคนจีนก็ได้ ตอนนี้คงกำลังสวมสัญชาติไทยหรือแจ้งเกิดทิพย์ตามข่าวอยู่ ยิ่งถ้าให้เช่า 99 ปี เมื่อครบกำหนด คนให้เช่าคงตายไปหมดเหลือแต่ผู้เช่ากระมัง

8
            มาตรการที่รัฐบาลต่างๆ ของไทยออกมาเพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนของคนต่างชาติ ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจดังหวัง แต่กลับกลายเป็นเป็นการ “ขายชาติ” ไปอย่างน่าเสียดาย ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

            ในช่วงนี้ผมได้รับเชิญไปบรรยายเกี่ยวกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั้งที่ประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน บังคลาเทศ และเมียนมาร์ แลกเปลี่ยนกับผู้รู้จากทั่วทุกมุมโลก เห็นชัดเจนว่ากันที่หวังกระตุ้นให้ต่างชาติมาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทย ไม่ได้ผลเท่าที่ควร รัฐบาลควรมีการแก้ไขโดยรีบด่วน ก่อนที่จะ ”สิ้นชาติ“ จริงๆ

            ปี 2542 ในสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย ได้อนุญาตให้ นักลงทุนสามารถเช่าที่ดินได้ 50 ปี แต่ก็ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ และในขณะที่ก่อนหน้านี้ ต่างชาติก็มาลงทุนกันทั้งที่ไทยให้เช่าที่ดินเพียง 30 ปี ไม่ว่าจะเป็นห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว โรงแรมแกรนด์ไฮแอทเอราวัณ โรงแรม อาคารสำนักงาน ห้องชุดสุดหรูในบนถนนราชดำริ และซอยมหาดเล็กหลวงและที่อื่นๆ เป็นต้น หรือแม้แต่สัมปทานโครงการขนาดใหญ่ เช่น โทลเวย์ หรือรถไฟฟ้าบีทีเอส ก็ทำสัญญาเพียงแค่ 30 ปี นักลงทุนต่างก็ยินดี

            ในปีเดียวกัน รัฐบาลชวนยังอนุญาตให้ต่างชาติที่นำเงินเข้ามาลงทุนเพียง 40 ล้านบาท สามารถซื้อที่ดินปลูกบ้านได้หนึ่งไร่ (ไม่แน่ว่ามูลค่าที่ดินอาจสูงกว่ามูลค่าการลงทุนด้วยซ้ำไป) ที่ไหนก็ได้ในประเทศไทย มาตรการนี้ไร้ผลเพราะมีผู้ลงทุนจริงน้อยมาก เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ที่หวังนำเงินสะอาดๆ เข้ามาเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจมีน้อยมาก ส่วนมากคงเป็นพวกเทาๆ ที่ไม่ต้องการแจ้งที่มาที่ไปของเงินมากกว่า จึงพบมีการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ผ่านนอร์มินีมากมายมาเป็นเวลานานมากแล้ว

            ปี 2551 ในสมัยรัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้เพิ่มสัดส่วนให้ต่างชาติถือครองห้องชุดได้ 49% จากเดิม 40% โดยอ้างว่าเพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจให้ต่างชาติมาซื้อห้องชุดมากขึ้น จากปีนั้นถึงปีนี้ (2569) 18 ปีผ่านไป ก็พบว่ามีต่างชาติมาซื้อห้องชุดน้อยมาก จะมีก็บางตึกที่เป็นอาคารชุดราคาแพงที่ต่างชาตินิยมซื้อเท่านั้น และในช่วงที่ผ่านมาก็ยังมีความพยายามเรียกร้องให้เพิ่มสัดส่วนให้ต่างชาติถือครองห้องชุดได้ถึง 75%-80% ข้อเรียกร้องเหล่านี้มาจากนักพัฒนาที่ดินเพื่อหวังขายสินค้าของตนให้ได้เท่านั้น ไม่ได้เป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชาติแต่อย่างใด

            ปี 2561 ในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา มีประกาศจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนว่าต่างชาติที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนสามารถซื้อที่ดินได้ 5 ไร่ไว้ประกอบกิจการ 10 ไร่อยู่อาศัย และอีก 20 ไร่สร้างที่อยู่อาศัยให้คนงานอยู่ เรื่องนี้แปลกมากดูเหมือนเป็นการเตรียมความพร้อมให้พวกจีน (เทา) มาครอบครองประเทศไทย พร้อมส่งคนงานระดับล่างและครอบครัวมาอยู่ไทยหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ที่เศรษฐกิจไทยเปลี่ยนจากภาคการเกษตรเป็นภาคอุตสาหกรรมก็เพราะการลงทุนของญี่ปุ่น และต่อมาก็เป็นเกาหลีและชาติอื่นๆ แต่ก็ไม่มีชาติใดอยากได้ที่ดินมากมายปานนี้ ไม่รู้ป่านนี้พวกจีน (เทา) ไล่สะสมที่ดินไว้เท่าไหร่แล้ว

            ในปีเดียวกันโดยรัฐบาลชุดเดียวกันก็เลยออกพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกที่ที่สุดจะ “ขายชาติ” โดยให้ต่างชาติเช่าที่ดินได้ถึง 99 ปี (50 ปี+49 ปี) แต่เดิมจะทำสัญญาเช่าที่สองได้ก็ต่อเมื่อ (ใกล้) หมดสัญญาแรก แต่นี่สามารถทำสัญญาสองฉบับในเวลาเดียวกันได้เลย จนทำให้เจ้าของที่ดินเสียเปรียบเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น กรณีการเช่าที่ดินสร้างห้างเซ็นลาดพร้าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทยในปี 2521 ค่าเช่าที่ดิน 30 ปีแรกในสมัยนั้นถูกมาก นี่ถ้าให้เช่ายาวถึง 50 ปี ปี 2571) หรือ 99 ปี ก็แทบเท่ากับยกที่ดินให้เขาใช้ฟรีนั่นเอง การรถไฟคงไม่ได้ค่าเช่าปีละนับพันล้านบาทอย่างในปัจจุบัน

            ยิ่งกว่านั้นในเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกต่างชาติยังสามารถซื้อห้องชุดได้ 100%  การลงทุนของพวกจีนก็ไม่ใช่เฉพาะด้านเทคโนโลยีดังที่เขียนไว้ในพระราชบัญญัติดังกล่าว เพราะยังรวมถึงธุรกิจบริการต่างๆ อีกด้วย ส่วนการลงทุนด้านเทคโนโลยีก็คงไม่ได้มีอะไรถ่ายทอดถึงคนไทยยกเว้นเล่น “ปาหี่ มาสอนเด็กนักเรียน กรณีนี้ต่างจากประเทศจีนอย่างสิ้นเชิง จีนได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างครบถ้วนจนสามารถสร้างรถไฟความเร็วสูงได้ดีกว่าฝรั่งเศส สามารถสร้างรถไฟฟ้าได้ดีกว่าสหรัฐอเมริกาที่เข้าไปลงทุน โดยนัยนี้ ภาคตะวันออก (ที่จัดเตรียมสาธารณูปโภคไว้อย่างดีที่สุดของประเทศไทย) คงกลายเป็นเพียง “อาณานิคม” ของต่างชาติ

            ต่อไปนี้ประเทศไทย และคนไทยจะยากจนลง ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด ไม่ได้เจริญขึ้นดังคาดหวัง นักลงทุนเกาหลีญี่ปุ่น และอื่นๆ ก็คงทยอยออกไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน คนไทยที่เคยทำงานในโรงงานเหล่านั้นก็คงตกงาน พวกจีนเทาก็เอาแต่คนงาน และครอบครัวของพวกเขามากันเอง ตลาดที่อยู่อาศัยที่เคยคึกคักที่สุดในประเทศไทยในจังหวัดชลบุรี ก็คงเหลือบานเบอะ เพราะคนงานไทยก็คงต้องย้ายกลับภูมิลำเนา  ส่วนงานคนงานจีน บริษัทจีนก็จัดหาบ้านพัก พร้อมสร้างชุมชนให้พวกเขาอยู่แล้ว

            จากประสบการณ์ที่ได้พบเห็นมาทั่วโลก และในฐานะกรรมการสหพันธ์อสังหาริมทรัพย์สากล (International Real Estate Federation) ที่พบปะกับนักอสังหาริมทรัพย์แทบทุกประเทศยืนยันได้ว่า ไม่มีประเทศใด “ขายแผ่นดิน” เท่ากับประเทศไทยอีกแล้ว ยกเว้นประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นแหล่งสแกมเมอร์และที่ถูกยึดอำนาจไว้ในขณะนี้เท่านั้น สิงคโปร์ และมาเลเซียที่เจริญกว่าเราก็ไม่มีมาตรการแบบนี้ เวียดนาม และอินโดนีเซียที่ดูดนักลงทุนไปจากไทยก็ยังไม่ได้ให้สิทธิต่างชาติมากเท่าไทย

            ประเทศไทยจึงควรยกเลิกการให้เช่าที่ดินระยะยาว 99 ปี หรือให้สิทธิ์ขาดซื้อที่ดินอย่างไม่มีการตรวจสอบเท่าที่ควร และที่สำคัญไม่ได้จัดเก็บภาษีซื้อ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีกำไรจากการขายต่อ และภาษีมรดกเฉกเช่นนานาอารยประเทศ (ที่ทำให้สามารถได้เม็ดเงินมาพัฒนาประเทศจริง) รัฐบาลต้องไม่ฟังแต่ผู้ที่หวังผลประโยชน์

9

            คุณสิริวัน ร่มฉัตรทอง เลขาธิการ สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT) ซึ่งเข้าร่วมต้อนรับ Director-General ท่านใหม่ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ร่วมกับประธาน ECOT ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) และรองประธาน ECOT และคณะกรรมการท่านอื่นๆ ได้เขียนข้อคิดไว้น่าสนใจ และเกี่ยวข้องกับนายจ้างในภาคอสังหาริมทรัพย์ด้วย ดร.โสภณจึงขอนำเสนอข้อคิดเห็นของคุณสิริวันไว้ ณ ที่นี้

            กล่าวคือ Decent Work หมายถึง “งานที่มีคุณค่า” หรือ “งานที่เหมาะสม” ตามคำนิยามขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ความหมายหลัก หมายถึง งานที่สร้างรายได้ที่เป็นธรรม มีความปลอดภัยในการทำงาน และมีความมั่นคงในอาชีพเคารพสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ และมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เปิดโอกาสให้มีความเท่าเทียม และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

            องค์ประกอบสำคัญ (4 เสาหลักของ Decent Work)การจ้างงาน (Employment): สร้างโอกาสงานที่มีผลิตภาพและรายได้ที่เหมาะสมสิทธิในการทำงาน (Rights at work) เคารพสิทธิพื้นฐานและปฏิบัติอย่างเท่าเทียมการคุ้มครองทางสังคม (Social protection) มีความปลอดภัยและสวัสดิการรองรับการมีบทบาททางสังคม (Social dialogue): มีเสรีภาพในการรวมกลุ่มและแสดงความคิดเห็น

            คุณสิริวันเขียนไว้ดังนี้:

            ในการหารือกับ Director-General ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 มีคำถามหนึ่งจากท่าน ที่พี่คิดว่าน่าสนใจและอยากนำมาเล่าต่อค่ะ

            ท่านถามถึงมุมมองของนายจ้างไทยต่อ Convention No. 193 — Decent Work in the Platform Economy Convention, 2026 ซึ่งเพิ่งได้รับการรับรองจาก ILC เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และถือเป็นมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศฉบับแรกที่จัดทำขึ้นสำหรับเศรษฐกิจแพลตฟอร์มโดยเฉพาะ

            คำถามของ DG เปิดโอกาสให้เราในฐานะตัวแทนฝั่งนายจ้าง ได้ฉายภาพจริงของโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมไทย ที่ต้องมองอย่างรอบด้านและสมดุลค่ะ  ความกังวลของนายจ้าง ไม่ใช่เรื่องที่ว่าแรงงานแพลตฟอร์มควรได้รับความคุ้มครองหรือไม่  เพราะแน่นอนพวกเขาควรได้รับการคุ้มครองค่ะ แต่โจทย์ใหญ่คือ เราจะออกแบบกติกาอย่างไร ให้คุ้มครองคนทำงานได้จริง โดยไม่ไปทำลาย "อิสระและความคล่องตัว" ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้งานแพลตฟอร์มมีเสน่ห์และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในทุกวันนี้

             พี่จึงได้แลกเปลี่ยนกับท่าน DG ใน 5 ประเด็นสำคัญค่ะ

            1. คุ้มครองคนทำงาน แต่ต้องรักษาความยืดหยุ่นไว้ด้วย

            คนทำงานแพลตฟอร์มในไทยมีความหลากหลายมาก บางคนทำเป็นอาชีพหลัก แต่สำหรับอีกหลายคน งานแพลตฟอร์มคือรายได้เสริม หรือเป็นเสมือน “ตาข่ายรองรับ” ในช่วงที่ต้องการรายได้เพิ่มเติม ดังนั้น การนำรูปแบบการจ้างงานแบบเดิมไปครอบทั้งหมด อาจไม่ได้ตอบโจทย์ทุกคน และอาจทำให้บางคนสูญเสียความยืดหยุ่นหรือโอกาสในการหารายได้โดยไม่ตั้งใจ

            2. เลี่ยงการที่จะทำอะไรๆ แบบ สูตรสำเร็จ (One-Size-Fits-All)

            เมื่อรูปแบบการทำงานไม่เหมือนกัน การคุ้มครองก็ไม่จำเป็นต้องออกแบบเหมือนกันทั้งหมด ให้เข้ากับความจริง เมื่อคนทำงานมีโจทย์ชีวิตไม่เหมือนกัน กติกาที่บังคับใช้กับทุกคนก็ไม่ควรเป็นแบบเดียว การจัดประเภทรูปแบบการทำงานต้องมองเห็นความหลากหลายนี้ เพื่อให้การคุ้มครองตรงจุดและไม่เป็นอุปสรรคต่อคนที่ต้องการความคล่องตัวสูง

            3. ถึงเวลาคิดเรื่อง “สิทธิที่ติดตามตัวคนทำงาน”(Portable benefit)

            ที่จริง C193 เองก็รับรู้ถึงความหลากหลายของ business models และ work arrangements ตลอดจนความแตกต่างของบริบทแต่ละประเทศ   โลกการทำงานวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว คนหนึ่งอาจทำงานประจำไปด้วย รับงานจากหลายแพลตฟอร์มไปด้วย หรือเปลี่ยนรูปแบบการทำงานหลายครั้งในชีวิต   พี่จึงเสนอแนวคิดว่า ระบบ social protection ในอนาคตควรค่อย ๆ เคลื่อนไปสู่ portable benefits (สิทธิที่ติดตามตัวคนทำงาน ไม่ใช่ติดอยู่กับนายจ้างหรือแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง)

            เราควรศึกษาต่อว่าจะออกแบบระบบอย่างไรให้การสะสมสิทธิต่อเนื่อง โปร่งใส ไม่สูญหาย และไม่เกิดภาระซ้ำซ้อน

            *อันนี้พี่ขอฝากเป็นโจทย์ไว้กับบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ด้วยค่ะ*????

            4. Algorithm ต้องโปร่งใส — แต่ต้องสมเหตุสมผล

            เมื่อ algorithm มีผลต่อการจ่ายงาน รายได้ การประเมิน หรือการระงับบัญชี คนทำงานก็ควรเข้าใจหลักเกณฑ์ที่มีผลต่อเขา  แต่ความโปร่งใสต้องออกแบบให้ปฏิบัติได้จริง และไม่หมายถึงการบังคับให้ธุรกิจเปิดเผยความลับทางการค้า หรือเทคโนโลยีที่เป็นหัวใจของการแข่งขัน

            5. ต้องมองทั้ง “ระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ” (Ecosystem) อย่ามองเฉพาะ Platform กับ Worker

            Platform economy ไม่ได้มีเพียงบริษัทแพลตฟอร์มกับคนทำงาน  ในระบบเดียวกันยังมีร้านอาหาร ร้านค้า SMEs ผู้ให้บริการ และผู้บริโภคอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะ SMEs หลายแห่งใช้แพลตฟอร์มเป็นช่องทางสำคัญในการเข้าถึงลูกค้าและตลาด

            ดังนั้น หากกติกาใหม่เพิ่มต้นทุนหรือข้อจำกัดโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบทั้งระบบ ผลที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้หยุดอยู่ที่แพลตฟอร์มหรือแรงงาน แต่ส่งต่อไปถึง SMEs ผู้บริโภค และเศรษฐกิจฐานรากด้วย

            สารสำคัญที่พี่ฝากไว้กับท่าน DG จึงสรุปได้ง่าย ๆ ว่า “คุ้มครองคนทำงาน พร้อมกับรักษาความยืดหยุ่น นวัตกรรม และโอกาส” (Protect people — while preserving flexibility, innovation and opportunity.)

เราต้องการ งานที่มีคุณค่า (Decent Work) และการคุ้มครองคนทำงานที่ดีขึ้นค่ะ เป้าหมายไม่ควรเป็นการทำให้งานรูปแบบใหม่ย้อนกลับไปเหมือนการจ้างงานรูปแบบเดิม แต่คือการสร้างการคุ้มครองที่เหมาะกับโลกการทำงานรูปแบบใหม่

            และพี่ก็ขอความเห็น DG ถึง “จุดสมดุลที่เหมาะกับประเทศไทย” ค่ะ

            ถ้าที่ทำงานและงานมีคุณภาพ ก็ช่วยสร้างผลิตภาพให้กับองค์กรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้เป็นอย่างมากในยุคที่เราต้องช่วยกันฝ่าฟันเพื่อความอยู่รอดขององค์กรและทุกคน


10
ออฟฟิศ ให้เช่า ขนาด 100 ตร.ม. พระราม 3 กรุงเทพฯ ใกล้โลตัส ใกล้ Central ใกล้ทางด่วน เดินทางสะดวก

อาคารสำนักงาน @Area สูง 8 ชั้น
เหมาะสำหรับธุรกิจ SME / ธุรกิจออนไลน์ / ธุรกิจ IT / บริษัทสตาร์ทอัพ
เริ่มต้น 250 บาท ต่อตารางเมตร

รายละเอียดอาคาร
- อาคารสำนักงานสูง 8 ชั้น
- พื้นที่ให้เช่า 100 – 300 ตร.ม.
- สามารถจดทะเบียนบริษัทได้
- ระบบเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วน เปิด–ปิดเองได้
- สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง
- เข้า–ออกอาคารได้ 7 วัน / สัปดาห์

สิ่งอำนวยความสะดวกใกล้อาคาร
- สนามกอล์ฟ
- สนามฟุตซอล
- สนามแบดมินตัน

สิ่งอำนวยความสะดวกในอาคาร
- Fitness
- คลินิกเสริมความงาม
- ภัตตาคารจีน
- ร้านอาหารเกาหลี
- ร้านกาแฟ
- ร้านอาหารและบาร์สำหรับนั่งชิล

เหมาะสำหรับ
- บริษัท SME
- ธุรกิจออนไลน์
- ธุรกิจ IT
- สำนักงานทั่วไป

ที่ตั้ง
- หน้าปากซอย นนทรี 5 ถนนนนทรี
- แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120

แนะนำข้อมูล สำหรับการเดินทาง :
- ติดทางด่วนสาธุประดิษฐ์ ทางด่วนพระราม 3 ใกล้สาทร นราธิวาส เจริญกรุง
- ใกล้โลตัสพระราม3
- ใกล้เซ็นทรัลพระราม3
- ใกล้ ตลาดรุ่งเจริญ, สนง.เขตยานนาวา

ทำเลใกล้ระบบขนส่ง และสาธารณูปโภค :
- ใกล้รถไฟฟ้า ใกล้สถานีรถไฟฟ้า ใกล้ทางด่วน ใกล้จุดขึ้นลงทางด่วน ใกล้ถนนสายหลัก ใกล้ถนนใหญ่ ใกล้หน่วยงานราชการ ใกล้แหล่งช้อปปิ้ง ใกล้ซุปเปอร์มาร์เก็ต ใกล้ตลาด ใกล้ร้านอาหาร

นัดชมออฟฟิศ
- โทร : คลิกเพื่อดูเบอร์โทรติดต่อ (คุณแอม)
- LINE ID : pattama1148
- E-mail : monthida.amp@gmail.com
- https://www.facebook.com/nonsi5.center/

11
 
          มีกระแสขึ้นเป็นระยะๆ โพนทะนาว่าน้ำทะเลจะท่วมกรุงเทพมหานครในอีก 30 ปีข้างหน้า ทำให้ชาวบ้านกลัวจน "ขี้ขึ้นสมอง" เรามาดูกันว่าประเทศอื่นเขาคิดถึงเรื่องนี้อย่างไรบ้าง จะส่งผลต่ออสังหาริมทรัพย์อย่างไรบ้าง  ที่สำคัญเราต้องมองออกไปรอบบ้าน อย่าให้นักวิทย์ฯ ไทยบางคน หลอกเราได้
          สิงคโปร์ สำนักงานเลขาธิการการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศแห่งชาติ (National Climate Change Secretariat) ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าในรอบหลายปีที่ผ่านมา น้ำทะเลขึ้นปีละ 1.2-1.7 มิลลิเมตร ตั้งแต่ปี 2515 เป็นต้นมา (http://bit.ly/1xPXdqm) บัดนี้ผ่านมา 45 ปี หากเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.5 มิลลิเมตร ก็เท่ากับเพิ่มขึ้น 67.5 มิลลิเมตร (หรือ 6.75 เซนติเมตร หรือ 0.675 เมตร) ซึ่งก็พอๆ กับประเทศไทย  ไม่ได้ขึ้นมากหรือน้อยกว่ากันนัก

          นี่แสดงว่าหากมีการเพิ่มขึ้นของน้ำทะเล 2 เมตร (2,000 มิลลิเมตร) ในอีก 20 ปีข้างหน้า (ซึ่งเป็นไปไม่ได้ดังที่นักวิทย์ฯ ไทยโพทะนา)  ป่านนี้สิงคโปร์คงเต้นเป็นเจ้าเข้าไปแล้ว  ผมไปดูงานที่สิงคโปร์มาตั้งแต่ปี 2538 พบว่าที่สิงคโปร์ เขาวางแผนระยะยาว 20, 30 แต่เดี๋ยวนี้วางแผนไปถึง 50 ปีล่วงหน้าแล้ว  และอาจถึง 100 ปีล่วงหน้าในไม่ช้านี้  ถ้าสิงคโปร์ "บ้าจี้" เหมือนที่ไทยโดนนักวิทย์ฯ "เป่าหู"  ป่านนี้ก็คงสร้างกำแพงรายล้อมสิงคโปร์ไว้แล้วอย่างแน่นอน  แต่นี่เขาเฉยมากเลย

          มาเลเซีย  ทีนี้มาดูการคาดการณ์ของมาเลเซียกันบ้าง  มีการคาดการณ์กันว่าในปี 2643 หรือ (ค.ศ.2100) หรืออีก 83 ปีข้างหน้า น้ำทะเลในบริเวณรอบๆ ประเทศมาเลเซียจะขึ้นแน่นอน  แต่ไม่ได้ขึ้น 2 เมตร 10 เมตร 20 เมตร หรือมากกว่านั้นตามที่นักวิทย์ฯ ไทยกล่าวอ้าง (ส่งเดช) แต่อย่างใด  แต่จะขึ้น 0.253 เมตร หรือ 25.3 เซ็นติเมตร บริเวณใกล้ๆ กังสิงคโปร์ จนถึงประมาณ 1.604 เมตร ในบริเวณเกาะบอร์เนียว ใกล้ๆ กับบรูไน (http://bit.ly/2sxeFWS)  ทั้งนี้คงเป็นเพราะแถวนั้นมีการสูบน้ำมันออกมาขายมากเป็นพิเศษหรืออย่างไร

          จะสังเกตได้ว่าบริเวณแถวสงขลา-ปัตตานี น่าจะมีน้ำทะเลขึ้นสูงเฉลี่ยราว 40 เซนติเมตร ภายในเวลา 83 ปีข้างหน้า  ไม่ใช่ 2-20 เมตรแบบที่เราได้รับการ "กรอกหู" มาโดยนักวิทย์ฯ ไทย  แสดงว่าอะไรได้อีกนอกจากจะบอกว่า "ย.ห." (อย่าห่วง)  ไม่ใช่ว่าเราจะไม่เหลียวแลปัญหาแบบนี้  แต่ว่าอย่าได้ถูกปั่นหัวให้กลัวจน "ขี้ขึ้นสมอง" หรือ "กลัวเป็นบ้าเป็นหลัง" ไปก็แล้วกัน  ต้องใช้วิจารณญาณ หาไม่คนไทยเราก็จะถูกหลอกเรื่อยไปนั่นเอง

          กัมพูชา ณ นครสีหนุวิลล์  องค์การสหประชาชาติ (UN HABITAT) ได้จัดทำรายงานขึ้นชิ้นหนึ่ง (http://bit.ly/2rYe9o0) ระบุว่าในปี 2568 (ค.ศ.2025) น้ำทะเลขึ้นจะมีผลต่อเรือประมงในระดับเล็กน้อย ต่อที่อยู่อาศัยในระดับปานกลาง ต่อการกัดเซาะรุนแรง ต่อถนนหนทางในระดับปานกลาง  แต่ในรายงานไม่ได้มีรายละเอียดผลการสำรวจมากนัก  แต่จากการไปสังเกตการณ์ของผมเองในปี 2559 พบว่าที่นครสีหนุวิลล์แห่งนี้ มีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ  ชายฝั่งก็สวยงาม ไม่พบการกัดเซาะรุนแรงแต่อย่างใด

          ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเซีย หรือ Asian Development Bank ได้เผยแพร่ผลการศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้พบกว่า ในรอบ 120 ปี (พ.ศ.2443 - 2563) ส่วนใหญ่น้ำทะเลขึ้นเพียงเล็กน้อย (http://bit.ly/2rY6Hcu) ดังนี้:

          - นครแคนตอน ประเทศคีริบาติ น้ำทะเลเพิ่มขึ้นราว 7 เซนติเมตร

          - นครมุมไบ ประเทศอินเดีย น้ำทะเลเพิ่มราว 10 เซนติเมตร

          - ประภาคารรัฟเฟิล สิงคโปร์ น้ำทะเลเพิ่มขึ้นราว 10 เซนติเมตร

          - นครดาเวา ประเทศฟิลิปปินส์ น้ำทะเลเพิ่มราว 60 เซนติเมตร

          - นครนากาซากิ ประเทศญี่ปุ่น น้ำทะเลเพิ่มขึ้นราว 20 เซนติเมตร

          - นครเซียะเหมิน ประเทศจีน น้ำทะเลเพิ่มราว 13 เซนติเมตร

          โดยนัยนี้จึงไม่ต้องตกอกตกใจไปมากเป็นพิเศษแต่อย่างใด  การเพิ่มขึ้นของน้ำทะเลนั้น เป็นไปอย่างช้า ๆ  ต่อให้น้ำแข็งจากขั้วโลกทั้งสองขั้วละลายหมด ก็เพิ่มปริมาณน้ำขึ้นอีกเพียงเล็กน้อย เนื่องจากปริมาณน้ำที่ขั้วโลกมีไม่ถึง 1% ของน้ำทั่วโลก เพราะปริมาณน้ำที่เป็นรูปของน้ำแข็งและหิมะ มีเพียง 1.7% ของน้ำทั้งโลก  ถ้าในกรณีน้ำที่อยู่ทั่วขั้วโลก จึงน่าจะมีไม่ถึง 1% ด้วยซ้ำไป (https://on.doi.gov/1K4gY8U)  ดังนั้นจึงอย่าไปเชื่อคำโพทะนาว่าน้ำจะท่วมโลกแต่อย่างใด

          หลายคนเน้นใช้ความรู้สึกมาบอกว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ รุนแรงขึ้น แต่ความจริงก็คือ พายุหมุนเขตร้อนที่เข้ามาในประเทศไทยมีปริมาณลดลงตลอดในช่วงปี 2494-2549 รวมทั้งอุณหภูมิเฉลี่ยในช่วง พ.ศ.2539-2549 ก็ไม่แตกต่างกันเลย  ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยกลับลดลงนับแต่ปี 2483 ที่สำรวจ ความรู้สึกที่ไม่อิงข้อมูล มักทำให้คิดตรงข้ามกับความจริง และมักจะรีบเชื่อเมื่อมีผู้ทำให้ตกใจ (http://bit.ly/2qULCzn)

          ส่วนที่เห็นน้ำท่วมโบสถ์วัดขุนสมุทรนั้น คงเป็นเพราะการทรุดตัวของดินจากผลของการสูบน้ำบาดาลเกินขนาด การทำลายป่าชายเลน การพังทลายของตลิ่งและอื่น ๆ ซึ่งเป็นมาโดยตลอด ไม่ใช่เพราะภาวะโลกร้อนแต่อย่างใด เป็นธรรมชาติรอบอ่าวไทย ที่บางส่วนของพื้นที่อาจถูกกัดเซาะ บางบริเวณก็กำลังเกิดที่งอก ในสมัยโบราณ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาแต่เดิมเป็นทะเลทั้งหมด ทุกวันนี้ใต้ท้องนาในจังหวัดอยุธยา ยังขุดทรายมาขายกันได้เป็นล่ำเป็นสัน วัดเจดีย์หอยที่อำเภอลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี ก็ยังพบเปลือกหอยทะเลมากมาย แค่น้ำทะเลกัดเซาะวัดขุนสมุทรและบริเวณใกล้เคียงเพียงเท่านี้ ยังเทียบอะไรไม่ได้กับการเกิดภาคกลางของประเทศไทยแต่อย่างใด  ในประเทศไทยของเรา การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศยังเป็นเพราะปรากฏการณ์เอลนีโญ ลานีญา และเอ็นโซ ตามกระแสน้ำอุ่น แต่กลับมีการกล่าวอ้างว่าเป็นเพราะภาวะโลกร้อนเป็นสำคัญ (http://bit.ly/2rI3s7T)

          ผมเพียงมุ่งตรวจสอบการโฆษณาชวนเชื่อที่ขาดจรรยาบรรณ ทำให้สังคมขาดความรอบรู้และเกิดการคิดอย่างไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เราควรมีเวทีการถกเถียงเพื่อให้การศึกษาแก่ประชาชนในวงกว้าง เป็นการส่งเสริมสังคมอุดมปัญญา มีบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่สังคมที่สักแต่เชื่อกันด้วยศรัทธาอย่างมืดบอดอันถือเป็นอันตรายต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและปัญญา-ความรู้ของประชาชนในระยะยาว

          การใช้อวิชชาหลอกล่อให้คนเชื่อ เป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ประหนึ่งเห็นชาวบ้านเป็นวัวควายที่อธิบายกันดีๆ ไม่ได้ ต้องหลอกล่อด้วยความกลัวถึงผลร้ายของภาวะโลกร้อนจนเกินจริง และด้วยการใช้ความน่ารัก-น่าสงสารของคน สัตว์และสิ่งของเพื่อให้คล้อยตาม โปรดสังเกตว่า “หมัดเด็ด” ในการปิดปากผู้สงสัยเรื่องโลกร้อนก็คือการป้ายสีพวกเขาว่าเป็นผู้ไม่หวังดีต่อโลก เราจึงควรมีการวินิจฉัยด้วยตนเองให้ชัดเจนตามหลักธรรมกาลมสูตรก่อนที่จะเชื่ออะไรง่าย ๆ

          การบิดเบือนความจริงเคยส่งผลเสียหายมากมายมาแล้ว เช่น การที่ NGO บางแห่งเคยให้ข้อมูลที่เป็นเท็จอย่างร้ายแรงว่า ประเทศไทยมีโสเภณี 2 ล้านคน ทำให้พจนานุกรมลองแมน เคยให้คำจำกัดความของกรุงเทพมหานครว่าเป็นนครแห่งโสเภณีในปี 2536 จะสังเกตได้ว่านักเคลื่อนไหวทางสังคมมักพยายามโฆษณาว่าปัญหาที่ตนเกี่ยวข้องอยู่มีขนาดใหญ่ ด้วยหวังให้สังคมให้ความสนใจ แต่น่าเสียดายที่ทุกคนก็ใช้วิธีเดียวกันจนเฝือ สังคมเลย “มึน” และกลับคิดว่าปัญหาทั้งหลายนั้นสุดแก้ไข กลายเป็นปัญหาโลกแตกไป

          การเคลื่อนไหวเรื่องนี้ยังอาจถือเป็นการเบี่ยงประเด็นสาระสำคัญของปัญหาในโลกนี้ อันได้แก่ โรคภัยไข้เจ็บที่เผชิญอยู่ทุกวัน การกดขี่เอารัดเอาเปรียบต่อผู้ด้อยโอกาส สงครามและการก่อการร้าย อำนาจเผด็จการที่ปิดกั้นเสรีภาพประชาธิปไตย ตลอดจนการปล้นสะดมของประเทศมหาอำนาจต่อประเทศกำลังพัฒนา เป็นต้น บางทีถ้าเราเอาเงินรณรงค์เรื่องโลกร้อนไปช่วยคนทุกข์ยากทางอื่น ยังอาจได้ประโยชน์ต่อสังคมมากกว่านี้

          รศ.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ โพสต์แสดงความเห็นในเฟสบุ๊ก และลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ (https://bit.ly/2Iq8sWG) ความว่า

          1. ตอนนี้กรุงเทพฯทรุดตัวอย่างมากเเละอาจจะจมทะเลเหมือนจาการ์ต้า:  ผิด ตอนนี้กรุงเทพฯโดยเฉพาะพื้นที่ชั้นใน มีการทรุดตัวน้อยมาก เนื่องจากไม่ได้มีการสูบน้ำบาดาลมาใช้ จาการ์ตานั้นทรุดจากสาเหตุอื่นๆโดยเฉพาะเรื่องการทรุดตัวของเเผ่นเปลือกโลกที่ กทม ไม่มีหลักฐานปรากฏชัด

          2. อาคารสูงใน กทม ทำให้เเผ่นดินทรุดมาก: ผิด อาคารทั้งสูงเเละไม่สูง ตั้งอยู่บนเสาเข็ม ที่จะถ่ายเเรงลงไปสู่ชั้นดินที่เเข็งเเรงเเละทรุดตัวน้อย

          3. การก่อสร้างทำให้ปกคลุมพื้นที่ที่น้ำจะไหลซึมลงพื้นดิน ทำให้ชั้นดินเเห้งเเละทรุดตัว: ผิด อย่างมาก ดินเเห้งมีความเเข็งเเรงเเละทรุดตัวน้อยกว่าดินเปียก

          4. น้ำใต้ดินใน กทม มาจากน้ำฝนที่ตกลงในพื้นที่เเละซึมลงดิน: ผิด ชั้นดินเหนียวกรุงเทพฯ หนากว่า 20 เมตร มีค่าความซึมน้ำต่ำมาก น้ำไหลไปตามผิวดินมากกว่าซึม นอกจากนั้น น้ำใต้ดินใน กทม มาจากการเติมของน้ำจากขอบเเอ่งดินเหนียว

 

          แต่......

          1. การที่พื้นผิวเป็นคอนกรีตที่น้ำซึมลงไม่ได้ จะส่งผลให้น้ำไหลลงระบบระบายน้ำเร็ว ทำให้อัตราการสูบน้ำก็ต้องเร็วตาม ถ้าสูบไม่ทันน้ำก็จะท่วมรอระบายนานขึ้น

          2. น้ำทะเลสูงขึ้นจริงในปัจจุบัน เเต่ก็ยังอยู่ในอัตราการเพิ่มที่ป้องกันได้

          3. ระดับพื้นดินใน กทม บางพื้นที่ต่ำจริง เนื่องจากเคยทรุดตัวเนื่องจากการสูบน้ำบาดาลมาก่อน ทำให้เป็นพื้นที่ต่ำ เมื่อฝนตก น้ำก็จะท่วมขัง ต้องอาศัยการสูบน้ำออก

          4. การละลายของน้ำเเข็งขั้วโลกเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม เเต่เราก็ไม่สามารถไปกังวลกับสิ่งที่ปัจจุบันมีความไม่เเน่นอนเกินกว่าจะลงทุนย้ายเมืองหรือทำอะไร

          โดยสรุปแล้วอย่าได้กลัวเรื่องน้ำทะเลท่วมกรุงเทพมหานคร เป็นความเท็จโดยสิ้นเชิง ทุกอย่างป้องกันได้ ดูอย่างเนเธอร์แลนด์ อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ยังอยู่ได้

          ความเท็จที่พึงรู้ก็คือ เขื่อนทำให้ตะกอนไม่ลงอ่าวไทย เป็นเท็จ  35 ปีที่ผ่านมาน้ำทะเลขึ้น 2 เมตร เป็นเท็จ อีก 20 ปีน้ำทะเลจะกัดเข้า1.3 กม เป็นเท็จ  สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ ปกปิดความจริงในอีกด้านก็คือ

          1. มองข้ามการทำลายป่าโกงกางไปทำนากุ้งกันทั่วประเทศที่ทำให้ชายฝั่งล่มสลาย

          2. ทุกวันนี้มีแผ่นดินงอกกันมากมาย แต่กลับมองด้านเดียว

          3. แผ่นดินกรุงเทพมหานครหยุดทรุดหรือแทบไม่ได้ทรุดอีกต่อไป

          4. มีการป้องกันน้ำกัดเซาะสำเร็จ และเพิ่มแผ่นดินขึ้นอีก

12
             ในปี 2569 จังหวัดภูเก็ตมีหน่วยขายที่เข้ามาขายในตลาดทั้งหมดมีมูลค่ารวม 176,538 ล้านบาท นับเป็นจังหวัดที่มีสินค้าที่อยู่อาศัยขายมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในจังหวัดภูมิภาคทั้งหมด 76 จังหวัด มากกว่าจังหวัดชลบุรี (151,822 ล้านบาท) จังหวัดระยอง (51,453 ล้านบาท) ซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมใหญ่สุดของประเทศไทย และมากกว่าจังหวัดเชียงใหม่ (49,303 ล้านบาท) ซึ่งเป็นเมืองหลักที่สำคัญที่สุดในภาคเหนือ

            อย่างไรก็ตามถ้านับเป็นจำนวนหน่วยขายที่เข้ามาขายในตลาดในปี 2569 ภูเก็ตมีหน่วยขายรอผู้ซื้อรวมกันทั้งหมด 13,779 หน่วย นับเป็นอันดับสองรองจากจังหวัดชลบุรี (37,628 หน่วย) และจังหวัดระยอง (19,209 หน่วย) แต่การที่ภูเก็ตมีมูลค่าสินค้ารอการขายสูงสุดก็เพราะมีราคาขายต่อเฉลี่ยต่อหน่วยสูงถึง 12.812 ล้านบาท ราคาขายต่อเฉลี่ยต่อหน่วยในกรุงเทพมหานครเป็นเงิน 5.808 ล้านบาท ส่วนที่จังหวัดชลบุรีมีราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยเพียง 4.035 ล้านบาทเท่านั้น

            จากการสำรวจของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ในจังหวัดภูมิภาคทั่วประเทศพบว่าภูเก็ตมีลักษณะที่แตกต่างจากจังหวัดอื่นตรงที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศรู้จักภูเก็ตในฐานะจุดหมายสำคัญสำหรับการท่องเที่ยวของโลก การท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศไทย

            ประเภทที่อยู่อาศัยที่ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส สำรวจเอาไว้ได้แก่ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ ตึกแถว อาคารชุด และที่ดินจัดสรรเพื่อการอยู่อาศัย แต่ที่สำหรับจังหวัดภูเก็ต ดร.โสภณแบ่งแยกเพิ่มเติมเป็นอาคารชุดตากอากาศ และวิลล่าตากอากาศ (ไม่ถือเป็นบ้านเดี่ยว) ผู้ซื้อสินค้า 6 กลุ่มแรก มาเป็นคนไทยในจังหวัดภูเก็ตหรือคนไทยที่มาทำงานในจังหวัดนี้ ส่วนสองกลุ่มหลังกลุ่มเป้าหมายเป็นต่างประเทศด้วย

            จากผลการสำรวจล่าสุดพบว่าในจังหวัดภูเก็ตยังมีโครงการที่ยังมีหน่วยขายที่รอผู้มาซื้ออยู่ทั้งหมด 806 โครงการในเขตอำเภอเมือง อำเภอกะทู้ และอำเภอถลาง การที่ภูเก็ตมีจำนวนโครงการมากก็เพราะขนาดของโครงการมีจำนวนหน่วยขายไม่มาก โดยเฉลี่ยแล้วแต่ละโครงการในจังหวัดภูเก็ตมีหน่วยขายอยู่ 112 หน่วย ในขณะที่ในกรุงเทพมหานคร มีหน่วยขายเฉลี่ยต่อโครงการจำนวนประมาณ 250 หน่วย อำเภอที่มีโครงการมากที่สุดคืออำเภอถลาง โดยมีจำนวน 411 โครงการ รองลงมาคืออำเภอเมือง 281 โครงการ และอำเภอกะทู้ 84 โครงการ

            ในจำนวน 806 โครงการ มีหน่วยขายรวมกัน 90,597 หน่วย รวมมูลค่าถึง 705,055 ล้านบาท ปรากฏว่าขายได้แล้ว 76,582 หน่วย รวมมูลค่า 527,777 ล้านบาท เท่ากับขายได้แล้วประมาณ 85% ซึ่งนับว่าขายได้มากทีเดียว โดยเฉลี่ยแล้วในแต่ละเดือนสามารถขายที่อยู่อาศัยได้ประมาณ 5.2% ของหน่วยขายในแต่ละโครงการ จากการคาดการณ์ของ ดร.โสภณ สินค้าเหล่านี้จะขายหมดในเวลา 19.2 เดือน (หากไม่มีการเปิดตัวโครงการใหม่เลย)

            สินค้าที่มีมากที่สุดในจังหวัดภูเก็ตก็คือวิลล่าตากอากาศ มีจำนวน 40,263 หน่วยหรือเท่ากับ44% ของหน่วยขายทั้งหมด และเมื่อรวมอาคารชุดตากอากาศอีก 6,830 หน่วย หรือ 8% ก็เท่ากับว่า สินค้าตากอากาศทั้งหมดมีถึง 52% ในจังหวัดภูเก็ต การพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับชาวภูเก็ตหรือคนไทยที่มาทำงานในภูเก็ต กลับมีสัดส่วนน้อยกว่าสินค้าที่ขายแก่ชาวต่างประเทศ

            กลุ่มสินค้าที่ขายให้กับคนไทยเป็นอาคารชุดมากที่สุดจำนวน 21,392 หน่วย หรือ 24% ของทั้งหมด รองลงมาเป็นทาวน์เฮาส์จำนวน 9,729 หน่วย ภูเก็ตมีบ้านแฝดจำนวน 5,924 หน่วย มากกว่าบ้านเดี่ยวที่มี 5,126 หน่วย การพัฒนาบ้านแฝด ใช้ที่ดิน (ขั้นต่ำ 35 ตารางวา) น้อยกว่าบ้านเดี่ยว (ขั้นต่ำ 50 ตารางวา)

            จากมูลค่าการพัฒนาทั้งหมด 705,055 ล้านบาท เป็นมูลค่าของอาคารชุดตากอากาศถึง 339,227 ล้านบาท รองลงมาคือวิลล่าตากอากาศ มีมูลค่า 221,672 ล้านบาท ทั้งสองกลุ่มนี้มีมูลค่ารวมกันถึง 80% ของการพัฒนาที่อยู่อาศัยทั้งหมดในจังหวัดภูเก็ต แสดงว่าตลาดสำหรับคนไทยมีสัดส่วนต่ำมากเพียง 20% เท่านั้น ตลาดสำหรับนักพัฒนาที่ดินคนไทยจึงเป็นตลาดขนาดเล็กเมื่อเทียบกับตลาดต่างประเทศ

            สินค้าที่ขายดีที่สุดเป็นห้องชุดพักอาศัยโดยเดือนหนึ่งขายได้ประมาณ 8.1% ของหน่วยขายทั้งหมด ส่วนห้องชุดตากอากาศและวิลล่าตากอากาศขายได้โดยเฉลี่ย 4.9% ของทั้งหมดซึ่งก็นับว่าไม่น้อยทั้งที่เป็นสินค้าราคาแพง สำหรับบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ ตึกแถวและที่ดินจัดสรร แต่ละเดือนขายได้ประมาณ 3% เท่านั้น แสดงว่าตลาดท้องถิ่นมีความเปราะบาง นักพัฒนาที่ดินที่จับกลุ่มคนไทยมีโอกาสหดตัวลงค่อนข้างสูง

ลักษณะสำคัญของสินค้าที่อยู่อาศัยแต่ละประเภทก็คือ

บ้านเดี่ยวกลุ่มใหญ่ที่สุดขายในระดับราคา 5-7 ล้านบาท มีจำนวน 1,875 หน่วยหรือ 37% ของบ้านเดี่ยวทั้งหมด
บ้านแฝดเกือบครึ่งหนึ่ง (48%) ขายในราคา 3-5 ล้านบาท มีจำนวน 2,821 หน่วย
ทาวน์เฮาส์ส่วนใหญ่ (68%) หรือ 6,566 หน่วย  ขายในราคา 2-3 ล้านบาท
อาคารชุดพักอาศัยเกือบครึ่งหนึ่งหรือ 44% จำนวน 9,481 หน่วย ขายในราคา 3-5 ล้านบาท
อาคารชุดตากอากาศกลุ่มใหญ่ที่สุดขายในราคา 3-5 ล้านบาท (29%) จำนวน 11,849 หน่วย และระดับราคาขาย 5-7 ล้านบาท มีมากเป็นอันดับสอง 8,072 หน่วยหรือ 25%
วิลลาตากอากาศเกือบครึ่ง (43%) จำนวน 2,930 หน่วยขาย ขายในระดับราคา 20 ถึง 40 ล้านบาท
 
หากพิจารณาจากแต่ละอำเภอ จะพบว่า
ในเขตอำเภอเมือง สินค้าที่มีมากที่สุดคืออาคารชุดพักอาศัย จำนวน 11,794 หน่วยหรือ 34% ของทั้งหมด ค่ามูลรวม 29,006 ล้านบาท ส่วนอาคารชุดตากอากาศมีจำนวนน้อยกว่าคือ 10,987 หน่วยหรือ 32% แต่มีมูลค่า 69,922 ล้านบาท
ในเขตอำเภอกะทู้ อาคารชุดพักอาศัยมีจำนวนจำนวนมากที่สุดคือ 6,940 หน่วยหรือ 49% ของทั้งหมด แต่อาคารชุดตากอากาศ แม้มีจำนวน 4,282 หน่วย แต่มีมูลค่าสูงถึง 32,498 ล้านบาท
ในอำเภอถลาง อาคารชุดตากอากาศมีจำนวนมากที่สุดถึง 24,994 หน่วย หรือ 54% ของทั้งหมด และมีมูลค่ารวมสูงสุดถึง 236,807 ล้านบาท หรือ 53% ของทั้งหมด

            ปัจจัยที่ทำให้พื้นที่บริเวณอำเภอถลางเป็นที่นิยมของการซื้อที่อยู่อาศัย วิลล่าตากอากาศ และอาคารชุดตากอากาศ คืออำเภอถลาง (โดยเฉพาะพื้นที่เชิงทะเล, บางเทา, ลายัน, ศรีสุนทร และเทพกระษัตรี) กลายเป็นศูนย์กลางยอดนิยมที่สุดในภูเก็ตสำหรับการพัฒนาและการซื้อที่อยู่อาศัย วิลล่าตากอากาศ และอาคารชุดตากอากาศ เกิดจากปัจจัยสนับสนุนที่ผสมผสานทั้งด้านทำเล สิ่งอำนวยความสะดวก และโครงสร้างประชากรผู้ซื้อ ดังนี้:

            1. การคมนาคม ใกล้สนามบินนานาชาติภูเก็ต: ถลางตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะ ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินเพียง 15–25 นาที ตอบโจทย์กลุ่มต่างชาติหรือนักลงทุนที่ต้องการเดินทางเข้า-ออกบ่อยโดยไม่ต้องเผชิญกับการจราจรที่ติดขัดในตัวเมืองหรือโซนป่าตอง

            2. มีพื้นที่ราบขนาดใหญ่ ต่างจากโซนป่าตอง กะตะ หรือกะรน ที่มีภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเนินเขาสูงหรือพื้นที่แคบ ถลางยังมีที่ดินผืนใหญ่ที่เหมาะสมกับการพัฒนาโครงการแนวราบขนาดใหญ่ เช่น วิลล่าตากอากาศ หรือ Mixed-Use Community

            3. สิ่งอำนวยความสะดวกระดับ Premium และเป็น Lifestyle Hub  การมี Laguna Phuket: ย่านเชิงทะเลและบางเทา มายาวนานกว่า 30 ปี ทำให้มีโครงสร้างพื้นฐานระดับสากล ทั้งสนามกอล์ฟ 18 หลุม โรงแรม 5 ดาว และบริการดูแลจัดการอสังหาริมทรัพย์อย่างมืออาชีพ Lifestyle & Retail Anchors: มี Community Malls และแหล่งไลฟ์สไตล์ระดับบนครบครัน เช่น Porto de Phuket (Central Group), Boat Avenue, และ Blue Tree Phuket ทำให้โซนนี้กลายเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตที่ทันสมัย

            4. โครงสร้างพื้นฐานสำหรับครอบครัว: เป็นที่ตั้งของโรงเรียนนานาชาติชั้นนำ เช่น UWC Thailand International School และ Headstart International School (สาขาเชิงทะเล) รวมถึงโรงพยาบาลและคลินิกมาตรฐานสากล ตอบโจทย์กลุ่ม Expat ที่ต้องการย้ายถิ่นฐานมาอยู่อาศัยยาวนานแบบครอบครัว (Long-term Relocation)

            5. ธรรมชาติและหาดทรายชายฝั่งตะวันตก มีแนวชายหาดที่ยาวและสงบ: ถลางครอบคลุมชายหาดฝั่งตะวันตกหลายแห่ง เช่น หาดบางเทา หาดลายัน หาดสุรินทร์ และหาดในยาง ซึ่งมีทัศนียภาพพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงาม หาดทรายยาว และมีบรรยากาศที่เป็นส่วนตัว ร่มรื่น และหรูหรากว่าโซนท่องเที่ยวที่มีความหนาแน่นสูงอย่างป่าตอง

            6. การเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ของชาวต่างชาติและกลุ่มทุน มาจากการย้ายถิ่นฐานของชาวต่างชาติ หลังช่วงปี 2565 เป็นต้นมา มีกระแสผู้ซื้อจากรัสเซีย ยุโรป ออสเตรเลีย จีน และตะวันออกกลาง ย้ายมาพำนักระยะยาว ส่งผลให้ความต้องการ Second Home และวิลล่าตากอากาศขนาดใหญ่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
            7. แรงดึงดูดจากผู้ประกอบการชั้นนำ: ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศของไทย (เช่น แสนสิริ, ศุภาลัย, ออริจิ้น, สิงห์ เอสเตท) รวมถึงผู้พัฒนาในท้องถิ่น (เช่น Botanica Luxury, The Title) ได้ทุ่มงบลงทุนเปิดตัวโครงการในโซนนี้อย่างหนาแน่น ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อและนักลงทุน

            8. ศักยภาพด้านการลงทุนและผลตอบแทนสูง: อาคารชุดตากอากาศและวิลล่าตากอากาศในย่านเชิงทะเล-บางเทา ให้ Rental Yield เฉลี่ยสูงถึง 6% – 10% ต่อปี จากความต้องการเช่าทั้งแบบรายวันและรายยาวของนักท่องเที่ยวระดับบน

โครงการเปิดใหม่ในช่วงปี 2568-2569

            มีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยที่ 10 ล้านบาท จำนวนโครงการที่เปิดขายส่วนใหญ่ (60%) เป็นการพัฒนาวิลล่าตากอากาศ ราคาเฉลี่ยที่ 32 ล้านบาท ในแง่ของจำนวนหน่วยขายที่พัฒนามากสุดจะเป็นอาคารชุดตากอากาศ 60% ภาวการขายของอสังหาริมทรัพย์ที่เปิดใหม่นี้ขายได้ดี ทำเลที่ตั้งของโครงการที่เปิดขายใหม่คืออำเภอถลาง (กลุ่มพื้นที่เติบโตสูงและทำเลระดับราคาแพง) อำเภอถลางเป็นพื้นที่ที่มีจำนวนโครงการเปิดตัวใหม่สูงที่สุดอย่างโดดเด่น โดยกระจายตัวใน 5 ตำบลหลัก

            กลุ่มเป้าหมายหลักที่เข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ทั้งวิลล่าตากอากาศและคอนโดตากอากาศในจังหวัดภูเก็ตในช่วงปี 2568-2569 แบ่งตามสัญชาติของผู้ซื้อมีดังนี้

กลุ่มผู้ซื้อชาวรัสเซียและยุโรปตะวันออก (Russia & CIS Countries) ยังคงเป็นกำลังซื้อต่างชาติอันดับ 1 ในภูเก็ต ซึ่งเหตุผลการซื้อเพื่อหนีภัยความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์และสภาวะสงคราม ย้ายเงินทุนออกนอกประเทศเพื่อความปลอดภัย และหลบเลี่ยงสภาพอากาศที่หนาวเย็น โดยนิยมวิลล่าตากอากาสในโซนถลาง (เชิงทะเล, บางเทา) และฉลอง ราไวย์
 
กลุ่มผู้ซื้อชาวจีนและเอเชีย (China, Hong Kong, Singapore, Taiwan) สัดส่วน: ฟื้นตัวกลับมาอย่างแข็งแกร่งและมีกำลังซื้อสูง เหตุผลการซื้อ: กระจายความเสี่ยงทางการเงินจากปัญหาอสังหาฯ ในประเทศตนเอง ส่งลูกหลานมาเรียนโรงเรียนนานาชาติในภูเก็ต และซื้ออาคารชุด วิลล่าตากอากาศเพื่อปล่อยเช่ารองรับนักท่องเที่ยวชาติตนเอง
 
กลุ่มผู้ซื้อจากยุโรปตะวันตกและตะวันออกกลาง (UK, Germany, France & Middle East) สัดส่วน: กลุ่มกำลังซื้อคุณภาพสูง เหตุผลการซื้อ: มองหาบ้านพักหลังเกษียณ (Retirement Home) หรือบ้านพักตากอากาศช่วงฤดูหนาว โดยกลุ่มตะวันออกกลางเริ่มให้ความสนใจวิลล่าตากอากาศขนาดใหญ่เพื่อพักผ่อนกับครอบครัวใหญ่

กลุ่มผู้ซื้อชาวไทย สัดส่วน: คิดเป็นประมาณ 15% – 25% ของตลาดอสังหาฯ ระดับพรีเมียม เหตุผลการซื้อ: กลุ่มคนในกรุงเทพมหานครระดับบน ซื้อเป็นบ้านหลังที่สองสำหรับพักผ่อน กระจายการลงทุน และใช้เป็นสินทรัพย์ส่งต่อให้ลูกหลาน

แนวโน้มความต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติในจังหวัดภูเก็ตกำลังอยู่ในช่วง Structure Shift จากเดิมที่เป็นเพียง "เมืองท่องเที่ยวพักผ่อนตามฤดูกาล" ไปสู่ "เมืองศูนย์กลางการอยู่อาศัยและการลงทุนระยะยาวระดับนานาชาติ"

1. Demographic Shift

            กลุ่มอินเดียและตะวันออกกลางเติบโตโดดเด่น: ชาติตะวันออกกลาง (เช่น UAE, ซาอุดีอาระเบีย) และอินเดียเข้ามามีบทบาทสูงขึ้นอย่างมาก โดยกลุ่มตะวันออกกลางนิยมวิลล่าหรูสำหรับครอบครัวใหญ่ ส่วนกลุ่มอินเดียนิยมห้องชุดขนาด 1 ห้องนอนเพื่อลงทุนและปล่อยเช่า
            ชาวยุโรปและรัสเซียยังคงเป็นฐานหลัก: รัสเซียและกลุ่มประเทศ CIS รวมถึงยุโรปตะวันตก (อังกฤษ, เยอรมนี, สแกนดิเนเวีย) ยังคงเป็นกำลังซื้อสำคัญ โดยขยับพฤติกรรมจากการพักผ่อนชั่วคราวมาเป็นการย้ายถิ่นฐานแบบ Long-stay / Relocation เพื่อหลบเลี่ยงความขัดแย้งทางสภาวะภูมิรัฐศาสตร์และสภาพอากาศ
            ผู้ซื้อมีอายุน้อยลง (Younger Buyers): กลุ่ม Digital Nomads, ผู้ประกอบการเทคโนโลยี และนักลงทุนรุ่นใหม่ที่มีรายได้สูงแบบรีโมต (High-Income Remote Workers) เข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์เป็นบ้านหลังที่สองเพื่อใช้ชีวิตและทำงานไปพร้อมกัน

2. รูปแบบอสังหาริมทรัพย์และทำเลที่ต้องการ

            Branded Residences & Wellness Living: คอนโดและวิลล่าที่พ่วงบริการระดับโรงแรม 5 ดาว หรือโครงการที่เน้นสุขภาพ (Eco & Health-conscious) ได้รับความนิยมสูงเนื่องจากสร้างความมั่นใจเรื่องการบริหารจัดการและมาตรฐานบริการ
            วิลล่าตากอากาศระดับ 30–50 ล้านบาท (Mid-to-High Luxury): เป็นระดับราคาหลักที่ได้รับการตอบรับดีที่สุดจากต่างชาติ
            การขยายตัวสู่พื้นที่ตอนกลางและตะวันออก พื้นที่ชายหาดฝั่งตะวันตก (เช่น บางเทา, เชิงทะเล, กมลา) เริ่มหาที่ดินพัฒนาได้ยากและราคาสูงขึ้นมาก ผู้พัฒนาและผู้ซื้อต่างชาติจึงขยับเข้าสู่พื้นที่รอบนอกที่มีความสงบ เช่น ถลางตอนบน, ศรีสุนทร, ไม้ขาว, ป่าคลอก และฉลอง
            การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: โครงการขยายสนามบินนานาชาติภูเก็ตเฟสใหม่ และการปรับปรุงโครงข่ายคมนาคมทางถนน ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับการเดินทาง

            มีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนการปล่อยเช่า (Rental Yield) ในระดับสูง 6% – 8% ต่อปี

                                                                       ——————

                                                                   ดร.โสภณ พรโชคชัย

            ดร.โสภณ เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในงานประเมินค่าทรัพย์สิน โดยได้รับเชิญให้ไปบรรยายด้านอสังหาริมทรัพย์ทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอกทั้งในประเทศและต่างประเทศ เคยเป็นที่ปรึกษาให้กับ ESCAP, UN–Habitat, World Bank และองค์กรนานาชาติอื่น ดร.โสภณ สำเร็จการศึกษาวิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตสาขาที่ดินและที่อยู่อาศัยจาก Asian Institute of Technology (AIT) ได้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรการประเมินค่าทรัพย์สินจาก LRTI - Lincoln Institute of Land Policy และหลักสูตรการพัฒนาที่อยู่อาศัยจาก Katholieke Universeit Leuven (Belgium)

            ปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งเป็นนายกสมาคม FIABCI ประเทศไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิประเมินค่า-นายหน้าแห่งประเทศไทย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ผู้อำนวยการโรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย และสมาคมผู้ซื้อบ้าน  ผู้แทนสมาคม International Association of Assessing Officers ในไทย เป็นสมาชิก Global Valuation Forum ของ the Appraisal Foundation (USA) และรองประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย

            งานสำรวจวิจัยชิ้นสำคัญ คือ การค้นพบสลัมจำนวน 1,020 แห่ง (พ.ศ.2528) การสร้างแบบจำลอง CAMA (Computer Assisted Mass Appraisal) เพื่อการประเมินค่าทรัพย์สิน (ปี.2533) การพยากรณ์บ้านว่างอย่างถูกต้องจำนวน 300,000 หน่วย (ปี 2538, 2541) การศึกษาการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติ (ปี 2543) และการสร้างแบบจำลองในการประเมินมูลค่าที่ดิน (ปี 2545) การวางมาตรฐานวิชาชีพประเมินค่าทรัพย์สินเวียดนาม (ที่ปรึกษากระทรวงการคลัง เวียดนาม ปี 2549) การเป็นที่ปรึกษากระทรวงการคลัง อินโดนีเซีย (ปี 2551) โครงการเวนคืน ธนาคารโลก ณ กรุงจาการ์ตา (ปี 2553) โครงการที่ปรึกษากระทรวงการคลัง กัมพูชา (2555) การสำรวจอสังหาริมทรัพย์อาเซียน (2558) โครงการศึกษานครทั่วโลก (2558) การย้ายสวนสัตว์กรุงเทพฯ (2562) และการประเมินค่าเขื่อน 28 แห่งในลาว (2567), ที่ปรึกษา ธ.เพื่อการพัฒนาแห่งเอเซีย (2569)

13
             ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (AREA) สรุป ภาพรวมที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ของเดือนกรกฎาคม 2569 มีการเปิดตัวโครงการใหม่มีการหดตัวอย่างแรง โดยมีโครงการเปิดใหม่เพียง 8 โครงการ ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2569 จำนวน 10 โครงการ มีเพียงราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีจำนวนหน่วยขายเปิดใหม่รวม 920 หน่วย ส่วนมูลค่าการพัฒนาโครงการรวมทั้งสิ้น 6,632 ล้านบาท

            จำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ในเดือนนี้มีทั้งหมด 920 หน่วย ลดลงประมาณ -69.3% โดยประเภทที่มีจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่มากที่สุดในเดือนนี้ คือ ทาวน์เฮ้าส์มีจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่รวม 500 หน่วย (54.3%) รองลงมาคือ อาคารชุด 199 หน่วย (21.6%) อันดับ 3 คือ บ้านแฝด 142 หน่วย (15.4%) ของจำนวนหน่วยขายที่เปิดขายใหม่ทั้งหมด

            มูลค่ารวมของการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ในเดือนกรกฎาคม 2569 นี้มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 6,632 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากเดือนที่ผ่านมาประมาณ -66.3% ซึ่งในเดือนนี้มูลค่าการพัฒนาที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยวมีมูลค่าสูงที่สุด มีมูลค่าโครงการ 3,216 ล้านบาท (48.5%) รองลงมา คือ ทาวน์เฮ้าส์มีมูลค่าโครงการ 2,015 ล้านบาท (30.4%) อันดับ 3 คือ บ้านแฝดมีมูลค่าโครงการรวม 998 ล้านบาท หรือ 15.0% ของมูลค่าการพัฒนาทั้งหมดในเดือนนี้  หากพิจารณาระดับราคาขาย จะพบว่า ระดับราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท มีจำนวน 750 หน่วย คิดเป็น 81.5% ระดับราคาเกิน 5 ล้านบาทขึ้นไป มีจำนวน 170 หน่วย คิดเป็น 18.5%

            ภาพรวมโครงการที่เปิดขายใหม่ในเดือนนี้มีจำนวนโครงการ จำนวนหน่วยขาย มูลค่าโครงการ ลดลง แต่ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยกลับเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการเปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยวระดับราคาแพงตั้งแต่ 20 ล้านบาทขึ้นไป จำนวน 51 หน่วย แต่มีมูลค่ามากถึง 3,069 ล้านบาท หรือเกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าโครงการทั้งหมดในเดือนนี้ จึงทำให้ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยของเดือนนี้อยู่ที่ประมาณ 7.209 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 9.9%) ซึ่งราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยของเดือนก่อนอยู่ที่ 6.559 ล้านบาท ดังนั้นภาพรวมการเปิดตัวโครงการใหม่ในเดือนนี้ก็ยังคงหดตัวลดลงมากกว่าเดือนที่ผ่านๆ มา เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัว ผู้ประกอบการจึงระมัดระวังการเปิดตัวโครงการใหม่มากเป็นพิเศษ หรือบางรายอาจจะยังมีอุปทานรอการขายเดิมอยู่จำนวนหนึ่งจึงต้องการระบายอุปทานอุปทานเดิมออกไปก่อนแทนการเปิดตัวโครงการใหม่

            อัตราการขายได้ต่อเดือน พบว่ามีอัตราการขายได้เฉลี่ยที่ 14.3% ซึ่งลดลงจากเดือนที่ผ่านมาที่มีอัตราการขายได้ที่ 24.4% ต่อเดือน โดยประเภทอสังหาริมทรัพย์ที่มีอัตราการได้สูงสุด คือ บ้านแฝดที่ระดับราคา 5-10 ล้านบาท จำนวน 110 หน่วย ขายได้แล้ว 46 หน่วย (42%) รองลงมา คือ ทาวน์เฮ้าส์ ที่ระดับราคา 10-20 ล้านบาท จำนวน 7 หน่วย ขายได้แล้ว 2 หน่วย (29%) ลำดับที่ 3 คือ ทาวน์เฮ้าส์ที่ระดับราคา 3-5 ล้านบาท จำนวน 308 หน่วย ขายได้แล้ว 57 หน่วย (19%)

            ในด้านทำเลที่ตั้ง (โปรดดูแผนที่) จะพบว่าในเดือนนี้ไม่มีโครงการเปิดตัวใหม่ที่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพชั้นในเลย โดยส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในเขตเมืองชั้นกลางและส่วนต่อขยายเมืองหรือเขตติดต่อเมือง (Intermediate area) จำนวน 7 โครงการ เช่น ย่านพหลโยธิน-สะพานใหม่ ถนนรามอินทรา สวนหลวง ร.9 ถนนแบริ่ง ถนนพรานนกตัดใหม่ ถนนรัตนาธิเบศร์ เป็นต้น และพื้นที่รอบนอกอีก 1 โครงการ เช่น ย่านสามพราน (วัดไร่ขิง) เป็นต้น


14
          ถ้าเราถามนักพัฒนาที่ดิน สร้างบ้าน สร้างอาคารชุดขาย พวกเขาก็อยากให้ต่างชาติได้เช่าที่ดิน 99 ปี หรือซื้อขายขาดไปเลย เพียงเพราะเขาต้องการ “ยกภูเขาออกจากอก” ของตนเอง แต่ไม่คำนึงถึงผลร้ายต่อประเทศชาติและประชาชนร่วมชาติ

          รัฐบาลไม่พึงออกนโยบายจากข้อมูลอันเป็นเท็จที่อาจได้รับการเพ็ดทูลจากนักธุรกิจหรือข้าราชการที่ไม่ได้ศึกษาให้ถ้วนถี่ บางท่านบอกวาแนวคิดการให้เช่าที่ดิน 99 ปี มีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศ เพราะระยะเวลาการเช่า 50 ปี ยังเป็นอุปสรรค ไม่ดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีระยะเวลาการคืนทุนที่ยาวนาน ข้อนี้เป็นความเท็จโดยสิ้นเชิง เนื่องจากที่ผ่านมา ไม่เคยมีนักลงทุนประเทศใดเรียกร้องในประเด็นนี้เลย การลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่มีเพิ่มขึ้นตามลำดับนั้น ก็ไม่เคยมีอุปสรรคจากประเด็นการให้เช่า 99 ปีเลย กลุ่มทุนที่อาจแอบเรียกร้องอาจเป็นทุนจากจักรวรรดินิยมจีนที่หวังไปกว้านซื้อที่ดินในต่างประเทศ โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นในลาว ไทยจึงไม่ควรตามหลังจักรวรรดินิยมจีน

            ดูอย่างในปัจจุบันที่รัฐบาลให้ต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปีในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ปรากฏว่านักลงทุนแห่มาลงทุนมากมายก็จริง แต่:

เข้ามาสร้างโรงงาน แถมเอาคนงานจีนมาทำงาน พาครอบครัวเข้ามาอยู่อาศัย ปักหลักปักฐานเสมือนเป็นเขตเช่าของคนจีนไปแล้ว

แรงงานที่หวังจะได้เข้าไปทำงาน นอกจากไม่ได้เพราะเอาคนงานจีนมาเองแล้ว ยังกลับจ้างแต่พวกคนงานประเทศเพื่อนบ้าน กรณีนี้ต่างจากนักลงทุนญี่ปุ่น เกาหลีหรือสหรัฐอเมริกาที่ใช้แรงงานไทย

การสร้างโรงงาน ก็ทำในบริเวณใกล้บ้านชาวบ้าน แม้ถูกประท้วงก็มีเจ้าหน้าที่ให้ความร่วมมือ

ขยะพิษต่างๆ ก็เอามาทิ้งในไทย สร้างมลภาวะแก่ประเทศไทย ทำร้ายสุขภาพของประชาชนไทย

            ดร.โสภณได้สอบถามไปยังนายกสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์สิงคโปร์พบว่า ไม่มีการให้เช่าที่ดิน 99 ปีสำหรับชาวต่างชาติทั่วไป แต่มีให้เช่าสำหรับนักพัฒนาที่ดินที่จดทะเบียนเป็นบริษัทสิงคโปร์ที่ให้พัฒนาเฉพาะแปลงที่ทางองค์การฟื้นฟูเมือง (Urban Redevelopment Authority: URA) กำหนดไว้เท่านั้น (แทบไม่เคยมีต่างชาติมาแข่งด้วยเลย) แต่ต่างชาติอาจเช่าที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมได้ 30 ปี แต่สำหรับในประเทศในขณะนี้ให้ซื้อที่ดินในนิคมฯ ได้เลย

            เรื่องมาเลเซียเช่าที่ดิน 99 ปี ในทางปฏิบัติแทบไม่มีได้พบเห็น เขาให้ต่างชาติซื้อบ้านได้ในห้องชุดหรือหมู่บ้านจัดสรรละตามโครงการ Malaysia My Second Home (MSH) ซึ่งเดี๋ยวนี้เพิ่มราคาเป็นอย่างน้อย 16 ล้านบาท จะซื้อหรือเช่าที่ดินทั่วไปไม่ได้ โดยเฉพาะที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมและที่ดินชายแดน และทั้งนี้หมายถึงรัฐต่าง ๆ ในแหลมมาลายู ส่วนที่รัฐซาราวักและซาบาห์ที่อยู่เกาะบอร์เนียวยังไม่อนุญาต ยกเว้นตามโครงการ MSH ส่วนของไทยใน EEC สามารถนำที่ดิน ส.ป.ก.4-01 และที่ราชพัสดุมาให้ต่างชาติใช้ได้ด้วย

          ประเทศลาวให้นายทุนเช่าที่ดิน 99 ปีเช่นกัน แต่เป็นเฉพาะพื้นที่ๆ กำหนด โดยมากเป็นนักลงทุนจีนเป็นสำคัญ (พวกนี้คงหวังขยายอิทธิพลเข้ามาในลาวเช่นเดียวกับชาวเวียดนามที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก) อย่างไรก็ตามหากให้เช่าทำสวนยางพาราก็มักเป็นเวลา 25 ปี (ตามอายุขัยของต้นยาง) แต่ส่วนใหญ่ที่สุดอย่างมากไม่เกิน 50 ปี จากการสัมภาษณ์ข้าราชการระดับผู้อำนวยการกองท่านหนึ่งในกระทรวงทรัพยากรฯ ของลาว ท่านกล่าวว่า ผลการให้เช่าที่ดินในลักษณะนี้ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมีนัยแต่อย่างใด

          พวกอยากขายที่ดินให้ต่างชาติมักบอกว่าจะดำเนินการอย่างรอบคอบและมีมาตรการป้องกันการถือครองผิดวัตถุประสงค์ โดยจะให้เช่าที่ดินเฉพาะเพื่อลงทุน หรือเช่าทำธุรกิจ ที่โดยปกติมีการต่ออายุให้อยู่แล้ว ไม่รวมถึงการเช่าประเภทอื่นหรือเหมารวมทุกกิจกรรม และหากผู้เช่าไม่ทำตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้ก็สามารถยกเลิกได้ ก็เป็นแค่คำพูดใน "คำคุย" สวยหรูเท่านั้น ในความเป็นจริงสิ่งที่พบก็คือ

            1. มีบริษัท Nominee อยู่ทั่วไปในการซื้ออสังหาริมทรัพย์

            2. คนต่างชาติแอบจดทะเบียนกับคนไทยก็มีอยู่มากมาย

            3. ตามเกาะภูเก็ต เกาะสมุย มีบ้านและที่ดินอยู่บนเขา ไม่น่าจะออกโฉนดได้ ไม่น่าจะได้รับการอนุญาตก่อสร้างได้ กลับมีโฉนดและเป็นบ้านที่ครอบครองโดยคนต่างชาติหรือโรงแรมต่างชาติ

 

            ดร.โสภณ กล่าวว่าขนาดเราไม่ให้ต่างชาติถือครองทรัพย์อย่างเป็นทางการ ยังอุกอาจครอบครองกันอย่างไม่กลัวอาญาแผ่นดินและอาจมีเจ้าพนักงาน “ขายชาติ” ร่วมมือด้วยเป็นจำนวนมาก หากยิ่งเราเปิดให้ต่างชาติเช่าที่ระยะยาวได้ขนาดนั้น แผ่นดินไทยก็ยิ่งถูกต่างชาติครอบงำเข้าไปอีก

 

            ตัวอย่างมากมายที่ชี้ให้เห็นว่าในอดีตที่ผ่านมา ไทยให้เช่าที่ดิน 30 ปีก็เกินคุ้มได้แก่

            1. ห้างเซ็นทรัลพลาซาลาดพร้าวที่การรถไฟแห่งประเทศไทยให้เช่า 30 ปี (2521-2551) ปรากฏว่าห้างแห่งนี้กำไรมหาศาล และในช่วงต่ออายุต่อไปอีก 20 ปี (2554-2574) การรถไฟฯ ยังได้เงินเพิ่มเติมอีกเกือบ 30,000 ล้าน ถ้าให้เช่ายาว 99 ปีก็คงได้แก่กระผีกลิ้น

            2. ในกรณีโครงการขนาดใหญ่ก็มีเช่น ทางด่วนขั้นที่ 2 โดย บจก.กูมาไกกูมิ หรือดอนเมืองโทลเวย์ ก็เช่าแค่ 30 ปีเท่านั้น ไม่ได้มากมายแต่ประการใด

            3. แม้แต่โครงการห้องชุดหรูหราย่านหลังสวน / ราชดำริ ที่เช่าที่ดินมาก่อสร้างจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หรือสำนักงานพระคลังข้างที่ ก็มีระยะเวลาสัญญา 30 ปี ก็มีผู้เช่าและเช่าช่วงห้องชุดต่อกันมากมาย ไม่เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด

            4. ดุสิตธานี เช่าที่ดิน สนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่ปี 2513 เมื่อเร็วๆ นี้ทำสัญญาเช่าใหม่ ก็คงจ่ายมหาศาลกว่าเดิมมากนัก หากให้เช่า 2 สัญญาแต่แรก ทางราชการผู้ให้เช่าคงเสียเปรียบ เสียประโยชน์เป็นอย่างมาก

            5. ประเทศตะวันตกบางแห่งไม่เพียงให้เช่าที่ดิน 99 ปี ยังให้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ แต่ผู้ซื้อต้องจ่ายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปีละ 1-3% ของราคาตลาด (ไม่ใช่ราคาประเมินราชการที่แสนต่ำ) เสียภาษีกำไรจากการขายต่อประมาณ 20% ของส่วนที่กำไร และในอีก 20 ปีข้างหน้า หากยกให้ทายาท ยังต้องเสียภาษีมรดกอีกมหาศาล แต่ในไทยระบบภาษีที่ดินฯ และภาษีมรดก แทบไม่มีผลในทางปฏิบัติ การให้ต่างชาติซื้อหรือเช่าที่ดิน 99 ปี จึงดูเป็นการ “ขายชาติ” ยิ่งกว่านั้นสิงคโปร์ยังกำหนดให้ต่างชาติเสียค่าธรรมเนียมซื้ออีก 60% ของราคาตลาด แต่ไทยกลับไม่มีภาษีนี้

 

            สำหรับข้อเสนอแนะ ดร.โสภณขอเสนอดังนี้:

            1. จัดสร้างนิคมอุตสาหกรรมให้ต่างชาติมาซื้อที่แบบไม่สะเปะสะปะ ควบคุมง่าย สร้างเมืองใหม่ได้ง่าย

            2. สร้างบรรยากาศทางการเมืองดี มีประชาธิปไตยตามแบบอารยะสากล ต่างชาติจะมาลงทุนมากขึ้น

            3. สร้างโครงสร้างพื้นฐานให้ดี รองรับความเจริญ โดยอาจให้ต่างชาติมาร่วมลงทุนแทนการผูกขาด

            4. เน้นการพัฒนาตามชายแดนโดยใช้ที่ป่าเสื่อมโทรม/ที่ราชพัสดุ เป็นต้น เพื่อกระจายความเจริญ

            การให้ต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปีจึงเป็นอันตรายต่อชาติ และประชาชน โปรดทบทวน
 






15
            ตามที่เกิดข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินและสถานะการตั้งวัดระหว่างทายาทผู้บริจาคที่ดินกับทางวัดป่าอดุลยาราม จังหวัดขอนแก่น นั้น ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) มีข้อสังเกตเกี่ยวกับมูลค่าทรัพย์สิน
            ข้อพิพาทนี้ได้มีเหตุการณ์สำคัญการปิดทางเข้า-ออกวัดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ทายาทผู้บริจาคที่ดิน (ที่รู้จักในนาม "ป้าดา") นำท่อปูนซีเมนต์มาปิดทางเข้า-ออกวัดป่าอดุลยาราม ริมถนนกัลปพฤกษ์ อำเภอเมืองขอนแก่น ทั้งนี้ปมความขัดแย้งก็คือทายาทอดีตเจ้าของที่ดิน (นายเฮียง พิมพ์ศรี) ซึ่งอุทิศที่ดินให้เมื่อหลายสิบปีก่อน ได้ออกมาทวงคืนกรรมสิทธิ์ที่ดินนี้ พร้อมตั้งข้อสงสัยว่าพื้นที่ดังกล่าวมีสถานะเป็นวัดถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
            สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ชี้แจงและยืนยันว่า วัดได้สิทธิในที่ดินดังกล่าวถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนฝ่ายทายาทได้เดินทางไปขอดูเอกสารการจัดตั้งวัดที่สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ เพื่อพิสูจน์ความถูกต้องและตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่นต้องจัดกำลังดูแลความเรียบร้อยและเฝ้าระวังพื้นที่รอบวัด เนื่องจากสถานการณ์มีความตึงเครียดและเป็นประเด็นถกเถียงในสังคม
            นายธนดล นาครัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายประเมินค่าทรัพย์สิน 1 และนายวินัย อวะสี ผู้ประเมินค่าทรัพย์สิน เป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สินนี้โดยถือเป็นที่ดินจำนวน 1 แปลง (ไม่รวมอาคารต่างๆ) เนื้อที่ดินรวมประมาณ 21 ไร่ 3 งาน 61.0 ตารางวา (หรือ 8,761.0 ตารางวา) มีที่ตั้งทรัพย์สินมีพิกัดทางภูมิศาสตร์ คือ 16.462618, 102.822278 ตั้งอยู่ติดถนนกัลปพฤกษ์ ย่านกังสดาล-ถนนอดุลยาราม ห่างจากถนนมิตรภาพ (ทล.2) ระยะทางประมาณ 1,000 เมตร ตำบล ในเมือง อำเภอ เมืองขอนแก่น

            ทรัพย์สินมีระยะทางห่างสถานที่สำคัญๆ ในบริเวณใกล้เคียงดังต่อไปนี้
            มหาวิทยาลัยขอนแก่น                                       ประมาณ   0.00     กิโลเมตร
            ศูนย์การแพทย์-โรงพยาบาลศรีนครินทร์              ประมาณ   0.80     กิโลเมตร
            ถนนมิตรภาพ (ทล.2)                                       ประมาณ   1.00     กิโลเมตร
            ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล แคมปัส                         ประมาณ   1.00     กิโลเมตร
            ถนนมะลิวัลย์ (ทล.12)                                      ประมาณ   2.30     กิโลเมตร
            ศูนย์ราชการจังหวัดขอนแก่น                               ประมาณ   4.00     กิโลเมตร
            ถนนศรีจันทร์ (ย่านเขตเศรษฐกิจ-โรงแรมโฆะ)      ประมาณ   4.50     กิโลเมตร
            ท่าอากาศยานจังหวัดขอนแก่น                            ประมาณ   8.00     กิโลเมตร
           
            การคมนาคมไปยังที่ตั้งทรัพย์สิน มี 2 เส้นทาง คือ
            เส้นทางที่ 1 เริ่มต้นจากถนนมิตรภาพ (ทล.2) บริเวณสามแยก โรงพยาบาลศรีนครินทร์เลี้ยวซ้ายตรงไปตามถนนกัลปพฤกษ์ระยะทางประมาณ 1,000 เมตร จะพบสามแยกทางเข้ามหาวิทยาลัยขอนแก่น แล้วเลี้ยวซ้ายตรงไปสายนี้ประเมิน 100 เมตร จะพบที่ตั้งที่ดินทางด้านซ้ายมือ หรือทางด้านทิศตะวันออกของถนนผ่านหน้า
            เส้นทางที่ 2 เริ่มจากถนนมะลิวัลย์ (ทล.) บริเวณสี่แยกโรงพยาบาลกรุงเทพขอนแก่น-บึงศรีฐาน เข้าถนนกัลปพฤกษ์มุ่งหน้าไปตามถนนสายนี้ ระยะทางประมาณ 2,300 เมตร จะพบที่ดินแปลงนี้ทางด้านขวามือ หรือ ทางด้านทิศตะวันออกของถนนผ่านหน้า  และนอกจากยังมีถนนซอยผ่านหน้าทรัพย์สิน อีกจำนวน 2 ซอย คือ ซอยหน้าชุมชนวัดอดุลยาราม ผ่านด้านหลังที่ดินแปลงนี้ และซอยไม่ปรากฏชื่อ ผ่านทางด้านทิศใต้ของถนนสายนี้ แสดงรายละเอียดสภาพถนนแต่ละสายดังนี้
            ซอยหน้าชุมชนวัดอดุลยาราม ผ่านทางด้านทิศตะวันออก (ด้านหลัง) เป็นทางสาธารณประโยชน์ มีผิวการจราจรเป็น คอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาด 1 ช่องทางจราจร กว้าง 4.00 เมตร ปัจจุบันอยู่ในสภาพปานกลาง เขตทางกว้างประมาณ 5.00 เมตร
            ซอยไม่ปรากฏชื่อ ผ่านทางด้านทิศใต้ เป็นทางสาธารณประโยชน์ มีผิวการจราจรเป็น คอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาด 1 ช่องทางจราจร กว้าง 4.00 เมตร ปัจจุบันอยู่ในสภาพปานกลาง เขตทางกว้างประมาณ 5.00 เมตร
            ทางเข้าออกของทรัพย์สินตามกฎหมายไม่มีปัญหาในการเข้าออก ถนนผ่านหน้าที่ดินทรัพย์สิน เป็นทางสาธารณประโยชน์ ก่อสร้างหน่วยรัฐ กรมทางหลวงชนบทปี 2549
            ทรัพย์สินตั้งอยู่ในทำเลย่านกังสดาล-วัดป่าอดุลยาราม เป็นที่ดินจัดสรรเดิม ปัจจุบันเป็นที่อยู่อาศัยประเภท หอพักนักศึกษามหาวิทยาลัย ขอนแก่น ห้องพัก อะพาร์ตเม้นท์ โครงการอาคารชุด ร้านค้า ร้านอาหาร สลับกับที่อยู่อาศัยแบบก่อสร้างอิสระกระจายอยู่โดยทั่วไปในย่านนี้
            นอกจากนี้ในบริเวณใกล้เคียง ยังมีสถานที่สำคัญๆ เช่น   โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น หอกาญจนาภิเษก (หอกาญฯ) หอศิลปกรรมศาสตร์ โรงพยาบาลกรุงเทพ-ขอนแก่น บึงสีฐาน ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัล แคมปัส โรงพยาบาลศรีนครินทร์ โรงพยาบาลราชพฤกษ์ 2 และสนามบินนานาชาติขอนแก่น เป็นต้น
            ราคาที่ดินตามบัญชีราคาประเมินทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมราคาประเมินทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่ดินแปลงข้างต้นเป็นการประเมินรายแปลง ตารางวาละ 8,900 บาทเป็นเงินทั้งสิ้น 77,972,900 บาท
 
            ข้อกฎหมายที่มีผลกระทบ เช่น ข้อกำหนดผังเมือง ตามประกาศผังเมืองรวมจังหวัดขอนแก่น พ.ศ.2560 พบว่าทรัพย์สินตั้งอยู่ในเขตผังเมืองประเภทชุมชน (พื้นที่สีชมพู) บริเวณ 1.17 แสดงตามสีผังเมืองดังนี้

            โดยเป็นที่ดินประเภทชุมชน ให้ใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย พาณิชยกรรมเกษตรกรรม สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา สถาบันราชการ การสาธารณูปโภคและสาธารณูปการสำหรับการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อกิจการอื่น ให้ดำเนินการหรือประกอบกิจการได้ในอาคารที่ไม่ใช่อาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษ
ที่ดินประเภทนี้
            ตามกฎหมายควบคุมอาคาร ทรัพย์สินตั้งอยู่ในเขตการปกครองท้องถิ่นของเทศบาลนครขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น การขออนุญาตปลูกสร้าง ดัดแปลง รื้อถอนอาคาร ต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานข้างต้นก่อน
            กฎหมายสิ่งแวดล้อม ทรัพย์สินเป็นที่ดินเปล่า การดำเนินการพัฒนาใดๆ อาจต้องจัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามกฎหมาย
            กฎหมายป่าไม้ตรวจสอบแล้วที่ตั้งทรัพย์สินไม่อยู่ในเขตป่าฯ อุทยานแห่งชาติ เขต สปก.ใดๆ
            การเวนคืน ณ วันที่สำรวจและประเมินทรัพย์สินนี้ ไม่อยู่ในแนวเวนคืนเพื่อการสาธารณประโยชน์ใด ๆ
            การถูกรอนสิทธิต่างๆ เช่น แนวสายไฟฟ้าแรงสูง การตกเป็นทางเข้าออกให้ที่ดินแปลงอื่นโดยการจดภาระจำยอม การตกเป็นทางเข้าออกให้ที่ดินแปลงอื่นตามสภาพล้วนไม่มี
            ในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินนี้ ผู้ประเมินได้พิจารณาเลือกใช้วิธีการประเมินมูลค่าที่เหมาะสมกับลักษณะของทรัพย์สินดังกล่าวแล้วโดยใช้วิธีการเปรียบเทียบราคาตลาด (Market Approach) คือ การประเมินมูลค่าทรัพย์สินรวม โดยเปรียบเทียบกับราคาตลาดที่มีการซื้อขายทรัพย์สินประเภทเดียวกันในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งวิธีการนี้จะมีความเหมาะสมในการประเมินทรัพย์สินที่มีการซื้อขายโดยทั่วไปในตลาดจำนวนมากเพียงพอ วิธีการนี้เป็นวิธีการที่ดีที่สุดเนื่องจากเป็นการวิเคราะห์มูลค่าจากราคาซื้อขายในท้องตลาด ซึ่งสอดคล้องกับภาวะตลาดเป็นสำคัญ
            ผู้ประเมินได้พิจารณารายละเอียดต่างๆ ของทรัพย์สิน ภายใต้หลักเกณฑ์ ข้อจำกัด และสมมติฐานข้างต้นตามที่ได้ระบุไว้ในรายงานฉบับนี้  หากไม่มีข้อจำกัดพิเศษอื่นใดซึ่งผู้ประเมินค่าทรัพย์สินไม่อาจทราบได้แล้ว  ผู้ประเมินมีความเห็นต่อมูลค่าของทรัพย์สินที่ประเมินเป็นเงินรวมเป็นเงิน 700 ล้านบาท หรือตารางวาละประมาณ 80,000 บาท ส่วนราคาประเมินของทางราชการ (กรมธนารักษ์) เป็นเงินเพียงประมาณ 80 ล้านบาท (11.4% ของราคาตลาด) เท่านั้น
 

 

16
               ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (AREA) สรุปภาพรวมที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ในเดือนมิถุนายน 2569 พบว่า มีการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 18 โครงการ เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2569 จำนวน 3 โครงการ แต่จำนวนหน่วยขาย มูลค่าโครงการ และราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยลดลง มีจำนวนหน่วยขายเปิดใหม่รวม 3,000 หน่วย มูลค่าการพัฒนาโครงการรวมทั้งสิ้น 19,678 ล้านบาท

              จำนวนหน่วยขายเปิดใหม่เดือนนี้มีทั้งหมด 3,000 หน่วย ลดลงประมาณ 4.0% จากเดือนพฤษภาคม 2569 โดยประเภทที่มีจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่มากที่สุดในเดือนนี้ คือ อาคารชุด ซึ่งมีจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่รวม 1,540 หน่วย (51.3%) รองลงมาคือ บ้านเดี่ยว 807 หน่วย (26.9%) อันดับ 3 คือ ทาวน์เฮ้าส์ 603 หน่วย (20.1%) ของจำนวนหน่วยขายที่เปิดขายใหม่ทั้งหมด

              ในด้านมูลค่าโครงการรวมของการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดใหม่ในเดือนมิถุนายน 2569 นี้มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 19,678 ล้านบาท ลดลงประมาณ -64.2% ซึ่งในเดือนนี้มูลค่าการพัฒนาที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยวมีสูงที่สุด มีมูลค่าโครงการ 12,670 ล้านบาท (64.4%) โดยบ้านเดี่ยวส่วนใหญ่เปิดตัวในระดับราคาสูงในช่วงราคา 10.001-20.00 ล้านบาท ถึงระดับราคาลักชัวรี่ มากกว่า 20 ล้านบาทขึ้นไป รองลงมา คือ อาคารชุด มีมูลค่าโครงการ 4,670 ล้านบาท (23.7%) โดยส่วนใหญ่เปิดตัวในระดับราคา 2.001-3.000 ล้านบาท อันดับ 3 คือ ทาวน์เฮ้าส์มีมูลค่าโครงการรวม 1,902 ล้านบาท หรือ 9.7% ของมูลค่าการพัฒนาทั้งหมดในเดือนนี้ 

              ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยของเดือนนี้อยู่ที่ประมาณ 6.559 ล้านบาท (ลดลง-62.7%) ซึ่งราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยของเดือนก่อนอยู่ที่ 17.608 ล้านบาท สาเหตุหลักที่ภาพรวมโครงการเปิดใหม่ ทั้งหน่วยขาย มูลค่าและราคาเฉลี่ยต่อหน่วยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เกิดจากการที่ช่วงเดือนที่ผ่านมามีการเปิดตัวโครงการอาคารชุดระดับอัลตร้าลักชัวรี่ 2 โครงการ ที่มีมูลค่าโครงการและราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยสูงกว่าเดือนอื่นๆ  จึงทำให้ภาพอสังหาริมทรัพย์โดยรวมของเดือนนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนที่ผ่านมาจึงลดลงทุกด้าน  แต่หากไม่มีการเปิดตัว อาคารชุดระดับอัลตร้าลักชัวรี่ 2 โครงการนี้ในเดือน พฤษภาคม 2569  ภาพการเปิดตัวโครงการใหม่ก็ยังชะลอตัวใกล้เคียงกับเดือนที่ผ่านๆ มา

              หากพิจารณาระดับราคาขาย จะพบว่า ในเดือนนี้ไม่มีการเปิดขายที่ระดับราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาทเลย โดยระดับราคาที่เปิดขายในเดือนนี้มีดังนี้

              - ระดับราคา 1-2 ล้านบาท จำนวน 232 หน่วย (7.7%) มูลค่าโครงการ 361 ล้านบาท (1.8%)

              - ระดับราคา 2-3 ล้านบาท จำนวน 1,014 หน่วย (33.8%) มูลค่าโครงการ 2,654 ล้านบาท (13.5%)

              - ระดับราคา 3-5 ล้านบาท จำนวน 752 หน่วย (25.1%) มูลค่าโครงการ 2,697 ล้านบาท (13.7%)

              - ระดับราคา 5-10 ล้านบาท จำนวน 385 หน่วย (12.8%) มูลค่าโครงการ 2,776 ล้านบาท (14.1%)

              - ระดับราคา 10-20 ล้านบาท จำนวน 504 หน่วย (16.8%) มูลค่าโครงการ 7,035 ล้านบาท (35.8%)

              - ระดับราคาตั้งแต่ 20 ล้านบาท ขึ้นไป จำนวน 113 หน่วย (3.8%) มูลค่าโครงการ 4,156 ล้านบาท (21.1%) ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่เปิดขายใหม่ทั้งหมดในเดือนนี้

              พิจารณาอัตราการขายได้ จะพบว่าในเดือนมิถุนายนนี้ มีอัตราการขายได้เฉลี่ยที่ 24.4% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมาที่มีอัตราการขายได้ที่ 21.5% ต่อเดือน โดยประเภทอสังหาริมทรัพย์ที่มีอัตราการได้สูงสุด คือ อาคารชุดที่ระดับราคา 2-3 ล้านบาท จำนวน 820 หน่วย ขายได้แล้ว 43% รองลงมา คือ ทาวน์เฮ้าส์ ที่ระดับราคา 2-3 ล้านบาท จำนวน 192 หน่วย ขายได้แล้ว 30% ลำดับที่ 3 คือ อาคารชุดที่ระดับราคา 3-5 ล้านบาท จำนวน 393 หน่วย ขายได้แล้ว 27%

              การเปิดตัวโครงการใหม่ในเดือนนี้พบว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ และบริษัทในเครือ 3 บริษัท คือ บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) บมจ.แสนสิริ และบมจ.สเตลล่า เอ็กซ์ ตามลำดับ มีส่วนแบ่งการตลาดในแง่ของจำนวนหน่วยขายที่ 88% แต่มีส่วนแบ่งด้านมูลค่าโครงการที่ 94% ซึ่งมีแนวโน้มผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ และบริษัทในเครือครองส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

              ในด้านทำเลที่ตั้ง จะพบว่าในเดือนนี้มีโครงการเปิดตัวใหม่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพชั้นใน จำนวน 2 โครงการ ตั้งอยู่ในเขตเมืองชั้นกลางส่วนต่อขยายเมืองหรือเขตติดต่อเมือง (Intermediate area) จำนวน 14 โครงการ เช่น กรุงเทพกรีฑา พหลโยธิน-สายไหมเทพารักษ์ วงแหวน –รามอินทรา เพชรเกษม บางบอน ทวีวัฒนา เป็นต้น และพื้นที่รอบนอกอีก 2 โครงการ เช่น ย่านสามพราน และบางใหญ่ เป็นต้น


17
           
            การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถนำมาซึ่งผลตอบแทนที่คุ้มค่าในระยะยาว พร้อมทั้งความมั่นคงทางการเงินที่คุณต้องการได้ ดังคำกล่าวที่ว่า “อย่าผัดวันประกันพรุ่ง” ในเมื่อคุณสามารถทำได้ในวันนี้ คำกล่าวนี้ยังใช้ได้กับหลาย ๆ เรื่องในชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

            หลายคนคงเคยเห็นการเปรียบเทียบผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนรวม เงินฝาก หรือการลงทุนประเภทอื่น ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ที่เริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 20–30 ปี สามารถสร้างความมั่งคั่งในอนาคตได้มากกว่าผู้ที่เริ่มลงทุนในช่วงอายุ 40–50 ปีอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหลักการเดียวกันนี้สามารถนำมาใช้กับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ได้เช่นกัน

            ยิ่งลงทุนเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้ประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น การเริ่มต้นเร็วจะทำให้คุณได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนมากขึ้น ด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษี และโอกาสในการสร้างรายได้จากค่าเช่า การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์จึงมีประโยชน์มากมายสำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่ หากคุณมีรายได้ที่มั่นคง และไม่มีหนี้สินใดๆ ในช่วงอายุ 20 ปลายๆ หรือ 30 ต้นๆ การเริ่มต้นเพิ่มอสังหาริมทรัพย์เข้าไปในพอร์ตการลงทุนของคุณจึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล

            เหตุผลที่ควรเริ่มลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่อายุยังน้อย

            1. มีเวลาเหลือเฟือ

            เวลาคือสินทรัพย์และสิ่งมีค่าที่สุดที่คุณมีหากเริ่มต้นเร็ว ในช่วงเริ่มต้นของการทำงาน หลายคนยังไม่มีภาระครอบครัวหรือภาระส่วนตัวมากนัก จึงมีเวลาศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับตลาดอสังหาริมทรัพย์และประเภททรัพย์สินที่ต้องการลงทุนได้อย่างละเอียด วิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบคอบ ตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่เพียงพอ และสามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้มากกว่า เนื่องจากยังไม่มีภาระหนี้สินหรือภาระทางการเงินจำนวนมาก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเริ่มต้นลงทุน

            2. มีกำลังเหลือเฟือ

            คนหนุ่มสาวจะสามารถออกศึกษาหาข้อมูลได้อย่างกว้างขวางในภาคสนาม ศึกษาเปรียบเทียบจากความเป็นจริง ความเหนื่อยล้าก็จะน้อยกว่าคนรุ่นเก่าๆ ทำให้สามารถแสวงหาโอกาสได้มากมาย กำลังวังชาที่เหลือเฟือยังทำให้เราสามารถเรียนรู้ได้มากมายเพื่อป้องกันความผิดพลาด หรือเพื่อสร้างความมั่นใจในการลงทุนได้มากขึ้น

            3. สามารถขอสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

            การขอสินเชื่อเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์มักทำได้ง่ายเมื่ออายุยังน้อย เนื่องจากสถาบันการเงินมองว่าผู้กู้มีระยะเวลาทำงานและสร้างรายได้อีกยาวนาน ทำให้สามารถกำหนดระยะเวลาผ่อนชำระได้มากขึ้น อีกทั้งยังมีโอกาสได้รับอัตราดอกเบี้ยที่แข่งขันได้ มีความยืดหยุ่นในการชำระหนี้เพิ่มเติมเมื่อได้รับโบนัสหรือรายได้พิเศษ

ยังสามารถเพิ่มจำนวนเงินผ่อนชำระรายเดือนเพื่อปิดภาระสินเชื่อได้เร็วยิ่งขึ้น

            4. ได้รับความเชื่อถือได้ง่าย

            คนหนุ่มสาวที่สนใจลงทุนแทนที่จะไปเที่ยวใช้เงินอย่างขาดการวางแผนเท่าที่ควร เป็นบุคคลที่สถาบันการเงินต่างๆ ต่างชอบที่จะทำธุรกิจด้วย ยิ่งหากเรามีลักษณะที่อ่อนน้อม ถ่อมตน ตั้งใจศึกษาเรียนรู้ก็ยิ่งได้รับความรัก ความเมตตาจากบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งสถาบันการเงิน ส่วนราชการ นักพัฒนาที่ดินและอื่นๆ การได้รับการส่งเสริมจากผู้หลักผู้ใหญ่ ก็จะยิ่งเหมือนเป็น “พยัคฆ์ติดปีก” สามารถก้าวหน้าได้มากขึ้น

            5. สามารถเรียนรู้การบริหารจัดการทางการเงินที่ดีขึ้นได้

            เมื่อคุณเริ่มลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่อายุยังน้อย คุณจะต้องรับผิดชอบในการบริหารจัดการกระแสเงินสดทุกเดือน ไม่ว่าคุณจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยหรือเพื่อการพาณิชย์ และได้รับค่าเช่าจากอสังหาริมทรัพย์นั้น คุณจะต้องจัดการเงินที่ได้จากการลงทุนและนำไปหักล้างกับภาระการผ่อนชำระเงินกู้บ้าน การทำเช่นนี้จะช่วยพัฒนาทักษะการบริหารจัดการทางการเงินของคุณ เพราะคุณจะได้เรียนรู้ที่จะกำหนดงบประมาณรายเดือนและปฏิบัติตามงบประมาณนั้น

            6. สามารถคืนทุนได้เร็วขึ้น

            ผู้ที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่อายุยังน้อยมีโอกาสถึงจุดคุ้มทุนได้เร็วกว่าผู้ที่เริ่มลงทุนในภายหลัง หากปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างรายได้ประจำ ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยหรือเพื่อการพาณิชย์ รายได้ค่าเช่าจะช่วยลดภาระการผ่อนชำระสินเชื่อและเร่งให้การลงทุนคืนทุนได้เร็วขึ้น เมื่อผ่านจุดคุ้มทุนแล้ว รายได้ที่ได้รับจะกลายเป็นผลกำไรสุทธิ และช่วยเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนในระยะยาว อีกครั้งหนึ่งที่ “เวลา” เป็นปัจจัยสำคัญ เพราะยิ่งเริ่มต้นเร็วเท่าไร ยิ่งมีเวลาสร้างผลตอบแทนมากขึ้นเท่านั้น

            7. สามารถใช้เทคโนโยลีได้สบายๆ

            คนหนุ่มสาวสามารถเรียนรู้นวัตกรรมด้านอสังหาริมทรัพย์ได้ดี สามารถใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีเครื่องมือใหม่ๆ ที่คนรุ่นเก่าๆ ยังไม่ทันได้เรียนรู้มากมาย  ยิ่งเรามีความสามารถในการวิเคราะห์หรือใช้ AI ในการวิเคราะห์ต่างๆ ก็ยิ่งจะทำให้เราประสบความสำเร็จมากกว่าคนรุ่นเก่าที่ยังขาดแคลนความรู้เกี่ยวกับ AI หรือมีข้อจำกัดในการเรียนรู้

            8. การเกษียณอายุก่อนกำหนด

            การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์สามารถช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินได้เร็วกว่าคนในวัยเดียวกัน อสังหาริมทรัพย์เป็นการลงทุนระยะยาวที่สามารถสร้างรายได้อีกช่องทางหนึ่ง นอกจากรายได้จากงานประจำ และอาจช่วยให้คุณสามารถวางแผนเกษียณก่อนวัยได้ สำหรับผู้ที่ต้องการใช้ชีวิตหลังเกษียณไปกับการทำธุรกิจส่วนตัว การท่องเที่ยว หรือการทำในสิ่งที่ตนเองรัก การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ

            ตัวอย่างเช่น หากเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 25 ปี คุณอาจสามารถสะสมรายได้และสร้างสินทรัพย์ได้อย่างมีนัยสำคัญภายในช่วงอายุ 45–50 ปี เมื่อชำระสินเชื่อจนหมดแล้ว คุณจะมีรายได้จากค่าเช่าอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีภาระหนี้สิน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้สามารถเกษียณได้เร็วขึ้น

            อย่างไรก็ตามสิ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในช่วงเริ่มต้น:

            1. ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ให้ดี ไม่ว่าจะเป็นทำเลที่ตั้งที่กำลังได้รับความนิยม ผลตอบแทนที่คาดหวัง ชื่อเสียงของผู้พัฒนาโครงการ ภาษี และกฎระเบียบของรัฐบาล

            2. รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์และแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อให้ได้มุมมองที่ถูกต้องเกี่ยวกับการลงทุนในอนาคต

            3. เราามารถเพิ่มโอกาสในการขอสินเชื่อบ้านได้มากขึ้นโดยการเลือกผู้ร่วมกู้ เช่น คู่สมรสของคุณ หากเขาหรือเธอเป็นเจ้าของร่วม คุณทั้งสองจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการลดหย่อนภาษีจากสินเชื่อบ้าน นอกจากนี้ คุณยังสามารถแบ่งเบาค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าอากรแสตมป์ ค่าจดทะเบียน ค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย และค่าธรรมเนียมตัวแทนได้อีกด้วย

            4. แทนที่จะเน้นแต่เพียงการเติบโตของมูลค่าเงินลงทุน ให้หันมาเน้นการสร้างรายได้จากค่าเช่าเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงให้กับพอร์ตการลงทุนและคืนทุนได้เร็วขึ้น

            5. ควรมีเงินสำรองเพื่อรองรับสถานการ์ที่ไม่แน่นอน เช่น มีเงินสำรองไว้สำหรับค่างวดบ้าน 3-6 เดือน พร้อมกับเงินสำรองค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับ 2-3 เดือนหากเป็นไปได้ (สำหรับกรณีที่ผู้เช่าจ่ายล่าช้า)

            6. มองหาอสังหาริมทรัพย์ในทำเลที่มีศักยภาพในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างมากในอนาคต คุณสามารถซื้ออสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ได้ในราคาที่ต่ำกว่าในตอนแรก และเก็บเกี่ยวผลตอบแทนในภายหลัง อย่างไรก็ตาม ควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน

 

            เริ่มลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อปูทางสู่ความมั่นคั่งทางการเงิน การเติบโตของพอร์ตการลงทุน และการสร้างรายได้ต่อเนื่องที่มั่นคง


18

            ทำไมเราไม่สามารถเกษียณด้วยบิตคอยน์ได้? เพราะการเกษียณที่แท้จริงต้องมีรายได้โดยไม่ต้องขายทรัพย์สิน แต่อสังหาริมทรัพย์นั้นค่อยๆ เติบโตและเป็นรากฐานสำคัญเพื่อความมั่งคั่ง

            ความเชื่อของกลุ่มผู้ถือครองบิตคอยน์ ที่ว่าสินทรัพย์ดิจิทัลนี้จะกลายเป็นฐานรากหลักในการเกษียณอายุและเลี้ยงดูพวกเขายามเกษียณ มักตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่าบิตคอยน์ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นต่อปี (Compound Annual Growth Rate: CAGR) สูงถึง 200% โดยดูจากสถิติในอดีต ซึ่งพวกเขาใช้ตัวเลข 200% นี้เป็นทฤษฎีอ้างอิง ทำให้เกิดภาพมายาภาพว่าพอร์ตการลงทุนจะเติบโตเป็นทวีคูณอย่างไม่มีวันสิ้นสุด จนทำให้สามารถดึงเงินออกมาใช้ชีวิตในวัยเกษียณได้อย่างปลอดภัย เหมือนอย่างนาย Davinci Jeremie ผู้ที่ซื้อบิตคอยน์ในราคาต่ำกว่า 1 ดอลลาร์ในปี 2011 จนตอนนี้เขาเป็นเศรษฐีที่ร่ำรวยมหาศาล มีเครื่องบินส่วนตัว มีเรือยอร์ช มีความสุข มีอิสระ สามารถท่องเที่ยวได้ทั่วโลก จนหลายๆคนอยากลอกเลียนแบบเขาโดยการซื้อบิตคอยน์
แต่ความจริงก็คือ ตัวเลข 200% CAGR โดยนับจากราคาปีแรกๆที่มีการซื้อขายในตลาดคือความเข้าใจผิดที่อันตราย เนื่องจากเป็นการคำนวณจากฐานที่เกือบเป็นศูนย์ ($0.0008 ในปี 2010) สินทรัพย์ทุกประเภทในโลกล้วนอยู่ภายใต้ กฎแห่งตัวเลขจำนวนมาก (Law of Large Numbers) เมื่อมูลค่าตลาด (Market Capitalization) ของบิตคอยน์ ขยายตัวจนพุ่งทะลุล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อัตราการเติบโตจะเกิดสภาวะ ผลตอบแทนลดน้อยถอยลง (Diminishing Returns) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เหมือนสินทรัพย์อื่นๆ สถิติเชิงประจักษ์ชี้ชัดว่า อัตราเติบโตของบิตคอยน์ กำลังลดความเร็วลงในทุกรอบวัฏจักร (Cycle CAGR):

วัฏจักรที่ 1 (2011–2013): +9,200%

วัฏจักรที่ 2 (2013–2017): +1,200%

วัฏจักรที่ 3 (2017–2021): +230%

วัฏจักรที่ 4 (2021–2026): ~50–70%

วัฏจักรอนาคต (2026–2040E): คาดการณ์ว่าจะลดลงมาอยู่ที่ ~5–25% และจะเข้าสู่ระยะอิ่มตัวที่ ~5–10% ปลายทางของบิตคอยน์คือการเคลื่อนตัวเข้าหาจุดสมดุลร่วมกับสินทรัพย์ดั้งเดิม ยุคสมัยแห่งการสร้างความมั่งคั่งแบบก้าวกระโดดได้สิ้นสุดลงแล้ว และเมื่ออัตราผลตอบแทนเฉลี่ยลดลงมาอยู่ในระดับปกติ แบบจำลองการเกษียณด้วยบิตคอยน์ จึงเป็นไปไม่ได้

มายาภาพแผนเกษียณ 25 ปี กับความจริงของการกัดกร่อน 'ฐานทรัพย์'

            ในโลกการวางแผนการเงิน มักมีการอ้างถึง "กฎ 4%" (The 4% Rule) ซึ่งระบุว่าหากเราถอนเงินออกมาใช้ปีละ 4% ของมูลค่าพอร์ตเริ่มต้น พอร์ตนั้นจะสามารถค้ำจุนชีวิตเราได้ขั้นต่ำ 25 ปีจนถึงวันตาย กลุ่มคนที่สะสมบิตคอยน์ 100% เลยทึกทักกันเอาเองว่าพวกเขาสามารถใช้กฎนี้ได้ และจะเหลือมรดกจำนวนมหาศาลไว้ส่งต่อให้ทายาท

แต่ในความเป็นจริง เมื่อคนที่สะสมบิตคอยน์ 100% และตัดสินใจหยุดทำงาน พวกเขาอาจจะอยู่ไม่ถึงแผนเกษียณ 25 ปีด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่จะส่งต่อเป็นมรดกเลย

            เหตุผลเพราะโครงสร้างของบิตคอยน์ไม่มีกลไกภายในที่สร้างผลผลิตได้ด้วยตัวเอง (Zero Yield) ตัวระบบไม่มีค่าเช่า ไม่มีเงินปันผล เมื่อผู้เกษียณหยุดทำงานและไม่มีรายได้ใหม่เข้ามาเติม ระบบนี้จะเปลี่ยนสภาพเป็น “แบบจำลองการทยอยขายทุนเพื่อใช้ชีวิต” (Slow Liquidation Model) หรือการ “ขายกิน” ที่ต้องหั่นเนื้อสินทรัพย์ออกไปทีละส่วน ทุกครั้งที่กดปุ่มถอนเงิน “ฐานทรัพย์” (Asset Base) จะถูกหักลบ (Deduct) ออกไปในเชิงปริมาณทันที

บิตคอยน์ไม่ได้เลี้ยงเจ้าของ เจ้าของต่างหากที่ต้องเฉือนบิตคอยน์ ออกมาขายเพื่อเลี้ยงตัวเอง 
อีก 14 ปีข้างหน้าเมื่อเข้าสู่ยุคผลตอบแทนอิ่มตัวที่ 5–10% การถอนเงินใช้โดยใช้ "กฎ 4%" กับพอร์ตการลงทุนที่ถือครองบิตคอยน์ 100% ได้นั้น มองข้ามปัจจัยชี้ขาดในทางวิศวกรรมการเงิน นั่นคือ ความผันผวนระดับสุดขั้ว (Extreme Volatility) สินทรัพย์ดิจิทัลนี้มีการปรับฐานในระดับ -50% ถึง -75% เป็นเรื่องปกติในทุกตลาดหมี (Crypto Winter) เมื่อผู้เกษียณอายุไม่มีกระแสเงินสดจากแหล่งอื่นเข้ามาจุนเจือ ความผันผวนนี้จะแปรสภาพเป็น วงจรอุบาทว์ของการทำลายฐานทุนถาวร (Sequence of Returns Risk) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

            หากความต้องการใช้เงินสดเพื่อการดำรงชีพคงที่อยู่ที่ปีละ 400,000 บาท

ในสภาวะตลาดปกติ: หากบิตคอยน์ มีราคาเหรียญละ 2,000,000 บาท ผู้เกษียณจะขายสินทรัพย์ออกไปเพียง 0.2 BTC

ในสภาวะตลาดหมี (-50%): หากปีถัดมาตลาดปรับฐานลดลง 50% ราคาเหรียญลดลงเหลือ 1,000,000 บาท ผู้เกษียณจะถูกบังคับโดยกลไกการดำรงชีพให้ต้องเฉือนบิตคอยน์ ออกขายเพิ่มเป็น 0.4 BTC เพื่อให้ได้เงินสดในจำนวนเท่าเดิม

ในสภาวะตลาดหมีรุนแรง (-75%): หากราคาดิ่งลึกไปถึงจุดต่ำสุดตามสถิติในอดีต ราคาเหลือเหรียญละ 500,000 บาท ปริมาณการตัดขายจะพุ่งสูงขึ้นถึง 0.8 BTC หรือคิดเป็น 4 เท่าของปีแรก

            ความเสียหายที่แท้จริงในสภาวะนี้ ไม่ใช่มูลค่าทางบัญชีที่ลดลงชั่วคราว แต่อยู่ที่ "จำนวนหน่วยของสินทรัพย์ (Asset Units) ที่สูญเสียไปอย่างถาวร ณ ก้นเหวของราคา" เมื่อตลาดพลิกฟื้นกลับเป็นขาขึ้นในวัฏจักรถัดไป มูลค่าพอร์ตก็ไม่อาจฟื้นคืนสู่จุดสมดุลเดิมได้ เนื่องจากปริมาณเหรียญอันเป็นฐานทรัพย์หลักถูกทำลายไปแล้วระหว่างทาง พอร์ตการเกษียณในลักษณะนี้จึงมีแนวโน้มที่จะแห้งเหือดหมดเกลี้ยงก่อนอายุขัยเฉลี่ยอย่างรวดเร็ว

เสถียรภาพที่แตกต่างของอสังหาริมทรัพย์

            ในทางตรงกันข้าม อสังหาริมทรัพย์คุณภาพสูงมีโครงสร้างความมั่นคงที่เหนือกว่าอย่างเด่นชัด ด้วยคุณลักษณะเชิงประจักษ์สองประการ:

            ประการแรก ราคาประเมินของอสังหาริมทรัพย์มีความหนืดสูง (Price Stickiness) และเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำในเชิงระบบ (Illiquid Asset) มูลทรัพย์จึงไม่ได้ปรับเปลี่ยนเรียลไทม์เป็นรายวินาทีตามสภาวะอารมณ์และจิตวิทยาของมวลชนในตลาด ทำให้รอดพ้นจากสภาวะการตื่นตระหนกเทขาย (Panic Selling) ที่จะลดทอนมูลค่าสินทรัพย์ลงเหลือเพียงเศษเสี้ยวในข้ามคืน

            ประการที่สอง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดคือ กระแสเงินสดจากค่าเช่าแยกตัวเป็นอิสระจากความผันผวนของราคาตลาด (Decoupling of Yield and Asset Price) แม้ในยามวิกฤตเศรษฐกิจที่มูลค่าการซื้อขายเปลี่ยนมือของตัวอาคารอาจปรับลดลงตามกลไกตลาด 10-20% แต่ตราบใดที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ยังต้องดำเนินไป คนยังต้องการที่อยู่อาศัย และธุรกิจยังต้องการหน้าร้าน รายได้จากค่าเช่ารายเดือนจะยังคงหลั่งไหลเข้ามาหล่อเลี้ยงผู้เกษียณอย่างสม่ำเสมอในระดับที่ใกล้เคียงเดิม
"สิ่งที่ชี้ขาดความมั่นคงที่ต่างกันคนละชั้น คือผู้เกษียณที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์ไม่จำเป็นต้องเฉือนอิฐออกขายทีละก้อน หรือแบ่งขายพื้นที่อาคารเพื่อประทังชีพ ฐานทรัพย์หลัก (Asset Base) ในเชิงกายภาพยังคงอยู่ครบถ้วน 100% เสมอ ผ่านพ้นวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจรอบแล้วรอบเล่าโดยไม่สูญเสียศักยภาพในการผลิตมูลค่า ในขณะที่ผู้เกษียณด้วยบิตคอยน์ต้องยอมสยบต่อความผันผวน และกลืนกินตัวเองลงไปเรื่อย ๆ ในทุกวันที่มีชีวิตอยู่"

         โครงสร้างหนี้สิน: Positive Carry (เงินคนอื่น) เทียบกับ Negative Carry (ลุ้นราคาขึ้น) เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการขายกิน บางคนที่คิดอยากจะเกษียณด้วยบิตคอยน์มักบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องขาย แต่ใช้วิธียืมเงินโดยใช้บิตคอยน์ ค้ำประกันออกมาใช้ชีวิต” แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนความเสี่ยงสูงสุดข้อเดียวคือ “ราคาบิตคอยน์ ต้องเพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าดอกเบี้ยทบต้นตลอดไป” ซึ่งในทางวิศวกรรมการเงินถือเป็นเรื่องอันตราย แตกต่างจากการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์อย่างสิ้นเชิง โดยมีเส้นแบ่งสำคัญอยู่ที่ "ใครเป็นคนจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นคืนให้"

อสังหาริมทรัพย์คุณภาพสูง กับสภาวะ Positive Carry

            เมื่อเรานำอสังหาริมทรัพย์ที่มีผู้เช่าจริงไปค้ำประกันเงินกู้จากสถาบันการเงินเพื่อดึงเงินสดออกมาใช้ โครงสร้างนี้เรียกว่า Positive Carry เนื่องจากหนี้สินและดอกเบี้ยทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับธนาคาร จะถูกชำระคืนด้วยกระแสเงินสดที่มาจาก "ค่าเช่าของผู้เช่า" ในทุก ๆ สิ้นเดือน ผู้เกษียณได้เงินสดมาใช้ชีวิตโดยมีกลไกทางเศรษฐกิจ (เงินของผู้เช่า) ทำหน้าที่ล้างหนี้และดอกเบี้ยแทน โดยที่ ฐานทรัพย์หลัก (โฉนดที่ดินและอาคาร) ไม่ถูกกระทบเลยแม้แต่น้อย

 

บิตคอยน์กับสภาวะ Negative Carry

            ในทางตรงกันข้าม การกู้เงินโดยใช้บิตคอยน์ ค้ำประกันคือ Negative Carry เนื่องจากตัวบิตคอยน์ มีผลผลิตเป็นศูนย์ ไม่สามารถสร้างกระแสเงินสดรายเดือนมาจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ได้ ยอดหนี้และดอกเบี้ยจะถูกทบเข้าไปในยอดหนี้เดิมและเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ แบบทบต้น หากปีใดที่ราคานิ่งสนิทหรือลดลง หนี้ที่ทบต้นจะกัดกินสัดส่วนความเป็นเจ้าของในตัวเหรียญไปเรื่อย ๆ จนหมดสิ้น


[อสังหาริมทรัพย์: Positive Carry] สินทรัพย์ (ตึกเช่า) ──> ผลิตกระแสเงินสด (ค่าเช่า) ──> ชำระหนี้และดอกเบี้ยธนาคาร ──> ฐานทรัพย์อยู่ครบ 100%

[บิตคอยน์: Negative Carry] สินทรัพย์ (Bitcoin) ──> ผลิตกระแสเงินสด (0%) ──> ยอดหนี้เติบโตทบต้น ──> ฐานทรัพย์เสี่ยงโดนกัดกินจนหมด

โศกนาฏกรรมของสินทรัพย์ที่ไร้ค่าเช่า   
 ถ้าหากบิตคอยน์คือทองคำดิจิทัล ประวัติศาสตร์ก็ได้แสดงถึงโศกนาฎกรรมให้เห็นมาก่อนหน้านี้แล้วเป็นร้อยปี  ในช่วงเวลาที่เปลวเพลิงแห่งสงครามและการปฏิวัติกวาดล้างทวีปยุโรป ขุนนางชาวรัสเซียและออสเตรีย-ฮังการีจำนวนมากต้องละทิ้งมาตุภูมิพร้อมกับสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเป็น "ความมั่งคั่งอันเป็นสากลและเคลื่อนย้ายได้ง่ายที่สุด" บางตระกูลเย็บเพชรพลอยซ่อนไว้ในสาบเสื้อโค้ท บางตระกูลหลอมทองคำแท่งฝังไว้ใต้ดิน สินทรัพย์เหล่านั้นมีคุณลักษณะเพียบพร้อมในแบบที่กลุ่มผู้นิยมสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างบิตคอยน์ถวิลหา: มันหายาก มีอุปทานจำกัด พกพาสะดวก มีมูลค่าร่วมเป็นสากล

            ทว่า ผลลัพธ์ในอีกไม่กี่ทศวรรษต่อมากลับน่าใจหาย ทายาทรุ่นลูกรุ่นหลานของ Count และ Baron ผู้เคยปกครองแว่นแคว้น กลับต้องกลายมาเป็นคนขับแท็กซี่ในกรุงปารีส หรือพนักงานเสิร์ฟในกรุงลอนดอน ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพวกเขาขาดสติปัญญาหรือเกียจคร้าน แต่เป็นเพราะ "ทองคำและเพชรพลอยไม่เคยทำงาน" มันเป็นสินทรัพย์ที่ไร้ผลิตผล (Non-Yielding Asset) ที่นอนนิ่งอยู่ในหีบสมบัติ แม้ทั้งทองและเพชรพลอยเหล่านี้จะมีราคาเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ทุกปีที่ผ่านไปท่ามกลางค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ค่ารักษาพยาบาล และค่าอาหาร พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตัดเฉือนเนื้อสินทรัพย์ถาวรออกขายเพื่อประทังชีพ ฐานทุนถาวร (Principal Capital) จึงหดตัวลงทุกวันล้อไปกับอายุขัยของเจ้าของ และนี่คือสัจธรรมข้อเดียวกันกับที่บิตคอยน์กำลังจะมอบให้แก่ผู้เกษียณอายุในศตวรรษที่ 21

เส้นทางที่แตกต่างของอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์

            ในยุคสมัยเดียวกัน เส้นทางของการกักเก็บความมั่งคั่งอีกรูปแบบหนึ่งกลับให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง John Jacob Astor เริ่มต้นกว้านซื้อที่ดินทุกแปลงบนเกาะแมนแฮตตันเท่าที่จะหาทุนได้ แล้วสถาปนากลยุทธ์ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือ "การถือครองกรรมสิทธิ์ถาวรและปล่อยเช่า" เขาใช้ระบบ Ground Lease ที่รักษาความเป็นเจ้าของในที่ดินไว้ตลอดกาล แต่เปิดโอกาสให้ทุนภายนอกเป็นผู้เสี่ยงขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสร้างอาคารบนที่ดินนั้น โดยมีหน้าที่ส่งมอบค่าเช่ากลับมาให้เขารายปี ก่อนที่ Astor จะสิ้นลมหายใจ คำประกาศที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของเขาคือ “ความเสียใจเพียงสิ่งเดียวในชีวิต คือการไม่ได้ซื้อเกาะแมนแฮตตันไว้ทั้งหมด”

            เช่นเดียวกับตระกูล Grosvenor เจ้าของที่ดิน Mayfair และ Belgravia ในใจกลางกรุงลอนดอน ที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์ผืนนี้มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ตลอดระยะเวลากว่า 300 ปีที่ผ่านมา พวกเขาไม่เคยขายที่ดินออกไปแม้แต่ตารางเมตรเดียว ทว่าปล่อยให้ "กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการทำมาหากินของมนุษย์หลายล้านคน" ในลอนดอน ทำหน้าที่ผลิตกระแสเงินสดและจ่ายค่าเช่ากลับคืนสู่ตระกูลข้ามเจเนอเรชัน Hugh Grosvenor ทายาทรุ่นปัจจุบัน รับช่วงมรดกผืนนี้ในวัยเพียง 25 ปี และก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในสหราชอาณาจักรทันที โดยไม่จำเป็นต้องทำสิ่งใดมากไปกว่าการรักษาฐานทรัพย์ที่บรรพบุรุษส่งต่อมา

เส้นแบ่งระหว่าง "ราคาที่เพิ่มขึ้น" กับ "รายได้ที่หลั่งไหล"

            ความแตกต่างอันชี้ขาดระหว่างสองเส้นทางนี้ ไม่ใช่เรื่องของ "ความหายาก" (Scarcity) เพราะทั้งทองคำ เพชรพลอย และที่ดินใจกลางแมนแฮตตันต่างก็มีจำกัดเชิงปริมาณไม่ต่างกัน แต่จุดตัดที่แท้จริงคือ "สินทรัพย์นั้นสามารถเปลี่ยนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์คนอื่นให้กลายเป็นผลผลิตกลับมาหล่อเลี้ยงเจ้าของ โดยไม่ต้องทำลายตัวมันเองได้หรือไม่"
บิตคอยน์ ในฐานะสินทรัพย์ที่พยายามจำลองคุณสมบัติของทองคำ ย่อมสืบทอดข้อบกพร่องเชิงโครงสร้างแบบเดียวกันมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือระบบไม่มีกลไกการสร้างกระแสเงินสดภายใน (Zero Native Yield) ผู้เกษียณอายุจึงยังคงต้องตกอยู่ภายใต้พันธนาการของการเฉือนเนื้อสินทรัพย์ออกขายเพื่อดำรงชีพไม่ต่างจากเพชรพลอยในอดีต

            ความพยายามในการผลักดันบิตคอยน์ให้เป็นฐานรากหลักของแผนการเกษียณอายุในปัจจุบัน จึงกำลังสร้างความเข้าใจผิดเชิงระบบครั้งใหญ่ เนื่องจากคนส่วนใหญ่ยังคงสับสนและแยกไม่ออกระหว่าง "สินทรัพย์ที่ราคาเติบโตขึ้น" (Capital-Gain Asset) กับ "สินทรัพย์ที่สร้างรายได้" (Cash-Flow Asset)

"ความไม่เดียงสาทางการเงินที่แยกไม่ออกระหว่าง 'ราคาที่เพิ่มขึ้น' กับ 'กระแสเงินสดในชีวิตจริง' นี่เอง คือเส้นแบ่งเชิงโครงสร้างที่เป็นเส้นตัดระหว่างตระกูลมหาเศรษฐีที่มั่งคั่งรุ่งเรืองข้ามศตวรรษ กับอดีตขุนนางที่ต้องนั่งละลายทองคำแท่งกินจนหมดสิ้นไปตั้งแต่รุ่นแรก"

ฐานทรัพย์ที่อยู่รอดร้อยปี เทียบกับ ฐานทรัพย์ที่ฝ่อตัว

            ความแตกต่างที่ชี้ขาดความเหนือกว่าของอสังหาริมทรัพย์คุณภาพสูงคือเรื่องของ “ฐานทรัพย์” (Asset Base) ที่ขยายขนาดได้เอง (Scale) เทียบกับพอร์ตบิตคอยน์ที่มีแต่จะหดตัวลง 

หัวข้อการวิเคราะห์

อสังหาริมทรัพย์คุณภาพสูง (Cash-Flow Asset)

Bitcoin / ทองคำ / เพชรพลอย (Capital-Gain Asset)

ผลกระทบต่อฐานทรัพย์

ไม่ถูกหักลบ (ดึงเฉพาะกระแสเงินสด/ค่าเช่ามาใช้)

ถูกหักลบโดยตรง (ต้องเฉือนเนื้อสินทรัพย์ออกขาย)

พฤติกรรมของฐานทุน

ขยายขนาดโตตามเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อ

ฝ่อตัวลงเรื่อย ๆ ตามอายุขัยและการใช้ชีวิตของเจ้าของ

การส่งต่อและต่อยอด

สูงมาก ใช้เครดิตจากตึกเดิมไปกู้ซื้อตึกใหม่ได้

ต่ำ ต้องลุ้นให้ราคาตลาดขึ้นเพื่อประทังชีวิตอย่างเดียว

            ในแบบจำลองของอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่สิบหรือกี่ร้อยปี ตัวทรัพย์สินหลักก็ยังคงอยู่ครบถ้วนและทำหน้าที่เลี้ยงเจ้าของได้ตลอดไป สำหรับนักลงทุนที่บริหารจัดการเก่ง ๆ พวกเขาจะสามารถใช้ประโยชน์จากฐานทรัพย์ที่แข็งแกร่งนี้ในการ ต่อยอดความมั่งคั่งไปได้เรื่อย ๆ อย่างไม่มีขีดจำกัด โดยการนำกระแสเงินสดส่วนเกินจากค่าเช่าเดิม หรือการใช้เครดิตของตัวตึกไปช้อนซื้ออสังหาริมทรัพย์ชิ้นใหม่ขยายอาณาจักรออกไป โดยแทบไม่ต้องขายอสังหาริมทรัพย์ชิ้นเดิมออกเลยแม้แต่ชิ้นเดียว
 แต่สำหรับผู้ที่เลือกใช้บิตคอยน์ เป็นฐานหลักในการเกษียณ ยิ่งพวกเขาอายุยืนยาวเท่าใด ฐานทรัพย์หลักจะยิ่งถูกเฉือนออกมาขายกินมากเท่านั้น ปลายทางจึงไม่ใช่การส่งต่อมรดก แต่คือการลุ้นว่าสินทรัพย์จะหมดเกลี้ยงไปก่อนวันสิ้นลมหายใจหรือไม่

 

บทสรุป

            การเกษียณอายุที่แท้จริงและยั่งยืนข้ามรุ่น ต้องการสินทรัพย์ที่ทำหน้าที่เป็นแท่นผลิตกระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้ ไม่ใช่ระบบที่ตั้งอยู่บนความหวังว่าจะมีคนมาซื้อต่อในราคาที่แพงกว่า (Greater Fool Theory)

อสังหาริมทรัพย์คุณภาพสูงที่มีผู้เช่าจริง คุ้มครองฐานทรัพย์หลักไม่ให้ถูกหักลบ และใช้ประโยชน์จากโครงสร้าง Positive Carry ในการเติบโตไปพร้อมกับระบบเศรษฐกิจ ในขณะที่ บิตคอยน์, ทองคำ หรือเพชรพลอย เป็นสินทรัพย์ที่บีบให้เจ้าของต้องทำลายฐานทุนของตัวเองลงไปเรื่อย ๆ ในทุกวันที่มีชีวิตอยู่

            “สินทรัพย์ที่แท้จริงสำหรับการเกษียณ ไม่ใช่สินทรัพย์ที่หวังว่าจะมีคนซื้อแพงขึ้นในอนาคต แต่คือสินทรัพย์ที่เลี้ยงเจ้าของได้ โดยไม่ต้องขายตัวมันเอง


19

 

นักพัฒนาอสังหาฯหรือเจ้าของอสังหาฯที่ต้องการจะลงทุนสร้างห้องแถว หรือตึกแถวนั้น ทราบหรือไม่ว่ากฎหมายอสังหาฯมีความสำคัญอย่างไร?? และจำเป็นต้องรู้หรือไม่?? คำตอบคือจำเป็นมาก และต้องรู้อย่างชัดเจนและถูกต้อง ดังนั้นจำเป็นต้องดำเนินการโดยอ้างอิงตามกฎกระทรวงฉบับที่ 55 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2543

 

เกี่ยวกับขนาดความกว้างของตึกและระยะร่นอาคาร เพราะความไม่รู้อาจเป็นสาเหตุให้เจ้าของตึกต้องเสียเวลาแก้ไข แถมยังเสียค่าปรับตามกฎหมายมาแล้วหลายกรณี แต่ถ้าให้ดีก็ควรต้องเว้นที่ว่างเพื่อก่อสร้างหรือต่อเติมบ้าน ต่อเติมอาคารภายหลังด้วย เพราะการต่อเติมที่ส่งผลกระทบต่อผู้อื่นก็ยังถือว่ามีโทษทางกฎหมายเช่นเดียวกัน สาระอสังหา ยกประเด็นระยะร่นอาคารและที่เว้นว่าง ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2543 มาอธิบายและสร้างความเข้าใจให้ผู้ลงทุน ตามหลักกฎหมายการเว้นที่ว่างและระยะร่นอาคาร คืออะไร

 



 

ระยะร่นอาคาร คือ ความสำคัญที่ควรคำนึงถึงลำดับต้น ๆ ของการสร้างบ้านหรืออาคาร เป็นการตรวจสอบระยะให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งจะมีการวัดระยะร่นจากทางสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้า ด้านหลัง ด้านข้าง ต้องมีระยะห่างจากที่ดินข้างเคียงแบ่งตามประเภทของอาคารและขนาดของถนน

 

การเว้นที่ว่าง คือ พื้นที่ที่ไม่มีหลังคาบ้านหรือสิ่งก่อสร้างปกคลุม ซึ่งพื้นที่ว่างดังกล่าวสามารถเปลี่ยนให้เป็น สระว่ายน้ำ บ่อพักน้ำเสีย ที่จอดรถยนต์นอกอาคาร โดยจะแบ่งตามข้อกฎหมายของอาคารเดี่ยวและอาคารชุดตามประเภทอาคารอีกครั้ง การก่อสร้างต้องมีความสูงไม่เกินเท่าไรถึงจะนับว่าเป็นที่ว่างสามารถใช้ประโยชน์ได้
ข้อกำหนดกฎหมายอสังหาฯ ลักษณะและระยะร่นของอาคาร ตึกแถว ห้องแถว บ้านแถว

 

1. ห้องแถวหรือตึกแถว

ห้องแถว คือ อาคารที่ก่อสร้างต่อเนื่องกันเป็นแถวยาว ตั้งแต่ 2 คูหาขึ้นไป มีผนังแบ่งอาคารเป็นคูหาและประกอบด้วยวัสตุไม่ทนไฟเป็นส่วนใหญ่

ตึกแถว คือ อาคารที่ก่อสร้างต่อเนื่องกันเป็นแถวยาว ตั้งแต่ 2 คูหาขึ้นไป มีผนังแบ่งอาคารเป็นคูหาและประกอบด้วยวัสตุทนไฟเป็นส่วนใหญ่

 

1.1 ลักษณะอาคาร

แต่ละดูหาต้องมีความกว้างที่วัดระยะตั้งฉากจากจุดกึ่งกลางของเสาหนึ่งไปยังจุดกึ่งกลางของเสาอีกดัานหนึ่งไม่น้อยกว่า 4 ม.
ความลึกของอาดารไม่น้อยกว่า 4 ม. และไม่เกิน 24 ม. หรือสำหรับกรณีที่ความลึกมากกว่า 16 ม. ต้องจัดให้มีพื้นที่ว่างไม่น้อยกว่า 10 ใน 100 ของพื้นที่ชั้นล่างของอาคารหลังนั้น ๆ (ระยะ 12 – 16 ม.)
พื้นที่ชั้นล่างของแต่ละคูหาไม่น้อยกว่า 30 ตร.ม. และต้องมีประตูให้เข้า – ออกได้
1.2 ระยะร่นอาคาร

อาคารสูงไม่เกิน 3 ชั้นและไม่ติดถนนสาธารณะ ต้องมีพื้นที่ว่างอย่างน้อย 6 ม.
อาคารสูงเกิน 3 ชั้นและไม่ติดถนนสาธารณะ ต้องมีพื้นที่ว่างอย่างน้อย 12 ม.
มีพื้นที่ว่างด้านหลังอาคารอย่างน้อย 3 ม.
เว้นระยะห่างระหว่างผนังตึกแถวและเขตที่ดินข้างเคียงอย่างน้อย 2 ม.
หากห้องแถวหรือตึกแถวติดถนนสาธารณะ ระยะร่นจะเป็นไปตามขนาดความกว้างของถนนนั้น ๆ
 



 

2. บ้านแถว

บ้านแถว คือ ห้องแถวหรือตึกแถวที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยเป็นหลัก ซึ่งมีที่ว่างด้านหน้าและด้านหลังระหว่างรั้วหรือแนวเขตที่ดินกับตัวอาคารแต่ละคูหา สูงไม่เกิน 3 ชั้น

 

2.1 ลักษณะอาคาร

มีความกว้างที่วัดระยะตั้งฉากจากจุดกึ่งกลางของเสาหนึ่งไปยังจุดกึ่งกลางของเสาอีกด้านหนึ่งไม่น้อยกว่า 4 ม.
ความลึกของอาคารไม่น้อยกว่า 4 ม. และไม่เกิน 24 ม. หรือสำหรับกรณีที่ความลึกมากกว่า 16 ม. ต้องจัดให้มีพื้นที่ว่างไม่น้อยกว่า 20 ใน 100 ของพื้นที่ชั้นล่างของอาคารหลังนั้น ๆ (ระยะ 12 – 16 ม.)
พื้นที่ชั้นล่างแต่ละดูหาไม่น้อยกว่า 24 ตร.ม.
2.2 ระยะร่นอาคาร

บ้านแถวที่มีจุดประสงค์เพื่ออยู่อาศัย ต้องมีพื้นที่ว่างอย่างน้อย 3 ม. และด้านหลังอย่างน้อย 2 ม.
ระหว่างแถวด้านข้างทั้ง 10 คูหา หรือความยาว 40 ม. ต้องมีที่ว่าง- ระหว่างแถวด้านข้างของบ้านอย่างน้อย 4 ม. ตลอดช่วงความลึกของบ้านแถว
บ้านแถวที่สร้างรวมกันไม่ถึง 10 คูหา หรือความยาวน้อยกว่า 40 ม. มีที่ว่างระหว่างแถวด้านข้างของบ้านห่างน้อยกว่า 4 ม. จะไม่ถือว่าเป็นที่ว่าง แต่ถือว่าบ้านแถวสร้างต่อเนื่องเป็นแถวเดียวกัน
 



 

หลายคนอาจตั้งคำถามว่าทำไมกฎหมายอสังหาฯเกี่ยวกกับตึกแถว กฎหมายอาคาร ต้องมีการระบุตัวเลขพื้นที่ว่างหรือ ระยะร่นอาคาร นั่นเพราะความรู้สึกเสียดายพื้นที่เพียงไม่กี่เมตร แต่เว้นไว้สร้างความปลอดภัยให้ผู้อยู่อาศัยและเพื่อนบ้านข้างเคียงจะคุ้มค่ากว่า ซึ่งข้อดีของการเว้นพื้นที่นอกหนือจากนี้ยังเป็นเรื่องของสุขอนามัย ความเป็นส่วนตัว ระยะที่ไม่บดบังทัศนียภาพซึ่งกันและกัน ในอนาคตยังมีพื้นที่เพื่อก่อสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซมอาคารอีกด้วย ทั้งหมดนี้จึงเป็นสิ่งที่ผู้คิดลงทุนในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ไม่ควรพลาด อาจเจอโทษปรับทางกฎหมายหรือร้ายแรงถึงขั้นรื้อถอนกันเลยทีเดียว

 

ดังนั้นโรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย สถาบันอบรมด้านอสังหาริมทรัพย์ ระดับนานาชาติจึงได้เปิดสอน หลักสูตร รวมข้อกฎหมายอสังหาริมทรัพย์ (RE100) ขึ้นเพื่อให้เจ้าของกิจการ ผู้สนใจ และนักลงทุนที่ต้องการศึกษาข้อกฎหมายอสังหาฯขึ้นนั่นเอง

 



 

สนใจติดต่อและสอบถามบริการ TREBS (อบรม-สัมมนา) และ AREA (ประเมิน-วิจัย)

โทร: 02-295-3905 ต่อ 114 (K.สัญชัย)
ID: @trebs หรือคลิก https://line.me/R/ti/p/@trebs

 

ขอขอบคุณ: สาระอสังหา.com


Tag : พรบ.ผังเมือง , กฎหมายคอนโด , กฎหมายบ้านจัดสรร , กฎหมายอสังหาฯ , รวมข้อกฎหมาย , กฎหมายที่ดิน , พรบ.ควบคุมอาคาร[img]

20

รายละเอียด
สิ่งที่จะได้รับ จากการเข้าสัมมนารอบพิเศษ

เห็นภาพสถานการณ์อสังหาฯปัจจุบัน
มองเห็นปัจจัยหลัก (หัวใจ) ในการลงทุนอสังหาฯ
เข้าใจเทคนิคการประเมินค่าอสังหาฯ และ การวิเคราะห์ทำเล เบื้องต้น
กรณีศึกษา การประเมินอสังหาฯ เพื่อการลงทุน อย่างง่าย
พบกับผู้เข้าอบรมที่ประสบความสำเร็จเป็นนักลงทุน นายหน้า นักพัฒนาที่ดิน หรือผู้ประเมินค่าทรัพย์สิน
จัดขึ้นเพื่อเชิญชวนท่านเข้าอบรมหลักสูตรการประเมินค่าทรัพย์สินระยะยาว AP101 หลักสูตรที่กระทรวงศึกษาธิการรับรอง
------------------------------------------

สิ่งที่จะได้รับจากการอบรมหลักสูตรประเมิน (AP101)

การประเมินอสังหาฯ แต่ละประเภท (Workshop On Site อาคารชุด, อะพาร์ตเมนต์, อาคาร สนง. , บ้านจัดสรร, อาคารพาณิชย์, ที่ดินเปล่า)
ลงมือทำจริง มีผู้ประเมินชั้นวุฒิ เป็นผู้ให้คำแนะนำตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ
(แถม) เครื่องมือวิเคราะห์ ที่มีประสิทธิผล เพื่อการลงทุน
ดูงานอสังหาฯ Eastern Sea Board 2 วัน 1 คืน (EEC- Eastern Economic Corridor)
ดูงานการทำนิติกรรมสัญญา สถานที่ราชการ
การคำนวณค่าเช่าอสังหาฯ ระยะสั้น - ยาว
การตั้งราคาขายอสังหาริมทรัพย์ในสถานการณ์ที่มีข้อมูลน้อย
ต้นทุนอาคาร อายุอาคาร และ ค่าเสื่อม
แนวคิดการจัดการอาคารเก่า
การประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้
การวิเคราะห์ความเป็นไปได้โครงการ
สามารถวิเคราะห์การลงทุนอสังหาฯ เพื่อประโยชน์สูงสุด (Highest - Bestused)

21
วันอังคารที่ 10 - พุธที่ 11 มกราคม 2566 เวลา 08:30 - 17:00 น.
ณ โรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย

รายละเอียด
การเลือกจัดรูปแบบโครงสร้างองค์กรที่จะทำให้เกิดประโยชน์ทางภาษีสูงสุด
การเลือกวิธีการรับรู้รายได้และประเภทภาษีที่ต้องชำระที่แตกต่างกัน จุดพึงระวังในการวางแผนภาษีอสังหาที่แตกต่างกับการจัดทำบัญชีธุรกิจประเภทอื่น

หัวข้ออบรม
-ผลกระทบของ พรบ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มีผลต่อ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
-ภาษีอากรตามบทบัญญัติประมวลรัษฎากร ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งในสถานะนิติบุคคล – บุคคลธรรมดา และเทคนิคการคำนวณภาษี
-การวางแบบแผนของรายได้-รายจ่าย / การวางแผนประเด็นทรัพย์สิน – หนี้สิน และการวางแผนภาษีการให้เช่า อสังหาริมทรัพย์
-การวางแผนภาษีอากรธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และเทคนิคในการบริหารจัดการเสียภาษีให้มีประสิทธิภาพ
-การวางระบบบัญชีและวิธีการบันทึกบัญชีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
-เกณฑ์การรับรู้รายได้และเทคนิควิธีการวิเคราะห์งบการเงินของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

https://youtu.be/EC18VCm1zRY

--การนับชั่วโมงบัญชี--
รหัสหลักสูตร 6211-04-024-007-01 การวางแผนภาษีและการจัดทำบัญชีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
(ชั่วโมง บัญชี CPD 6.00 ผู้สอบอื่นๆ 8.00 ผู้ทำอื่นๆ 8.00)
 ***อัปเดต 10/05/2565***

ติดต่อ
02-295-2294
ID Line: @trebs
www.trebs.ac.th

22
วันอังคารที่ 10 - พุธที่ 11 มกราคม 2566 เวลา 08:30 - 17:00 น.
ณ โรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย

รายละเอียด
การเลือกจัดรูปแบบโครงสร้างองค์กรที่จะทำให้เกิดประโยชน์ทางภาษีสูงสุด
การเลือกวิธีการรับรู้รายได้และประเภทภาษีที่ต้องชำระที่แตกต่างกัน จุดพึงระวังในการวางแผนภาษีอสังหาที่แตกต่างกับการจัดทำบัญชีธุรกิจประเภทอื่น

หัวข้ออบรม
-ผลกระทบของ พรบ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มีผลต่อ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
-ภาษีอากรตามบทบัญญัติประมวลรัษฎากร ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งในสถานะนิติบุคคล – บุคคลธรรมดา และเทคนิคการคำนวณภาษี
-การวางแบบแผนของรายได้-รายจ่าย / การวางแผนประเด็นทรัพย์สิน – หนี้สิน และการวางแผนภาษีการให้เช่า อสังหาริมทรัพย์
-การวางแผนภาษีอากรธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และเทคนิคในการบริหารจัดการเสียภาษีให้มีประสิทธิภาพ
-การวางระบบบัญชีและวิธีการบันทึกบัญชีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
-เกณฑ์การรับรู้รายได้และเทคนิควิธีการวิเคราะห์งบการเงินของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

https://youtu.be/EC18VCm1zRY

--การนับชั่วโมงบัญชี--
รหัสหลักสูตร 6211-04-024-007-01 การวางแผนภาษีและการจัดทำบัญชีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
(ชั่วโมง บัญชี CPD 6.00 ผู้สอบอื่นๆ 8.00 ผู้ทำอื่นๆ 8.00)
 ***อัปเดต 10/05/2565***

ติดต่อ
02-295-2294
ID Line: @trebs
www.trebs.ac.th

23
วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ - เสาร์ที่ 22 เมษายน 2566 เวลา 08:00 - 17:30 น.
ณ โรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย

รายละเอียด
มาเรียนกับกูรูระดับชาติที่เป็นนักพัฒนาที่ดิน-อสังหาริมทรัพย์ที่มีความรับผิดชอบสูงยิ่งเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนบนหนทางการสร้างสรรค์

โรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย ในความควบคุมของกระทรวงศึกษาธิการ จัดหลักสูตรสำหรับผู้บริหารเพื่อเข้าสู่วงการพัฒนาที่ดินได้อย่างมั่นใจและมีความรับผิดชอบสูงสุดต่อสังคมโดยได้รับความร่วมมือจากกูรูด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทยมาแบ่งปันประสบการณ์ เรียนจบแล้วพัฒนาที่ดินได้ทันที

ผู้บรรยาย
อ. ขจรศิษฐ์ สิ่งสรรเสริญ
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไซมิส แอสเสท
ดร. ประทีป ตั้งมติธรรม
ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ศุภาลัย
อ. มนตรี เหมวิจิตร
อดีตผู้บริหาร บมจ.ไรมอนด์แลนด์
คุณ สิริพงศ์ ศรีสว่างวงศ์
Chief Executive Officer Park Luxury & Chief Marketing Officer Origin Property บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้
ดร. โสภณ พรโชคชัย
ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
อ. อิสระ บุญยัง
ประธานสาขาอสังหาฯ หอการค้าไทย อดีตนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร

ติดต่อ
02-295-2294
ID Line: @trebs
www.trebs.ac.th

24
วันจันทร์ที่ 6 - อังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 08:00 - 17:30 น.
ณ โรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย

รายละเอียด
กฎกระทรวงโรงแรม เทรนด์ธุรกิจที่พักแนวใหม่ !!
เจาะลึกการบริหารโรงแรมขนาดกลางและเล็ก ครอบคลุมการวิเคราะห์ทำเล

ทำการตลาด คำนวณผลตอบแทน

ดูงาน 6 วัน ทฤษฏี 2 วัน !! ออก Work Shop ลงพื้นที่จริง
ฟังคำแนะนำจากเจ้าของโรงแรม

ผู้บรรยาย
ดร. โสภณ พรโชคชัย
ผู้อำนวยการโรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย
เจ้าของโรงแรม
The Quarter หัวลำโพง
The Siamese Hotel Pattaya
KOON Hotel

ติดต่อ
02-295-2294
ID Line: @trebs
www.trebs.ac.th

25
เทคนิคการลงทุนซื้อทรัพย์บังคับคดีรุ่นที่ 10
วันอังคารที่ 13 ธันวาคม 2565 เวลา 09:00 - 17:00 น.
ณ โรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย

รายละเอียด
สัมมนาเจาะลึก เทคนิคการลงทุนซื้อทรัพย์บังคับคดี
ทักษะจำเป็น แนวทางวิเคราะห์ และกรณีศึกษา
-โอกาสการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
-การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย
-วิธีการเลือกทรัพย์ที่ทำกำไรได้
-แนวทางการพิจารณาทรัพย์เพื่อการลงทุนในทรัพย์บังคับคดี ทริพย์สินรอการขาย
-เทคนิคการตั้งราคาขาย การคาดการผลตอบแทน ในทรัพย์มือสอง
-ประสบการณ์และทักษะที่จำเป็นการเลือกทรัพย์ มือสอง ทรัพย์บังคับคดี

ผู้บรรยาย
อ. เจริญชัย กิจเวคิน
นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์อิสระ ที่ปรึกษาบริษัทอสังหาฯ กว่า 100 บริษัท
อ. พรภักษ์ บูรณ์ทอง
รองกรรมการผู้จัดการและผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและฐานข้อมูล บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
คุณ ลือศักดิ์ สุขเกษม
ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ผู้บริหารฝ่าย ฝ่ายบริหารทรัพย์สินพร้อมขายธนาคารกรุงไทย
คุณ สัณหกิจ ชูกำเนิด
ผู้จัดการฝ่ายกฎหมาย บริษัท ชโย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ดร. โสภณ พรโชคชัย
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
-------------------------------------------------------------------------------------------------------
ดูงานซื้อทรัพย์บังคับคดีรุ่นที่ 6
วันพุธที่ 14 ธันวาคม 2565 เวลา 08:00 - 17:00 น.
ณ กรมบังคับคดี

รายละเอียด
ดูงาน ซื้อทรัพย์บังคับคดี ลงภาคสนามพร้อมนักประเมินราคา
วันพุธที่ 14 ธันวาคม 2565
ราคา 4,000 บาท รวมค่ารถ+ค่าอาหาร (รับจำนวนจำกัด)

กำหนดการ
- ออกเดินทางหน้า รร.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย
- ฟังบรรยายที่กรมบังคับคดี ทรัพย์ประมูลครั้งที่ 1-2-3-4
- ชมบรรยากาศการประมูลทรัพย์
- รับประทานอาหารกลางวัน

บรรยายระหว่างเดินทาง
-วิเคราะห์ทรัพย์ก่อนลงทุน มูลค่าทรัพย์ ราคาที่ควรซื้อ การตรวจสอบราคาข้างเคียง
-ค่าใช้จ่ายต่างๆ ค่าตกแต่ง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ เช่น ค่าธรรมเนียมการโอน
-เทคนิคการตั้งราคาขาย การประเมินผลตอบแทนในการลงทุน
-ข้อควรระวัง ทรัพย์ที่ไม่ควรซื้อแม้ราคาต่ำกว่าตลาด ระวังทรัพย์ติดมือ
-ดูทรัพย์ที่จะประมูล 1-2 รายการ พร้อมหลักการวิเคราะห์มูลค่าฯ ตรวจสอบราคาตลาดพร้อมหลักการตีราคาที่จะประมูลซื้อ
-ถามตอบ
-เดินทางกลับ รร.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย

ผู้บรรยาย
อ. เกรียงไกร สุขถาวร
นักลงทุนอิสระ และ Managing Director บริษัท สุขทวี เรียลเอสเตท จำกัด
อ. ปัทมา จันทรานุกูล
กรรมการผู้จัดการ บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
ดร. โสภณ พรโชคชัย
ผู้อำนวยการโรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย

ติดต่อ
02-295-2294
ID Line: @trebs
www.trebs.ac.th

26
วันศุกร์ที่ 18 - อาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน 2565 เวลา 08:30 - 17:00 น.
ณ โรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย

รายละเอียด
ผู้ผ่านการอบรมมีสิทธิ์เข้าสอบ
-ใบอนุญาตนายหน้ารับรองโดยสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ไทย
-คุณวุฒิวิชาชีพนายหน้าอสังหาฯ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)

​หัวข้ออบรม
-แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์
-ความรู้เรื่องการเงิน การลงทุนเพื่อซื้ออสังหาฯ ของผู้ซื้อ (ดอกเบี้ย-เงินเฟ้อ-มูลค่าในอนาคต / การคำนวณความคุ้มค่าในการลงทุนซื้ออสังหาฯ สำหรับผู้ซื้อเพื่อการอยู่อาศัย – ให้เช่า)
-ศิลปะเทคนิคการหาสินค้ามาขาย และ ความสำคัญของพื้นที่
-การขายและการบริหารการขายอสังหาริมทรัพย์แบบมืออาชีพ
-การขายอสังหาริมทรัพย์สำหรับชาวต่างชาติ
-Mindset เพื่อความสำเร็จในงานนายหน้า
-เอกสารสัญญาที่เกี่ยวข้องกับนายหน้า
-กฎหมายอสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับงานนายหน้าฯ
-เทคนิคเบื้องต้นการประเมินค่าทรัพย์สินและการวิเคราะห์ทำเลสำหรับนายหน้า
-วิธีวิเคราะห์มูลค่าจากต้นทุน วิธีเปรียบเทียบตลาดและวิธีแปลงรายได้เป็นมูลค่า ตัวอย่างมูลค่าทรัพย์สินที่ขึ้นอยู่กับข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่พึงสังวร
-การทำสัญญาจะซื้อ-จะขายอสังหาริมทรัพย์
-วิธีการจะทำสัญญาและตัวอย่างสัญญา ข้อพึงระวังในการทำสัญญา
-ประสบการณ์ในการบริหารงานขายอสังหาริมทรัพย์: ปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไข
-CSR และ จรรยาบรรณวิชาชีพนายหน้าอสังหาฯ
* หมายเหตุ: หลักสูตรและเนื้อหาวิชาสงวนสิทธิ์สำหรับจัดอบรมโดย โรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยเท่านั้น

ผู้บรรยาย
Mr. David Dennison
Chief Operation Officer (COO), Franchise Department,Century 21 (Thailand)
อ. กัญญมล แก้วพิศดาร
นายหน้าอิสระ ประสบการณ์นายหน้ามากกว่า 30 ปี
อ. ณัฐจิตา พุ่มเงิน
ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร วินเนอร์ เอสเตท
อ. ธนดล นาครัตน์
ผู้อำนวยการฝ่ายประเมิน บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
คุณ น้ำทิพย์ พรโชคชัย
MD, Area Research Co., Ltd.
อ. นิธิวัชร์ ศิริปริยพงศ์
ผู้อำนวยการสำนักบริหารคุณวุฒิวิชาชีพ 3 สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)
อ. ประวิทย์ อนุศิริ
นายกสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ไทย
อ. ปัทมา จันทรานุกูล
กรรมการผู้จัดการ บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
อ. ภาวิณีย์ ฐานิตพงศ์ภาวี
ผู้อำนวยการฝ่ายฝึกอบรม บจก.ดาร์วิด พร็อพเพอร์ตี้ เซอร์วิส
อ. รณิดา พลูเอี่ยม
Chief Operating Officer บจก.อีอาร์เอ เฟรนไชส์ (ประเทศไทย)
อ. ลรินธรณ์ สวัสดิกุลวัฒน์
กรรมการผู้จัดการ บจก.วินเวสเตอร
ดร. โสภณ พรโชคชัย
ผู้อำนวยการโรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย
อ. อดิศักดิ์ สถิตธำมรงค์
กรรมการผู้จัดการบริษัท RE/MAX GreenWay
อ. เอกชัย เปลี่ยนโพธิ์
กรรมการ มูลนิธิประเมินค่า นายหน้าแห่งประเทศไทย
หลักสูตรแนะนำอื่นๆ

ติดต่อ
02-295-2294
www.trebs.ac.th

27
หลักสูตร การวางแผนภาษีและการจัดทำบัญชีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (RE151)
รุ่นที่ 51, วันอังคารที่ 27 - พุธที่ 28 กันยายน 2565 เวลา 08:30 - 17:00 น.
ณ โรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย




รายละเอียด
การเลือกจัดรูปแบบโครงสร้างองค์กรที่จะทำให้เกิดประโยชน์ทางภาษีสูงสุด
การเลือกวิธีการรับรู้รายได้และประเภทภาษีที่ต้องชำระที่แตกต่างกัน จุดพึงระวังในการวางแผนภาษีอสังหาที่แตกต่างกับการจัดทำบัญชีธุรกิจประเภทอื่น

หัวข้ออบรม

- ผลกระทบของ พรบ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มีผลต่อ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
- ภาษีอากรตามบทบัญญัติประมวลรัษฎากร ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งในสถานะนิติบุคคล – บุคคลธรรมดา และเทคนิคการคำนวณภาษี
- การวางแบบแผนของรายได้-รายจ่าย / การวางแผนประเด็นทรัพย์สิน – หนี้สิน และ การวางแผนภาษีการให้เช่า อสังหาริมทรัพย์
- การวางแผนภาษีอากรธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และเทคนิคในการบริหารจัดการเสียภาษีให้มีประสิทธิภาพ
- การวางระบบบัญชีและวิธีการบันทึกบัญชีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
- เกณฑ์การรับรู้รายได้และเทคนิควิธีการวิเคราะห์งบการเงินของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม:
Line: @trebs
Call: 02-295-2294
Web: www.trebs.ac.th

28


หลักสูตร การวางแผนภาษีและการจัดทำบัญชีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (RE151)
รุ่นที่ 51, วันอังคารที่ 27 - พุธที่ 28 กันยายน 2565 เวลา 08:30 - 17:00 น.
ณ โรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไท
ย

รายละเอียด
การเลือกจัดรูปแบบโครงสร้างองค์กรที่จะทำให้เกิดประโยชน์ทางภาษีสูงสุด
การเลือกวิธีการรับรู้รายได้และประเภทภาษีที่ต้องชำระที่แตกต่างกัน จุดพึงระวังในการวางแผนภาษีอสังหาที่แตกต่างกับการจัดทำบัญชีธุรกิจประเภทอื่น

หัวข้ออบรม
- ผลกระทบของ พรบ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มีผลต่อ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
- ภาษีอากรตามบทบัญญัติประมวลรัษฎากร ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งในสถานะนิติบุคคล – บุคคลธรรมดา และเทคนิคการคำนวณภาษี
- การวางแบบแผนของรายได้-รายจ่าย / การวางแผนประเด็นทรัพย์สิน – หนี้สิน และ การวางแผนภาษีการให้เช่า อสังหาริมทรัพย์
- การวางแผนภาษีอากรธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และเทคนิคในการบริหารจัดการเสียภาษีให้มีประสิทธิภาพ
- การวางระบบบัญชีและวิธีการบันทึกบัญชีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
- เกณฑ์การรับรู้รายได้และเทคนิควิธีการวิเคราะห์งบการเงินของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม:
Line: @trebs
Call: 02-295-2294
Web: www.trebs.ac.th

29

ธุรกิจสุขภาพ หรือ Wellness Business เป็นเมกะเทรนด์ที่เติบโตได้ดีทั่วโลก สวนกระแสเศรษฐกิจซบเซา โดยเฉพาะหลังเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ภาคตลาดอสังหาริมทรัพย์หดตัวลง ทำให้บริษัทพัฒนาอสังหาฯ ต้องเร่งปรับรูปแบบสินค้าและบริการ ผุดโครงการใหม่ ๆ และโมเดลธุรกิจใหม่จากการร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น โรงพยาบาล ศูนย์ดูแลสุขภาพ โครงการอสังหาฯ ที่ส่งเสริมสุขภาพที่ดีแบบองค์รวม หรือแพลตฟอร์ม เทคโนโลยีด้านสุขภาพ Telemedicine เป็นต้น

Wellness เค้กก้อนใหญ่ โอกาสของธุรกิจอสังหาฯ

แนวโน้มธุรกิจ Wellness ที่มาแรงทั่วโลกนั้นมีมูลค่าสูงถึง 4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 145 ล้านล้านบาท ในปี 2563 โดยแบ่งออกเป็นหลายภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพความงาม การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และอสังหาฯ ที่ส่งเสริมสุขภาพที่ดีแบบองค์รวม (Wellness Real Estate) ซึ่งเติบโตได้ดี 22% ต่อปี ขณะที่อุตสาหกรรมการก่อสร้างโดยรวมหดตัวลง -2.5% ต่อปีจากพิษโควิด-19 ในช่วงปี พ.ศ. 2562-2563 ตามรายงานของ Global Wellness Institute โดยปัจจุบันอสังหาฯ ที่ส่งเสริมสุขภาพที่ดีแบบองค์รวมมีมูลค่าสูงถึง 275 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9 ล้านล้านบาท) ในปี พ.ศ.2563 จากเดิม 148 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.9 ล้านล้านบาท) ในปีพ.ศ. 2560
ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งรายใหญ่ไปจนถึงรายเล็ก เปิดตัวโครงการอสังหาฯ ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพมากขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาธุรกิจใหม่ผ่านการจับมือกับพันธมิตรธุรกิจสุขภาพเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง หลายบริษัททุ่มงบประมาณในการลงทุนโครงการสูง เนื่องจากเห็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ตามมา ยิ่งในภาวะที่ตลาดอสังหาฯ หดตัว ธุรกิจอสังหาฯ จึงต้องปรับตัวให้พร้อมเพื่อเจาะกลุ่ม Real Demand หาตลาดลูกค้ากลุ่มใหม่ ส่งผลให้ธุรกิจ Wellness ในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง เปรียบเสมือนเค้กก้อนใหญ่ที่ยังมีผู้เล่นไม่มากนัก
มูลค่าของธุรกิจ Wellness ในวงการอสังหาฯ ไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด หากนับเพียง 8 โครงการจากบริษัทอสังหาฯ รายใหญ่ของประเทศก็มีมูลค่ารวมสูงถึง 1.5 แสนล้านบาทแล้ว ยังไม่รวมโครงการอสังหาฯ ที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพอื่น ๆ ที่ผู้พัฒนาได้สอดแทรกการดูแลสุขภาพไว้ในรายละเอียดการออกแบบ หรือเพิ่มบริการ เทคโนโลยีด้านสุขภาพเข้ามาในโครงการ ไม่ว่าจะเป็น ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ โรงแรมทั่วไปที่เพิ่มบริการดูแลสุขภาพ และฮอสพิเทล ศูนย์ดูแลสุขภาพแบบครบวงจร และเทคโนโลยีด้านสุขภาพ ทั้งนี้หากนับรวมโครงการเหล่านี้มูลค่าของตลาด Wellness จะใหญ่กว่านี้มาก


ความร่วมมือนำไปสู่รูปแบบธุรกิจใหม่

ที่น่าสนใจคือ บริษัทอสังหาฯ หลายรายไม่ได้หันมาทำโครงการหรือสร้างโมเดลธุรกิจใหม่เพียงลำพัง แต่เกิดจากความร่วมมือกับธุรกิจสุขภาพ เช่น โรงพยาบาล คลินิก ศูนย์ดูแลผู้สุงอายุต่าง ๆ เพื่อพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ เช่น
บริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น (MQDC) ผู้พัฒนาโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส ซึ่งมีมูลค่าโครงการสูงถึง 125,000 ล้านบาท โดยมีพันธมิตร Baycrest Global Solutions ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพสมองและการดูแลผู้สูงวัยชื่อดังระดับโลก ที่มีประสบการณ์มายาวนานกว่า 100 ปี จากประเทศแคนาดามาเป็นที่ปรึกษา และสร้างโปรแกรม Health and Wellness Activity ในลักษณะ Preventive Care หรือการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ทั้งการลดปัจจัยและความเสี่ยงการเป็นโรคที่มักเกิดขึ้นกับผู้สูงวัย และอีกหลายองค์ความรู้ที่นำมาผนวกเข้ากับการแพทย์ในเมืองไทยและเอเชีย เพื่อสร้างสุขภาพกายและสมองที่แข็งแรง และใจที่เป็นสุขแก่ผู้สูงวัย” เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในโครงการ ดิ แอสเพน ทรี The Aspen Tree ซึ่งให้บริการในรูปแบบคอนโดผู้สูงอายุอีกด้วย นอกจากนี้ยังจับมือกับเมืองไทยประกันชีวิต ออกแบบประกันชีวิต "อีลิท เฮลท์" คุ้มครองสูงสุด 20 ล้านบาทต่อปี ตั้งแต่หลังเซ็นสัญญา และช่วงการก่อสร้างโครงการฯ และจะเพิ่มความคุ้มครองเป็น 40 ล้านบาทต่อปี เมื่อโครงการฯ แล้วเสร็จ และโอนสิทธิการเช่าสำเร็จ โดยมีความคุ้มครองยาวนานถึงอายุ 99 ปี สำหรับลูกบ้านโครงการ ดิ แอสเพน ทรี

บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หันมาจับธุรกิจสุขภาพ เปิดตัวโรงพยาบาลวิมุต ซึ่งเริ่มก่อสร้างช่วงปลายปี 2560 ด้วยงบประมาณ 5,000 ล้านบาท และเปิดให้บริการในเดือนพฤษภาคม 2564 โดยเป็นก้าวแรกของพฤกษาในการทำธุรกิจสุขภาพรับเมกะเทรนด์สุขภาพ และสังคมผู้สูงวัย เป็นแหล่งรายได้ประจำใหม่ (Recurring Income) ในพอร์ตของบริษัทที่แต่เดิมเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 100% โดยมีแนวคิดว่าธุรกิจโรงพยาบาลจะเพิ่มมูลค่าให้โครงการที่อยู่อาศัย ด้วยบริการ Nursing Home และโครงการ ViMUT Health Center ที่โครงการ Pruksa Avenue ในย่านบางนา-วงแหวน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยใช้งบลงทุนรวม 150 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์สุขภาพ ที่ครอบคลุมบริการที่หลากหลาย อาทิ คลินิก ศูนย์กายภาพ ศูนย์ดูแลและบริบาลผู้สูงอายุ รวมถึงบริการดูแลสุขภาพถึงบ้าน (Home Health Care) ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการในปลายปี 2565 โดยปัจจุบันโรงพยาบาลสามารถทำร้านได้ทะลุเปิดเดิม 375 ล้านบาท เป็น 500 ล้านบาท และตั้งเป้าเติบโตราว 15-20% ในปีถัดไป
มนทาระ ฮอสพิตาลิตี้ กรุ๊ป กลุ่มธุรกิจบริการด้านโรงแรมและที่พักระดับ Ultra Luxury เปิดตัวโครงการ “ตรีวนันดา” (Tri Vananda) ในจังหวัดภูเก็ต เป็นโครงการที่พักอาศัย Wellness Community ที่ดีแบบองค์รวม ผสานแนวคิด Integrative Wellness Community แห่งแรกของเอเชีย เดินหน้าขับเคลื่อน Phuket Medical Hub หนุนไทยก้าวสู่ “ศูนย์กลางด้านดูแลสุขภาพโลก” โดยโครงการสร้างบนพื้นที่ 600 ไร่ ใช้งบลงทุนราว 6,600 ล้านบาทประกอบด้วย 3 โซนหลัก ได้แก่ โซนที่พักอาศัย รีสอร์ทเพื่อสุขภาพ และสวนพฤกษศาสตร์ โดยบริษัทใช้พื้นที่ก่อสร้างโครงการในส่วนของสิ่งปลูกสร้างเพียง 15% ส่วนพื้นที่ทั้งหมดยังคงเหลือพื้นที่ส่วนใหญ่ ไว้เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติและสร้างสมดุลของแก่ระบบนิเวศน์อย่างดีที่สุด โดยเฉพาะทะเลสาบทั้ง 9 แห่งที่โอบล้อมรอบที่พักอาศัย มีระบบไฟฟ้าจากแสงแดดและการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบด้วยกลไกทางธรรมชาติ เพื่อให้สามารถนำน้ำมาใช้ในโครงการและเอื้อประโยชน์ให้กับชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียง
บริษัท ซิซซา กรุ๊ป จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน (Investment Property) เปิดตัวโครงการ “นาใต้ เมดิคอล เซ็นเตอร์ แอนด์ รีสอร์ท” ศูนย์การแพทย์และความงามระดับเวิลด์คลาสควบคู่รีสอร์ทหรูระดับ 6 ดาวริมหาดส่วนตัว รับแนวโน้มธุรกิจสุขภาพที่มาแรงทั่วโลก สอดคล้องกับเป้าหมายที่ประเทศไทยจะเป็น เมดิคัลฮับ (Medical Hub) หรือ ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ โดยที่ดินแปลงนี้ถูกเทคโอเวอร์จากเจ้าของเดิม และซื้อที่ดินเพิ่มรวม 71 ไร่ ริมหาดนาใต้ จ.พังงา โดยประเมินงบลงทุนโครงการราว 4.6 พันล้านบาท แบ่งการพัฒนาเป็น 7 โซน ประกอบไปด้วย Life Clinic & Well-Being Resort ศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพระดับพรีเมียม ควบคู่กับรีสอร์ทหรูระดับ 6 ดาว ห้องพักและพูลวิลล่า รวมของเดิมทั้งสิ้น 177 ยูนิต นำร่องเปิดปลายปี 2564 เฟสถัดไป คือ "เมดิคัล เซ็นเตอร์" ศูนย์การแพทย์พร้อมบริการผ่าตัดทางการแพทย์ และการวินิจฉัยโรค ด้วยเทคโนโลยีทันสมัย เวชศาสตร์การกีฬาชะลอวัย บริการ IVF และ ศูนย์กัญชาบำบัด เป็นต้น คาดแล้วเสร็จทั้งโปรเจกต์ในปี 2568
บริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) ชูแผนธุรกิจใหม่สร้างอาณาจักร Medical and Wellness ด้วย 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ โรงพยาบาล แฟรนไชส์ แพลตฟอร์มออนไลน์ และผลิตภัณฑ์ เพื่อหาตลาดกลุ่มใหม่ หลังขาดทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ณุศาศิริ มีประสบการณ์ในธุรกิจสุขภาพมาแล้วในจีน เมื่อปี พ.ศ. 2563 ที่ บริษัทเข้าซื้อแฟรนส์ไชส์โรงพยาบาลจากเยอรมนี เพื่อรุกทำตลาดสุขภาพในประเทศจีนสร้างรายได้และผลกำไรมากกว่า 4 ล้านหยวน ในระยะเวลาเพียง 5 เดือน จากนั้นจึงต่อยอดเป็นแพลตฟอร์มช่วยแปลภาษาต่างชาติเป็นภาษาจีนและช่วยเรคคอร์ดข้อมูลให้กับลูกค้าที่เข้ารักษาตัวสามารถสื่อสารกับแพทย์ต่างชาติได้ เมื่อธุรกิจโรงพยาบาลในจีนเริ่มอยู่ตัว ณุศาศิริขยายธุรกิจด้วยการเข้าซื้อแบรนด์โรงพยาบาลพานาซีในเยอรมนีและประเทศไทย ซึ่งดำเนินการเข้าซื้อเป็นที่เรียบร้อยและคาดว่าจะสามารถรวมเข้ากลุ่มธุรกิจได้ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2564 โดยใช้งบรวมกันกว่า 2,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ณุศาศิริ ยังมุ่งไปทางด้านการรักษาผู้ป่วยด้วยสารแคนนาบินอยด์ โดยจับมือกับ บริษัท CSR จากประเทศจีน ทุ่มงบกว่า 1,000 ล้านบาท ปั้น Medical Technology ลุยธุรกิจ “กัญชา กัญชง” ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำทั้งการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทุกหมวด ทั้งสกินแคร์ เครื่องดื่ม และอาหารเสริม ฯลฯ ที่มีสารสกัดจากกัญชาและกัญชงผ่านทุกช่องทาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ณุศาศิริ ยังสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ใหม่ที่จะเป็นศูนย์กลางในเรื่องสุขภาพ ในนาม “ณุศาเทค” โดยใช้ AI วิจัยและเก็บข้อมูลด้านสุขภาพของคนไทย อาทิ “MORHELLO” ที่ดึงกลุ่มแพทย์ทั้งในและต่างประเทศ ที่มีความสนใจในการรักษาโดยใช้สารแคนนาบินอยด์

บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) ร่วมพันธมิตร ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพและชะลอวัยไวทัลไลฟ์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และ บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดตัวโครงการ “รักษ” (รัก-ษะ) ศูนย์บูรณาการสุขภาพและการแพทย์แบบองค์รวม บนพื้นที่ประมาณ 200 ไร่ บนคุ้งบางกะเจ้า สมุทรปราการ โดยตั้งเป้าให้เป็น “World Class medical wellness destination” มูลค่าลงทุนโครงการนี้เฉพาะเฟสแรก 2,000 ล้านบาท โดยในพื้นที่เฟสแรก 60 ไร่ ประกอบด้วยวิลล่า 60 หลัง (เปิดให้บริการก่อน 27 หลัง) พื้นที่ศูนย์สุขภาพต่างๆ แวดล้อมด้วยทะเลสาบและต้นไม้ ส่วนเฟสต่อไปยังอยู่ระหว่างพิจารณาการลงทุน ราคาเริ่มต้นที่ 60,000 บาท เป็นแพ็กเกจตรวจสุขภาพพร้อมที่พัก 1 คืน ส่วนแพ็กเกจรักษาบำบัดจะมีตั้งแต่ 3-14 คืน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นโปรแกรมอะไร เช่น โปรแกรมดูแลสุขภาวะทางเดินอาหาร โปรแกรมเสริมภูมิคุ้มกัน โปรแกรมควบคุมน้ำหนัก โปรแกรมผ่อนคลายความเครียด ราคาแพ็กเกจบำบัดเริ่มต้น 180,000 บาทต่อ 3 คืน โครงการนี้เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ของ บมจ. มั่นคงเคหะ ที่ต้องการพัฒนาธุรกิจรายได้ประจำ (Recurring Income) ให้มีสัดส่วนกำไรอยู่ที่ 50/50 และเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายแรกๆ ที่ก้าวเข้ามาสู่ธุรกิจสุขภาพอย่างเต็มตัว
บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ได้พัฒนาโครงการ ศุภวัฒนาลัย (Supalai Wellness Valley) หมู่บ้านสำหรับ “สังคมผู้สูงวัย 50+” โดยมีเนื้อที่ขยายจากโรงแรมป่าสัก สระบุรี ที่มีอยู่ 189 ไร่ บนโค้งแม่น้ำป่าสัก โครงการนี้เกิดจากแนวคิดของ คุณประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการ บมจ. ศุภาลัย เพื่อตอบรับสังคมผู้สูงวัยในประเทศไทย เพื่อสร้างต้นแบบของการใช้ชีวิตของสังคมผู้สูงวัยยุคใหม่ที่มีการอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์สังคม โดยเริ่มต้นยังไม่ได้มองถึงผลทางธุรกิจ โครงการศุภวัฒนาลัย ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกที่มีดั้งเดิมในรีสอร์ท ได้แก่ ร้านอาหาร พื้นที่ออกกำลังกาย สวน และสปา รวมทั้งเพิ่มบริการพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ ได้แก่ มีพยาบาลดูแลรักษาความปลอดภัย สิ่งอำนวยความสะดวก การออกแบบที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงวัย เช่น ประตูห้องนอนและห้องน้ำบานเลื่อนมีราวจับ แพทย์หรือพยาบาลประจำรองรับเหตุฉุกเฉินพร้อมนำส่งโรงพยาบาล มีกิจกรรมสันทนาการ มีการเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีติดตามตัวคอยเรียกได้ตลอด 24ชม ในโครงการมีบ้านพักรวม 144 ยูนิต มูลค่ารวมกว่า 200 ล้านบาท เบื้องต้นจะแบ่งการก่อสร้างเป็น 4 เฟส โดยเฟสแรก 65 ยูนิต พร้อมเข้าอยู่ในปี พ.ศ. 2563
บริษัท เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด (มหาชน) ผู้เชี่ยวชาญในด้านอสังหาริมทรัพย์ ร่วมกับ เดอะ แคร์ แอนด์ เฮลธ์ กรุ๊ป ที่มีประสบการณ์ด้านการฝึกอบรมบุคลากรทางด้านสุขภาพที่มีคุณภาพและมาตรฐาน พัฒนาโครงการ “ศิริอรุณแคร์” ศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพและการดูแลผู้สูงอายุ ด้วยงบลงทุน 100 ล้านบาท โดยมี 2 สาขาในกรุงเทพฯและ 1 สาขาในอุบลราชธานี โดยให้บริการดูแลผู้อยู่ในระยะพักฟื้นและผู้สูงอายุ เน้นให้บริการด้านสุขภาพแบบองค์รวมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ โดยการวางแผนการดูแลให้เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการ และสถานะสุขภาพเฉพาะราย
บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ร่วมมือกับโรงพยาบาลสมิติเวช พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยไปสู่ “Wellness Residences” สร้างความเป็นอยู่ที่ดีแบบองค์รวม (Well-being) ผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยีการบริการ และการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางของโครงการหลากหลายรูปแบบ พร้อมทั้งจัดเตรียมบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการมีสุขภาพที่ดี โดยจะเริ่มนำร่องในกลุ่มโครงการคอนโดมิเนียมหรูภายใต้เครือพาร์ค ลักชัวรี่ (Park Luxury) อาทิ โครงการ ไนท์บริดจ์ สเปซ พระราม 4 โครงการ โซโห แบงค็อก รัชดา รวมถึงโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จอย่างพาร์ค ออริจิ้น พร้อมพงษ์ นอกจากนี้ ลูกบ้านทุกโครงการในเครือพาร์ค ลักชัวรี่ จะได้รับบัตร ORIGIN Samitivej Club รับส่วนลดพิเศษเมื่อเข้าใช้บริการที่โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท และศรีนครินทร์ และสามารถเข้าถึงบริการ Samitivej Virtual Hospital ผ่านแอป Origin Connect ร่วมกับนวัตกรรมชุดตรวจสุขภาพเบื้องต้น TytoCare และมีการจัดคอร์สดูแลสุขภาพที่สามารถใช้บริการได้ภายในโครงการโดยวิทยากรจากสมิติเวชอีกด้วย ขณะเดียวกัน จะมีการอำนวยความสะดวกและมอบสิทธิพิเศษให้ลูกบ้านเข้าถึงบริการสุขภาพต่างๆ ได้ง่ายขึ้นด้วย เช่น บ้านจัดสรรเครือบริทาเนีย (Britania) บริการ FitLAB บริการสำหรับลูกบ้านที่รักการออกกำลังกาย รวมถึงผู้สูงอายุที่อยากจะออกกำลังกายด้วย เป็นตัวที่จะเข้ามาช่วยให้คุณสามารถออกกำลังกายได้ดีขึ้น ถูกต้องถามสรรถภาพของร่างกาย รวมถึงยังช่วยรักษาอาการบาดเจ็บจากการออกกำลังกายอีกด้วย โดยจะเริ่มในโครงการเบลกราเวีย เอ็กซ์คลูซีฟ พูลวิลล่า บางนา-พระราม 9 โครงการบ้านจัดสรรแบรนด์ใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

Wellness Technology ในวงการอสังหาฯ

นอกจากการพัฒนาโครงการอสังหาฯ ที่อยู่อาศัยต่าง ๆ แล้วยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะมาเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนในยุคนี้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีสมาร์ทโฮม หรือ เทคโนโลยีการแพทย์ทางไกล (TeleMedicine) ที่จะทำให้คนสะดวกต่อการใช้ชีวิตมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปโรงพยาบาล สอดรับกับแนวโน้มธุรกิจสุขภาพ และสังคมผู้สูงวัย ซึ่งมีบริษัทรายใหญ่หลายรายก้าวเข้ามาทำธุรกิจนี้ ได้แก่
บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จับมือกับโรงพยาบาลสมิติเวช พัฒนาแพลตฟอร์ม WHAbit ล่าสุดได้ประกาศลงนามในบันทึกความร่วมมือในการส่งเสริมและพัฒนาดิจิทัลเฮลธ์แคร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการเข้าถึงบริการและโซลูชันการดูแลสุขภาพสำหรับพนักงานและลูกค้าทั้งหมดในนิคมอุตสาหกรรม โลจิสติกส์เซ็นเตอร์ และอาคารสำนักงานของดับบลิวเอชเอ ผ่านแพลตฟอร์ม WHAbit ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่ช่วยให้ผู้ใช้บริการ สามารถจัดการสุขภาพได้ โดยปรึกษาแพทย์ผ่านทางวิดีโอคอลกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการวินิจฉัยโรค การรักษา และการจ่ายยา ได้อย่างสะดวกสบาย โดยดับบลิวเอชเอ กรุ๊ปมีแผนที่จะนำแอปพลิเคชัน WHAbit นี้ มาให้บริการแก่กลุ่มลูกค้า หรือผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ ภายในไตรมาส 3 ปี 2565
เป็นที่น่าจับตามองว่าแนวโน้มธุรกิจสุขภาพ Wellness ในวงการอสังหาฯ ของประเทศไทยจะเติบโตไปในทิศทางใด จากที่ได้เห็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้ง Startup ต่างพากันพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่เข้ามามากมาย ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้ามาเปลีี่ยนวิถีชีวิต การดูแลสุขภาพของเรา ในอนาคตที่อยู่อาศัยทุกแห่งอาจเชื่อมกับโรงพยาบาลด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ทางไกล ทุกคนจะสามารถติดต่อ ตรวจสุขภาพ สั่งยา จากบ้านโดยไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลใหญ่ สามารถดูแลรักษาตัวเองจากที่บ้าน หรือมีบริการทางการแพทย์เดินทางมาหาเราเองได้ง่าย ๆ รวมไปถึงอสังหาฯ อื่น ๆ ก็อาจให้บริการได้มากกว่าเดิม บ้านอาจไม่ได้เป็นแค่ที่อยู่อาศัย โรงแรมไม่ได้เป็นแค่สถานที่พักผ่อน แต่สามารถให้บริการด้านสุขภาพ และบริการทางการแพทย์เบื้องต้นได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ไกลตัวเลย แต่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยของเรานี้เอง
. . . . . . . . . .


หากคุณสนใจเทรนด์สุขภาพในวงการอสังหาฯ
สัมมนาออนไลน์: The Future of Wellness Real Estate
เจาะแนวคิดการพัฒนาของวิทยากรชั้นนำในประเทศไทย
6 พฤษภาคมนี้ 8.30 - 18.00 น.
Online ผ่าน Facebook Group
เพียง 1200 บาท/ท่าน
ดูรายละเอียด >> https://bit.ly/34d1n9P

.
สิ่งที่คุณจะได้รับจากงานสัมมนานี้ ซึ่งหาไม่ได้จากที่ไหน
TRENDS แสวงหาโอกาสของธุรกิจคุณ ในวันที่เทรนด์สุขภาพมาแรงในวงการอสังหาฯ และธุรกิจสุขภาพ
INSIGHT เจาะแนวคิดธุรกิจอสังหาฯ ธุรกิจสุขภาพจากวิทยากรชั้นนำในประเทศไทย
SMART SOLUTIONS อัพเดทนวัตกรรม เทคโนโลยีที่น่าจับตามอง

.
โอกาสใหม่ของธุรกิจคุณ อยู่ที่นี่แล้ว
คุณพร้อมจะปรับตัวให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนไปแล้วหรือยัง?

.
ที่มา:
https://globalwellnessinstitute.org
https://www.bangkokbiznews.com/business/930055
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/904597
https://www.prachachat.net/property/news-669387
https://techsauce.co/news/wha-group-join-samitivej-hospital-develop-whabit
https://mgronline.com/stockmarket/detail/9640000106115
https://www.thansettakij.com/business/492342
https://www.khaosod.co.th/economics/house-condo/news_3265645


Writer



คุณน้ำทิพย์ พรโชคชัย
นักประเมินค่าทรัพย์สินระดับชั้นสามัญ MD, Area Research ผู้พัฒนา Feasy โปรแกรมวิเคราะห์การลงทุนอสังหาฯ

30

ในอนาคตที่คนวัยทำงานตอนนี้จะกลายเป็นผู้สูงอายุ ที่อยู่อาศัยแบบไหนที่เหมาะกับสังคมยุคใหม่ และเทรนด์อสังหาฯ จะพัฒนาไปอย่างไร? เรามาดู 5 ทางเลือกที่อยู่อาศัยที่เราคัดมาแล้วว่ากำลังเติบโตในประเทศไทยไว้เป็นทางเลือกกัน จากสถานการณ์ในตอนนี้ ประเทศไทยได้ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ (Aged Society) แล้วในปี 2564 คือ เป็นสังคมที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุในช่วง 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศหรือประมาณ 13 ล้านคน และคาดว่าในปี 2583 หรืออีก 20 ปีข้างหน้าจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด หรือประมาณ 20 ล้านคน และมีผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไปมากถึง 3.5 ล้านคน ประกอบกับอัตราการมีบุตรที่น้อยลง คนเป็นโสดมากขึ้น ทำให้ผู้สูงอายุในยุคนี้ รวมถึงอนาคตข้างหน้า ซึ่งมีแนวโน้มที่จะอยู่ตัวคนเดียวในบั้นปลายชีวิตมากขึ้น เริ่มมองหาทางเลือกที่อยู่อาศัยในรูปแบบอื่น ๆ นอกจากการอยู่อาศัยในบ้านเดิมของตัวเอง เพื่อให้ตอบรับกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป


งานสัมมนาออนไลน์ The future of Wellness Real Estate
สำหรับคนที่อยากอัพเดทเทรนด์สุขภาพในวงการอสังหาฯ ที่อยู่อาศัย โรงแรม ห้ามพลาด! ซื้อบัตร Early Bird ภายในวันที่ 1 เมษายนนี้!
ดูรายละเอียด >> https://www.feasyonline.com/wellness2022


เมื่อเรานึกถึงที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุในประเทศไทย เราก็มักจะถึงทางเลือกได้แค่ประมาณ 3 ประเภท ได้แก่ อยู่ในบ้านตัวเองต่อไป ไปอยู่บ้านพักคนชรา หรือ ซื้อบ้านและคอนโดผู้สูงอายุซึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการพ่วงเข้ามาด้วย แต่แท้จริงแล้วมีทางเลือกของที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุนับสิบประเภทเลยทีเดียว โครงการที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุหลายโครงการในประเทศไทยก็มีที่อยู่อาศัยมากกว่าประเภทเดียวอยู่ในนั้น เนื่องจากผู้สูงอายุแต่ละคนมีความต้องการต่างกัน ทางเลือกเหล่านี้จึงเหมาะสำหรับคนต่างกัน เช่น บางคนเป็นผู้สูงอายุที่โสด ไม่มีลูกหลาน ติดสังคม ดูแลตัวเองได้ อาจชอบไปอยู่คอนโดผู้สูงอายุมากกว่าอยู่บ้านตัวเอง หรือบางคนอาจต้องการการดูแลจากพยาบาล หรือ หมอเป็นครั้งคราวก็อาจต้องการทางเลือกอื่นเช่นกัน

จากข้อมูลของ SeniorLiving.org ได้แบ่งประเภทของที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุออกเป็น 15 ประเภทเลยทีเดียว โดยมี 2 ปัจจัยหลักที่ใช้ในการเปรียบเทียบทางเลือกที่อยู่อาศัยเหล่านี้ คือ ค่าใช้จ่าย และ ระดับการดูแล ซึ่งนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้สูงอายุต้องใช้ในการพิจารณาเลือกที่อยู่อาศัย เนื่องจากในวัยเกษียณ ผู้สูงอายุจะไม่มีรายได้จากงานประจำเข้ามาแล้ว จำเป็นต้องอยู่อาศัยด้วยเงินเก็บ หรือ รายได้ทางอื่น และยังต้องเก็บเงินเอาไว้รับความเสี่ยงด้านค่ารักษาพยาบาล อีกทั้งหากมีอายุขัยยาวนานก็ต้องใช้ค่าใช้จ่ายมากขึ้น ส่วนปัจจัยด้านระดับการดูแลนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าสุขภาพของผู้สูงอายุ ณ เวลานั้นเป็นอย่างไร หากสุขภาพแข็งแรงดี สามารถดูแลตัวเองได้ก็ไม่จำเป็นต้องมีคนดูแลมากนัก



ที่มาภาพ: Seniorliving.org

จากภาพด้านบนจะเห็นว่า ที่อยู่อาศัยหลายประเภทมีลักษณะคาบเกี่ยว หรือ คล้ายกัน แต่ก็มีจุดต่างด้านราคา หรือ ระดับการดูแลทำให้ถูกแยกเป็นคนละประเภทนั่นเอง วันนี้ Feasy จะพามาดู 5 ประเภทที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Living) ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าใจว่าที่อยู่อาศัยแบบใด เหมาะสำหรับผู้สูงอายุแบบไหน


5 ประเภทที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ
1. Aging in place อยู่อาศัยในบ้านตัวเองต่อไป
2. Independent Living โครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัย
3. Residential care home ที่อยู่อาศัยเฉพาะผู้สูงอายุ
4. Nursing home สถานบริบาล
5. Continuing care retirement community (CCRC) ชุมชนคนเกษียณอายุที่มีระบบดูแลต่อเนื่อง



รับชมวิดีโอ >> https://youtu.be/yJ-t4WaA2Zk

1. Aging in place หรือ การอยู่อาศัยในบ้านตัวเองต่อไป
คือการปรับที่อยู่อาศัยเดิมของตัวเองให้เหมาะกับผู้สูงอายุ โดยไม่ต้องย้ายบ้าน

เหมาะสำหรับ: ผู้สูงอายุที่ดูแลตัวเองได้และชอบอยู่บ้าน มีครอบครัว หรือ สังคมเพื่อนบ้านให้ไปมาหาสู่ หากต้องการการดูแลเป็นพิเศษสามารถเดินทางไปโรงพยาบาล หรือ ใช้บริการพิเศษที่เข้ามาดูแลถึงที่บ้านได้ (Health at Home)

สิ่งสำคัญ: บ้านสำหรับผู้สูงอายุควรจะได้รับการออกแบบ ปรับปรุงให้เหมาะสำหรับการใช้ชีวิต เช่น ย้ายห้องนอนมาอยู่ชั้นล่างเพื่อลดความเสี่ยงจากการเดินขึ้นบันได เพิ่มราวจับ พื้นกันลื่น ณ จุดต่าง ๆ ของบ้าน และ กล้องวงจรปิด เป็นต้น

ค่าใช้จ่าย: ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันทั่วไป และค่าปรับปรุงบ้านเพื่อให้มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุตามกำลังทรัพย์


2. Independent Living โครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัย
โครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัย หรือ บ้าน-คอนโดผู้สูงอายุ

เป็นโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุที่สามารถดูแลตัวเองได้ ส่วนใหญ่ระบุว่าผู้อยู่อาศัยต้องเป็นผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 55 – 60 ปีขึ้นไป แต่ในบางโครงการก็อนุญาตให้คนทุกช่วงวัยซื้อสิทธิ์อยู่อาศัยได้เช่นกัน โดยมีรูปแบบที่อยู่อาศัยหลากหลาย บางโครงการอาจจะเป็นบ้าน คอนโดมิเนียม หรือ อะพาร์ตเมนต์ โดยผู้เข้าอยู่อาจซื้อสิทธิ์แบบกำหนดระยะเวลาเป็นปี หรือ ทำสัญญาเช่าตลอดชีพ ที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์หลายรายที่ได้พัฒนา ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัย Retirement Community ด้วยการจับมือกับโรงพยาบาล หรือ สถานบริบาล Nursing Home ต่าง ๆ เพื่อตอบรับดีมานด์ของผู้สูงอายุที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศไทย

เหมาะสำหรับ: ผู้สูงอายุที่ดูแลตัวเองได้ หรือต้องการความช่วยเหลือเล็กน้อย ต้องการเข้าสังคมทำกิจกรรมร่วมกับผู้สูงอายุอื่น ๆ เหมาะกับผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกหลาน หรือไม่ได้อยู่ใกล้กับลูกหลาน การมาอยู่ใน Retirement Community ช่วยให้ผู้สูงอายุไม่ต้องมีภาระในการดูแลบ้าน สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย มีกิจกรรมและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุที่ครบครัน หากต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด บางโครงการจะมีบริการเสริมด้านการตรวจสุขภาพ พร้อมเจ้าหน้าที่ให้บริการอีกด้วย

ค่าใช้จ่าย: ปานกลาง

ขึ้นอยู่กับระดับโครงการที่เลือกซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้ประกอบการภาคเอกชนจะพัฒนาโครงการ สำหรับกลุ่มกำลังซื้อปานกลาง – สูง อย่างไรก็ตามค่าใช้จ่ายมักยังไม่รวมค่าอาหารและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันทั่วไป


อ่านเพิ่มเติม >> อัพเดทราคา 7 บ้าน-คอนโดผู้สูงอายุทั่วไทย ล่าสุดปี 2022!

3. ที่อยู่อาศัยเฉพาะผู้สูงอายุ Residential care home

เราน่าจะเคยได้ยินคำว่า Care Home และ Nursing Home กันมาบ้างแล้ว ที่อยู่อาศัยทั้งสองรูปแบบนี้มีลักษณะคล้ายกัน แต่จะต่างกันตรงที่ Nursing Home มีระดับการดูแลที่ใกล้ชิดจากแพทย์และพยาบาลเพิ่มขึ้นมา ทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นนั่นเอง

เหมาะสำหรับ: Care Home เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลเบื้องต้นในกิจวัตรประจำวัน Activities of Daily Living (ADLs) เช่น การเดิน อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า เป็นต้น ผู้สูงอายุจะได้รับการดูแลโดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมบริการอาหาร และกิจกรรมต่าง ๆ

ค่าใช้จ่าย: ปานกลาง
ค่าบริการคิดเป็นรายวัน หรือ รายเดือน และมีค่าใช้จ่ายเสริมสำหรับการเดินทางไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล


4. Nursing home สถานบริบาล

เหมาะสำหรับ: ผู้สูงอายุที่ต้องการบริการทางการแพทย์ การดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์และพยาบาล ในบางที่จะมีผู้ดูแลที่เฉพาะทางสำหรับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ด้วย ผู้สูงอายุจะได้รับการดูอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งในด้านอาหาร และกิจกรรม

ค่าใช้จ่าย: สูง
คิดค่าบริการเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือ รายเดือน ขึ้นอยู่กับรูปแบบห้องและบริการที่เลือก


5. ชุมชนคนเกษียณอายุที่มีระบบดูแลต่อเนื่อง Continuing care retirement community (CCRC)
โครงการในรูปแบบนี้ คือ โครงการขนาดใหญ่ที่มีทั้ง ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุที่ดูแลตัวเองได้ (Retirement Community) ที่อยู่อาศัยเฉพาะผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแล 24 ชั่วโมง (Residential care home) รวมไปถึงสถานบริบาล (Nursing home) ที่มีพยาบาลและแพทย์คอยดูแลอย่างใกล้ชิด

เหมาะสำหรับ: ผู้สูงอายุที่ต้องการจะจ่ายเงินเพื่ออยู่อาศัยในโครงการเดิมตลอดชีพ ในช่วงที่ดูแลตัวเองได้อาจอยู่ในส่วน Retirement Community และหากเจ็บป่วย ต้องการการดูแลก็สามารถย้ายไปอยู่ที่ Care home หรือ Nursing home ตามแต่ระดับการดูแลที่จำเป็นต้องได้รับ ข้อดีของโครงการใหญ่ คือ มีสิ่งอำนวยความสะดวก และกิจกรรมมากมาย

ค่าใช้จ่าย: ปานกลาง – สูง ขึ้นอยู่กับแพคเกจที่เลือก

ในประเทศไทยก็มีหลายโครงการในรูปแบบนี้ซึ่งมักเป็นโครงการที่พัฒนาโดยโรงพยาบาล หรือ เป็นการร่วมมือกันระหว่างโรงพยาบาลกับหน่วยงานอื่น ๆ เช่น Senior Complex ที่พักผู้สูงอายุ รามา-ธนารักษ์ ซึ่งมีราคาเริ่มต้นที่ 1.82 ล้านบาท หรือ โครงการ Jin Wellbeing County


5 ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Living) นี้คือ 5 ประเภทที่อยู่อาศัยที่เราคัดมาเปรียบเทียบให้คุณได้เห็นชัด ๆ ว่าตอบโจทย์ผู้สูงอายุต่างกันอย่างไร ทั้งนี้เป็นที่น่าจับตามองว่านักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายรายได้ก้าวเข้ามาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุมากขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบรับความต้องการ และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนยุคนี้ที่เปลี่ยนไปจากเดิม ได้แก่ โครงการบ้านผู้สูงอายุ คอนโดผู้สูงอายุ ที่ขายสิทธิ์การอยู่อาศัยเหมือนการเซ้ง 30 ปี แทนการซื้อขาด เนื่องจากคนยุคใหม่เริ่มนิยมเช่าบ้าน มากกว่าซื้อ อาจเป็นเพราะหลายคนไม่มีทายาทให้ส่งต่อมรดก และการเช่าสิทธิ์สามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้ จึงเป็นที่น่าจับตามองว่าจะมีโครงการใหม่ๆ อะไรบ้างที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะโครงการที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง บริษัทพัฒนาอสังหาฯ สถานบริบาล (Nursing Home) และโรงพยาบาล ที่ให้เกิดผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย เช่น โครงการ Health at Home ที่ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถรับบริการตรวจสุขภาพที่บ้านได้ หรือ บริการเดินทางรับส่งผู้สูงอายุไปโรงพยาบาลหรือสถานที่ต่าง ๆ ที่จะตอบโจทย์คนในยุคนี้มากขึ้น


อยากฟังแนวคิด การพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ห้ามพลาด!
สัมมนาออนไลน์: รวมเทรนด์สุขภาพมาแรง สำหรับที่อยู่อาศัย-โรงแรม ยุค New Normal

The Future of Wellness Real Estate
6 พฤษภาคมนี้ 8.30 - 18.00 น.
Online ผ่าน Facebook Private Group
ดูรายละเอียด https://www.feasyonline.com/wellness2022



พบกับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ

ด้านสุขภาพ ที่อยู่อาศัย โรงแรม โรงพยาบาลหลากหลายท่าน

มาเจาะแนวคิดการผสาน Wellness ในวงการอสังหาฯ


  • TRENDS การเปลี่ยนแปลงของที่อยู่อาศัยหลังยุคโควิด และเทรนด์การพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ
  • SUCCESS CASES เจาะแนวคิดการพัฒนาบริการและ ที่อยู่อาศัยเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีแบบองค์รวม
  • SMART SOLUTIONS อัพเดทเทคโนโลยีใหม่ ที่จะเข้ามามีบทบาทต่อการอยู่อาศัยในยุคนี้

งานนี้เหมาะกับใคร?

  • นักพัฒนาอสังหาฯ ที่กำลังมองหาตลาดด้านสุขภาพสำหรับทุกช่วงวัย รวมถึงที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ
  • ผู้บริหารโรงแรม อะพาร์ตเมนต์ ที่กำลังมองหาตลาดกลุ่มผู้สูงอายุ และสุขภาพแบบองค์รวม
  • ผู้ให้บริการด้านสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ ที่มองหาโอกาสร่วมกับธุรกิจอสังหาฯ เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ

ด่วน! ราคาพิเศษ

ซื้อบัตร Early Bird Ticket เพียง 900 บาท/ท่าน
หรือ Early Bird Group Ticket เพียง 4500 บาท/6 ท่าน
ภายในวันที่ 1 เมษายนนี้!

ดูรายละเอียด >> https://www.feasyonline.com/wellness2022


#WellnessRealEstate #Wellness


References

https://www.consumeraffairs.com/health/senior-living-options.html
https://dailycaring.com/senior-housing-options-overview/
https://www.dop.go.th/download/knowledge/th1512636145-109_4.pdf
https://www.thaipost.net/main/detail/103356


Writer

คุณน้ำทิพย์ พรโชคชัย
นักประเมินค่าทรัพย์สินระดับชั้นสามัญ
MD, Area Research ผู้พัฒนา Feasy โปรแกรมวิเคราะห์การลงทุนอสังหาฯ

31


    Wellness Real Estate หรือ อสังหาฯ ที่ส่งเสริมสุขภาพที่ดีแบบองค์รวม เป็นเทรนด์ที่มาแรงมากในวงการอสังหาฯ นับว่าเป็นเค้กชิ้นใหญ่ที่นักพัฒนาอสังหาฯ ในไทยจับตามอง

    ทุกวันนี้เราจะได้ยินว่าอสังหาฯ ซบเซา มีการเปิดตัวโครงการน้อยลงมากตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 การซื้อขายก็หดตัวลง แต่ยังมีอสังหาฯ กลุ่มหนึ่งที่เติบโตดีสวนกระแส มีการพัฒนาโครงการรูปแบบนี้มากขึ้น และผู้บริโภคยังยินดีที่จะจ่ายเพิ่มเพื่อซื้ออสังหาฯ กลุ่มนี้อีกด้วย นั่นก็คือ Wellness Real Estate หรือ อสังหาฯ ที่ส่งเสริมสุขภาพที่ดีแบบองค์รวม จากข้อมูลของ Global Wellness Institute (GWI) อสังหาฯ กลุ่มนี้เติบโตเกือบ 2 เท่าภายในเวลาเพียง 4 ปีเท่านั้น
    จาก 148 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.9 ล้านล้านบาท) ในปีค.ศ. 2017
    เป็น 275 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9 ล้านล้านบาท) ในปี ค.ศ. 2020
    สูงกว่าของเดิมที่ GWI คาดการณ์ไว้เมื่อปี 2017 ว่าในปี 2022 มูลค่าของอสังหาฯ ที่ส่งเสริมสุขภาพที่ดีแบบองค์รวม
    จะเติบโตถึง 180 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.9 ล้านล้านบาท)

    เรียกได้ว่าเทรนด์ Wellness Real Estate มาแรงกว่าที่คาดการ์ณอย่างมาก แม้แต่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังไม่ก่อให้เกิดผลกระทบใด ๆ สวนทางกับตลาดอสังหาฯ โดยรวมที่หดตัวลงอย่างมากตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดในปี 2019 จากข้อมูลของ GWI ในรายงาน The Global Wellness Economy: Looking Beyond COVID เมื่อเดืิอนธันวาคม ค.ศ. 2021 พบว่าในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 คือในช่วงปี 2017 – 2019 Wellness real estate เติบโตมากถึง 23% ต่อปีในขณะที่อุตสาหกรรมการก่อสร้างโดยรวมเติบโตเพียง 5.4% ต่อปี ส่วนในช่วงปี 2019 – 2020 Wellness real estate ยังคงเติบโตได้ดีราว 22% ต่อปี ในขณะที่อุตสาหกรรมการก่อสร้างโดยรวมหดตัวลง -2.5% ต่อปี
    โครงการอสังหาฯ ที

    จำนวนโครงการ Wellness Real Estate ทั่วโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าภายในเวลาเพียง 5 ปี จากการสำรวจของ GWI ใน 34 ประเทศทั่วโลกคาดว่ามีโครงการอสังหาฯ ที่ส่งเสริมสุขภาพที่ดีแบบองค์รวม Wellness Real Estate เพิ่มขึ้นจาก 740 โครงการในปี 2017 เป็นจำนวนมากกว่า 2,300 โครงการในปี 2021 (ในจำนวนนี้รวมทั้งโครงการที่กำลังสร้างอยู่ และสร้างเสร็จแล้วเอาไว้ด้วยกัน) ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวก็ไม่ต่างจากในประเทศไทยเลย เราจะเห็นว่าถึงแม้ตลาดอสังหาฯ ในไทยจะชะลอการเปิดโครงการใหม่ ยอดซื้อขายอสังหาฯ หดตัว แต่ก็มีโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ๆ ที่ส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีแบบองค์รวม ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัยที่ส่งเสริมสุขภาพสำหรับทุกช่วงวัย ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ บ้านพักคนชรา สถานดูแลผู้สูงอายุ สถานที่ทำงานที่ส่งเสริิมสุขภาพและไลฟ์สไตล์ที่ลงตัว โรมแรมที่ให้บริการด้านสุขภาพและการแพทย์ชะลอวัย รวมไปถึงธุรกิจใหม่ ๆ ที่เกิดจากความร่วมมือของต่างธุรกิจ เป็นต้น

    ทำไมเราต้องสนใจ Wellness Real Estate

    หลังจากเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 อสังหาฯ โดยรวมหดตัว กำลังซื้อจากต่างชาติหายไป ทำให้ Developer นักพัฒนาอสังหาฯ ต้องเจาะกลุ่ม Real Demand ที่มีกำลังซื้อให้ได้ นั่นคือต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ โครงการอสังหาฯ ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของกลุ่มลูกค้าภายในประเทศที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ๆ เราจะเห็นว่าตลาดอสังหาฯ ในช่วงหลังเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 หันไปพัฒนาโครงการแนวราบมากขึ้น เพราะไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ผู้คนต้องใช้ชีวิตอยู่บ้านมากขึ้น เช่น ต้อง Work-From-Homes หรือ Learn-From-Home ทำให้ต้องใส่ใจเรื่องสุขภาพ สุขอนามัย และต้องการพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมภายในครอบครัวมากขึ้น พื้นที่อยู่อาศัยจึงมีความสำคัญขึ้นมาก ส่งผลให้ที่อยู่อาศัยที่ส่งเสริมสุขภาพที่ดีแบบองค์รวม Wellness Real Estate เป็นที่ต้องการมากยิ่งขึ้น

    คนยอมจ่ายแพงขึ้น เพื่อสุขภาพที่ดี

    เพราะสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ เราจะได้ยินกันบ่อย ๆ ว่าคนสมัยนี้ทำงานหนัก “เพื่อเก็บเงินมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล” หากเราไม่เริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อาจจะไปบานปลายเมื่อเราล้มป่วย หรือ เข้าสู่วัยเกษียณได้ ผู้คนจึงเริ่มหันมาสนใจเรื่องการดูแลสุขภาพมากขึ้น เทรนด์ Wellness ทั่วโลกจึงเติบโตอย่างรวดเร็ว รวมถึง Wellness Real Estate อสังหาฯ ที่ส่งเสริมสุขภาพที่ดีแบบองค์รวม ตามที่องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ระบุว่าร้อยละ 80-90 ของผลลัพธ์ทางสุขภาพ เกี่ยวโยงกับสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างต่างๆ (built environment) ที่เราใช้ชีวิตอยู่ ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย สถานที่ทำงาน ย่าน หรือเมืองที่เราอยูู่ล้วนส่งผลต่อสุขภาพเราอย่างมาก ดังนั้น Wellness Real Estate จึงถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดีแบบองค์รวม ไม่ว่าจะเป็นทางกายภาพ ทางอารมณ์ ทางสังคม ทางจิตวิญญาณ ทางสิ่งแวดล้อม รวมถึงทางการเงิน

    ข่าวดีสำหรับนักพัฒนาอสังหาฯ เพราะ ลูกค้ายอมจ่ายราคาแพงขึ้นราว 10 – 25% สำหรับอสังหาฯ ที่ส่งเสริมสุขภาพที่ดีแบบองค์รวม จากรายงานของ GWI ในปี 2018 ประมาณการว่า Wellness Lifestyle Real Estate ซึ่งส่วนใหญ่จะเจาะกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อระดับปานกลาง – สูง จะสามารถขายโครงการในราคาที่สูงกว่าอสังหาฯ ทั่วไปเฉลี่ยราว 10 – 25% ทั้งนี้จากข้อมูลที่สำรวจพบว่า Wellness Lifestyle Real Estate มีราคาขายที่สูงกว่าอสังหาฯ ทั่วไปตั้งแต่ 5% ไปจนถึง 55% เลยทีเดียว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรูปแบบโครงการ การออกแบบ สถาพแวดล้อม สิ่งอำนวยความสะดวก หรือบริการส่งเสริมสุขภาพที่เพิ่มขึ้นมาของแต่ละโครงการ โดยสาเหตุที่ลูกค้ายอมจ่ายแพงขึ้น เป็นเพราะว่าผู้บริโภคเห็นความสำคัญของสุขภาพ และคุณค่าของ Wellness Real Estate มากขึ้น อีกทั้งอุปทานยังมีน้อยกว่าอุปสงค์ เพราะยังมีการพัฒนาโครงการรูปแบบนี้ไม่มากนักเทียบกับความต้องการของผู้บริโภค โดย GWI คาดว่าเฉพาะในสหรัฐอเมริกามีผู้ซื้อที่มีศักยภาพมากถึง 1.3 ล้านคนต่อปีแล้ว



    เทรนด์สุขภาพในวงการอสังหาฯ ไทย

    เทรนด์สุขภาพในวงการอสังหาฯ ไทยก็มาแรงไม่แพ้ใคร ไม่จะเป็นความต้องการของคนทุกช่วงวัยที่หันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น ไปจนถึงผู้สูงอายุที่มีสัดส่วนประชากรมากขึ้น โดยประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ (Aged Society) แล้วในปี 2564 คือ เป็นสังคมที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุในช่วง 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 และคาดว่าในปี 2583 หรืออีก 20 ปีข้างหน้าจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด เราจะเห็นเทรน์การพัฒนาอสังหาฯ ที่ส่งเสริมสุขภาพที่ดีแบบองค์รวม ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย ที่ทำงาน โรงแรม โรงพยาบาล ไปจนถึงสถานดูแลผู้สูงอายุต่าง ๆ

    ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุเติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยจำนวนเนิร์สซิ่งโฮมเพิ่มขึ้นจาก 200 กว่าแห่ง เป็น 450 แห่งหากนับเฉพาะเนิร์สซิ่งโฮมที่ได้มาตรฐาน และขึ้นทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสมาคมฯ ยังไม่รวม เนิร์สซิ่งโฮมที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอีกนับ 1,000 – 2,000 แห่งทั่วประเทศ โดยนายแพทย์ฆนัท ครุธกูล นายกสมาคมสมาพันธ์สถานประกอบการเพื่อสุขภาพและผู้สูงอายุและกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคมคาดว่าตลาดกิจการดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงในประเทศไทยมีมูลค่ามากถึง 20,000 ล้านบาท/ปี เติบโตขึ้น โดยมีสถานบริการดุแลผู้สูงอายุกว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศ เติบโตมากถึง 150% จาก 3-5 ปีก่อน

    ในปัจจุบันยังมีโครงการอสังหาฯ มากมายที่เกิดจากการร่วมมือกันจากต่างธุรกิจเพื่อให้บริการด้านสุขภาพ เช่น ที่อยู่อาศัยร่วมมือกับโรงพยาบาล เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ เช่น บ้าน-คอนโดผู้สูงอายุสำหรับผู้สูงวัยที่ดูแลตัวเองได้ และต้องการได้รับการบริการตรวจสุขภาพบ้าง หรือ ธุรกิจโรงแรมที่จับมือโรงพยาบาล ให้บริการตรวจ ดูแลสุขภาพโดยไม่ต้องไม่ที่โรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็น Hospitel ไปจนถึงบริการตรวจสุขภาพทั่วไป บริการตรวจการนอน Sleep Test เป็นต้น เป็นที่น่าจับตามองว่าธุรกิจอสังหาฯ ที่ส่งเสริมสุขภาพที่ดีแบบองค์รวม Wellness Real Estate ในประเทศไทยจะเติบโตมากแค่ไหน และจะมีผลิตภัณฑ์บริการอะไรใหม่ ๆ ที่น่าสนใจบ้าง

    “ในวิกฤต ย่อมมีโอกาสเสมอ” ถึงแม้ว่าอสังหาฯ ทั่วไปจะหดตัว แต่ Wellness Real Estate กลับเป็นเทรนด์ที่มาแรงจนต้องจับตามอง หากคุณอยู่ในธุรกิจอสังหาฯ ไม่ว่าจะเป็นนักพัฒนาอสังหาฯ ประเภทที่อยู่อาศัย โรงแรม อะพาร์ตเมนต์ สำนักงาน หรือธุรกิจไลฟ์สไตล์ สุขภาพความงาม คุณย่อมพลาดเทรนด์สุขภาพในวงการอสังหาฯ ไปไม่ได้ เพราะนี่คือโอกาสทางธุรกิจที่มาแรง และมีมูลค่าสูงอีกด้วย อย่าพลาดโอกาสนี้ แล้วมาเรียนรู้ไปพร้อมกันในงาน

    สัมมนาออนไลน์: รวมเทรนด์สุขภาพมาแรง สำหรับที่อยู่อาศัย-โรงแรม ยุค New Normal
    The Future of Wellness Real Estate
    6 พฤษภาคมนี้ 8.30 - 18.00 น.
    Online ผ่าน Facebook Private Group
    ดูรายละเอียด https://www.feasyonline.com/wellness2022

    พบกับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ

    ด้านสุขภาพ ที่อยู่อาศัย โรงแรม โรงพยาบาลหลากหลายท่าน

    มาเจาะแนวคิดการผสาน Wellness ในวงการอสังหาฯ

    • TRENDS การเปลี่ยนแปลงของที่อยู่อาศัยหลังยุคโควิด และเทรนด์การพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ
    • SUCCESS CASES เจาะแนวคิดการพัฒนาบริการและ ที่อยู่อาศัยเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีแบบองค์รวม
    • SMART SOLUTIONS อัพเดทเทคโนโลยีใหม่ ที่จะเข้ามามีบทบาทต่อการอยู่อาศัยในยุคนี้

    งานนี้เหมาะกับใคร?

    • นักพัฒนาอสังหาฯ ที่กำลังมองหาตลาดด้านสุขภาพสำหรับทุกช่วงวัย รวมถึงที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ
    • ผู้บริหารโรงแรม อะพาร์ตเมนต์ ที่กำลังมองหาตลาดกลุ่มผู้สูงอายุ และสุขภาพแบบองค์รวม
    • ผู้ให้บริการด้านสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ ที่มองหาโอกาสร่วมกับธุรกิจอสังหาฯ เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ

    ด่วน! ราคาพิเศษ

    ซื้อบัตร Early Bird Ticket เพียง 900 บาท/ท่าน
    หรือ Early Bird Group Ticket เพียง 4500 บาท/6 ท่าน
    ภายในวันที่ 1 เมษายนนี้!

    ดูรายละเอียด >> https://www.feasyonline.com/wellness2022



    References

    Global Wellness Institute, Build Well to Live Well: Wellness Lifestyle Real Estate and Communities, January 2018.

    Global Wellness Institute, The Global Wellness Economy: Looking Beyond COVID, December 2021

    เว็บไซต์อ้างอิง : https://www.bangkokbiznews.com/social/932365

    Writer
    คุณน้ำทิพย์ พรโชคชัย
    นักประเมินค่าทรัพย์สินระดับชั้นสามัญ
    MD, Area Research ผู้พัฒนา Feasy โปรแกรมวิเคราะห์การลงทุนอสังหาฯ[/list]

    32


    เทรนด์ Wellness หรือ สุขภาพที่ดีแบบองค์รวม เป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงในทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในวงการอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากอสังหาฯ เป็นปัจจัยสี่ที่สำคัญต่อการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย ที่ทำงาน โรงแรม สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ก็ล้วนจัดเป็นอสังหาริมทรัพย์ด้วยกันทั้งนั้น และสิ่งแวดล้อมเหล่านี้จะมีผลต่อสุขภาพทั้งกายและใจของเราอย่างมาก ในยุคหลังเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ที่ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ (Aged Society) แล้วในปี 2564 คือ ไลฟ์สไตล์ หรือ รูปแบบการใช้ชีวิตของคนในยุคนี้จึงเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมาก คนหันมาใส่ใจด้านสุชภาพกันมากขึ้นในทุกช่วงวัย และความต้องการที่อยู่อาศัย ความต้องการอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ จึงเปลี่ยนไป

    Wellness-Content-6" border="0

    งานสัมมนาออนไลน์ <a herf="https://www.feasyonline.com/wellness2022">The future of Wellness Real Estate[/url]
    สำหรับคนที่อยากอัพเดทเทรนด์สุขภาพในวงการอสังหาฯ ที่อยู่อาศัย โรงแรม
    ห้ามพลาด! ซื้อบัตร Early Bird ภายในวันที่ 1 เมษายนนี้!
    ดูรายละเอียด >> https://www.feasyonline.com/wellness2022

    เทรนด์ Wellness ในวงการอสังหาริมทรัพย์จึงเป็นที่น่าจับตามอง โดยรายงาน Build Well to Live Well ของ Global Wellness Institute (GWI) ในปี 2018 ได้คาดการณ์ว่ามูลค่าอุตสาหกรรมอสังหาฯ ที่ตอบโจทย์สุขภาพ หรือ Wellness Real Estate จะมีมูลค่าสูงถึง 180 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (5,940 พันล้านบาท) ในปี 2022 โดยเติบโตขึ้นจาก 134 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (4,422 พันล้านบาท) ในปี 2017 เท่ากับว่าเติบโตราว 6% ต่อปี เนื่องจากผู้คนให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น จึงเกิดโครงการอสังหาฯ ที่ส่งเสริมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ตอบโจทย์ Wellness Lifestyle กันมากขึ้น นอกจากนี้ผู้บริโภคยังยอมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อโครงการอสังหาฯ ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิต และสุขภาพที่ดีอีกด้วย โดย GWI ประมาณการว่า Wellness Lifestyle Real Estate และโครงการของชุมชนทั้งหลายที่อยู่ในตลาดระดับปานกลาง-สูง มักจะมีราคาสูงกว่าอสังหาฯ ทั่วไปในทำเลเดียวกันถึง 10-15%

    เป็นที่น่าจับตามองว่าในอนาคต Wellness Real Estate จะถูกพัฒนาไปในรูปแบบใด สมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์สากล (FIABCI-THAI) โรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย (TREBS) และ บริษัท แอเรีย รีเสิร์ช จำกัด จึงร่วมกันจัดงานสัมมนาออนไลน์ The future of Wellness Real Estate ในวันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม 2565 เวลา 8.30 – 18.00 น. ถ่ายทอดสดผ่าน Facebook กลุ่มปิด ซึ่งเป็นงานที่รวมวิทยากรชั้นนำในประเทศไทย มาร่วมให้ความรู้ และข้อมูลด้านเทรนด์สุขภาพ การปรับตัวของธุรกิจทั้งในด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัย โรงแรม สถานพยาบาล ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ มากมายหลายท่าน มาให้ผู้ที่สนใจในธุรกิจสุขภาพ และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้รับชมร่วมกัน

    สัมมนาออนไลน์: รวมเทรนด์สุขภาพมาแรง สำหรับที่อยู่อาศัย-โรงแรม ยุค New Normal

    The Future of Wellness Real Estate

    6 พฤษภาคมนี้ 8.30 - 18.00 น.

    Online ผ่าน Facebook Private Group

    ดูรายละเอียด >> https://www.feasyonline.com/wellness2022

    พบกับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ
    ด้านสุขภาพ ที่อยู่อาศัย โรงแรม โรงพยาบาลหลากหลายท่าน
    มาเจาะแนวคิดการผสาน Wellness ในวงการอสังหาฯ

    • TRENDS
    การเปลี่ยนแปลงของที่อยู่อาศัยหลังยุคโควิดและเทรนด์การพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ

    • SUCCESS CASES
    เจาะแนวคิดการพัฒนาบริการและที่อยู่อาศัยเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีแบบองค์รวม

    • SMART SOLUTIONS
    อัพเดทเทคโนโลยีใหม่ ที่จะเข้ามามีบทบาทต่อการอยู่อาศัยในยุคนี้

    วิทยากร ได้แก่
    • พญ.กอบกาญจน์ ชุณหสวัสดิกุล ผู้อำนวยการศูนย์ Jin Wellness รพ.ธนบุรีบำรุงเมือง
    • Mr.Paul Hawco Corporate Director of Wellness, Dusit International
    • นพ.กฤตวิทย์ เลิศอุตสาหกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุตโฮลดิ้ง จำกัด
    • คุณกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ Project Director The Forestias, MQDC
    • นพ.ถาวร สกุลพาณิชย์ ที่ปรึกษาผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล
    • คุณกิตติศักดิ์ ปัทมะเสวี CEO บจก. มนทาระ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ตรีสรา ภูเก็ต)
    • คุณณวิพัตรา โตเต็มโชคชัยการ นักวิจัยด้านการคาดการณ์อนาคต ฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ
    • ดร.โสภณ พรโชคชัย นายกสมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์สากล (FIABCI-Thai)
    • คุณพิมพ์ชนก วรวัฒนนท์ Product Owner – Well-being, Nexter Living Co., Ltd. บริษัทในกลุ่มธุรกิจซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี


    งานนี้เหมาะกับใคร?
    • นักพัฒนาอสังหาฯที่กำลังมองหาตลาดด้านสุขภาพสำหรับทุกช่วงวัย รวมถึงที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ
    • ผู้บริหารโรงแรม อะพาร์ตเมนต์ ที่กำลังมองหาตลาดกลุ่มผู้สูงอายุ และสุขภาพแบบองค์รวม
    • ผู้ให้บริการด้านสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ ที่มองหาโอกาสร่วมกับธุรกิจอสังหาฯ เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ


    ด่วน! ราคาพิเศษ

    ซื้อบัตร Early Bird Ticket เพียง 900 บาท/ท่าน

    หรือ Early Bird Group Ticket เพียง 4500 บาท/ 6 ท่าน

    ภายในวันที่ 1 เมษายนนี้!

    ดูรายละเอียด >> https://www.feasyonline.com/wellness2022

    Writer
    คุณน้ำทิพย์ พรโชคชัย
    นักประเมินค่าทรัพย์สินระดับชั้นสามัญ
    MD, Area Research ผู้พัฒนา Feasy โปรแกรมวิเคราะห์การลงทุนอสังหาฯ

    33
    ขั้นตอนการสมัครสมาชิกนายหน้าอสังหาริมทรัพย์



    ขั้นตอนการสมัครสมาชิกนายหน้าอสังหาริมทรัพย์
    ขั้นตอนการอนุมัติการสมัครสมาชิก
    ผู้สมัครสมาชิกสามัญนิติบุคคล ต้องกรอกใบสมัครสมาชิกและใบสมัครสอบ
    • พร้อมชำระค่าบำรุงสมาคมฯ 2,000 บาท
    • ค่าลงทะเบียนแรกเข้า 500 บาท
    • ค่าสมัครสอบ 200 บาท
    • ค่าคู่มือสอบ 100 บาท
    • ค่าบัตรสมาชิก 300 บาท
    • ค่าสายคล้องคอ 100 บาท
    รวมทั้งหมด 3,200 บาท (สามพันสองร้อยบาทถ้วน)
     
    อ่านต่อ: https://www.trebs.ac.th/th/news_detail.php?nid=137

    34
    บริการทั่วไป | General Services / สำนักงานให้เช่า
    « เมื่อ: มิถุนายน 25, 2021, 02:38:58 AM »
    ถึงเวลาเป็นเจ้าของธุรกิจ หาโอกาสและความสุข ใช้เวลาของคุณควบคุมชีวิตของคุณเอง 

    ให้เช่าพื้นที่เปิดร้านขายของ ทำเลดี เปิดร้านได้ตลอด
    - ร้านทำเล็บ ทำผม ต่อขนตา สักคิ้ว
    - คลินิกความงาม ร้านขายยา
    - ร้านอาหาร สเต็ก ของหวาน อาหารทานเล่น
    - งานแฟชั่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า
    - เครื่องสำอาง
    - อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ

    พิกัด : ปาก ซ.นนทรี 5 ถ.นนทรี ใกล้โลตัสพระราม 3

    สนใจเช่าพื้นที่ติดต่อสอบถาม K.แอม
    โทร : 092-632-3000
    Line : 0850659657





    35
    พื้นที่สำนักงานให้เช่า 60-200 ตร.ม. ราคาถูกมาก 20,000 บาท ทำเลพระราม3 ใกล้จุดขึ้นลงทางด่วนสาธุฯ
    ออฟฟิศให้เช่า 250-300 บ./ตร.ม ติดถนน เดินทางสะดวก ย่านพระราม3 ใกล้จุดขึ้นลงทางด่วนสาธุประดิษฐ์
    ออฟฟิศให้เช่า 20,000 บาท/เดือน ติดถนน ย่านพระราม3 ใกล้สาทร

    รายละเอียด
     - ติดทางด่วนสาธุประดิษฐ์ ทางด่วนพระราม 3 ใกล้สาทร นราธิวาส เจริญกรุง
     - ใกล้โลตัสพระราม3, เซ็นทรัลพระราม3, ตลาดรุ่งเจริญ, สนง.เขตยานนาวา
     - จดทะเบียนบริษัทได้ เหมาะสำหรับธุรกิจ SME, ขายของออนไลน์, ธุรกิจไอที
     - ระบบเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วน เปิดปิดเองได้
     - สามารถทำงานได้ 7 วัน / สัปดาห์ ตลอด 24 ชั่วโมง
     - ธุรกิจที่ต้องใช้พื้นที่เก็บสินค้าในที่เดียวกัน สามารถ stock สินค้าได้

    นัดชมออฟฟิศ โทร. 092-632-3000 คุณแอม
    Line ID : pattama1148
    E-mail : monthida.amp@gmail.com
    https://www.facebook.com/nonsi5.center/
    ที่ตั้ง : หน้าปากซอย นนทรี 5 ถนนนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120




    36
    ให้เช่า โฮมออฟฟิศ ใกล้สาทร พระราม 3 ราคาถูก ติดถนน ด่วน!! 45000
    อาคารพาณิชย์ให้เช่า 4 ชั้น ย่านพระราม 3 ราคาสุดคุ้ม ติดถนนพร้อมที่จอดรถ ด่วน!! 45000

    ทำเลดีใกล้สาทร นราธิวาส โลตัสพระราม3, เซ็นทรัลพระราม3, สนง.เขตยานนาวา, ตลาดรุ่งเจริญ
    อาคารถูกออกแบบอย่างทันสมัย พร้อมด้วยการแบ่งสรรพื้นที่ใช้สอย สำหรับการให้บริการสำนักงานให้เช่ากับองค์กรธุรกิจต่างๆ
    โครงการ @area ตั้งที่อยู่ ถ.นนทรี กทม. ติดกับทางด่วนสาธุประดิษฐ์ การคมนาคมสะดวก

    รายละเอียด
    - อาคารพาณิชย์ 4 ชั้น พื้นที่ประมาณ 210 ตร.ม. มี 3 ห้องน้ำ จอดรถหน้าอาคาร
    - เหมาะสำหรับออฟฟิศ ร้านอาหาร สถาบันกวดวิชา คลินิก สามารถจดทะเบียนบริษัทได้
    - ทำเลดีลูกค้าหาเจอง่าย มีผู้คนสัญจรผ่านไปมามากมาย เดินทางสะดวก

    ราคาเช่า 45,000 บาท / เดือน

    นัดชมออฟฟิศ โทร. 092-632-3000 คุณแอม
    Line ID : pattama1148
    E-mail : monthida.amp@gmail.com
    https://www.facebook.com/nonsi5.center/
    ที่ตั้ง : หน้าปากซอย นนทรี 5 ถนนนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120






    37
    หลักสูตรนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเรียน



    อาชีพนายหน้าอสังหาริมทรัพย์อาจกลายจากอาชีพเสริมเป็นอาชีพหลักที่สร้างรายได้ให้เราได้มหาศาล ท่านทราบหรือไม่ นายหน้าอสังหาริมทรัพย์อาชีพในประเทศไทยมีน้อยเหลือเกิน ดีมานด์มีมหาศาล

    ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) ได้ฝึกอบรมเรื่องวิชาชีพนายหน้ามานับสิบปี และมีผู้ผ่านการอบรมและประสบความสำเร็จในแวดวงนายหน้า กลายเป็นนายหน้าชั้นแนวหน้าในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก

    ในประเทศไทยมีนายหน้าอสังหาริมทรัพย์นับล้านคนก็ว่าได้ เพราะทุกคนต่างอ้างตนเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ได้หากมีใครมาถามหาที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นใดที่ต้องการขาย และขอรับส่วนแบ่งค่านายหน้ากันตามแต่จะเรียกร้องกันไป  ในวงการอสังหาริมทรัพย์ ไม่มีนักพัฒนที่ดินรายใหญ่ที่พัฒนาโครงการนับพันนับหมื่นล้านขัดผลประโยชน์ในการพัฒนาที่ดินจนฆ่ากันตาย  แต่ในวงการนายหน้าอสังหาริมทรัพย์มีการฆ่ากันตายหรือพิการมากมาย เพราะความไม่เป็นมืออาชีพนั่นเอง

    แต่หากเราเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์มืออาชีพ เราจะมีโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจมาก ความต้องการหรือ Demand ของนักวิชาชีพหรือที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นนายหน้ามีมาก โรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยจึงริเริ่มจัดหลักสูตรนายหน้าขึ้นเมื่อราว 20 ปีก่อน และให้ความรู้มาอย่างต่อเนื่อง  และยังต่อยอดให้มีโอกาสเติบโตในระดับสากล เช่น ดร.โสภณ ยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง ASEAN Real Estate Network Alliance (ARENA) และเป็นประธาน ARENA ประจำประเทศไทย ซึ่งเป็นแหล่งรวมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ทั่วอาเซียน  นอกจากนี้ ดร.โสภณ ยังเป็นนายกสมาคม FIABCI-Thai ซึ่ง FIABCI เป็นสมาคมนักอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีทั้งนายหน้า ผู้ประเมินค่าทรัพย์สิน นักพัฒนาที่ดินและผู้เกี่ยวข้องอื่นเข้าร่วมด้วย โรงเรียนได้จัดสอนหลักสูตรของ FIABCI และอื่นๆ ด้วย

    อ่านต่อ: https://www.trebs.ac.th/th/news_detail.php?nid=160

    38
    แนวทางการประเมินค่าต้นไม้


     
    สำหรับต้นไม้ต่างๆ นั้นจะสามารถประเมินค่า ประเมินมูลค่าหรือประเมินราคากันอย่างไรตามมาตรฐานสากลในฐานะที่ต้นไม้เป็นทรัพย์สิน เป็นหลักประกัน เป็นการลงทุนและเป็นสินทรัพย์สำหรับบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ เรามีคำตอบมาฝากสำหรับผู้ที่สนใจ
     
    ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) กล่าวว่า “การประเมินค่า ถือเป็นศาสตร์และศิลป์หนึ่งของการประเมินค่าทรัพย์สินในฐานะที่ต้นไม้ก็เป็นทรัพย์ประเภทหนึ่งที่สามารถประเมินค่าได้  ที่ผ่านมาศูนย์ข้อมูลฯ ได้ประเมินค่าต้นไม้ทั้งในและต่างประเทศ”
     
    อ่านต่อ: https://www.trebs.ac.th/th/news_detail.php?nid=162

    39


    เคยสงสัยกันหรือเปล่า ว่าเรือที่เราเห็นขนสินค้ากัน เราจะประเมินค่าเรือได้อย่างไร เรือที่เราพูดกันถึงหมายรวมตั้งแต่เรือเดินทะเล เรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ เรือลากเรือ เรือลากจูง เรือยอร์ช หรือวัตถุลอยน้ำที่ใช้บรรทุกสิ่งของต่างๆ

     

    ดร.โสภณ พรโชคชัย ได้ชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการประเมินค่าเรือเดินทะเลโดยเริ่มต้นพิจารณาจากผู้ผลิต รุ่น และความจำเพาะ-เงื่อนไขต่างๆ  เป็นสิ่งที่แน่นอนว่า ถ้าเรืออยู่ในสภาพดี หรือเพิ่งผลิต ก็สามารถใช้วิธีต้นทุนได้ไม่ยาก  แต่ถ้าเรือที่อยู่ในสภาพไม่ดี ใช้งานมานานพอสมควรแล้ว หรือขาดการบำรุงรักษาเท่าที่ควร ราคาก็คงจะตกต่ำลงไปมาก ยิ่งไปกว่านั้น ชื่อเสียงของบริษัทผู้ผลิต ประสิทธิภาพ และความนิยมของรุ่นนั้น ๆ ก็มีส่วนสำคัญในการพิจารณามูลค่าของเรืออีกด้วย

     

    การประเมินค่าเรือก็คล้ายกับการประเมินค่าทรัพย์สินอื่นๆ ที่เราต้องพิจารณาถึงสภาวะตลาด ตัวอย่างเช่น เมื่อการประมงไทยกำลังเฟื่องฟู ราคาเรือประมงก็สูงตามไปด้วย  อาจกล่าวได้ว่ามูลค่าของเราจะสูงกว่าเมื่อเศรษฐกิจดี แต่ถ้าเศรษฐกิจตกต่ำ เรือก็ไม่ค่อยได้รับความต้องการ ทำให้มูลค่าที่ประเมินได้ตกต่ำตามไปด้วย  อย่างไรก็ตามผู้ประเมินก็พึงพิจารณาถึงภาวะตลาดให้ชัดเจน เช่น เรือที่ใช้ขนถ่ายน้ำมัน หากการขนส่งนี้ยกเลิกไป หรือหดตัวตกต่ำลง เรือนั้นๆ จะนำไปใช้ในกิจการเรือประเภทอื่นที่ยังอยู่ในภาวะที่ดีได้หรือไม่ เป็นต้น

     

    ในการผลิตเรือลำหนึ่ง อาจมีค่าแรงกับค่าเครื่อง ค่าอุปกรณ์ประกอบเรืออยู่ในองค์ประกอบที่ 40 : 60 โดย 40 คือค่าแรงนั่นเอง ที่ค่าแรงแพงเพราะมักประกอบในต่างประเทศ เช่น ไปประกอบเรือที่เกาหลี ค่าแรงจึงแพงกว่าค่าแรงในไทย เช่น คนทาสีอาจมีค่าแรงเดือนละ 70,000 – 80,000 บาท แต่เครื่องยนต์ อาจเป็นเครื่องยันมาร์จากประเทศญี่ปุ่น แต่ส่วนมากไม่ไปประกอบที่ญี่ปุ่นเพราะค่าแรงในญี่ปุ่นแพงหนักกว่าในเกาหลีเสียอีก  ในประเทศไทยก็สามารถต่อเรือเองได้บ้าง แต่ไม่นิยมต่อเรือในไทย เพราะเครื่องจักรต่างๆ ต้องนำเข้า (ไม่ใช่แบบจีนที่ทำเองได้แทบทุกอย่าง) ทำให้ต้นทุนอาจแพงพอๆ กับการไปสั่งทำจากต่างประเทศ

    อ่านต่อ: https://www.trebs.ac.th/th/news_detail.php?nid=190

    40
    การประเมินมูลค่าสินค้าคงคลัง

    การประเมินมูลค่าทรัพย์สินต่างๆในโลกนี้นั้น มีหลากหลายรูปแบบและหลากหลายสิ่งมาก ทุกคนคงจะเคยได้ยินแต่การประเมินที่ดิน บ้าน และคอนโด เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น โรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย จึงขอยกเรื่องการประเิมนมูลค่าสินคาคงคลัง เพื่อนำเอามาถ่ายทอดเป็นความรู้ ให้กับทุกๆท่านได้อ่านกัน

    การประเมินมูลค่าสินค้าคงคลัง คือเครื่องช่วยให้วิสาหกิจสามารถจัดหาเงินสำหรับการจัดหาสินค้าที่ประกอบเป็น สินค้าคงคลัง สินค้าคงเหลือ ซึ่งมักจะเป็นสินทรัพย์ในปัจจุบันที่สำคัญที่สุดของวิสาหกิจนั้นๆ และจำเป็นต้องมีการวัดมูลค่าที่เหมาะสมเพื่อให้มั่นใจว่างบการเงินนั้นถูกต้อง หากสินค้าคงคลังไม่ได้รับการวัดอย่างเหมาะสม ค่าใช้จ่าย และ รายได้ จะไม่สามารถจับคู่ได้อย่างเหมาะสม และวิสาหกิจดังกล่าวก็อาจทำการตัดสินใจทางธุรกิจได้ไม่ดี มีความเสี่ยงต่อธุรกิจนั้นๆได้

    สินค้าคงคลังที่กล่าวถึงนี้อาจจะเป็นสินค้าใดๆ ก็ได้ของวิสาหกิจนั้นๆ ที่ผ่านมาสถาบันการเงินก็มักอำนวยสินเชื่อให้กับวิสาหกิจต่างๆ เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจ โดยเอาสินค้าคงคลังของวิสาหกิจบางส่วนมาค้ำประกัน เช่น ถ้าวิสาหกิจหนึ่งไปกู้เงินของสถาบันการเงินมา สถาบันการเงินก็ต้องพิจารณาว่าวิสาหกิจนั้นมีสินค้าคงคลังสอดคล้องกับเงินกู้หรือไม่ และให้มีการตรวจนับจำนวนสินค้าคงคลังทุกระยะ เช่น ทุกเดือน เพื่อให้มั่นใจว่ามูลหนี้กับสินค้าคงคลังนั้นสอดคล้องหรือใกล้เคียงกัน

    สำหรับราคาอ้างอิงสินค้าต่างๆ ก็อาจพิจารณาจากราคาตลาด หรือราคากลางเป็นสำคัญ เช่น ราคาข้าว ก็อาจใช้ราคาของสมาคมโรงสีข้าวไทย (https://bit.ly/3efoanv)  ก็มีราคาข้าวสารและราคาข้าวเปลือกรายจังหวัด หรือราคากลางของสินค้าเกษตรประเภทต่างๆ ตามการแจกแจงรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือนของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (https://bit.ly/3nOXcGH) เป็นต้น รวมทั้งจากแหล่งที่เชื่อถือได้อื่นๆ ซึ่งหาได้ไม่ยากในประเทศไทย

    วิธีการประเมินที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเช่น the First-In, first-Out (FIFO) ซึ่งวิธีนี้จะถือว่าหน่วยแรกที่เข้าสู่สินค้าคงคลังเป็นการขายครั้งแรก ตัวอย่างเช่น สมมติว่าร้านเบเกอรี่ผลิตขนมปัง 200 ก้อนในวันจันทร์ ในราคาชิ้นละ 100 บาทและอีก 200 ก้อนในวันอังคารที่ราคาชิ้นละ 125 บาท FIFO ระบุว่าหากร้านเบเกอรี่ขายได้ 200 ก้อนในวันพุธ ต้นทุนของสินค้าที่ขาย จะอยู่ที่ 100 บาทต่อก้อน (บันทึกในงบกำไรขาดทุน) เนื่องจากเป็นต้นทุนของแต่ละก้อนแรกในสินค้าคงคลัง  ส่วนราคา 125 บาทต่อก้อนจะถูกจัดสรรให้กับสินค้าคงคลังที่สิ้นสุด (https://bit.ly/3nPQQXC)

    อ่านต่อ: https://www.trebs.ac.th/th/news_detail.php?nid=189

    41


    นายหน้าหรือตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ เป็นงานอิสระ สามารถทำเป็นอาชีพหลัก และอาชีพเสริม รายได้ไร้ขีดจำกัด ขึ้นอยู่กับตัวท่านเองเริ่มต้นท่านต้องมีความรู้ในงานที่ทำ โดยการเข้ารับการอบรมเพื่อสอบบัตรตัวแทนนายหน้า
    ดังนั้น การเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ควรเตรียมตัวอย่างไร ทางโรงเรียนอสังหาฯ ขอแนะนำ ดังนี้


               
    หลักสูตร นายหน้าอสังหาฯ (เพื่อสอบบัตรตัวแทนนายหน้า) : RE131

     

    เข้าอบรมกับสถานบันที่ให้ความรู้เบื้องต้น เช่น การเงินสำหรับนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ การลงทุนเพื่อซื้ออสังหาฯ ของผู้ซื้อ ขั้นตอนและวิธีการการขายทรัพย์มือสอง รู้มูลค่าทรัพย์สินที่ขึ้นอยู่กับข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่พึงสังวรการทำสัญญาจะซื้อ-จะขายอสังหาริมทรัพย์
    ควรมี Connection กับเพื่อนๆในกลุ่มนายหน้า เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ หรือสายอาชีพที่ต้องติดต่อในการทำงาน เช่น เจ้าหน้าที่ธนาคาร(สินเชื่อ) เจ้าหน้าที่กรมที่ดิน เป็นต้น
    ใจรักในการบริการ การอำนวยความสะดวกในลูกค้าให้ดูเป็นมืออาชีพ การให้ข้อมูลต่างๆ ให้ลูกค้า
    การสอบบัตรตัวแทนนายหน้า เพื่อทำให้คุณน่าเชื่อถือ ในอาชีพนายหน้าอสังหาฯ โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องเข้าไปอยู่ในสังกัดหน่วยงานใด
     

    ต่อมาคำถามที่ว่า อยากมีบัตรตัวแทนนายหน้าอสังหาฯ ต้องทำไง ??
    ขั้นตอนการอนุมัติการสมัครสมาชิก บัตรตัวแทนนายหน้า ที่รับรองโดย สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ไทย
    สมาชิกวิสามัญบุคคลธรรมดา
    1. ผู้สมัครสมาชิกวิสามัญบุคคลธรรมดา ต้องกรอกใบสมัครสมาชิกและใบสมัครสอบ

    พร้อมชำระค่าบำรุงสมาคมฯ 1,000 บาท
    ค่าลงทะเบียนแรกเข้า 500 บาท
    ค่าสมัครสอบ 200 บาท
    ค่าคู่มือสอบ 100 บาท
    ค่าบัตรสมาชิก 300 บาท
    ค่าสายคล้องคอ 100 บาท
    รวมทั้งหมด 2,200 บาท(สองพันสองร้อยบาทถ้วน)

    2. สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ไทย ตรวจสอบใบสมัครและเอกสารประกอบการสมัครสมาชิก

    3. ผู้สมัครสมาชิกวิสามัญที่ยังไม่ได้ผ่านการอบรมหรือไม่มีใบรับรองผ่านการอบรม จะต้องเข้ารับการอบรมจากสถาบันอบรมที่สมาคมฯ ให้การรับรอง

    4. ผู้สมัครที่ผ่านการอบรมแล้ว สมาคมฯ จะนำเรื่องการสมัครเข้าที่ประชุม เพื่อการอนุมัติการเป็นสมาชิกและผู้มีสิทธิสอบ พร้อมกับเชิญผู้สมัครเข้าประชุมเพื่อการแนะนำตัวต่อคณะกรรมการสมาคมฯ ในคราวเดียวกัน

    5. ผู้สมัครสมาชิกหากผ่านการอนุมัติผู้มีสิทธิสอบ ทางสมาคมฯ จะประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

    6. สมาชิกวิสามัญที่ผ่านการอนุมัติผู้มีสิทธิสอบแล้ว จะต้องเข้ารับการสอบที่จัดโดยสมาคมฯ

    7. ผู้สมัครสอบที่ผ่านการสอบ ทางสมาคมฯ จะส่งผลการสอบให้ทราบพร้อมทั้งจดหมายยืนยันการเป็นสมาชิก

    8. สมาคมฯ จัดทำบัตรสมาชิกวิสามัญให้แก่ผู้สมัครพร้อมกับจัดส่งหนังสือข้อบังคับสมาคมฯ ให้สมาชิก
     


     

     
    ***สถานบันอบรมที่สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ไทย รับรอง
    โรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย การอบรมหลักสูตร นายหน้าอสังหาฯ เพื่อสอบบัตรตัวแทนนายหน้า (RE131)

     



    เปิดรับสมัครนายหน้าอิสระ ตัวแทนขายอสังหาฯ “ใครๆ ก็ขายได้ รับผลตอบแทน 3-12%” ขายทรัพย์ออนไลน์ 24 ชม. ง่าย ๆ เพียงหาลูกค้ามาซื้อโครงการ

    ลงทะเบียนฟรี(จำกัด 100 ที่นั่ง) ณ โรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย



    Tag: นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ , อสังหาฯ , นายหน้าอสังหาฯ , ขายอสังหาฯ , ซื้อ-ขายอสังหา ,ขายบ้าน ,ขายที่ดิน ,ที่ดิน , อบรมนายหน้าอสังหา ,ธุรกิจอสังหา , สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ไทย
    https://oceancash.net/

    42



    นายหน้าหรือตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ เป็นงานอิสระ สามารถทำเป็นอาชีพหลัก และอาชีพเสริม รายได้ไร้ขีดจำกัด ขึ้นอยู่กับตัวท่านเองเริ่มต้นท่านต้องมีความรู้ในงานที่ทำ โดยการเข้ารับการอบรมเพื่อสอบบัตรตัวแทนนายหน้า
    ดังนั้น การเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ควรเตรียมตัวอย่างไร ทางโรงเรียนอสังหาฯ ขอแนะนำ ดังนี้

               

    เข้าอบรมกับสถานบันที่ให้ความรู้เบื้องต้น เช่น การเงินสำหรับนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ การลงทุนเพื่อซื้ออสังหาฯ ของผู้ซื้อ ขั้นตอนและวิธีการการขายทรัพย์มือสอง รู้มูลค่าทรัพย์สินที่ขึ้นอยู่กับข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่พึงสังวรการทำสัญญาจะซื้อ-จะขายอสังหาริมทรัพย์
    ควรมี Connection กับเพื่อนๆในกลุ่มนายหน้า เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ หรือสายอาชีพที่ต้องติดต่อในการทำงาน เช่น เจ้าหน้าที่ธนาคาร(สินเชื่อ) เจ้าหน้าที่กรมที่ดิน เป็นต้น
    ใจรักในการบริการ การอำนวยความสะดวกในลูกค้าให้ดูเป็นมืออาชีพ การให้ข้อมูลต่างๆ ให้ลูกค้า
    การสอบบัตรตัวแทนนายหน้า เพื่อทำให้คุณน่าเชื่อถือ ในอาชีพนายหน้าอสังหาฯ โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องเข้าไปอยู่ในสังกัดหน่วยงานใด

    ต่อมาคำถามที่ว่า อยากมีบัตรตัวแทนนายหน้าอสังหาฯ ต้องทำไง ??
    ขั้นตอนการอนุมัติการสมัครสมาชิก บัตรตัวแทนนายหน้า ที่รับรองโดย สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ไทย
    สมาชิกวิสามัญบุคคลธรรมดา

    อ่านต่อ: https://www.trebs.ac.th/th/news_detail.php?nid=95

    43
    หลักสูตรนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเรียน


     
    อาชีพนายหน้าอสังหาริมทรัพย์อาจกลายจากอาชีพเสริมเป็นอาชีพหลักที่สร้างรายได้ให้เราได้มหาศาล ท่านทราบหรือไม่ นายหน้าอสังหาริมทรัพย์อาชีพในประเทศไทยมีน้อยเหลือเกิน ดีมานด์มีมหาศาล

    ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) ได้ฝึกอบรมเรื่องวิชาชีพนายหน้ามานับสิบปี และมีผู้ผ่านการอบรมและประสบความสำเร็จในแวดวงนายหน้า กลายเป็นนายหน้าชั้นแนวหน้าในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก

     
    ในประเทศไทยมีนายหน้าอสังหาริมทรัพย์นับล้านคนก็ว่าได้ เพราะทุกคนต่างอ้างตนเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ได้หากมีใครมาถามหาที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นใดที่ต้องการขาย และขอรับส่วนแบ่งค่านายหน้ากันตามแต่จะเรียกร้องกันไป  ในวงการอสังหาริมทรัพย์ ไม่มีนักพัฒนที่ดินรายใหญ่ที่พัฒนาโครงการนับพันนับหมื่นล้านขัดผลประโยชน์ในการพัฒนาที่ดินจนฆ่ากันตาย  แต่ในวงการนายหน้าอสังหาริมทรัพย์มีการฆ่ากันตายหรือพิการมากมาย เพราะความไม่เป็นมืออาชีพนั่นเอง

     

    แต่หากเราเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์มืออาชีพ เราจะมีโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจมาก ความต้องการหรือ Demand ของนักวิชาชีพหรือที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นนายหน้ามีมาก โรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยจึงริเริ่มจัดหลักสูตรนายหน้าขึ้นเมื่อราว 20 ปีก่อน และให้ความรู้มาอย่างต่อเนื่อง  และยังต่อยอดให้มีโอกาสเติบโตในระดับสากล เช่น ดร.โสภณ ยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง ASEAN Real Estate Network Alliance (ARENA) และเป็นประธาน ARENA ประจำประเทศไทย ซึ่งเป็นแหล่งรวมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ทั่วอาเซียน  นอกจากนี้ ดร.โสภณ ยังเป็นนายกสมาคม FIABCI-Thai ซึ่ง FIABCI เป็นสมาคมนักอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีทั้งนายหน้า ผู้ประเมินค่าทรัพย์สิน นักพัฒนาที่ดินและผู้เกี่ยวข้องอื่นเข้าร่วมด้วย โรงเรียนได้จัดสอนหลักสูตรของ FIABCI และอื่นๆ ด้วย
     

    ในเบื้องต้น โรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยจัด หลักสูตร RE131: นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ (3 วัน) เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ โดยเรียน

    ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์และการประเมินค่าทรัพย์สิน
    หลักการเป็นนายหน้ามืออาชีพ
    การจัดหาทรัพย์สินเพื่อการขาย
    ทักษะที่จำเป็นในการเป็นนายหน้า การสำรวจที่ดิน วิธีการประเมินค่าทรัพย์สิน ฯลฯ
     
    โรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยคัดเลือกวิทยากรหลากหลายที่มีความรู้จริงและปฏิบัติจริงด้านการเป็นนายหน้า โดยเป็นนายหน้าที่ประสบความสำเร็จ ตั้งแต่นายหน้าที่มีสังกัดกับบริษัทใหญ่ นายหน้าอิสระ บริษัท SMEs หรือนายหน้ากิจการคนเดียว เป็นต้น

    ท่านใดสนใจเรียน สามารถดูรายละเอียดได้ที่ หลักสูตร RE131 : นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ (3 วัน) นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรระยะยาวสำหรับผู้บริหารธุรกิจนายหน้า ซึ่งเป็นหลักสูตรที่กระทรวงศึกษาธิการรับรองอีกด้วย

    อ่านต่อ: https://www.trebs.ac.th/th/news_detail.php?nid=160

    44
    Thai Real Estate Markets as of Quarter 1/2021 (English Only)

    วันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน 2564 เวลา 14.00 – 16:00 น.
    สดผ่าน Zoom Video



    รายละเอียด

    Thai Real Estate Markets as of Quarter 1/2021

    Let’s join our “Must Know” exclusive seminar on “Thai Real Estate Markets As Of Quarter 1/2021” on Thursday, April 22, 2021 2pm-4pm (Bangkok Time).

    This is the most comprehensive and reliable information ever happened in Thailand.  The presentation includes:

    – The Magnitude of Thai Housing Markets, Bangkok & 76 provinces

    – Launching of New Real Estate Projects, Quarter 1/2021

    – In-depth Analysis of Housing in the Bangkok Metropolitan Region

    – Highlight of Housing in 10 major Regional Cities

    – Best-Sellers Housing Projects in Quarter 1/2021

    – International House Price Comparison during Covid-19

    – Outlook for Policy and Plan Implications for foreign buyers/investors.

    This research is conducted by the Agency for Real Estate Affairs (AREA: http://www.area.co.th) which is the first and largest real estate information and valuation centre in Thailand since 1991.  We conduct surveys of newly launched real estate projects on monthly basis, updates of housing markets in Bangkok on quarterly basis and updates of housing markets in upcountry on half-year basis as well as surveys of land prices in Bangkok on annual basis as well.

    Dr.Sopon Pornchokchai is the President of the AREA.  He is also the President of FIABCI Thailand Chapter, Representative of the International Association of Assessing Officers and Council Member of the ASEAN Real Estate Network Alliance (ARENA).  He earned an He gained a PhD in land and housing from AIT and had further property valuation training from LRTI-Lincoln Institute of Land Policy and housing from KU Leuven (Belgium).

    His research master pieces include the discovery of 1,020 slums (1985), CAMA (computer-assisterd mass appraisal) modeling (1990), forecast of 300,000 unoccupied housing His research master pieces include the discovery of 1,020 slums (1985), CAMA (computer-assisted mass appraisal) modeling (1990), forecast of 300,000 unoccupied housing units (1995 and 1998), study for property information centre (2000), roadmap for valuation, Ministry of Finance, Vietnam (2006), Ministry of Finance, Indonesia (2008), World Bank Indonesia (2010), Ministry of Finance, Cambodia (2012), UN World Cities (2015), ASEAN Property Surveys (2017), Global Municipal (2017), and Bangkok Zoo Relocation (2019).

    The fee is USD 100.  You will receive the ppt prior to the seminar via zoom where you can ask questions and have discussion directly with Dr.Sopon.  Please add his cell phone at +66899229899 which is good for WhatsApp, Telegram and Line.

    This is a fundraising program for FIABCI-Thai.

    Check your time:

    Bangkok 2pm | London 8am | Paris 9am | Moscow 10am | Dubai 11am | Delhi 12:30pm | Bejing KL Manila Singapore 3pm | Tokyo 4pm | Sydney 5pm | New York 3am | Los Angeles 0am |

    For details and prices >>> https://www.trebs.ac.th/th/75/Thai-Real-Estate-Markets <<<

    45
    วิธีตรวจสอบราคาที่ดิน Online

    ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นๆทุกวัน แล้วแต่ที่ดินของเรานั้นราคาจะเป็นยังไงบ้าง ยิ่งบางที่รัฐบาลประกาศสร้างรถไฟฟ้าบนดินใต้ดินกันมากมาย มีผลกระทบต่อราคาซื้อขายแน่ๆ เราไปดูกันเลยว่า เราจะตรวจสอบราคาประเมินที่ดินแบบ Online ได้ยังไงบ้าง

    มาเช็คราคาที่ดิน เช็คราคาประเมินกันดูครับ ว่าตอนนี้ราคาบ้าน ราคาที่ดินเรา ประเมินเท่าไหร่กันนะ *-*

     ประโยชน์คือ ได้ทราบราคาประเมินที่อัพเดท บางพื้นที่สามารถใช้เป็นราคาขายได้เลย ( บางพื้นที่นะครับ ) ส่วนใหญ่ประโยชน์ของราคาประเมินคือ  ไว้คิดค่าใช้จ่าย ณ กรมที่ดิน
     

    สิ่งที่ต้องเตรียม
    โฉนดที่ดินของเรา แบบชัดๆ(เพราะอ่านยากเหลือเกิน) จะตัวจริงหรือ Copy ก็ได้

    อ่านต่อ: https://www.trebs.ac.th/th/news_detail.php?nid=27

    46


    นายหน้าหรือตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ เป็นงานอิสระ สามารถทำเป็นอาชีพหลัก และอาชีพเสริม รายได้ไร้ขีดจำกัด ขึ้นอยู่กับตัวท่านเองเริ่มต้นท่านต้องมีความรู้ในงานที่ทำ โดยการเข้ารับการอบรมเพื่อสอบบัตรตัวแทนนายหน้า
    ดังนั้น การเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ควรเตรียมตัวอย่างไร ทางโรงเรียนอสังหาฯ ขอแนะนำ ดังนี้

    เข้าอบรมกับสถานบันที่ให้ความรู้เบื้องต้น เช่น การเงินสำหรับนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ การลงทุนเพื่อซื้ออสังหาฯ ของผู้ซื้อ ขั้นตอนและวิธีการการขายทรัพย์มือสอง รู้มูลค่าทรัพย์สินที่ขึ้นอยู่กับข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่พึงสังวรการทำสัญญาจะซื้อ-จะขายอสังหาริมทรัพย์
    ควรมี Connection กับเพื่อนๆในกลุ่มนายหน้า เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ หรือสายอาชีพที่ต้องติดต่อในการทำงาน เช่น เจ้าหน้าที่ธนาคาร(สินเชื่อ) เจ้าหน้าที่กรมที่ดิน เป็นต้น
    ใจรักในการบริการ การอำนวยความสะดวกในลูกค้าให้ดูเป็นมืออาชีพ การให้ข้อมูลต่างๆ ให้ลูกค้า
    การสอบบัตรตัวแทนนายหน้า เพื่อทำให้คุณน่าเชื่อถือ ในอาชีพนายหน้าอสังหาฯ โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องเข้าไปอยู่ในสังกัดหน่วยงานใด

    อ่านต่อ: https://www.trebs.ac.th/th/news_detail.php?nid=95
     

    47


    การทำสัญญาไม่ว่าจะทำสัญญาอะไรก็ตามนั้น เป็นสิ่งสำคัญมากที่ผู้ที่จะทำสัญญาจะต้องศึกษาหาความรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวสัญญานั่นก่อนที่จะลงมือเซ็นสัญญา ดังนั้น

    โรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย จึงได้รวบรวมแบบฟอร์มสัญญา ที่เป็นมาตราฐานทั่วไปที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน มาจากเว็บไซด์ Thailaw ซึ่งภายในแบบฟอร์มจะประกอบไปด้วยเงื่อนไขและข้อกำหนดหลักเท่านั้น เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะนำไปใช้ทางเราจึงขอแนะนำว่า ควรจะปรึกษาที่ปรึกษาทางกฎหมายหรือทนายเพื่อที่จะได้เพิ่มเติมหรือแก้ไขให้มีความชัดเจนในการนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์

    ดังนั้น โรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย จึงได้ขอนำแบบฟอร์มสัญญาดังกล่าวมาช่วยเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ได้เข้ามาอ่านทุกท่านและผู้ที่เกี่ยวข้องกับกิจการนายหน้า พัฒนาที่ดิน รับเหมาก่อสร้าง และบริหารทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้

    อ่านต่อ: https://www.trebs.ac.th/th/news_detail.php?nid=187

    48

     
    การทำสัญญาไม่ว่าจะทำสัญญาอะไรก็ตามนั้น เป็นสิ่งสำคัญมากที่ผู้ที่จะทำสัญญาจะต้องศึกษาหาความรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวสัญญานั่นก่อนที่จะลงมือเซ็นสัญญา ดังนั้น

    โรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย จึงได้รวบรวมแบบฟอร์มสัญญา ที่เป็นมาตราฐานทั่วไปที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน มาจากเว็บไซด์ Thailaw ซึ่งภายในแบบฟอร์มจะประกอบไปด้วยเงื่อนไขและข้อกำหนดหลักเท่านั้น เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะนำไปใช้ทางเราจึงขอแนะนำว่า ควรจะปรึกษาที่ปรึกษาทางกฎหมายหรือทนายเพื่อที่จะได้เพิ่มเติมหรือแก้ไขให้มีความชัดเจนในการนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์

    ดังนั้น โรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย จึงได้ขอนำแบบฟอร์มสัญญาดังกล่าวมาช่วยเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ได้เข้ามาอ่านทุกท่านและผู้ที่เกี่ยวข้องกับกิจการนายหน้า พัฒนาที่ดิน รับเหมาก่อสร้าง และบริหารทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้

    อ่านต่อ: https://www.trebs.ac.th/th/news_detail.php?nid=187



    49
    กฎหมายเกี่ยวกับอสังหาฯที่ควรรู้ ก่อนการลงทุน



    สำหรับนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ นอกจากจะมีความรู้เรื่องการลงทุน รู้จักวิเคราะห์ คาดการผลกำไรในอนาคตให้ได้แล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่นักลงทุนต้องมีความรู้ประกอบควบคู่กันไปด้วย นั่นก็คือเรื่องของ “กฎหมายเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์” ซึ่งนักลงทุนทุกคนจะต้องศึกษาและรับทราบไว้ ไม่ว่าจะเป็น นิติกรรมการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ การทำหนังสือสัญญาซื้อขายบ้าน ค่าธรรมเนียมและภาษี ตลอดจนการปล่อยเช่าที่เพิ่งมีการแก้กฎหมายใหม่ไป


    กฎหมายอสังหาฯ ที่เกี่ยวข้องกับนิติกรรมการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์

    นิติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกทางด้านกฎหมายที่นักลงทุนจำเป็นต้องรู้ เพราะเมื่อเกิดการซื้อขาย เปลี่ยนมืออสังหาริมทรัพย์ จะมีทั้งเรื่องการทำหนังสือสัญญาซื้อขายบ้านและคอนโด การจดทะเบียน เอกสารสิทธิ์ การโอน โดยในเรื่องของนิติกรรม สิ่งที่นักลงทุนควรรู้ คือ

    การทำหนังสือสัญญาซื้อขายบ้านและคอนโด

    การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์จะต้องมีการเปลี่ยนมือการครอบครองบ่อยครั้ง และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการทำหนังสือสัญญาซื้อขายบ้านและคอนโด ส่วนประกอบสำคัญที่เป็นเครื่องยืนยันการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งสัญญาจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ฉบับ คือ

    สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดหรือสัญญาซื้อขายที่จะใช้ในการจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่เป็นสัญญาที่กฎหมายบังคับให้ต้องมี และนำไปจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่พนักงาน โดยผู้ที่กำลังทำการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์แต่ไม่พบว่ามีการทำสองขั้นตอนตามที่กล่าวมา ทางกฎหมายจะถือว่าการซื้อขายเป็นโมฆะ

    สัญญาจะซื้อจะขาย สัญญานี้กฎหมายไม่ได้บังคับว่าจะต้องทำ แต่เพื่อเป็นการแสดงเจตนาว่าจะมีการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เกิดขึ้นจริงในอนาคต ผู้ขายส่วนใหญ่จึงทำหนังสือสัญญาซื้อขายบ้านและคอนโดฉบับนี้ขึ้นมา เพื่อให้ผู้ซื้อวางเงินมัดจำก่อนและภายหลังจึงจะสามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้ หากมีการโกงเงินมัดจำหรือมีการผิดสัญญาที่ผู้ซื้อผู้ขายตกลงกันไว้
     

    กฎหมายอสังหาฯ ที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายเมื่อเกิดการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์

    หากถามว่าทำไมนักลงทุนต้องรู้ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่กฎหมายได้กำหนดไว้ด้วยเมื่อเกิดการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ต้องบอกเลยว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้มีผลต่อการตั้งราคาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ให้ได้กำไร เพราะส่วนต่างการจ่ายค่อนข้างเยอะ โดยส่วนใหญ่จะใช้ราคาประเมินจากกรมธนารักษ์เป็นตัวกำหนดราคาในการเสียค่าธรรมเนียมต่างๆ และภาษี โดยประกอบด้วยกัน 4 รายการ คือ

    ค่าธรรมเนียม ทุกครั้งที่มีการจดทะเบียนการโอนกรรมสิทธิ์จะต้องมีการจ่ายค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 2% จากราคาประเมิน ไม่มีข้อยกเว้น โดยทั่วไปผู้ขายและผู้ซื้อมักจะแบ่งชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวที่อัตราร้อยละ 1%

    ค่าอากร ค่าอากรแสตมป์ ผู้ขายจำเป็นต้องชำระแต่เพียงผู้เดียวในอัตรา 0.5% จากราคาประเมินหรือราคาตลาด ขึ้นอยู่กับว่าราคาใดสูงกว่า ซึ่งจะได้รับการยกเว้นก็ต่อเมื่อการซื้อขายสังหาริมทรัพย์มีการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะที่จะมีรายละเอียดในข้อถัดไป

    ภาษีธุรกิจเฉพาะ ผู้ขายที่ครอบครองอสังหาริมทรัพย์เป็นระยะเวลาน้อยกว่า 5 ปีหรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านนานกว่า 1 ปี จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ในอัตราร้อยละ 3.3 จากราคาประเมินหรือราคาตลาดขึ้นอยู่กับว่าราคาใดสูงกว่า ทั้งนี้จะได้รับการยกเว้นหากอสังหาริมทรัพย์ที่ทำการซื้อขายได้มาจากการรับมรดก

    ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เมื่อผู้ขายมีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ จึงจำเป็นที่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หัก ณ ที่จ่ายตามที่กฎหมายกำหนด ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ผู้ขายจึงต้องเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด โดยพิจารณาจากจำนวนปีที่ถือครอง เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมไปจนถึง 31 ธันวาคม หากมีการซื้อขายภายในปีเดียวกัน นับเป็นการถือครอง 1 ปี
     

    กฎหมายอสังหาฯ ที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยเช่า

    กฎหมายข้อนี้เป็นเรื่องที่ต้องรู้เพราะเกี่ยวข้องกับนักลงทุนโดยตรง ซึ่งในปัจจุบันทางภาครัฐก็ค่อนข้างจะเข้มงวดกับการปล่อยเช่า และเมื่อกลางปี 2561 ก็ได้มีการเริ่มใช้กฎหมายใหม่ ดังนั้นกฎหมายข้อนี้จึงเป็นเรื่องที่นักลงทุนพลาดไม่ได้เลย โดยทั้งนี้จะขอกล่าวส่วนหลักๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับนักลงทุนที่อยากปล่อยเช่าอสังหาฯ ด้วยตัวเอง 2 ส่วนด้วยกันคือ

    กฎหมายใหม่ว่าด้วยการปล่อยเช่าและเก็บค่าเช่าอาคารที่อยู่อาศัย ซึ่งนอกจากการปล่อยอาคารชุดให้เช่ารายวันไม่ได้แล้ว ยังประกอบไปด้วยเนื้อหาหลักๆ ที่นักลงทุนควรรู้ คือ

    ห้ามไม่ให้มีการเก็บค่าเช่า ล่วงหน้าเกินจำนวน 1 เดือนพร้อมรับเงินประกัน ซึ่งทางผู้เช่าสามารถที่จะยกเลิกสัญญาได้ โดยจะต้องมีการบอกล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 30 วัน

    อัตราค่าไฟและค่าน้ำ ค่าโทรศัพท์และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ผู้ให้เช่าต้องส่งใบแจ้งหนี้และรายละเอียดต่างๆ ให้กับผู้เช่าล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 7 วัน ก่อนถึงกำหนดชำระ

    เมื่อสัญญาการเช่าสิ้นสุดหรือมีการแจ้งยกเลิกสัญญาตามกำหนดที่ถูกต้อง ทางผู้ให้เช่าจะต้องคืนเงินค่าประกันให้กับทางผู้เช่าทันที ยกเว้นจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหลังจากตรวจสอบความเสียหายภายในที่อยู่อาศัย

    ผู้เช่าสามารถยกเลิกสัญญาการเช่าได้ตลอดเวลา แต่ต้องแจ้งล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 30 วัน โดยผู้เช่าจะต้องไม่ค้างชำระค่าเช่า หรือไม่ผิดนัดการจ่ายค่าเช่า

    กฎหมายควบคุมการปล่อยเช่าคนต่างชาติ ข้อนี้กฎหมายไทยไม่ได้ห้ามใดๆ เกี่ยวกับการเช่า เพียงแต่ก่อนจะปล่อยเช่าผู้ให้เช่าต้องปฏิบัติข้อบังคับตามกฎหมาย ดังนี้

    ผู้ให้เช่าหรือเจ้าของคอนโดฯ ต้องแจ้งข้อมูลชาวต่างชาติที่เข้าพักในห้องชุดของตนกับที่ทำการตรวจคนเข้าเมือง และผู้เช่าที่เป็นชาวต่างชาติจะต้องได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวในช่วงเวลาที่ย้ายเข้าพักอาศัยนั้นด้วย

    ผู้ให้เช่าต้องแจ้งข้อมูลและยื่นเอกสารเกี่ยวกับชาวต่างชาติที่เช่าห้องชุดให้เจ้าหน้าที่นิติบุคคลเก็บไว้เป็นหลักฐาน ประกอบไปด้วยสำเนาบัตรประจำตัวหรือหนังสือเดินทาง สำเนาใบสำคัญแสดงถิ่นที่อยู่ของผู้เช่าพักอาศัยและบริวารในห้องชุด สำเนาใบรับการแจ้งรับคนต่างด้าวเข้าพักอาศัย นอกจากนี้ผู้เช่าต่างชาติไม่สามารถเข้าพักได้เกิน 3 คนต่อ 1 ห้องชุด

     

    จากที่กล่าวมาทั้ง 3 ข้อหลัก ถือเป็นกฎหมายเกี่ยวกับอสังหาฯ พื้นฐานที่ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนมือใหม่หรือนักลงทุนหน้าเก่าจำเป็นจะต้องรู้ โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือกระบวนการ ซื้อ ขาย เช่า ที่ถูกต้องตามกฎหมาย อีกทั้งยังสามารถป้องกันกลโกงที่จะเกิดขึ้นได้หลังการขายด้วย

    ที่มา : แสนสิริ

    50
    การศึกษา | Education / 15 บ้านราคาถูก "รีบซื้อ" !!!
    « เมื่อ: มีนาคม 10, 2021, 04:36:13 AM »
    15 บ้านราคาถูก "รีบซื้อ" !!!.



    หลายๆท่านอาจจะยังไม่ทราบว่า ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ก็ยังมีบ้านเดี่ยวที่มีราคาถูก ซึ่งถ้าพูดถึงบ้านที่อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานคร หลายๆท่านอาจจะนึกและเห็นภาพว่าต้องมีราคาที่แพงมากอย่างแน่นอน แต่ในความเป็นจริงนั้นยังมีบ้านเดี่ยวราคาถูกในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งบ้านเดี่ยวราคาถูกที่สุดใน 15 อันดับนี้ คือราคา 1.89 ล้านบาทต่อหน่วย ส่วนอันดับ 15 ราคา 2.69 ล้านบาทต่อหน่วย


    ซึ่งประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) ได้เปิดเผยข้อมูลว่าบ้านเดี่ยวแม้จะราคาถูกที่สุดแต่ราคาก็ยังเกือบ 2 ล้าน และส่วนใหญ่อยู่บริเวณเขตปริมณฑลของกรุงเทพมหานครจึงทำให้สามารถสร้างบ้านเดี่ยวในราคานี้ได้ ดังนั้นมาดูบ้านที่มีราคาถูกในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 15 อันดับ ดังนี้


    อันดับที่ 1: ราคาขายหลังละ 1.89 ล้านบาท ชื่อโครงการ เค.ซี.สุวินทวงศ์ 2 ที่ตั้งซอยสำนักสงฆ์วีรโชติ ถนนสุวินทวงศ์ แขวงกระทุ่มราย เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร พัฒนาโดย บจก.เค.ซี.พร็อพเพอร์ตี้ โทร. 08-9682-4305 ประเภทบ้านเดี่ยว 1 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 77 ตารางเมตร ขนาดที่ดิน 51 ตารางวา ราคาที่ดินเพิ่ม-ลด ตารางวาละ 14,000 บาท จำนวนหน่วยขายทั้งหมด 264 หน่วย มูลค่าโครงการทั้งหมด 498.96 ล้านบาท

    อันดับที่ 2: ราคาขายหลังละ 1.89 ล้านบาท ชื่อโครงการ บ้านรัก 9 (เฟสชมพู-เขียว) ที่ตั้งซอยคลองเก้า 5 ถนนคลองเก้า แขวงคลองสามวาตะวันออก เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร พัฒนาโดย ผู้ประกอบการรายย่อย โทร. 091-228-2229, 062-420-4219 ประเภทบ้านเดี่ยว 1 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 137 ตารางเมตร ขนาดที่ดิน 85 ตารางวา ราคาที่ดินเพิ่ม-ลด ตารางวาละ 19,000 บาท จำนวนหน่วยขายทั้งหมด 175 หน่วย มูลค่าโครงการทั้งหมด 330.75 ล้านบาท
     
    อันดับที่ 3: ราคาขายหลังละ 2.11 ล้านบาท ชื่อโครงการ วี-อไลฟ์ ลำลูกกา คลอง 8 (ALIVE) ที่ตั้งซอยเลียบคลอง 8 ถนนลำลูกกา แขวงลำลูกกา เขตลำลูกกา ปทุมธานี พัฒนาโดย บจก.ทีพีพีดีเวลลอปเมนท์ โทร. 0-2191-1088,02-191-1099 ประเภทบ้านเดี่ยว 1.5 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 90 ตารางเมตร ขนาดที่ดิน 50 ตารางวา ราคาที่ดินเพิ่ม-ลด ตารางวาละ 20,000 บาท จำนวนหน่วยขายทั้งหมด 221 หน่วย มูลค่าโครงการทั้งหมด 466.31 ล้านบาท
     
    อันดับที่ 4: ราคาขายหลังละ 2.19 ล้านบาท ชื่อโครงการ บ้านวรินทร คลอง 3 ที่ตั้งซอยเลียบคลอง 3  ถนนลำลูกกา แขวงลาดสวาย เขตลำลูกกา ปทุมธานี พัฒนาโดย บจก.พรจิราบ้านและที่ดิน โทร. 0-2152-8477 ประเภทบ้านเดี่ยว 1 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 114 ตารางเมตร ขนาดที่ดิน 60 ตารางวา ราคาที่ดินเพิ่ม-ลด ตารางวาละ 24,000 บาท จำนวนหน่วยขายทั้งหมด 280 หน่วย มูลค่าโครงการทั้งหมด 613.2 ล้านบาท
     
     
    อันดับที่ 5: ราคาขายหลังละ 2.19 ล้านบาท ชื่อโครงการ ไปรยา ลำลูกกกา คลอง 12 ที่ตั้งซอยเลียบคลอง 12 ถนนลำลูกาคลอง 12(ทางหลวงชนบท 3015) แขวงลำไทร เขตลำลูกกา ปทุมธานี พัฒนาโดย บจก.ผู้ประกอบการรายย่อย โทร. 087-0469922,086-8971150 ประเภทบ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 130 ตารางเมตร ขนาดที่ดิน 50 ตารางวา ราคาที่ดินเพิ่ม-ลด ตารางวาละ 12,000 บาท จำนวนหน่วยขายทั้งหมด 60 หน่วย มูลค่าโครงการทั้งหมด 131.4 ล้านบาท

    อันดับที่ 6: ราคาขายหลังละ 2.2 ล้านบาท ชื่อโครงการ บ้านเอกธนาดล ที่ตั้งซอยสุวิมล  ถนนนนทบุรี-ปทุมธานี แขวงคลองหลวง เขตเมืองปทุมธานี ปทุมธานี พัฒนาโดย บจก.เอกสินการ์เด้นโฮม โทร. 0-2581-2128 ประเภทบ้านเดี่ยว 1 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 100 ตารางเมตร ขนาดที่ดิน 55.25 ตารางวา ราคาที่ดินเพิ่ม-ลด ตารางวาละ 40,000 บาท จำนวนหน่วยขายทั้งหมด 80 หน่วย มูลค่าโครงการทั้งหมด 176 ล้านบาท
     
    อันดับที่ 7: ราคาขายหลังละ 2.3 ล้านบาท ชื่อโครงการ พระปิ่น โครงการ 9 เฟส 2 ที่ตั้งซอย- ถนนอุทัย-บางปะอิน (ทางหลวงหมายเลข 3056) แขวงอุทัย เขตอุทัย พระนครศรีอยุธยา พัฒนาโดย บจก.สมชายพัฒนาก่อสร้าง,หจก. โทร. 035-356-666 ประเภทบ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 48 ตารางเมตร ขนาดที่ดิน 50 ตารางวา ราคาที่ดินเพิ่ม-ลด ตารางวาละ 20,000 บาท จำนวนหน่วยขายทั้งหมด 50 หน่วย มูลค่าโครงการทั้งหมด 115 ล้านบาท
     
    อันดับที่ 8: ราคาขายหลังละ 2.349 ล้านบาท ชื่อโครงการ สิรารมย์ พาร์ค บางปะกง ที่ตั้งซอยอบต.บางปะกง 8 ถนนบางนา-ตราด แขวงบางปะกง เขตบางปะกง ฉะเชิงเทรา พัฒนาโดย บจก.สิรารมย์7 โทร. 08-5835-0002 ประเภทบ้านเดี่ยว 1 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 100 ตารางเมตร ขนาดที่ดิน 50 ตารางวา ราคาที่ดินเพิ่ม-ลด ตารางวาละ 20,000 บาท จำนวนหน่วยขายทั้งหมด 71 หน่วย มูลค่าโครงการทั้งหมด 166.779 ล้านบาท
     
    อันดับที่ 9: ราคาขายหลังละ 2.359 ล้านบาท ชื่อโครงการสินทวีท่าข้าม 3-4 ที่ตั้งซอยอนามัยงามเจริญ 31 ถนนพระราม 2 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พัฒนาโดย บจก.สินสวัสดิ์การเคหะ โทร. 0-2459-1555 ประเภทบ้านเดี่ยว 1 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 60 ตารางเมตร ขนาดที่ดิน 50 ตารางวา ราคาที่ดินเพิ่ม-ลด ตารางวาละ 29,000 บาท จำนวนหน่วยขายทั้งหมด 242 หน่วย มูลค่าโครงการทั้งหมด 570.878 ล้านบาท
     

    อันดับที่ 10: ราคาขายหลังละ 2.39 ล้านบาท ชื่อโครงการบ้านธรรมชาติ รังสิต คลอง 7 ที่ตั้งซอยหมู่บ้านดิสคอฟเวอร์รี่เพลส ถนนรังสิต-นครนายก แขวงลำผักกูด เขตธัญบุรี ปทุมธานี พัฒนาโดย บจก.ทริปเปิลพีดีเวลลอปเม้นท์ โทร. 02-577-4411-2,086-0178183,089-4964463 ประเภทบ้านเดี่ยว 1 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 130 ตารางเมตร ขนาดที่ดิน 59 ตารางวา ราคาที่ดินเพิ่ม-ลด ตารางวาละ 25000 บาท จำนวนหน่วยขายทั้งหมด 156 หน่วย มูลค่าโครงการทั้งหมด 372.84 ล้านบาท
     
    อันดับที่ 11: ราคาขายหลังละ 2.39 ล้านบาท ชื่อโครงการ บดินทร 3 รังสิตคลอง 7 ที่ตั้งซอยคลอง 7 (ฝั่งใต้) ถนนรังสิต-นครนายก แขวงบึงยี่โถ เขตลำลูกกา ปทุมธานี พัฒนาโดย บจก.บดินทรพร๊อพเพอร์ตี้ โทร. 0-2577-3995, 0-2577-6208-9 ประเภทบ้านเดี่ยว 1 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 90 ตารางเมตร ขนาดที่ดิน 59 ตารางวา ราคาที่ดินเพิ่ม-ลด ตารางวาละ 25,000 บาท จำนวนหน่วยขายทั้งหมด 50 หน่วย มูลค่าโครงการทั้งหมด 119.5 ล้านบาท
     
    อันดับที่ 12: ราคาขายหลังละ 2.39 ล้านบาท ชื่อโครงการ รติรัตน์ คอทเทจ ลาดปลาดุก-คล้ายสอน ที่ตั้งซอย ถนนต้นเชือก-วัดมะสง แขวงทวีวัฒนา เขตไทรน้อย นนทบุรี พัฒนาโดย บจก.ปัญญาเทพพร็อพเพอร์ตี้ โทร. 09-7074-8258 ประเภทบ้านเดี่ยว 1 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 90 ตารางเมตร ขนาดที่ดิน 50 ตารางวา ราคาที่ดินเพิ่ม-ลด ตารางวาละ 25,000 บาท จำนวนหน่วยขายทั้งหมด 10 หน่วย มูลค่าโครงการทั้งหมด 23.9 ล้านบาท
     
    อันดับที่ 13: ราคาขายหลังละ 2.49 ล้านบาท ชื่อโครงการ เพ็ญศิริ 4 ถนนเลียบวารี (คู้ขวา) ที่ตั้งซอย ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร พัฒนาโดย บจก.เพ็ญศิริบ้านและที่ดิน2008 โทร. 0-2989-6688, 0-2956-9558 ประเภทบ้านเดี่ยว 1 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 90 ตารางเมตร ขนาดที่ดิน 50 ตารางวา ราคาที่ดินเพิ่ม-ลด ตารางวาละ 30,000 บาท จำนวนหน่วยขายทั้งหมด 107 หน่วย มูลค่าโครงการทั้งหมด 266.43 ล้านบาท
     
    อันดับที่ 14: ราคาขายหลังละ 2.49 ล้านบาท ชื่อโครงการ บางกอกวิลล์ ที่ตั้งซอยดอนไก่ดี ถนนสข.4056 แขวงดอนไก่ดี เขตกระทุ่มแบน สมุทรสาคร พัฒนาโดย ผู้ประกอบการรายย่อย โทร. 034-112-629-30 ประเภทบ้านเดี่ยว 1 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 81 ตารางเมตร ขนาดที่ดิน 50 ตารางวา ราคาที่ดินเพิ่ม-ลด ตารางวาละ 25,000 บาท จำนวนหน่วยขายทั้งหมด 19 หน่วย มูลค่าโครงการทั้งหมด 47.31 ล้านบาท
     
    อันดับที่ 15: ราคาขายหลังละ 2.69 ล้านบาท ชื่อโครงการ ศิลปการ พาร์ค 1 ที่ตั้งซอย ถนนบ้านกล้วย-ไทรน้อย แขวงพิมลราช เขตบางบัวทอง นนทบุรี พัฒนาโดย บจก.ศิลปการพร็อพเพอร์ตี้ โทร. 0-2979-9263-5 ประเภทบ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 160 ตารางเมตร ขนาดที่ดิน 50 ตารางวา ราคาที่ดินเพิ่ม-ลด ตารางวาละ 20,000 บาท จำนวนหน่วยขายทั้งหมด 152 หน่วย มูลค่าโครงการทั้งหมด 408.88 ล้านบาท
     
    จะเห็นได้ว่าราคาบ้านที่ถูกที่สุดในเขตพื้นที่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ก็ยังมีราคาที่ถือว่าอยุ่ในเกณฑ์ที่รับได้และมีราคาสูงสุดอยู่ถึง 2 ล้านกว่าเลยทีเดียว ดังนั้น ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) สามารถตรวจสอบสภาพอาคารและที่ดินได้ ทั้งนี้ยังรวมถึงการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ ใบอนุญาตต่างๆ อีกด้วย



    สามารถติดต่อและสอบถามรายละเอียดของบริการได้ที่:
    โทร. 02-295-3905 ต่อ 106 (K.พงศธร)
    Email : area@area.co.th
    Line ID : @areavaluation หรือคลิก https://lin.ee/8pZYu1C

    หน้า: [1] 2