
ผมเคยเห็นภาพนี้ซ้ำ ๆ: เจ้าของกิจการเพิ่งเริ่มได้ไม่นาน ยอดขายเริ่มมา ลูกค้ากำลังเพิ่ม แต่พอเงินสดเริ่มตึง—สต๊อกต้องเติม ค่าเช่าต้องจ่าย ค่าจ้างต้องออกก่อนรายรับเข้า—ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาคือ “ขอเงินกู้ด่วนก่อน เดี๋ยวค่อยว่ากัน”
แล้วพอเริ่มค้นหา สินเชื่อsme ก็ยิ่งสับสนกว่าเดิม เพราะเจอทั้งคำว่า “ต้องมีหลักทรัพย์ไหม” “ไม่มีหลักทรัพย์กู้ได้จริงหรือเปล่า” “ธนาคารดูอะไร” และพอได้ยินคำว่า
สินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ ก็เหมือนมีความหวัง…แต่ก็ยังกลัวว่าจะโดนปฏิเสธแบบไม่รู้เหตุผล
ช่วงเข้า สินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์2569 (ปี 2569) ความจริงหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ ธนาคาร “ระมัดระวัง” กับกลุ่ม SME ต่อเนื่อง—รายงานของ ธปท. สะท้อนว่ามาตรฐานการให้สินเชื่อเข้มงวดขึ้น และมีการเพิ่มความเข้มงวดด้านเงื่อนไข/หลักประกันสำหรับ SMEs ในบางช่วงด้วย
แปลไทยแบบคนทำธุรกิจ: คุณยิ่งต้องสื่อสารให้ธนาคารเห็นภาพ “จ่ายคืนได้” และ “เสี่ยงน้อยกว่าที่เขากังวล”
ในบทความหลักของ Easycashflows เขาสรุปไว้คมมากว่า ธนาคารมองหลัก ๆ แค่ 3 เรื่อง (จำง่าย 3 ข้อ) และผมอยาก “ขยายความแบบลงมือทำได้จริง” ให้คุณเอาไปเช็กตัวเองก่อนยื่น
1) จ่ายคืนได้จริงไหม: ธนาคารไม่ได้ถามว่า “กำไรสวยไหม” แต่ถามว่า “เงินสดพอไหม” (DSCR)
ถ้าผมต้องเลือกคำเดียวที่ทำให้คนกู้ผ่าน/ไม่ผ่านต่างกัน ผมเลือกคำว่า กระแสเงินสด
บทความหลักยกแกนไว้ชัด: “จ่ายคืนได้จริงไหม” ดูจากกระแสเงินสด และค่า DSCR โดยหลังขอกู้แล้วควรมี DSCR ประมาณ ≥ 1.2–1.3
พูดง่าย ๆ คือ ธนาคารอยากเห็นว่า หลังจ่ายค่างวดแล้ว คุณยังเหลือเงินพอหายใจ ไม่ใช่จ่ายเสร็จแล้วต้องไปวิ่งหาเงินก้อนใหม่มาปิดก้อนเดิม
ผมลองทำ “แบบฝึกหัดจำลอง” ที่ใช้ได้กับแทบทุกกิจการ (และเป็นจุดที่หลายคนพลาด):
• สมมติธุรกิจคุณเหลือเงินสดจากการดำเนินงานเฉลี่ยเดือนละ 60,000 (หลังหักต้นทุนผันแปร/ค่าใช้จ่ายจำเป็นที่ต้องจ่ายจริง ๆ แล้ว)
• ค่างวดที่คุณจะต้องจ่ายต่อเดือน 50,000
• DSCR แบบง่าย ๆ = 60,000 ÷ 50,000 = 1.2
ตัวเลข 1.2 ไม่ได้แปลว่า “การันตีผ่าน” แต่มันแปลว่า เริ่มคุยรู้เรื่อง เพราะคุณกำลังตอบคำถามหลักของธนาคารด้วยตัวเลขเดียว
ข้อผิดพลาดที่ผมอยากให้ระวัง (เจอบ่อยมาก):
• นับ “ยอดขาย” เป็น “เงินสด” ทั้งที่ลูกค้ายังไม่จ่าย (เครดิตเทอม/เก็บเงินปลายเดือน)
• ลืมฤดูกาล (บางเดือนขายดีมาก บางเดือนตกฮวบ) แต่เอาเดือนพีคไปคำนวณทั้งปี
• “เงินเหลือ” บนบัญชีไม่เท่ากับ “เงินเหลือเพื่อจ่ายหนี้” เพราะยังมี VAT/ภาษี/ค่าใช้จ่ายแฝง
ถ้าคุณอยากทำให้ธนาคารเชื่อเร็วขึ้น ให้เตรียมคำตอบสั้น ๆ แบบนี้ไว้เสมอ:
“หลังรับเงิน-จ่ายเงินจริง ๆ แล้ว ธุรกิจผมเหลือเดือนละเท่าไหร่ และถ้าต้องจ่ายค่างวด จะยังเหลือเท่าไหร่”
นี่คือภาษาที่ธนาคารฟังแล้ว “เห็นภาพความเสี่ยง” ทันที
2) เจ้าของมีวินัยไหม: เครดิตดีอย่างเดียวไม่พอ แต่ “พฤติกรรมการเงิน” ต้องอ่านออก
ในบทความหลัก ข้อสองคือ “เจ้าของมีวินัยไหม” เน้นเรื่องเครดิตและพฤติกรรมการเงิน เช่น ไม่มีค้างชำระ ใช้บัญชีธุรกิจเป็นหลัก เงินเข้า–ออกสม่ำเสมอ
ผมอยากขยายให้เห็นภาพแบบมนุษย์ ๆ:
ธนาคารไม่ได้มองคุณแค่เป็น “คนขอกู้” เขามองคุณเป็น “คนที่จะรักษาสัญญาได้ไหม” และสิ่งที่สะท้อนนิสัยดีที่สุดคือ ความสม่ำเสมอ
• เงินเข้าออก “เป็นระบบ” มากกว่า “เข้าเยอะเป็นบางวัน”
• จ่ายหนี้ตรงเวลา มากกว่า “ไม่เคยค้าง แต่เคยเฉียดค้าง”
• รายการเดินบัญชีอ่านแล้วเข้าใจว่าเงินไปทำอะไร มากกว่าเงินหายไปเป็นก้อน ๆ แล้วอธิบายทีหลัง
ยิ่งช่วงที่
สินเชื่อsme ยังเข้มงวดอยู่ ธนาคารยิ่งต้องพึ่ง “สัญญาณความเสี่ยง” จากพฤติกรรมของเจ้าของและกิจการมากขึ้น
ดังนั้น ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการใหม่ที่ยังเอกสารไม่หนา สิ่งที่ทำได้ทันทีคือทำให้ “ร่องรอยการเงิน” ของคุณ น่าเชื่อถือและคาดเดาได้
3) ใช้เงินถูกงานไหม: ของยาวต้องกู้ยาว ของหมุนต้องใช้วงเงินหมุนเวียน
ข้อสามในบทความหลักคือ “ใช้เงินถูกงานไหม” พร้อมประโยคที่ผมว่าเด็ดมาก: ของยาวต้องกู้ยาว ของหมุนรายวันใช้วงเงินหมุนเวียน
เพราะความเสี่ยงของธนาคารไม่ได้เกิดจาก “คุณไม่มีหลักทรัพย์” อย่างเดียว แต่มันเกิดจาก คุณใช้เงินผิดประเภทจนกระแสเงินสดพัง
ตัวอย่างจำลองที่ผมชอบใช้เช็กตัวเอง:
• ถ้าคุณจะซื้อเครื่องจักร/อุปกรณ์หลักที่คืนทุน 24–36 เดือน แต่ไปใช้เงินกู้สั้น 6–12 เดือน → เดือนที่ 7 คุณเริ่มหายใจไม่ออก
• ถ้าคุณต้องเติมสต๊อกรายสัปดาห์เพื่อขายวน แต่ไปกู้แบบก้อนยาวโดยไม่คุมรอบเงินสด → เงินก้อนอยู่ในสต๊อกนานเกินไปจนจ่ายหนี้ไม่ทัน
มุมธนาคาร: เขาไม่ได้ห้ามคุณลงทุน แต่เขาต้องมั่นใจว่า “โครงสร้างหนี้” สอดคล้องกับ “จังหวะเงินสด” ของธุรกิจคุณ
แล้วปี 2569 มีอะไรที่เจ้าของกิจการควรรู้เพิ่ม?
ข่าวที่คนทำธุรกิจควรจับตาคือ โครงการ “SMEs Credit Boost” ที่กระทรวงการคลัง ธปท. และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ผลักดัน เพื่อเป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ “สินเชื่อใหม่” โดยคาดช่วยให้เกิดสินเชื่อปล่อยใหม่เพิ่มขึ้นราว 100,000 ล้านบาท และเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ 15 มกราคม 2569
แต่ผมอยากพูดตรง ๆ แบบคนอ่านเกม: กลไกค้ำประกันช่วยเปิดประตู
ทว่า “สามข้อที่ธนาคารมอง” ยังเป็นภาษาแกนกลางอยู่ดี—จ่ายคืนได้ไหม, มีวินัยไหม, ใช้เงินถูกงานไหม
ดังนั้น ถ้าคุณกำลังหา แหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์ หรืออยากได้ เงินกู้ด่วน แบบไม่ทำให้ธุรกิจพังภายหลัง ให้เริ่มจากการตอบ 3 คำถามนี้ให้ชัดก่อน แล้วค่อยเลือกผลิตภัณฑ์/ช่องทางที่เหมาะกับจังหวะธุรกิจคุณ
สรุปแบบจับมือพาเช็กตัวเอง
ถ้าคุณอยากขอ สินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ให้ “ผ่านแบบมีเหตุผล” ไม่ใช่ผ่านเพราะดวง ให้เตรียม 3 เรื่องนี้ให้ตอบได้ใน 5 นาที:
1. กระแสเงินสดหลังขอกู้ยังเหลือ และ DSCR ไม่บางจนเกินไป
2. พฤติกรรมการเงินสม่ำเสมอ ไม่มีสัญญาณเสี่ยงจากการค้างชำระ/เดินบัญชีสะเปะสะปะ
3. วัตถุประสงค์เงินกู้ถูกประเภท ของยาวกู้ยาว ของหมุนใช้วงเงินหมุนเวียน
ถ้าคุณอยากได้ภาพรวมที่เป็น “คู่มือ” และรายละเอียดของบทนี้แบบครบถ้วน (พร้อมบริบทของเจ้าของกิจการใหม่) ผมแนะนำให้ไปอ่านบทความ
เจ้าของธุรกิจใหม่ควรรู้ก่อนขอสินเชื่อsme—อ่านจบแล้วคุณจะคุยกับธนาคารได้คนละเรื่องทันที