ThaiFranchiseCenter Webboard

ThaiFranchiseCenter Webboard - Info Center

* สมัครสมาชิกเว็บบอร์ด ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ฟรี! *
หน้าแรก | เปิดร้านค้าฟรี! | โปรโมชั่นแฟรนไชส์ | ร้านหนังสือออนไลน์ | สนใจลงโฆษณา

ทางเว็บไซต์ ThaiFranchiseCenter.com ไม่มีส่วนรับผิดชอบกับข้อความต่างๆในเว็บบอร์ดแต่อย่างใด
    ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ-ขาย-เช่า-เซ้ง หรือ อื่นๆ (ผู้ซื้อ หรือ ผู้ขาย กรุณาใช้วิจารณญาณในการติดต่อทางธุรกิจ)


จากความทรมานสู่ปาฏิหาริย์ วิวัฒนาการยาสลบเปลี่ยนโลกการผ่าตัดไปอย่างไร

จากความทรมานสู่ปาฏิหาริย์ วิวัฒนาการยาสลบเปลี่ยนโลกการผ่าตัดไปอย่างไร

ลองจินตนาการถึงโลกที่การผ่าตัดต้องทำกันสดๆ โดยไม่มีสิ่งใดช่วยบรรเทาความเจ็บปวด นอกจากเหล้าหนึ่งแก้วหรือผ้ากอซให้กัดแน่นๆ ในอดีต ความคมของมีดหมอคือฝันร้ายที่ทุกคนหวาดกลัว จนกระทั่งการค้นพบยาสลบได้เข้ามาปฏิวัติการแพทย์อย่างสิ้นเชิง ทำให้การรักษาร่างกายมนุษย์สามารถทำได้อย่างประณีตและไร้ความทรมาน รวมถึงส่งผลให้กระบวนการรักษา หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทด้วยเทคโนโลยีการผ่าตัดผ่านกล้องส่องกล้องขนาดเล็ก (Endoscope) หรือการสลายกระดูกด้วยคลื่นความถี่สูงพัฒนาไปได้อย่างแม่นยำ ปลอดภัย และช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องทนปวดอีกต่อไป

ยุคมืดของการผ่าตัด เมื่อ "ความรวดเร็ว" สำคัญกว่าความปราณีต
ก่อนช่วงกลางศตวรรษที่สิบเก้า ศัลยแพทย์ไม่ได้ถูกวัดความสามารถที่ความเนียนของรอยแผล แต่ถูกวัดด้วย "ความเร็ว" ใครผ่าตัดตัดตัดขาได้ไวที่สุดภายในไม่กี่นาทีคนนั้นคือผู้ชนะ! เพราะยิ่งใช้เวลานาน ผู้ป่วยก็ยิ่งเสี่ยงต่อการช็อกตายจากความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส
   การใช้สารระงับความรู้สึกยุคแรก ในอดีตมีการพยายามใช้ฝิ่น เหล้าองครักษ์ หรือการทำให้ผู้ป่วยสลบด้วยการชกเข้าที่คาง ซึ่งนอกจากจะไม่แม่นยำแล้วยังอันตรายถึงชีวิต
   ก๊าซหัวเราะ (Nitrous Oxide) ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในงานแสดงโชว์เพื่อความบันเทิง ก่อนจะมีผู้เล็งเห็นว่าผู้ที่สูดก๊าซนี้เข้าไปจะไม่รู้สึกเจ็บแม้จะเกิดบาดแผลก็ตาม
   การเปิดตัวของอีเทอร์ (Ether) ในปีพฤศจิกายน ค.ศ. 1846 การสาธิตใช้สารอีเทอร์ทำให้ผู้ป่วยสลบในการผ่าตัดเนื้องอกที่คอประสบความสำเร็จ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคการแพทย์modernที่ไร้ความเจ็บปวดอย่างเป็นทางการ
   คลอโรฟอร์ม (Chloroform) สารที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วเนื่องจากออกฤทธิ์ไวและใช้น่าย แต่ต่อมาพบว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดพิษในตับและหัวใจล้มเหลว จึงถูกพัฒนาต่อยอดมาเป็นยาสลบในยุคปัจจุบัน

การเดินทางสู่ยุควิสัญญีแพทย์มืออาชีพ
เมื่อความเจ็บปวดถูกควบคุมได้ การผ่าตัดก็ไม่ได้เป็นเรื่องของการยื้อชีวิตในภาวะฉุกเฉินอีกต่อไป แต่เปลี่ยนเป็นการซ่อมแซมส่วนอวัยวะที่ซับซ้อนภายในร่างกายได้อย่างใจเย็น ยาสลบไม่ได้ทำหน้าที่แค่ทำให้หลับลึก แต่พัฒนาไปสู่การคลายกล้ามเนื้อและการควบคุมสัญญาณชีพอย่างสมบูรณ์แบบ
พัฒนาการของยาสลบยุคใหม่ยังขยายผลไปสู่การระงับความรู้สึกเฉพาะจุด (Local and Regional Anesthesia) เช่น การบล็อกหลังหรือการฉีดยาลดการอักเสบเข้าช่องรอบเส้นประสาท ส่งผลให้การหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท รักษาได้อย่างตรงจุด ผู้ป่วยหลายรายไม่จำเป็นต้องดมยาสลบทั้งตัว เพียงแค่รับการระงับความรู้สึกเฉพาะส่วน ก็สามารถเข้ารับการรักษาผ่านนวัตกรรมทางการแพทย์สมัยใหม่ได้อย่างสบายใจ

การรักษาโรคหมอนรองกระดูกในยุคปัจจุบัน รับทำอะไรกันบ้าง?
การพัฒนาของยาสลบและเทคโนโลยีระงับปวด เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้โรงพยาบาลและศูนย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อสามารถนำเสนอทางเลือกในการรักษาได้อย่างหลากหลายและมีความปลอดภัยสูง โดยในปัจจุบันสถานพยาบาลที่รับรักษา หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทอย่างครอบคลุม จะมีนวัตกรรมและวิธีการดูแลผู้ป่วยดังนี้
   การรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด (Conservative Treatment) การทำกายภาพบำบัดด้วยเครื่องดึงคอและหลังไฟฟ้า การดึงหลังด้วยระบบคอมพิวเตอร์ การทำอัลตราซาวนด์ลดการอักเสบ และการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (PMS) เพื่อกระตุ้นเส้นประสาท
   การฉีดยาลดการอักเสบเข้าช่องรอบเส้นประสาท (Epidural Steroid Injection - ESI) ฉีดยาบรรเทาอาการปวดและลดการอักเสบลงไปบริเวณเส้นประสาทที่โดนกดทับโดยตรง ช่วยลดอาการปวดร้าวลงขาได้อย่างรวดเร็ว
   การรักษาด้วยคลื่นความถี่สูง (Radiofrequency Ablation - RF) การใช้เข็มขนาดเล็กส่งคลื่นความถี่สูงไปเปลี่ยนการส่งสัญญาณความเจ็บปวดของเส้นประสาท ทำให้ผู้ป่วยหายปวดโดยไม่ต้องเปิดแผลผ่าตัดใหญ่
•   การสลายหมอนรองกระดูกด้วยเลเซอร์หรือก๊าซโอโซน (Nucleolysis) ใช้พลังงานความร้อนหรือก๊าซสลายส่วนของหมอนรองกระดูกที่ยื่นออกมาให้หดตัวกลับเข้าไป เพื่อลดแรงกดทับเส้นประสาท
•   การผ่าตัดผ่านกล้องเอ็นโดสโคป (Endoscopic Discectomy) การผ่าตัดเจาะรูขนาดเล็กเพียงไม่ถึงหนึ่งเซนติเมตร เพื่อนำชิ้นส่วนหมอนรองกระดูกที่กดทับออก ซึ่งการผ่าตัดรูปแบบนี้ต้องอาศัยเทคนิคการระงับความรู้สึกที่ทันสมัย เพื่อให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้ไวและกลับบ้านได้ภายในวันเดียว

คุณค่าของการแพทย์ที่ไร้ความเจ็บปวด
หากปราศจากวิวัฒนาการของยาสลบ การผ่าตัดใหญ่ที่ใช้เวลานานหรือการรักษาโรคทางระบบประสาทที่ต้องใช้ความประณีตระดับมิลลิเมตรคงไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริง ยาสลบไม่เพียงแต่ช่วยดับความเจ็บปวดทางกาย แต่ยังมอบโอกาสใหม่ให้ผู้ป่วยนับล้านคนได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการกลับมาเดินได้ปกติหลังจากเขารับการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท รักษาจนหายดี หรือการรอดชีวิตจากการผ่าตัดหัวใจที่ซับซ้อน ทั้งหมดนี้คือมรดกทางประวัติศาสตร์การแพทย์ที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล