ทำไมดอกเบี้ย คือกลไกสำคัญในระบบเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อผู้คนภายในประเทศดอกเบี้ย คือเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญในการควบคุมระบบการเงิน ทั้งการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งยังส่งผลในวางแผนเงินของทุก ๆ คนอีกด้วย
องค์ประกอบพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจ และระบบการเงินที่มีบทบาทสำคัญในด้านการจัดสรรทรัพยากรทางการเงินไม่ว่าจะเป็นทั้งภายใน - ภายนอกประเทศ และระหว่างประเทศโดย
ดอกเบี้ย คือ กลไกที่ทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงระหว่างผู้มีเงินออม รวมถึงผู้ที่มีความต้องการเงินลงทุน นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ย คือ เครื่องมือสำคัญในการกำหนดทิศทางของนโยบายทางการเงิน ซึ่งส่งผลต่อการบริโภค การออมทรัพย์ การลงทุนของภาคเศรษฐกิจโดยรวม ดังนั้นเพื่อทำความเข้าใจความหมายดอกเบี้ย คืออะไร ซึ่งบทบาทของดอกเบี้ยจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจ และการตัดสินใจทางการเงินอย่างมีเหตุผลทั้งในระดับบุคคล และระดับนโยบาย
มาทำความเข้าใจของคำว่า “ดอกเบี้ย คืออะไร”ดอกเบี้ย คือ จำนวนเงินที่เจ้าหนี้เรียกเก็บจากลูกหนี้เป็นค่าตอบแทนจากการให้กู้ยืมทรัพย์สินหรือเงินทุน โดยทั่วไปจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อปี (ร้อยละต่อปี) เพื่อสะท้อนถึงต้นทุนของเวลาและความเสี่ยงของผู้ให้กู้ ซึ่งตามกฏหมายได้มีข้อกำหนดห้ามเกินร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งหากมีการกำหนดเกินกว่าที่กำหนดให้ลดลงไม่เกินอัตราที่กำหนดไว้นั่นเอง การปรับขึ้นหรือลงของอัตราดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับ อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีผลต่อดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ทั้งระบบ ดังนั้นก่อนทำธุรกรรมทางการเงิน เช่น การกู้ซื้อบ้านหรือสินทรัพย์ระยะยาว ควรศึกษาระดับอัตราดอกเบี้ยในช่วงเวลานั้น เพื่อป้องกันภาระทางการเงินที่อาจเกินความสามารถในการชำระ
บทบาทที่สำคัญของอัตราดอกเบี้ย คืออะไรอัตราดอกเบี้ยมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นกลไกที่ช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเงินภายในระบบ โดยธนาคารจะทำหน้าที่ในการเป็นตัวกลางระหว่างผู้ฝากเงินและผู้กู้ยืมเงิน ธนาคารจะจ่ายผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฝากเงิน และเรียกเก็บดอกเบี้ยจากผู้กู้ โดยส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยนี้จะถูกนำมาใช้เป็นค่าชดเชยความเสี่ยงของธนาคาร เพื่อความมั่นคงของระบบการเงิน ในการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยอย่างเหมาะสม จะส่งผลโดยตรงต่อภาพรวมของเศรษฐกิจ หากเมื่ออัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการกู้ยืมจากบุคคลและภาคธุรกิจมากขึ้น ก่อให้มีการลงทุน เพิ่มการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อสูง เนื่องจากมีปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบมากกว่าทรัพยากรที่มีอยู่
แต่ในทางกลับกัน เมื่ออัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง การกู้ยืมจะลดลง ผู้กู้มีแนวโน้มชำระหนี้และหลีกเลี่ยงการกู้เพิ่ม จะส่งผลให้ความต้องการใช้เงินโดยรวมลดลง อัตราเงินเฟ้อจึงมีแนวโน้มปรับตัวลดลงตามไปด้วย ดังนั้น การกำหนดและปรับอัตราดอกเบี้ยอย่างมีประสิทธิภาพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะดอกเบี้ย คือตัวช่วยที่สามารถกระตุ้นการใช้จ่ายในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และควบคุมอัตราเงินเฟ้อในช่วงที่เศรษฐกิจร้อนแรง เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมเกิดดุลยภาพและมีเสถียรภาพในระยะยาวได้อีกด้วย
บ่อเกิดของดอกเบี้ย สามารถเกิดขึ้นในทางไหนได้บ้าง“ดอกเบี้ย” สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายกรณี จะขึ้นอยู่กับประเภทของอัตราดอกเบี้ยนั้น ๆ ซึ่งโดยทั่วไปแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ โดยทั้งสองประเภทนี้จะมีลักษณะและช่วงเวลาการเกิดดอกเบี้ยที่แตกต่างกัน
ดอกเบี้ยเงินฝากดอกเบี้ยเงินฝาก คือ ผลตอบแทนที่ทางธนาคารจ่ายให้แก่ผู้ฝากเงิน เพื่อเป็นค่าตอบแทนในการนำเงินฝากไปใช้ประโยชน์ต่อ เช่น การปล่อยสินเชื่อให้แก่บุคคลหรือภาคธุรกิจอื่น ๆ โดยทั่วไปอัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะคิดเป็น ร้อยละต่อปี (เปอร์เซ็นต์ต่อปี) ซึ่งคำนวณจากจำนวนเงินที่ฝากและระยะเวลาการฝากเงิน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ดอกเบี้ยเงินฝากถือเป็น “รายได้” ของผู้ฝากเงิน ธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ยตามเงื่อนไขของประเภทบัญชี เช่น บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ หรือบัญชีเงินฝากประจำ ซึ่งมักมีอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกัน โดยบัญชีเงินฝากประจำมักให้ผลตอบแทนสูงกว่า บัญชีออมทรัพย์ เนื่องจากผู้ฝากต้องเก็บเงินไว้ครบตามระยะเวลาที่กำหนดก่อนจึงจะถอนออกได้
อัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ซึ่งหากธนาคารแห่งประเทศไทยมีการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ธนาคารพาณิชย์ก็มักจะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก เพื่อใช้เป็นแรงจูงใจให้ประชาชนนำเงินมาฝากมากขึ้น ถือเป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและเศรษฐกิจโดยรวมนั้นเอง
ดอกเบี้ยเงินกู้ดอกเบี้ยเงินกู้ คือ ค่าตอบแทนที่ผู้กู้ต้องชำระให้แก่ผู้ให้กู้ เช่น ธนาคารหรือสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นผลตอบแทนจากการที่ผู้ให้กู้ได้อนุญาตให้นำเงินกู้ไปใช้จ่ายหรือดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ โดยทั่วไป อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะคิดเป็นร้อยละต่อปี โดยพิจารณาจากจำนวนเงินต้น ร่วมกับระยะเวลาที่ท่านได้กู้ยืม ทั้งนี้ ดอกเบี้ยเงินกู้จึงถือเป็น “ต้นทุนของการกู้ยืม” ที่ผู้กู้ต้องชำระเพิ่มเติมจากเงินต้นเมื่อถึงกำหนดชำระหนี้
การเรียกเก็บดอกเบี้ยเงินกู้ยังมีจุดมุ่งหมายเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่ผู้ให้กู้ต้องเผชิญ เช่น ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ , ความผันผวนของเศรษฐกิจ หรือค่าเสียโอกาสจากการนำเงินไปใช้ในทางอื่น เป็นต้น ดังนั้น ดอกเบี้ยจึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้สถาบันการเงินสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน
อัตราดอกเบี้ยเงินกู้มักมีการเปลี่ยนแปลงตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับสูงขึ้น ทางธนาคารพาณิชย์มักจะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาคครัวเรือน - ภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น ในทางกลับกันหากอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลง ธนาคารก็จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการกู้ยืมและการลงทุนมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจโดยรวมนั่นเอง
กระบวนการการทำงานของดอกเบี้ย เป็นอย่างไรการเกิดอัตราดอกเบี้ยนั้นมักเกิดขึ้นจากการกู้ยืมเงิน มักมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ให้กู้ ถือได้ว่าดอกเบี้ย คือ แรงจูงใจในการนำเงินไปปล่อยกู้แก่ผู้อื่น ภายในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ ธนาคารถือเป็นผู้ให้กู้รายสำคัญ ทำหน้าที่เป็นสถาบันการเงินที่รับฝากเงินจากประชาชน แล้วนำเงินฝากดังกล่าวไปปล่อยกู้แก่ลูกค้ารายอื่น เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ หากไม่มีผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย ย่อมไม่จูงใจให้ประชาชนฝากเงินกับธนาคาร เนื่องจากไม่เห็นความจำเป็นในการมอบสิทธิการถือครองเงินให้แก่บุคคลอื่น
เหตุผลในการกู้ยืมเงินสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยหลากหลายวัตถุประสงค์ ดังเช่น
- การซื้อทรัพย์สิน (รถยนต์ บ้าน หรือที่ดิน)
- การชำระค่าเล่าเรียน
- การลงทุนเพื่อขยายกิจการให้เติบโตมากขึ้น
โดย เงื่อนไขการชำระหนี้เงินกู้ อาจกำหนดเป็นรายเดือน รายปี หรือรูปแบบอื่นตามที่ผู้กู้และผู้ให้กู้ตกลงร่วมกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารความเสี่ยง และการจัดการทางการเงินของสถาบันการเงิน
- นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ยจากการปล่อยกู้ยังถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการลงทุนทางการเงิน สำหรับผู้ฝากเงินกับธนาคาร
เนื่องจากผู้ฝากสามารถรับผลตอบแทนจากเงินออมที่ยังไม่มีแผนการใช้จ่ายในระยะสั้น โดยธนาคารจะระบุผลตอบแทนดังกล่าวในรูปของ APR (Annual Percentage Rate) หรือ APY (Annual Percentage Yield) ซึ่งสะท้อนถึงอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงในรอบปี และช่วยให้ผู้ฝากเงินสามารถประเมินประสิทธิภาพของการลงทุนผ่านบัญชีเงินฝากได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ดอกเบี้ย คือเครื่องมือที่ช่วยหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจที่สำคัญจะเห็นได้ว่า ดอกเบี้ย คือ เครื่องมือทางเศรษฐกิจที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมการหมุนเวียนของเงินในระบบ การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ เมื่ออัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ จะกระตุ้นให้ประชาชนใช้จ่ายและลงทุนมากขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัว แต่ก็อาจก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อได้ ในทางตรงกันข้าม หากอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง ประชาชนมักเลือกออมเงินมากกว่าการใช้จ่าย ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวแต่ช่วยควบคุมอัตราเงินเฟ้อไม่ให้เพิ่มสูงเกินไป ดังนั้น การเข้าใจกลไกของอัตราดอกเบี้ยจึงมีความสำคัญ เพราะช่วยให้ท่านสามารถวางแผนทางการเงิน การออม และการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง