ThaiFranchiseCenter Webboard

ThaiFranchiseCenter Webboard - Info Center

* สมัครสมาชิกเว็บบอร์ด ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ฟรี! *
หน้าแรก | เปิดร้านค้าฟรี! | โปรโมชั่นแฟรนไชส์ | ร้านหนังสือออนไลน์ | สนใจลงโฆษณา

ทางเว็บไซต์ ThaiFranchiseCenter.com ไม่มีส่วนรับผิดชอบกับข้อความต่างๆในเว็บบอร์ดแต่อย่างใด
    ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ-ขาย-เช่า-เซ้ง หรือ อื่นๆ (ผู้ซื้อ หรือ ผู้ขาย กรุณาใช้วิจารณญาณในการติดต่อทางธุรกิจ)


ไม่มีหลักทรัพย์ก็ขอวงเงินได้: 5 สิ่งที่ธนาคารใช้ “แทนหลักประกัน”


เจ้าของกิจการจำนวนมากเวลารีบหา เงินกู้ SME หรือ เงินกู้ด่วน มักเริ่มจากคำถามว่า “สินเชื่อธนาคารไหนอนุมัติง่าย” แต่พอคุยจริง ๆ จะติดกำแพงเดียวกันคือ ไม่มีที่ดิน/บ้าน/ทรัพย์สินไปค้ำ เลยกังวลว่าจะยื่น กู้sme แล้วไม่ผ่าน หรือได้วงเงินน้อยกว่าที่ต้องใช้จริง
ในความเป็นจริง สินเชื่อsmeไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันไม่ได้แปลว่า ธนาคารไม่ต้องการความมั่นใจ เพียงแต่ “หลักประกัน” ถูกแทนด้วยหลักฐานอีกชุดหนึ่ง เช่น งบการเงิน กระแสเงินสด วินัยชำระหนี้ และแผนใช้เงินที่ตรวจสอบได้ ซึ่งยิ่งสำคัญมากขึ้นในช่วงที่สถาบันการเงินคัดกรองเข้มขึ้นและมีการปรับเงื่อนไข/มาร์จิน/วงเงินในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะฝั่ง SME
ด้านล่างนี้คือการขยาย “หัวใจ” ของการพิจารณา สินเชื่อเงินด่วนแบบไม่มีหลักทรัพย์ เพื่อให้คุณใช้เป็นแนวทางเตรียมเอกสารและเตรียมคำตอบ ก่อนยื่น สินเชื่อเพื่อธุรกิจ SME หรือแม้แต่ สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก ที่ต้องการความเร็วในการอนุมัติ

เกณฑ์พิจารณาหลัก: ถ้าไม่มีหลักทรัพย์ ต้องมีอะไรแทน
บทความหลักของ EasyCashFlows สรุปแกนพิจารณาไว้ชัดว่า ถ้า “ไม่มีหลักทรัพย์” ธนาคารจะมองหา 5 เรื่องแทน ได้แก่ งบการเงินโปร่งใส / กระแสเงินสดและรอบธุรกิจ / วินัยเครดิต / แผนใช้เงินที่วัดผลได้ / Covenants ที่รับได้
ต่อไปนี้คือความหมายแบบ “ภาษาคนทำธุรกิจ” และสิ่งที่คุณทำได้จริงเพื่อเพิ่มโอกาสอนุมัติ
1) งบการเงินและบัญชีที่โปร่งใส: ธนาคารอยากเห็น “กำไรจริง” ไม่ใช่แค่ยอดขาย
คำว่า “งบดี” ในมุมธนาคาร ไม่ได้หมายถึงสวยหรู แต่หมายถึง อ่านแล้วเชื่อได้ และสะท้อนการทำธุรกิจจริง เช่น กำไรขั้นต้นไม่แกว่งแรงผิดปกติ ค่าใช้จ่ายไม่แปลก ๆ และมีตัวเลขที่ช่วยยืนยันความสามารถทำกำไร (เช่น EBITDA) อย่างสม่ำเสมอ
ทำอะไรได้บ้าง (แบบไม่ซับซ้อน)
    • ทำงบ/บัญชีให้ “ทันสมัย” และปิดงบเป็นรอบ ไม่ปล่อยค้างยาว
    • ทำสรุป 1 หน้า: รายได้-ต้นทุน-กำไรขั้นต้น-กำไรสุทธิ 12 เดือนล่าสุด (หรือ 2–3 ปีถ้ามี)
    • ถ้ามีรายได้หลายช่องทาง (หน้าร้าน/เดลิเวอรี/โอน/QR) ทำให้ “รวมยอด” แล้วตรวจสอบย้อนกลับได้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ยอดขายในคำพูดสูง แต่เงินเข้าในบัญชีไม่สอดคล้อง → ธนาคารจะมองว่า “ประเมินจริงไม่ได้” และมักจบที่วงเงินลดลงหรือขอเอกสารเพิ่ม
2) กระแสเงินสดและรอบธุรกิจ (Cash Conversion Cycle): เงินเข้า-ออกต้อง “เล่าเรื่องเดียวกัน”
สำหรับ สินเชื่อธุรกิจ ไม่มีหลักทรัพย์ ธนาคารให้ค่าน้ำหนักสูงกับ “เงินสด” เพราะนี่คือแหล่งคืนเงินกู้ตัวจริง ไม่ว่าคุณจะยื่น สินเชื่อระยะสั้น แบบวงเงินก้อนหรือวงเงินหมุนเวียนก็ตาม
ภาพที่ธนาคารอยากเห็น
    • ธุรกิจเก็บเงินได้ภายในรอบที่คุมได้ (ลูกหนี้ไม่ค้างยาวจนบาน)
    • จ่ายเจ้าหนี้เป็นจังหวะ ไม่สะดุดจนทำให้สภาพคล่องตึง
    • สต๊อก/วัตถุดิบไม่บวมเกินยอดขาย (เงินจมโดยไม่จำเป็น)
ทำอะไรได้บ้าง
    • ทำ “ตารางกระแสเงินสด 13 สัปดาห์” (รายสัปดาห์) หรืออย่างน้อย 6–12 เดือน (รายเดือน)
    • แยกชัดว่าเดือนไหนเงินติดลบเพราะอะไร (ฤดูกาล/เครดิตเทอม/ลงทุนครั้งเดียว)
    • ถ้าธุรกิจเป็น B2B มีเครดิตเทอม ให้มีรายงานอายุลูกหนี้ (Aging) แบบสรุป
เหตุผลที่ต้องจริงจัง: ในรายงานสำรวจสินเชื่อของ ธปท. มีภาพว่า “มาตรฐานการให้สินเชื่อยังคงเข้มงวดต่อเนื่อง” และบางแห่งถึงขั้นลดวงเงินในกลุ่ม SME พร้อมปรับเงื่อนไขให้เข้มขึ้น
3) วินัยเครดิต: ไม่ใช่แค่ “ไม่เคยค้าง” แต่ต้อง “บริหารหนี้เป็น”
วินัยเครดิตครอบคลุมทั้งประวัติชำระหนี้ในระบบ ภาระหนี้รวม และพฤติกรรมการใช้วงเงินเดิม ๆ ว่ามีความเสี่ยงต่อการ “ตึงมือถาวร” หรือไม่
สิ่งที่ธนาคารมักมอง
    • มีหนี้หลายที่จนภาระรวมสูงเกินกำลังหรือไม่
    • มีการผิดนัด/ค้างชำระในอดีตหรือเปล่า
    • ถ้ามีวงเงินหมุนเวียน (เช่น OD) ใช้เต็มเพดานตลอดหรือมีการ “โปะปิด” เป็นรอบ
ทำอะไรได้บ้าง
    • ทำสรุปหนี้ทั้งหมด 1 หน้า: วงเงิน/ค่างวด/ดอกเบี้ย/วันครบกำหนด/หลักฐานชำระ
    • ถ้าเคยสะดุด ให้เตรียมคำอธิบายแบบมืออาชีพ: เกิดจากเหตุการณ์อะไร แก้ด้วยวิธีไหน ปัจจุบันกลับมาปกติอย่างไร
    • ทำให้เห็นว่าหนี้ใหม่จะทำให้ธุรกิจ “ดีขึ้น” ไม่ใช่ “หนักขึ้น”
นี่คือจุดที่หลายคนเข้าใจผิด: อยากได้ เงินกู้ด่วน แต่ยื่นแบบไม่รู้ภาระหนี้รวม → สุดท้ายค่างวดใหม่ไปบีบกระแสเงินสด ทำให้เสี่ยงผิดนัดมากขึ้น
4) แผนใช้เงินที่วัดผลได้: เงินกู้ต้องมี “งาน” และมี “เส้นทางคืน”
ในมุมธนาคาร การปล่อย สินเชื่อเงินกู้ โดยไม่มีหลักทรัพย์ เท่ากับต้องเชื่อว่า “เงินก้อนนี้ทำให้กิจการสร้างเงินสดเพิ่มได้จริง” จึงต้องมีแผนที่วัดผลได้ เช่น ROI/Payback และ Milestone ชัดเจน
ทำแผนแบบง่ายแต่ได้ผล
    • ระบุวัตถุประสงค์ให้ชัด: ใช้หมุนเวียน / ใช้ลงทุน / ใช้ปิดหนี้เดิมเพื่อให้ค่างวดเบาลง
    • แตกเป็นรายการ: ใช้อะไร เมื่อไหร่ ใครรับผิดชอบ และตัวชี้วัดคืออะไร
    • ทำ “ก่อน-หลัง” ให้เห็น: เช่น ลงทุนเครื่องมือแล้วกำลังผลิตเพิ่มเท่าไร ยอดขายเพิ่มเท่าไร เงินสดเพิ่มเดือนละเท่าไร
ตัวอย่างภาษาที่ธนาคารชอบ
    • “ใช้วงเงิน 800,000 บาทเพื่อเพิ่มกำลังผลิต ทำให้ส่งงานได้เร็วขึ้น 20% และลดต้นทุนต่อหน่วย 5% คาดว่าเงินสดสุทธิเพิ่มเฉลี่ยเดือนละ X บาท และคืนเงินกู้จากส่วนเพิ่มนี้”
5) Covenants ที่รับได้: อ่านเงื่อนไขให้ครบ ก่อนเซ็น
หลายคนโฟกัส “ดอกเบี้ยถูก” แต่พลาดเงื่อนไขประกอบสัญญา (Covenant) เช่น กำหนด DSCR ขั้นต่ำ ห้ามก่อหนี้เพิ่มเกินเพดาน หรือกำหนดให้รักษาส่วนของผู้ถือหุ้น
ทำไมเรื่องนี้สำคัญกับสินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์
เพราะธนาคารใช้ Covenant เป็น “รั้วความปลอดภัย” แทนหลักทรัพย์ และในช่วงที่มาตรฐานสินเชื่อเข้มขึ้น สถาบันการเงินบางแห่งมีการปรับเงื่อนไขประกอบสัญญาให้เข้มงวดขึ้นด้วย
คำแนะนำแบบที่ปรึกษา
    • ขอให้ธนาคารอธิบาย “ตัวเลขที่ต้องรักษา” เป็นภาษาง่าย ๆ และขอตัวอย่างกรณีผิดเงื่อนไข
    • เผื่อส่วนต่าง (Headroom) ไว้เสมอ อย่าคำนวณแบบพอดีเป๊ะ
    • ถ้าธุรกิจรายได้เหวี่ยงตามฤดูกาล ให้คุยเรื่องโครงสร้างค่างวด/ช่วงเวลาประเมินตัวชี้วัดให้เหมาะกับรอบธุรกิจ

สรุปให้จำง่าย: “ไม่มีหลักทรัพย์” = ต้องมีหลักฐานแทน 5 ชุด
หากคุณกำลังมอง แหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์ หรืออยากยื่น สินเชื่อธุรกิจ smeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ให้ผ่านไวขึ้น ให้เตรียม 5 เรื่องนี้เป็นแพ็กเกจเดียว:
    1. งบโปร่งใส 2) กระแสเงินสดเล่าเรื่องได้ 3) วินัยเครดิตชัด 4) แผนใช้เงินวัดผลได้ 5) เข้าใจ Covenant และเผื่อความเสี่ยง
ถ้าคุณอยากได้ภาพรวมแบบครบทุกมิติ (รวมตัวอย่างโครงสร้างวงเงิน/แนวทางเลือกดีล/ประเด็นปี 2568)