ผู้ที่เริ่มมีอาการเจ็บหน่วงบริเวณสะโพกอาจสงสัยว่าอาการ ปวดสะโพก ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ มาจากกล้ามเนื้อ ตำแหน่งเส้นประสาท หรือเกี่ยวข้องกับความเสื่อมของกระดูกอ่อนในข้อสะโพกกันแน่ เมื่อกระดูกอ่อนเริ่มบางลง ข้อต่อจะเคลื่อนไหวไม่ลื่นไหลเหมือนเดิม ทำให้เกิดการอักเสบและความเจ็บที่ส่งผลต่อการเดิน นั่ง หรือแม้แต่การยืนในระยะเวลานาน
ความเสื่อมของกระดูกอ่อนและความเปลี่ยนแปลงภายในข้อสะโพก
โรคข้อสะโพกเสื่อมเกิดจากกระดูกอ่อนที่ทำหน้าที่เป็นตัวลดแรงกระแทกค่อย ๆ สูญเสียความยืดหยุ่น เมื่อพื้นผิวข้อต่อเสียดสีกันมากขึ้น อาการเจ็บจะชัดเจนในช่วงลุกจากเก้าอี้หรือขณะก้าวขึ้นบันได ผู้ที่มีอาการปวดสะโพก มักรู้สึกตึงบริเวณขาหนีบ ร้าวลงต้นขา หรือมีเสียงดังกรอบแกรบขณะเคลื่อนไหว ซึ่งสะท้อนถึงความเสื่อมที่ค่อยเป็นค่อยไปและไม่หายเองหากปล่อยทิ้งไว้
สัญญาณที่บ่งบอกถึงโรคข้อสะโพกเสื่อม
แม้อาการอาจเริ่มจากความฝืดเล็กน้อย แต่เมื่อความเสื่อมมากขึ้น จะเกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำให้เดินได้น้อยลงและรู้สึกเมื่อยง่าย การตรวจร่างกายร่วมกับภาพถ่ายรังสีช่วยยืนยันความรุนแรงของภาวะเสื่อม
ผู้ที่มีอาการปวดสะโพก ต่อเนื่องหลายเดือนและผลตรวจพบการสึกของกระดูกอ่อนมักได้รับคำแนะนำให้เริ่มการรักษาแบบไม่ผ่าตัดก่อน เช่น กายภาพบำบัด หรือการเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบสะโพก
เมื่อไหร่ที่การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเป็นทางเลือก
หากการรักษาแบบอนุรักษ์ไม่ช่วยลดอาการเจ็บในระยะยาว หรือผู้ป่วยเคลื่อนไหวลำบากจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกจะถูกพิจารณา การผ่าตัดชนิดนี้แทนที่ผิวข้อเดิมที่สึกด้วยวัสดุที่ลื่นและแข็งแรง ทำให้ข้อต่อกลับมาทำงานได้ใกล้เคียงปกติ ผู้ที่เจอปัญหาปวดสะโพก รุนแรงมักรู้สึกดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังผ่าตัด เนื่องจากแรงเสียดสีก่อนหน้าแทบหมดไป
การฟื้นตัวและผลลัพธ์ระยะยาว
หลังผ่าตัด แพทย์มักแนะนำให้ทำกายภาพบำบัดต่อเนื่องเพื่อฝึกการเดินและเพิ่มความมั่นคงของข้อต่อใหม่ การฟื้นตัวใช้เวลาตั้งแต่ไม่กี่สัปดาห์จนถึงไม่กี่เดือน ขึ้นอยู่กับสุขภาพโดยรวมและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การดูแลตนเองอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ผู้ที่เคยมีอาการปวดสะโพก กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ ลดโอกาสเกิดปัญหาซ้ำในอนาคต