ThaiFranchiseCenter Webboard

ThaiFranchiseCenter Webboard - Info Center

* สมัครสมาชิกเว็บบอร์ด ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ฟรี! *
หน้าแรก | เปิดร้านค้าฟรี! | โปรโมชั่นแฟรนไชส์ | ร้านหนังสือออนไลน์ | สนใจลงโฆษณา

ทางเว็บไซต์ ThaiFranchiseCenter.com ไม่มีส่วนรับผิดชอบกับข้อความต่างๆในเว็บบอร์ดแต่อย่างใด
    ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ-ขาย-เช่า-เซ้ง หรือ อื่นๆ (ผู้ซื้อ หรือ ผู้ขาย กรุณาใช้วิจารณญาณในการติดต่อทางธุรกิจ)


China City Complex ศูนย์ส่งออกไชน่าซิตี้บางนา บางนา-ตราด กม. 9

ออฟไลน์ ThaiFranchise

  • รวมธุรกิจไทย!
  • *****
  • 1206
  • จุดนัดพบของคนทำธุรกิจแฟรนไชส์
    • ดูรายละเอียด
    • ศูนย์รวมข้อมูลแฟรนไชส์ใหญ่สุดในไทย
ทุนจีนซื้อที่ตระกูลเก่า700ล้าน ผุดศูนย์ส่งออกไชน่าซิตี้บางนา

ตระกูลเก่าแก่ขายที่มรดก 70 ไร่ 700 ล้านบาท ข้างศูนย์วัสดุบุญถาวร บางนา-ตราด กม. 9 สร้างศูนย์ค้าส่งออกสินค้า ภายใต้โครงการ China City Complex ต้นตำรับอี้อู โมเดล ของกลุ่มทุนจีน Yunan-based Ashima Group





นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการก่อสร้างศูนย์ค้าส่งออกสินค้า ภายใต้โครงการ Thai-China International City หรือ China City Complex ว่า โครงการนี้จะเป็นการร่วมทุนระหว่างนักธุรกิจไทยกับกลุ่มทุนจีนรายใหญ่ นำโดยบริษัท Yunan-based Ashima Cultural Industry Group Investment.Co.Ltd ซึ่งเปิดตัว

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการก่อสร้างศูนย์ค้าส่งออกสินค้า ภายใต้โครงการ Thai-China International City หรือ China City Complex ว่า โครงการนี้จะเป็นการร่วมทุนระหว่างนักธุรกิจไทยกับกลุ่มทุนจีนรายใหญ่ นำโดยบริษัท Yunan-based Ashima Cultural Industry Group Investment.Co.Ltd ซึ่งเปิดตัวโครงการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่ตำบลอี้อู เมืองจินหัว มณฑลเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน

โครงการดังกล่าวจะเป็นการพัฒนา ที่ดินบนถนนบางนา-ตราด ก.ม.ที่ 8-9 ในพื้นที่ประมาณ 64 ไร่ มูลค่าการลงทุนประมาณ 6,200 ล้านหยวน เพื่อจัดทำเป็นศูนย์ค้าส่งออกสินค้าแห่งที่ 2 ภายใต้ "อี้อู โมเดล" (Yi Wu Model) ซึ่งมีเทคโนโลยีโนว์ฮาวทางการค้าส่งเชื่อมโยงกับทั่วโลกที่ประสบความสำเร็จเป็นแห่งแรกในประเทศจีน

ทั้งนี้แผนพัฒนาการลงทุน China City Complex จะแบ่งโครงการออกเป็น 2 เฟส โดยเฟสที่ 1 ใช้เงินลงทุนประมาณ 1,500 ล้านหยวน นำร่องก่อสร้างศูนย์ค้าส่งออกสินค้าพื้นที่ขนาด 500,000-700,000 ตารางเมตร เริ่มก่อสร้างเดือนมีนาคม 2554 แล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการไม่เกินไตรมาส 2 ปี 2555 โดยจะเปิดให้ร้านค้าเข้ามาเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์รวมกว่า 10,000 ร้านค้า แบ่งสัดส่วนร้านสินค้าไทย 30% และจีน 70%

มีการคัดเลือกสินค้าหลักพร้อมส่งออกเข้ามาวางขาย 7 หมวด ได้แก่ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม, เครื่องไฟฟ้า, อัญมณีและเครื่องประดับ, อะไหล่รถยนต์, ของตกแต่งบ้าน, ของเล่นและสินค้าไลฟ์สไตล์, อาหารและสินค้าแปรรูป





ส่วนเฟสที่ 2 จะเริ่มขยายก็ต่อเมื่อผลการดำเนินงานเฟสแรกประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย จากนั้นกลุ่มทุนใหญ่ในจีน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัทธุรกิจภาคเอกชนจีน ภายใต้สมาคม ASEAN-CHINA Economic and Trade Promotion Association เตรียมจะย้ายฐานโรงงานผลิตค้าหมวดต่าง ๆ เข้ามาอยู่ใน China City Complex ในประเทศไทยต่อไป

ส่วนสิ่งที่เป็นข้อสงสัยในขณะนี้ก็คือ กลุ่มนักลงทุนไทยที่จะเข้าร่วมโครงการ China City Complex บางนา-ตราด เป็นใคร

ในประเด็นนี้ ได้สอบถามไปยังผู้ประกอบการ อสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่เป็น Land Load ในช่วงบางนา-ตราด หลายรายให้ข้อมูลตรงกันว่า เบื้องหลังโครงการ China City Complex เกิดมาจากไอเดียของกลุ่มพ่อค้าคนจีน นำโดย มิสเตอร์ตงฟู่ นายกสมาคมพ่อค้าเมืองอู้หยี-จิงเจีย ที่ต้องการจะมาปักธงสร้างธุรกิจในประเทศไทย เพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยกลุ่มผู้ลงทุนกลุ่มนี้เป็นนักธุรกิจคนจีนล้วน ๆ ยังไม่มีรายชื่อคนไทยเข้าร่วมทุนแต่อย่างใด

"จากการสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้อง เขาไม่กังวลเรื่องกลุ่มคนไทยที่จะเข้ามาร่วมทุนสักเท่าไหร่ เพราะกลุ่มทุนจีนยุคนี้มีความพร้อมทั้งเรื่องเงินและคอนเน็กชั่นอยู่แล้ว" แหล่งข่าวกล่าว





โดยก่อนหน้านี้ ผู้แทนกลุ่มทุนนำโดย มิสเตอร์ตงฟู่ ได้เข้าหารือและแลกเปลี่ยนไอเดียของโครงการนี้กับ นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผลการหารือปรากฏเป็นที่พอใจด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายจีนได้รับการเปิดทางให้เข้ามาลงทุนในไทย ขณะที่นายอลงกรณ์เองมีเป้าหมายที่จะแสดงบทบาทเป็น "ผู้นำ" โครงการนี้ในนามรัฐบาลไทยเช่นกัน

ล่าสุดมีรายงานข่าวเข้ามาว่า กลุ่มทุนจีนได้ทำความตกลงในการจัดหาซื้อที่ดินเกือบ 70 ไร่ มูลค่า 700 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างศูนย์ค้าส่งออกสินค้าในโครงการนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยที่ดินแปลงนี้เป็นมรดกจากตระกูลเก่าแก่ตระกูลหนึ่ง ตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 9 ข้าง ๆ ศูนย์วัสดุบุญถาวร "เป็นไปได้ว่าการซื้อขายที่ดินจะออกมาในลักษณะสัญญาการเช่าซื้อ ระยะเวลาอยู่ที่ความเหมาะสม เท่าที่ทราบรัฐบาลกำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่" แหล่งข่าวกล่าว

สำหรับความเคลื่อนไหวในจีนต่อโครงการ China City Complex ทาง นสพ.ไชน่า เดลี่ รายงานว่า นายดง ฮองจี ประธานบริษัท Yunan-based Ashima Cultural Industry Group Investment.Co.Ltd ผู้ร่วมทุนรายใหญ่ กล่าวว่า ในฐานะผู้บุกเบิกอี้อู โมเดล ในเมืองเจ้อเจียง จนกลายเป็นศูนย์ค้าส่งออกสินค้ารายใหญ่ของโลกสำเร็จแล้ว ก็พร้อมที่จะพัฒนาศูนย์แห่งที่ 2 ในกรุงเทพฯ เพื่อเปิดประตูการค้าเป็นวงแหวนเศรษฐกิจระหว่างจีน-ไทย-อาเซียน ด้วยการนำร่องลงทุนเปิดพื้นที่เชิงพาณิชย์เฟสแรก

ส่วนนายหยาง ฟางซู ประธานสมาคม ASEAN-CHINA Economic and Trade Promotion Association กล่าวว่า นักลงทุนจีนยินดีร่วมมือกับไทย ซึ่งเป็นประเทศที่แทบจะมีกำแพงภาษีต่ำ เปิดประตูรับการค้าเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศได้ดีกว่าหลายประเทศ โดยโครงการ China City Complex จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งไทย อาเซียน และจีน โดยหลังจากที่รัฐบาลจีนทำข้อตกลงเปิดเสรี (FTA) กับกลุ่มอาเซียนเพียงปีเดียว ปรากฏช่วง 7 เดือนแรกของปี 2553 มีมูลค่าการค้าหมุนเวียนในภูมิภาคนี้สูงถึง 161,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในอนาคตเมื่ออาเซียนรวมกันเป็น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จะทำให้ได้มูลค่าการค้าระหว่างกันสูงถึงปีละ 500,000 ล้านเหรียญสหรัฐ








ไชน่า ซิตี้ คอมเพล็กซ์ ชะตากรรมผู้บริโภค-แม่ค้าไทย ในวันสินค้าจีนบุก

บนพื้นที่กว่า 2 ล้านตารางเมตร ย่านบางนา กำลังเกิดอภิโครงการอย่าง ไชน่า ซิตี้ คอมเพล็กซ์ ที่มีมูลค่ากว่า 4.5 หมื่นล้านบาท โดยความร่วมมือระหว่างไทย-จีน ที่ดูจะเป็นความภาคภูมิใจของ อลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพราะเชื่อว่าสามารถดึงเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศอย่างมหาศาล

ทว่า การเข้ามาของอี้อูโมเดลหรือรูปแบบธุรกิจค้าส่งของจีนครั้งนี้กลับถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นไปในทำนองเดียวกันกับที่ดูไบ สเปน หรือรัสเซีย ที่ต่างก็ได้รับผลกระทบมากบ้างน้อยบ้าง ตามแต่รัฐบาลของประเทศนั้นๆ จะตั้งรับอย่างไร แต่สำหรับไทยซึ่งรู้กันอยู่ว่ามาตรการรับมือมักเป็นเรื่องท้ายๆ ที่ถูกนึกถึง จึงสร้างความวิตกกังวลแก่ผู้ประกอบการขนาดเล็ก และกลาง หรือเอสเอ็มอีของไทย บางรายถึงกับเชื่อว่านี่จะเป็นการทำลายตลาดในเมืองไทยเลยทีเดียว

วิทยายุทธ์กังฟู กำลังจะคร่ามวยไทย

จากบทเรียนเอฟทีเอหรือเขตการค้าเสรีไทย-จีน ที่เปิดประตูให้สินค้าเกษตรของจีนเข้ามาสร้างความเสียหายแก่เกษตรกรไทยถ้วนหน้า ก่อให้เกิดความวิตกกับผู้ประกอบการหลายฝ่ายที่นำเข้าสินค้าจากประเทศจีน หรือผู้ประกอบการที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์คล้ายคลึงกับสินค้าของประเทศจีน เพราะด้านราคาและคุณภาพที่ประเทศไทยอาจสูงกว่า จะทำให้ผู้บริโภคเดินหน้าสู่ ไชน่า ซิตี้ คอมเพล็กซ์ ที่มีกำหนดสร้างเสร็จในปี 2556 อย่างไม่มองกลับหลัง

ด้านข้อมูลของ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม สรุปได้ว่า การเข้ามาของสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ จากประเทศจีนมีทั้งเข้าสู่ประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ส่วนที่ลักลอบเข้าประเทศก็มีอัตราและปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จุดนี้เป็นเหตุที่แย่งส่วนแบ่งทางการตลาดของสินค้าไทย ถือเป็นการคุกคามที่ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อประเทศ

ปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ทำให้สินค้าจีนได้รับความนิยมคงหนีไม่พ้นราคาที่ถูกอย่างล่อเป้า ไชน่า ซิตี้ คอมเพล็กซ์ จึงเป็นแหล่งร่วมสินค้าจีนถู๊ก...ถูก ส่วนคุณภาพจะถูกหรือแพงคงเป็นเรื่องที่คนไทยต้องพิจารณาดู

แต่อีกประการสำคัญที่ต้องใส่ใจ คือจีนอาจกำลังใช้ไทยเป็นศูนย์กลางเพื่อกระจายสินค้าไปยังยุโรป และสหรัฐฯ เพราะสินค้าจีนมีชื่อเสียงด้านลบ ทั้งเรื่องคุณภาพ และการปนเปื้อน จึงทำให้สินค้าเข้าสู่ตลาดทั้งสองแหล่งได้ยาก แต่หากไปจากไทย และติดตราว่าผลิตในไทยทั้งที่ไม่ใช่ ก็จะทำให้การส่งออกง่ายกว่า แต่อาจสร้างผลเสียต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ไทยได้ในอนาคต...

สินค้า ʻจีน’ มั่นใจว่าปลอดภัยแค่ไหนกัน?

เป็นสิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดอีกประการหนึ่ง ด้านความปลอดภัยในตัวสินค้าจีนที่ผ่านมามีกรณีสารปนเปื้อนในสินค้าโดยสื่อทุกแขนงประโคมข่าวโด่งดังไปทั่วโลก อย่างกรณีนมผงปนเปื้อนเมลามีนเกือบ 200 ตัน, กรณีเครื่องสำอางปนเปื้อนสารตะกั่วในระดับอันตราย, กรณีแบตเตอรี่ปลอมคุณพต่ำที่ก่ออันตรายต่อระบบประสาท, ทางเดินหายใจ รวมถึงสินค้าคุณต่ำอื่นๆ เช่น เสื้อผ้า รองเท้า ขนม ฯลฯ ที่จะก่ออันตรายแก่ผู้บริโภค ฉะนั้น ไชน่า ซิตี้ คอมเพล็กซ์ ย่อมหมายความว่าอาจทำให้สินค้าปนเปื้อนจำนวนมากเล็ดลอดเข้าสู่ตลาดและกระจายออกไปอย่างกว้างขวาง

เมื่อนำข้อกังวลนี้ไปสอบถาม สารี อ๋องสมหวัง ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เธออธิบายในภาพใหญ่ก่อนว่า ทิศทาง ณ ขณะนี้ บ้านเราดูจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของอาหารที่ส่งออกมากกว่าอาหารที่คนภายในประเทศต้องบริโภค ดังนั้น การทะลักเข้ามาของสินค้าจีนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหากไม่มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดอาจก่อปัญหา

“พอดีเราทำโครงการอาหารปลอดภัย เป็นการพัฒนากลไกการเฝ้าระวังด้านอาหารของผู้บริโภค ซึ่งเราพบว่า อาหารที่เราตรวจ ส่วนหนึ่งเป็นอาหารที่นำเข้ามา โดยเฉพาะอาหารที่เข้ามาจากจีนก็มีปัญหา เช่น เห็ดหอมมันมีพวกยาฆ่าแมลงเป็นสารพิษตกค้างอยู่ หรือพวกส้ม เห็ดหูหนูขาว มีสารฟอกขาว แม้กระทั่งผัก ข้อมูลขององค์การอาหารและยาเองก็พบว่า ผักที่เข้ามาก็มีปัญหา”

หรือในกรณีของเครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีน ทางมูลนิธิฯ ก็เคยได้รับการร้องเรียนว่าชำรุดหลังจากซื้อมาใช้เพียงไม่กี่วัน ซึ่งตอนนี้ยังไม่ทราบว่า ผลกระทบจากสินค้าด้อยคุณภาพเหล่านี้มีมากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตาม สารี เสนอว่ารัฐจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทิศทางการอุดหนุน และให้ความสำคัญในการปกป้องผู้บริโภคภายในประเทศมากกว่านี้ ขณะเดียวกัน จะต้องมีการควบคุมมาตรฐานคุณภาพสินค้าอย่างเข้มงวด รัดกุม และบังคับใช้อย่างเคร่งครัด เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ทางด้านผู้บริโภคเองก็คงต้องอาศัยข้อมูลในการซื้อหาให้มากขึ้น แทนที่จะเน้นแต่ของราคาถูกเท่านั้น เพื่อรับมือกับคลื่นสินค้าจากแดนมังกร

ประตูน้ำ สำเพ็ง และโบ๊เบ๊ ระส่ำ!

รมช.พาณิชย์ คงรู้สึกว่านี่เป็นผลงานชิ้นโบแดง แต่มุมมองของผู้ประกอบการธุรกิจไทยตัวเล็กๆ หลายสาขากลับรู้สึกว่าน่าจะเป็นผลงานชิ้นโบดำมากกว่า เมื่อพิจารณาจากผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการไหลทะลักเข้ามาของสินค้าจีนที่มีราคาถูกกว่า ทั้งภาคเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องหนัง เครื่องสำอาง ชิ้นส่วนรถยนต์ ของเล่น ฯลฯ ทำเอาย่านธุรกิจอย่างประตูน้ำ สำเพ็ง และโบ๊เบ๊ผวา เพราะอาจถูกทุนจีนกวาดออกจากตลาด เนื่องจากไม่สามารถสู้ในเรื่องราคาที่ถูกกว่าของจีนได้





เพียงใจ แซ่จิว เจ้าของร้านค้าขนมขบเคี้ยว ย่านพาหุรัด แสดงออกถึงความกังวลกับการเข้ามาของศูนย์การค้าขนาดใหญ่อย่าง ไชน่า ซิตี้ คอมเพล็กซ์ ประการแรกน่าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคประเภทเดียวกัน แต่มั่นใจว่าผู้บริโภคจะดำเนินชีวิตด้วยความคุ้นเคย เลือกซื้อสินค้าจากแหล่งเดิม

“ผลกระทบมันต้องมีแน่นอนอยู่แล้วแหละ แต่ว่าเราคงต้องดูสินค้าที่เขาจะเอามาลงว่ามีอะไรบ้าง แต่ว่าถ้าเป็นเสื้อผ้าคงไม่มีปัญหาเท่าไหร่ เพราะเสื้อผ้าที่นี่ส่วนใหญ่ก็เป็นของไทยอยู่แล้ว ถ้าเกิดมีเกิดขึ้นจริงๆ คนเขาอาจจะไม่ไปก็ได้เพราะมันไกลนะ แล้วคนไทยเขาคงคุ้นเคยกับที่นี่มากกว่า อีกอย่างถ้ามีมาเปิดก็อาจอยากให้เปิดไปที่เดียวเลยที่นั่น ไม่อยากให้ขยายสาขาเยอะแยะ เดี๋ยวมันจะไปเหมือนพวกโลตัส คาร์ฟูรไง พวกโชว์ห่วยตายหมด เพราะเขาขายไม่ได้”





สินค้าหลายประเภทผู้ประกอบการของไทยก็นำเข้ามาจากประเทศจีนโดยตรง ด้านผู้ประกอบการรายย่อยอย่าง สมศรี แซ่วุ่น เจ้าของร้านเซรามิก ย่านสำเพ็ง มองว่า ไชน่า ซิตี้ คอมเพล็กซ์ จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจของตนและพื้นที่ค้าขายย่านสำเพ็งอย่างหนักเช่นกัน แต่เห็นช่องทางที่โครงการนี้เสนอต่อผู้ประกอบการรายย่อยโดยคำเชื้อเชิญให้ไปจำหน่ายสินค้าที่ ไชน่า ซิตี้ คอมเพล็กซ์

“ขายที่สำเพ็งมา 10 ปีแล้ว ได้ข่าวเหมือนกันว่าเขาจะมีมาเปิดที่นี่ เพราะมีโบว์ชัวมาแจกให้ไปลงจองพื้นที่ แต่คงไม่ไปหรอก ยังอยากขายที่นี่มากกว่า มันมีผลกระทบทั้งหมดแหละ เพราะร้านแถวนี้ก็ไปรับจากจีนมาขายเหมือนๆกัน ขนาดแค่ยังไม่เปิดที่ผ่านมาก็ขายไม่ค่อยดี ถ้าเขามาเปิดคนก็คงไปซื้อตรงที่นู้นเพราะมันถูกกว่าแน่นอน”





ซึ่งช่องทางหนึ่งที่ผู้ประกอบการรายย่อยจะอยู่ได้ อาจต้องสละทำเลร้านจากที่เดิมๆ แล้วมุ่งหน้าเข้าสู่ไชน่า ซิตี้ คอมเพล็กซ์ สมศรี กล่าวว่า การไหลเข้ามาของคนเชื้อสายจีนเพิ่มขึ้น ด้านคู่ค้าในบริเวณเดียวกันก็เป็นชาวจีนเสียส่วนใหญ่ และจำหน่ายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่า แต่มองเห็นต่างว่าสินค้าจากจีนมีคุณภาพและราคาถูก

“ตอนนี้ย่านนี้คนจีนเข้ามาขายเองเยอะมาก และเขาจะขายถูกกว่า เห็นเขาว่ารัฐบาลที่จีนให้เงินกู้ เพื่อมาขายของที่นี่ ถึงเวลาเขาก็เอาเงินไปคืน แต่ถ้าเขาไม่อยากขายก็แค่ขายเอาแค่ทุนคืนพอ อย่างที่ร้านตอนแรกเป็นสินค้าที่สั่งทำจากไทย แต่มันไม่ดี เหมือนของมันคุณภาพไม่ดี เทียบกับของจีนไม่ได้เลย ก็เลยบินไปสั่งทำที่นู้น ไปเลือกสินค้าว่าจะเอาไรมาขายบ้าง แล้วบินเอากลับมา อีกอย่างของที่นู้นถูกกว่า และสวยกว่าที่ไทยด้วย”





อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของอภิโครงการอย่าง ‘ไชน่า ซิตี้ คอมเพล็กซ์’ น่าจะทำให้หลายฝ่ายกังวลมากกว่าโล่งใจ แต่ถ้าจะปิดกั้นคงลำบาก เพราะมีข้อตกลงด้านการค้าเสรีร่วมกันระหว่างไทย-จีน คราวนี้คงเป็นโจทย์ให้ผู้ประกอบการไทยพิจารณาถึงคุณภาพสินค้า ราคา และบริการของตน เพื่อความอยู่รอดของภาคธุรกิจสืบไป...

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว จากประชาชาติธุรกิจ และผู้จัดการออนไลน์




ขอเชิญผู้ประกอบการ SMEs ชาวไทย ร่วมให้ความคิดเห็น เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว
ว่าท่านมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง?


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 07, 2011, 07:32:31 AM โดย ThaiFranchiseStudio »
ThaiFranchiseCenter.com | รวมธุรกิจไทย!

เคยสอบถามจาก เืพื่อน ๆ ชาวจีนไต้หวัน  ทางการจีนมีการอุดหนุนช่วยเหลือ ส่งเสริม สำหรับโครงการจีนที่จะลงทุนในต่างประเทศ อัด้วยอุตราดอกเบี้ยต่ำมาก ระยะเวลาปลอดหนี้นานกว่า 3-5 ปี

แม้แต่บุคคลธรรมดา เสียดอกเบี้ยต่ำเพียง 2-3 %  ระยะเวลา 3 ปี

คนไทย พ่อค้าไทย คงลำบาก ต้องรีบหาโอกาศในการดำเนินการมิฉะนั้น คงยากที่จะอยุ่รอดได้

ได้ยินว่า พ่อค้า ชาวจีน กำลังตื่นตัว กับโครงการ มาจับจองที่ทาง โกดัง และ หาบ้านเช่า เพื่อทำธุรกิจแล้ว
ข่าวจากนายหน้าที่วิ่งเต้น แถว สมุทรปราการ และ ย่านไกล้เคียง

สนใจจองหรือเช่าพื้นทีในโครงการต้องทำอย่างไรบ้างและติดต่อใครบ้างครับหรือว่าต้องให้โครงการเสร็จก่อนถึงจะ

เปิดโครงการให้เช่า หรือ ติดต่อจองที่ไหน ท่านไหนทราบขอเบอร์โทรฝากไว้ติดต่อด้วยครับผม