ThaiFranchiseCenter Webboard

ThaiFranchiseCenter Webboard - Info Center

* สมัครสมาชิกเว็บบอร์ด ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ฟรี! *
หน้าแรก | เปิดร้านค้าฟรี! | โปรโมชั่นแฟรนไชส์ | ร้านหนังสือออนไลน์ | สนใจลงโฆษณา

ทางเว็บไซต์ ThaiFranchiseCenter.com ไม่มีส่วนรับผิดชอบกับข้อความต่างๆในเว็บบอร์ดแต่อย่างใด
    ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ-ขาย-เช่า-เซ้ง หรือ อื่นๆ (ผู้ซื้อ หรือ ผู้ขาย กรุณาใช้วิจารณญาณในการติดต่อทางธุรกิจ)


แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - กฤษณะ หลักดี

หน้า: [1] 2
1

ผู้ประกอบการรายใหม่จำนวนมากเริ่มต้นจาก “โอกาส” ที่เห็นอยู่ตรงหน้า—ลูกค้าถามหา สินค้าเริ่มติดตลาด หรือมีดีลเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว แต่เมื่อถึงเวลาต้องหาเงินทุนจริงกลับสะดุด เพราะยังไม่พร้อมคุยกับสถาบันการเงินในภาษาที่เขาใช้พิจารณา โดยเฉพาะกรณีที่ต้องการขอเงินทุนไม่มีทรัพย์ค้ำ หรือ สินเชื่อ sme ที่เน้นกระแสเงินสดและความน่าเชื่อถือมากกว่าทรัพย์สินค้ำ

หลายคนจึงหันไปหา แหล่งเงินทุน แบบเร่งด่วน หรือถามหาวิธี “ขอ เงินกู้ด่วน ให้ได้วงเงินไว” แต่สิ่งที่ทำให้ “ผ่าน” ไม่ใช่ความเร็วในการยื่นเอกสารอย่างเดียว หากคือ “คุณภาพของหลักฐาน” ที่ตอบโจทย์ความเสี่ยงของผู้ให้กู้ได้ครบถ้วน

หนึ่งในกรอบคิดที่ผมแนะนำให้ผู้ประกอบการรายใหม่ใช้จัดชุดข้อมูลก่อนยื่น คือ Framework 3P ซึ่งเป็นการ “พิสูจน์ 3 เรื่องหลัก” ให้ชัดเจน ได้แก่ มีคนอยากซื้อจริงไหม (Demand) / ทำได้จริงไหม (Process) / จ่ายคืนไหวไหม (Payback)
กรอบนี้ไม่ได้ทำมาเพื่อเขียนรายงานสวย ๆ แต่เป็นเครื่องมือสื่อสารกับธนาคาร/ผู้ให้ทุนให้เข้าใจในเวลาอันสั้น—และช่วยให้คุณรู้ด้วยว่า “จุดอ่อน” ของธุรกิจตอนนี้คืออะไร

ต่อไปนี้คือวิธีขยาย 3P ให้ใช้งานได้จริง โดยยังคงอยู่ในหัวข้อเดียว (Framework 3P) เพื่อให้คุณเอาไปจัดชุดเอกสารและเล่าเรื่องธุรกิจได้ตรงประเด็นที่สุด

P1: Proof of Demand — “มีคนอยากซื้อจริงไหม” (ไม่ใช่แค่คิดว่าใช่)

สำหรับธุรกิจใหม่ “ความต้องการตลาด” มักถูกเล่าแบบความเชื่อ เช่น “ตลาดใหญ่มาก” “คนต้องใช้แน่นอน” แต่ธนาคารไม่ได้อนุมัติจากความเชื่อ เขาต้องการสัญญาณที่ตรวจสอบได้ว่า มีคนพร้อมจ่าย และ มีแนวโน้มซื้อซ้ำ

แนวทางคือ เปลี่ยน “เรื่องเล่า” ให้เป็น “หลักฐาน” เช่น ตัวอย่างที่นับเป็นหลักฐานได้: ใบจอง/ใบสั่งซื้อ (PO), หนังสือแสดงเจตจำนง (LOI/LOA), ยอดสั่งบนแพลตฟอร์ม, ลูกค้าซื้อซ้ำ, บันทึกการคุยลูกค้า ฯลฯ

วิธีทำให้ P1 แข็งแรงสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ (เชิงปฏิบัติ)

ทำดีลให้ “มีเอกสาร”: หากลูกค้าบอกจะซื้อ ให้ผลักให้เป็น “ใบจอง/ใบสั่งซื้อ/อีเมลยืนยันราคาและจำนวน” แม้ยังไม่จ่ายเต็มก็ตาม เพราะสิ่งสำคัญคือร่องรอยทางธุรกิจ

แยกยอดสนใจออกจากยอดซื้อจริง: ยอดไลก์/ยอดทักไม่เท่ากับยอดซื้อ ให้สรุปเป็นตัวเลขที่แบงก์เข้าใจง่าย เช่น จำนวนออเดอร์ทดลอง, อัตราปิดการขาย, ยอดเงินมัดจำรวม

สร้างหลักฐานซ้ำได้: ธนาคารชอบ “แนวโน้ม” มากกว่า “ครั้งเดียว” เช่น ยอดขายต่อเนื่อง 2–3 เดือน หรือมีลูกค้าซื้อซ้ำ/สัญญารอบถัดไป

มุมมองเชิงวิเคราะห์: P1 คือคำตอบว่า “เงินทุนที่ให้ไปจะกลายเป็นยอดขายไหม” ถ้า Demand ยังเป็นสมมติฐาน ธนาคารจะมองว่า เงินกู้ด่วน ที่ปล่อยให้คุณวันนี้ มีความเสี่ยงกลายเป็นหนี้เสียวันหน้า ดังนั้น ยิ่งคุณทำ P1 เป็นตัวเลข/เอกสารได้เร็วเท่าไร โอกาสเข้าถึง สินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการ ที่เงื่อนไขดีขึ้นก็ยิ่งมาก

P2: Proof of Production/Process — “ทำ–ส่งมอบได้จริงไหม” (ลดความเสี่ยงงานสะดุด)

ธุรกิจจำนวนมากมีลูกค้าแล้ว แต่สะดุดเพราะทำไม่ทัน ส่งของไม่ได้ คุณภาพแกว่ง หรือพึ่งพาซัพพลายเออร์รายเดียว ธนาคารมองสิ่งนี้เป็น “ความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน” ซึ่งกระทบการชำระหนี้โดยตรง

หลักฐานที่ช่วยยืนยันว่า “ทำได้จริง” ได้แก่ สัญญาซัพพลายเออร์, ใบเสนอราคาอุปกรณ์, แผนทีม/ตารางงาน, ไทม์ไลน์เปิดร้าน/ส่งมอบ ฯลฯ

วิธีทำให้ P2 ใช้ได้จริงสำหรับมือใหม่

ทำแผนปฏิบัติการ 1 หน้า: ระบุว่าใครทำอะไร เมื่อไร ใช้อะไรผลิต/ให้บริการ กำลังการผลิตต่อวัน/ต่อสัปดาห์ และคอขวดอยู่ตรงไหน

ยืนยันต้นทุนและช่องทางจัดหา: ใบเสนอราคาวัตถุดิบ/เครื่องมือ/บริการจากซัพพลายเออร์ 2–3 ราย ช่วยลดภาพว่า “ต้นทุนลอย”

วางแผนสำรอง (Contingency): ถ้าซัพพลายเออร์ล่าช้า ทำอย่างไร ถ้าพนักงานขาด ทำอย่างไร ธนาคารไม่ได้คาดหวังความสมบูรณ์แบบ แต่ต้องการเห็นว่าเจ้าของกิจการ “คุมความเสี่ยงเป็น”

มุมมองเชิงวิเคราะห์: P2 คือส่วนที่ทำให้แบงก์เชื่อว่า “ยอดขายที่คาดไว้จะเกิดจริง” เพราะ Demand อย่างเดียวไม่พอ ถ้า Process ไม่พร้อม เงินทุนที่ได้อาจถูกเผาไปกับความผิดพลาดเชิงปฏิบัติการ และสุดท้ายกลับมาบีบกระแสเงินสดจนผ่อนหนี้ไม่ไหว

P3: Proof of Payback — “จ่ายคืนไหวไหม” (หัวใจของสินเชื่อธุรกิจ)

ในสามข้อ P3 คือข้อที่ธนาคารให้ค่าน้ำหนักสูงที่สุด เพราะต่อให้ขายได้และทำได้ แต่ถ้าระบบเงินสดไม่รองรับค่างวด ธนาคารก็ไม่สามารถปล่อย สินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ได้อย่างมั่นใจ

P3 ไม่ได้แปลว่า “กำไรเยอะ” เสมอไป แต่แปลว่า “กระแสเงินสดพอจ่ายหนี้ตามรอบ” และ “มีวินัยการเงิน” หลักฐานที่ควรมี เช่น แบบจำลองกระแสเงินสด, แผนรับ–จ่าย, สเตทเมนต์บัญชี, ภาษีที่สะท้อนรายได้จริง และคำอธิบายความผันผวนรายเดือน (ถ้ามี)

วิธีทำ P3 แบบมืออาชีพแต่ไม่ซับซ้อน

ทำ Cash Flow แบบรายเดือน 6–12 เดือน: โฟกัส 4 บรรทัดหลัก—เงินเข้าจากขาย, เงินออกต้นทุนหลัก, ค่าใช้จ่ายคงที่, และค่างวดหนี้ (รวมภาระเดิมถ้ามี)

กันชนเงินสด (Cash Buffer): ใส่สมมติฐานยอดขายลดลง เช่น -10% ถึง -20% แล้วดูว่ายังจ่ายไหวหรือไม่ วิธีนี้ช่วยให้ธนาคารเห็นความรอบคอบ

แยกบัญชีธุรกิจกับส่วนตัว: แม้ธุรกิจยังเล็ก แต่การมีบัญชีรับ–จ่ายที่ชัด ช่วยให้ “ตรวจสอบได้” และทำให้การยื่น สินเชื่อ sme ไม่ต้องอธิบายวกไปวนมา

มุมมองเชิงวิเคราะห์: ผู้ประกอบการรายใหม่มักคิดว่า “ขอวงเงินให้ได้ก่อน เดี๋ยวค่อยไปขายเพิ่ม” แต่ธนาคารคิดกลับกัน—ต้องเห็นก่อนว่า “ขายระดับหนึ่งแล้วค่อยเติมทุนเพื่อโต” นี่คือเหตุผลที่ P3 ทำให้หลายคนพลาด แม้สินค้าเริ่มติดตลาดก็ตาม

ทำไม 3P จึงสำคัญ “ยิ่งกว่าเดิม” ในจังหวะนี้ (เชื่อมกับข่าว/มาตรการ)

ระยะหลัง ภาครัฐและหน่วยงานกำกับมีความพยายามผลักดันสินเชื่อใหม่ให้ SME ผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น โครงการ SMEs Credit Boost ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยสื่อสารว่าออกแบบเพื่อให้สินเชื่อใหม่ไปยังกลุ่มเป้าหมาย และมีโครงสร้างการชดเชย/ค้ำประกันตามเงื่อนไขโครงการ ขณะเดียวกัน ครม.เห็นชอบมาตรการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. อย่าง SMEs Quick Big Win วงเงินรวม 50,000 ล้านบาท พร้อมรายละเอียดสิทธิประโยชน์และกรอบเวลารับคำขอถึง 30 ธันวาคม 2569

แต่ประเด็นสำคัญคือ ต่อให้มีมาตรการสนับสนุน “การอนุมัติรายกรณี” ยังต้องพึ่งการประเมินความเสี่ยงของผู้ให้กู้เสมอ—และ 3P คือเครื่องมือที่ทำให้คุณยื่นเรื่องได้ ตรงจุด มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่อยากเข้าถึง แหล่งเงินทุน ในระบบ และไม่อยากพึ่งทางเลือกเสี่ยง ๆ เพียงเพราะต้องการ เงินกู้ด่วน

สรุปเชิงปฏิบัติ: 3P Pack ที่ผู้ประกอบการรายใหม่ควรเตรียม (ย่อแต่ครบ)

หากคุณตั้งใจยื่น สินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือกำลังเทียบ แหล่งเงินทุน หลายรูปแบบ ให้ลองจัด “แฟ้ม 3P” ดังนี้

P1 (Demand): หลักฐานออเดอร์/ดีล/ยอดขายจริง + เหตุผลว่าความต้องการมาจากไหน

P2 (Process): แผนส่งมอบ + ซัพพลายเออร์/ต้นทุน + จุดเสี่ยงและแผนสำรอง

P3 (Payback): กระแสเงินสด 6–12 เดือน + กันชนเงินสด + ภาระหนี้รวมที่ “รับไหว”

ข้อดีของการทำแบบนี้คือ ต่อให้วันนี้ยังไม่พร้อมยื่นสินเชื่อ คุณก็จะรู้ทันทีว่าต้องเร่ง “พิสูจน์ข้อไหน” ก่อน และการคุยกับธนาคาร/ที่ปรึกษาจะไม่หลุดประเด็น

2

ผมเคยเห็นภาพนี้ซ้ำ ๆ: เจ้าของกิจการเพิ่งเริ่มได้ไม่นาน ยอดขายเริ่มมา ลูกค้ากำลังเพิ่ม แต่พอเงินสดเริ่มตึง—สต๊อกต้องเติม ค่าเช่าต้องจ่าย ค่าจ้างต้องออกก่อนรายรับเข้า—ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาคือ “ขอเงินกู้ด่วนก่อน เดี๋ยวค่อยว่ากัน”
แล้วพอเริ่มค้นหา สินเชื่อsme ก็ยิ่งสับสนกว่าเดิม เพราะเจอทั้งคำว่า “ต้องมีหลักทรัพย์ไหม” “ไม่มีหลักทรัพย์กู้ได้จริงหรือเปล่า” “ธนาคารดูอะไร” และพอได้ยินคำว่าสินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ ก็เหมือนมีความหวัง…แต่ก็ยังกลัวว่าจะโดนปฏิเสธแบบไม่รู้เหตุผล
ช่วงเข้า สินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์2569 (ปี 2569) ความจริงหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ ธนาคาร “ระมัดระวัง” กับกลุ่ม SME ต่อเนื่อง—รายงานของ ธปท. สะท้อนว่ามาตรฐานการให้สินเชื่อเข้มงวดขึ้น และมีการเพิ่มความเข้มงวดด้านเงื่อนไข/หลักประกันสำหรับ SMEs ในบางช่วงด้วย
แปลไทยแบบคนทำธุรกิจ: คุณยิ่งต้องสื่อสารให้ธนาคารเห็นภาพ “จ่ายคืนได้” และ “เสี่ยงน้อยกว่าที่เขากังวล”
ในบทความหลักของ Easycashflows เขาสรุปไว้คมมากว่า ธนาคารมองหลัก ๆ แค่ 3 เรื่อง (จำง่าย 3 ข้อ) และผมอยาก “ขยายความแบบลงมือทำได้จริง” ให้คุณเอาไปเช็กตัวเองก่อนยื่น

1) จ่ายคืนได้จริงไหม: ธนาคารไม่ได้ถามว่า “กำไรสวยไหม” แต่ถามว่า “เงินสดพอไหม” (DSCR)
ถ้าผมต้องเลือกคำเดียวที่ทำให้คนกู้ผ่าน/ไม่ผ่านต่างกัน ผมเลือกคำว่า กระแสเงินสด
บทความหลักยกแกนไว้ชัด: “จ่ายคืนได้จริงไหม” ดูจากกระแสเงินสด และค่า DSCR โดยหลังขอกู้แล้วควรมี DSCR ประมาณ ≥ 1.2–1.3
พูดง่าย ๆ คือ ธนาคารอยากเห็นว่า หลังจ่ายค่างวดแล้ว คุณยังเหลือเงินพอหายใจ ไม่ใช่จ่ายเสร็จแล้วต้องไปวิ่งหาเงินก้อนใหม่มาปิดก้อนเดิม
ผมลองทำ “แบบฝึกหัดจำลอง” ที่ใช้ได้กับแทบทุกกิจการ (และเป็นจุดที่หลายคนพลาด):
    • สมมติธุรกิจคุณเหลือเงินสดจากการดำเนินงานเฉลี่ยเดือนละ 60,000 (หลังหักต้นทุนผันแปร/ค่าใช้จ่ายจำเป็นที่ต้องจ่ายจริง ๆ แล้ว)
    • ค่างวดที่คุณจะต้องจ่ายต่อเดือน 50,000
    • DSCR แบบง่าย ๆ = 60,000 ÷ 50,000 = 1.2
ตัวเลข 1.2 ไม่ได้แปลว่า “การันตีผ่าน” แต่มันแปลว่า เริ่มคุยรู้เรื่อง เพราะคุณกำลังตอบคำถามหลักของธนาคารด้วยตัวเลขเดียว
ข้อผิดพลาดที่ผมอยากให้ระวัง (เจอบ่อยมาก):
    • นับ “ยอดขาย” เป็น “เงินสด” ทั้งที่ลูกค้ายังไม่จ่าย (เครดิตเทอม/เก็บเงินปลายเดือน)
    • ลืมฤดูกาล (บางเดือนขายดีมาก บางเดือนตกฮวบ) แต่เอาเดือนพีคไปคำนวณทั้งปี
    • “เงินเหลือ” บนบัญชีไม่เท่ากับ “เงินเหลือเพื่อจ่ายหนี้” เพราะยังมี VAT/ภาษี/ค่าใช้จ่ายแฝง
ถ้าคุณอยากทำให้ธนาคารเชื่อเร็วขึ้น ให้เตรียมคำตอบสั้น ๆ แบบนี้ไว้เสมอ:
“หลังรับเงิน-จ่ายเงินจริง ๆ แล้ว ธุรกิจผมเหลือเดือนละเท่าไหร่ และถ้าต้องจ่ายค่างวด จะยังเหลือเท่าไหร่”
นี่คือภาษาที่ธนาคารฟังแล้ว “เห็นภาพความเสี่ยง” ทันที

2) เจ้าของมีวินัยไหม: เครดิตดีอย่างเดียวไม่พอ แต่ “พฤติกรรมการเงิน” ต้องอ่านออก
ในบทความหลัก ข้อสองคือ “เจ้าของมีวินัยไหม” เน้นเรื่องเครดิตและพฤติกรรมการเงิน เช่น ไม่มีค้างชำระ ใช้บัญชีธุรกิจเป็นหลัก เงินเข้า–ออกสม่ำเสมอ
ผมอยากขยายให้เห็นภาพแบบมนุษย์ ๆ:
ธนาคารไม่ได้มองคุณแค่เป็น “คนขอกู้” เขามองคุณเป็น “คนที่จะรักษาสัญญาได้ไหม” และสิ่งที่สะท้อนนิสัยดีที่สุดคือ ความสม่ำเสมอ
    • เงินเข้าออก “เป็นระบบ” มากกว่า “เข้าเยอะเป็นบางวัน”
    • จ่ายหนี้ตรงเวลา มากกว่า “ไม่เคยค้าง แต่เคยเฉียดค้าง”
    • รายการเดินบัญชีอ่านแล้วเข้าใจว่าเงินไปทำอะไร มากกว่าเงินหายไปเป็นก้อน ๆ แล้วอธิบายทีหลัง
ยิ่งช่วงที่สินเชื่อsme ยังเข้มงวดอยู่ ธนาคารยิ่งต้องพึ่ง “สัญญาณความเสี่ยง” จากพฤติกรรมของเจ้าของและกิจการมากขึ้น
ดังนั้น ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการใหม่ที่ยังเอกสารไม่หนา สิ่งที่ทำได้ทันทีคือทำให้ “ร่องรอยการเงิน” ของคุณ น่าเชื่อถือและคาดเดาได้

3) ใช้เงินถูกงานไหม: ของยาวต้องกู้ยาว ของหมุนต้องใช้วงเงินหมุนเวียน
ข้อสามในบทความหลักคือ “ใช้เงินถูกงานไหม” พร้อมประโยคที่ผมว่าเด็ดมาก: ของยาวต้องกู้ยาว ของหมุนรายวันใช้วงเงินหมุนเวียน
เพราะความเสี่ยงของธนาคารไม่ได้เกิดจาก “คุณไม่มีหลักทรัพย์” อย่างเดียว แต่มันเกิดจาก คุณใช้เงินผิดประเภทจนกระแสเงินสดพัง
ตัวอย่างจำลองที่ผมชอบใช้เช็กตัวเอง:
    • ถ้าคุณจะซื้อเครื่องจักร/อุปกรณ์หลักที่คืนทุน 24–36 เดือน แต่ไปใช้เงินกู้สั้น 6–12 เดือน → เดือนที่ 7 คุณเริ่มหายใจไม่ออก
    • ถ้าคุณต้องเติมสต๊อกรายสัปดาห์เพื่อขายวน แต่ไปกู้แบบก้อนยาวโดยไม่คุมรอบเงินสด → เงินก้อนอยู่ในสต๊อกนานเกินไปจนจ่ายหนี้ไม่ทัน
มุมธนาคาร: เขาไม่ได้ห้ามคุณลงทุน แต่เขาต้องมั่นใจว่า “โครงสร้างหนี้” สอดคล้องกับ “จังหวะเงินสด” ของธุรกิจคุณ

แล้วปี 2569 มีอะไรที่เจ้าของกิจการควรรู้เพิ่ม?
ข่าวที่คนทำธุรกิจควรจับตาคือ โครงการ “SMEs Credit Boost” ที่กระทรวงการคลัง ธปท. และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ผลักดัน เพื่อเป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ “สินเชื่อใหม่” โดยคาดช่วยให้เกิดสินเชื่อปล่อยใหม่เพิ่มขึ้นราว 100,000 ล้านบาท และเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ 15 มกราคม 2569
แต่ผมอยากพูดตรง ๆ แบบคนอ่านเกม: กลไกค้ำประกันช่วยเปิดประตู
ทว่า “สามข้อที่ธนาคารมอง” ยังเป็นภาษาแกนกลางอยู่ดี—จ่ายคืนได้ไหม, มีวินัยไหม, ใช้เงินถูกงานไหม
ดังนั้น ถ้าคุณกำลังหา แหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์ หรืออยากได้ เงินกู้ด่วน แบบไม่ทำให้ธุรกิจพังภายหลัง ให้เริ่มจากการตอบ 3 คำถามนี้ให้ชัดก่อน แล้วค่อยเลือกผลิตภัณฑ์/ช่องทางที่เหมาะกับจังหวะธุรกิจคุณ

สรุปแบบจับมือพาเช็กตัวเอง
ถ้าคุณอยากขอ สินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ให้ “ผ่านแบบมีเหตุผล” ไม่ใช่ผ่านเพราะดวง ให้เตรียม 3 เรื่องนี้ให้ตอบได้ใน 5 นาที:
    1. กระแสเงินสดหลังขอกู้ยังเหลือ และ DSCR ไม่บางจนเกินไป
    2. พฤติกรรมการเงินสม่ำเสมอ ไม่มีสัญญาณเสี่ยงจากการค้างชำระ/เดินบัญชีสะเปะสะปะ
    3. วัตถุประสงค์เงินกู้ถูกประเภท ของยาวกู้ยาว ของหมุนใช้วงเงินหมุนเวียน
ถ้าคุณอยากได้ภาพรวมที่เป็น “คู่มือ” และรายละเอียดของบทนี้แบบครบถ้วน (พร้อมบริบทของเจ้าของกิจการใหม่) ผมแนะนำให้ไปอ่านบทความเจ้าของธุรกิจใหม่ควรรู้ก่อนขอสินเชื่อsme
—อ่านจบแล้วคุณจะคุยกับธนาคารได้คนละเรื่องทันที

3

เจ้าของกิจการจำนวนมากเวลารีบหา เงินกู้ SME หรือ เงินกู้ด่วน มักเริ่มจากคำถามว่า “สินเชื่อธนาคารไหนอนุมัติง่าย” แต่พอคุยจริง ๆ จะติดกำแพงเดียวกันคือ ไม่มีที่ดิน/บ้าน/ทรัพย์สินไปค้ำ เลยกังวลว่าจะยื่น กู้sme แล้วไม่ผ่าน หรือได้วงเงินน้อยกว่าที่ต้องใช้จริง
ในความเป็นจริง สินเชื่อsmeไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันไม่ได้แปลว่า ธนาคารไม่ต้องการความมั่นใจ เพียงแต่ “หลักประกัน” ถูกแทนด้วยหลักฐานอีกชุดหนึ่ง เช่น งบการเงิน กระแสเงินสด วินัยชำระหนี้ และแผนใช้เงินที่ตรวจสอบได้ ซึ่งยิ่งสำคัญมากขึ้นในช่วงที่สถาบันการเงินคัดกรองเข้มขึ้นและมีการปรับเงื่อนไข/มาร์จิน/วงเงินในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะฝั่ง SME
ด้านล่างนี้คือการขยาย “หัวใจ” ของการพิจารณา สินเชื่อเงินด่วนแบบไม่มีหลักทรัพย์ เพื่อให้คุณใช้เป็นแนวทางเตรียมเอกสารและเตรียมคำตอบ ก่อนยื่น สินเชื่อเพื่อธุรกิจ SME หรือแม้แต่ สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก ที่ต้องการความเร็วในการอนุมัติ

เกณฑ์พิจารณาหลัก: ถ้าไม่มีหลักทรัพย์ ต้องมีอะไรแทน
บทความหลักของ EasyCashFlows สรุปแกนพิจารณาไว้ชัดว่า ถ้า “ไม่มีหลักทรัพย์” ธนาคารจะมองหา 5 เรื่องแทน ได้แก่ งบการเงินโปร่งใส / กระแสเงินสดและรอบธุรกิจ / วินัยเครดิต / แผนใช้เงินที่วัดผลได้ / Covenants ที่รับได้
ต่อไปนี้คือความหมายแบบ “ภาษาคนทำธุรกิจ” และสิ่งที่คุณทำได้จริงเพื่อเพิ่มโอกาสอนุมัติ
1) งบการเงินและบัญชีที่โปร่งใส: ธนาคารอยากเห็น “กำไรจริง” ไม่ใช่แค่ยอดขาย
คำว่า “งบดี” ในมุมธนาคาร ไม่ได้หมายถึงสวยหรู แต่หมายถึง อ่านแล้วเชื่อได้ และสะท้อนการทำธุรกิจจริง เช่น กำไรขั้นต้นไม่แกว่งแรงผิดปกติ ค่าใช้จ่ายไม่แปลก ๆ และมีตัวเลขที่ช่วยยืนยันความสามารถทำกำไร (เช่น EBITDA) อย่างสม่ำเสมอ
ทำอะไรได้บ้าง (แบบไม่ซับซ้อน)
    • ทำงบ/บัญชีให้ “ทันสมัย” และปิดงบเป็นรอบ ไม่ปล่อยค้างยาว
    • ทำสรุป 1 หน้า: รายได้-ต้นทุน-กำไรขั้นต้น-กำไรสุทธิ 12 เดือนล่าสุด (หรือ 2–3 ปีถ้ามี)
    • ถ้ามีรายได้หลายช่องทาง (หน้าร้าน/เดลิเวอรี/โอน/QR) ทำให้ “รวมยอด” แล้วตรวจสอบย้อนกลับได้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ยอดขายในคำพูดสูง แต่เงินเข้าในบัญชีไม่สอดคล้อง → ธนาคารจะมองว่า “ประเมินจริงไม่ได้” และมักจบที่วงเงินลดลงหรือขอเอกสารเพิ่ม
2) กระแสเงินสดและรอบธุรกิจ (Cash Conversion Cycle): เงินเข้า-ออกต้อง “เล่าเรื่องเดียวกัน”
สำหรับ สินเชื่อธุรกิจ ไม่มีหลักทรัพย์ ธนาคารให้ค่าน้ำหนักสูงกับ “เงินสด” เพราะนี่คือแหล่งคืนเงินกู้ตัวจริง ไม่ว่าคุณจะยื่น สินเชื่อระยะสั้น แบบวงเงินก้อนหรือวงเงินหมุนเวียนก็ตาม
ภาพที่ธนาคารอยากเห็น
    • ธุรกิจเก็บเงินได้ภายในรอบที่คุมได้ (ลูกหนี้ไม่ค้างยาวจนบาน)
    • จ่ายเจ้าหนี้เป็นจังหวะ ไม่สะดุดจนทำให้สภาพคล่องตึง
    • สต๊อก/วัตถุดิบไม่บวมเกินยอดขาย (เงินจมโดยไม่จำเป็น)
ทำอะไรได้บ้าง
    • ทำ “ตารางกระแสเงินสด 13 สัปดาห์” (รายสัปดาห์) หรืออย่างน้อย 6–12 เดือน (รายเดือน)
    • แยกชัดว่าเดือนไหนเงินติดลบเพราะอะไร (ฤดูกาล/เครดิตเทอม/ลงทุนครั้งเดียว)
    • ถ้าธุรกิจเป็น B2B มีเครดิตเทอม ให้มีรายงานอายุลูกหนี้ (Aging) แบบสรุป
เหตุผลที่ต้องจริงจัง: ในรายงานสำรวจสินเชื่อของ ธปท. มีภาพว่า “มาตรฐานการให้สินเชื่อยังคงเข้มงวดต่อเนื่อง” และบางแห่งถึงขั้นลดวงเงินในกลุ่ม SME พร้อมปรับเงื่อนไขให้เข้มขึ้น
3) วินัยเครดิต: ไม่ใช่แค่ “ไม่เคยค้าง” แต่ต้อง “บริหารหนี้เป็น”
วินัยเครดิตครอบคลุมทั้งประวัติชำระหนี้ในระบบ ภาระหนี้รวม และพฤติกรรมการใช้วงเงินเดิม ๆ ว่ามีความเสี่ยงต่อการ “ตึงมือถาวร” หรือไม่
สิ่งที่ธนาคารมักมอง
    • มีหนี้หลายที่จนภาระรวมสูงเกินกำลังหรือไม่
    • มีการผิดนัด/ค้างชำระในอดีตหรือเปล่า
    • ถ้ามีวงเงินหมุนเวียน (เช่น OD) ใช้เต็มเพดานตลอดหรือมีการ “โปะปิด” เป็นรอบ
ทำอะไรได้บ้าง
    • ทำสรุปหนี้ทั้งหมด 1 หน้า: วงเงิน/ค่างวด/ดอกเบี้ย/วันครบกำหนด/หลักฐานชำระ
    • ถ้าเคยสะดุด ให้เตรียมคำอธิบายแบบมืออาชีพ: เกิดจากเหตุการณ์อะไร แก้ด้วยวิธีไหน ปัจจุบันกลับมาปกติอย่างไร
    • ทำให้เห็นว่าหนี้ใหม่จะทำให้ธุรกิจ “ดีขึ้น” ไม่ใช่ “หนักขึ้น”
นี่คือจุดที่หลายคนเข้าใจผิด: อยากได้ เงินกู้ด่วน แต่ยื่นแบบไม่รู้ภาระหนี้รวม → สุดท้ายค่างวดใหม่ไปบีบกระแสเงินสด ทำให้เสี่ยงผิดนัดมากขึ้น
4) แผนใช้เงินที่วัดผลได้: เงินกู้ต้องมี “งาน” และมี “เส้นทางคืน”
ในมุมธนาคาร การปล่อย สินเชื่อเงินกู้ โดยไม่มีหลักทรัพย์ เท่ากับต้องเชื่อว่า “เงินก้อนนี้ทำให้กิจการสร้างเงินสดเพิ่มได้จริง” จึงต้องมีแผนที่วัดผลได้ เช่น ROI/Payback และ Milestone ชัดเจน
ทำแผนแบบง่ายแต่ได้ผล
    • ระบุวัตถุประสงค์ให้ชัด: ใช้หมุนเวียน / ใช้ลงทุน / ใช้ปิดหนี้เดิมเพื่อให้ค่างวดเบาลง
    • แตกเป็นรายการ: ใช้อะไร เมื่อไหร่ ใครรับผิดชอบ และตัวชี้วัดคืออะไร
    • ทำ “ก่อน-หลัง” ให้เห็น: เช่น ลงทุนเครื่องมือแล้วกำลังผลิตเพิ่มเท่าไร ยอดขายเพิ่มเท่าไร เงินสดเพิ่มเดือนละเท่าไร
ตัวอย่างภาษาที่ธนาคารชอบ
    • “ใช้วงเงิน 800,000 บาทเพื่อเพิ่มกำลังผลิต ทำให้ส่งงานได้เร็วขึ้น 20% และลดต้นทุนต่อหน่วย 5% คาดว่าเงินสดสุทธิเพิ่มเฉลี่ยเดือนละ X บาท และคืนเงินกู้จากส่วนเพิ่มนี้”
5) Covenants ที่รับได้: อ่านเงื่อนไขให้ครบ ก่อนเซ็น
หลายคนโฟกัส “ดอกเบี้ยถูก” แต่พลาดเงื่อนไขประกอบสัญญา (Covenant) เช่น กำหนด DSCR ขั้นต่ำ ห้ามก่อหนี้เพิ่มเกินเพดาน หรือกำหนดให้รักษาส่วนของผู้ถือหุ้น
ทำไมเรื่องนี้สำคัญกับสินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์
เพราะธนาคารใช้ Covenant เป็น “รั้วความปลอดภัย” แทนหลักทรัพย์ และในช่วงที่มาตรฐานสินเชื่อเข้มขึ้น สถาบันการเงินบางแห่งมีการปรับเงื่อนไขประกอบสัญญาให้เข้มงวดขึ้นด้วย
คำแนะนำแบบที่ปรึกษา
    • ขอให้ธนาคารอธิบาย “ตัวเลขที่ต้องรักษา” เป็นภาษาง่าย ๆ และขอตัวอย่างกรณีผิดเงื่อนไข
    • เผื่อส่วนต่าง (Headroom) ไว้เสมอ อย่าคำนวณแบบพอดีเป๊ะ
    • ถ้าธุรกิจรายได้เหวี่ยงตามฤดูกาล ให้คุยเรื่องโครงสร้างค่างวด/ช่วงเวลาประเมินตัวชี้วัดให้เหมาะกับรอบธุรกิจ

สรุปให้จำง่าย: “ไม่มีหลักทรัพย์” = ต้องมีหลักฐานแทน 5 ชุด
หากคุณกำลังมอง แหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์ หรืออยากยื่น สินเชื่อธุรกิจ smeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ให้ผ่านไวขึ้น ให้เตรียม 5 เรื่องนี้เป็นแพ็กเกจเดียว:
    1. งบโปร่งใส 2) กระแสเงินสดเล่าเรื่องได้ 3) วินัยเครดิตชัด 4) แผนใช้เงินวัดผลได้ 5) เข้าใจ Covenant และเผื่อความเสี่ยง
ถ้าคุณอยากได้ภาพรวมแบบครบทุกมิติ (รวมตัวอย่างโครงสร้างวงเงิน/แนวทางเลือกดีล/ประเด็นปี 2568)

4

หลายกิจการไม่ได้ติดปัญหาว่า “ไม่มีรายได้” แต่ติดตรง “ไม่มีหลักทรัพย์” หรือมีหลักทรัพย์ไม่พอให้ธนาคารมั่นใจ จึงพลาดโอกาสเข้าถึง สินเชื่อเพื่อธุรกิจ ในช่วงที่ต้องเติมสภาพคล่องหรือขยายงานจริง ๆ จุดนี้เองที่ทำให้ บสย.ค้ำประกัน ถูกพูดถึงมากขึ้นในฐานะ “ตัวช่วยปิดช่องว่าง” ระหว่างศักยภาพของธุรกิจกับเงื่อนไขการปล่อยกู้ของสถาบันการเงิน
ในอีกด้านหนึ่ง ภาวะสินเชื่อช่วงปี 2568 ธนาคารมีแนวโน้ม “คัดกรองเข้ม” มากขึ้น โดยรายงานของ ธปท. สะท้อนว่ามาตรฐานการให้สินเชื่อภาคธุรกิจไตรมาส 2/2568 เข้มงวดขึ้น และสถาบันการเงินบางแห่งเพิ่มความระมัดระวัง รวมถึงปรับเงื่อนไขประกอบสัญญาให้เข้มขึ้น เมื่อเกมเข้มขึ้น คำถามยอดฮิตอย่าง “สินเชื่อธนาคารไหนอนุมัติง่าย” จึงไม่มีคำตอบตายตัว เพราะ “ง่าย” ไม่ได้อยู่ที่ชื่อธนาคารเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่โครงสร้างความเสี่ยงและความพร้อมของเอกสาร/กระแสเงินสดของกิจการ
บทความนี้จะขยาย “เฉพาะหัวข้อเดียว” คือ ข้อดีของการเลือกสินเชื่อsmeที่ใช้ บสย.ค้ำประกัน เพื่อให้คุณเห็นภาพว่าเหตุใดจึงช่วยเพิ่มโอกาสอนุมัติ (โดยเฉพาะกรณีเข้าไม่ถึงสินเชื่อไม่ใช้หลักประกันค้ำประกัน แบบล้วน ๆ) และควรใช้ให้คุ้มอย่างไร

บสย.คืออะไร (สั้น ๆ แต่จำเป็นต่อการเข้าใจข้อดี)
บสย. เป็นรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลัง ทำหน้าที่ “ค้ำประกันสินเชื่อ” ให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่ ไม่มีหลักทรัพย์ หรือมีหลักทรัพย์ไม่เพียงพอ เพื่อช่วยให้เข้าถึงวงเงินจากธนาคารได้มากขึ้นตามความต้องการ
แปลเป็นภาษาคนทำธุรกิจ: ธนาคารยังเป็นคนปล่อยกู้ตามปกติ แต่มี “ผู้ค้ำประกัน” เข้ามาช่วยแบ่งเบาความเสี่ยง ทำให้การออกแบบดีล “เป็นไปได้มากขึ้น” โดยเฉพาะในยุคที่เกณฑ์พิจารณาเข้มขึ้น

ข้อดี 1: เพิ่มโอกาสอนุมัติ เมื่อธุรกิจทำจริง แต่ “ติดหลักทรัพย์”
ข้อดีที่เห็นชัดที่สุด คือ “เพิ่มโอกาสอนุมัติ” สำหรับกิจการที่มีการค้าขายจริง มีรายรับ-รายจ่ายเดิน แต่ไม่สะดวกนำทรัพย์มาค้ำ หรือทรัพย์ไม่พอให้ธนาคารมั่นใจ
นี่สำคัญมากสำหรับเจ้าของกิจการที่กำลังหา แหล่งเงินทุนไม่มีหลักประกัน เพราะในโลกความจริง ธนาคารไม่ได้ปฏิเสธเพราะไม่อยากปล่อย แต่ปฏิเสธเพราะ “โครงสร้างความเสี่ยงไม่ผ่านเกณฑ์” การมี บสย.ค้ำประกัน จึงช่วยเปลี่ยนสมการจาก “เสี่ยงเกินปล่อย” ให้กลายเป็น “เสี่ยงพอรับได้เมื่อมีการค้ำ”
ประเด็นที่ควรเข้าใจให้ถูก: บสย.ค้ำประกัน ไม่ใช่ทางลัดให้ผ่านอัตโนมัติ ธนาคารยังดูรายได้ กระแสเงินสด ภาระหนี้ และวินัยการเงินเหมือนเดิม เพียงแต่ความเสี่ยงของดีลถูกจัดโครงสร้างใหม่ให้ดีขึ้น
ดังนั้น ถ้าคุณถามว่า “สินเชื่ออนุมัติง่าย” มาจากอะไร—คำตอบคือ “มาจากการทำให้ดีลน่าเชื่อถือขึ้น” ไม่ใช่การหาธนาคารที่ปล่อยง่ายที่สุดเพียงอย่างเดียว

ข้อดี 2: ช่วย “ต่อรองโครงสร้างวงเงิน” ให้เหมาะกับการใช้งานจริง
หลายกิจการไม่ได้ต้องการเงินก้อนอย่างเดียว แต่ต้องการโครงสร้างที่เข้ากับรอบเงินสด เช่น บางช่วงต้องการวงเงินหมุนเวียน บางช่วงต้องการเงินลงทุนแบบผ่อนยาว
ข้อดีของการมี บสย.ค้ำประกัน คือช่วยให้ธนาคาร “กล้าออกแบบดีล” ได้ยืดหยุ่นขึ้นในเชิงโครงสร้างวงเงิน (เช่น วงเงินลงทุน/วงเงินหมุนเวียน) โดยยังยึดความสามารถชำระหนี้เป็นหลัก
พูดง่าย ๆ คือ แทนที่ธนาคารจะบอกว่า “ได้ แต่ต้องมีทรัพย์ค้ำ” ก็อาจเปลี่ยนเป็น “ได้ ถ้าใช้โครงสร้างที่เหมาะ + มีการค้ำ” ซึ่งสำหรับเจ้าของกิจการ นี่แปลว่า:
    • วงเงิน “เข้ากับวัตถุประสงค์” มากขึ้น
    • โอกาสได้เงื่อนไขที่รับภาระไหวมากขึ้น
    • ลดความเสี่ยงผิดนัดจากการเลือกโครงสร้างที่ฝืนกระแสเงินสด

ข้อดี 3: เพิ่มโอกาสได้ “วงเงินพอดีกับแผน” มากขึ้น
ธุรกิจจำนวนมากไม่ได้อยากกู้เยอะที่สุด แต่อยากกู้ “พอดีและพาไปถึงเป้าหมาย” เช่น เติมทุนหมุนเวียนให้ผ่านฤดูกาล หรือขยายสาขาแบบไม่ทำให้เงินตึง
บทความหลักชี้ไว้ชัดว่า ในบางกรณีธนาคารอาจพิจารณาวงเงินได้ดีขึ้นเมื่อความเสี่ยงได้รับการค้ำประกันบางส่วน
มุมวิเคราะห์ที่มักเกิดขึ้นจริงคือ ธนาคารไม่ได้ปฏิเสธแผนธุรกิจ แต่ปฏิเสธ “ความไม่แน่นอน” ของแผน เมื่อมี บสย. เข้ามาช่วยรับความเสี่ยงบางส่วน “เพดานความเป็นไปได้” ของวงเงินจึงขยับขึ้นได้—โดยเฉพาะกิจการที่มีรายได้สม่ำเสมอ แต่หลักทรัพย์ไม่ตอบโจทย์เกณฑ์ธนาคาร

ข้อดี 4: เหมาะกับยุคที่สินเชื่อเข้ม—ช่วยให้ดีล “ดูปลอดภัยขึ้น” ในสายตาธนาคาร
จากรายงาน ธปท. ไตรมาส 2/2568 สถาบันการเงินมองว่ามาตรฐานการให้สินเชื่อภาคธุรกิจเข้มงวดขึ้น และบางแห่งเพิ่มข้อกำหนด/ปรับเงื่อนไขสัญญาให้เข้มขึ้น
ในบริบทนี้ “ข้อดี” ของ บสย.ค้ำประกัน คือมันทำหน้าที่เป็น เครื่องมือลดแรงเสียดทาน ระหว่างธุรกิจที่ต้องการเงินทุนกับธนาคารที่ต้องบริหารความเสี่ยงอย่างระมัดระวังมากขึ้น กล่าวคือ:
    • ธนาคารยังคัดกรองเหมือนเดิม
    • แต่ดีลที่มีการค้ำ “ถูกมองว่าเสี่ยงน้อยลง” เมื่อเทียบกับดีลที่ไม่มีอะไรช่วยรับความเสี่ยงเลย
ดังนั้น หากคุณกำลังมอง สินเชื่อเพื่อธุรกิจ ในช่วงที่การแข่งขันขอวงเงินสูง การมีตัวช่วยด้านโครงสร้างความเสี่ยงย่อมเป็นแต้มต่อที่จับต้องได้

ข้อดี 5: เป็น “สะพาน” จากแหล่งเงินทุนไม่มีหลักประกัน ไปสู่เครดิตธุรกิจระยะยาว
อีกประโยชน์ที่คนมักมองข้ามคือ บสย.ค้ำประกัน ช่วยเปิดประตู “ประวัติสินเชื่อธุรกิจ” ให้กับกิจการที่ยังไม่เคยมีวงเงินในระบบมาก่อน หรือเคยมีแต่ยังไม่แข็งแรงพอ
บทความหลักระบุว่า บสย.ค้ำประกันสามารถเป็นหนทางไปสู่การขอสินเชื่อระยะยาวในอนาคต เมื่อธุรกิจมีประวัติการชำระดีและข้อมูลการเงินแข็งแรงขึ้น
มุมมองเชิงกลยุทธ์:
    • ปีแรก ๆ ธุรกิจอาจต้องการ “ช่องทางเข้าระบบ” มากกว่าดอกเบี้ยที่ถูกที่สุด
    • เมื่อชำระดี มีงบ/สเตทเมนต์สวยขึ้น การต่อรองในรอบถัดไปจะง่ายขึ้น
    • สุดท้ายอาจขยับจากดีลที่ต้องพึ่งการค้ำ ไปสู่ดีลที่เงื่อนไขดีขึ้นตามความแข็งแรงของกิจการ
นี่คือเหตุผลที่บางกิจการใช้ บสย.ค้ำประกัน เป็น “จุดเริ่มต้น” ไม่ใช่ “ปลายทาง”

ข้อดี 6: ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน “มีกรอบให้ตรวจสอบได้” ช่วยคุมต้นทุนรวมอย่างเป็นระบบ
เจ้าของกิจการหลายคนกังวลว่าใช้ บสย.ค้ำประกัน แล้ว “ต้องจ่ายเพิ่มเท่าไร” ข้อดีคือค่าธรรมเนียม/อัตราค้ำประกันของ บสย. มีการประกาศเป็นข้อมูลให้ตรวจสอบได้ และมีหลายระดับตามโครงการและระดับความเสี่ยง
ตัวอย่างเชิงหลักการ (ไม่ใช่ตัวเลขเดียวครอบจักรวาล): บางโครงการมีอัตราค่าธรรมเนียมแบบคงที่ตามระดับความเสี่ยง เช่น 1%, 1.5% หรือ 2.5% ต่อปีตามที่ บสย. ระบุไว้ในตารางอัตราค่าธรรมเนียม และบางโครงการมีเงื่อนไขเฉพาะ เช่น กรอบวงเงินค้ำ/ประเภทผู้กู้/วัตถุประสงค์
ข้อดีเชิงบริหารสำหรับเจ้าของกิจการคือ:
    • คุณสามารถ “รวมต้นทุนค้ำ” เข้าไปในต้นทุนรวมของสินเชื่อได้ตั้งแต่ต้น
    • เปรียบเทียบความคุ้มค่าได้แบบมีหลักฐาน
    • คุยกับธนาคารบนพื้นฐานตัวเลขจริง ไม่ใช่ความรู้สึก

ข้อดี 7: ช่วยตอบโจทย์คำถาม “สินเชื่อธนาคารไหนอนุมัติง่าย” อย่างมีเหตุผลขึ้น
คำถามนี้จะตอบได้ดีขึ้นเมื่อเปลี่ยนจาก “ชื่อธนาคาร” ไปเป็น “โครงสร้างดีล” เพราะในยุคคัดกรองเข้ม สิ่งที่ทำให้ สินเชื่ออนุมัติง่าย มักเป็น 3 อย่าง:
    1. เอกสารและรายได้ที่พิสูจน์ได้
    2. กระแสเงินสดสอดคล้องกับภาระผ่อน
    3. ความเสี่ยงของดีลถูกจัดการได้
บสย.ค้ำประกัน “เสริม” ข้อที่ 3 โดยตรง ทำให้หลายธนาคารพิจารณาเคสที่เดิมทีอาจไม่ผ่านเพราะติดหลักทรัพย์ได้มากขึ้น
สรุปในประโยคเดียว:
ถ้าถามว่า “ธนาคารไหนปล่อยง่าย” คำตอบที่ปลอดภัยกว่า คือ “ดีลที่มีความเสี่ยงถูกจัดการดี (รวมถึงมี บสย.ค้ำประกัน เมื่อเหมาะสม) จะมีโอกาสผ่านมากกว่า”

สรุป
ข้อดีของการเลือกสินเชื่อที่ใช้ บสย.ค้ำประกัน ไม่ได้อยู่ที่ทำให้ “กู้ผ่านแบบอัตโนมัติ” แต่อยู่ที่การทำให้ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ ของคุณ “มีโครงสร้างความเสี่ยงที่ธนาคารรับได้มากขึ้น” โดยเฉพาะกรณีที่คุณกำลังหา แหล่งเงินทุนไม่มีหลักประกัน หรือเข้าไม่ถึง สินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แบบล้วน ๆ

5

เปลี่ยน “ตัวเลขขายหน้าร้าน” ให้กลายเป็นหลักฐานสำคัญในการกู้เงินธุรกิจ
ในยุคที่หลายธุรกิจใช้เครื่อง POS และรับเงินผ่าน QR พร้อมเพย์ หรือ e-Wallet เป็นหลัก สิ่งที่เจ้าของกิจการจำนวนมากยังไม่รู้คือ “รายงานยอดขายจากระบบ POS” สามารถใช้เป็นหลักฐานประกอบการขอ สินเชื่อธุรกิจ ได้จริง ไม่ว่าจะขอเป็น เงินกู้ SME, สินเชื่อแบบวงเงินหมุนเวียน หรือแม้แต่ เงินกู้ด่วน สำหรับเสริมสภาพคล่องระยะสั้น
ผู้ให้กู้ยุคใหม่ ทั้งธนาคารและฟินเทค เริ่มหันมาใช้ “ข้อมูลธุรกรรมจริง” เช่น ยอดขายจาก POS, ข้อมูลการรับชำระเงินดิจิทัล และประวัติเดินบัญชี เป็นฐานพิจารณา สินเชื่อเงินกู้ มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งแต่หลักทรัพย์ค้ำประกัน และเปิดโอกาสให้ SME เข้าถึงแหล่งทุนง่ายขึ้น
บทความนี้จึงชวนมาดูแบบเป็นระบบว่า รายงานยอดขายจาก POS ช่วย กู้SME ได้อย่างไร ต้องเตรียมอะไรบ้าง และมีข้อควรระวังอะไร เพื่อให้คำขอของคุณ “น่าอนุมัติ” มากขึ้น

1. ทำไม “รายได้ที่พิสูจน์ได้” สำคัญต่อการขอสินเชื่อธุรกิจ SME
เวลาคุณยื่นขอ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ หรือ สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อระยะยาวหรือวงเงินหมุนเวียน สิ่งแรก ๆ ที่ธนาคารดูเสมอ คือ
    1. ธุรกิจมีรายได้จริงหรือไม่
    2. กระแสเงินสดเข้าออกสม่ำเสมอแค่ไหน
    3. ตัวเลขในเอกสารต่าง ๆ “เล่าเรื่องเดียวกัน” หรือไม่
ในอดีต ธนาคารมักอาศัยงบการเงินและ Statement เป็นหลัก ทำให้หลายธุรกิจที่รับเงินสดเยอะ หรือเพิ่งเริ่มจดทะเบียนใหม่ รู้สึกว่าขอ เงินกู้ SME ยาก ทั้งที่ยอดขายจริงหน้างานดีมาก
ปัจจุบัน ภายใต้นโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ผลักดันให้ใช้ “ข้อมูลทางเลือก” (Alternative Data) เช่น ข้อมูลการเดินบัญชี ยอดขายดิจิทัล และข้อมูลจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ ในการปล่อยสินเชื่อ SME มากขึ้น ทำให้โอกาสของธุรกิจที่มีข้อมูล POS ดี ๆ สูงขึ้นตามไปด้วย
ดังนั้น ถ้าคุณมีระบบ POS ที่เก็บข้อมูลยอดขายอย่างเป็นระบบ ถือว่ามี “ทรัพย์สินด้านข้อมูล” ที่มีค่ามากในมุมมองผู้ให้กู้ แม้จะไม่ได้เป็นหลักทรัพย์แบบบ้านหรือที่ดิน แต่ช่วยทำให้คำขอ สินเชื่อเงินกู้ ดูน่าเชื่อถือขึ้นอย่างชัดเจน

2. ระบบ POS คืออะไร และข้อมูลแบบไหนที่ธนาคารสนใจ
ระบบ POS (Point of Sale) ไม่ได้เป็นแค่เครื่องคิดเงิน แต่คือ “ศูนย์รวมข้อมูลยอดขาย” ของธุรกิจคุณ ทั้งหน้าร้านและออนไลน์ เช่น
    • ยอดขายรายวัน/รายเดือน
    • จำนวนบิล จำนวนลูกค้า
    • ค่าใช้จ่ายหรือส่วนลดในแต่ละรายการ
    • ช่องทางการชำระเงิน (เงินสด บัตร QR e-Wallet)
หลายธนาคารในไทยเริ่มมีผลิตภัณฑ์ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ ที่พิจารณาจาก “ข้อมูลยอดขายจาก POS หรือแพลตฟอร์มรับชำระเงิน” เป็นสำคัญ เช่น สินเชื่อสำหรับผู้ใช้แอปถุงเงินหรือเครื่อง EDC ที่ให้วงเงินได้สูงสุดหลักล้านบาท หากมีประวัติยอดขายสม่ำเสมอในระบบ
กล่าวง่าย ๆ คือ หากธุรกิจของคุณ
    • ขายผ่านเครื่อง POS อย่างต่อเนื่อง
    • รับเงินผ่านช่องทางดิจิทัลเป็นหลัก
    • เก็บข้อมูลย้อนหลังได้ 6–12 เดือน
ข้อมูลเหล่านี้สามารถใช้สนับสนุนคำขอ sme
สินเชื่อsmeได้ดีไม่แพ้งบการเงินเลย

3. ธนาคารดูอะไรจาก “รายงานยอดขาย POS” เมื่อคุณไปกู้ SME
เมื่อคุณนำรายงานยอดขายจากระบบ POS ไปใช้ประกอบการขอ สินเชื่อเงินกู้ ธนาคารหรือผู้ให้กู้มักจะมองประเด็นหลัก ๆ ดังนี้
3.1 แนวโน้มยอดขาย (Sales Trend)
    • ยอดขายเติบโต สม่ำเสมอ หรือแกว่งแรง
    • มีฤดูกาลชัดเจนหรือไม่ (เช่น ร้านอาหารยอดสูงวันเสาร์–อาทิตย์, ช่วงเทศกาล)
    • ยอดขายลดลงต่อเนื่องหรือมีเหตุการณ์ผิดปกติชัดเจน
แนวโน้มที่ดีและอธิบายได้จะช่วยให้คำขอ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ ดูมั่นคงกว่าการมีแต่ตัวเลขยอดรวมแบบไม่เห็นรายเดือน
3.2 ความถี่ของการขายและฐานลูกค้า
    • จำนวนบิลต่อวัน/ต่อเดือน
    • ค่าใช้จ่ายต่อบิลเฉลี่ย (Average Ticket Size)
    • สัดส่วนลูกค้าประจำ vs ลูกค้าใหม่ (ถ้าระบบ POS เก็บได้)
ธุรกิจที่มีบิลจำนวนมาก แม้ายอดต่อบิลไม่สูงมาก ก็ถือว่ามีฐานรายได้ที่กระจายตัวดี ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในมุมมองของผู้ให้กู้ เวลาคุณไป กู้SME ข้อมูลลักษณะนี้จะช่วยชดเชยการไม่มีหลักทรัพย์ได้บางส่วนในสายตาผู้พิจารณา
3.3 ช่องทางชำระเงินและความโปร่งใส
    • สัดส่วนยอดรับผ่านโอน/บัตร/QR เทียบกับเงินสด
    • การเข้าบัญชีธนาคารตรงตามยอดขายหรือไม่
หากรายงาน POS แสดงยอดขายจาก QR หรือบัตร และตัวเลขเข้าใน Statement ใกล้เคียงกัน จะยิ่งทำให้ผู้ให้กู้มั่นใจว่ารายได้มีอยู่จริง และกระแสเงินสดหมุนเวียนดี ช่วยเพิ่มโอกาสได้ สินเชื่ออนุมัติง่ายไม่เช็คภาระหนี้แบบที่หลายคนคาดหวัง (แม้ในความเป็นจริง ธนาคารยังต้องดูภาระหนี้โดยรวม แต่ข้อมูลรายได้ที่ชัดเจนทำให้ประเมินได้ง่ายและเป็นบวกมากขึ้น)

4. วิธีเตรียมรายงาน POS ให้พร้อมก่อนยื่นขอสินเชื่อธุรกิจ SME
เพื่อให้การขอ สินเชื่อธุรกิจ SME หรือ เงินกู้ SME ดูเป็นระบบและลดคำถามจากธนาคาร แนะนำให้จัดการข้อมูลจาก POS ตามขั้นตอนต่อไปนี้
4.1 เลือกช่วงเวลาให้เหมาะสม
    • เตรียมรายงานยอดขายย้อนหลังอย่างน้อย 6–12 เดือน
    • ถ้าธุรกิจเพิ่งเปิดใหม่ ให้ใช้ข้อมูลที่มีครบที่สุด และอธิบายแผนขยายในอนาคตประกอบ
4.2 สรุปยอดขายรายเดือนแบบเข้าใจง่าย
    • สร้างสรุปยอดขายรายเดือนจากระบบ POS (ยอดขายรวม จำนวนบิล เฉลี่ยต่อบิล)
    • แยกตามช่องทางขาย เช่น หน้าร้าน เดลิเวอรี แพลตฟอร์มออนไลน์
    • หากมีหลายสาขา ให้สรุปแยกสาขา พร้อมยอดรวมทั้งบริษัท
สรุปแนวนี้ทำให้ธนาคารเห็นภาพโครงสร้างรายได้ชัดเจนกว่าการแนบไฟล์ POS ดิบ ๆ หลายสิบหน้า
4.3 เชื่อมโยง POS กับ Statement และภาษี
    • เปรียบเทียบยอดขายจาก POS กับยอดเงินเข้าบัญชีใน Statement รายเดือน
    • หากมีภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ให้ลองเช็กตัวเลขว่าใกล้เคียงกันหรือไม่
    • กรณีมียอดเงินสดที่ไม่ได้ฝากครบ ให้ทำ “ตารางอธิบาย” เพิ่มเติม เช่น ยอดนำไปใช้ซื้อวัตถุดิบสด ฯลฯ
การเชื่อมโยงแบบนี้ช่วยให้เอกสาร “เล่าเรื่องเดียวกัน” ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ให้กู้ให้ความสำคัญมากเวลาอนุมัติ สินเชื่อเงินกู้ หรือ เงินกู้ด่วน สำหรับเสริมสภาพคล่อง
4.4 ทำสรุป 1 หน้าแนบไปกับคำขอสินเชื่อ
แนะนำให้มี “หน้าสรุปรายได้จาก POS” แนบทุกครั้งที่ไป กู้SME ประกอบด้วย
    • โปรไฟล์ธุรกิจสั้น ๆ (ขายอะไร ที่ไหน กลุ่มลูกค้าหลัก)
    • กราฟยอดขายรายเดือน 6–12 เดือนล่าสุด
    • จุดเด่นจากข้อมูล POS เช่น
        ◦ ยอดขายเติบโต X%
        ◦ มีลูกค้าประจำสัดส่วนสูง
        ◦ รายได้มาจากช่องทางดิจิทัลเกิน 70% ทำให้ตรวจสอบได้ง่าย
    • ข้อสังเกตกรณีพิเศษ เช่น ยอดตกช่วงโควิด ปิดปรับปรุงร้าน ฯลฯ
หน้าเดียวนี้ช่วยให้เจ้าหน้าที่เครดิตจับประเด็นธุรกิจคุณได้เร็วขึ้น เพิ่มน้ำหนักให้คำขอ สินเชื่อธุรกิจ sme ในภาพรวม

5. ตัวอย่างสถานการณ์: ร้านอาหารเล็กใช้รายงาน POS เพิ่มโอกาสอนุมัติสินเชื่อ
ลองดูตัวอย่างง่าย ๆ ของธุรกิจขนาดเล็ก เพื่อให้เห็นภาพว่ารายงาน POS ช่วยเรื่องการขอ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ อย่างไร
เคส: ร้านอาหารตามสั่ง–เดลิเวอรี ในเขตชุมชน
    • รายได้ส่วนใหญ่เข้าผ่าน QR พร้อมเพย์ และแอปเดลิเวอรี
    • เจ้าของร้านต้องการ เงินกู้ SME 500,000 บาท เพื่อขยายครัวและซื้ออุปกรณ์เพิ่ม
สิ่งที่เตรียมจาก POS
    1. รายงานยอดขาย 12 เดือน แยก
        ◦ หน้าร้าน
        ◦ เดลิเวอรี
    2. กราฟแนวโน้มแสดงว่ายอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10–15% หลังเพิ่มเมนูเดลิเวอรี
    3. สรุปจำนวนบิลต่อวัน และยอดเฉลี่ยต่อบิล
เชื่อมกับ Statement
    • นำยอดรับเงินจากแอปและ QR มาจับคู่กับยอดเข้าบัญชีโดยตรง
    • อธิบายช่องว่างกรณีใช้เงินสดซื้อวัตถุดิบบางส่วน
ผลลัพธ์คือ ธนาคารสามารถเห็นว่า
    • ธุรกิจมีรายได้สม่ำเสมอ
    • ยอดขายเติบโต
    • กระแสเงินสดเข้าออกชัดเจน
แม้ว่าร้านจะไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันมากนัก แต่ข้อมูลจาก POS และ Statement ทำให้คำขอ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ นี้มีน้ำหนักเพียงพอในการพิจารณาในฐานะ สินเชื่อธุรกิจ sme สำหรับกิจการรายย่อย โดยอยู่ในกรอบนโยบายที่ส่งเสริมการใช้ข้อมูลธุรกรรมจริงของธนาคารไทยในช่วงหลัง ๆ

6. ข้อควรระวังเมื่อใช้รายงาน POS ขอสินเชื่อเงินกู้
แม้รายงานยอดขายจาก POS จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือเวลาขอ สินเชื่อเงินกู้ หรือ เงินกู้ด่วน แต่ก็มีจุดที่ควรระวังเช่นกัน
    1. ตัวเลข POS กับบัญชีธนาคารไม่ใกล้กันเลย
        ◦ ถ้า POS แสดงยอดขายสูง แต่เงินเข้าบัญชีน้อย ธนาคารจะตั้งคำถามทันที
        ◦ ควรมีคำอธิบายชัด เช่น ใช้เงินสดบางส่วนซื้อวัตถุดิบ หรือนำเข้าบัญชีส่วนตัวแล้วโอนเข้าบัญชีธุรกิจภายหลัง
    2. มีการยกเลิกบิลหรือ Void บ่อยผิดปกติ
        ◦ ผู้ให้กู้บางรายอาจมองเป็นความเสี่ยงเรื่องการบันทึกยอดขาย
        ◦ ควรควบคุมการ Void และอธิบายสาเหตุในรายงานภายในของร้าน
    3. ใช้ POS หลายระบบ แต่ไม่เคยรวมตัวเลข
        ◦ เช่น หน้าร้านใช้ระบบหนึ่ง ออนไลน์ใช้อีกระบบ
        ◦ แนะนำให้ทำตารางรวมยอดขายจากทุกระบบ เพื่อเสนอภาพจริงที่ครบถ้วน
    4. คิดว่ามี POS แล้วไม่ต้องสนใจเรื่องเครดิตส่วนบุคคล
        ◦ แม้จะเป็น สินเชื่อเพื่อธุรกิจ เกือบทุกแห่งยังดูเครดิตส่วนตัวของเจ้าของควบคู่กัน
        ◦ ควรรักษาประวัติการชำระหนี้อื่น ๆ ให้ดี เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกปฏิเสธ แม้รายงาน POS จะสวยก็ตาม

7. สรุป: ใช้ข้อมูลยอดขายให้เป็น “จุดแข็ง” เวลาไปกู้ SME
สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังคิดจะ กู้SME เพื่อขยายกิจการ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร คาเฟ่ มินิมาร์ท ร้านขายของออนไลน์ หรือร้านบริการต่าง ๆ หากมีระบบ POS อยู่แล้ว ขอให้มองว่า “คุณมีอาวุธลับในมือ” อยู่เรียบร้อย
สิ่งสำคัญคือ
    • ดึงข้อมูลให้ครบ 6–12 เดือน
    • สรุปยอดขายให้เข้าใจง่าย เชื่อมกับ Statement และเอกสารภาษี
    • ทำสไลด์หรือเอกสารสรุป 1 หน้า อธิบายจุดแข็งจากข้อมูลยอดขายของคุณ
    • ใช้ข้อมูลเหล่านี้ประกอบการวางแผนวงเงินและโครงสร้าง สินเชื่อเพื่อธุรกิจ ของตนเองก่อนยื่นจริง
เมื่อเตรียมทุกอย่างเป็นระบบ คำขอ สินเชื่อธุรกิจ sme ของคุณจะไม่ใช่แค่ “กรอกฟอร์มแล้วรอลุ้น” แต่กลายเป็น “ข้อเสนอทางการเงิน” ที่มีเหตุผลรองรับ ทำให้ทั้งธนาคารและผู้ให้กู้เห็นว่า ธุรกิจนี้เข้าใจตัวเอง มีวินัย และพร้อมใช้เงินกู้ไปต่อยอดจริง ๆ
หากต้องการอ่านรายละเอียดภาพรวมเรื่องการวางแผนตัวเลข DSCR/DSR การตั้งวงเงิน OD และการเตรียมเอกสารชุดใหญ่ก่อนยื่นขอ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ แนะนำให้ตามไปอ่านบทความหลักในหัวข้อ
“การวางแผนการเงินก่อนขอสินเชื่อธุรกิจ” บนเว็บไซต์ EasyCashFlows ซึ่งอธิบายขั้นตอนทั้งหมดอย่างเป็นระบบ และเชื่อมโยงกับประเด็น “รายได้และกระแสเงินสดที่พิสูจน์ได้” ที่กล่าวถึงในบทความนี้โดยตรง.

6

ในฐานะที่ปรึกษาสินเชื่อธุรกิจ ผมเจอเคสแบบ “ยอดขายดีแต่กู้ไม่ผ่าน” บ่อยกว่าที่หลายคนคิด โดยเฉพาะกลุ่มที่มองหา สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือหวังจะได้ สินเชื่อSMEไม่มีหลักทรัพย์2568 จากธนาคาร/สถาบันการเงิน เพื่อใช้ขยายกิจการหรือเสริมสภาพคล่อง แต่สุดท้ายกลับได้รับคำตอบว่า “ไม่ผ่านเกณฑ์เครดิต”
เคสที่อยากเล่าในวันนี้ เป็นเจ้าของแบรนด์คาเฟ่และเบเกอรีรายหนึ่ง (ขอสมมติชื่อว่า “คุณเมย์”) ยอดขายหน้าร้านรวมเดลิเวอรีเฉลี่ยเดือนละเกือบ 700,000 บาท รีวิวดี ลูกค้าประจำแน่น หน้าร้านดูแข็งแรงมาก เธอตั้งใจจะขอ สินเชื่อsmeวงเงิน 1.5 ล้านบาทแบบ สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อต่อเติมครัว เพิ่มที่นั่ง และซื้อเครื่องอบรุ่นใหม่
บนกระดาษ ทุกอย่างเหมือนจะ “สวย”
แต่ผลอนุมัติออกมาคือ “ไม่ผ่าน” ด้วยเหตุผลเดียวที่ธนาคารวงไว้สั้น ๆ ว่า
“เครดิตและวินัยการเงินไม่ผ่านเกณฑ์สถาบันการเงิน”
ทั้งที่คุณเมย์เชื่อมาตลอดว่า ธุรกิจเดินดี ใช้แหล่งเงินทุนแบบไม่ฟุ่มเฟือย และจ่ายหนี้ทุกเดือน แล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

เมื่อเครดิตส่วนตัว “ลากคะแนน” ธุรกิจให้ตกเกณฑ์
หลังจากนัดคุยนอกรอบและขออนุญาตดูเอกสารจริง ปรากฏว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ยอดขายหรือกำไร แต่ซ่อนอยู่ใน “พฤติกรรมทางการเงิน” ของเจ้าของกิจการเอง
    1. บัตรเครดิตบุคคล 4 ใบ ใช้เกือบเต็มวงเงินทุกใบ
แม้จะจ่ายตรงทุกเดือน แต่ส่วนใหญ่จ่าย “ขั้นต่ำ” มาตลอด ทำให้ยอดคงค้างสูง วงเงินเหลือน้อย ระบบเครดิตมองว่า “มีความตึงตัวด้านสภาพคล่อง”
    2. สินเชื่อส่วนบุคคลและผ่อนของใช้ส่วนตัวปนกับภาระธุรกิจ
ที่สำคัญ ภาระผ่อนเหล่านี้ไม่ได้แยกระหว่าง “ส่วนตัว” กับ “ธุรกิจ” ในสายตาเครดิตบูโร ภาระทั้งหมดถูกมองเป็น “หนี้ของคนคนเดียว”
    3. บัญชีเงินเข้า–ออกธุรกิจไม่สม่ำเสมอ
รายได้บางส่วนรับเป็นเงินสดและไม่ได้เดินเข้าบัญชีอย่างเป็นระบบ ธนาคารจึงไม่เห็นภาพแท้จริงของกระแสเงินสด ทั้งที่ยอดขายจริงสูงกว่าที่ Statement สะท้อน
    4. เคยจ่ายค่างวดล่าช้าเกิน 30 วัน 2–3 ครั้งในช่วงโควิด
แม้จะเคลียร์หมดแล้ว แต่ “รอยแผลในประวัติการชำระ” ยังอยู่ในระบบ และกลายเป็นสัญญาณเตือนของเจ้าหน้าที่สินเชื่อว่า หากปล่อยกู้แบบไม่มีหลักประกัน ความเสี่ยงจะสูงกว่าปกติ
ทั้งหมดนี้ทำให้คำว่า “วินัยการเงินไม่ผ่านเกณฑ์” ไม่ใช่ประโยคกลาง ๆ แต่เป็นสัญญาณชัดเจนว่า ถ้าธนาคารปล่อย แหล่งเงินทุนไม่ใช้หลักประกันให้รายนี้ ความเสี่ยงด้านการชำระคืนอาจสูงกว่ากลุ่มลูกค้าที่มีเครดิตแข็งแรงกว่า

ทำไมปี 2568 ธนาคาร “ซีเรียส” เรื่องเครดิตและวินัยการเงินเป็นพิเศษ
ถ้ามองภาพใหญ่ จะเห็นว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะคุณเมย์คนเดียว แต่สะท้อนบริบทของเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ
    • ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ยังต้องจับตาความสามารถในการชำระหนี้ของธุรกิจ SMEs และครัวเรือนบางกลุ่มที่รายได้ฟื้นตัวช้าและมีภาระหนี้สูง โดย NPL ยังมีแนวโน้มขยับขึ้น แม้ระบบสถาบันการเงินโดยรวมยังแข็งแรงอยู่ก็ตาม Bot
    • สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ยังอยู่ในระดับสูงมาก และหนี้ประเภทบัตรเครดิต ลีสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคลเติบโตเร็วในรอบหลายปี ทำให้ความเปราะบางด้านวินัยการเงินถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด
เมื่อภาพใหญ่เป็นแบบนี้ ธนาคารยิ่งต้องระมัดระวังในการปล่อย สินเชื่อsme โดยเฉพาะประเภท สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม “แหล่งเงินทุนไม่มีหลักประกัน” ทั้งจากธนาคารพาณิชย์และโครงการพิเศษที่รัฐสนับสนุน
จะสังเกตว่า แม้ภาครัฐออกแพ็กเกจช่วยเหลืออย่างโครงการค้ำประกันสินเชื่อ “SMEs Quick Big Win” ผ่าน บสย. วงเงินรวม 50,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อและลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ แต่เงื่อนไขด้านเครดิตและวินัยการเงิน “ก็ยังอยู่” เพราะธนาคารและ บสย. ต้องบริหารความเสี่ยงไม่ให้กลายเป็นหนี้เสียในระบบ
พูดให้ชัดคือ ในปี 2568 ต่อให้คุณเจอแคมเปญที่ดูเหมือน “สินเชื่ออนุมัติง่ายไม่เช็คภาระหนี้” จากโฆษณาออนไลน์ ถ้าเป็นสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับจริง ๆ เขายังคงต้องดูเครดิตบูโร ดูภาระหนี้รวม และวินัยการเงินย้อนหลังอยู่ดี

พฤติกรรมแบบไหน ที่ทำให้ “ดีลสินเชื่อ SME” สะดุดมากที่สุด
จากประสบการณ์คุยกับทั้งฝั่งผู้ประกอบการและฝั่งอนุมัติสินเชื่อ พฤติกรรมต่อไปนี้คือ “ตัวแดง” ที่มักทำให้การขอ สินเชื่อ sme ไม่มีหลักทรัพย์ 2568 สะดุด
    1. จ่ายขั้นต่ำและรูดเต็มวงเงินเป็นนิสัย
บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่ใช้เกือบเต็มวงเงิน แถมจ่ายขั้นต่ำเป็นประจำ ทำให้ระบบมองว่าคุณ “บริหารสภาพคล่องด้วยหนี้ระยะสั้น” ไม่ใช่ด้วยกระแสเงินสดจากธุรกิจ
    2. ผสมบัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจ
รับโอนเข้าบัญชีเดียวกัน ใช้จ่ายทั้งค่าใช้จ่ายบ้านและค่าใช้จ่ายร้านในที่เดียว ทำให้ธนาคารไม่เห็นโครงสร้างรายได้–ค่าใช้จ่ายของธุรกิจอย่างแท้จริง
    3. มีหนี้หลายเจ้า แต่ไม่มีภาพรวม
ไม่มีตารางสรุปภาระหนี้รวมต่อเดือน (DSR) เจ้าหน้าที่ต้องไล่ดูทีละแฟ้ม ทีละสัญญา ยิ่งดูยาก ยิ่งเสี่ยงที่จะประเมินว่า “ภาระหนี้แน่น”
    4. เคยผิดนัดชำระ มากกว่า 30 หรือ 90 วัน โดยไม่มีคำอธิบาย
รอยผิดนัดในเครดิตบูโรไม่ใช่จุดจบเสมอไป แต่ถ้าไม่มีคำอธิบายและแผนจัดการชัดเจน ธนาคารยากจะให้วงเงินแบบไม่มีหลักประกัน
    5. ตอบคำถามเรื่องแผนใช้เงิน–แผนคืนเงินแบบคลุมเครือ
เวลาเจ้าหน้าที่ถามว่า “กู้ไปทำอะไร คืนอย่างไร ถ้าขายไม่ถึงเป้าจะทำอย่างไร” แล้วตอบได้แค่ “ขอเอาไปหมุนก่อน เดี๋ยวก็ขายได้” แบบนี้ทำให้ดีลสินเชื่อ SME ดูเสี่ยงโดยไม่จำเป็น

จาก “ไม่ผ่าน” สู่ “พร้อมยื่นใหม่” ใน 6–12 เดือน: แผนพลิกเกมเครดิต
ย้อนกลับไปที่เคสของคุณเมย์ เราวางแผนให้เธอ “ถอยหนึ่งก้าว เพื่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคงกว่าเดิม” แทนที่จะมองหา แหล่งเงินทุนไม่มีหลักประกน แบบดอกเบี้ยสูงและเสี่ยง เราเริ่มจากการปรับวินัยการเงินอย่างจริงจัง
Step 1: รวบรวมภาพรวมภาระหนี้ทั้งหมด
ทำตารางหนี้รวม แยกประเภทหนี้ ดอกเบี้ย ค่างวด และเหลือสัญญากี่เดือน เพื่อให้เห็น DSR จริงของตัวเอง
Step 2: รีไฟแนนซ์และเคลียร์หนี้ดอกเบี้ยสูงบางส่วน
เจรจากับธนาคารเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ให้ดอกเบี้ยต่ำลง และทยอยปิดบัตรเครดิตบางใบที่ไม่จำเป็น ลดสัดส่วนการใช้วงเงินให้อยู่ในกรอบที่ดูสุขภาพดีขึ้น
Step 3: แยกบัญชีธุรกิจ–ส่วนตัวให้ชัดเจน
เปิดบัญชีใหม่สำหรับธุรกิจ นำรายได้จากทุกแพลตฟอร์มเข้าบัญชีนี้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถใช้เป็นหลักฐานกระแสเงินสดในการขอสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันในรอบถัดไป
Step 4: สร้าง track record ใหม่อย่างตั้งใจ
วางเป้าหมาย 6–12 เดือน ในการจ่ายหนี้ทุกก้อนตรงเวลา 100% ไม่จ่ายขั้นต่ำ และไม่สร้างหนี้เพิ่มโดยไม่จำเป็น
Step 5: เตรียม Credit Story ใหม่ ก่อนยื่นอีกครั้ง
เมื่อครบระยะเวลาปรับพอร์ตหนี้ เรารวบรวมเอกสารทั้งหมด พร้อมเขียนสรุป “จากอดีตสู่ปัจจุบัน” ว่าได้ปรับอะไรไปแล้วบ้าง ทำไมความเสี่ยงลดลง และวางแผนใช้เงินกู้ครั้งใหม่อย่างไรให้สอดคล้องกับการเติบโตของธุรกิจ
แผนนี้ไม่ได้การันตี 100% ว่าสถาบันการเงินจะอนุมัติแน่นอน แต่จากประสบการณ์ โอกาสสำเร็จเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อยื่นไปยังธนาคารหรือโครงการที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุน SME โดยตรง เช่น ธนาคารรัฐ โครงการ Soft Loan หรือสินเชื่อที่มี บสย. ค้ำประกันควบคู่ไปกับสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักประกัน

เช็กลิสต์สำหรับเจ้าของธุรกิจ: ก่อนจะกดส่งคำขอสินเชื่อ SME รอบใหม่
ก่อนจะยื่นขอ สินเชื่อsme หรือมองหา แหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์ รอบถัดไป ลองถามตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้
    1. ถ้าธนาคารดูเครดิตบูโรวันนี้ เขาจะเห็นรอยค้างชำระอะไรบ้างใน 24 เดือนที่ผ่านมา?
    2. DSR (ค่างวดหนี้รวม ÷ รายได้ต่อเดือน) ของคุณอยู่ในระดับที่ธนาคาร “สบายใจ” หรือยัง?
    3. บัญชีธุรกิจของคุณสะท้อนยอดขายจริงหรือไม่? เงินสดที่รับ “หล่นหาย” จากระบบไปเท่าไรต่อเดือน?
    4. คุณมีแผนใช้เงินและแผนคืนเงินที่ตอบได้ใน 3–5 ประโยคแบบมืออาชีพหรือยัง?
    5. ถ้าวันนี้ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเลย สิ่งที่คุณมีมากพอจะชดเชยความเสี่ยงของธนาคารแล้วหรือยัง – ยอดขายที่นิ่งขึ้น วินัยการเงินที่ดีขึ้น เอกสารที่โปร่งใสขึ้น?
ถ้าตอบ “ยังไม่แน่ใจ” มากกว่าครึ่ง นั่นแปลว่ายังมีพื้นที่ให้ปรับตัว ก่อนจะกลับไปเคาะประตูธนาคารอีกครั้งเพื่อขอ สินเชื่อ sme ไม่มีหลักทรัพย์ 2568

อยากรู้ว่าอีก 4 เหตุผลยอดฮิตมีอะไรบ้าง?
เรื่องเครดิตและวินัยการเงินเป็นเพียง “เหตุผลยอดฮิตข้อที่ 2” เท่านั้น ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้เจ้าของกิจการจำนวนมากขอสินเชื่อไม่ผ่าน ทั้งที่ธุรกิจดูไปได้สวยในสายตาตัวเอง
หากคุณอยากเห็นภาพรวมครบทั้ง 5 ข้อ ว่าอะไรคือ “ตัวการจริง” ที่ทำให้ดีลสินเชื่อธุรกิจสะดุด และอยากเข้าใจเช็กลิสต์เชิงลึกสำหรับปี 2568 แนะนำให้อ่านต่อในบทความหลัก:
5สาเหตุที่ทำให้เจ้าของกิจการขอสินเชื่อเงินด่วนไม่ผ่าน
ที่เว็บไซต์ EasyCashFlows (หมวด Knowledge)
บทความนี้จะช่วยให้คุณมองกระบวนการขอสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันแบบครบมุม ทั้งมุมเจ้าของกิจการและมุมสถาบันการเงิน และใช้ข้อมูลเหล่านั้นเป็นเข็มทิศวางกลยุทธ์ด้านการเงินให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนในปี 2568

7


ในบริบทของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง การเข้าถึง แหล่งเงินทุน ผ่านผลิตภัณฑ์ สินเชื่อสำหรับธุรกิจ ที่ออกแบบมาให้สอดคล้องกับลักษณะงานไซต์จริง เป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาสภาพคล่องให้กิจการเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อมีการเข้าประมูลงานใหม่ โอนย้ายไซต์ หรือเร่งเฟสงานในช่วงเวลาที่ต้นทุนจำนวนมากต้องถูกจ่ายออกไปก่อนรายได้จะทยอยรับรู้

อย่างไรก็ตาม การมีเพียงสัญญาว่าจ้างหรือใบเสนอราคาไม่ได้เพียงพอสำหรับฝ่ายสินเชื่อของธนาคารในการพิจารณาอนุมัติวงเงินให้กับ ผู้รับเหมา ได้อย่างเหมาะสม ในทางปฏิบัติ “เอกสารเฉพาะทาง” ที่สะท้อนทั้งโครงสร้างโครงการ กระแสเงินสด และหลักประกันที่ชัดเจน คือหัวใจที่ทำให้การขอ สินเชื่อ SME ภาคก่อสร้างมีโอกาสอนุมัติเร็วขึ้น และได้วงเงินสอดคล้องกับความต้องการจริงของโครงการ

บทความนี้จึงมุ่งเน้นอธิบาย “ประเภทของเอกสารเฉพาะทางแต่ละแบบ” ที่ผู้รับเหมาก่อสร้างควรเตรียมเมื่อวางแผนขอสินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกันสำหรับโครงการ โดยยึดกรอบแนวคิดจากหน้า สินเชื่อสำหรับธุรกิจรับเหมา
ของ EasyCashFlows และขยายความเชิงวิเคราะห์เพิ่มเติมในภาษาทางการ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการใช้สินเชื่ออย่างมีวินัยและเป็นระบบ

1. กลุ่มเอกสารโครงการ: ทำให้ธนาคาร “เห็นไซต์งานบนกระดาษ”

กลุ่มแรกคือเอกสารที่ทำให้ฝ่ายสินเชื่อเข้าใจ “ตัวตนของโครงการ” อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงคำบอกเล่าจากผู้รับเหมา

1.1 สัญญารับเหมาก่อสร้าง (Construction Contract)

สัญญารับเหมาก่อสร้างเป็นเอกสารหลักที่เชื่อมโยงโดยตรงกับการขอ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ สำหรับโครงการนั้น ๆ เนื่องจากระบุข้อมูลสำคัญ ได้แก่

มูลค่าสัญญารวม

ระยะเวลาก่อสร้าง

เงื่อนไขงวดจ่ายเงิน (Payment Terms)

อัตราเงินกัน (Retention) ตามสัญญา เช่น 5–10%

เงื่อนไขกรณีส่งมอบล่าช้าหรือผิดสัญญา

เอกสารฉบับนี้ช่วยให้ธนาคารสามารถประเมิน “ความสมเหตุสมผล” ระหว่างวงเงินที่ผู้รับเหมาต้องการใช้เป็น เงินทุนหมุนเวียน กับรายได้ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจริงตามสัญญา

1.2 BOQ และแบบก่อสร้างหลัก (Drawing & BOQ)

Bill of Quantities (BOQ) และแบบก่อสร้างหลักเป็นเอกสารทางเทคนิคที่อธิบาย “ปริมาณงานและวัสดุ” ที่ต้องใช้ในโครงการ หากผู้ประกอบการจัดเตรียม BOQ พร้อมต้นทุนที่คำนวณแล้วอย่างเป็นระบบ

ธนาคารจะเห็นโครงสร้างต้นทุนวัสดุและค่าแรงอย่างชัดเจน

สามารถเปรียบเทียบกับมูลค่าสัญญาและเงื่อนไขงวดจ่าย

ช่วยสนับสนุนความน่าเชื่อถือของคำขอสินเชื่อผู้รับเหมา ว่ามาจากการวางแผนต้นทุนอย่างมืออาชีพ

สำหรับผู้รับเหมาที่ต้องการใช้ สินเชื่อ SME หรือ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ เพื่อรองรับต้นทุนเหล่านี้ การมี BOQ ที่ตรวจสอบได้ จะช่วยลดข้อสงสัยของฝ่ายสินเชื่ออย่างมาก

2. เอกสารความคืบหน้าและการเบิกจ่าย: รองรับสินเชื่อเบิกเป็นงวด (Drawdown)

หนึ่งในลักษณะสำคัญของสินเชื่อสำหรับธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่บทความหลักกล่าวถึง คือโครงสร้างการ “เบิกเป็นงวด” (Drawdown) เพื่อให้ผู้ประกอบการจ่ายดอกเบี้ยเฉพาะส่วนที่ใช้จริง การออกแบบวงเงินลักษณะนี้จำเป็นต้องมีเอกสารรองรับความคืบหน้าของงานอย่างเป็นระบบ

2.1 ใบตรวจรับงาน (Progress Certificate)

ใบตรวจรับงาน หรือ Progress Certificate เป็นเอกสารที่ออกโดยผู้ว่าจ้างหรือวิศวกรที่ปรึกษา เพื่อรับรองว่า

งานก่อสร้างในงวดนั้น ๆ คืบหน้าตามสัดส่วนที่ระบุในแบบและสัญญา

คุณภาพและปริมาณงานเป็นไปตามข้อกำหนด

เมื่อผูกการเบิกวงเงินกู้แต่ละงวดเข้ากับใบตรวจรับงาน

ธนาคารสามารถใช้เอกสารนี้เป็นฐานข้อมูลในการอนุมัติวงเงินงวดถัดไป

ทำให้สินเชื่อมีลักษณะ “จ่ายตามความคืบหน้า” จริง ไม่ใช่เพียงให้วงเงินก้อนแล้วเบิกใช้โดยไม่มีข้อมูลประกอบ

สำหรับผู้รับเหมา การจัดเก็บและส่งมอบใบตรวจรับงานให้ครบถ้วนและตรงเวลา เป็นการแสดงวินัยทางธุรกิจที่ช่วยให้การใช้ แหล่งเงินทุน จากธนาคารมีความต่อเนื่อง ไม่สะดุดจากปัญหาระหว่างทาง

2.2 รายงานความคืบหน้าของโครงการ (Progress Report)

นอกจากใบตรวจรับงานแล้ว รายงานความคืบหน้าพร้อมรูปถ่ายไซต์งานในแต่ละเฟส จะช่วยเติม “ภาพรวมโครงการ” ให้ฝ่ายวิเคราะห์สินเชื่อเห็นชัดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกรณีโครงการที่มีมูลค่าสูง หรือมีระยะเวลาก่อสร้างยาวนาน

เอกสารชุดนี้อาจจัดทำเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาส เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาปรับกรอบวงเงิน หรือกำหนดเงื่อนไขของ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ ที่ใช้ร่วมกับโครงการนั้นอย่างเหมาะสม

3. เอกสารด้านกระแสเงินสด: เชื่อม “ตัวเลขไซต์งาน” เข้ากับโครงสร้างสินเชื่อ

การขอสินเชื่อในภาคก่อสร้างไม่ใช่เพียงการชี้ให้เห็นว่างานมีอยู่จริง แต่ต้องแสดงให้เห็นด้วยว่า วงเงินที่ขอจะหมุนเวียนอย่างไร และคืนธนาคารจากกระแสเงินสดส่วนใด

3.1 ตารางประมาณการกระแสเงินสดของโครงการ (Project Cash Flow)

ตาราง Project Cash Flow ที่จัดทำอย่างเป็นระบบจะระบุ

กระแสเงินออก: ค่าแรง ค่าวัสดุ ค่าเช่าอุปกรณ์ ค่าใช้จ่ายหน้างานอื่น ๆ ในแต่ละเดือน

กระแสเงินเข้า: งวดรับชำระจากผู้ว่าจ้างตามกำหนดในสัญญา หักด้วย Retention ตามเงื่อนไข

เอกสารนี้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการออกแบบวงเงิน สินเชื่อ ผู้รับ เหมา ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง เช่น

กำหนดวงเงินสูงสุดในช่วงที่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายรับ

วางแผนช่วงเวลาที่ควรทยอยลดวงเงิน เมื่อโครงการเริ่มทยอยปิดงวดและรับเงินครบถ้วน

สินเชื่อเพื่อธุรกิจ ที่ไม่อ้างอิงข้อมูลกระแสเงินสดโครงการ มักเสี่ยงต่อการจัดโครงสร้างหนี้ที่ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นวงเงินที่สูงเกินไป หรือระยะเวลาผ่อนที่สั้นเกินความเป็นจริงของงานก่อสร้าง

3.2 ข้อมูลงบการเงินของกิจการโดยรวม

แม้จะเป็นการขอสินเชื่อสำหรับโครงการใดโครงการหนึ่ง ธนาคารยังจำเป็นต้องดู “สุขภาพการเงินของกิจการในภาพรวม” ผ่าน

งบกำไรขาดทุน

งบดุล

รายการเดินบัญชีธนาคาร

รายละเอียดลูกหนี้–เจ้าหนี้การค้า

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ฝ่ายสินเชื่อประเมินว่า ผู้ประกอบการมีความสามารถใช้ เงินทุนหมุนเวียน อย่างมีวินัยหรือไม่ และจะสามารถชำระหนี้ตามกรอบเวลาที่กำหนดได้เพียงพอเพียงใด

4. เอกสารหลักประกัน: ฐานสำคัญของสินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

เนื่องจากสินเชื่อสำหรับธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในบทความหลักถูกจัดอยู่ในกลุ่ม สินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เอกสารเกี่ยวกับหลักประกันจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม

4.1 เอกสารกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์

กรณีใช้ที่ดิน อาคารสำนักงาน หรือโกดังเป็นหลักประกัน ผู้ประกอบการควรเตรียม

โฉนดที่ดินหรือเอกสารสิทธิ์ที่ดิน

หนังสือแสดงกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้าง

แผนที่สังเขปและข้อมูลการใช้ประโยชน์

การจัดเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้น จะช่วยให้การประเมินมูลค่าหลักประกันและขั้นตอนจดทะเบียนจำนองดำเนินไปอย่างราบรื่น ลดการสอบถามซ้ำและการเลื่อนนัด

4.2 เอกสารเครื่องจักรและอุปกรณ์ก่อสร้าง

หากใช้เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ก่อสร้างสภาพดีเป็นหลักทรัพย์เพิ่มเติม ผู้ประกอบการควรมี

รายการทรัพย์สิน (Fixed Asset List) ระบุยี่ห้อ รุ่น อายุการใช้งาน

เอกสารการซื้อขายหรือเอกสารแสดงสิทธิ์ในทรัพย์สิน

หลักประกันประเภทนี้ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการขอสินเชื่อสำหรับธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง โดยเฉพาะเมื่อผู้ประกอบการต้องการใช้ สินเชื่อ SME วงเงินสูงกว่าระดับที่ใช้เพียงอสังหาริมทรัพย์ค้ำประกัน

5. เอกสารเสริมด้านประสบการณ์และความน่าเชื่อถือ

นอกเหนือจากเอกสารทางเทคนิคและการเงินแล้ว เอกสารที่สะท้อน “ประวัติและความน่าเชื่อถือ” ของผู้ประกอบการรับเหมา ก็มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อเช่นกัน

ตัวอย่างเช่น

ใบรับรองผลงานโครงการที่ผ่านมา

หนังสือรับรองจากผู้ว่าจ้างเดิม

รายชื่อโครงการสำคัญที่เคยดำเนินการแล้วเสร็จ

ข้อมูลเหล่านี้แม้จะไม่ใช่เอกสารบังคับทุกกรณี แต่ในเชิงปฏิบัติสามารถเสริมให้ฝ่ายสินเชื่อมั่นใจว่า การใช้ แหล่งเงินทุน ในรูปแบบสินเชื่อครั้งนี้อยู่ในมือของผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์และมีวินัยในวิชาชีพ

6. สรุป: การเตรียมเอกสาร คือการออกแบบสินเชื่อไปพร้อมกัน

จะเห็นได้ว่า “เอกสารเฉพาะทางแต่ละแบบ” ไม่ได้มีบทบาทเพียงเพื่อให้ฝ่ายสินเชื่อมีข้อมูลครบถ้วนเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผู้รับเหมาก่อสร้างมองเห็นภาพรวมของโครงการอย่างเป็นระบบ ทั้งในมุมต้นทุน รายได้ กระแสเงินสด และความสามารถในการใช้ เงินทุนหมุนเวียน ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

กล่าวโดยสรุป การเตรียมเอกสารที่ดีคือการ

วางแผนโครงสร้าง สินเชื่อเพื่อธุรกิจ ไปในตัว

สื่อสารกับธนาคารได้อย่างมีเหตุผลและมีข้อมูลสนับสนุน

เพิ่มโอกาสได้รับการอนุมัติวงเงินที่สอดคล้องกับความต้องการจริงของโครงการ โดยไม่สร้างภาระเกินความสามารถของกิจการ

หากท่านสนใจศึกษาโครงสร้างสินเชื่อแบบเบิกเป็นงวด (Drawdown) การใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และแนวคิดการออกแบบสินเชื่อสำหรับธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอย่างละเอียดมากขึ้น แนะนำให้เข้าไปอ่านบทความหลัก

“สินเชื่อสำหรับธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง”
บนเว็บไซต์ EasyCashFlows
ซึ่งได้สรุปภาพรวมของสินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกันสำหรับธุรกิจรับเหมาก่อสร้างไว้อย่างเป็นระบบ

เพื่อใช้เป็นคู่มือประกอบการวางแผนขอ สินเชื่อ SME ในภาคก่อสร้างให้มีความเหมาะสมทั้งในมุมผู้ประกอบการและในมุมสถาบันการเงินได้อย่างครบถ้วนยิ่งขึ้นค่ะ

8

เวลาคุยกับเจ้าของกิจการ หลายคนคุ้นกับคำว่า สินเชื่อระยะสั้น และ “วงเงินหมุนเวียน” อยู่แล้ว แต่พอพูดถึง สินเชื่อ OD (Overdraft) ก็มักมีสองอารมณ์ปนกันคือ “อยากได้ เพราะดูยืดหยุ่น” กับ “กลัวใช้แล้วดอกบานควบคุมไม่ได้”
จริง ๆ แล้ว วงเงินOD
 ถ้าออกแบบและใช้งานถูกโครงสร้าง ถือเป็นเครื่องมือการเงินที่ทรงพลังมากสำหรับ SME เพราะช่วยเป็น “กันชนสภาพคล่อง” ระหว่างรายรับ–รายจ่ายที่ไม่ลงจังหวะกัน และยังช่วยให้ธุรกิจไม่ต้องวิ่งหาเงินกู้นอกระบบเวลามีเหตุฉุกเฉิน
บทความนี้จะโฟกัสเฉพาะ “ข้อดีของการใช้ OD” โดยอธิบายให้เห็นภาพ ว่าทำไมหลายกิจการถึงเลือกใช้ odไม่ใช้หลักประกัน
 หรือวงเงินเบิกเกินบัญชีควบคู่กับสินเชื่อประเภทอื่น และเจ้าของธุรกิจควรใช้จุดแข็งอะไรของ OD ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก่อนจะชวนไปอ่านบทความหลักบน EasyCashflows ในตอนท้าย

1. ใช้เท่าที่จำเป็น – จ่ายดอกเบี้ยเฉพาะส่วนที่ใช้จริง
ข้อดีข้อแรกที่ทำให้ สินเชื่อ OD ต่างจากการกู้เงินก้อน คือ
คุณมีวงเงิน “ทิ้งไว้เป็นกันชน” แต่จะเสียดอกเบี้ยเฉพาะวันที่ “ดึงจริง – ใช้จริง” เท่านั้น
ต่างจากสินเชื่อระยะยาวที่เบิกทีเดียวเต็มก้อน แล้วเริ่มนับดอกเบี้ยทันที แม้เงินยังนอนอยู่ในบัญชีหรือยังไม่ได้ใช้ครบตามแผนก็ตาม
สำหรับธุรกิจที่มีรายจ่ายถี่ เช่น
    • ซื้อวัตถุดิบ
    • จ่ายค่าแรงรายสัปดาห์
    • จ่ายค่าขนส่ง
    • จ่ายค่าโฆษณาออนไลน์
สินเชื่อ OD ช่วยให้คุณดึงเงินมาใช้ “เช้า–เย็นโปะ” ตามรอบเงินเข้าได้ ทำให้ดอกเบี้ยรวมต่ำกว่าการกู้เป็นเงินก้อนในหลายกรณี หากเจ้าของกิจการมีวินัยในการนำรายรับที่เข้าในบัญชีธุรกิจมาโปะคืน OD อย่างสม่ำเสมอ
ในมุมนี้ สินเชื่อ OD ไม่มีหลักประกัน หรือ สินเชื่อไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ที่อ้างอิงจากพฤติกรรมเดินบัญชีและรายได้จริงของธุรกิจ ก็ยิ่งน่าสนใจสำหรับ SME ที่ไม่มีโฉนดหรือทรัพย์สินถาวร แต่รายรับหมุนสม่ำเสมอและโปร่งใส

2. ยืดหยุ่นต่อ “รอบเงินสด” มากกว่าสินเชื่อผ่อนงวดคงที่
การใช้ สินเชื่อระยะสั้น แบบเงินก้อน (Term Loan ระยะสั้น) แม้จะมีข้อดีเรื่องแผนผ่อนชัดเจน แต่ก็มีข้อจำกัดสำคัญคือ “ค่างวดเท่ากันทุกเดือน” ไม่ว่ารายรับเดือนนั้นจะสูงหรือต่ำ
ในขณะที่ สินเชื่อ OD จะผูกกับยอดเงินคงเหลือในบัญชีหมุนเวียน ทำให้ดอกเบี้ยที่จ่าย “ลื่นไหล” ตามการใช้งานจริง เช่น
    • เดือนที่ยอดขายดี เงินเข้ามาก – ใช้ OD แค่ปลายเดือนเล็กน้อย ดอกเบี้ยก็ต่ำ
    • เดือนที่ยอดขายชะลอ – อาจต้องใช้ OD มากขึ้นชั่วคราว เพื่อไม่ให้การจ่ายคู่ค้า/พนักงานสะดุด
เมื่อธุรกิจมีการวางแผนดี จะสามารถใช้ OD เป็นตัวรองรับความผันผวนระยะสั้นได้ โดยไม่ต้องไปขอกู้เพิ่มบ่อย ๆ หรือไปใช้สินเชื่อส่วนบุคคล/บัตรเครดิตที่ดอกเบี้ยสูงเกินความจำเป็น
พูดง่าย ๆ คือ OD เหมาะกับ “เงินขาดมือช่วงสั้นๆ” แต่มีภาพรวมรายรับกลับมาแน่ ๆ ไม่ใช่เงินที่ใช้ปิดรูรั่วโครงสร้างธุรกิจที่ยังขาดทุนต่อเนื่อง

3. เป็น “กันชน” ให้กระแสเงินสด – ลดความเสี่ยงจ่ายล่าช้า
สำหรับ SME ที่ทำงานกับคู่ค้าองค์กรหรือดีลเลอร์ที่ให้เครดิตเทอม 30–60 วัน ปัญหาที่เจอบ่อยคือ
    • เราต้องจ่ายเงินซื้อวัตถุดิบ/สินค้า “วันนี้”
    • แต่ลูกค้าจ่ายเงินกลับมา “อีก 1–2 เดือนข้างหน้า”
ระยะห่างนี้แหละที่ทำให้หลายธุรกิจต้องวนกันใช้เงินส่วนตัวหรือขอสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่ออุดช่องว่าง ซึ่งทั้งเสี่ยงและต้นทุนสูง
หากธุรกิจมี สินเชื่อ OD ติดไว้ในระบบ สามารถใช้วงเงิน OD เป็น “สะพานเงินสด” ระหว่างวันที่จ่ายกับวันที่ได้รับเงิน แล้วโปะคืนทันทีเมื่อเงินเข้าบัญชีธุรกิจ ผลดีคือ
    • ไม่เสียเครดิตการจ่ายกับซัพพลายเออร์
    • ไม่ต้องจ่ายค่าปรับจ่ายล่าช้าหรือดอกเบี้ยผิดนัด
    • รักษาความสัมพันธ์กับคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานได้ดี
ตรงนี้คือข้อดีเชิงยุทธศาสตร์ของการมี สินเชื่อ OD ไม่มีหลักประกัน หรือวงเงินหมุนเวียนประเภทอื่นในมือ เพราะช่วยให้ธุรกิจ “ไม่สะดุด” ระหว่างรอเงินเข้า และยังรักษาภาพลักษณ์ทางการค้าในระยะยาว

4. ช่วยสร้างประวัติสินเชื่อในระบบ (ถ้าใช้ดีและจ่ายดี)
อีกข้อดีที่มักถูกมองข้ามคือ สินเชื่อ OD สามารถใช้เป็น “สนามซ้อมวินัยทางการเงิน” ให้กับเจ้าของกิจการ โดยเฉพาะธุรกิจที่เพิ่งเริ่มสร้างเครดิตในระบบ
หากคุณใช้ สินเชื่อ OD อย่างมีวินัย เช่น
    • ใช้ตามวงเงินที่เหมาะสม ไม่ดึงจนเต็มเพดานตลอดเวลา
    • มีการโปะเข้าบัญชีอย่างสม่ำเสมอตามรอบเงินขาย
    • ไม่ปล่อยให้ยอดค้างเกิน 90–120 วัน
    • ไม่ผิดนัดชำระดอกเบี้ย
ข้อมูลเหล่านี้จะสะท้อนเข้าไปในระบบของธนาคารและเครดิตบูโรว่า ธุรกิจคุณ “ใช้สินเชื่อระยะสั้นได้อย่างรับผิดชอบ” ซึ่งมีผลต่อความเชื่อมั่นของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อประเภทอื่นในอนาคต เช่น
    • สินเชื่อระยะยาวเพื่อขยายกิจการ
    • วงเงินเพื่อซื้อเครื่องจักร/ยานพาหนะ
    • หรือการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ สินเชื่อไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน วงเงินสูงขึ้น
จุดนี้สำคัญมากสำหรับ SME ที่ต้องการเติบโตในระยะ 3–5 ปีข้างหน้า เพราะการมีประวัติสินเชื่อดี จะทำให้การต่อรองเงื่อนไขต่าง ๆ กับธนาคารง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

5. ใช้พร้อม “บัญชีธุรกิจเดียว” ทำให้ข้อมูลการเงินโปร่งใสและบริหารง่าย
หนึ่งในคำแนะนำที่มักถูกพูดถึงในวงการสินเชื่อธุรกิจ คือ ให้รวมรายรับ–รายจ่ายผ่าน บัญชีธุรกิจเดียว ให้มากที่สุด เพราะช่วยให้ทั้งเจ้าของกิจการและธนาคาร “อ่าน” ธุรกิจได้ง่ายขึ้น
เมื่อคุณผูก สินเชื่อ OD เข้ากับบัญชีธุรกิจหลัก ผลดีคือ
    • เห็นภาพกระแสเงินสดจริงแบบวันต่อวัน
    • รู้ว่าช่วงไหนใช้ OD หนักเป็นพิเศษ และเพราะอะไร
    • สามารถใช้ข้อมูลจริงย้อนกลับไปวางแผนแก้ไขจุดอ่อน เช่น ปรับเครดิตเทอม ปรับรอบการสั่งสินค้า หรือเจรจาเงื่อนไขกับคู่ค้า
ในมุมของธนาคารเอง การเห็นเงินหมุนเวียนบัญชีเดียวชัด ๆ ทำให้ประเมินสินเชื่อได้แม่นขึ้น และมีโอกาสเสนอผลิตภัณฑ์อื่นที่เหมาะกับโครงสร้างธุรกิจคุณมากขึ้นในอนาคต เช่น การผสม สินเชื่อระยะสั้น แบบ OD กับเงินก้อนระยะยาว เพื่อให้ต้นทุนรวมของแหล่งเงินทุนเหมาะสมที่สุด

6. แต่ OD จะกลายเป็นดาบสองคม ถ้าใช้ผิดโจทย์
แม้เราจะกำลังพูดถึง “ข้อดีของการใช้ OD” แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะเตือนบางประเด็นสั้น ๆ เพื่อให้ใช้จุดแข็งของ สินเชื่อ od ได้เต็มที่ เช่น
    • ไม่ควรใช้ OD ไปปิด “หนี้ยาว” อย่างสินเชื่อระยะยาว หรือหนี้ค้างเก่า เพราะ OD ถูกออกแบบมาสำหรับช่องว่างสั้น ๆ
    • ไม่ควรใช้ OD แทนกำไร ถ้าธุรกิจขาดทุนต่อเนื่อง การใช้ OD ต่อเวลาไปเรื่อย ๆ จะทำให้ภาพหนี้เสียหายมากขึ้น
    • ต้องระวังการใช้ OD เหมือนเงินฝากส่วนตัว เพราะจะทำให้คุมยอดค้างยาก ดอกเบี้ยบาน และแยกเงินส่วนตัว–เงินธุรกิจไม่ออก
หากเจ้าของกิจการเข้าใจตรงนี้ชัดเจน ก็จะสามารถใช้ สินเชื่อ od ไม่มีหลักประกัน หรือ OD แบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เป็น “เพื่อนร่วมทีมด้านการเงิน” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ “ภาระระยะยาว”

7. อยากใช้ OD ให้คุ้มและปลอดภัย ควรอ่านอะไรต่อ?
สิ่งที่เล่าในบทความนี้ คือการขยายจากหัวข้อ “ข้อดีของการใช้ OD” ให้เห็นภาพเชิงกลยุทธ์ว่า
    • ทำไม OD ถึงเหมาะกับการเป็นกันชนกระแสเงินสด
    • ทำไมธุรกิจที่มีรายรับถี่ ๆ หรือมีเครดิตเทอมกับลูกค้าองค์กร จึงควรพิจารณา OD เป็นหนึ่งในเครื่องมือหลัก
    • และทำไมการใช้ สินเชื่อระยะสั้น ประเภท OD อย่างมีวินัย จึงช่วยเปิดประตูไปสู่ สินเชื่อไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และแหล่งเงินทุนอื่นในระบบได้ง่ายขึ้นในอนาคต
แต่ถ้าคุณอยากเห็นภาพเต็มมากกว่านี้ ทั้งมุม คุณสมบัติของ OD, วิธีเช็คว่าเหมาะกับธุรกิจตัวเองหรือไม่ และตัวอย่างการออกแบบโครงสร้างวงเงินหมุนเวียนแบบใช้งานจริง
ขอชวนให้ไปอ่านบทความหลักบน EasyCashflows เรื่อง
“สินเชื่อ OD ไม่มีหลักประกัน – วงเงินเบิกเกินบัญชี Overdraft ใช้ให้เป็น ตัวช่วยเสริมสภาพคล่อง ของธุรกิจ”
ซึ่งอธิบายรายละเอียดเชิงลึก ครอบคลุมทั้งข้อดี ข้อควรระวัง และแนวทางใช้ OD ร่วมกับสินเชื่อประเภทอื่นอย่างเป็นระบบ เมื่ออ่านควบคู่กับบทความฉบับนี้ คุณจะมีภาพชัดขึ้นว่า สินเชื่อ OD ควรอยู่ตรงไหนใน “แผนที่แหล่งเงินทุน” ของกิจการคุณในระยะ 1–3 ปีจากนี้

9

ถ้าพูดถึงธุรกิจบริการทางการแพทย์ หลายคนจะนึกถึง “โอกาส” ก่อน “ความเสี่ยง”
เพราะภาพรวมตลาดยังเติบโตทั้งจากคนไทยที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น และเมดิคัลทัวริซึมที่ยังเป็นจุดแข็งของไทยในภูมิภาค
แต่ในมุมที่ปรึกษาด้าน สินเชื่อเพื่อsme หนึ่งในเคสที่เห็นบ่อยมากคือ
“คลินิกยอดขายดี คนไข้แน่น แต่เงินสดในมือกลับตึงจนลุ้นทุกสิ้นเดือน”
โดยเฉพาะคลินิกความงาม คลินิกเฉพาะทาง หรือศูนย์ตรวจสุขภาพ ที่ต้องลงทุนกับเครื่องมือราคาเป็นล้าน ตั้งแต่เลเซอร์ เครื่องอัลตราซาวด์ ไปจนถึงเครื่องมือวินิจฉัยต่าง ๆ ซึ่งมูลค่าลงทุนเริ่มต้นสำหรับคลินิกขนาดกลาง–ใหญ่ มักหนีไม่พ้นระดับหลายล้านบาท และเฉพาะเครื่องมือแพทย์ก็อาจอยู่ในช่วงหลักล้านขึ้นไปต่อชุด
คำถามคือ…เราควรจัดการ “เงินก้อนใหญ่” นี้อย่างไร
ระหว่าง จ่ายสด, ใช้ สินเชื่อแบบมีหลักประกัน, ใช้ สินเชื่อSMEไม่ใช้หลักประกัน
, หรือออกแบบ สินเชื่อเช่าซื้อ ให้ทำงานร่วมกัน?

เคสจริงจากห้องปรึกษา: คลินิกที่เกือบ “ขาดลมหายใจ” เพราะซื้อสด
เจ้าของกิจการรายหนึ่ง เป็นแพทย์เฉพาะทางที่เปิดคลินิกความงาม–ผสมตรวจสุขภาพในย่านชานเมือง ทำเลดี กลุ่มลูกค้าประจำแน่น และมีฐานลูกค้าต่างชาติจากโรงแรมใกล้เคียงพอสมควร
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเจ้าของคลินิกตัดสินใจ “อัปเกรดเครื่องมือ” ครั้งใหญ่
    • ซื้อเครื่องเลเซอร์รุ่นท็อป
    • เครื่องตรวจวัดสภาพผิว
    • อุปกรณ์เสริมอีกหลายรายการ
รวมมูลค่ากว่า 7–8 ล้านบาท
ด้วยความที่ธุรกิจมีเงินสะสมพอสมควร และไม่อยากเป็นหนี้นาน เจ้าของคลินิกจึงเลือก “จ่ายเงินสดก้อนใหญ่ + ดึงวงเงิน OD นิดหน่อย”
ตอนเซ็นใบโอนเงิน ทุกอย่างดูเหมือนเป็นการตัดสินใจที่มั่นใจมาก
แต่เพียง 4–6 เดือนหลังจากนั้น ภาพที่เห็นกลับตรงกันข้าม
    • เงินสดสำรองหายไปเกือบหมด
    • วงเงิน OD ใช้จนเกือบเต็มเพดาน
    • ค่าเช่า ค่าพนักงาน ค่ายา–เวชภัณฑ์ กลายเป็นภาระที่ต้องลุ้นวันต่อวัน
ทั้ง ๆ ที่ยอดขายต่อเดือน “ไม่ได้แย่” เลย เพียงแต่เงินทุนหมุนเวียนถูก “ดูด” ไปอยู่ในทรัพย์สินระยะยาวเรียบร้อยแล้ว

เปิดแฟ้มตัวเลข: ผูกเงินก้อนใหญ่ผิด “ธรรมชาติของงาน”
เมื่อเริ่มวิเคราะห์ เราพบจุดสำคัญอยู่ 3 เรื่อง
    1. ใช้เงินสด/วงเงินหมุนเวียน ไปลงทุนในทรัพย์สินอายุยาว
เครื่องมือแพทย์เป็นชนิดใช้งาน 5–7 ปีขึ้นไป แต่กลับจ่ายด้วยเงินสด + OD ที่ “ควรถูกเก็บไว้” สำหรับค่าใช้จ่ายหมุนเวียนระยะสั้น เช่น เงินเดือน ค่าเช่าพื้นที่ ค่ายา และการตลาด
    2. ไม่มีการจับคู่ “รายได้ระยะยาว” กับ “หนี้ระยะยาว”
รายได้จากการใช้เครื่องมือตัวใหม่จะทยอยเข้ามาเดือนต่อเดือน แต่ค่าใช้จ่ายถูกลงทีเดียวเป็นก้อน ทำให้กระแสเงินสดในช่วงปีแรกตึงมาก
    3. จังหวะเงินสดไม่สอดคล้องกับความเสี่ยงในธุรกิจบริการทางการแพทย์
ตลาดคลินิกความงามและธุรกิจสุขภาพยังเติบโต แต่ก็เผชิญการแข่งขันสูง และไวต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคตามสภาวะเศรษฐกิจ การล็อกเงินก้อนใหญ่โดยไม่มีกันชน จึงทำให้ธุรกิจเปราะบางต่อความผันผวนทันที
สาเหตุทั้งหมดนี้ “ไม่ได้เกิดจากการเลือกลงทุนผิดอย่างเดียว”
แต่เกิดจากการ “เลือกโครงสร้าง แหล่งเงินทุน ที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของสินทรัพย์และรายได้” ต่างหาก

ทำไมธุรกิจบริการทางการแพทย์ “เข้าทาง” สินเชื่อเช่าซื้อ
ในบทความหลักของ EasyCashflows ที่อธิบายเรื่อง สินเชื่อเพื่อธุรกิจแบบเช่าซื้อ ผู้เขียนชี้ว่า กลุ่มธุรกิจที่เหมาะที่สุด คือธุรกิจที่ใช้ สินทรัพย์มูลค่าสูงทำงานต่อเนื่อง เช่น เครื่องจักร รถขนส่ง รวมถึง ธุรกิจบริการทางการแพทย์ที่ใช้เครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์วินิจฉัยราคาแพง
เหตุผลหลักมีอยู่หลายข้อ
    1. ผ่อนเป็นงวด ช่วยรักษาสภาพคล่อง
สินเชื่อเช่าซื้อเป็นรูปแบบหนึ่งของ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ ที่ให้เรากระจายการจ่ายเงินก้อนใหญ่ออกเป็นงวดคงที่ตามระยะเวลา 3–5 ปี แทนบีบเงินสดไปในปีแรก ทำให้คลินิกยังมีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับค่าใช้จ่ายประจำและการทำการตลาด
    2. จับคู่ “รายได้จากเครื่องมือ” กับ “ค่างวดสินเชื่อเช่าซื้อ” ได้ชัดเจน
รายได้จากการให้บริการด้วยเครื่องมือแพทย์เหล่านี้ มักทยอยเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ หากวางแพ็กเกจและการตลาดดี ๆ เราสามารถใช้รายได้ส่วนนั้นมารับภาระค่างวดได้ โดยไม่ต้องไปเบียดเงินสดจากส่วนอื่นของกิจการ
    3. เป็นโครงสร้างที่ธนาคารเข้าใจง่าย และมองความเสี่ยงได้ชัดเจน
ในมุมผู้ให้กู้ เครื่องมือแพทย์ถือเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่า มีตลาดรอง และมีประโยชน์ใช้สอยระยะยาว การใช้ทรัพย์ดังกล่าวเป็นหลักประกันผ่าน สินเชื่อเช่าซื้อ หรือ สินเชื่อแบบมีหลักประกัน จึงช่วยให้วงเงินสูงขึ้นและดอกเบี้ยเหมาะสมกว่าใช้ สินเชื่อไม่ใช้หลักประกัน เพียงอย่างเดียว

รีแพ็กโครงสร้างหนี้: ผสมเช่าซื้อ + สินเชื่อหมุนเวียนให้เหมาะกับคลินิก
ในเคสของคลินิกที่มาปรึกษา ทีมงานจึงเสนอให้ “จัดโครงสร้างใหม่” แทนที่จะมองแค่การหาเงินมาโปะ OD
Step 1: แยกทรัพย์สินระยะยาวออกจากเงินทุนหมุนเวียน
    • นำมูลค่าเครื่องมือแพทย์ที่ซื้อไปประเมินใหม่กับสถาบันการเงิน
    • ขอใช้เป็นหลักประกันเพื่อจัด สินเชื่อเช่าซื้อ / สินเชื่อเช่าซื้อเครื่องมือแพทย์
    • วางแผนระยะเวลาผ่อนให้สอดคล้องกับอายุการใช้งานของเครื่องมือ (เช่น 4–5 ปี)
Step 2: ใช้เงินจากสินเชื่อเช่าซื้อไป “เติมกลับ” เงินทุนที่หายไป
    • เงินที่ได้จากการเช่าซื้อ นำมาปรับโครงสร้าง OD ที่ใช้ไปก่อนหน้า
    • คืนสภาพคล่องให้บัญชีธุรกิจ เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายหมุนเวียนในอีก 6–12 เดือนข้างหน้า
Step 3: วางคู่มือใช้หนี้ในมุมธุรกิจ ไม่ใช่แค่ในมุมบัญชี
    • ทำประมาณการเดือนต่อเดือนว่า รายได้จากบริการที่ใช้เครื่องมือใหม่อยู่ที่เท่าไร
    • กันส่วนหนึ่งของรายได้เหล่านี้ไว้จ่ายค่างวด สินเชื่อเช่าซื้อ โดยตรง
    • ตรวจสอบให้แน่ใจว่า หลังจ่ายค่างวดและค่าใช้จ่ายประจำแล้ว ยังเหลือกันชนเงินสดในระดับที่เหมาะสม
ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดหลังปรับโครงสร้าง
    • กระแสเงินสดดีขึ้นใน 3–6 เดือน
    • เจ้าของคลินิกไม่ต้องกังวลว่าจะจ่ายเงินเดือนหรือค่าเช่าไม่ทัน
    • มีพื้นที่ให้ลงทุนการตลาดเพิ่ม เพื่อดึงศักยภาพของเครื่องมือแพทย์ออกมาให้เต็มที่

มุมมองเชิงกลยุทธ์: ธุรกิจการแพทย์ไม่ได้ต้องเลือก “แบบมีหลักประกัน หรือไม่ค้ำ” แบบขาว–ดำ
หลายครั้งเจ้าของกิจการถามว่า
“ตกลงเราควรใช้ สินเชื่อแบบมีหลักประกัน หรือ สินเชื่อไม่ใช้หลักประกัน ดี?”
สำหรับธุรกิจบริการทางการแพทย์ คำตอบมักไม่ใช่ “เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง”
แต่คือ “เลือกใช้ให้ถูกงาน” ระหว่าง
    • สินเชื่อเช่าซื้อ / สินเชื่อเช่าซื้อเครื่องมือแพทย์
        ◦ ใช้กับทรัพย์สินมูลค่าสูงที่สร้างรายได้ระยะยาว
        ◦ เป็นรูปแบบหนึ่งของสินเชื่อที่มีหลักประกัน โดยหลักประกันคือเครื่องมือที่ซื้อ
    • สินเชื่อไม่ใช้หลักประกัน / วงเงินหมุนเวียน / OD
        ◦ ใช้กับค่าใช้จ่ายสั้น ๆ เช่น สต็อกเวชภัณฑ์ ค่าใช้จ่ายการตลาด เงินเดือนทีม
        ◦ เหมาะกับการอุดช่วงสั้นของกระแสเงินสด แต่ไม่ควรถูกใช้แทนสินเชื่อเพื่อการลงทุนในทรัพย์ระยะยาว
การผสมทั้งสองแบบอย่างมีวินัย ทำให้ธุรกิจไม่แบกรับภาระเกินจำเป็น และสอดคล้องกับแนวคิดการจัดการสภาพคล่องที่บทความหลักของ EasyCashflows เน้นย้ำว่า สินเชื่อเช่าซื้อเหมาะกับกิจการที่ต้องการทั้ง “การควบคุมกระแสเงินสด” และ “การใช้ทรัพย์สินสร้างรายได้ต่อเนื่อง” ควบคู่กันไป

Insight สำหรับคนที่กำลังคิดเปิดหรือขยายธุรกิจบริการทางการแพทย์
    1. อย่ามองเครื่องมือแพทย์เป็นแค่ค่าใช้จ่าย ให้มองเป็นเครื่องผลิตรายได้
เพราะในหลายธุรกิจ เครื่องมือหนึ่งชิ้น เมื่อคำนวณจำนวนเคสและค่าบริการตลอดอายุการใช้งานแล้ว มักสร้างมูลค่ามากกว่าราคาซื้อหลายเท่าตัว การเลือก แหล่งเงินทุน ที่ทำให้คุณได้เริ่มใช้เครื่องมือเร็วโดยไม่ทำให้เงินทุนหมุนเวียนหายเกลี้ยง จึงสำคัญมาก
    2. ก่อนตัดสินใจใช้สินเชื่อเพื่อธุรกิจ ถามตัวเอง 3 ข้อ
        ◦ สินเชื่อก้อนนี้ “จับคู่” กับอะไร? (ทรัพย์สิน? ค่าใช้จ่ายหมุนเวียน?)
        ◦ ระยะเวลาผ่อนชำระสอดคล้องกับอายุรายได้จากเครื่องมือหรือไม่?
        ◦ หากยอดเคสลดลง 20–30% ชั่วคราว ยังจ่ายค่างวดได้สบายหรือไม่?
    3. เลือกพันธมิตรทางการเงินที่เข้าใจธุรกิจการแพทย์จริง ๆ
ปัจจุบันหลายธนาคารและสถาบันการเงินมีผลิตภัณฑ์เจาะกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาล คลินิก และร้านขายยาโดยเฉพาะ เช่น สินเชื่อสำหรับโรงพยาบาลหรือธุรกิจการแพทย์ที่ให้ดอกเบี้ยพิเศษ วงเงินพิจารณาจากศักยภาพธุรกิจ และระยะเวลาให้กู้ยาวขึ้นบนฐานหลักประกันที่เหมาะสม

ปิดท้าย: ถ้าอยากใช้ “เช่าซื้อ” ให้คุ้ม ต้องเข้าใจทั้งเครื่องมือและเกมเงินสด
สำหรับผู้อ่าน ThaiFranchiseCenter ที่กำลังมองหาโอกาสใน ธุรกิจบริการทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเปิดคลินิกเอง ลงทุนในแฟรนไชส์ หรือขยายสาขา การเข้าใจโครงสร้าง สินเชื่อเช่าซื้อ และการผสมผสานระหว่าง สินเชื่อแบบมีหลักประกัน, สินเชื่อไม่ใช้หลักประกัน และ แหล่งเงินทุน ประเภทต่าง ๆ คือ “หัวใจ” ของการทำให้ธุรกิจเติบโตโดยไม่สะดุดที่สภาพคล่อง
กรณีคลินิกในบทความนี้ เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า
    • ธุรกิจที่ “ดูดีจากภายนอก” อาจจะ “เหนื่อยมาก” ในงบกระแสเงินสด
    • การจัดโครงสร้างหนี้ใหม่ให้สอดคล้องกับธรรมชาติของเครื่องมือแพทย์ ผ่าน สินเชื่อเพื่อธุรกิจแบบเช่าซื้อ สามารถเปลี่ยนสถานะจาก “ลุ้นรอด” เป็น “พร้อมโต” ได้ภายในเวลาไม่นาน
หากคุณอยากลงลึกเรื่อง
    • หลักคิดของ สินเชื่อเช่าซื้อ ในมุมธุรกิจ
    • ข้อดี–ข้อควรระวัง
    • ความแตกต่างระหว่างเช่าซื้อกับลีสซิ่ง
    • และเกณฑ์ว่าธุรกิจแบบไหนเหมาะกับสินเชื่อประเภทนี้ที่สุด
ขอแนะนำให้ตามไปอ่าน บทความหลักบน EasyCashflows เรื่อง “สินเชื่อเพื่อธุรกิจแบบเช่าซื้อ ช่วยรักษาสภาพคล่อง ของกิจการ” ซึ่งอธิบายโครงสร้าง กลไก และตัวอย่างการใช้งานในภาคธุรกิจจริงไว้อย่างละเอียด และจะช่วยให้คุณวางเกมเงินก้อนใหญ่ของธุรกิจบริการทางการแพทย์ได้มั่นใจยิ่งขึ้นครับ

10

ในปี 2568 ภาพรวมเศรษฐกิจไทยไม่ได้ง่ายสำหรับโรงงานเล็กเลย ทั้งด้านต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ความเสี่ยงจากภาษีนำเข้า–ส่งออก และความต้องการจากต่างประเทศที่ผันผวน รายงานล่าสุดจากธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ว่า สินเชื่อไม่มีทรัพย์ค้ำประกันในระบบธนาคารพาณิชย์ยังหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนว่าเกณฑ์ปล่อยกู้ยังเข้มงวดจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงขึ้น ขณะเดียวกัน สภาพัฒน์ประเมินว่าเศรษฐกิจปี 2568 โตเพียงราว 2% และการส่งออกเริ่มชะลอจากผลกระทบมาตรการภาษีของต่างประเทศ
ในบริบทแบบนี้ โรงงานเล็กที่อยากโตสู่ตลาดส่งออก หรือขยายกำลังผลิต จึงต้องคิดมากกว่าแค่ “จะกู้ที่ไหน” แต่ต้องมองลึกลงไปถึง “โครงสร้างวงเงิน” ว่าเหมาะกับวงจรเงินสดของโรงงานจริงหรือไม่ ก่อนจะ ขอสินเชื่อธุรกิจ, ยื่น สินเชื่อSME หรือใช้ สินเชื่อไม่มีหลักประกัน2568 เป็นตัวช่วย


1. ทำไม “โครงสร้างวงเงิน” สำคัญกว่าคำว่า “วงเงินเยอะ ๆ”
โรงงานเล็กจำนวนมากเมื่อคิดจะ ขอสินเชื่อธุรกิจ มักโฟกัสที่ “ยอดวงเงินรวม” เป็นหลัก เช่น อยากได้ 5–10 ล้านบาทเพื่อให้รู้สึกสบายใจเรื่องสภาพคล่อง แต่ในมุมผู้ให้กู้ โดยเฉพาะในปีที่ความเสี่ยงด้านเครดิต SMEs ยังเป็นประเด็นที่ธนาคารกลางจับตาอย่างใกล้ชิด สิ่งที่เขาดูไม่ใช่แค่ยอดวงเงิน แต่คือ
    • วงเงินแต่ละก้อน “ผูกกับงานอะไร”
    • ใช้ช่วงไหนของวงจรผลิต–ส่งออก–รอชำระ
    • และโครงสร้างทั้งหมดทำให้ DSCR/กระแสเงินสด อยู่ในโซนปลอดภัยหรือไม่
ดังนั้น แทนที่จะคิดแบบก้อนเดียว “วงเงินเท่าไรดี” วิธีคิดที่มืออาชีพและบทความหลักของ EasyCashflowsเสนอ คือแบ่งโครงสร้างวงเงินสำหรับโรงงานเล็กออกเป็น 3 ก้อนหลัก ให้สอดคล้องกับวงจรจริง

2. 3 ก้อนสำคัญของโครงสร้างวงเงินโรงงานเล็ก
หัวข้อ “โครงสร้างวงเงินที่เหมาะกับโรงงานเล็ก (จำง่าย 3 ก้อน)” ในบทความหลัก สรุปไว้ชัดว่า โรงงานผลิตเพื่อส่งออกมักมี “ช่วงว่างของเงินสด” ระหว่าง ผลิต–ส่งของ–รอผู้ซื้อจ่ายเงิน easycashflows.com
เพื่อลดแรงกดดันสภาพคล่อง โครงสร้างวงเงินที่เหมาะกับโรงงานเล็กจึงมักประกอบด้วย:
    1. Pre-shipment / Packing Credit – วงเงินช่วงผลิต
    2. Post-shipment – วงเงินทดรองตามเอกสารส่งออก
    3. OD / วงเงินหมุนเวียนทั่วไป – สำหรับค่าใช้จ่ายจิปาถะรายวัน
ด้านล่างนี้คือการขยายรายละเอียดแต่ละก้อน พร้อมมุมมองเชิงวิเคราะห์ในฐานะ “ที่ปรึกษาด้านเงินทุน”

2.1 Pre-shipment / Packing Credit: เติมทุนช่วงผลิตให้ไม่สะดุด
Pre-shipment เปรียบเหมือน “ถังน้ำมันช่วงต้นทาง” ใช้สำหรับทุนซื้อวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าแพ็กกิ้ง และค่าใช้จ่ายในขั้นตอนการผลิตก่อนสินค้าจะถูกส่งออก
โดยทั่วไปวงเงินนี้จะอิงจาก สัญญาซื้อขาย / PO / L/C ที่โรงงานมีอยู่จริง ผู้ให้กู้ใช้ข้อมูลคำสั่งซื้อเหล่านี้เป็นหลักฐานว่ามีดีมานด์จริง ทำให้การพิจารณา สินเชื่อSME หรือ สินเชื่อธุรกิจ ในลักษณะ Pre-shipment ดูมีเหตุผลมากกว่าการปล่อยวงเงินก้อนใหญ่โดยไม่มีตารางผลิตรองรับ
ในบทความหลักมีการแนะนำสูตรคำนวณคร่าว ๆ ว่า วงเงิน Pre-shipment ที่เหมาะสมควรอยู่ราว
“ค่าใช้จ่ายการผลิตต่อสัปดาห์ × จำนวนสัปดาห์ผลิต+ขนส่ง + Buffer 10–15%”
มุมวิเคราะห์:
    • โรงงานเล็กบางรายมักขอวงเงินเกินกว่าที่สูตรนี้เสนอ เพราะ “กันเหนียว” แต่ผลคือดอกเบี้ยแบกรับสูงเกินจำเป็น
    • ในมุมผู้ให้กู้ การเห็นวงเงิน Pre-shipment ผูกกับตารางผลิตจริง แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการเข้าใจต้นทุนต่อรอบผลิตอย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยเพิ่มน้ำหนักในการอนุมัติ ขอสินเชื่อธุรกิจ

2.2 Post-shipment: เปลี่ยน Invoice ให้กลายเป็นเงินสดก่อนถึงวันเครดิตเทอม
เมื่อผลิตเสร็จและส่งของไปต่างประเทศแล้ว โรงงานมักต้องรอผู้ซื้อโอนเงินตามเครดิตเทอม 30–90 วัน ระหว่างนี้ “เอกสารส่งออก” เช่น Invoice, Bill of Lading, Insurance, Certificate of Origin ฯลฯ คือหลักฐานที่บอกว่ามีรายได้รออยู่ข้างหน้า
Post-shipment จึงทำหน้าที่เป็น “สะพานเงินสด” ระหว่างวันที่ออกเอกสารกับวันที่ผู้ซื้อต่างประเทศจ่ายเงิน โดยสถาบันการเงินจะให้วงเงินทดรองล่วงหน้าเป็นสัดส่วนของมูลค่าเอกสาร เช่น ราว 70–90% ของยอด Invoice ขึ้นกับปลายทางและคุณภาพเอกสาร
จากสูตรในบทความหลัก วงเงิน Post-shipment คำนวณเบื้องต้นได้จาก
“มูลค่า Invoice เฉลี่ยต่อเดือน × (เครดิตเทอม (วัน)/30) × สัดส่วนทดรองที่คาด (~0.7–0.9)”
มุมวิเคราะห์:
    • ในภาวะที่แนวโน้มส่งออกเผชิญแรงกดดันจากมาตรการด้านภาษีและเศรษฐกิจคู่ค้า  การใช้ Post-shipment ให้ตรงจังหวะและมีเอกสารครบถ้วน จะช่วยให้โรงงานเล็ก “รอดช่วงรอเงิน” ได้โดยไม่ต้องหันไปพึ่งเงินกู้นอกระบบ
    • สำหรับธนาคาร วงเงิน Post-shipment ที่อิงกับเอกสารการค้าชัดเจน ช่วยลดความเสี่ยงด้านเครดิตได้ระดับหนึ่ง ทำให้มีโอกาสใช้ “รูปแบบสินเชื่อไม่ใช้หลักประกัน 2568 ที่อิงกระแสเงินสด+เอกสารการค้า” มากขึ้น เช่น วงเงินทดรองเอกสารโดยไม่ต้องใช้ที่ดินค้ำ แต่ใช้การค้ำจากหน่วยงานรัฐหรือบริษัทประกันการส่งออกควบคู่กัน

2.3 OD / วงเงินหมุนเวียนทั่วไป: กันชนรายวันของโรงงาน
แม้ Pre- และ Post-shipment จะช่วยเรื่องทุนผลิตและรอรับเงินจากต่างประเทศ แต่ค่าใช้จ่าย “เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ทุกวัน” เช่น
    • ค่าขนส่งในประเทศ
    • ค่าน้ำ–ไฟ–เชื้อเพลิง
    • ค่าใช้จ่ายสำนักงาน
    • เงินเดือนทีมหลัก
กลับไม่ควรถูกโยงเข้ากับวงเงินสองก้อนบนทั้งหมด เพราะจะทำให้ควบคุมต้นทุนยาก
OD (วงเงินเบิกเกินบัญชี) หรือ วงเงินหมุนเวียนทั่วไป จึงถูกใช้เป็น “กันชนระยะสั้น” ดึงใช้เมื่อเงินเข้าช้ากว่าที่คาด และโปะคืนทันทีเมื่อมีเงินเข้า เพื่อไม่ให้ดอกเบี้ยลมบานปลาย
บทความหลักเสนอแนวคิดว่า วงเงิน OD สำหรับโรงงานเล็กควรตั้งเบื้องต้นราว
“1–1.5 เท่าของค่าใช้จ่ายคงที่ต่อเดือน + Buffer 10–20% และตั้งเป้าใช้จริงเฉลี่ยราว 50–70% ของเพดาน”
มุมวิเคราะห์:
    • ถ้าใช้ OD ถูกวิธี วงเงินนี้จะช่วยให้โรงงานไม่สะดุดเวลาต้องจ่ายค่าใช้จ่ายประจำก่อนเงินลูกค้าจะเข้า
    • ถ้าใช้ผิดวิธี (ใช้เต็มเพดานตลอด ไม่เคยปิด) ผู้ให้กู้อาจมองว่าเป็นสัญญาณ “ตึงสภาพคล่องเรื้อรัง” และส่งผลลบต่อการพิจารณา สินเชื่อSME หรือการขอวงเงินเพิ่มในอนาคต
ในเชิงกลยุทธ์ ปี 2568 ที่ธนาคารกลับมาระวังความเสี่ยง SMEs มากขึ้นและใช้เทคโนโลยี/ข้อมูลวิเคราะห์พฤติกรรมลูกหนี้อย่างละเอียด พฤติกรรมการใช้ OD จึงมีผลต่อ “ภาพรวมเครดิต” ของโรงงานอย่างมีนัยสำคัญ

3. ผูก 3 ก้อนเข้าด้วยกัน: มองเป็น “โครงสร้างเดียว” ไม่ใช่ 3 วงเงินแยกกัน
เมื่อมองทั้ง Pre-shipment, Post-shipment และ OD พร้อมกัน สิ่งที่ผู้ให้กู้สนใจไม่ใช่แค่ “ตัวเลขแต่ละวงเงิน” แต่คือ
    1. วงเงินรวมเทียบกับรอบการผลิตและยอดขายจริง
    2. ภาระค่างวดรวมเทียบกับเงินสดคงเหลือ (DSCR)
    3. รูปแบบสินเชื่อที่ใช้ – มีหลักประกัน vs ไม่มีหลักประกัน
บทความหลักเสนอว่า เมื่อรวมทุกวงเงินแล้ว ควรตั้งเป้า DSCR (เงินสดคงเหลือ/ค่างวดรวม) ไว้ไม่น้อยกว่าราว 1.2–1.3 เท่า เพื่อให้มีเฮดรูมรับความผันผวนของคำสั่งซื้อและค่าเงิน
ในมุมปฏิบัติ โรงงานเล็กอาจจัดโครงสร้างแบบผสม เช่น
    • ใช้ สินเชื่อธุรกิจแบบมีหลักประกัน (Term Loan หรือวงเงินก้อน) สำหรับเครื่องจักร อาคาร หรือการลงทุนระยะยาว
    • ใช้ สินเชื่อSME หมุนเวียน หรือ สินเชื่อไม่ใช้หลักประกัน 2568 ที่อิงข้อมูลธุรกรรมจริง สำหรับ Pre-/Post-shipment และ OD บางส่วน โดยอาจมีการค้ำประกันจากโครงการรัฐหรือหน่วยงานค้ำประกันแห่งชาติ (เมื่อกฎหมายเกี่ยวกับ National Credit Guarantee มีผลใช้จริงในอนาคต) เพื่อช่วยลดต้นทุนดอกเบี้ยและขยายการเข้าถึงวงเงินสำหรับ SMEs

4. ข้อแนะนำเชิงกลยุทธ์สำหรับโรงงานเล็กที่กำลังจะยื่นขอสินเชื่อ
ก่อนจะส่งคำขอ สินเชื่อธุรกิจ, สินเชื่อSME หรือเจรจาเงื่อนไข สินเชื่อไม่ใช้หลักประกัน 2568 กับธนาคาร/Non-Bank แนะนำให้เจ้าของโรงงานเล็กทำ 4 ขั้นตอนนี้ให้เรียบร้อยในบ้านก่อน
    1. ทำแผนวงจรเงินสดรายเดือน 6–12 เดือน
ระบุแต่ละเดือนว่า
        ◦ ผลิตเท่าไร ส่งออกช่วงไหน
        ◦ ออก Invoice วันไหน เครดิตเทอมกี่วัน
        ◦ เงินคาดว่าจะเข้าเมื่อไร
จากนั้นคำนวณช่องว่างเงินสดในแต่ละช่วง
    2. คำนวณวงเงิน Pre / Post / OD ตามสูตรในบทความหลัก
แล้วตรวจสอบว่า
        ◦ วงเงิน Pre-shipment ครอบคลุมค่าใช้จ่ายช่วงผลิตจริงหรือไม่
        ◦ Post-shipment ครอบคลุมช่วงเครดิตเทอม
        ◦ OD ไม่เกิน 1–1.5 เท่าของค่าใช้จ่ายคงที่ต่อเดือน
    3. ทดสอบ DSCR ใน 3 กรณี (ฐาน / แย่ลง / ดีขึ้น)
ใช้แนวคิด Sensitivity (±20%) กับยอดขายหรือต้นทุน แล้วดูว่า DSCR ยังอยู่เหนือ 1.0–1.2 หรือไม่ ถ้าไม่ ให้ปรับขนาดวงเงินหรือตารางลงทุน
    4. เตรียมเอกสารการค้าสำคัญให้ครบ
เช่น สัญญาซื้อขาย, PO, Invoice, BL, Insurance, ใบขนสินค้า, งบการเงิน และสเตทเมนต์ 6–12 เดือน ตามที่บทความหลักแนะนำไว้ เพื่อให้ผู้ให้กู้เชื่อมโยง “ตัวเลขวงเงิน” กับ “ดีมานด์จริงในตลาดส่งออก” ได้อย่างชัดเจน
เมื่อคุณทำการบ้านครบชุดแบบนี้ การสนทนากับสถาบันการเงินจะเปลี่ยนจาก “ขอวงเงินเท่าไรดี” ไปเป็น “นี่คือโครงสร้างวงเงิน 3 ก้อนที่ผูกกับแผนผลิต–ส่งออกของโรงงานผม” ซึ่งในมุมของผู้อนุมัติสินเชื่อ น่าเชื่อถือและมีโอกาสผ่านมากกว่ามาก

ชวนอ่านต่อ: ดูตัวอย่างเต็ม ๆ “โรงงานเล็กสู่ตลาดส่งออก” ในบทความหลักโรงงานเล็กสู่ตลาดส่งออกกับสินเชื่อธุรกิจSMEไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
บทความนี้ตั้งใจขยายเฉพาะหัวข้อ “โครงสร้างวงเงินที่เหมาะกับโรงงานเล็ก (จำง่าย 3 ก้อน)” และเชื่อมโยงกับภาพใหญ่เรื่องการ ขอสินเชื่อธุรกิจ, การวางโครงสร้าง สินเชื่อSME และบทบาทของ สินเชื่อไม่ใช้หลักประกัน 2568 ในบริบทเศรษฐกิจปัจจุบัน

11
ในยุคที่หลายคนกำลังมองหาโอกาสใหม่ในการลงทุน “ธุรกิจแฟรนไชส์” กลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกยอดฮิต เพราะมีโมเดลธุรกิจที่พิสูจน์มาแล้วว่าทำเงินได้จริง ช่วยลดความเสี่ยงของการเริ่มต้นธุรกิจเองจากศูนย์ แต่หลายครั้งต้นทุนก้อนแรกก็กลายเป็นอุปสรรคหลัก นี่จึงเป็นที่มาของ “สินเชื่อเพื่อธุรกิจแฟรนไชส์” ซึ่งเป็นหนึ่งใน สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนแฟรนไชส์โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์เสมอไป สนใจสินเชื่อเพื่อธุรกิจ?ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่นี่

คุณสมบัติของผู้ที่เหมาะกับสินเชื่อเพื่อธุรกิจแฟรนไชส์
ก่อนขอสินเชื่อประเภทนี้ ผู้กู้ควรมีคุณสมบัติพื้นฐานดังนี้:

✅ มีข้อตกลงกับแบรนด์แฟรนไชส์
ผู้ขอสินเชื่อต้องมีเอกสารยืนยันจากแบรนด์ เช่น สัญญาแฟรนไชส์ หรือหนังสือรับรองสิทธิ์ในการเปิดสาขา

✅ มีแผนธุรกิจชัดเจน
ควรมีข้อมูลการคาดการณ์รายได้ ค่าใช้จ่าย จุดคุ้มทุน และกลยุทธ์ทางการตลาดที่น่าเชื่อถือ

✅ มีเงินทุนบางส่วนรองรับ
แม้ว่าธนาคารอาจให้กู้สูงสุด 100% ของเงินลงทุน แต่การมีทุนส่วนตัว 20-30% ช่วยเพิ่มโอกาสอนุมัติและลดความเสี่ยง

สินเชื่อแฟรนไชส์จากธนาคารชั้นนำในไทย
ในช่วงปี 2568–2569 หลายธนาคารมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อธุรกิจแฟรนไชส์โดยเฉพาะ ซึ่งตอบโจทย์ทั้งมือใหม่และเจ้าของกิจการที่ต้องการขยายสาขา

???? SCB – ไทยพาณิชย์
ร่วมกับแบรนด์ดังเช่น Amazon, KFC, Mister Donut

วงเงินสูงสุด 100%

ไม่ต้องมีหลักประกันในกรณีแบรนด์พันธมิตร

ผ่อนนาน 7 ปี พร้อมที่ปรึกษาธุรกิจแฟรนไชส์

???? Krungsri – กรุงศรีอยุธยา
สนับสนุนแบรนด์มากกว่า 50 แฟรนไชส์

วงเงิน 80-100%

มีทีมงานให้คำปรึกษา ตั้งแต่แผนธุรกิจจนถึงการดำเนินงานจริง

???? KBank – กสิกรไทย
เหมาะกับผู้ที่ต้องการขยายแฟรนไชส์ขนาดใหญ่

วงเงินสูงสุด 100 ล้านบาท

เชื่อมระบบ POS กับระบบบัญชีธุรกิจ

มีโปรแกรมพิเศษสำหรับผู้เริ่มต้น

???? ธนาคารของรัฐ (ออมสิน / ธ.ก.ส.)
เหมาะสำหรับแฟรนไชส์ในชุมชน หรือธุรกิจท้องถิ่น

ดอกเบี้ยต่ำ และมีโครงการพิเศษตามนโยบายภาครัฐ เช่น โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากปี 2568

ขั้นตอนการขอสินเชื่อแฟรนไชส์
ติดต่อแบรนด์แฟรนไชส์ – เพื่อขอรายละเอียดและเอกสาร

จัดทำแผนธุรกิจ – เน้นข้อมูลทางการเงิน ทำเล และกลยุทธ์

เลือกธนาคารที่มีความร่วมมือ – ตรวจสอบว่ามีโปรโมชั่นพิเศษหรือไม่

เตรียมเอกสารประกอบ – เช่น สัญญาแฟรนไชส์, เอกสารส่วนตัว, งบประมาณ, บัญชีย้อนหลัง

ยื่นขอสินเชื่อ – โดยทั่วไปใช้เวลาอนุมัติ 7–30 วัน

ข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ
✅ เช็กความน่าเชื่อถือของแฟรนไชส์ – ดูประวัติการดำเนินธุรกิจและผลประกอบการ

✅ วิเคราะห์ตลาดและทำเล – ไม่ใช่ทุกทำเลจะเวิร์กกับทุกแบรนด์

✅ ภาระผ่อนชำระ – วางแผนให้ครอบคลุมและไม่กระทบกระแสเงินสด

✅ อ่านสัญญาให้ครบถ้วน – ทั้งของแฟรนไชส์และธนาคาร

✅ มีแผนสำรอง – กรณีรายได้ไม่เป็นไปตามคาด

บทสรุป: สินเชื่อเพื่อธุรกิจแฟรนไชส์ ทางลัดสู่เจ้าของกิจการ
ในยุคที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว “สินเชื่อเพื่อธุรกิจ” โดยเฉพาะสินเชื่อสำหรับ ธุรกิจแฟรนไชส์ จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ ทั้งในแง่ของวงเงิน ระยะเวลาผ่อนชำระ และการสนับสนุนจากแบรนด์ที่มีความร่วมมือกับธนาคารโดยตรง ซึ่งช่วยให้การเริ่มต้นธุรกิจง่ายและมีความเสี่ยงน้อยลง

หากคุณมีแผนที่ชัดเจน เลือกแบรนด์ที่เหมาะสม และบริหารจัดการต้นทุนได้ดี โอกาสในการประสบความสำเร็จในธุรกิจแฟรนไชส์ก็อยู่ไม่ไกล
บทความฉบับเต็มสินเชื่อธุรกิจขนาดเล็กสำหรับธุรกิจแฟรนไชส์

#สินเชื่อเพื่อธุรกิจ #สินเชื่อธุรกิจขนาดเล็ก #ธุรกิจแฟรนไชส์ #แหล่งเงินทุน #เงินทุนหมุนเวียน #เริ่มต้นธุรกิจ #กู้เงินทำธุรกิจ
เงินทุนหมุนเวียน

12

"เปิดร้านได้เดือนเดียว เงินก็เริ่มตึงซะแล้ว!"
เสียงจากผู้ประกอบการรายหนึ่งที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจในยุคที่ต้นทุนพุ่งทุกวัน ขายได้แต่ยังไม่มีกำไรหมุนกลับมา จะหมุนเงินก็ยังไม่มีเครดิต จะหยิบยืมก็กลัวไม่ทัน… ถ้าคุณอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ บทความนี้เขียนให้คุณโดยเฉพาะ

การเริ่มต้นธุรกิจใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย และสิ่งหนึ่งที่ยากพอๆ กับการหาลูกค้า คือ การหาแหล่งเงินทุนที่เหมาะกับจังหวะธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วงตั้งไข่ที่รายได้ยังไม่แน่นอน เงินทุนหมุนเวียนก็เริ่มลด สินเชื่อระยะสั้นจึงกลายเป็นตัวช่วยที่หลายคนมองหา

แล้ว "สินเชื่อระยะสั้น" คืออะไร?
พูดง่ายๆ มันคือ "เงินกู้ที่คุณต้องใช้คืนเร็ว" ส่วนใหญ่ภายใน 12 เดือน จุดเด่นของสินเชื่อระยะสั้นคืออนุมัติไว ใช้เงินได้เร็ว เหมาะกับการใช้จ่ายที่มีรอบเร็ว เช่น: จ่ายเงินซื้อวัตถุดิบ, เติมสต๊อกสินค้า, จ่ายค่าแรงพนักงาน ,โอกาสดีๆ ที่ไม่รอใคร (เช่น ซื้อของลดราคาจากซัพพลายเออร์)

รูปแบบสินเชื่อระยะสั้นที่น่าสนใจ เช่น:

- วงเงินเบิกเกินบัญชี (OD)

- ตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N)

- สินเชื่อแฟคตอริ่ง(factoring)


- สินเชื่อเพื่อการค้า (Trade Finance)

- หรือแม้แต่ "สินเชื่อผู้ประกอบการรายใหม่" จากธนาคารรัฐบางแห่ง

ธุรกิจใหม่เจออุปสรรคสินเชื่ออะไรบ้าง?
เรื่องนี้ต้องพูดกันแบบตรงๆ เพราะหลายคนเข้าใจผิดว่าธุรกิจปัง = ขอกู้ผ่าน

แต่ในความเป็นจริง สถาบันการเงินมองหาความเสี่ยงก่อนกำไร โดยเฉพาะถ้าคุณยังไม่มีประวัติการเงินหรือหลักประกันที่ชัดเจน ปัญหาหลักที่ผู้ประกอบการรายใหม่มักเจอ คือ:

- ไม่มีเครดิตย้อนหลัง: เดินบัญชีไม่ถึง 6 เดือนก็ยังไม่ถือว่า “มีข้อมูลพอ”

- รายได้ไม่แน่นอน: เปิดร้านมา 3 เดือน ขายได้ดี แต่ยังไม่มีการวิเคราะห์ว่ากำไรจริงไหม

- ไม่มีหลักทรัพย์ / ไม่มีคนค้ำ: นี่คือเรื่องใหญ่ เพราะหลายธนาคารยังยึดหลัก “มีอะไรมาค้ำ” ถึงจะปล่อยกู้

แล้วถ้าไม่มีคนค้ำ ไม่มีหลักทรัพย์เลย… จะทำยังไง?
ข่าวดีคือ… คุณ ยังมีทางเลือก และบางทางเลือกดีกว่าที่คิดด้วยซ้ำ!


1. ขอวงเงินเล็กๆ ก่อน เริ่มจากง่ายๆ
คุณอาจไม่ต้องเริ่มจากล้านแรก เริ่มจาก 50,000 - 100,000 บาท เพื่อสร้าง เครดิตทางธุรกิจ ขอกู้เล็กๆ แต่จ่ายตรง จ่ายดี ระบบเครดิตคุณจะดีขึ้นภายในไม่กี่เดือน แล้วค่อยไปต่อในวงเงินที่มากขึ้นได้

2. ใช้ผู้ค้ำประกันจาก “บสย.”
บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) คือหน่วยงานรัฐที่เกิดมาเพื่อช่วย “ค้ำแทน” คุณ!

ค้ำประกันได้ถึง 40 ล้านบาท (ตามโครงการ)

ลดความยุ่งยากในการหาคนค้ำ

มีโครงการร่วมกับธนาคารอย่าง SME D Bank, ธนาคารออมสิน, ธ.ก.ส. และอีกเพียบ

3. สมัครสินเชื่อผ่านโครงการสำหรับธุรกิจใหม่
หลายธนาคารรัฐมี "สินเชื่อเพื่อธุรกิจใหม่" หรือ "สินเชื่อผู้ประกอบการรายใหม่" ที่ไม่จำเป็นต้องมีคนค้ำ หากคุณมีแผนธุรกิจดีๆ ยื่นประกอบ:

SME D Bank: มีโปรแกรมเฉพาะสำหรับผู้เริ่มต้น

ธนาคารกรุงไทย: โครงการ “SME กล้าให้” สนับสนุนธุรกิจใหม่โดยไม่ต้องมีหลักประกันบางส่วน

ธนาคารออมสิน: มีโครงการ Startup & SMEs พร้อมเงื่อนไขผ่อนปรน

4. ลองใช้ Fintech สินเชื่อออนไลน์
ยุคนี้คุณไม่จำเป็นต้องเดินเข้าธนาคารก็ขอสินเชื่อได้ Fintech หลายรายมีสินเชื่อระยะสั้นที่อนุมัติง่ายและไวกว่า เช่น:

LINE BK

KKP Cash Now

True Money Loan (ภายใต้ใบอนุญาตจาก ธปท.)

แต่ต้อง ระวังเรื่องดอกเบี้ย! เพราะบางรายอาจคิดดอกเบี้ยสูงกว่าแบงก์ทั่วไป ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นผู้ให้บริการที่ถูกกฎหมาย

ก่อนยื่นขอสินเชื่อ เตรียมตัวยังไงให้ดู “น่าเชื่อถือ”
การขอสินเชื่อระยะสั้น ไม่ได้วัดแค่ “ยอดขาย” แต่วัดที่ “ความเป็นมืออาชีพ” ในการบริหารเงินด้วย

✅ เดินบัญชีให้ดูดี
มีเงินเข้าออกชัดเจน ไม่ติดลบ ไม่เด้ง ไม่มีเช็คคืน

ธนาคารบางแห่งดู "Cash Flow" มากกว่าอายุธุรกิจ

✅ แผนธุรกิจต้องพร้อม
แม้จะเปิดร้านเล็กๆ ก็ทำแผนง่ายๆ ให้ครบ: ข้อมูลตลาด,กลุ่มเป้าหมาย,จุดขาย,รายได้-รายจ่ายที่คาดการณ์,แผนการชำระหนี้

✅ มีเอกสารครบ
รวมถึงเอกสารเหล่านี้ที่ควรจัดเตรียม:

หนังสือรับรองบริษัท / จดทะเบียนพาณิชย์

Statement ย้อนหลัง 6 เดือน

ใบเสนอราคาจากซัพพลายเออร์ (หากใช้ประกอบการขอกู้)

ภาพถ่ายหน้าร้าน/ที่ตั้งกิจการ

✅ ประวัติเครดิตดี = เพิ่มโอกาสอนุมัติ
แม้ขอกู้ในนามธุรกิจ แต่ธนาคารจะตรวจเครดิตคุณด้วย เพราะถ้าเครดิตส่วนตัวเสีย จะกระทบกับการกู้เสมอ

สรุป: สินเชื่อระยะสั้น...ไม่ใช่เรื่องยาก แค่ต้องรู้ทางเดิน
การเริ่มต้นธุรกิจในยุคนี้อาจเจอความท้าทาย แต่โอกาสในการเข้าถึง แหล่งเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น ก็มีมากกว่าที่คิด ขอเพียงแค่คุณ: มีวินัยทางการเงิน,เตรียมเอกสารให้ดี,วางแผนการใช้เงินชัดเจน,และเลือกช่องทางที่เหมาะกับธุรกิจคุณ

อย่ากลัวที่จะเริ่มต้นจากเล็ก แล้วค่อยๆ ขยายโอกาสไปสู่สินเชื่อวงเงินใหญ่ในอนาคต

???? หากคุณกำลังมองหาสินเชื่อเพื่อธุรกิจใหม่ หรืออยากเริ่มต้นก้าวแรกให้มั่นคง เราพร้อมให้คำแนะนำ
เยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราสินเชื่อ SME ระยะสั้น ทางเลือกสำหรับธุรกิจของคุณ
 หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญฟรี เพื่อวางแผนทางการเงินให้กับธุรกิจของคุณอย่างมั่นใจ
สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก

13
หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่กำลังมองหาแหล่งเงินทุน แต่ไม่มีทรัพย์สินมูลค่าสูงอย่างบ้านหรือที่ดินเพื่อใช้เป็นหลักประกัน ไม่ต้องกังวลครับ เพราะปัจจุบันมีทางเลือกที่เหมาะกับคุณ นั่นคือสินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้เจ้าของกิจการสามารถเข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องใช้ทรัพย์สินค้ำประกัน

บทความนี้จะช่วยอธิบายข้อควรรู้เกี่ยวกับสินเชื่อประเภทนี้ให้เข้าใจง่ายขึ้น ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของกิจการมือใหม่หรือผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์แล้วก็ตาม
ความแตกต่างระหว่างสินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์กับไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
1. สินเชื่อธุรกิจแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
เป็นสินเชื่อที่ต้องใช้ทรัพย์สิน เช่น บ้าน ที่ดิน หรือเครื่องจักร มาเป็นหลักประกัน ซึ่งช่วยให้คุณได้รับวงเงินสูงและดอกเบี้ยต่ำ เพราะธนาคารมีความเสี่ยงน้อย หากผิดนัดชำระ ธนาคารสามารถนำหลักทรัพย์ไปขายทอดตลาดได้

2. สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
เหมาะสำหรับธุรกิจที่ไม่มีทรัพย์สินมูลค่าสูง โดยผู้ขอกู้อาจใช้ผู้ค้ำประกัน หรือแสดงรายได้ทางธุรกิจเพื่อยืนยันความสามารถในการชำระหนี้ ข้อดีคือสมัครง่ายกว่าและไม่ต้องมีทรัพย์สินค้ำ แต่ข้อเสียคือวงเงินอาจต่ำกว่า และดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่อแบบมีหลักประกัน

ใครบ้างที่มีสิทธิ์ขอสินเชื่อ SME แบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน?
หากคุณสนใจสินเชื่อประเภทนี้ ควรตรวจสอบว่าคุณมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ต่อไปนี้:

อายุของกิจการ
โดยทั่วไป ธุรกิจควรมีอายุตั้งแต่ 6 เดือนถึง 2 ปีขึ้นไป ยิ่งมีประวัติการดำเนินงานที่นาน ยิ่งมีโอกาสได้รับอนุมัติง่ายขึ้น

รายได้และกระแสเงินสด
ธนาคารมักกำหนดรายได้ขั้นต่ำต่อเดือน เช่น 50,000 บาท และดูว่าธุรกิจของคุณมีกำไรหรือไม่ กระแสเงินสดต้องสม่ำเสมอ

ประวัติทางการเงิน (เครดิตบูโร)
ควรไม่มีหนี้เสียหรือประวัติค้างชำระ ถ้าคุณมีเครดิตดี โอกาสได้รับอนุมัติก็สูงขึ้น

แผนธุรกิจชัดเจน
คุณควรเตรียมแผนธุรกิจที่แสดงว่าเงินกู้จะนำไปใช้อย่างไร และมีแผนการคืนเงินอย่างไรบ้าง เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับสถาบันการเงิน

???? ธุรกิจที่มีอายุมากกว่า 2 ปี และมีเครดิตดี จะมีโอกาสขอสินเชื่อผ่านสูงกว่าธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น

เปรียบเทียบข้อเสนอสินเชื่อจากแต่ละธนาคาร
ก่อนตัดสินใจควรก็เปรียบเทียบข้อเสนอจากหลายสถาบันการเงิน โดยดูจากปัจจัยเหล่านี้:

อัตราดอกเบี้ย
อยู่ระหว่าง 8% - 15% ต่อปี ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของธุรกิจและนโยบายธนาคาร

วงเงินสินเชื่อ
อยู่ระหว่าง 100,000 - 5,000,000 บาท โดยขึ้นกับขนาดธุรกิจและความสามารถในการชำระหนี้

ระยะเวลาผ่อนชำระ
ปกติ 1 - 5 ปี ระยะยาวจะผ่อนสบาย แต่เสียดอกเบี้ยมากขึ้น

ค่าธรรมเนียมอื่นๆ
เช่น ค่าธรรมเนียมการดำเนินการ หรือค่าปรับกรณีปิดบัญชีก่อนกำหนด

เอกสารที่ต้องเตรียมเมื่อขอสินเชื่อ
การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนจะช่วยให้คุณได้รับการอนุมัติง่ายขึ้น โดยเอกสารหลักที่ควรมี ได้แก่:

???? เอกสารส่วนตัว
สำเนาบัตรประชาชน

สำเนาทะเบียนบ้าน

เอกสารแสดงสถานภาพสมรส (ถ้ามี)

???? เอกสารทางธุรกิจ
หนังสือรับรองการจดทะเบียน

หนังสือบริคณห์สนธิ

รายชื่อผู้ถือหุ้น

ใบทะเบียนภาษี (ภ.พ.20)

???? เอกสารทางการเงิน
งบการเงินย้อนหลัง 2-3 ปี

รายการเดินบัญชีธนาคาร 6-12 เดือน

เอกสารการยื่นภาษี (ภ.ง.ด.50, ภ.พ.30)

แผนธุรกิจและประมาณการรายรับ-รายจ่าย

???? เอกสารเพิ่มเติม (ถ้ามี)
สัญญาเช่าที่ตั้งกิจการ

ใบอนุญาตประกอบกิจการ

รูปถ่ายสถานประกอบการ

สรุป: สินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เหมาะกับใคร?
หากคุณต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อขยายธุรกิจหรือเสริมสภาพคล่อง แต่ไม่มีหลักทรัพย์ที่นำมาใช้ค้ำประกันได้ สินเชื่อประเภทนี้คืออีกหนึ่งทางเลือกที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม อย่าลืมวางแผนการเงินล่วงหน้า ประเมินความสามารถในการผ่อนชำระ และเปรียบเทียบข้อเสนอจากหลายธนาคารก่อนตัดสินใจ

หากคุณยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มจากตรงไหน หรืออยากได้รับคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขอ สินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน สินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
สามารถติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญของเราได้โดยตรง หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์เพื่อดูข้อมูลล่าสุดและบริการให้คำปรึกษาฟรี

#สินเชื่อธุรกิจSME #สินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน #กู้เงินธุรกิจ #SMEไทย #สินเชื่อเพื่อเจ้าของกิจการ #เงินทุนหมุนเวียนธุรกิจ
สินเชื่อเพื่อการส่งออก

14
หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่กำลังมองหาแหล่งเงินทุน แต่ไม่มีทรัพย์สินมูลค่าสูงอย่างบ้านหรือที่ดินเพื่อใช้เป็นหลักประกัน ไม่ต้องกังวลครับ เพราะปัจจุบันมีทางเลือกที่เหมาะกับคุณ นั่นคือสินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้เจ้าของกิจการสามารถเข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องใช้ทรัพย์สินค้ำประกัน

บทความนี้จะช่วยอธิบายข้อควรรู้เกี่ยวกับสินเชื่อประเภทนี้ให้เข้าใจง่ายขึ้น ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของกิจการมือใหม่หรือผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์แล้วก็ตาม
ความแตกต่างระหว่างสินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์กับไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
1. สินเชื่อธุรกิจแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
เป็นสินเชื่อที่ต้องใช้ทรัพย์สิน เช่น บ้าน ที่ดิน หรือเครื่องจักร มาเป็นหลักประกัน ซึ่งช่วยให้คุณได้รับวงเงินสูงและดอกเบี้ยต่ำ เพราะธนาคารมีความเสี่ยงน้อย หากผิดนัดชำระ ธนาคารสามารถนำหลักทรัพย์ไปขายทอดตลาดได้

2. สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
เหมาะสำหรับธุรกิจที่ไม่มีทรัพย์สินมูลค่าสูง โดยผู้ขอกู้อาจใช้ผู้ค้ำประกัน หรือแสดงรายได้ทางธุรกิจเพื่อยืนยันความสามารถในการชำระหนี้ ข้อดีคือสมัครง่ายกว่าและไม่ต้องมีทรัพย์สินค้ำ แต่ข้อเสียคือวงเงินอาจต่ำกว่า และดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่อแบบมีหลักประกัน

ใครบ้างที่มีสิทธิ์ขอสินเชื่อ SME แบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน?
หากคุณสนใจสินเชื่อประเภทนี้ ควรตรวจสอบว่าคุณมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ต่อไปนี้:

อายุของกิจการ
โดยทั่วไป ธุรกิจควรมีอายุตั้งแต่ 6 เดือนถึง 2 ปีขึ้นไป ยิ่งมีประวัติการดำเนินงานที่นาน ยิ่งมีโอกาสได้รับอนุมัติง่ายขึ้น

รายได้และกระแสเงินสด
ธนาคารมักกำหนดรายได้ขั้นต่ำต่อเดือน เช่น 50,000 บาท และดูว่าธุรกิจของคุณมีกำไรหรือไม่ กระแสเงินสดต้องสม่ำเสมอ

ประวัติทางการเงิน (เครดิตบูโร)
ควรไม่มีหนี้เสียหรือประวัติค้างชำระ ถ้าคุณมีเครดิตดี โอกาสได้รับอนุมัติก็สูงขึ้น

แผนธุรกิจชัดเจน
คุณควรเตรียมแผนธุรกิจที่แสดงว่าเงินกู้จะนำไปใช้อย่างไร และมีแผนการคืนเงินอย่างไรบ้าง เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับสถาบันการเงิน

???? ธุรกิจที่มีอายุมากกว่า 2 ปี และมีเครดิตดี จะมีโอกาสขอสินเชื่อผ่านสูงกว่าธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น

เปรียบเทียบข้อเสนอสินเชื่อจากแต่ละธนาคาร
ก่อนตัดสินใจควรก็เปรียบเทียบข้อเสนอจากหลายสถาบันการเงิน โดยดูจากปัจจัยเหล่านี้:

อัตราดอกเบี้ย
อยู่ระหว่าง 8% - 15% ต่อปี ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของธุรกิจและนโยบายธนาคาร

วงเงินสินเชื่อ
อยู่ระหว่าง 100,000 - 5,000,000 บาท โดยขึ้นกับขนาดธุรกิจและความสามารถในการชำระหนี้

ระยะเวลาผ่อนชำระ
ปกติ 1 - 5 ปี ระยะยาวจะผ่อนสบาย แต่เสียดอกเบี้ยมากขึ้น

ค่าธรรมเนียมอื่นๆ
เช่น ค่าธรรมเนียมการดำเนินการ หรือค่าปรับกรณีปิดบัญชีก่อนกำหนด

เอกสารที่ต้องเตรียมเมื่อขอสินเชื่อ
การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนจะช่วยให้คุณได้รับการอนุมัติง่ายขึ้น โดยเอกสารหลักที่ควรมี ได้แก่:

???? เอกสารส่วนตัว
สำเนาบัตรประชาชน

สำเนาทะเบียนบ้าน

เอกสารแสดงสถานภาพสมรส (ถ้ามี)

???? เอกสารทางธุรกิจ
หนังสือรับรองการจดทะเบียน

หนังสือบริคณห์สนธิ

รายชื่อผู้ถือหุ้น

ใบทะเบียนภาษี (ภ.พ.20)

???? เอกสารทางการเงิน
งบการเงินย้อนหลัง 2-3 ปี

รายการเดินบัญชีธนาคาร 6-12 เดือน

เอกสารการยื่นภาษี (ภ.ง.ด.50, ภ.พ.30)

แผนธุรกิจและประมาณการรายรับ-รายจ่าย

???? เอกสารเพิ่มเติม (ถ้ามี)
สัญญาเช่าที่ตั้งกิจการ

ใบอนุญาตประกอบกิจการ

รูปถ่ายสถานประกอบการ

สรุป: สินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เหมาะกับใคร?
หากคุณต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อขยายธุรกิจหรือเสริมสภาพคล่อง แต่ไม่มีหลักทรัพย์ที่นำมาใช้ค้ำประกันได้ สินเชื่อประเภทนี้คืออีกหนึ่งทางเลือกที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม อย่าลืมวางแผนการเงินล่วงหน้า ประเมินความสามารถในการผ่อนชำระ และเปรียบเทียบข้อเสนอจากหลายธนาคารก่อนตัดสินใจ

หากคุณยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มจากตรงไหน หรืออยากได้รับคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขอ สินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน สินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
สามารถติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญของเราได้โดยตรง หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์เพื่อดูข้อมูลล่าสุดและบริการให้คำปรึกษาฟรี

#สินเชื่อธุรกิจSME #สินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน #กู้เงินธุรกิจ #SMEไทย #สินเชื่อเพื่อเจ้าของกิจการ #เงินทุนหมุนเวียนธุรกิจ
รีไฟแนนซ์สินเชื่อsme

15


ลองจินตนาการดูนะครับ…
คุณเดินอยู่ในโรงงานตอนปลายเดือน เสียงเครื่องจักรยังทำงานต่อเนื่อง แต่น้ำหนักในใจกลับมากกว่าเสียงรอบตัวเสียอีก
พนักงานรอเงินเดือน วัตถุดิบล็อตใหม่จะต้องสั่ง ลูกค้ารายใหญ่ติดเครดิต 45 วัน
และในบัญชี เหลือเงินสดที่ต้อง “เลือกว่าจะเอาไปจ่ายอะไรก่อนดี”
นี่คือ pain point ที่ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องเจอ—
โดยเฉพาะโรงงานที่กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ เงินทุนหมุนเวียนไม่ทันรอบงาน
หลายคนเริ่มค้นหาคำว่า
สินเชื่อโรงงาน,เงินกู้เพื่อธุรกิจ, หรือ แหล่งเงินทุน
แต่ระหว่างค้นหา ก็ยังไม่มั่นใจว่า
“โรงงานของฉันพร้อมหรือยังสำหรับการลงทุนครั้งใหญ่?”
ความเป็นจริงคือ—
ก่อนธุรกิจจะเข้าถึงเงินก้อนโตได้ เราต้องเข้าถึง ‘ความชัดเจน’ ก่อน
และนั่นคือหัวใจของแนวคิด Foundation ที่บทความหลักของ EasyCashFlows อธิบายไว้

✅ 1. ตั้ง “เป้า” ให้ชัด: ธุรกิจจะโตได้เมื่อเจ้าของรู้ว่ากำลังจะไปทางไหน
ผมเคยคุยกับเจ้าของโรงงานผลิตชิ้นส่วนรายหนึ่ง เขาบอกว่า
“ธุรกิจผมโตนะ แต่ผมไม่รู้ว่ามันกำลังโตไปทางไหนกันแน่…”
ประโยคนี้ฟังดูธรรมดา แต่สะท้อนความจริงของโรงงานจำนวนมาก
ที่วิ่งตามความต้องการของลูกค้า ซ่อมปัญหาหน้างาน จ่ายค่าแรงวนซ้ำ และไม่ได้ตั้งเป้าหมายจริงจังมานาน
แต่พอเขาเริ่มตั้งเป้าหมายแบบชัดเจน เช่น
    • ต้องการเพิ่มกำลังผลิต 40% ใน 18 เดือน
    • ต้องลงทุนเครื่องจักรเพิ่ม 2 ตัว
    • ต้องมีเงินทุนหมุนเวียนขั้นต่ำเดือนละเท่าไหร่
    • ต้องการฐานลูกค้าใหม่ในอุตสาหกรรมไหน
ภาพโรงงานทั้งโรงก็เริ่มชัดขึ้นตามไปด้วย
การตั้งเป้าไม่ใช่เรื่องฝันกลางวัน แต่มันคือ “เข็มทิศ” ที่ทำให้ทุกการตัดสินใจ—including การหาแหล่งเงินทุน—แม่นยำขึ้น
เพราะธนาคารทุกแห่งมองหาเจ้าของโรงงานที่รู้ว่ากำลังเดินไปทางไหน
มากกว่าเจ้าของที่แค่ “อยากได้เงินเพิ่ม” แต่ไม่มีเป้าหมายทางการเงินชัดเจน

✅ 2. ตั้ง “งบ” ให้ตรงจริง: เพราะโรงงานโตด้วยภาษาตัวเลข ไม่ใช่ความรู้สึก
เวลาโรงงานพูดถึงงบ คนมักคิดถึงแค่ต้นทุน
แต่ความจริง งบคือ “ภาษาของการเติบโต”
ในบทความหลักของ EasyCashFlows ระบุว่า
โรงงานที่มีงบลงทุนชัดเจน จะได้รับความเชื่อมั่นและโอกาสเข้าถึงเงินทุนมากกว่าโรงงานที่ใช้เงินแบบรายวันหรือรายเดือน
เพราะงบจะตอบคำถามสำคัญว่า
    • โรงงานต้องใช้เงินเท่าไหร่เพื่อโตในปีนี้?
    • ส่วนไหนคือเงินลงทุน (CAPEX)?
    • ส่วนไหนคือเงินทุนหมุนเวียน (OPEX)?
    • และกระแสเงินสด (Cash Flow) จะมีช่วงไหนที่ตึงตัวบ้าง?
โรงงานจำนวนมากมีศักยภาพ แต่ไม่รู้ตัวเลขเหล่านี้
ส่งผลให้พอถึงรอบจ่ายเงินใหญ่ ก็ต้องกู้แบบเร่งด่วน
หรือแย่ที่สุดคือ—ต้องหยุดการผลิตเพราะเงินไม่ทัน
แต่ถ้าเจ้าของโรงงาน “ตั้งงบชัดเจน”
คุณจะรู้ตั้งแต่ต้นปีเลยว่าควรเตรียมเงินอย่างไร
และเหมาะกับสินเชื่อประเภทไหน เช่น
    • ใช้ สินเชื่อโรงงาน สำหรับซื้อเครื่องจักรหรือขยายพื้นที่
    • ใช้ สินเชื่อเพื่อธุรกิจแบบวงเงินหมุนเวียน สำหรับค่าใช้จ่ายระหว่างดำเนินการ
การมีงบที่ชัด คือสัญญาณว่าโรงงานกำลัง “โตแบบตั้งใจ ไม่ใช่โตแบบลุ้นเอา”

✅ 3. ตั้ง “เส้นทางเงิน”: จัดระเบียบกระแสเงินสด ให้ธุรกิจเดินได้อย่างมั่นคง
โรงงานที่แม้จะมียอดขายดี แต่ “เงินเดินผิดเส้น” ก็ล้มได้ง่ายมาก
เส้นทางเงินคือการกำหนดว่า
    • รายรับเข้าเส้นไหนก่อน
    • รายจ่ายชนิดไหนสำคัญที่สุด
    • เงินลงทุนต้องลงก่อนหรือหลังฤดูกาลผลิต
    • เงินทุนหมุนเวียนต้องกันไว้เท่าไหร่ต่อรอบ
สิ่งนี้ดูเหมือนพื้นฐาน แต่เป็นพื้นฐานที่โรงงานหลายแห่งขาด
และสิ่งที่เกิดขึ้นคือ
    • ใช้เงินลงทุนไปอุดเงินหมุนเวียน
    • ใช้วงเงินหมุนเวียนไปซื้อเครื่องจักร
    • สุดท้ายภาพการเงินขาดความโปร่งใส ไม่เหมาะกับการยื่นขอสินเชื่อใด ๆ
เส้นทางเงินที่ดี จะช่วยให้เจ้าของโรงงานเห็นว่า
    • ช่วงไหนต้องเติมสภาพคล่อง
    • ช่วงไหนควรชะลอการลงทุน
    • ช่วงไหนควรใช้แหล่งเงินทุนภายนอก
เช่น สินเชื่อโรงงานหรือสินเชื่อเพื่อธุรกิจแบบดอกเบี้ยต่ำ
สิ่งนี้จะทำให้โรงงาน “ควบคุมเกมเงิน” แทนที่จะปล่อยให้เงินควบคุมโรงงาน

✅ บทสรุป: โรงงานที่เติบโต ไม่ใช่โรงงานที่ใหญ่ที่สุด แต่เป็นโรงงานที่ “ชัดที่สุด”
โรงงานจะโตได้ ไม่ใช่เพราะมีทุนมากกว่า
แต่เพราะเจ้าของมี “รากฐานการเงิน” ที่แข็งแรงกว่า
และรากฐานนั้น คือ
ตั้งเป้า – ตั้งงบ – ตั้งเส้นทางเงิน
ซึ่งเป็น Foundation ที่ทุกโรงงานควรมี ก่อนจะขอแหล่งเงินทุนใด ๆ
ถ้าคุณกำลังวางแผนขยายโรงงาน
หรือกำลังมองหา สินเชื่อโรงงาน / สินเชื่อเพื่อธุรกิจ / แหล่งเงินทุนปลอดภัย
ขอแนะนำอย่างยิ่งให้คุณอ่านบทความหลักต่อ
ซึ่งอธิบาย Foundation แบบเจาะลึก พร้อมตัวอย่างโครงสร้างเงินที่น่าเชื่อถือในสายตาสถาบันการเงิน
???? อ่านบทความหลักเต็ม ๆ ได้ที่:สินเชื่อสำหรับกู้สร้างโรงงานพัฒนาโครงการ


16
ในฐานะผู้ประกอบการที่กำลังพิจารณาเพิ่มกำลังผลิตหรืออัปเกรดสายการผลิต การเลือกใช้ สินเชื่อโรงงาน หรือ สินเชื่อเพื่อกิจการ แบบซื้อเครื่องจักร ถือเป็นทางเลือกสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด แต่ในความเป็นจริงแล้ว การได้รับอนุมัติสินเชื่อเครื่องจักรไม่ใช่เรื่องง่ายโดยอัตโนมัติ มักถูกกรองด้วยความละเอียด “มากกว่าแค่คำขอ” ที่ปรึกษาด้านสินเชื่ออย่างผมจึงเห็นว่า สิ่งที่ตัดสินใจได้ก่อนยื่น คือ “ความพร้อมในโครงสร้างเงินสด + ทรัพย์ค้ำที่มองเห็นได้ + เครดิตโปรไฟล์ที่ผู้ให้กู้เข้าใจ” บทความนี้จะพาไปดูกรอบคิดและแนวทางเตรียมตัวให้ “อนุมัติง่ายและได้เงื่อนไขคุ้มกว่า” โดยเฉพาะสำหรับสินเชื่อแบบมีหลักประกันเฉพาะทางแบบสินเชื่อเครื่องจักร
1. ภาพรวมโอกาสและเงื่อนไขสินเชื่อเครื่องจักร
ในปีหลังมานี้ ภาคอุตสาหกรรมไทยโดยเฉพาะโรงงานผลิตมีแนวโน้มขยายตัวที่มีโอกาสสูง แม้จะมีแรงกดดันด้านต้นทุนและการแข่งขัน จากข้อมูล Bank of Thailand (BOT) ระบุว่า สภาพการเงินของธุรกิจขนาดกลางและ SME ยังอยู่ในสภาวะที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด แม้โดยรวม “สินเชื่อธุรกิจ” จะขยายตัวได้ Bot Thai+1 ซึ่งแปลว่าเป็นช่วงที่ผู้ประกอบการที่เตรียมตัวดีจริงมีโอกาสสูงกว่าที่เคย ผลคือ แหล่งเงินทุน สำหรับเครื่องจักรถูกเปิดช่องมากขึ้น แต่ผู้ให้กู้ยังคงเลือกมากขึ้น ดังนั้นการเตรียมความพร้อมจึงเป็นหัวใจ
2. ปัจจัยที่ผู้ให้กู้พิจารณาสำหรับสินเชื่อเครื่องจักร

เมื่อคุณยื่นขอสินเชื่อเพื่อซื้อหรืออัปเกรดเครื่องจักร ผู้ให้กู้หรือธนาคารจะพิจารณาอย่างเฉพาะเจาะจงใน 3 ด้านหลัก ดังนี้:
2.1 กระแสเงินสดที่รองรับค่างวด
แม้เครื่องจักรจะใหม่ โครงการจะสวยแค่ไหน แต่หากกระแสเงินสดของธุรกิจไม่มีความมั่นคงหรือไม่สัมพันธ์กับการคืนเงินกู้ ผู้ให้กู้มีโอกาสลดวงเงินหรือเงื่อนไขเข้มขึ้น ผู้ประกอบการจึงควรเตรียมบัญชีเดินย้อนหลังอย่างน้อย 6-12 เดือน พร้อมประมาณการณ์หลังติดตั้งเครื่องจักรว่าเมื่อใดเครื่องเริ่มผลิต รายได้เข้า และค่างวดเริ่มหัก สิ่งที่ผู้ให้กู้ดูคือ “เงินเข้า > ค่าใช้จ่าย+ค่างวด +กันชน” ซึ่งหากสามารถพิสูจน์ได้ โอกาสอนุมัติไวขึ้นมาก
2.2 หลักทรัพย์ค้ำที่เหมาะกับเครื่องจักร
สำหรับ สินเชื่อแบบมีหลักประกัน การเลือกทรัพย์ค้ำที่ถูกต้องถือเป็นกุญแจสำคัญ ยิ่งเป็นเครื่องจักรที่ “ขายต่อได้จริง” รุ่นนิยม สภาพดี มีใบกำกับ ชัดเจนว่าเป็นของกิจการ และมีเอกสารรับรองยิ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือ ผู้ให้กู้จะพิจารณาว่าเมื่อเกิดเหตุผิดนัด “สามารถขายต่อได้หรือไม่ ขายได้เร็วแค่ไหน” การเลือกทรัพย์ค้ำที่ตรงกับโครงการ (เช่น เครื่องจักรผลิตบรรจุภัณฑ์ สำหรับโรงงานบรรจุภัณฑ์) จะทำให้เงื่อนไขดอกเบี้ยดีขึ้นและเวลาพิจารณาสั้นลง
2.3 เครดิตโปรไฟล์และเอกสารประกอบ
แม้กระแสเงินสดและทรัพย์ค้ำจะพร้อม ถ้าเครดิตโปรไฟล์หรือเอกสารไม่เอื้อ ก็อาจสะดุดได้ เช่น ประวัติการชำระหนี้ไม่ดี เอกสารสิทธิทรัพย์ค้ำไม่ครบ หรือไม่มีใบเสนอราคา/ใบสั่งซื้อ/สัญญาซื้อขายที่ชัดเจน การเตรียมแฟ้มให้เรียบร้อย เช่น ใบเสนอราคาจากผู้ผลิตเครื่องจักร, ใบรับประกัน, รายการเครื่องจักรพร้อมหมายเลขซีเรียล, ประกันภัยเครื่องจักร ทั้งหมดนี้ช่วยลดเวลาและความไม่แน่นอนของผู้ให้กู้
3. แนวทางเตรียมตัวให้ “อนุมัติง่าย” สำหรับสินเชื่อเครื่องจักร
ในมุมที่ปรึกษา ผมแนะนำขั้นตอนสำคัญดังนี้:
ขั้นที่ 1: สร้าง Executive Summary พร้อมภาพรวม
ก่อนยื่นขอจริง ให้เตรียมหน้าเดียวที่สรุป : วัตถุประสงค์ซื้อ/อัปเกรดเครื่องจักร, จำนวนเงินที่ขอกู้, แหล่งเงินทุน (ทุนตัวเอง/สินเชื่อ/อื่น), รายได้คาดการณ์เพิ่มขึ้น, และทรัพย์ค้ำที่เสนอ ยิ่งสามารถสรุปให้ผู้ให้กู้เข้าใจได้ใน 1 นาที ยิ่งได้คะแนนดี
ขั้นที่ 2: ประมาณการณ์กระแสเงินสดหลังติดตั้ง
ถึงเครื่องจักรยังไม่เริ่มผลิต ให้ทำประมาณการณ์ว่าเครื่องเริ่มผลิตเมื่อใด รายได้เป็นอย่างไร และค่างวดจะอยู่ในช่วงใด พร้อมคำนวณ DSCR (อัตราส่วนกำไรสุทธิต่อค่างวด) ถ้า DSCR สูงกว่า 1.25–1.5 มั่นใจได้ว่าผู้ให้กู้เห็นภาพกลับเงินได้ชัดเจน
ขั้นที่ 3: เตรียมแฟ้มทรัพย์ค้ำ + เอกสารเครื่องจักร
– ใบเสนอราคา / สัญญาซื้อขาย / ใบเสร็จ/หมายเลขซีเรียลของเครื่องจักร
– รายการเครื่องจักรพร้อมปีผลิต สภาพ หมายเลขซีเรียล
– รายงานประเมินราคา (ถ้ามี)
– ประกันภัยเครื่องจักรและแผนการบำรุงรักษา
– สัญญากับลูกค้าที่จะใช้เครื่องจักร หรือคำสั่งซื้อที่รองรับ (ถ้ามี)
ครบถ้วนยิ่งสร้างความมั่นใจให้ผู้ให้กู้ได้เร็วขึ้น
ขั้นที่ 4: เลือกผลิตภัณฑ์สินเชื่อให้ตรง
– สำหรับการติดตั้งเครื่องจักรใหม่/โครงการลงทุน → พิจารณา Term Loan ผ่อนระยะยาวเพื่อให้ค่างวดไม่กดธุรกิจหนัก
– หากต้องการหมุนเครื่องจักรหรืออัปเกรดแล้วขายคืนเครื่องจักรเก่า → พิจารณา สินเชื่อ เฉพาะเครื่องจักร (Equipment Financing) ที่บางแห่งให้เงื่อนไขแตกต่าง
– อย่าใช้วงเงินหมุนเวียนทั่วไปมาใช้กับเครื่องจักรใหญ่ เพราะอาจถูกจำกัดวงเงินหรือเงื่อนไขลำบาก
ขั้นที่ 5: เจรจาเงื่อนไขให้คุ้มค่า
– ยื่นแฟ้มพร้อม แล้วขอ “ฐานอ้างอิงดอกเบี้ย + spread” โดยแสดงว่าเครื่องจักรและทรัพย์ค้ำลดความเสี่ยง
– ข้อเสนอ grace period (ให้เริ่มหักค่างวดหลังเครื่องเริ่มผลิตจริง) ช่วยให้ธุรกิจมีเวลา
– ขอผ่อนระยะยาวขึ้น ถ้าอายุใช้งานเครื่องจักรยาว
– ยื่นพร้อมแหล่งเงินทุนอื่น เช่น แหล่งเงินทุนของรัฐ หรือโครงการสนับสนุน SME ถ้ามี เพื่อสร้าง leverage ในเจรจา
4. มุมวิเคราะห์จากที่ปรึกษา: เหตุใดบางธุรกิจผ่านเร็วกว่า
จากประสบการณ์ ผมพบว่า ธุรกิจที่เตรียมพร้อมดี ได้แก่
    • มีเครื่องจักรที่สเปกตลาดรองรับจริง ไม่ใช่รุ่นเฉพาะมากจนขายต่อไม่ได้
    • มี ใบเสนอราคา/สัญญาซื้อขายที่ชัดเจน และแสดงว่าเครื่องจักรจะเริ่มใช้งาน/ผลิตจริงในช่วงเวลาสั้น
    • ใช้ทรัพย์ค้ำที่ชัดเจน (อาคาร/ที่ดินหรือเครื่องจักรเก่า) ทำให้ธนาคารประเมินได้ง่าย
    • กระแสเงินสดแสดงว่าเมื่อเครื่องเริ่มผลิตแล้วรายได้จะขึ้นจริง ซึ่งช่วยให้เงื่อนไขดอกเบี้ยและระยะผ่อนดีขึ้น
นั่นคือเหตุผลที่ไม่ใช่ “ธุรกิจไหนเจ๋งพูดเก่ง” แต่คือ “ธุรกิจไหนเตรียมโครงสร้างได้จริง” ที่ผ่านไวกว่า
5. สรุปสำหรับผู้ประกอบการ
หากคุณกำลังมองหา สินเชื่อโรงงาน หรือ สินเชื่อ SME เพื่อซื้อ/อัปเกรดเครื่องจักร ให้จำไว้ว่าสำหรับผู้ให้กู้ สิ่งที่สำคัญคือ “กระแสเงินสดที่กลับได้จริง” “ทรัพย์ค้ำที่ขายต่อได้จริง” และ “เอกสารเครื่องจักร/โครงการที่พร้อม” เตรียมครบทั้งสามด้านแล้ว คุณจะยื่นขอ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ ได้อย่างมั่นใจ เงื่อนไขจะคุ้มกว่า และโอกาสผ่านไวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ผมขอแนะนำให้คุณอ่านบทความหลักในหัวข้อเดียวกัน ซึ่งอธิบายแบบละเอียดถึง “วิธีเตรียมตัวให้อนุมัติง่าย” พร้อมเช็กลิสต์และตัวอย่างจริง เพื่อเป็นคู่มือเตรียม แหล่งเงินทุน ก่อนกดปุ่มสมัครอย่างจริงจัง

17

เจ้าของแบรนด์ซอสกึ่งสำเร็จรูป SMEs รายหนึ่งโทรหาผมด้วยน้ำเสียงลน ๆ “พรุ่งนี้ต้องมัดจำวัตถุดิบล็อตใหญ่ ถ้าไม่ทัน ดีลกับห้างฯ จะหลุด…มีทางไหนขอ สินเชื่อเงินด่วน ให้ทันไหมครับ”
คีย์เวิร์ด “ด่วน” ทำให้หลายคนพุ่งไปหาทางลัด แต่ในโลกสินเชื่อจริง ความเร็วเกิดจาก “ความพร้อมของข้อมูล” มากกว่าโชค เราจึงพาเขากลับไปที่แก่นของบทความหลัก—ขั้นตอน ‘เตรียมให้ไว’ ก่อนยื่นขอวงเงิน—เพราะถ้าจัดให้ครบ โอกาสเข้าถึง เงินกู้SMEไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน จะเปิดทางอย่างเป็นระบบ แถมยังต่อรองเงื่อนไขได้ดีกว่าในระยะยาว
ทำไมต้อง “เร็วและเรียบร้อย” ตอนนี้? ภาพรวมสินเชื่อไทยไตรมาส 2/2568 ยังหดตัวเล็กน้อย โดยเฉพาะฝั่ง SME สะท้อนว่าธนาคาร “คุมมาตรฐาน” เข้มขึ้น ขณะที่รายใหญ่ยังเข้าถึงได้ดี นั่นหมายความว่าเอกสาร–กระแสเงินสดที่พร้อม จะเป็นตัวชี้ขาดสำหรับรายย่อยจริง ๆ

1) ภาพรวมธุรกิจ 1 หน้า (One-Pager) — วางหมากให้ธนาคารเห็น “เกมเต็มกระดาน”
คืนนั้นเราเริ่มจากกระดาษ A4 แผ่นเดียว สรุป 5 จุดที่เจ้าหน้าที่อนุมัติอยากเห็นก่อนเสมอ
    • โมเดลรายได้: ช่องทางขาย, มาร์จิน, ฤดูกาล
    • ตัวเลขจริง 12 เดือน: ยอดขาย/เดือน (แนวโน้ม), ค่าใช้จ่ายหลัก
    • DSCR ปัจจุบัน (ความสามารถชำระหนี้) และแผนดันให้ถึง ≥1.2–1.3 (เป้าทั่วไป)
    • DSO เฉลี่ย (อายุเก็บหนี้) และ SOP “วันส่งของ = วันวางบิล”
    • เป้าหมายวงเงิน + วัตถุประสงค์ใช้เงิน (ไม่ใช่คำว่า “ขอก้อนใหญ่ดอกต่ำ”)
อินไซต์: เมื่อระบบยังระวังความเสี่ยง การเล่า “เกมรุก–เกมรับ” ให้ครบหน้าเดียว ทำให้คำขอ สินเชื่อในปี2568 ถูกมองว่า “จัดการได้ ไม่สุ่มเสี่ยง” มากกว่าแค่บอกว่าต้องรีบใช้เงิน

2) สเตทเมนต์–ภาษี–หลักฐานงาน: ชุดเอกสารที่เล่าเรื่องเดียวกัน
ขั้นตอน “เตรียมให้ไว” ที่ใช้จริงในทุกเคสคือ จับสามเอกสารให้เล่าเรื่องเดียวกัน
    1. สเตทเมนต์บริษัท 6–12 เดือน — ให้เห็นเงินเข้า/ออกจริง
    2. เอกสารภาษี (ภ.พ.30, งบกำไรขาดทุนย่อ) — ให้เห็นรายได้ที่ยืนยันได้
    3. หลักฐานงาน (PO/DO/ใบกำกับภาษี/ใบเซ็นรับมอบ) — ให้เห็นว่าเงินในอนาคต “มีที่มา”
เมื่อสามชุดนี้สอดคล้องกัน กุญแจคำว่า “ด่วน” จึงเปิดได้ เพราะผู้ปล่อยสินเชื่อเชื่อมโยงภาพธุรกิจได้ทันที—นี่คือหัวใจก่อนขอแหล่งเงินทุนด่วน หรือผลิตภัณฑ์วงเงินหมุนเวียนทุกชนิด

3) วงเงิน “ตรงงาน–พอดีจริง” ไม่มาก–ไม่น้อยเกินไป
ธนาคารไม่ได้อยากเห็นผู้ประกอบการ “ขอก้อนใหญ่สุด” แต่อยากเห็น “วงเงินที่พอดีกับรอบงาน” วิธีใช้ในสนามคือ
    • เงินหมุนถี่ → ใช้ วงเงินหมุนเวียน/OD (ดึง–ใช้–คืนตามรอบ)
    • การลงทุนยาว → ใช้ Term/เช่าซื้อ (HP/Leasing)
    • มีใบแจ้งหนี้คุณภาพ → ใช้ แฟคตอริ่ง เพื่อเร่งเงินสด (เลือกเฉพาะใบที่เอกสารครบ)
รางวงเงินพอดีงาน (Rule-of-Thumb): ตั้ง OD เริ่ม 1.0–1.5× ค่าใช้จ่ายคงที่/เดือน + สำรอง 10–15% แล้วตั้งกฎ “วันเงินเข้า = วันคืน” เพื่อกดต้นทุนและทำให้สเตทเมนต์ “สวย” ต่อเนื่อง—สิ่งนี้คือหลักฐานทองเวลาเจรจาเพิ่มเพดานภายหลัง

4) ดัน DSCR และลด DSO ให้เห็นผลเร็ว ก่อนยื่น
    • DSCR (Debt Service Coverage Ratio) คือกระแสเงินสดดำเนินงาน ÷ (ดอก + เงินต้นที่ต้องจ่ายในปี) เป้าหมายทั่วไป ≥1.2–1.3 เพราะบอกว่าธุรกิจ “มีกันชน” พอ วิธีเร่งด่วนคือยืดโครงงวดให้ตรงฤดูกาล ลดฟิกซ์คอสต์ และไม่ใช้ OD ไปลงทุนยาว
    • DSO ยิ่งสั้น ธนาคารยิ่งเชื่อว่าเงินเข้าไว ทำได้ด้วย SOP วางบิลวันส่งมอบ เก็บหลักฐานครบ และเสนอส่วนลด “จ่ายก่อนกำหนด” กับคู่ค้าหลัก
สองค่านี้เป็น “ตัววัดความเร็วเงิน” ที่ผู้อนุมัติมองจริง โดยเฉพาะในช่วงที่เครดิตรวมยังตึงตัวสำหรับ SMEs ตามรายงานธนาคารแห่งประเทศไทย

5) เลือก “เครื่องมือ” สนับสนุนที่เหมาะ: จาก แหล่งเงินทุนไม่ใช้ทรัพย์ค้ำประกัน ถึงค้ำ บสย.
สำหรับลูกค้าที่ “หลักทรัพย์ไม่พอแต่ยอดขายจริงเดินเป็นสเต็ป” เราแนะนำให้สำรวจโครงการ ค้ำประกันสินเชื่อ บสย. (PGS 11 SMEs ยั่งยืน) ซึ่งเปิดทางให้ธนาคาร “กล้าปล่อย” วงเงิน สินเชื่อsme ตามศักยภาพ โดยผู้กู้รับค่าธรรมเนียมค้ำรายปีตามเงื่อนไข (เช็กเพดาน/อายุค้ำในรุ่นปัจจุบัน)
อีกด้าน ภาคนโยบายและสถาบันการเงินเฉพาะกิจอย่าง SME D Bank ก็เดินเครื่องหนุนการเข้าถึงทุนของรายย่อยตลอดปี 2568—ตัวเลข 9 เดือนแรกโตแรงกว่า 35% พร้อมเป้าปล่อยใหม่ทั้งปีที่ระดับสูง สะท้อน “หน้าต่างโอกาส” สำหรับผู้ที่เอกสารพร้อมและโปรไฟล์ชัดเจน
สำหรับผู้ทำส่งออก ยังมีมาตรการ/ผลิตภัณฑ์เสริมสภาพคล่องของ EXIM BANK เช่นสินเชื่อพร้อมประกันการส่งออก และคลินิกให้คำปรึกษา—เหมาะกับเคสที่รอบเงินยาวและต้องเร่งทุนระหว่างรอชำระเงินจากต่างประเทศ

6) สตอรี่ของ “ซอสพร้อมปรุง” ที่ผ่านแบบไม่พึ่งโชค
เราพาเจ้าของแบรนด์กลับไปทำการบ้าน 72 ชั่วโมง:
คืนที่ 1 รวบรวมสเตทเมนต์ 12 เดือน + ภ.พ.30 + PO/DO/ใบกำกับภาษี + ใบเซ็นรับมอบ ทำ One-Pager ธุรกิจ 1 หน้าให้เรียบร้อย
เช้าวันที่ 2 เช็ก DSCR พบว่าอยู่ 1.18—ยังต่ำกว่าเป้า จึงรีดฟิกซ์คอสต์เล็กน้อย และวางแผนรีไฟแนนซ์หนี้สั้นบางส่วนเพื่อผ่อนงวดให้ตรงฤดูกาลผลิต (DSCR ขยับใกล้ 1.25)
บ่ายวันที่ 2 ไล่ DSO ของคู่ค้าหลัก ออกโปรโมชัน early-payment 1.5% สำหรับจ่ายก่อนกำหนด 10 วัน พร้อมกำหนด SOP “วันส่งของ = วันวางบิล”
วันที่ 3 สรุปความต้องการเป็น OD ขนาดเล็กพอดีงาน + สำรอง 10–15% และ “ล็อกวินัย” วันเงินเข้า = วันคืน เพื่อให้การใช้–คืนเป็นรอบ
จากนั้นเรายื่นคำขอไปยังผู้ให้บริการ 2 ราย (รายหนึ่งเป็นธนาคารที่มีโปรแกรมสำหรับ สินเชื่อไม่มีหลักประกัน รายย่อยอิงสเตทเมนต์ รายหนึ่งคู่โครงการค้ำฯ) พร้อม One-Pager + แผน DSCR/DSO + หลักฐานงานครบ ผลคือคำตัดสินมาเร็วในกรอบเวลาที่ทันดีลวัตถุดิบ—และที่สำคัญคือ “ผ่านด้วยภาพธุรกิจที่ธนาคารมั่นใจ” ไม่ใช่ผ่านแบบเสี่ยงๆ

7) โครง “เตรียมให้ไว” สำหรับทุกกิจการ (เช็กลิสต์ใช้งานจริง)
    • ทำ One-Pager ธุรกิจ 1 หน้า (ยอดขาย 12 เดือน, มาร์จิน, DSCR, DSO, วัตถุประสงค์ใช้เงิน)
    • จัดเอกสารให้เล่าเรื่องเดียวกัน: สเตทเมนต์–ภาษี–หลักฐานงาน
    • ตั้งวงเงิน ตรงงาน–พอดีจริง (OD/Term/HP/Leasing/Factoring): อย่าใช้เงินสั้นลงทุนยาว
    • ดัน DSCR ≥1.2–1.3 และลด DSO ด้วย SOP “วันส่งของ = วันวางบิล”
    • ใช้กฎ “วันเงินเข้า = วันคืน” ให้ Utilization OD เฉลี่ย ≤70% และพยายามปิดยอดอย่างน้อยไตรมาสละครั้ง
    • สำรวจทางเลือกเสริม: ค้ำ บสย. (PGS 11), โปรแกรมของ SME D Bank, โซลูชันส่งออกของ EXIM BANK (เลือกให้ตรงบริบทธุรกิจ)

8) มุมมองเชิงกลยุทธ์: “เร็ว” ที่ยั่งยืน = เร็วจากข้อมูล ไม่ใช่เร่งดอก
หลายกิจการเข้าใจคำว่า สินเชื่อเงินด่วน ว่าต้องเป็นเงินกู้ที่อนุมัติเร็วที่สุดเท่านั้น แต่ในเชิงกลยุทธ์ เราควรนิยามใหม่ว่า “เร็วจากความพร้อมของข้อมูล” เพราะเมื่อทั้ง One-Pager, สเตทเมนต์, ภาษี และหลักฐานงานเชื่อมกันดี—ผู้ปล่อยกู้จะ “เห็นความเสี่ยงต่ำลง” อนุมัติจึงเร็วขึ้นเอง และยังได้เงื่อนไขที่ดีกว่า
บริบทมหภาคก็ชี้ชัดว่า ฝ่ายนโยบาย–ธนาคารกลางและสถาบันเฉพาะกิจพยายามเปิดสภาพคล่องสู่รายย่อยผ่านมาตรการต่าง ๆ แต่สุดท้าย “บัตรผ่าน” อยู่ที่ ความเป็นมืออาชีพของข้อมูล ฝั่งผู้กู้ ไม่ใช่เทคนิคการยื่นลัด ๆ (ตัวอย่างเช่น การคุมความเสี่ยงในระบบธนาคารพาณิชย์ที่ยังระวังสินเชื่อ SMEs แม้เศรษฐกิจเดินหน้า)

9) ขอทิ้งท้าย: อยากให้เราเป็น “ฝ่ายเตรียมพร้อม” ของคุณ
หากคุณกำลังมองหา แหล่งเงินทุนไม่ใช้ทรัพย์ค้ำประกัน หรือกำลังชั่งใจระหว่าง OD/Term/HP/Factoring เราช่วยจัดโครง เตรียมให้ไว ให้ครบใน 72 ชั่วโมง:
    1. One-Pager ธุรกิจ, 2) เช็กลิสต์เอกสาร, 3) แผน DSCR/DSO, 4) รางวงเงินพอดีงาน พร้อมคำนวณ กฎทอง “วันเงินเข้า = วันคืน” ที่เหมาะกับกิจการคุณ

อ่านต่อ (ต้นฉบับเชิงลึกของคุณ)
เจาะรายละเอียดขั้นตอน “เตรียมให้ไว ก่อนยื่นขอวงเงิน” และดูตัวอย่างการใช้งานจริงแบบ step-by-step ได้ที่บทความหลักของ EasyCashflows: สินเชื่อsmeอนุมัติไว
(กดอ่านต่อที่หน้านี้ของคุณ)

18
 
โรงงานบรรจุภัณฑ์รายเล็ก ลูกค้าต่างประเทศเพิ่งยืนยันคำสั่งซื้อรอบใหญ่ แต่เครดิตเทอม 60 วัน และต้องสต็อกวัตถุดิบเพิ่มทันที ถ้าจ่ายสด “เงินหมุน” จะตึง ถ้ากู้ก้อนเดียวก็กลัวงวดหนักเกินไป เขาถามสั้น ๆ ว่า “มีแหล่งเงินทุนแบบไหนที่รองรับการส่งออกโดยเฉพาะ?”—นี่คือจุดที่คำว่า สินเชื่อเพื่อการส่งออก (Export Financing) เข้ามามีบทบาท เพราะมันออกแบบมารองรับ “จังหวะเงินเข้า–ออก” ของธุรกิจส่งออกตั้งแต่ก่อนผลิต (pre-shipment) จนถึงหลังส่งของและรอรับเงิน (post-shipment) พร้อมเครื่องมือคุมความเสี่ยงจาก “ลูกค้าไม่จ่าย/จ่ายช้า” ให้ผู้ประกอบการเดินงานได้จริง ไม่ใช่แค่ได้อนุมัติบนกระดาษเท่านั้น

สินเชื่อเพื่อการส่งออกคืออะไร
แก่นคิดคือ “เงินก้อนที่ตรงฤดูกาลของดีลส่งออก” แบ่งใหญ่ ๆ ได้ 2 ช่วง:
    1. Pre-shipment / Packing Credit – วงเงินเพื่อจัดวัตถุดิบ ผลิต ประกันคุณภาพ และเตรียมขนส่งก่อนส่งออก มักทำเป็น วงเงินหมุนเวียนเฉพาะงานส่งออก (อิง L/C, สัญญาซื้อขาย หรือ PO ต่างประเทศ) จุดเด่นคือจ่ายดอกเฉพาะจำนวน/ช่วงเวลาที่เบิกจริง จึงช่วยคุมต้นทุนได้ดีหากวางแผนผลิตอย่างมีวินัย (ตัวอย่างบริการ “Export Credit” ของ EXIM Thailand)
    2. Post-shipment Finance – เงินทดรองหลังส่งออก เพื่อ “ไม่ต้องรอเครดิตเทอมจนเงินสดตึง” อาจอยู่ในรูป การนำเอกสารส่งออกไปต่อรองวงเงิน กับธนาคาร (เช่น นำตั๋วแลกเงิน/เอกสาร L/C ไปขอรับเงินก่อน) หรือใช้ แฟคตอริ่งต่างประเทศ กับใบแจ้งหนี้ของผู้ซื้อที่มีวินัยสูง เพื่อเร่งเงินสดกลับมาเดินรอบผลิตต่อเนื่อง
ควบคู่กันนั้น ผู้ส่งออก SMEs ควรพิจารณา ประกันการส่งออก (Export Credit Insurance) เพื่อล็อกความเสี่ยง “ผู้ซื้อไม่ชำระ/ชำระล่าช้า” เครื่องมือนี้ทำงานเหมือน “ตาข่ายนิรภัย” ของกระแสเงินสด โดยเฉพาะลูกค้ารายใหม่หรือประเทศปลายทางที่ความเสี่ยงทางการเมือง/เศรษฐกิจสูง (EXIM Thailand มีแพ็กเกจสำหรับผู้ส่งออกขนาดเล็กถึงกลาง)

ฉากปฏิบัติ—จัดชุด “สินเชื่อเพื่อการส่งออก” ให้ไหวจริง
กลับมาที่เคสจริงของเจ้าของโรงงาน: เราแยก “ก้อนงาน” ออกมาก่อน แล้วค่อย “จับคู่แหล่งเงินทุน”
    • ก้อนเตรียมการผลิต (Pre-shipment): เปิดวงเงิน Packing Credit/Export Credit อิง PO จากลูกค้าต่างประเทศ เบิกเป็นงวดตามรอบซื้อวัตถุดิบและรอบผลิต เพื่อให้ “ดอกเดินเฉพาะช่วงที่เงินทำงานจริง” และไม่ดึงเงินสดทั้งก้อนออกจากระบบ
    • ก้อนหลังส่งของ (Post-shipment): ติดเครื่องมือ เร่งเงินจากเอกสารส่งออก/แฟคตอริ่ง สำหรับใบแจ้งหนี้ที่มาร์จินดี คู่ค้าประวัติดี เพื่อลดแรงกดของเครดิตเทอม 60 วันบนเงินหมุนของโรงงาน (ทำเฉพาะใบที่ “คุ้มจริง”)
    • ก้อนคุมความเสี่ยง: ทำ ประกันการส่งออก ครอบคลุมลูกค้ารายใหม่ และประเทศปลายทางที่ความเสี่ยงสูง เพื่อกันเหตุ “ไม่ชำระ/ชำระช้า” ซึ่งกระทบกระแสเงินสดโดยตรง (EXIM มีแพ็กเกจ SME โดยเฉพาะ)
พอจัดครบสามชั้น ภาพที่ได้คือ “วงเงินรวมไหวจริง–กระแสเงินสดไม่สะดุด–ความเสี่ยงถูกล็อกไว้ระดับหนึ่ง” นี่คือจุดต่างของ สินเชื่อเพื่อการพาณิชย์ สำหรับงานส่งออกที่ “ยึดตามฤดูกาลเงินเข้า–ออก” แทนการกู้ก้อนเดียวแบบครอบจักรวาล

ทำไมวันนี้ “ส่งออก” น่ามอง
ปี 2568 ภาพรวมการส่งออกของไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง หลายเดือนโตสูงกว่าคาด ขณะที่ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์และภาษียังคงอยู่ แต่ภาครัฐ–หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือทั้งฝั่งตลาดและฝั่งเงินทุน
    • สัญญาณฝั่งตลาด: กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า 8 เดือนแรกปี 2568 มูลค่าส่งออกโตเลขสองหลัก (YoY) และยังคงคาดการณ์ปีนี้บวก 2–3% แม้ปลายปีมีแรงกดดันจากภาษีสหรัฐบางรายการที่เพิ่งลดเหลือราว 19% หลังการเจรจา ซึ่งช่วยผ่อนคลายแรงเสียดทานของต้นปีลงพอสมควร.
    • สัญญาณฝั่งแหล่งเงินทุน: EXIM Thailand แถลงเดินมาตรการ “หนุนสภาพคล่องผู้ประกอบการ” เพิ่มอีกกว่าหมื่นล้านบาท พร้อมเร่งเครื่องมือประกันการส่งออก–ค้ำเสี่ยง เพื่อให้ SMEs กล้าขยายตลาดต่างประเทศมากขึ้น (ข้อมูลไตรมาส 2/2568)
ความหมายเชิงกลยุทธ์: ถ้าคุณมีสินค้า/บริการที่ “คนต่างประเทศจ่ายได้” ตอนนี้คือเวลาจัดโครง แหล่งเงินทุน ให้รองรับ “รอบส่งออก” อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ก่อนผลิตจนถึงปิดบิล ไม่ใช่เพียง “ยื่นกู้ให้ผ่าน” แต่ “ยื่นให้เหมาะกับรอบเงินสด”

โครงสร้างเครื่องมือที่ควรรู้
เพื่อให้คุยกับไฟแนนซ์ได้รู้เรื่อง ลองจำชื่อเครื่องมือหลักไว้ 4 กลุ่ม:
    1. เครดิตก่อนส่งออก (Pre-shipment / Export Credit / Packing Credit) – วงเงินหมุนเวียนเพื่อผลิต/เตรียมการก่อนส่ง อิง L/C, สัญญาซื้อขาย หรือ PO จากต่างประเทศ (คิดดอกตามจริงที่เบิกใช้)
    2. เงินหลังส่งออก (Post-shipment / Bill Negotiation/Discount, Export Factoring) – นำเอกสารส่งออก/ใบแจ้งหนี้ไป “เร่งเงิน” เพื่อไม่ต้องรอเครดิตเทอมครบก่อนค่อยหมุนรอบใหม่
    3. เครื่องมือจ่ายค่าสั่งซื้อฝั่งนำเข้า (T/R – Trust Receipt) – กรณีคุณนำเข้าวัตถุดิบประกอบการส่งออก TR ช่วยให้ “รับของไปขาย/ผลิตก่อน–ค่อยจ่ายทีหลัง” เป็นวงเงินสั้นสำหรับผู้นำเข้า ซึ่งช่วยต่อจังหวะ supply chain ให้ลื่นไหล
    4. ประกันการส่งออก (Export Credit Insurance) – ป้องกันความเสี่ยง “ผู้ซื้อไม่ชำระ/ชำระช้า/เสี่ยงประเทศ” เหมาะกับลูกค้าใหม่/ตลาดใหม่ โดยเฉพาะรายที่ยอดไม่ได้ใหญ่พอจะเจรจาเงื่อนไขเข้ม ๆ ได้เอง
บริบทกติกาไทยยังเอื้อให้ธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศเดินได้หลายรูปแบบ เช่น L/C, T/R, ตั๋วแลกเงิน, P/N ซึ่งแบงก์ชาติอธิบายกรอบผลิตภัณฑ์ทางการค้าไว้ชัด ทำให้คุณ “ตั้งโจทย์กู้” ให้ตรงผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้นเวลาเจรจากับธนาคาร.

ถอดบทเรียนจากเคสจริง—ขยับจาก “ผ่านอนุมัติ” ไปสู่ “ใช้แล้วชนะ”
หลังปรับโครงเป็น 3 ชั้น (pre-, post-, insurance) โรงงานรายนี้ทำได้ 3 เรื่องพร้อมกัน:
    • รอบผลิตไม่สะดุด: เบิก pre-shipment เป็นงวดตามแผนผลิต ดอกไม่บานปลาย
    • เงินสดกลับเร็วขึ้น: ใช้ post-shipment เฉพาะใบที่มาร์จินดี/ลูกค้าวินัยสูง ลดแรงกดเครดิตเทอม
    • เสี่ยงไม่ชำระถูกล็อก: ประกันการส่งออกครอบคลุมลูกค้ารายใหม่-ตลาดใหม่ ทำให้กล้าขยายออเดอร์
หนึ่งไตรมาสถัดมา เขา “หมุนได้ 2 รอบเต็ม” โดยไม่ต้องเพิ่มหนี้ถาวร และเริ่มคุยดีลลูกค้าใหม่ในภูมิภาคที่ไทยกำลังเร่งความสามารถแข่งขัน (เช่น กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งนโยบาย EV ของไทยก็ปรับเพื่อหนุนการผลิต/ส่งออกมากขึ้นในปีนี้)

เช็กลิสต์ 8 ข้อ—เตรียมตัวก่อนขอ “สินเชื่อเพื่อการส่งออก”
    1. สรุปดีลในหน้าเดียว: สินค้า/ประเทศปลายทาง/อินคอเทอม/เครดิตเทอม/หลักฐานคำสั่งซื้อ (L/C/สัญญา/PO)
    2. ปฏิทินเงินสด 6–12 เดือน: ชี้ชัดว่าเบิกเมื่อไร ส่งเมื่อไร เงินเข้าเมื่อไร
    3. งวดรวมไหวจริง: ถ้ามีหนี้อื่น อยู่รวมกันเท่าไร ตั้งกันชน 10–15%
    4. คัดใบเร่งเงินอย่างมีเหตุผล: ทำ post-shipment/แฟคตอริ่งเฉพาะบิลที่มาร์จินดีและลูกค้าวินัยสูง
    5. ทำประกันการส่งออก: โดยเฉพาะตลาด/ลูกค้าใหม่ เหตุไม่จ่ายไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย
    6. เอกสารนำเข้า (ถ้ามี): ถ้า supply chain ต้องนำเข้าวัตถุดิบ เตรียม TR/เอกสารนำเข้าไว้พร้อม
    7. คุยภาษาเดียวกับไฟแนนซ์: ใช้คำตรงผลิตภัณฑ์ (Packing Credit, Post-shipment, L/C, TR, ECI) จะคุยเร็วขึ้นเพราะตรงโจทย์แบงก์
    8. อัปเดตบริบทเศรษฐกิจ: รู้เท่าทันข่าว/มาตรการภาครัฐและทิศทางการค้า จะช่วยคุณ “เลือกตลาด–เลือกเครื่องมือเงินทุน” ได้แม่นขึ้น (เช่น ข่าวส่งออกโต-มาตรการลดภาษี-มาตรการหนุนสภาพคล่องของ EXIM)

มุมวิเคราะห์ (Consultative)—เมื่อไหร่ควร “ผสมเครื่องมือ” แทนกู้ก้อนเดียว
    • รอบผลิตยาว + เครดิตเทอมนาน → ใช้ pre-shipment + post-shipment + ประกันการส่งออก (ครบ 3 ชั้น)
    • มาร์จินบาง → ยิ่งต้องคัดบิลที่ “คุ้ม” สำหรับการเร่งเงินหลังส่งออก เพื่อไม่ให้ EIR บาน
    • ตลาดใหม่/ลูกค้าใหม่ → ประกันการส่งออกคือ must-have ใน 2–3 รอบแรก
    • ต้องนำเข้าวัตถุดิบประกอบ → พิจารณา TR หรือ L/C ฝั่งนำเข้า เพื่อให้ห่วงโซ่เงินสดลื่นไหลทั้งขาเข้า-ขาออก
แก่นเดียวที่ไม่เปลี่ยน: “จัดแหล่งเงินทุนให้ตรงงาน” แล้วเงินจะทำงานแทนเรา ไม่ใช่ถ่วงเรา

ปิดท้าย—ถ้าคุณกำลังจะเริ่มส่งออก
เริ่มจาก ทำแผน 1 หน้า + แนบรอบเงินสด + เลือกเครื่องมือ pre-/post-/insurance ให้พอดีงาน แล้วไปคุยธนาคารด้วยภาษาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกัน จะช่วยให้คุณ “ผ่านไวอย่างปลอดภัย” และหมุนรอบส่งออกได้จริง ในจังหวะที่โอกาสการค้าระหว่างประเทศกำลังเปิดมากขึ้น
อ่านต่อ (บทความหลักฉบับเต็ม):
เจาะลึก “สินเชื่อเพื่อการส่งออกคืออะไร” พร้อมภาพรวมผลิตภัณฑ์และตัวอย่างเอกสารที่ใช้จริง ดูต่อได้ที่บทความสินเชื่อเพื่อการส่งออก

19

ปัญหาของผู้ขอคำปรึกษาเป็น เจ้าของ โรงงานผลิตอาหารกระป๋อง แม้ยอดการสั่งผลิตมากแต่ ยอดขายฝั่งโมเดิร์นเทรดกับคู่ค้า OEM กว่าจะตัดรอบจ่ายก็ 45–90 วัน ระหว่างนั้นยังต้องจ่ายไอน้ำ/พลังงานให้หม้อ Retort เดินไม่หยุด ต้องสต็อกดีบุกและฝาเผื่อ MOQ ซัพพลายเออร์ และยังมีรอบ QC/ปลดปล่อยล็อต ที่ทำให้เงินจมในสต็อกเพิ่มขึ้นอีก
“ขายดี แต่เงินหายระหว่างทาง” คือคำพูดของคุณเอสตอนมาปรึกษา เพื่อวางแผนเข้าถึง สินเชื่อแบบไม่มีหลักประกันให้ผ่าน ภายในปี 2568 เพราะทรัพย์ค้ำมีจำกัด แต่โรงงานจริง เส้นทางเอกสารครบ ได้มาตรฐาน GMP/HACCP และเริ่มมีคำสั่งซื้อส่งออก คุณเอสอยากได้วงเงินตั้งต้นที่ “พอดีมือ” และค่อยไต่ไป เงินกู้smeวงเงินสูง เมื่อฐานนิ่ง
บทความนี้เล่าจากเคสจริง (ปรับชื่อและรายละเอียดที่เปิดเผย) ด้วยกรอบเดียวกับบทความหลักของ EasyCashflows—“แผนที่ตัดสินใจ 3 ขั้น”—ให้เจ้าของโรงงานอาหารกระป๋องหยิบไปใช้ได้ทันที

ขั้นที่ 1: อ่าน “จังหวะโรงงาน” ให้ธนาคารเห็น (Map the Cash Rhythm)
เราเริ่มที่ กระแสเงินสด 13 สัปดาห์ และ “โปรไฟล์ธุรกิจ 1 หน้า” เพื่อให้คณะอนุมัติเห็น จังหวะหายใจของโรงงาน แบบไม่ต้องเดา
สิ่งที่เห็นชัดในโรงงานอาหารกระป๋อง
    • เงินออกถี่: ซื้อวัตถุดิบ/แพ็กเกจจิ้ง, ค่าพลังงานหม้อ Retort, ค่าแรงกะ, ค่าขนส่งเข้า-ออก, ค่าทดสอบห้องแล็บ, ค่าเช่าโกดังเพิ่มช่วงพีก
    • เงินเข้าช้ากว่า: โมเดิร์นเทรดและลูกค้า OEM จ่ายตามรอบ 45–90 วัน; ส่งออกบางดีลรอปลดปล่อยเอกสาร/ตรวจรับก่อนวางบิล
    • เงินค้างในสต็อก: ต้องถือล็อตวัตถุดิบตามฤดูกาล (เช่น ทูน่าช่วงจับได้/ข้าวโพดฤดูเก็บเกี่ยว) และถือสต็อกกระป๋อง/ฝาตาม MOQ ซัพพลายเออร์
    • ความเสี่ยง “ดอกลม”: ใช้ OD รับทุกอย่างตั้งแต่ของสดถึงช่องว่างเครดิตเทอม ทำให้ยอดคงค้างแน่นเพดาน
โปรไฟล์ 1 หน้า ที่เราส่งให้ธนาคาร
    • รายได้เฉลี่ย/สัปดาห์ แยกเป็น OEM, แบรนด์ตัวเอง, ส่งออก
    • รายจ่ายจำเป็น/สัปดาห์: วัตถุดิบ แพ็กเกจจิ้ง พลังงาน (ไอน้ำ/ไฟ) ค่าแรง QC/QA โลจิสติกส์
    • รอบเงินเข้า รายช่องทาง (ใบกำกับ–PO–วันวางบิล–วันคาดรับ)
    • กันชนเงินสด หลังค่างวด (ถ้ามี) + ค่า OD เฉลี่ย
    • มาตรฐาน GMP/HACCP และ Traceability ที่ทำให้เอกสารการค้าพร้อมสำหรับการเงินในระบบ
SEO ใส่ให้ “ธรรมชาติ” ตั้งแต่ต้น: สินเชื่อsme, สินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ปี68, แหล่งเงินทุน, วงเงินหมุนเวียน, OD, แฟกตอริ่ง, เทอมโลน, DSCR, กระแสเงินสด, โรงงานอาหารกระป๋อง, OEM, โมเดิร์นเทรด, ส่งออก—แทรกเฉพาะที่จำเป็น ไม่ยัดเยียด

ขั้นที่ 2: เลือกเส้นทาง — จับคู่ Pain → Option → Fit ให้ “ตรงงานโรงงาน”
หัวใจคือ ใช้เงินให้ถูกงาน ไม่เอาเงินสั้นไปอุดงานยาว และไม่ปล่อยให้ ODค้างเต็มเพดานจนกลายเป็น “ดอกลม”
Pain A: เงินออกถี่-เงินเข้าช้า (รอบ 45–90 วัน)
    • Option: แฟกตอริ่ง/Invoice Financing สำหรับ บิล OEM/โมเดิร์นเทรด/ส่งออก ที่เอกสารครบ
    • Fit: เร่งเงินจากบิลที่ “จะได้เงินแน่” เพื่อไม่ให้ไปกินวงเงิน OD เกินจำเป็น กำหนดสัดส่วนชัด (เช่น แฟกตอริ่ง 50–60% ของบิลจากคู่ค้ารายใหญ่) เพื่อคุมค่าธรรมเนียมรวม และเก็บ OD ไว้ใช้รายจ่ายรายวัน
Pain B: ค่าใช้จ่ายรายวัน–รายสัปดาห์ (พลังงาน/แรงงาน/แพ็กเกจจิ้ง/ขนส่ง)
    • Option: วงเงินหมุนเวียน/OD (วงเงินเบิกเกินบัญชี)
    • Fit: กติกาทองคือ “ดึงเท่าที่ขาด–โปะทันทีในวันเงินเข้า” เพราะดอก OD คิดรายวันตามยอดคงค้าง ตั้งเป้า ใช้เฉลี่ย ≤ ~70% ของเพดาน และ ปิดรอบ OD อย่างน้อยไตรมาสละครั้ง เพื่อพิสูจน์วินัย
Pain C: ลงทุนยาว (หม้อ Retort ใหม่, สายพาน, เครื่องซีมฝา, ห้องเย็น)
    • Option: เทอมโลน/Investment Loan
    • Fit: จับอายุสัญญาให้ใกล้เคียง อายุสินทรัพย์ (เช่น 3–5 ปี) เพื่อไม่ให้ค่างวดบีบกระแสเงินสดในช่วงพีกการผลิต และหลีกเลี่ยง “เงินสั้นถมหนี้ยาว” ที่ทำให้ DSCR ตกและธนาคารกังวล
ทำไมโครงนี้ “ธนาคารชอบ”
เพราะมันสะท้อนว่าโรงงาน รู้รอบเงินสดตัวเอง และใช้เครื่องมือการเงินอย่างมีแผน: งานสั้น = OD, ช่องว่างเครดิตเทอม = แฟกตอริ่ง, งานยาว = เทอมโลน ภาพรวม ต้นทุนดอกเฉลี่ยลดลง และ ความเสี่ยงค้างเพดาน หายไป—เป็นภาษาที่คณะอนุมัติอ่านแล้ว “ตัดสินใจง่าย”

ขั้นที่ 3: เดิน–วัดผล–ขยาย (Run–Review–Raise)
แผนที่จะมีพลังเมื่อคุณ “เดินตามแล้วจด” เราตั้งพิธีกรรมรายสัปดาห์กับคุณเอส และคุณก็ทำตามได้ทันที
1) ปฏิทินเงินเข้า–ออก (แบบโรงงาน)
    • จันทร์–พุธ = วันจ่ายพลังงาน/แรงงาน/วัตถุดิบย่อย → “ดึง OD” เท่าที่ต้องจ่าย
    • พฤหัส–ศุกร์ = วันวางบิล/รับชำระ PO ใหญ่/เงินแฟกตอริ่งเข้า → “โปะ OD” ทันที
    • ก่อนสิ้นเดือน = ตรวจ ยอดใช้จริงเฉลี่ย OD ไม่เกิน 70% ของเพดาน
2) “หน้าเดียว” คุยแบงก์ตอนทบทวนวงเงิน
    • รายได้เฉลี่ย/สัปดาห์ + สัดส่วน OEM/ส่งออก/แบรนด์ตัวเอง
    • % การใช้ OD เฉลี่ย/เดือน, จำนวนครั้งที่ ปิดรอบ OD ในไตรมาส
    • มูลค่าและอัตราคืนแฟกตอริ่ง, วันเกลี่ยเงินเข้า-ออกหลังปล่อยล็อต QC
    • กันชนเงินสดหลังค่างวด + แผนลดต้นทุนพลังงาน/ของเสีย (Yield)
นี่คือ “ภาษากลางฝ่ายอนุมัติ” ที่ไม่ต้องตีความ
3) ไทม์ไลน์ 90 วัน (Pilot) ก่อนขอไต่เพดาน
    • เดือน 1: แยก งานสั้น/งานยาว ชัด, เริ่มใช้แฟกตอริ่งเฉพาะบิลที่เอกสารเทพ (PO-GRN-INV ครบ), ตั้งกติกา “วันเงินเข้า = วันโปะ”
    • เดือน 2: ลดการค้าง OD จาก 85% → 65–70%, ทำ Cash Flow 13 สัปดาห์ ให้สมบูรณ์
    • เดือน 3: ปิดรอบ OD 1 ครั้ง, สรุป DSCR หลังปรับโครงเงิน (≥ ~1.2) แล้วจึงคุยเพิ่มวงเงิน/ต่ออายุ

มุมกลยุทธ์ของโรงงานอาหารกระป๋อง (Insight ที่ใช้ได้เลย)
    • ล็อกฤดูกาลให้กลายเป็นข้อได้เปรียบ: ถ้าต้องซื้อวัตถุดิบตามฤดูกาล ให้จับมือซัพพลายเออร์เรื่องเงื่อนไข แบ่งส่ง–แบ่งจ่าย เพื่อให้ “ยอดจ่ายถี่” แมตช์กับ “เงินเข้าแฟกตอริ่ง/รอบชำระ” ลดแรงกดที่ OD
    • QC/ปลดปล่อยล็อต = เงินสด: ยิ่งปล่อยล็อตได้เร็ว เงินยิ่งกลับมาเร็ว ลงทุนยกจุดคอขวด (เช่น เครื่องทดสอบ/บุคลากร QC ในช่วงพีก) มักคุ้มกว่า “เพิ่มเพดาน” อย่างเดียว
    • ซัพพลายเชนโปร่งใส = อำนาจต่อรองการเงิน: Traceability ชัด เอกสาร GMP/HACCP ครบ ทำให้การแปลงบิลเป็นเงิน (แฟกตอริ่ง/ส่งออก) ง่ายขึ้น และช่วยตอนยื่น สินเชื่อ sme ไม่มีหลักทรัพย์ 2568
    • คุม “ของเสีย” เพื่อขยับ DSCR: ลดเสีย 1–2% ในสายการผลิต อาจเทียบเท่าดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ทั้งปี—ตัวเลขนี้ขายกับธนาคารได้ เพราะสะท้อน “เงินสดคงเหลือหลังค่างวด” ที่ดีขึ้น
    • อย่าให้ OD ทำงานของเทอมโลน: เครื่อง Retort/สายพานคือสินทรัพย์ยาว—ปล่อยให้ เทอมโลน ทำหน้าที่ของมัน แล้วกัน OD ไว้ “ข้ามหลุมสั้น ๆ” เท่านั้น

ตัวอย่างทางเดินก่อน–หลังทำแผน
ก่อน: ใช้ OD รับทั้งวัตถุดิบ/พลังงาน/เครดิตเทอม ลูกหนี้การค้า → OD ค้าง 80–90% แทบทั้งเดือน ดอกลมสูง, QC ปลดปล่อยล็อตช้า เงินจมในสต็อก, ขอวงเงินเพิ่มไม่ผ่าน
หลัง: แฟกตอริ่งบิล OEM/โมเดิร์นเทรดที่เอกสารครบ 50–60% → เงินสดกลับเร็ว, OD ใช้เฉพาะรายจ่ายถี่และโปะวันเงินเข้า → ใช้เฉลี่ย 60–70%, ลงทุนยาว (Retort/สายพาน) ไปที่ เทอมโลน → ค่างวดอ่านง่าย DSCR ≥ ~1.2, ปิดรอบ OD ไตรมาสละครั้ง → ธนาคารต่ออายุและวางโรดแมปไปสู่ สินเชื่อ SME วงเงินสูง

สรุปสำหรับโรงงานอาหารกระป๋อง: ใช้ “แผนที่ 3 ขั้น” เป็นบัตรผ่านเข้าระบบ
    1. อ่านแผนที่ — ทำแผนเงินเข้า–ออก 13 สัปดาห์ + โปรไฟล์ 1 หน้า ให้เห็นจริงว่าพีกการผลิต/รอชำระอยู่ตรงไหน
    2. เลือกเส้นทาง — จับคู่ Pain → Option → Fit ให้ตรงงาน: OD สำหรับรายจ่ายถี่, แฟกตอริ่ง สำหรับช่องว่างเครดิตเทอม, เทอมโลน สำหรับลงทุนยาว
    3. เดิน–วัดผล–ขยาย — วินัย “ดึง–โปะ”, ใช้ OD เฉลี่ย ≤ ~70%, ปิดรอบเป็นระยะ, ขยับ DSCR ให้ถึงเกณฑ์ แล้วค่อยไต่เพดานสู่ สินเชื่อ SME วงเงินสูง
อยากได้เช็กลิสต์เอกสารแบบโรงงาน, ตัวอย่างตาราง “ดึง–โปะ” รายสัปดาห์, และสคริปต์คุยกับธนาคารในภาษาคณะอนุมัติ? ไปอ่านฉบับเต็มของ EasyCashflows ที่อธิบาย แผนที่ตัดสินใจ 3 ขั้น ไว้ละเอียดและนำไปใช้ได้ทันที:สินเชื่อธุรกิจSMEไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันที่คุณควรเลือก


20
หลายกิจการเริ่มต้นจากคำถามง่าย ๆ แต่หนักใจ—“จะหา เงินทุนหมุนเวียน ที่ทันรอบงานได้จากที่ไหน ในเมื่อเรายังเป็น ผู้ประกอบการรายใหม่ ไม่มีงบการเงินยาว ๆ และยังไม่มีทรัพย์ค้ำ?” ถ้าไปธนาคารพาณิชย์ อาจติดที่เกณฑ์เอกสารและกรอบความเสี่ยง; แต่ในตลาดวันนี้มี “นอนแบงก์/ผู้ให้บริการเฉพาะทาง” ซึ่งเป็น แหล่งสินเชื่อ อีกกลุ่มที่ออกแบบผลิตภัณฑ์มาเพื่อจังหวะธุรกิจแบบนี้—อนุมัติไวกว่า เอกสารคล่องตัวกว่า และหลายรายรองรับ แหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ด้วย เมื่อใช้อย่างถูกงาน ก็เป็นสะพานให้ธุรกิจใหม่เดินถึง “ฝั่งธนาคาร” ได้เร็วขึ้นในอนาคต (บทความภาพรวมของ EasyCashflows ก็จัดหมวดนี้ไว้ชัดเจนเป็นหนึ่งในทางเลือกปี 2568)
นอนแบงก์/ผู้ให้บริการเฉพาะทางคือใคร และเหมาะกับงานแบบไหน
โดยสรุปคือผู้ให้กู้ที่อยู่ภายใต้กำกับดูแลเช่นกัน แต่ เชี่ยวชาญเฉพาะผลิตภัณฑ์หรืออุตสาหกรรม เช่น วงเงินหมุนเวียนระยะสั้น, แฟคตอริ่ง/รับซื้อลูกหนี้, วงเงินเบิกใช้ตามบิล/PO, หรือสินเชื่อเพื่อเครื่องมือ-อุปกรณ์บางประเภท ข้อได้เปรียบคือ เกณฑ์พิจารณายืดหยุ่นกว่า มักดู “ข้อมูลกระแสเงินสดจริง” และ ทางเงินกลับ จากใบสั่งซื้อ-ใบแจ้งหนี้ มากกว่าพึ่งงบการเงินย้อนหลังหลายปี จึงตอบโจทย์ เงินกู้สำหรับผู้ประกอบการใหม่ หรือ สินเชื่อเพื่อธุรกิจใหม่ ที่ต้อง “เงินทันงาน” ก่อนจะมีทรัพย์ค้ำหรือประวัติเครดิตยาว ๆ (หน้าภาพรวมของ EasyCashflows อธิบายการจับคู่ “แหล่งเงินทุน” กับวัตถุประสงค์ เช่น หมุนสั้น-ลงทุนยาว ไว้อย่างเป็นระบบ)
บริบทตลาดก็ส่งเสริมให้บทบาทนอนแบงก์เด่นขึ้น: สินเชื่อภาคธนาคารชะลอตัว โดยเฉพาะฝั่ง SME ทำให้ผู้ประกอบการต้องหา แหล่งเงินทุนทางเลือก เสริม เพื่อไม่ให้การผลิต-การขายสะดุดจากความล่าช้าของวงจรมาตรฐาน

ข้อดีหลัก (เมื่อเทียบกับธนาคาร)
1) เข้าใจ “เงินไหลจริง” มากกว่าดูงบย้อนหลัง
นอนแบงก์หลายรายตั้งต้นจาก ข้อมูลธุรกรรมการค้า เช่น สัญญาซื้อขาย, PO, ใบแจ้งหนี้, ประวัติรับชำระ จึง “อ่าน” จังหวะรายได้-รายจ่ายได้ดี เหมาะกับ เงินทุนหมุนเวียน ที่ต้องใช้สั้น ๆ และคืนเมื่อรายรับเข้า—แนวคิดนี้สอดคล้องกับโครงสร้าง PromptBiz ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ผลักดันให้ธุรกรรมตั้งแต่ e-Invoice ถึง e-Receipt อยู่บนมาตรฐานดิจิทัลเพื่อให้ผู้ให้กู้เห็นรอยเท้าเงินสดชัดเจนขึ้น
2) เวลาอนุมัติสั้น เอกสารคล่องตัว
เพราะดูข้อมูล “ปลายน้ำ-กลางน้ำ” (PO/Invoice/สเตทเมนต์) มากกว่าพึ่งงบตรวจสอบย้อนหลังหลายปี ทำให้ สินเชื่อsme จากนอนแบงก์บางประเภทอนุมัติไวกว่า เหมาะกับงานที่ต้องจับจังหวะตลาด/ซีซัน
3) ไม่ต้องมีทรัพย์ค้ำเสมอไป
ผลิตภัณฑ์อย่างแฟคตอริ่ง/วงเงินตามบิล หรือ แหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน บางแบบ พิจารณาจากศักยภาพการเก็บเงินจากลูกหนี้การค้าและวินัยทางการเงิน จึงเข้าถึงได้แม้ยังไม่มีทรัพย์เป็นหลักประกัน (ทั้งนี้เงื่อนไข/เพดานวงเงินต่างกันตามผู้ให้กู้และระดับความเสี่ยง)
4) เลือก “คิดดอกตามใช้จริง” ได้
หลายผลิตภัณฑ์เป็นวงเงินหมุนเวียนที่ดึง-คืนตามรอบงาน ช่วยลดต้นทุนดอกเฉลี่ยเมื่อเทียบกับการกู้ก้อนยาวเพื่อไปทำงานสั้น—หลักคิดนี้บทความหลักของ EasyCashflows ก็เน้นย้ำไว้ชัดเจนในส่วนการเลือกประเภทสินเชื่อให้ตรงวัตถุประสงค์

ข้อควรระวัง/ข้อเสีย (และวิธีรับมือแบบที่ปรึกษา)
1) อัตราดอกและค่าธรรมเนียมอาจสูงกว่า
ด้วยความที่รับความเสี่ยงเฉพาะดีลและทำงานเร็วกว่า บางผลิตภัณฑ์มีเรตสูงกว่าธนาคาร วิธีรับมือคือ “เทียบต้นทุนแท้จริง” ต่อเดือน/ต่อรอบงาน ไม่ใช่ดูเรตป้ายเพียงอย่างเดียว—เพราะถ้าคุณคืนเร็ว ใช้เฉพาะช่วงที่ต้องใช้ ต้นทุนเฉลี่ยอาจใกล้เคียงหรือถูกกว่าการลากเงินยาวโดยไม่จำเป็น (และภาครัฐ-แบงก์ชาติยังขับเคลื่อนกรอบ Responsible Lending เพื่อยกระดับมาตรฐานและความเป็นธรรมในระบบสินเชื่อด้วย)
2) สัญญาและเงื่อนไขเฉพาะทาง
ต้องอ่านสัญญาเรื่องค่าธรรมเนียมซ่อนเร้น, วิธีคิดดอก, เงื่อนไขผิดนัด, สิทธิเลิกสัญญา ตลอดจน SLA เบิก-โอนเงินให้ชัดเจนก่อนเซ็น เพื่อเลี่ยงต้นทุนแฝงที่กระทบ เงินทุนหมุนเวียน ในชีวิตจริง (การที่ข้อมูลอยู่ในรูป e-Invoice/e-Receipt ช่วยให้ตรวจสอบและเจรจาเงื่อนไขได้โปร่งใสขึ้น)
3) ต้องรักษาวินัยข้อมูลและการเงิน
นอนแบงก์ให้คะแนนสูงกับความสม่ำเสมอของยอดการซื้อขายและพฤติกรรมชำระ—หากการเดินบัญชีสะเปะสะปะ ยอดบิลขึ้น ๆ ลง ๆ โดยไม่มีหลักฐานประกอบ วงเงิน/เรตอาจด้อยลงทันที
4) ความเสี่ยงภาพรวมเศรษฐกิจ
ในช่วงที่สินเชื่อระบบชะลอและความเสี่ยงลูกหนี้เพิ่ม ผู้ให้กู้อาจเข้มเงื่อนไขขึ้น ทั้งฝั่งธนาคารและนอนแบงก์ ผู้ประกอบการจึงควรเตรียม “เรื่องเล่าเชิงตัวเลข” ให้คม—ยอดขายแนวโน้ม, อัตราเงินสดคงเหลือ, สัญญาที่จะรับรู้รายได้—เพื่อชี้ว่าดีลของคุณมีทางเงินกลับชัดแม้ในภาวะเสี่ยง (ภาพรวมจากสำนักข่าวและรายงานอุตสาหกรรมระบุแนวโน้มสินเชื่อชะลอและการคัดกรองเข้มขึ้น)

กิจการแบบไหน “ได้ประโยชน์จริง” จากนอนแบงก์
1) ผู้ประกอบการรายใหม่/ธุรกิจเริ่มต้น (ยังไม่มีทรัพย์ค้ำหรืองบยาว ๆ)
ต้องการ สินเชื่อเพื่อธุรกิจใหม่ เพื่อหมุนสต๊อก/รับออเดอร์แรก ๆ นอนแบงก์ที่ดูข้อมูลเชิงธุรกรรมจะเข้าใจ “ศักยภาพจริง” ได้ดีกว่า—เหมาะมากสำหรับ สินเชื่อผู้ประกอบการรายใหม่ ที่กำลังสร้างเครดิตและต้องการวงเงินแบบ “คิดดอกตามใช้จริง”
2) ธุรกิจที่มีเครดิตเทอมยาว (รับช้า–จ่ายเร็ว)
ค้าส่ง/โลจิสติกส์/งานโปรเจกต์ที่ต้องออกเงินก่อนแล้วค่อยเก็บบิลทีหลัง ใช้แฟคตอริ่งหรือวงเงินตามใบแจ้งหนี้ช่วยปิดหลุมเงินสด ทำให้งานเดินต่อเนื่องโดยไม่ต้องกู้ยาวเกินเหตุ
3) ธุรกิจซีซันนัล/ต้องตุนสต๊อกช่วงพีค
อาหาร-เครื่องดื่ม, ไลฟ์สไตล์, เกษตรแปรรูป ที่ยอดพีคเป็นฤดูกาล ใช้วงเงินหมุนเวียนสั้นจากนอนแบงก์เพื่อ “ดึงทันที-คืนทันที” เมื่อรายรับเข้า ลดการจ่ายดอกทิ้งช่วงโลว์ซีซัน
4) ธุรกิจที่เก็บหลักฐานรายได้แบบดิจิทัลได้ครบ
ใครที่ตั้งระบบเอกสารไว้บน PromptBiz หรืออย่างน้อยมี e-Invoice/e-Receipt พร้อมสเตทเมนต์เรียงสวย จะเจรจาวงเงิน/เรตได้ง่ายขึ้น เพราะ รอยเท้าดิจิทัล ชี้ความโปร่งใสและลดงานตรวจสอบของผู้ให้กู้

เช็กลิสต์ “ใช้ประโยชน์จากนอนแบงก์ให้คุ้ม”
    1. นิยามโจทย์เงินให้ชัด – ใช้ทำอะไร เท่าไร กี่วัน หากเป็นงานสั้นอย่ากู้ยาว
    2. เตรียมหลักฐานทางเงิน – PO/สัญญา/ใบแจ้งหนี้/หลักฐานรับชำระ ให้เห็น “ทางเงินกลับ” ตั้งแต่ต้นทาง
    3. คุมต้นทุนแท้จริง – คิดเป็นบาทต่อเดือน/ต่อรอบงาน ไม่ดูแต่เรตป้าย และเทียบกับทางเลือกอื่น
    4. ตั้งเพดานภายใน – ใช้วงเงินหมุนเวียนไม่เกิน X% ของยอดขายเฉลี่ย และกำหนดระดับที่ต้องขออนุมัติเพิ่ม
    5. วางแผน “ทางลง” – เมื่อยอดขายนิ่ง/เครดิตยาวขึ้น ให้ค่อย ๆ รีไฟแนนซ์กลับไปผลิตภัณฑ์ที่ต้นทุนต่ำกว่า เช่นธนาคารหรือใช้ค้ำประกันรัฐ (นโยบายจัดตั้ง NaCGA ที่รัฐบาล–แบงก์ชาติกำลังผลักดันอยู่ มีเป้าหมายช่วย SME เข้าถึงเครดิตด้วยต้นทุนเหมาะสมในระยะยาว)

มุมวิเคราะห์: ทำไม “ตอนนี้” คือจังหวะต้องรู้จักนอนแบงก์
เศรษฐกิจที่ฟื้นช้าและ สินเชื่อระบบรวมชะลอ ทำให้ค่ายใหญ่ระมัดระวังมากขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐบาลและแบงก์ชาติกำลังเดินหน้า “Responsible Lending” และมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มนอนแบงก์ รวมถึงการผลักดันโครงสร้าง ค้ำประกันเครดิตระดับชาติ (NaCGA) เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึง แหล่งเงินทุน ได้ยั่งยืนขึ้น—ทั้งหมดนี้บอกเราว่า ตลาดกำลัง “จัดระเบียบ” ให้เล่นเกมเงินทุนได้โปร่งใสขึ้น ใครเตรียมเอกสารดี มี รอยเท้าดิจิทัล และรู้จักใช้ แหล่งเงินทุนไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน อย่างมีวินัย จะได้เปรียบทั้งวงเงินและเรตที่เป็นธรรมกว่าในระยะถัดไป

สรุปสำหรับเจ้าของกิจการ
นอนแบงก์/ผู้ให้บริการเฉพาะทาง ไม่ได้มาแทนธนาคาร แต่เป็น “ตัวเชื่อม” ให้ธุรกิจ—โดยเฉพาะ สินเชื่อผู้ประกอบการรายใหม่ หรือกิจการที่ต้องการ เงินทุนหมุนเวียน ทันรอบงาน—ก้าวข้ามข้อจำกัดเรื่องเอกสารและทรัพย์ค้ำในช่วงเริ่มต้น ใช้ให้ถูกงาน เลือกแบบ “คิดดอกตามใช้จริง” คุมสัญญาและต้นทุนให้โปร่งใส แล้วค่อยวางแผนรีไฟแนนซ์กลับไปต้นทุนที่ต่ำลงเมื่อธุรกิจแข็งแรงขึ้น นี่คือวิธีใช้ แหล่งเงินทุน ให้เป็นเครื่องเร่งการเติบโต ไม่ใช่ภาระ
อยากเห็นภาพทั้งหมดแบบเป็นขั้นตอนตั้งแต่การเลือกประเภทผลิตภัณฑ์ ข้อดี-ข้อเสีย ไปจนถึงเช็กลิสต์เอกสารยื่นกู้ ลองอ่าน บทความหลักแหล่งเงินทุน2568


21

“มีที่ดินโรงงานอยู่หนึ่งแปลง ทำไมธนาคารให้วงเงินน้อยกว่าที่คาด?”
นี่คือ pain point ที่ผู้ประกอบการจำนวนมากถามเมื่อยื่นสินเชื่อเพื่อเจ้าของธุรกิจ แบบ สินเชื่อมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (หรือที่เรียกกันว่า สินเชื่อแบบมีหลักประกันเพราะได้ยินกันบ่อยว่า “มีทรัพย์ ก็กู้ได้วงเงินสูง” พอถึงเวลาจริง วงเงินกลับ “ไม่เท่าราคาตลาด” ของทรัพย์ที่ถือไว้ บทความนี้จะพาแยกชิ้นส่วนคำโปรยนั้น—ตั้งคำถามว่า ได้วงเงินสูงสอดคล้องมูลค่าทรัพย์จริงหรือ? และ “สอดคล้องอย่างไร” ในโลกการปล่อยกู้ปี 2568 ที่แบงก์คุมความเสี่ยงเข้มขึ้น แต่ยังเปิดพื้นที่เจรจาให้ดีลที่ข้อมูลครบและหลักทรัพย์ชัดเจน

ทำไมปี 2568 “หลักทรัพย์ดี + ข้อมูลครบ” คุยง่ายกว่าปีที่ผ่านมา
บริบทเศรษฐกิจ: คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50% เมื่อ 8 ต.ค. 2568 ด้วยมติ 5:2 (สองเสียงเสนอให้ลด 0.25%)—แปลว่ามีช่องให้เจรจาเงื่อนไข หากความเสี่ยงของดีลถูกอธิบายด้วยข้อมูลจริง ไม่ใช่เพียงคำคาดหวังลอย ๆขณะเดียวกัน ฝั่งข่าวต่างประเทศก็รายงานในทิศทางเดียวกันว่าธปท.เลือก “นิ่งเพื่อรอดูข้อมูล” ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านการค้า จึงยิ่งให้รางวัลกับดีลที่ตรวจสอบได้และคุมความเสี่ยงได้ชัดเจน.
อีกด้านหนึ่ง ผู้บริหารธปท.เตือนว่าความตึงเครียดการค้าระหว่างสหรัฐ–จีนคือความเสี่ยงก้อนใหญ่ต่อแนวโน้มไทย—แปลภาษาคนทำงาน: ธนาคารคัดกรองคุณภาพดีลเข้ม จึงให้ความสำคัญกับ “หลักทรัพย์ที่ตีราคาได้ + กระแสเงินสดที่พิสูจน์ได้” มากเป็นพิเศษในปีนี้.

วงเงิน “สอดคล้องมูลค่าทรัพย์” แปลว่าอะไรในสายตาธนาคาร
คำว่า “สอดคล้อง” ไม่ได้แปลว่า “เท่าราคาตลาด” เสมอไป ธนาคารอ้างอิง มูลค่าประเมินตามมาตรฐานวิชาชีพ (market value) ซึ่งนิยามโดยหน่วยงานกำกับและสมาคมวิชาชีพชัดเจน—มูลค่าที่ผู้ซื้อ–ผู้ขายเต็มใจซื้อขาย ณ วันที่ประเมิน ภายใต้เงื่อนไขปกติ ไม่ใช่ราคาฝันหรือราคาขอขาย และต้องประเมินโดยผู้ประเมินที่ยึด มาตรฐานและจรรยาบรรณการประเมิน ตามเกณฑ์ของ ธปท./ก.ล.ต./สมาคมผู้ประเมินฯ ของไทย
จาก “มูลค่าประเมิน” ธนาคารจะคูณด้วยอัตราส่วนปล่อยกู้ต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) เพื่อกำหนด “เพดานทางเทคนิค” ของวงเงิน ซึ่ง LTV ไม่ใช่ตัวเลขตายตัว ขึ้นกับชนิดทรัพย์ (ที่ดินเปล่า/ที่ดินพร้อมอาคาร/โรงงาน/โกดัง/คอนโด), ที่ตั้งและสภาพคล่องของตลาด, ความสมบูรณ์ของเอกสารสิทธิ์, ความสามารถแปลงเป็นเงินสด (marketability) ตลอดจน คุณภาพกระแสเงินสดของผู้กู้ เพราะท้ายที่สุด เงินกู้ต้อง “รับไหวด้วยเงินสด” ไม่ใช่หวังขายทรัพย์ทุกครั้ง—นี่คือหลักคิดรับผิดชอบต่อการปล่อยสินเชื่อที่กฎเกณฑ์ใหม่ของ ธปท. ก็ย้ำไว้ชัดในมุม “ต้องดูทั้งแหล่งชำระหนี้และสินทรัพย์ค้ำ” ไม่ใช่ดูทรัพย์อย่างเดียว.
สรุปสั้น ๆ: มูลค่าทรัพย์ → (หักปัจจัยความเสี่ยง) → LTV → เพดานวงเงิน, จากนั้น เพดานนี้ยังถูก “คัดอีกชั้น” ด้วยกระแสเงินสด/DSCR เพื่อดูว่างวดผ่อนสัมพันธ์กับความสามารถจ่ายจริง

ทำไมวงเงิน “ไม่เท่าที่คิด” ทั้งที่ที่ดินราคาแพง
    1. ราคาตลาด vs ราคาขายได้เร็ว
แม้หลักเกณฑ์ใช้ “มูลค่าตลาด” แต่ในโลกจริงฝ่ายสินเชื่อจะกันความเสี่ยงด้วยสิ่งที่คนปล่อยกู้เรียกกันเล่น ๆ ว่า “haircut” หรือบางกรณีใช้กรอบคิดใกล้เคียง “forced-sale/value-in-use” ภายใต้สถานการณ์ตลาดซบ ความต้องการซื้อไม่สูง ธนาคารจึงระวัง วงเงินจะไม่ชนราคาตลาดสุดปลาย เพื่อป้องกันความเสียหายหากต้องขายทรัพย์ในอนาคต—แนวทางของ ธปท. ก็ย้ำให้สถาบันการเงินมีระบบประเมินที่สะท้อนความเป็นจริง และทบทวนมูลค่าตามรอบอย่างเหมาะสม.
    2. ชนิดเอกสารสิทธิ์/ผังเมือง/สภาพการใช้ประโยชน์
โฉนดและผังเมืองบางประเภทจำกัดการใช้ประโยชน์ (เช่น FAR/สีผังเมือง) ทำให้ “ตลาดรอง” แคบลง ส่งผลให้ LTV ระมัดระวังมากขึ้น—สมาคมผู้ประเมินฯ และมาตรฐานงานประเมินไทยกำหนดให้ผู้ประเมินสะท้อนข้อจำกัดเหล่านี้ไว้ในรายงานอย่างชัดเจน ซึ่งย่อมไหลไปสู่การพิจารณาวงเงินของธนาคาร.
    3. สถานะภาระผูกพัน/คดี/ภาระจำยอม
หากทรัพย์ติดภาระอื่น เช่น ภาระจำยอม, สัญญาเช่าระยะยาว, ข้อพิพาทที่ยังไม่สิ้นสุด—ธนาคารจะกันความเสี่ยงเพิ่มเพราะโอกาสขายต่อยากขึ้น
    4. กระแสเงินสดของผู้กู้ไม่ “รับงวด”
แม้ทรัพย์ดี แต่ถ้าเงินเดินในบัญชีไม่สม่ำเสมอ หรือเอกสารรายได้พิสูจน์ไม่ได้ (เช่น ไม่มี e-Invoice/ไม่มีประวัติรับชำระชัดเจน) วงเงินที่ใช้งานได้จริงย่อมย่อลง—มาตรการกำกับ “ปล่อยกู้รับผิดชอบ” ล่าสุดของ ธปท. ก็ระบุให้สถาบันการเงินต้องพิจารณา cash flow ที่เกิดจริงจากทรัพย์/หลักประกัน เป็นแหล่งชำระหนี้ ไม่ใช่ยึดติดกับทรัพย์เพียงด้านเดียว.

ทรัพย์อะไร “คุยง่าย” กว่ากัน: ไม่ได้เท่ากันทุกประเภท
    • ที่ดินพร้อมอาคาร/โรงงาน/โกดัง ในทำเลอุตสาหกรรมหลัก มีตลาดรองชัด—โดยทั่วไปคุยง่ายกว่าที่ดินเปล่าในทำเลเฉพาะ
    • เครื่องจักร/ยานพาหนะ ค้ำได้แต่ LTV มักต่ำกว่า และต้องมีเอกสารกรรมสิทธิ์/สภาพเครื่อง/สัญญาบำรุงรักษาชัด
    • ทรัพย์ประเภท “สิทธิเรียกร้อง” ภายใต้ Business Collateral Act (BCA) เช่น ลูกหนี้การค้า/คลังสินค้า หากจัดเอกสารดีและผูกกับกระแสเงินสดจริง ก็ช่วยขยายการเข้าถึงเครดิตของผู้กู้ที่ทรัพย์ถาวรมีจำกัด—เป็นจุดมุ่งหมายของกฎหมายฉบับนี้ตั้งแต่ต้น.

วงเงินสอดคล้อง = (มูลค่า × LTV) ∧ (งวดรับไหว): แล้วเราจะ “เพิ่มได้” อย่างไร
    1. ยกระดับคุณภาพ “มูลค่าประเมิน”
    • จัดเตรียมเอกสารสิทธิ์/ผัง/ใบอนุญาตก่อสร้าง รูปถ่ายสภาพจริง อัปเดต
    • หากมี “การใช้ประโยชน์ใหม่” ที่เพิ่มรายได้ (เช่น ปรับโกดังเป็นคลังสินค้าให้เช่า) ให้แนบหลักฐานสัญญาเช่า/ค่าเช่าตลาด เพื่อสะท้อน ศักยภาพสร้างรายได้ ของทรัพย์ในรายงานประเมิน (ช่วย LTV ได้)
    2. ทำ “digital footprint” ให้เห็นเงินเดิน
    • ออก e-Invoice วางบิล/รับชำระบน PromptBiz (มาตรฐาน ISO 20022) เพื่อให้ธนาคารตรวจสอบเส้นทางการค้าจริง—เครื่องมือนี้ออกแบบมาเพื่อให้ SME เข้าถึงการเงินได้ดีขึ้น ผ่านข้อมูลดิจิทัลที่ตรวจสอบได้
    • แยกบัญชีธุรกิจออกจากส่วนตัว สเตทเมนท์ 6–12 เดือนต้องสะท้อนรายรับ–รายจ่ายของกิจการจริง
    3. จับคู่ “เงินให้ตรงงาน”
    • เงินสั้น (30–90 วัน): วงเงินหมุนเวียน/OD/ส่วนลดบิล—คิดดอกตามวันที่ใช้จริง
    • เงินยาว (1–5 ปี): Term/เพื่อการลงทุน—ผูกงวดกับรายได้ใหม่ที่ทรัพย์สร้าง
เมื่อธนาคารเห็นว่า “คุณไม่ได้เอา OD ไปทำของยาว” ความเสี่ยงรวมลดลง → LTV และวงเงินมีโอกาส ขยับได้จริง (ภายใต้กรอบนโยบายความเสี่ยงของแต่ละธนาคาร)
    4. เงื่อนไขที่ควรต่อรองตั้งแต่ต้น
    • สิทธิ ปิดก่อนกำหนดค่าปรับต่ำ (เผื่อรีไฟแนนซ์เมื่อวงจรดอกเปลี่ยน)—ช่วงนี้ดอกนโยบาย คง 1.50% แต่ทิศทางนโยบายยังอิงข้อมูล หากเศรษฐกิจอ่อนลง มีโอกาสปรับเพิ่มความผ่อนคลายได้ ธุรกิจจึงควรเก็บ “ทางออก” ไว้เสมอ
    • SLA ขั้นตอนประเมิน–ทำนิติกรรม–เบิกเงิน เพื่อไม่ให้ “โอกาสธุรกิจ” หลุดเพราะเงินช้า

คำถามสำคัญ: “วงเงินสูงสอดคล้องมูลค่าทรัพย์จริงหรือ?”
คำตอบสั้น: จริง—แต่ “สอดคล้อง” ตาม กรอบความเสี่ยง และ ศักยภาพรับงวด ไม่ใช่เท่าราคาประเมิน
คำตอบยาว:
    • วงเงินเริ่มจาก มูลค่าประเมินตามมาตรฐาน (สะท้อนราคาขายได้ภายใต้เงื่อนไขตลาดปกติ)
    • ธนาคารปรับด้วย LTV ตามชนิดทรัพย์/ทำเล/สภาพคล่อง/ข้อจำกัดทางกฎหมาย/คุณภาพผู้กู้
    • จากนั้น “ตัดซ้ำ” ด้วย ความสามารถชำระหนี้จริง (เงินสด, e-Invoice, สเตทเมนท์) ตามหลัก Responsible Lending ของ ธปท.
ดังนั้น วงเงินที่คุณได้รับอาจต่ำกว่าที่คาดถ้ามีปัจจัยเสี่ยงด้านตลาด–เอกสาร–เงินสด แต่ก็ “เพิ่มได้” หากคุณทำข้อมูลให้โปร่งและจับคู่เงินถูกงาน
สรุปเชิงวิเคราะห์: “ดอกถูก” ไม่พอ—ชนะที่ “วงเงินตรงงาน + เห็นเงินชัด”
ในปีที่ดอกนโยบาย คง 1.50% และความเสี่ยงภายนอกยังสูงจากสงครามการค้า ธนาคาร “ให้แต้ม” กับดีลที่ ทรัพย์ตีราคาได้ตามมาตรฐาน + กระแสเงินสดพิสูจน์ได้ มากกว่าดีลที่ถือทรัพย์แพงแต่เงินเดินไม่ชัด วงเงินจึง “สอดคล้องมูลค่าทรัพย์” ภายใต้เลนส์ความเสี่ยง ไม่ใช่ตัวเลขคูณตรง ๆ หากคุณเตรียมบ้านให้ถูก—รายงานประเมินโปร่ง, e-Invoice ผ่าน PromptBiz, แยกเงินสั้น–ยาว—คำว่า “วงเงินสูง” จะ “เกิดจริง” มากกว่าคำโฆษณา.

ชวนอ่านต่อ
อยากเจาะลึกละเอียดกว่าเดิม—ตั้งแต่ชนิดหลักทรัพย์ที่ “คุยง่าย”, วิธีอ่านรายงานประเมิน, ไปจนถึงเทคนิคเจรจาเงื่อนไขให้เหมาะกับแผน เงินสั้น–เงินยาว—ตามไปอ่านบทความสินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

22

คุณขายของได้จริง ลูกค้าบริษัทก็โอเค แต่ต้อง “รอ 30–60 วัน” กว่าใบแจ้งหนี้จะถูกจ่าย ระหว่างนั้นเงินเดือนพนักงาน วัตถุดิบ ค่าเช่า ค่าน้ำ–ไฟ ไม่เคยรอ — ช่วงรอแบบนี้คือจุดที่หลายกิจการสะดุด ทั้งที่ “งานใหม่” ก็พร้อมเข้ามาแล้ว ทางเลือกที่ตรงจุดของ เงินทุนระยะสั้น / สินเชื่อระยะสั้น สำหรับคนที่ทำธุรกรรมแบบ B2B คือ สินเชื่อแฟคตอริ่ง (สินเชื่อ Factoring) ซึ่ง “ดึงเงินจากยอดค้างรับ” มาใช้ได้ทันที
อ่านฉบับเจาะลึกได้ที่ เปลี่ยนบิลลูกค้าเป็นเงินสด

เล่าให้ฟังง่าย ๆ: แฟคตอริ่งคืออะไร
ลองนึกภาพว่าในมือคุณมี “ใบแจ้งหนี้ (Invoice)” ที่ออกไปแล้ว แต่ต้องรอปลายทางจ่ายอีกหลายสัปดาห์ คุณเอาใบนี้ไปให้ผู้ให้บริการแฟคตอริ่งประเมิน (ดูเครดิตลูกหนี้การค้าเป็นหลัก) จากนั้น “รับเงินล่วงหน้า” 70–85% ของยอดใบแจ้งหนี้ เพื่อใช้หมุนงานต่อได้ทันที พอถึงกำหนดลูกค้าจ่ายจริง คุณค่อยรับเงินส่วนที่เหลือหลังหักค่าธรรมเนียม — สรุปคือ เปลี่ยนยอดค้างรับ (AR) ให้เป็นเงินสดวันนี้ แบบ เงินทุนระยะสั้น ตรงจุด

ทำไมเหมาะกับ “เงินกู้sme” ที่ขายเชื่อแบบ B2B
หัวใจของ SME สาย B2B คือ “ขายได้จริง แต่เงินเข้าช้า” เพราะรอบเครดิตเทอมขององค์กรยาวกว่าเงินสดหน้าร้าน พอเงินสดตึง งานใหม่ ๆ ที่กำลังจะมีก็เสี่ยงชะลอ แฟคตอริ่งเข้ามาช่วย “ปลดล็อกรอบเงินสด” ให้คุณ
    • ใช้จ่ายค่าวัตถุดิบ/แรงงาน ทันรอบ
    • ไม่ต้องกู้ก้อนยาวเกินจำเป็น ตรงนิยาม สินเชื่อระยะสั้น / เงินทุนระยะสั้น
    • สเกลง่าย “ตามยอดขาย” — มีใบแจ้งหนี้มากเท่าไร ก็มีฐานให้เปลี่ยนเป็นเงินสดได้มากเท่านั้น
ถ้าอยากดูขั้นตอนเอกสาร/ตัวอย่างคำนวณแบบละเอียด กดดูที่ ค่าธรรมเนียมและสัดส่วนAdvance
โดยทั่วไปมี 2 ส่วนหลัก


โฟลว์การทำงาน (สั้น กระชับ เข้าใจได้ทันที)
    1. ยื่นเอกสาร: ใบกำกับภาษี/ใบส่งของ/PO/สัญญา + ข้อมูลลูกค้าปลายทาง
    2. ตรวจเครดิตลูกหนี้การค้า: ผู้ให้บริการดู “ความน่าเชื่อถือของผู้ซื้อ” เป็นหลัก
    3. รับเงินล่วงหน้าบางส่วน: โอนเข้ากิจการคุณ ใช้หมุนงานต่อ
    4. เคลียร์ยอดเมื่อถึงกำหนด: ปลายทางจ่ายครบ → รับส่วนที่เหลือหลังหักค่าธรรมเนียม
ต้นทุนคิดยังไงคร่าว ๆ?
โดยมากคิดเป็น “ค่าธรรมเนียม/ดอกเบี้ยรายวัน” ตามจำนวนวันที่รอรับชำระ ถ้ารอ 30 วัน ต้นทุนก็จะอิงช่วงเวลานั้น ยิ่งรอนานยิ่งสูงขึ้น หลักคิดคือต้องเทียบ “ค่าธรรมเนียม” กับ “กำไรจากออเดอร์ที่ทำต่อได้” — ถ้ากำไรจากการหมุนงานต่อ เกิน ค่าธรรมเนียม แปลว่า คุ้ม ในเชิงธุรกิจ

เหมาะเมื่อไร / ยังไม่เหมาะเมื่อไร (มุมวิเคราะห์เจ้าของกิจการ)
เหมาะมาก ถ้า:
    • ลูกค้าปลายทางเป็น องค์กร/บริษัทเครดิตดี เอกสารครบ ตรวจสอบย้อนกลับได้
    • คุณมี “ยอดขายจริง” แต่ ติดรอบเงิน ทำให้เงินสดไม่พอเร่งผลิต/เติมสต็อก/จ่ายทีม
    • มาร์จินต่อออเดอร์พอรับค่าธรรมเนียมได้ และได้โอกาสทำงานเพิ่มจริง
ยังไม่เหมาะ ถ้า:
    • เอกสารไม่ครบ/ข้อพิพาทบ่อย ตรวจเครดิตลำบาก → เสี่ยงอนุมัติยาก/ต้นทุนสูง
    • มาร์จินบางมากจนแทบไม่มีพื้นที่สำหรับค่าธรรมเนียม
    • ใช้ทดแทนวินัยการเก็บเงินทั้งหมด จนกลายเป็นพึ่งพาแบบถาวร (ควรพัฒนาวินัยควบคู่)

เคสจริงสั้น ๆ จากสนาม
    • เอเจนซี่ B2B: ปิดงานสิ้นเดือน แต่ลูกค้าจ่าย 60 วัน → ใช้แฟคตอริ่งกับบิลใหญ่ เพื่อดึงเงินมา จ่ายเงินเดือน/ตั้งทีมโปรเจกต์ใหม่ ไม่ให้โอกาสหลุด
    • ซัพพลายเออร์โรงงาน: ต้องวางเงินวัตถุดิบวันนี้ แต่รอเงินลูกค้าเดือนหน้า → ใช้แฟคตอริ่งกับใบแจ้งหนี้ที่ “ส่งของแล้ว” เพื่อ ต่อรอบผลิต ได้ทันที

ข้อดี–ข้อควรระวังแบบรวบรัด
ข้อดี
    • เห็นเงินเร็วขึ้น ไม่ต้องรอรอบเช็คยาว
    • ไม่ผูกหนี้ยาวเกินจำเป็น ตรงคอนเซ็ปต์ เงินทุนระยะสั้น
    • สเกลตามยอดขายจริง ยืดหยุ่นกับธุรกิจที่กำลังโต
ข้อควรระวัง
    • ต้นทุนขึ้นกับ “จำนวนวัน” และ “คุณภาพลูกหนี้การค้า”
    • เอกสารต้องครบ เพื่อให้อนุมัติเร็วและต้นทุนไม่บาน
    • ต้องวางแผนเงินสด/เครดิตเทอมควบคู่ ไม่ใช่แก้ปลายเหตุอย่างเดียว

เช็กลิสต์ก่อนเริ่ม (เพื่อผ่านไว ต้นทุนเหมาะสม)
    • รายการ ลูกหนี้การค้า ที่ชัดเจน (ชื่อบริษัท วงเงิน เงื่อนไขจ่าย)
    • เอกสาร PO/ใบส่งของ/ใบกำกับภาษี ครบชุด
    • ประวัติการชำระเงินของลูกค้าปลายทาง (จ่ายตามนัด/จ่ายช้าแค่ไหน)
    • แผนการใช้เงินและรอบงานที่ต้อง “เร่งเครื่อง” เมื่อได้เงินเข้ามา

สรุป
ถ้าธุรกิจคุณ ขายเชื่อ–ยอดขายจริง–เอกสารครบ แต่ติดรอรอบจ่าย แฟคตอริ่ง คือปุ่มลัดที่ช่วย “เปลี่ยน Invoice เป็นเงินสด” เพื่อเติม เงินทุนระยะสั้น ให้ทันรอบงาน ต่อโอกาสการเติบโตได้ทันที ต้นทุนมี แต่ถ้าใช้ถูกจังหวะและคุมเกมดี คุ้ม ในมุมธุรกิจแน่นอน
อ่านฉบับเต็ม (ขั้นตอน–เอกสาร–ตัวอย่างคำนวณ) ได้ที่
สินเชื่อแฟคตอริ่งเหมาะกับกิจการแบบใดบ้าง

23


 emo39 ในปี 2568 ภาพรวมธุรกิจบริการของไทยยังคงเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของเศรษฐกิจ ทั้งธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม ความงาม การศึกษา สุขภาพ และฟิตเนส ต่างขับเคลื่อนด้วยการแข่งขันสูงและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ปัญหาหนึ่งที่ผู้ประกอบการหลายรายเจอคือ “ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน” แต่ต้องการเงินทุนเพื่อเสริมสภาพคล่องหรือขยายกิจการ

นี่คือเหตุผลที่ สินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน กลายเป็นทางออกที่สำคัญ และในปี 2568 สถาบันการเงินหลายแห่งต่างพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กลุ่มนี้โดยเฉพาะ

ทำไมธุรกิจบริการเหมาะกับสินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ 2568

1. รายได้ต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
ธุรกิจบริการ เช่น ร้านอาหาร คาเฟ่ หรือสถาบันกวดวิชา มักมีรายรับต่อเนื่อง รายวันหรือรายเดือน ทำให้สถาบันการเงินมั่นใจในความสามารถชำระหนี้ แม้ไม่มีที่ดินหรืออาคารเป็นหลักทรัพย์ก็ตาม

2. ความต้องการเงินทุนหมุนเวียนรวดเร็ว
ธุรกิจบริการมักต้องหมุนเงินเพื่อซื้อวัตถุดิบ ปรับปรุงร้าน หรือลงทุนในอุปกรณ์ใหม่ สินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันในปี 2568 ถูกออกแบบให้อนุมัติเร็วกว่าเดิม บางธนาคารใช้ระบบ AI วิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมออนไลน์และรายได้จริงเพื่ออนุมัติ

3. ต้นทุนเริ่มต้นไม่สูง แต่ต้องการความยืดหยุ่น
ธุรกิจบริการส่วนใหญ่ไม่ต้องใช้เครื่องจักรราคาแพง แต่ต้องใช้เงินลงทุนในการรีแบรนด์ จ้างบุคลากร หรือขยายสาขา สินเชื่อวงเงินสูงที่ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์จึงเป็นคำตอบที่ตรงจุด

4. โครงสร้างธุรกิจเน้น “ทักษะและบุคลากร” มากกว่า “ทรัพย์สิน”
ต่างจากธุรกิจโรงงานหรืออสังหาฯ ที่ใช้สินทรัพย์ถาวรเป็นค้ำประกัน ธุรกิจบริการสร้างมูลค่าจากคุณภาพการให้บริการ บุคลากร และประสบการณ์ลูกค้า จึงจำเป็นต้องใช้สินเชื่อแบบไม่มีหลักทรัพย์

ตัวอย่างธุรกิจบริการที่เหมาะกับสินเชื่อ SME วงเงินสูง

ร้านอาหารและคาเฟ่ – ใช้เงินกู้เพื่อซื้อวัตถุดิบคุณภาพดี ปรับปรุงร้านให้น่านั่งมากขึ้น

ร้านเสริมสวยและสปา – ลงทุนในอุปกรณ์ความงามใหม่ ๆ หรือขยายบริการเพื่อรองรับลูกค้ามากขึ้น

ธุรกิจฟิตเนสและเทรนเนอร์ส่วนตัว – ใช้เงินกู้เพื่อซื้ออุปกรณ์ออกกำลังกายทันสมัย และทำการตลาดดิจิทัล

คลินิกสุขภาพ – ลงทุนในเครื่องมือแพทย์ และปรับปรุงสถานที่ให้ได้มาตรฐาน

สถาบันกวดวิชาและติวเตอร์ออนไลน์ – พัฒนาหลักสูตรใหม่ ลงทุนในแพลตฟอร์มการเรียนการสอน

ภาพรวมสินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ 2568 จากธนาคารชั้นนำ

SCB มณีทันใจ – วงเงินสูงสุด 5,000,000 บาท อนุมัติไวผ่าน SCB EASY

Krungthai SME – วงเงินสูงสุด 3,000,000 บาท เน้นผู้ค้าดิจิทัลและผู้ใช้แอปฯ ถุงเงิน

KKP Cash Now – วงเงินสูงสุด 1,000,000 บาท พิจารณารายได้จากหลายแหล่ง

SME D Bank – วงเงินสูงสุด 500,000 บาท เงื่อนไขง่าย เหมาะสำหรับธุรกิจเริ่มต้น

KBank K PLUS – วงเงินสูงสุด 1,000,000 บาท สมัครผ่านแอปพลิเคชันสะดวก

มุมมองเชิงกลยุทธ์: เจ้าของธุรกิจบริการควรคิดอย่างไร

ไม่ใช่แค่หาเงิน แต่ต้อง “บริหารหนี้”
ผู้ประกอบการควรทำแผนการใช้เงินกู้ชัดเจน เช่น ลงทุนในสิ่งที่เพิ่มรายได้ ไม่ใช่ใช้เพื่อค่าใช้จ่ายที่ไม่สร้างผลตอบแทน

ใช้สินเชื่อเป็น “เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง”
ในภาวะเศรษฐกิจปี 2568 ที่ยังผันผวน การมีวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนช่วยป้องกันธุรกิจไม่ให้สะดุด แม้เจอวิกฤติระยะสั้น

สร้างเครดิตธุรกิจให้แข็งแรง
แม้เป็นสินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ แต่ธนาคารยังพิจารณาประวัติการชำระหนี้ และกระแสเงินสด ดังนั้นควรรักษาวินัยการเงินให้ดี เพื่อโอกาสเข้าถึงวงเงินสูงขึ้นในอนาคต

สรุป

ธุรกิจบริการในปี 2568 กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ความยืดหยุ่นและความเร็วในการหมุนเวียนเงินคือหัวใจหลัก สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน จึงกลายเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการที่ต้องการ “ทุนต่อยอดโดยไม่ผูกติดกับทรัพย์สิน”

หากคุณคือเจ้าของกิจการบริการ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ฟิตเนส คลินิก หรือสถาบันกวดวิชา การมีวงเงินกู้ที่เหมาะสมสามารถเป็นตัวเร่งให้ธุรกิจคุณก้าวกระโดดได้

???? สนใจปรึกษาเรื่องสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน สามารถติดต่อผู้เชี่ยวชาญได้ที่ www.easycashflows.com

อ่านบทความต้นฉบับสินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 2568 สำหรับธุรกิจบริการ

ข้อมูลอ้างอิง

ธนาคารไทยพาณิชย์ SCB – มณีทันใจ SCB Official

ธนาคารกรุงไทย Krungthai SME Krungthai Official

ธนาคารเกียรตินาคินภัทร KKP Cash Now KKP Official
  SME ไม่มีทรัพย์ค้ำ ก็ขอสินเชื่อได้!
ในปี 2568 นี้ — ใครว่าธุรกิจที่ไม่มีหลักประกันจะไปต่อไม่ได้ ? https://www.facebook.com/share/p/14L1eUn3drJ/

24

เช้าวันจันทร์ ผมได้รับข้อความจากเจ้าของโรงงานอาหารกึ่งสำเร็จรูป (ขอเรียก “คุณเอ”) เขาบอกตรง ๆ ว่า “กระแสเงินสดเริ่มตึง รายได้ยังโอเค แต่ดอกเบี้ยกดกำไรจนหายใจไม่ทั่วท้อง อยาก รีไฟแนนซ์สินเชื่อธุรกิจ ให้เบาลง” ฟังดูเป็นเรื่องเทคนิคการเงินธรรมดา แต่พอเปิดงบและสัญญากู้ที่ถืออยู่ 4 ฉบับ—ภาพจริงซับซ้อนกว่านั้นมาก
    • วงเงิน OD หนึ่งบัญชี ค้างเต็มวง ใช้จริงเฉลี่ย 85–90%
    • สัญญา term loan เหลืออายุ 28 เดือน ดอกเบี้ยแบบลอยตัว + ค่าธรรมเนียมบางบรรทัดที่ไม่เคยต่อรอง
    • มี แหล่งเงินทุนไม่มีหลักประกัน จาก non-bank อีกก้อนที่ดอกสูง แลกกับอนุมัติเร็วช่วงโควิด
    • ลูกค้าหลักสองรายยืดเทอมจ่ายอีก 15 วัน ทำให้รอบเงินสดยาวขึ้น
คำถามจึงไม่ใช่ “รีไฟแนนซ์ได้ไหม” แต่คือ รีไฟแนนซ์สินชื่อธุรกิจอย่างไร? ให้เกิดผลกับกระแสเงินสดจริง และไม่ก่อความเสี่ยงใหม่” นี่คือเหตุผลที่ผมยืนยันกับคุณเอเสมอ: ต้องมี “เพลย์บุ๊กรีไฟแนนซ์” ก่อนลงสนามคุยกับธนาคารหรือผู้ให้กู้รายใด

1) อ่านเกมเศรษฐกิจให้ขาด: เวลา (Timing) คือครึ่งหนึ่งของผลลัพธ์
ปีนี้สัญญาณมหภาคสะท้อนภาพ “ดอกเบี้ยทรงตัวแต่พร้อมผ่อน”—คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เพิ่ง คงดอกเบี้ยนโยบาย 1.50% ด้วยมติ 5 ต่อ 2 และทิ้งสัญญาณว่าพร้อมปรับลดถ้าจำเป็น Bot ขณะเดียวกัน ธปท.เผย เอ็นพีแอลภาคธุรกิจขยับขึ้นเล็กน้อย NPL รวม Q2/2025 อยู่ราว 2.91% โดยถูกขับเคลื่อนจากเงินกู้sme อีกด้านหนึ่งสื่อเศรษฐกิจรายงานว่า สินเชื่อระบบธนาคารหดตัวต่อเนื่อง เพราะภาคธุรกิจและครัวเรือน “ลดหนี้” และแบงก์เข้มมาตรฐานปล่อยกู้มากขึ้น
แปลเป็นภาษากลยุทธ์สำหรับ สินเชื่อsme: เราอยู่ในหน้าต่างเวลาที่ธนาคาร พร้อมคุย หากคุณพิสูจน์ได้ว่าความเสี่ยงจัดการได้ และดีล “คุ้ม” กับงบดุลของเขา การเปิดเกมรีไฟแนนซ์ช่วงนี้จึงมีแต้มต่อ—แต่เฉพาะกับทีมที่เตรียมเพลย์บุ๊กมาดี

2) เป้าหมายที่วัดผลได้ (KPIs) ก่อนคุยอัตรา: กระแสเงินสดสำคัญกว่าตัวเลขดอก
เพลย์บุ๊กเริ่มที่ กำหนด KPIs ให้คม เช่น
    • ลด “ดอกจ่ายต่อรายได้” ลง X จุดภายใน 6 เดือน
    • ลดการพึ่งพา OD จาก 90% เหลือไม่เกิน 60% ของวงเงิน
    • ยืดวาระชำระหนี้เฉลี่ยให้ สอดคล้องกับรอบเงินสดจริง (Cash Conversion Cycle)
    • ปรับโครงสร้างจาก แหล่งเงินทุน
แหล่งเงินทุนไม่มีหลักประกัน ที่ดอกสูง → วงเงินหมุนเวียนต้นทุนต่ำกว่า (เช่น OD/Factoring แบบมีวินัยปิดรอบ)
ตัวอย่างคุณเอ (จำลองตัวเลขเพื่ออธิบายวิธีคิด):
ก่อนปรับ: ดอกเบี้ยเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ~11.2% ต่อปี ค่างวดรวม/เดือน ~1.35 ล้านบาท เงินสดคงเหลือปลายเดือนเฉลี่ย 0.2–0.5 ล้าน
หลังปรับตามเพลย์บุ๊ก: ถ่ายโอนหนี้ non-bank ดอกสูงบางส่วน → term loan ใหม่ + OD ที่มีเฮดรูม, ต่อรองยกเว้นค่าธรรมเนียมบางรายการ, ยืดอายุตามกระแสเงินสด ผลคือดอกถ่วงน้ำหนักลดลง ~2–3 จุด, ค่างวดรวม/เดือนลด ~20–25%, เงินสดคงเหลือปลายเดือนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเท่าตัว

3) จัดลำดับ “สัญญาไหนแตะก่อน–หลัง” เพื่อไม่ให้โดนคาเวนเนนท์ย้อนศร
หลายธุรกิจมุ่งหน้าไปขอลดดอกก่อน ทั้งที่สัญญาปัจจุบันมี เงื่อนไขคาเวนเนนท์ หรือค่าปรับปิดก่อนกำหนดที่ทำให้การย้ายบ้านผิดคิวแล้ว “เจ็บ” มากกว่า “คุ้ม” เพลย์บุ๊กที่ดีจะ:
    • แมปสัญญาหนี้ทั้งหมด: ประเภท, ยอดคงค้าง, อัตรา, อายุ, ค่าปรับ, หลักประกัน, ผู้ค้ำ, คาเวนเนนท์
    • จัดทำ Priority Matrix: อันไหน “รีไฟแนนซ์ก่อน” เพื่อปลดคอขวดกระแสเงินสด / อันไหน “เจรจาต่ออายุ” / อันไหน “คงไว้ชั่วคราว”
    • วาง ข้อตกลงชั่วคราว (Forbearance / Standstill) หากต้องขยับหลายสัญญาพร้อมกัน เพื่อกันเหตุผิดนัดทางเทคนิค
กรณีคุณเอ เราเลือก “ผ่าก้อนแพงสุดก่อน” คือ non-bank ที่เป็น รีไฟแนนซ์สินเชื่อ SME จากยุคฉุกเฉิน แล้วค่อยปรับโครงสร้าง OD ให้มีวินัยปิดรอบรายไตรมาส แทนการค้างเต็มวง

4) ทำ “Lender Map” ให้กว้างกว่าธนาคาร 4–5 เจ้าเดิม
เพลย์บุ๊กที่ทำงานได้ในภาวะ ธนาคารปล่อยกู้หดตัว ต้องเปิดแผนที่ผู้ให้กู้ให้กว้างขึ้น:
    • ธนาคารพาณิชย์ (มีต้นทุนต่ำสุด แต่เข้มกฎและชอบลูกค้ามีข้อมูลครบ)
    • ผู้ให้กู้ดิจิทัล/ฟินเทค ที่โฟกัส สินเชื่อsme รายย่อยบางอุตสาหกรรม (ช่วงพีคซีซัน ฟินเทคบางรายเร่งปล่อยวงเงินเพื่อโตพอร์ต) Money and Banking
    • แพลตฟอร์มแฟคตอริ่ง/ซัพพลายเชนไฟแนนซ์ (ผูกกับ Invoice จริง ลดการพึ่ง OD)
    • สหกรณ์/กองทุนเฉพาะกิจ หรือโครงการรัฐในบางช่วงเวลา
“ลิสต์สั้น” ของคุณเอ จึงไม่ใช่รายชื่อธนาคารในหัว แต่เป็น พอร์ตโปรไฟล์–ผลิตภัณฑ์–เงื่อนไข ที่เข้ากับรอบเงินสดโรงงาน และไม่ทำให้คาเวนเนนท์ทับซ้อน

5) ทำการบ้านข้อมูล: จาก “เล่าให้ฟัง” เป็น “เล่าแล้วพิสูจน์ได้”
แบงก์วันนี้ ชอบข้อมูลที่เชื่อมโยงถึงกัน: กระแสเงินสดจริง, aging ลูกหนี้–เจ้าหนี้, AR/AP turnover, ภาพคำสั่งซื้อ, และ DSCR หลังปรับโครงสร้าง เพลย์บุ๊กจึงต้องเตรียม Data Room ง่าย ๆ แต่ครบถ้วน:
    • งบกำไร–ขาดทุน 24–36 เดือน + งบกระแสเงินสดที่ “รี-คัสตอม” ให้สอดคล้องรอบการผลิต–เก็บเงิน
    • Schedule หนี้ทุกสัญญา + ภาระผูกพันนอกงบ
    • ฐานลูกค้า Top 10 พร้อมเครดิตเทอมจริง (ไม่ใช่ที่ระบุในสัญญาอย่างเดียว)
    • Stress Test: ถ้ารายได้ชะลอ 10–15% ยังจ่ายค่างวดได้หรือไม่ (DSCR ≥ 1.2x เป็นเกณฑ์ปลอดภัยที่พบใช้กันแพร่หลาย)
ทำแบบนี้ แบงก์จะเห็นว่าดีลของคุณ “เข้าท่าทั้งเชิงความเสี่ยงและผลตอบแทน” ซึ่งสำคัญมากในบริบทที่กำกับดูแลระมัดระวังและ เอ็นพีแอลธุรกิจยังเปราะบาง Bot+1

6) ต่อรองมากกว่าดอก: ค่าธรรมเนียม, เงื่อนไขยืดหยุ่น, และ “สิทธิในการรีไฟแนนซ์รอบหน้า”
ผู้ประกอบการจำนวนมากขอ “ลดดอก” แล้วจบ ทั้งที่ T&Cs อื่น ๆ มีผลกับกระแสเงินสดรวมมากกว่า เช่น
    • ค่าธรรมเนียมจัดการ/เบี้ยปรับ: ขอผ่อน–ลด–ยกเว้นบางบรรทัด
    • โครงสร้างค่างวด: step-up/step-down ให้ match ฤดูกาลขาย
    • สิทธิ prepayment: ขอลดค่าปรับปิดก่อน เพื่อเปิดทาง รีไฟแนนซ์สินเชื่อธุรกิจ อีกครั้งถ้ามีหน้าต่างดอกลด
    • วงเงิน OD + Rule ปิดรอบ: ตกลงกติกาชัดว่าปิดรอบทุกไตรมาส (ช่วยภาพวินัยเครดิต)
ประเด็นเหล่านี้เป็น ตัวเร่ง ROE ของดีล มากกว่าดอกเบี้ยล้วน ๆ และแบงก์เองก็มีแรงจูงใจรักษาลูกค้าที่ “สุขภาพข้อมูลดี มีวินัย” ไว้ในพอร์ต ในช่วงที่เศรษฐกิจโตช้าและกำไรธนาคารพึ่งรายได้ดอกเบี้ย–การลงทุนผสมผสาน nationthailand

7) วางแผนสื่อสารหลายชั้น: จากผู้จัดการสาขา → ทีม Credit → คอมมิตตี
เพลย์บุ๊กที่ดีจะระบุ แผนการสื่อสาร ชัดเจน:
    1. เวอร์ชั่น “ลิฟต์พิทช์” 90 วินาที: ธุรกิจคืออะไร ปัญหาไหนต้องแก้ KPI ที่ตั้งไว้คืออะไร
    2. เวอร์ชั่น 3–5 นาทีพร้อมตัวเลข: โครงสร้างหนี้ปัจจุบัน–อนาคต, DSCR/FCF หลังปรับ, ความเสี่ยงและมาตรการรองรับ
    3. เวอร์ชั่น Data Room: ไฟล์และหลักฐานทั้งหมดที่รองรับตัวเลข
เหตุผล? เพราะในระบบ สินเชื่อsme ปัจจุบัน การตัดสินใจไม่ได้อยู่ที่คนเดียว—ผ่านตั้งแต่ผู้จัดการสาขา นักวิเคราะห์เครดิต ไปจนถึงคณะพิจารณาสินเชื่อ กลยุทธ์การเล่าเรื่องให้ สอดคล้องกับเงื่อนไขเศรษฐกิจและนโยบายการเงิน (ที่วันนี้ให้น้ำหนักเสถียรภาพ–เงินเฟ้อต่ำ และยังเปิดช่องลดดอกต่อได้ถ้าจำเป็น) จะเพิ่มโอกาสสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญ Bot+1

8) Plan B/Exit & Risk Register: ถ้าดอกไม่ลงตามคาด ต้องยังชนะเกมได้
เพลย์บุ๊กไม่ใช่แผนเดียวแล้วจบ แต่ต้องมี แผนสำรอง (Plan B) เช่น
    • ถ้าธนาคารไม่อนุมัติวงเงินตามเป้า: เปิดดีลคู่ขนานกับ ฟินเทค/แฟคตอริ่ง บางส่วน เพื่อลดการพึ่ง OD
    • ถ้าดอกเบี้ยยังทรงตัวนาน: โฟกัส “ค่าธรรมเนียม/คาเวนเนนท์” และยืดเทอมให้บรรเทา FCF แทน
    • ถ้าออเดอร์ใหญ่เลื่อน: ใช้ วงเงินสะพาน (Bridge) ในกรอบ DSCR ที่ปลอดภัย พร้อมเงื่อนไขปิดเมื่อเงินเข้า
ในภาพใหญ่ เศรษฐกิจไทยยังเผชิญโจทย์ “หนี้ครัวเรือนสูง–สินเชื่อหดตัว–ความระมัดระวังในระบบการเงิน” รัฐบาล–หน่วยงานกำกับพยายามหามาตรการแก้จุดเปราะบางเป็นระยะ ซึ่งทั้งหมดคือฉากหลังที่ทำให้ รีไฟแนนซ์ต้องมีวินัยและแผนชัดเจน ไม่ใช่แค่ไล่หาดอกต่ำเท่านั้น Reuters+1

9) เคสคุณเอ: สรุปผลลัพธ์จากเพลย์บุ๊ก 90 วัน
หลังจัดทำเพลย์บุ๊กครบทุกมิติ เราเดินดีล 2 ธนาคาร + 1 ฟินเทคแฟคตอริ่งแบบมีวินัยปิดรอบ ผลลัพธ์:
    • ดอกเบี้ยถ่วงน้ำหนักลดลง ~2.4 จุด
    • ค่างวดเฉลี่ย/เดือนลด ~23%
    • สัดส่วนการใช้ OD หดจาก 88% → 58% ภายใน 60 วัน
    • DSCR หลังปรับโครงสร้าง ~1.35x (จาก ~1.05x)
    • มี สิทธิ prepayment ต่ำภายใน 18 เดือน—เปิดช่อง รีไฟแนนซ์สินเชื่อ SME อีกครั้ง หากวัฏจักรดอกลงต่อ
ทั้งหมดเกิดขึ้นได้เพราะเรา เตรียมเพลย์บุ๊กก่อนเข้าประชุมรอบแรก ไม่ใช่หลังธนาคารถามหาหลักฐานแล้วค่อยรวบรวม

เช็กลิสต์ “เพลย์บุ๊กรีไฟแนนซ์” ฉบับย่อ (หยิบใช้ได้เลย)
    1. กำหนด KPI ที่วัดผลได้: ดอก/รายได้, OD usage, DSCR, เงินสดคงเหลือ
    2. แมปหนี้ทั้งพอร์ต + Priority Matrix: อะไรรีไฟแนนซ์ก่อน–หลัง, ค่าใช้จ่าย/ค่าปรับ
    3. Lender Map กว้าง: ธนาคาร + ฟินเทค + แฟคตอริ่ง/SCF + โครงการรัฐตามฤดูกาล
    4. Data Room: งบ 24–36 เดือน, cash model ตามรอบธุรกิจ, schedule หนี้, stress test
    5. Term Sheet ที่อยากได้: ดอก, ค่าธรรมเนียม, สิทธิ prepayment, กติกาปิดรอบ OD
    6. แผนสื่อสาร 3 ชั้น: 90 วินาที / 3–5 นาที / Data Room
    7. Plan B/Exit: ทางเลือกสำรองหากอนุมัติไม่ครบหรือวัฏจักรดอกไม่ลง
ถ้าคุณมี แหล่งเงินทุนไม่มีหลักประกัน อยู่ในพอร์ต อย่าลืมจัดลำดับก่อน–หลังให้ดี: บางก้อน “คุ้ม” ที่จะย้ายออกก่อนเพื่อปลดคอขวดกระแสเงินสด แม้ดอกจะไม่ได้ลดฮวบ แต่ FCF ดีขึ้นทันที

มุมมองเชิงกลยุทธ์ทิ้งท้าย
รีไฟแนนซ์ธุรกิจ SME ที่ยั่งยืนมี 3 ขา:
(1) จังหวะ – อ่านวัฏจักรดอกและ appetite ผู้ให้กู้ให้ขาด (สัญญาณวันนี้: คงดอก–พร้อมผ่อน ถ้าเศรษฐกิจชะลอ) Bot+1
(2) ข้อมูล – ทำให้ธนาคารเห็น “ความเสี่ยงที่จัดการได้” ในภาวะที่เอ็นพีแอลธุรกิจยังเปราะบางและสินเชื่อหดตัว (ย้ำเรื่อง DSCR/Cash discipline) Bot+1
(3) เงื่อนไข – ต่อรอง T&Cs อย่างมืออาชีพ ไม่ยึดติดดอกเบี้ยอย่างเดียว เพื่อให้ รีไฟแนนซ์สินเชื่อธุรกิจ เปลี่ยนสมการกระแสเงินสดได้จริง
ถ้า 3 ขานี้ถูกล็อกด้วย เพลย์บุ๊กที่ดี คุณจะไม่วิ่งหาดอกต่ำแบบ “หวังพึ่งดวง” แต่เดินเกมด้วย แผนที่และเข็มทิศ ที่พาคุณไปถึง KPI ที่ตั้งไว้

อ่านต่อ (บทความหลัก)
ไปดูรายละเอียดเต็ม ๆ ของแนวคิดและขั้นตอนที่เกี่ยวข้องในบทความหลักของเรา:
➡️ สินเชื่อรีไฟแนนซ์รวบหนี้ธุรกิจหลายก้อนให้เป็นก้อนเดียว

25


 emo40 ทำไม “เงินทุนระยะสั้น” ถึงสำคัญกับผู้เริ่มต้นธุรกิจ

ทุกการเริ่มต้นธุรกิจไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร คาเฟ่ สตาร์ทอัพออนไลน์ หรือบริการขนาดเล็ก ต่างต้องเผชิญกับปัญหาเดียวกันคือ “เงินทุนหมุนเวียน” โดยเฉพาะในช่วงปีแรกที่รายได้ยังไม่สม่ำเสมอ ค่าใช้จ่ายกลับวิ่งเข้ามาทุกเดือน

ตรงนี้เองที่ สินเชื่อระยะสั้น หรือ Working Capital Loan กลายเป็นพระเอก เพราะช่วยเสริมสภาพคล่องระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ให้ธุรกิจไม่สะดุดระหว่างสร้างฐานลูกค้า

สินเชื่อระยะสั้นคืออะไร?

สินเชื่อระยะสั้น (Short-Term Loan) คือ วงเงินกู้ที่มีกำหนดไม่เกิน 12 เดือน จุดประสงค์หลักเพื่อให้ธุรกิจมีเงินสดหมุนเพียงพอในการดำเนินงาน เช่น

จ่ายเงินเดือนพนักงาน

ซื้อวัตถุดิบ/สต็อกสินค้า

ชำระค่าสาธารณูปโภค

รองรับออร์เดอร์ใหม่

Insight ปี 2568: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์และ non-bank สนับสนุนสินเชื่อเพื่อธุรกิจรายย่อย วงเงิน ไม่เกิน 5 ล้านบาท โดยใช้เกณฑ์กระแสเงินสดแทนหลักทรัพย์ค้ำประกัน ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

 :P ประเภทสินเชื่อระยะสั้นที่ผู้ประกอบการควรรู้
1. สินเชื่อ OD (Overdraft)

วงเงินเบิกเกินบัญชีที่เชื่อมกับบัญชีธุรกิจ ใช้เมื่อจำเป็นและคิดดอกเบี้ยเฉพาะยอดเบิกจริง เหมาะกับธุรกิจที่รายรับ–รายจ่ายขึ้นลงตามฤดูกาล

2. สินเชื่อตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N)

เงินกู้ที่ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน มีอายุไม่เกิน 1 ปี เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการก้อนเงินชัดเจนและรู้กำหนดชำระแน่นอน

3. สินเชื่อเพื่อการค้า (Trade Finance)

ครอบคลุมธุรกรรมการนำเข้า–ส่งออก เช่น L/C, T/R ใช้ในธุรกิจที่มีคู่ค้าต่างประเทศ

4. สินเชื่อแฟคตอริ่ง (Factoring)

เปลี่ยน Invoice เป็นเงินสด โดยการขายลูกหนี้การค้าให้สถาบันการเงิน เหมาะกับ SME ที่ต้องรอเครดิตเทอม 30–90 วัน

ผู้ประกอบการรายใหม่ กู้ได้จริงหรือ?

คำตอบคือ “ได้” แต่ต้องเตรียมตัวมากกว่าธุรกิจที่เปิดมานาน เพราะสถาบันการเงินยังไม่เห็นประวัติรายได้ที่มั่นคง

ปัจจัยที่ช่วยเพิ่มโอกาสอนุมัติ

แผนธุรกิจชัดเจน – ระบุรายได้เป้าหมาย, กลยุทธ์การตลาด, แผนใช้เงิน และตารางคืนหนี้

หลักฐานรายได้ในอนาคต – เช่น ใบสั่งซื้อ (PO), สัญญาจ้างงาน

เครดิตส่วนตัวเจ้าของกิจการดี – ชำระหนี้ตรงเวลา, ไม่มีค้างชำระ

ผู้ค้ำประกัน/หลักทรัพย์ – ลดความเสี่ยงให้ธนาคารมั่นใจ

บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม) – เข้ามาค้ำแทนผู้กู้ในบางโครงการ

???? สถิติจาก บสย. ปี 2568: สนับสนุนผู้ประกอบการ SME กว่า 20,000 ราย วงเงินรวมกว่า 30,000 ล้านบาท

ขั้นตอนการเตรียมตัวขอสินเชื่อระยะสั้น
1. ทำแผนธุรกิจ (Business Plan)

ต้องมีทั้งประมาณการรายได้–ค่าใช้จ่าย, กลยุทธ์การตลาด และแผนชำระคืนหนี้

2. แยกบัญชีธุรกิจออกจากบัญชีส่วนตัว

ช่วยให้ธนาคารเห็นกระแสเงินสดจริงของธุรกิจ

3. รวบรวมเอกสารให้ครบ

หนังสือจดทะเบียนธุรกิจ

บัตรประชาชน/ทะเบียนบ้านผู้กู้

แผนธุรกิจ + งบการเงิน (ถ้ามี)

ใบสั่งซื้อ/สัญญาลูกค้า

หลักฐานทรัพย์สินค้ำ (ถ้ามี)

4. เปรียบเทียบหลายสถาบันการเงิน

ทั้งธนาคารพาณิชย์, ธนาคารรัฐ และฟินเทค เพื่อหาดอกเบี้ยและเงื่อนไขที่เหมาะสม

เทคนิคเพิ่มโอกาสอนุมัติสินเชื่อ

เริ่มจากวงเงินเล็ก ๆ ก่อน: ขอวงเงินพอดีกับความต้องการจริง สร้างประวัติชำระดี แล้วค่อยขยาย

สร้างความสัมพันธ์กับธนาคาร: เปิดบัญชีธุรกิจ, ใช้บริการอื่น ๆ สร้างเครดิต

พัฒนาทักษะการนำเสนอ: นำเสนอแผนธุรกิจอย่างมั่นใจ ให้ทีมเครดิตเห็นภาพความเป็นไปได้

เตรียมแผนสำรอง: เช่น หาเงินทุนจากนักลงทุน หรือปรับโครงสร้างต้นทุน หากไม่ได้สินเชื่อตามเป้า

มุมมองเชิงกลยุทธ์: สินเชื่อระยะสั้นกับธุรกิจขนาดเล็ก

ร้านอาหาร/คาเฟ่: ใช้ OD เสริมสภาพคล่อง + Factoring แปลงบิลส่งโมเดิร์นเทรดเป็นเงินสด

ธุรกิจบริการ: เช่น คลีนิค, ฟิตเนส ใช้ P/N หรือ Term Loan ระยะสั้นเพื่อซื้ออุปกรณ์ และ OD สำหรับค่าใช้จ่ายประจำ

ผู้ส่งออก–นำเข้า: Trade Finance ช่วยปิด Gap ระหว่างจ่ายต้นทุนกับรอรับเงินคู่ค้า

สตาร์ทอัพออนไลน์: ใช้ OD ควบคู่กับการวางระบบชำระเงินดิจิทัล แสดงรายได้จริงให้ธนาคารเห็น

สรุป

สินเชื่อระยะสั้น เป็นทางออกที่ช่วย SME รายใหม่ “อยู่รอดและเติบโต” ในปี 2568 โดยเฉพาะเมื่อคุณยังไม่มีเงินทุนสำรองมากพอ การเลือกประเภทสินเชื่อที่เหมาะสม (OD, Factoring, Trade Finance ฯลฯ) และการเตรียมแผนธุรกิจชัดเจน จะช่วยให้สถาบันการเงินมั่นใจและอนุมัติง่ายขึ้น

???? หากคุณกำลังมองหา สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก หรืออยากเปรียบเทียบข้อเสนอที่คุ้มที่สุด สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและรับคำปรึกษาฟรีได้ที่ www.easycashflows.com

วิธีขอสินเชื่อและรีไฟแนนซ์สินเชื่อธุรกิจร้านอาหาร

26
เผยกลยุทธ์ขอสินเชื่อ SME แบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกันให้ได้วงเงินสูง พร้อมวิเคราะห์ตลาดสินเชื่อปี 2568 จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ

ทำอย่างไรให้ขอสินเชื่อ SME แบบมีหลักทรัพย์ได้วงเงินสูงสุดในปี 2568

ในปี 2568 ตลาด สินเชื่อเพื่อธุรกิจ ของไทยมีการแข่งขันสูงขึ้น ทั้งจากธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เนื่องจากเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปหลังผ่านช่วงผันผวนใน 2–3 ปีที่ผ่านมา ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า สินเชื่อเพื่อธุรกิจ SME เติบโตเฉลี่ย 5–7% ต่อปี และประเภทที่ได้รับความนิยมมากคือ สินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพราะได้วงเงินสูงและดอกเบี้ยต่ำกว่าแบบไม่มีหลักประกัน

จากประสบการณ์ที่ปรึกษาด้านสินเชื่อ ผมพบว่าผู้ประกอบการที่เตรียมตัวดี เลือกหลักทรัพย์เหมาะสม และมีแผนธุรกิจชัดเจน สามารถขอวงเงินได้สูงกว่ามาตรฐานเฉลี่ย 10–20% ต่อดีล เรามาดูปัจจัยสำคัญกัน

เลือกหลักทรัพย์ค้ำประกันที่มีมูลค่าสูงและสภาพคล่องดี
สถาบันการเงินให้ความสำคัญกับสองเรื่อง คือ มูลค่าประเมิน และ ความสามารถในการเปลี่ยนเป็นเงินสด (สภาพคล่อง) โดยทั่วไปธนาคารจะปล่อยกู้ 60–80% ของมูลค่าประเมิน แต่ถ้าหลักทรัพย์มีสภาพคล่องสูง เช่น เงินฝากประจำ พันธบัตร หรืออสังหาฯ ทำเลเด่น อาจได้สูงถึง 90–95%

 emo53 ประเภทหลักทรัพย์ที่นิยมใช้ค้ำประกัน

- ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง: วงเงินเฉลี่ย 70–80% ของมูลค่าประเมิน ถ้าทำเลดีและมีศักยภาพพัฒนา อาจได้วงเงินสูงกว่านี้

- เงินฝากและพันธบัตรรัฐบาล: สภาพคล่องสูง วงเงินสูงสุด 90–95%

- หุ้นและหลักทรัพย์จดทะเบียน: ปล่อยกู้ราว 50–70% เพราะมีความผันผวนสูง

- เครื่องจักรและอุปกรณ์: วงเงิน 30–60% เนื่องจากมีการเสื่อมราคาและสภาพคล่องต่ำ

 emo22 เทคนิคการประเมินมูลค่าเพื่อให้ได้วงเงินสูงสุด

- ใช้ผู้ประเมินที่ได้รับการรับรองจากสมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินฯ เพื่อให้รายงานได้รับการยอมรับ

- ปรับปรุงสภาพทรัพย์สินก่อนประเมิน เช่น ซ่อมแซม ทาสี จัดภูมิทัศน์ใหม่

- เตรียมเอกสารครบถ้วน เช่น โฉนดที่ดิน ใบอนุญาตก่อสร้าง แบบแปลนบ้าน/อาคาร

 emo24  หลักทรัพย์ที่สถาบันการเงินมักให้วงเงินสูงกว่า

- ที่ดินในเขตเมืองและย่านธุรกิจ เพราะมีมูลค่าเพิ่มได้ในอนาคต

- อาคารพาณิชย์/สำนักงานที่มีผู้เช่าเต็มและมีรายได้สม่ำเสมอ

- เงินฝากประจำและพันธบัตรรัฐบาล เนื่องจากความเสี่ยงต่ำและแปลงเป็นเงินสดได้ทันที

- กลยุทธ์เสริมเพื่อเพิ่มโอกาสได้วงเงินสูง

- แผนธุรกิจชัดเจน – ระบุเป้าหมายการใช้เงินและแนวทางสร้างรายได้ พร้อมคาดการณ์กระแสเงินสด

- เครดิตทางการเงินดี – รักษาประวัติชำระหนี้ทั้งของบริษัทและเจ้าของกิจการให้สม่ำเสมอ

- เปรียบเทียบหลายสถาบัน – แต่ละธนาคารมีเกณฑ์และอัตราดอกเบี้ยต่างกัน การขอข้อเสนอจากหลายแห่งจะช่วยให้ได้วงเงินและเงื่อนไขที่ดีที่สุด

 emo40 แนวโน้มปี 2568 และผลกระทบต่อ SME
ข้อมูลจากสมาคมธนาคารไทยชี้ว่า ในปี 2568 สถาบันการเงินจะใช้เทคโนโลยีการประเมินความเสี่ยง (Credit Scoring) ที่ละเอียดขึ้น ส่งผลให้ผู้กู้ที่มีข้อมูลการเงินโปร่งใสและหลักทรัพย์คุณภาพสูงจะได้เปรียบในการขอ สินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกันอย่างมาก ในขณะเดียวกัน ดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่อธุรกิจมีแนวโน้มทรงตัวที่ 5–7% ต่อปี ซึ่งยังอยู่ในระดับแข่งขันได้เมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค

สรุปจากมุมมองที่ปรึกษา
การจะขอสินเชื่อเพื่อธุรกิจแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกันให้ได้วงเงินสูงสุด ไม่ใช่แค่เรื่องของมูลค่าทรัพย์ แต่คือการผสมผสานระหว่างการเลือกหลักทรัพย์ที่เหมาะสม การเตรียมเอกสาร การรักษาเครดิต และการมีแผนธุรกิจที่น่าเชื่อถือ หากคุณเตรียมครบทั้ง 4 ด้านนี้ โอกาสได้วงเงินสูงสุดตามที่ต้องการก็อยู่ไม่ไกล

???? สนใจรับคำปรึกษาฟรีเรื่องการขอสินเชื่อเพื่อธุรกิจ ติดต่อได้ที่ www.easycashflows.com

ข้อมูลอ้างอิง

ธนาคารแห่งประเทศไทย. (2568). รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงิน ไตรมาส 1 ปี 2568.
https://www.bot.or.th

สมาคมธนาคารไทย. (2568). บทวิเคราะห์แนวโน้มสินเชื่อเพื่อธุรกิจ SME.
https://www.tba.or.th

สมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย. (2568). มาตรฐานการประเมินค่าทรัพย์สินเพื่อการค้ำประกัน.
https://www.taov.org

กระทรวงพาณิชย์. (2568). รายงานภาวะการค้าและการลงทุนภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม.
https://www.moc.go.th

รับจัดหาเงินทุนเสริมสภาพคล่องกิจการสำหรับธุรกิจ SMEs และธุรกิจทั่วไป จัดหาแหล่งเงินกู้และสินเชื่อธุรกิจ,สินเชื่อSMEวงเงินสูง สำหรับผู้ที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อกิจการทุกประเภท

เราคือที่ปรึกษาด้านการจัดหาเงินทุน วางแผนด้านการเงิน ที่เข้าใจทุกสถานการณ์ของท่านพร้อมเป็นที่ปรึกษาและเป็นสื่อกลางด้วยทีมงานมืออาชีพพร้อมช่วยเหลือด้านเงินทุนหมุนเวียนให้กิจการของท่านได้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างไม่มีสะดุด


https://lnk.bio/easycashflows




27

เจ้าของแบรนด์แฟรนไชส์เครื่องดื่มรายย่อย มีแผนเปิดสาขาแฟรนไชส์เพิ่ม 6 จุดภายใน 90 วัน ต้องวางอุปกรณ์ วัตถุดิบ และทีมเทรนนิ่งล่วงหน้า แต่เงินจากแฟรนไชซีจะทยอยเข้าตามงวด จังหวะเงินสดจึง “ตึง” อยู่ช่วงก่อนเปิดจริง เขาถามสั้น ๆ ว่า
“ถ้าไม่มีบ้านหรือที่ดินค้ำ จะขอสินเชื่อเพื่อธุรกิจSMEให้ทันเวลาได้อย่างไร—และทำอย่างไรให้ไม่กดดันกระแสเงินสด?”
ในฐานะผู้ให้คำปรึกษาผมชวนเขากลับไปตั้งหลักด้วย “ตัวช่วยตัดสินใจ 3 ขั้น” ซึ่งเป็นแกนคิดง่าย ๆ ก่อนเลือกใช้ เงินกู้ไม่ใช้หลักประกัน หรือผลิตภัณฑ์ใดก็ตามในปีนี้ วิธีนี้ไม่ได้พาไปหาวงเงินสูงที่สุด แต่พาไปหา “วงเงินที่พอดีกับงาน” และเพิ่มโอกาสให้แฟ้มคำขอเดินได้จริง

ขั้นที่ 1: เห็น “ปัญหาเงินสดจริง” ก่อนพูดคำว่า “วงเงิน”
เราเริ่มด้วยกระดาษขนาด A4 แผ่นเดียว วาดเส้นเวลา 90 วัน แล้วเขียนเพียงสามบรรทัด
    1. จะใช้เงินเรื่องอะไรและเมื่อไร – เช่น มัดจำอุปกรณ์ ค่าวัตถุดิบ ค่าอบรมทีม
    2. เงินจะเข้าจากไหนและเมื่อไร – อ้างอิงงวดชำระของแฟรนไชซีหรือสัญญาที่มีอยู่
    3. ตั้งวันคืนเงิน – กำหนดให้ “หลังวันรับเงิน 3–7 วัน” เพื่อกันการคลาดเคลื่อน
แผน 1 ย่อหน้านี้คือ “เรื่องเล่าทางการเงิน” ที่คนพิจารณาอยากเห็น เขาไม่ได้อยู่หน้างานของเรา จึงต้องตัดสินใจจากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ หากแผนใช้–เข้า–คืนชัดเจนตั้งแต่หน้าแรก คำถามที่ไม่จำเป็นจะลดลง และการพิจารณาจะเดินต่อได้เร็ว
จากนั้นเราแยกภาพรายจ่ายออกเป็นสองกลุ่มให้ชัด
    • รายจ่ายถี่/หมุนเร็ว (เช่น วัตถุดิบ ค่าแรงระยะเตรียมเปิด)
    • รายจ่ายยาว (เช่น เครื่องชง ตู้เย็น เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้งานหลายปี)
การแยกนี้สำคัญ เพราะจุดที่กิจการสะดุดบ่อยคือ “ใช้เงินสั้นไปแก้ของยาว” หรือ “กู้ก้อนเดียวให้ครอบจักรวาล” สุดท้ายเงินสดถูกบีบและต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่อย ๆ
มุมมองเชิงกลยุทธ์
    • ถ้าอยากเพิ่มโอกาสได้ สินเชื่อSMEวงเงินสูงปี2568 สิ่งที่โน้มน้าวได้ไม่ใช่คำอธิบายกว้าง ๆ แต่คือ หลักฐานจริง ที่เล่าเรื่องเดียวกัน ทั้งแผนหนึ่งย่อหน้า เอกสารการค้า (ใบสั่งซื้อ/ใบเสนอราคา/สัญญา/ใบแจ้งหนี้) และรายการเดินบัญชีที่ผ่านมา
    • ยิ่งตัวเลขเงินเข้า–ออกสม่ำเสมอ และสอดคล้องกับเอกสารมากเท่าไร คนพิจารณายิ่งมั่นใจว่า “เงินเข้า = วันคืน” ได้ตามแผน

ขั้นที่ 2: จับคู่ “ประเภทสินเชื่อ” ให้ตรงหน้าที่ของเงิน
พอเห็นปัญหาเงินสดจริง เราไม่เริ่มที่การกู้ก้อนเดียว แต่เลือกเครื่องมือให้ตรงกับ “หน้าที่ของเงิน” ดังนี้
    • ค่าใช้จ่ายถี่/หมุนเร็ว → ใช้ วงเงินหมุนเวียน (Overdraft หรือวงเงินเบิกเกินบัญชี) เพื่อ “ดึง–ใช้–คืน” ตามรอบขาย/รับเงิน
    • ลงทุนใช้นาน → ใช้ เงินก้อนเพื่อการลงทุน หรือ เช่าซื้อ (ผ่อนเครื่องจักร/อุปกรณ์ตามอายุใช้งาน) เพื่อไม่ลากเงินสั้นไปอุดเรื่องยาว
    • วางบิล/เครดิตเทอมนาน → ใช้ แฟคตอริ่ง (ขายหรือโอนสิทธิรับเงินจากใบแจ้งหนี้) ให้เงินเข้าเร็วขึ้นและไม่กดดันเงินสด
    • มีงานส่งออก → ใช้สินเชื่อ Pre-Export / Post-Export (ก่อน/หลังส่งออก) ที่ผูกกับเอกสารการค้าซึ่งตรวจสอบได้
อธิบายศัพท์เทคนิคครั้งเดียว:
• แฟคตอริ่ง (Factoring) คือการเปลี่ยนบิลให้เป็นเงินสดล่วงหน้า
• เช่าซื้อ (Hire Purchase) คือการผ่อนชำระค่าสินทรัพย์ตามสัญญา โดยใช้ทรัพย์นั้นทำงานสร้างรายได้
การจับคู่เช่นนี้ทำให้แฟ้มดูเป็นมืออาชีพ คนพิจารณาเชื่อได้ว่า “เงินประเภทไหนใช้แก้ปัญหาแบบใด” จึงประเมินความเสี่ยงและตั้งเงื่อนไขได้ง่ายกว่า การขอแบบกว้าง ๆ ที่ยังไม่ชี้หน้าที่ของเงิน
วิเคราะห์เชิงลึก
    • ปี 2568 ผู้ให้กู้ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น (แนวคิด “ปล่อยกู้อย่างรับผิดชอบ”) การตั้งโครงวงเงินที่สัมพันธ์กับรอบเงินจริง และอธิบายเหตุผลอย่างตรงไปตรงมา จะทำให้คำขออยู่ใน “กรอบที่ยอมรับได้” โดยไม่ต้องพยายามฝืนไปที่วงเงินสูงเกินความจำเป็น
    • สำหรับผู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำ การมีประวัติเดินบัญชีที่สะอาด เอกสารการค้าที่ครบ และลูกค้าหลักที่ซื้อซ้ำ เป็น “ทรัพย์สินด้านความน่าเชื่อถือ” ที่สำคัญไม่แพ้ทรัพย์ประกัน
เมื่อเลือกผลิตภัณฑ์ถูกหน้าที่แล้ว เราจึงคำนวณ “วงเงินพอดีกับงาน + สำรอง 10–15%” เพื่อกันคลาดเคลื่อน และไม่ทำให้ภาระชำระหนี้เกินกำลัง
นอกจากนี้ ลองประเมินสองตัวชี้วัดเบื้องต้นแบบง่าย ๆ (นิยามครั้งเดียว)
    • DSCR (Debt Service Coverage Ratio) = รายรับเพื่อชำระหนี้ ÷ ภาระชำระหนี้ต่อเดือน — ยิ่งมากกว่า 1 เท่า ยิ่งมีพื้นที่หายใจ
    • DSR (Debt Service Ratio) = ภาระชำระหนี้ต่อเดือน ÷ รายได้ต่อเดือน — ยิ่งต่ำ ยิ่งผ่อนคลาย
เราไม่ได้ไล่ตัวเลขให้เป๊ะในที่นี้ แต่ใช้เป็น “เข็มทิศ” ว่าโครงวงเงินที่ตั้งอยู่ในระดับที่ธุรกิจรับไหวหรือไม่

ขั้นที่ 3: “หนึ่งแฟ้ม” ที่ตอบคำถามก่อนถูกถาม
สิ่งที่ทำให้คำขอขยับเร็วขึ้นอย่างชัดเจนคือ แฟ้มเอกสารหนึ่งชุด ที่ใช้ยื่นกับทุกผู้ให้บริการ โดยจัดรูปแบบและชื่อไฟล์ให้ค้นง่าย เช่น 2025Q4_PO-Outlet01.pdf โครงแฟ้มมีเพียงหกส่วน
    1. แผนเงินสด 6–12 เดือน (หนึ่งย่อหน้า) – บอก “ใช้–เข้า–คืน” ให้ชัด
    2. ใบสั่งซื้อ/ใบเสนอราคา/สัญญาที่จะใช้เงิน – ระบุยอดและกำหนดเวลา
    3. ใบแจ้งหนี้ล่าสุด + เดินบัญชี 6–12 เดือน – ลดการถอนเงินสดก้อนใหญ่เพื่อลดความคลุมเครือ
    4. สรุปลูกหนี้การค้า (aging) – ชี้แผนลดบิลเกินกำหนด 60–90 วัน
    5. ภาพกิจการ/ทรัพย์สินที่จะซื้อ – เพิ่มบริบทให้เห็นของจริง
    6. สรุป DSCR/DSR แบบอ่านง่าย – 2–3 บรรทัดพอให้เข้าใจกรอบ
จากนั้น “พรีสกรีน” 2–3 รายด้วยแฟ้มเดียวกัน บันทึกคำถามที่เจอ แล้วปรับแฟ้มให้ตอบล่วงหน้าในรอบถัดไป วิธีนี้ประหยัดเวลา และได้ข้อเสนอที่เทียบกันได้บนข้อมูลเดียวกัน

เรื่องเล่าจากเคสจริง: แฟรนไชส์เครื่องดื่มที่ “วางโครงถูก” จึงเดินไว
หลังทำครบ 3 ขั้น เราวางโครงดังนี้
    • วงเงินหมุนเวียน ขนาดพอดีสำหรับค่าใช้จ่ายถี่ช่วงเตรียมเปิด
    • เช่าซื้ออุปกรณ์ อายุผ่อนสอดคล้องอายุใช้งาน 36–48 เดือน
    • แฟคตอริ่ง สำหรับบิลงวดแฟรนไชซี 2 รายที่เครดิตเทอมนาน
ผลลัพธ์คือได้ “อนุมัติหลักการ” จาก 2 แห่ง โดยข้อเสนอที่เลือกมี “วันตัดชำระ 5 วันหลังเงินเข้า” และวงเงินรวมเท่าที่ต้องใช้จริงบวกสำรองเล็กน้อย ภาระชำระต่อเดือนจึงไม่ตึง และ DSCR อยู่ในระดับปลอดภัย สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะเอกสารทุกใบ “พูดเรื่องเดียวกัน” กับบัญชี ไม่ใช่เพราะโชค
บทเรียนสำคัญ
    • เริ่มที่เรื่องจริง: แผนหนึ่งย่อหน้า + เอกสารดีลที่จะใช้เงิน
    • เลือกให้ตรงงาน: เงินสั้นแก้เรื่องสั้น เงินยาวแก้เรื่องยาว
    • รวมเป็นแฟ้มเดียว: มาตรฐานเดียวกันทุกหน้า ลดการย้อนถาม

ทำไมกรอบคิดนี้จึงเหมาะกับปี 2568
    1. สภาพตลาดเงินยังระมัดระวัง
แม้ทิศทางดอกเบี้ยเอื้อต่อการลงทุนมากกว่าช่วงก่อน แต่ผู้ให้กู้ยังเน้น “ข้อมูลจริง” มากกว่าคำอธิบายทั่วไป กิจการที่แสดงกระแสเงินสดชัดเจนและใช้เอกสารที่ตรวจสอบได้ จะได้รับการพิจารณาเร็วกว่าอย่างเห็นได้ชัด
    2. แนวคิด “ปล่อยกู้อย่างรับผิดชอบ” ชัดขึ้น
ผู้ให้กู้ต้องทวนสอบความสามารถชำระหนี้อย่างละเอียด กระบวนการจึงให้คะแนนกับแฟ้มที่วาง “วันคืนหลังวันรับเงิน” และอธิบายเหตุผลของวงเงินอย่างเป็นระบบ
    3. มีตัวช่วย แต่ไม่ใช่ใบเบิกทาง
โครงการค้ำประกันสินเชื่อของหน่วยงานรัฐยังเป็นคันโยกช่วยบางกลุ่มได้ แต่การพิจารณายังเป็นรายกรณีและอยู่บนเงื่อนไขชัดเจน แฟ้มที่สะอาดและสอดคล้องจึงยังเป็นตัวแปรสำคัญที่สุด

เช็กลิสต์ลงมือทำ (สรุปสำหรับผู้อ่าน ThaiFranchiseCenter)
    • เขียน แผนเงินสดหนึ่งย่อหน้า ให้เห็นภาพ “ใช้–เข้า–คืน” จริง
    • รวมเอกสารดีลที่จะใช้เงินใน 90 วัน (ใบสั่งซื้อ/ใบเสนอราคา/สัญญา/ใบแจ้งหนี้)
    • ดึง เดินบัญชี 6–12 เดือน และลดการถอนเงินสดก้อนใหญ่ถี่ ๆ
    • ทำ สรุปลูกหนี้การค้า (aging) พร้อมแผนลดบิลเกินกำหนด
    • คิด วงเงินพอดีกับงาน + สำรอง 10–15% และทดสอบผลต่อภาระชำระ
    • จับคู่ผลิตภัณฑ์ให้ตรงงาน: วงเงินหมุนเวียน (รายจ่ายถี่) / เงินก้อนเพื่อการลงทุนหรือเช่าซื้อ (ของใช้นาน) / แฟคตอริ่ง (รอเงินนาน) / สินเชื่อส่งออก (มีเอกสารการค้า)
    • รวมเป็น แฟ้มเดียวมาตรฐาน แล้วพรีสกรีน 2–3 รายด้วยข้อมูลชุดเดียวกัน
ทำครบ 7 ข้อนี้ แม้ไม่มีทรัพย์ค้ำ ก็ยังมีโอกาสเข้าถึง สินเชื่อธุรกิจไม่ใช้หลักประกัน ได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน และหากธุรกิจต้องการ สินเชื่อวงเงินสูง เท่าที่จำเป็น โครงคิดนี้จะช่วยให้ตัวเลขอยู่ในกรอบที่ “เดินได้จริง” มากกว่าการคาดหวังทั่วไป

ชวนอ่านต่อ
บทความนี้ตั้งใจสรุป “ภาคปฏิบัติ” สำหรับเจ้าของกิจการที่อยากขอ สินเชื่อเพื่อธุรกิจSME ในปีนี้อย่างเป็นระบบ หากต้องการภาพรวมว่า “ปี 2568 เข้มงวดขึ้นอย่างไร กลุ่มธุรกิจไหนมีโอกาสมากขึ้น และควรโฟกัสอะไรเป็นลำดับแรก” แนะนำให้อ่านบทความวิเคราะห์ฉบับเต็มด้านล่าง ซึ่งใช้ “ตัวช่วยตัดสินใจ 3 ขั้น” เป็นแกนเดียวกัน แต่ลงรายละเอียดเชิงนโยบายและแนวโน้มมากกว่า
อ่านได้ที่ สมัครสินเชื่อSMEไม่มีหลักทรัพย์ลือกแบบไหนให้ตรงแผนธุรกิจ


28



1. จุดเริ่มต้นของคำถามที่ผู้ประกอบการต้องเจอทุกปี
ในฐานะที่ปรึกษาด้าน สินเชื่อเพื่อธุรกิจ ผมมักได้รับคำถามซ้ำ ๆ จากเจ้าของกิจการว่า
“ระหว่างสินเชื่อระยะสั้นกับสินเชื่อระยะยาว แบบไหนเหมาะกับธุรกิจของผมมากกว่ากัน?”
คำถามนี้ดูเหมือนง่าย แต่คำตอบกลับแตกต่างไปในแต่ละกิจการ เพราะในปี พ.ศ. 2568 ภาพรวมของตลาด สินเชื่อsme และ แหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย เปลี่ยนไปมาก — สถาบันการเงินเริ่มหันมาพิจารณาจาก ศักยภาพในการบริหารเงินสดจริง มากกว่าการมีหลักทรัพย์ค้ำ
หลายธุรกิจเข้าใจผิด คิดว่ามีวงเงินเท่าไหร่ก็ยิ่งดี แต่ในความจริง “วงเงินที่มากเกินความจำเป็น” อาจกลายเป็นภาระดอกเบี้ยที่บั่นทอนกำไรโดยไม่รู้ตัว
ผมมักเปรียบเทียบเรื่องนี้กับการเลือกเกียร์รถ —
ถ้าเลือกเกียร์ต่ำในทางยาว เครื่องจะทำงานหนักเกินไป แต่ถ้าใช้เกียร์สูงในทางชัน รถก็ไปต่อไม่ได้
สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็กก็เช่นเดียวกัน ต้องเลือกให้เหมาะกับเส้นทางของกิจการ

2. เข้าใจความต่าง: เงินกู้ที่ช่วย “หมุน” กับเงินกู้ที่ช่วย “โต”
ก่อนจะตัดสินใจเลือกประเภทสินเชื่อ เจ้าของกิจการต้องตอบคำถามให้ได้ว่า “เราต้องการเงินเพื่ออะไร?”
    • ถ้าต้องการ เงินหมุนเวียน เพื่อจ่ายค่าแรง วัตถุดิบ หรือค่าเช่า → ให้เลือก สินเชื่อระยะสั้น หรือ สินเชื่อหมุนเวียน (Working Capital)
    • แต่ถ้าต้องการ เงินลงทุนระยะยาว เพื่อซื้อเครื่องจักร ปรับปรุงพื้นที่ หรือขยายสาขา → ควรเลือก สินเชื่อระยะยาว (Term Loan) หรือ สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก ที่ผ่อนจ่ายได้ยาวกว่า
 emo57 Insight ผู้เชี่ยวชาญ:
“เงินกู้ระยะสั้นทำให้ธุรกิจเดินได้คล่อง ส่วนเงินกู้ระยะยาวทำให้ธุรกิจขยายได้จริง — แต่ทั้งสองต้องอยู่ในจังหวะที่สมดุล”
ในปี 2568 นี้ แหล่งเงินทุนที่ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำ เช่น สินเชื่อไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน (Unsecured Loan) กลายเป็นทางเลือกสำคัญของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เพราะเน้นพิจารณาจากข้อมูลทางธุรกิจจริง เช่น Statement ย้อนหลัง, การยื่นภาษี, และ Cash Flow มากกว่าทรัพย์สินในชื่อผู้กู้
แหล่งเงินทุนที่เหมาะสมจึงไม่ใช่เรื่องของ “ดอกเบี้ยถูกที่สุด” แต่คือการเลือกให้ตรงกับเป้าหมายของกิจการมากที่สุด

3. “เลือกผิดประเภท” เสี่ยงขาดทุนโดยไม่รู้ตัว
จากประสบการณ์ให้คำปรึกษา สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นชัดคือ —
หลายธุรกิจไม่ได้ขาด “ยอดขาย” แต่ขาด “ระบบสินเชื่อที่เหมาะกับการเงินของตัวเอง”
บางกิจการใช้สินเชื่อระยะสั้น (เช่น OD หรือ Working Capital) ไปลงทุนซื้อเครื่องจักรระยะยาว ผลคือวงเงินหมุนเวียนไม่พอ และดอกเบี้ยสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น
ในขณะที่บางรายกลับใช้สินเชื่อระยะยาว (Term Loan) เพื่อจ่ายค่าแรงรายเดือน ทำให้เงินจม และ Cash Flow ติดลบ
สาเหตุหลักมาจากการ “ใช้เงินกู้ผิดจังหวะ” —
เพราะ สินเชื่อ SME แต่ละประเภทถูกออกแบบมาเพื่อเป้าหมายทางการเงินที่แตกต่างกัน
 emo32 ข้อคิดสำคัญ:
การบริหารสินเชื่อไม่ต่างจากการวางกลยุทธ์ธุรกิจ ต้องรู้ว่าเงินแต่ละบาทจะหมุนกลับมาได้เมื่อไร และควรอยู่ในระบบกี่วัน

4. วิธีเลือกให้ “ตรงงาน ไม่ตีกัน”
การวางแผนเลือก สินเชื่อเพื่อธุรกิจ ให้เหมาะสมไม่จำเป็นต้องซับซ้อน หากมองตามลำดับนี้
1) วิเคราะห์วัตถุประสงค์ของเงินกู้
ถามตัวเองให้ชัดว่า “เงินก้อนนี้เพื่อให้ธุรกิจเดิน หรือเพื่อให้ธุรกิจโต”
    • ถ้าเพื่อ “หมุนเวียนค่าใช้จ่ายประจำ” → ใช้ สินเชื่อระยะสั้น
    • ถ้าเพื่อ “ลงทุนสร้างรายได้ในอนาคต” → ใช้ สินเชื่อระยะยาว
2) ทำแผนกระแสเงินสด (Cash Flow Forecast)
จัดทำแผนเงินเข้า–ออก 6–12 เดือน เพื่อดูว่าช่วงใดเงินขาดมือ แล้วเลือกวงเงินที่เหมาะกับรอบธุรกิจ เช่น ร้านอาหาร, โรงงานผลิต, หรือผู้ค้าออนไลน์
3) วางเกณฑ์ความปลอดภัยของวงเงิน
ใช้ตัวชี้วัดสำคัญ 3 ตัว:
    • DSCR ≥ 1.2 → มีเงินเหลือหลังจ่ายค่างวด
    • DSR ≤ 60% → ภาระหนี้ไม่เกินครึ่งของรายได้
    • สำรองเงินสด 10–15% ของค่าใช้จ่ายต่อเดือน
4) จัด “ชุดสินเชื่อ” ให้ทำงานร่วมกันได้
ในบางกรณี การผสมสินเชื่อหลายรูปแบบจะช่วยให้ธุรกิจเดินได้ต่อเนื่อง เช่น
    • ใช้ OD หรือ Working Capital สำหรับค่าใช้จ่ายหมุนเวียน
    • ใช้ Term Loan สำหรับซื้ออุปกรณ์หรือปรับพื้นที่
    • ใช้ Factoring เพื่อเร่งเงินจากลูกค้าองค์กร
5) วางตารางเบิกใช้เงิน (Drawdown Plan)
แบ่งเบิกตาม Milestone ของโครงการ เช่น สั่งซื้อ–ติดตั้ง–ทดสอบ เพื่อไม่ให้ดอกเบี้ยเริ่มเดินเร็วกว่ารายได้จริง
 emo40  มุมมองจากที่ปรึกษา:
“ธุรกิจที่จัดโครงสร้างวงเงินให้ตรงงาน มักไม่ต้องรีไฟแนนซ์บ่อย เพราะระบบการเงินของเขายืดหยุ่นและปลอดภัยกว่าในระยะยาว”

5. กรณีศึกษา: จากร้านกาแฟเล็ก สู่แบรนด์แฟรนไชส์ขนาดย่อม
ย้อนกลับไปกลางปี 2567 ผมได้ให้คำปรึกษาผู้ประกอบการหญิงคนหนึ่ง เจ้าของร้านกาแฟขนาด 2 สาขาในจังหวัดเชียงใหม่ รายได้เฉลี่ยเดือนละ 250,000 บาท แต่ปัญหาคือ “เงินสดไม่พอหมุน” เนื่องจากเธอใช้สินเชื่อ Term Loan ทั้งหมดมาจ่ายค่าแรงและซื้อวัตถุดิบ
เราเริ่มต้นใหม่ด้วยการจัดโครงสร้างสินเชื่อให้ “ตรงงาน” ดังนี้
    • ลดวงเงิน Term Loan ลง เหลือเฉพาะส่วนลงทุนอุปกรณ์
    • เพิ่มวงเงิน สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็กแบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (SME Unsecured Loan) วงเงิน 400,000 บาท สำหรับหมุนค่าใช้จ่ายประจำ
    • ปรับแผน DSCR ให้อยู่เหนือ 1.3 ภายใน 3 เดือน
ผลลัพธ์หลังปรับโครงสร้างเพียงครึ่งปี:
    • Cash Flow กลับมาเป็นบวกต่อเนื่อง
    • ดอกเบี้ยรวมลดลง 20%
    • รายได้เพิ่มขึ้นกว่า 30% จากการเปิดสาขาใหม่
เธอกล่าวหลังจากนั้นว่า
“ตอนแรกคิดว่าสินเชื่อเพื่อธุรกิจคือการมีเงินกู้เยอะ ๆ แต่จริง ๆ แล้วคือการจัดเงินให้ทำงานในจังหวะที่ถูกต้อง”
ปัจจุบันร้านของเธอขยายเป็นแฟรนไชส์ขนาดย่อม และกลายเป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้ แหล่งเงินทุนอย่างมีระบบ

6. คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: ถ้าเพิ่งเริ่มธุรกิจ ควรเลือกสินเชื่อแบบไหนก่อน?
เริ่มจากสินเชื่อวงเงินหมุนเวียนขนาดเล็ก เช่น สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็กแบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำ เพื่อสร้างประวัติการชำระหนี้และเก็บข้อมูลกระแสเงินสดจริง 3–6 เดือน
Q: ใช้สินเชื่อระยะสั้นกับระยะยาวพร้อมกันได้ไหม?
ได้ แต่ต้องแยกบัญชีและวัตถุประสงค์ชัดเจน เพื่อให้ธนาคารประเมินได้ว่าธุรกิจบริหารหนี้ได้อย่างมีวินัย
Q: ธนาคารใช้เกณฑ์อะไรในการอนุมัติสินเชื่อ SME?
ธนาคารจะพิจารณาองค์ประกอบหลัก เช่น เครดิตบูโร, รายงานการเงิน, Statement ธุรกิจ, DSCR, DSR และความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์กับประเภทสินเชื่อที่ขอ
Q: ถ้าไม่มีบ้านหรือที่ดินค้ำ จะขอได้ไหม?
ได้ ปัจจุบันหลายธนาคารและ Non-Bank มี สินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน สำหรับ SME ที่มีรายได้ต่อเนื่อง เช่น ธุรกิจออนไลน์ ร้านอาหาร หรือผู้รับเหมา

สรุป: ไม่มีคำตอบเดียว แต่มี “คำตอบที่เหมาะกับคุณ”
ในยุคปี 2568 ที่สภาพเศรษฐกิจยังผันผวนและการแข่งขันสูง
สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าคุณควรเลือก “สินเชื่อระยะสั้น” หรือ “สินเชื่อระยะยาว”
แต่คือการเข้าใจว่า ธุรกิจคุณต้องการอะไรในตอนนี้
    • ถ้าต้อง “หมุนให้ทัน” → ใช้สินเชื่อระยะสั้น
    • ถ้าต้อง “โตให้ต่อเนื่อง” → ใช้สินเชื่อระยะยาว
    • ถ้าทั้งหมุนทั้งโต → แยกวงเงินให้ชัด วางแผนให้ครบ
สินเชื่อเพื่อธุรกิจ ไม่ใช่ภาระถ้าเลือกให้ถูก เพราะมันคือ “เครื่องมือสร้างโอกาส” ที่จะขับเคลื่อนให้ธุรกิจ SME เติบโตอย่างมั่นคง

 emo55 แหล่งข้อมูลอ้างอิง
    • ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT): แนวทาง Responsible Lending พ.ศ. 2568
    • สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
    • Krungthai COMPASS Insight Report: แนวโน้มสินเชื่อ SME ไทยปี 2568

 emo53 Call to Action
อย่ารอให้เงินขาดมือถึงค่อยมองหา แหล่งเงินทุน
เริ่มวางแผน สินเชื่อเพื่อธุรกิจ SME อย่างมืออาชีพกับที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้ที่
 8) www.easycashflows.com

29


เมื่อหนี้เดิมเป็นภาระที่ฉุดการเติบโต
ผมจำได้เคสหนึ่ง ที่ปรึกษาของเราเคยได้รับการติดต่อจากเจ้าของกิจการผลิตสินค้ารายกลาง ๆ ท่านหนึ่งซึ่งมีปัญหา “ต้นทุนดอกเบี้ย” จากสินเชื่อหลายก้อนที่ธุรกิจเคยกู้ไว้ ไม่นานมานี้เขามาปรึกษาว่า “จะมีทางลดภาระดอกเบี้ยหรือรวมหนี้อย่างไรให้ธุรกิจเดินหน้าได้โดยไม่จมกับหนี้” — นี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องรีไฟแนนซ์สินเชื่อธุรกิจ

รีไฟแนนซ์สินเชื่อธุรกิจ เป็นวิธีที่เจ้าของกิจการนำ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ
มาปรับโครงสร้าง หรือย้ายไปรับสินเชื่อใหม่ที่เงื่อนไขดีกว่า เพื่อลดภาระดอกเบี้ย ควบคุมงวดผ่อนให้เหมาะสมกับกระแสเงินสด และสร้างแรงลมหายใจให้ธุรกิจกลับมาเดินหน้าได้
ในบทความนี้ ผมจะอธิบายให้เข้าใจง่ายว่า รีไฟแนนซ์คืออะไร ใครควรทำ รีไฟแนนซ์แล้วได้อะไร และจุดที่ควรระวัง พร้อมแนะนำแนวทางในปี 2568 ให้ผู้ประกอบการเริ่มต้นได้อย่างมั่นใจ

1. สินเชื่อรีไฟแนนซ์
 คืออะไร?
รีไฟแนนซ์ (Refinance) หมายถึงการ “เปลี่ยน / รวม / ปรับโครงสร้างหนี้สินเดิม” ให้มีเงื่อนไขที่ดีขึ้น — ตัวอย่างเช่น
    • ย้ายหนี้จากสินเชื่อเดิมไปยังสินเชื่อใหม่ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า
    • รวมหลายก้อนหนี้ให้กลายเป็นก้อนเดียว เพื่อให้ผ่อนจ่ายง่ายขึ้น
    • ยืดหรือปรับงวดผ่อนให้สั้นขึ้นหรือนานขึ้น ตามสภาพคล่องของธุรกิจ
สิ่งสำคัญคือ ธนาคารหรือผู้ให้กู้ใหม่จะประเมินธุรกิจคุณอีกครั้ง เหมือนการขอสินเชื่อใหม่ — ดูรายได้, วินัยการเงิน, ความสามารถชำระหนี้ ฯลฯ
รีไฟแนนซ์ธุรกิจจึงไม่ใช่แค่ “ย้ายหนี้” แต่เป็นโอกาสปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน

2. ใครควรเริ่มต้นรีไฟแนนซ์?
ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่ควรรีไฟแนนซ์ — แต่มี “สัญญาณ” บางอย่างที่บ่งชี้ว่าควรพิจารณา:
สัญญาณ   คำอธิบาย
ดอกเบี้ยเดิมสูงเกินสมควร   ถ้าคุณรู้ว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง แต่คุณยังจ่ายอัตราเดิม อย่ารีรอ
หลายก้อนหนี้ กระจายหลายธนาคาร   ผ่อนผิดจังหวะ จัดการยาก รีไฟแนนซ์ช่วยรวมให้จ่ายเป็นก้อนเดียว
สภาพคล่องตึงตัว   ผ่อนหลายก้อนพร้อมกันจนเงินสดไม่พอหมุน
ธุรกิจเติบโตรับรู้รายได้เพิ่ม   สามารถเจรจาเงื่อนไขใหม่เพื่อให้จ่ายดอกเบี้ยน้อยลง
อยากเพิ่มวงเงินลงทุน แต่ติดโครงสร้างหนี้เดิม   รีไฟแนนซ์อาจช่วยปลดล็อกเงื่อนไขให้กู้ซ้ำได้ง่ายขึ้น
ในปี 2568 ที่ต้นทุนการเงินและความเสี่ยงถูกประเมินเข้มขึ้น SME ที่มี “ภาระหนี้เก่าที่ดอกเบี้ยสูง” เป็นผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากรีไฟแนนซ์

3. ประโยชน์ของรีไฟแนนซ์ — ได้อะไรบ้าง?
    1. ลดอัตราดอกเบี้ยรวม
ย้ายหนี้มาที่ดอกเบี้ยใหม่ที่อาจต่ำกว่าเดิม ทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยลดลง
    2. รวมหลายก้อนเป็นก้อนเดียว
ลดภาระ “จ่ายหลายที่หลายเวลา” → ง่ายต่อการติดตาม
    3. ปรับงวดผ่อนให้เข้ากับกระแสเงินสด
ถ้าธุรกิจเพิ่งเริ่มโต อาจเลือกงวดเป็นระยะยาวเกิดขึ้นได้
    4. เพิ่มโอกาสในการขอสินเชื่อใหม่
โครงสร้างหนี้ดีขึ้น = ความน่าเชื่อถือเพิ่ม = โอกาสกู้ใหม่สูงขึ้น
    5. ลดความเสี่ยง default / ค้างชำระ
ถ้าผ่อนไม่พอ การรีไฟแนนซ์อาจให้ “ช่วงพักชำระบางงวด” ได้

4. วิธีรีไฟแนนซ์สินเชื่อธุรกิจ — ขั้นตอนคร่าว ๆ
เพื่อให้แนวทางชัด ผมสรุปขั้นตอนที่ควรทำดังนี้:
    1. สำรวจหนี้เดิมทั้งหมด
รวบรวมชื่อผู้ให้กู้, ยอดหนี้ที่เหลือ, อัตราดอกเบี้ย, ระยะเวลาคงเหลือ
    2. ประเมินสภาพธุรกิจและเครดิต
ตรวจดูงบการเงิน 1–2 ปี, สเตทเมนต์บัญชี, ประวัติค้างชำระ
    3. คำนวณ “ต้นทุนรวมปัจจุบัน vs เงื่อนไขใหม่”
ถ้าอัตราดอกเบี้ยใหม่ + ค่าธรรมเนียม < ต้นทุนเดิม → รีไฟแนนซ์คุ้ม
    4. เลือกผู้ให้กู้ใหม่ / สถาบันการเงิน
เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ย, ค่าธรรมเนียม, เงื่อนไขกู้ซ้ำ
    5. ยื่นเอกสารและเจรจาเงื่อนไข
เช่น ขอ period grace, ขอกู้งวดยืด หรือรวมหลายก้อน
    6. โอนหนี้/ปิดหนี้เดิม + เริ่มสัญญาใหม่
ตรวจเช็กหลักฐานการโอนทั้งหมด

5. สิ่งที่ควรระวังเมื่อรีไฟแนนซ์
    • ค่าใช้จ่ายแฝง (ค่าธรรมเนียม, ค่าจัดการ) — บางทีอาจทำให้ประโยชน์ลดลง
    • สัญญาเงื่อนไข ยกเลิกก่อนครบอายุ → อาจมีค่าปรับ
    • เงื่อนไขใหม่อาจผ่อนนานขึ้น = จ่ายดอกเบี้ยรวมมากขึ้น
    • ถ้าธุรกิจไม่มีสภาพคล่องจริง รีไฟแนนซ์อาจแค่ “เลื่อนปัญหา”
    • ถ้าประวัติเครดิตไม่ดี → สถาบันการเงินอาจไม่ให้เงื่อนไขดี

6. ใครควรรีไฟแนนซ์ก่อนใครในปี 2568
    • ธุรกิจที่มีหลายก้อนหนี้กระจัดกระจาย
    • ธุรกิจที่จ่ายดอกเบี้ยสูงกว่าค่าเฉลี่ยในตลาด
    • SME ที่เพิ่งเริ่มเติบโต และมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
    • ธุรกิจที่อยากขอวงเงินใหม่ แต่ติดเงื่อนไขหนี้เก่า
    • ผู้ประกอบการที่อยากลดต้นทุนดอกเบี้ยและสร้างสภาพคล่อง

สรุป
รีไฟแนนซ์สินเชื่อธุรกิจ
 คือเครื่องมือที่ช่วยให้คุณ “ปรับโครงสร้างหนี้เก่า” ให้เหมาะสมกับสภาพธุรกิจ ลดดอกเบี้ย และเปิดโอกาสให้ธุรกิจเดินหน้าได้ไม่สะดุด
แต่รีไฟแนนซ์ไม่ใช่ทางออกสำหรับทุกคน — ต้องคำนึงถึงต้นทุนแฝง, เงื่อนไขสัญญา และความสามารถชำระในอนาคต
หากคุณกำลังพิจารณารีไฟแนนซ์ หรืออยากรู้ว่า “ธุรกิจของคุณควรเริ่มตรงไหน”
???? ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อธุรกิจ และอ่านบทความสด ๆ ที่ www.easycashflows.com

30

สำหรับธุรกิจร้านอาหาร เงินสดคือเส้นเลือดใหญ่ ทุกวันต้องซื้อวัตถุดิบสด จ่ายค่าแรงพนักงาน ค่าน้ำ–ไฟ และค่าโปรโมชัน การพึ่งเงินสดจากยอดขายเพียงอย่างเดียวจึงเต็มไปด้วยความเสี่ยง เพราะรายได้บางครั้งไม่เข้าทันเวลา เช่น เงินจากแพลตฟอร์มเดลิเวอรีที่โอนช้า ทำให้เจ้าของร้านจำนวนไม่น้อยเจอปัญหาเงินหมุนสะดุด

หนึ่งในเครื่องมือที่ตอบโจทย์ร้านอาหารมากที่สุดในปี พ.ศ. 2568 คือ วงเงินหมุนเวียน (OD / Revolving Credit) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม สินเชื่อไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันเพราะสามารถเบิก–คืนได้ตามความจำเป็น และคิดดอกเบี้ยเฉพาะยอดที่ใช้จริง

วงเงินหมุนเวียนทำงานอย่างไร?

วงเงินod ไม่ใช่สินเชื่อก้อนใหญ่ที่กู้แล้วผ่อนยาว แต่เป็น “วงเงินสำรอง” ที่ธนาคารอนุมัติไว้ให้ SMEs สามารถดึงมาใช้เมื่อเงินสดไม่พอ และคืนเมื่อมีรายได้เข้า

ตัวอย่างการใช้งานของร้านอาหาร

ซื้อวัตถุดิบ – เนื้อ ผัก นม ต้องซื้อแทบทุกวัน OD ช่วยให้ไม่ต้องรอเงินโอนจากแอปเดลิเวอรี

จ่ายค่าแรง – พนักงานครัวหรือเสิร์ฟบางครั้งต้องเบิกล่วงหน้า OD จึงกลายเป็นกันชนสำคัญ

ค่าเดลิเวอรี/บรรจุภัณฑ์ – การสั่งล็อตใหญ่เพื่อลดต้นทุนต้องใช้เงินสด OD ช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้น

ค่าน้ำ–ไฟ–แก๊ส – ค่าใช้จ่ายประจำที่ขาดไม่ได้

ทำการตลาดสั้น ๆ – Flash Sale, 1 แถม 1, โปรเดลิเวอรี → ใช้ OD สำรองจ่ายทันที

Insight: ทำไม OD เหมาะกับร้านอาหาร?

สอดคล้องรอบเงินสด – ร้านอาหารได้เงินสดเร็ว แต่ค่าใช้จ่ายก็เกิดทุกวัน OD เป็นสะพานเชื่อมที่ยืดหยุ่นที่สุด

ดอกเบี้ยคิดรายวัน – ใช้เมื่อไหร่ เสียดอกเบี้ยเฉพาะตอนนั้น ถ้าคืนเร็ว ดอกเกือบเป็นศูนย์

หมุนได้หลายรอบ – ต่างจากสินเชื่อระยะยาว (Term Loan) ที่กู้ครั้งเดียวแล้วผ่อน OD ใช้–คืนได้ตลอดอายุสัญญา

ไม่ผูกหนี้ยาว – เหมาะกับธุรกิจยอดขายไม่แน่นอน เช่น ร้านย่านออฟฟิศที่วันธรรมดาคนเยอะ แต่วันหยุดอาจเงียบ

วิเคราะห์ข้อดี–ข้อเสียของการใช้วงเงิน OD

ข้อดี

ยืดหยุ่นสูง ดึงใช้เมื่อจำเป็น คืนเมื่อมีกระแสเงินสด

ดอกเบี้ยไม่บวม หากวางแผนโปะคืนเร็ว

ช่วยรักษาความต่อเนื่อง ไม่ให้ร้านสะดุดแม้เงินสดเข้าช้า

ข้อเสีย

หากใช้ OD ไปลงทุนยาว เช่น รีโนเวทร้านใหญ่หรือซื้อเครื่องจักร → จะเจอปัญหาดอกเบี้ยบวม เพราะต้นเงินไม่ลด

วินัยการเงินสำคัญมาก หากใช้ต่อเนื่องแต่ไม่โปะคืน อาจกลายเป็นภาระหนี้ถาวร

ธนาคารบางแห่งอาจขอต่ออายุปีต่อปี → เจ้าของร้านต้องแสดงรายได้และกระแสเงินสดสม่ำเสมอ

???? สรุป: OD เหมาะสำหรับ “หมุนเงิน” ไม่เหมาะใช้ลงทุนก้อนใหญ่

เคสจริง: ร้านอาหาร SME ปี 2568

ลูกค้ารายหนึ่ง (ขอไม่เปิดเผยชื่อ) มีร้านอาหารตามสั่งย่านชานเมือง รายได้หลักจากออร์เดอร์เดลิเวอรี เงินจากแพลตฟอร์มโอนทุก 15 วัน แต่ค่าใช้จ่ายวัตถุดิบต้องจ่ายทุกวัน

ปัญหา: เงินสดไม่พอหมุนระหว่างรอการโอน
วิธีแก้: ใช้วงเงิน OD 500,000 บาท ดึงมาใช้ทุกสัปดาห์สำหรับค่าวัตถุดิบและค่าแรง → เมื่อเงินจากแพลตฟอร์มเข้ามาก็โปะคืนทันที
ผลลัพธ์: เสียดอกเบี้ยเฉลี่ยเพียง 3,200 บาท/เดือน แต่สามารถรับออร์เดอร์ได้ครบ ยอดขายโต 20% ใน 6 เดือน

ตัวเลขสำคัญปี 2568

ดอกเบี้ย OD SME เฉลี่ย: 7.5%–11% ต่อปี (คิดรายวัน)

เงื่อนไขมาตรฐาน: ต้องมีนิติบุคคล งบการเงิน และ Statement 6 เดือนขึ้นไป

ตัวช่วย: หากไม่มีหลักทรัพย์ → ใช้การค้ำประกันจาก บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม)

เช็กลิสต์เอกสารขอสินเชื่อ SME แบบ OD

หนังสือรับรองนิติบุคคล (ไม่เกิน 3 เดือน)

งบการเงินย้อนหลัง 1–2 ปี

Bank Statement 6–12 เดือน

รายงานยอดขาย POS / รายงานจากเดลิเวอรีแพลตฟอร์ม

แผนธุรกิจย่อ ๆ ที่เน้นรอบกระแสเงินสด

สรุป

สำหรับร้านอาหาร SME ในปี พ.ศ. 2568 วงเงินหมุนเวียน (OD) ถือเป็น สินเชื่อไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ที่เหมาะที่สุด เพราะช่วยให้เจ้าของร้านผ่านพ้นช่วงที่เงินสดสะดุด ใช้ได้ตรงจุดกับค่าใช้จ่ายประจำและการตลาดระยะสั้น

แต่เจ้าของร้านต้องเข้าใจว่า OD คือเครื่องมือหมุนเงิน ไม่ใช่เงินลงทุน หากใช้ตามกลยุทธ์ “ดึง–โปะ–หมุน” วงเงิน OD จะเป็นเพื่อนคู่คิดที่ช่วยให้ร้านเติบโตได้อย่างมั่นคง

???? หากคุณเป็นเจ้าของร้านอาหาร SME ที่กำลังมองหาทางออกเรื่องสภาพคล่อง ลองศึกษาและรับคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่ www.easycashflows.com

31


ทำไม “ปี 2568” คือจังหวะต้องคิดเรื่องรีไฟแนนซ์และแหล่งเงินทุนให้จริงจัง

ปี 2568 เป็นปีที่ผู้ประกอบการจำนวนมากต้อง “จัดระเบียบโครงสร้างหนี้” ใหม่ เพราะแม้คณะกรรมการนโยบายการเงินปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ 1.50% เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2568 แต่ธนาคารยังคงคัดกรองสินเชื่อsme เข้มเพื่อบริหารความเสี่ยง นั่นแปลว่าการย้ายหนี้ รีไฟแนนซ์สินเชื่อธุรกิจ จะ “คุ้ม” ต่อเมื่อแฟ้มข้อมูลของเราทำให้ผู้ให้กู้ “อ่านรอบเดียวเชื่อ” ว่าธุรกิจผ่อนไหวจริง มีรายได้ตรวจสอบได้ และใช้เงินกู้ถูกงาน ไม่ใช่แค่หวัง “ดอกต่ำ” อย่างเดียวเท่านั้น

ด้านคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ ภาพรวมไตรมาส 2/2568 ของระบบธนาคารไทยยังสะท้อนว่า สินเชื่อ SME และรายย่อยหดตัว ขณะที่กลุ่มบริษัทใหญ่ยังขยายตัว นั่นยิ่งย้ำว่ากุญแจอยู่ที่ “วินัยบัญชี + หลักฐานดีมานด์ + โครงสร้างหนี้ที่อ่านง่าย” ก่อนยื่นขอรีไฟแนนซ์หรือวงเงินใหม่ใด ๆ, ไม่เช่นนั้นดีลจะไม่ลงล็อกแม้อัตรานโยบายจะลดลงก็ตาม.


Case ที่เคยมาปรึกษา: จาก “หนี้แพงหลายก้อน” สู่พอร์ตใหม่ที่เบากว่าและคุมได้

เคสโรงงานรับจ้างผลิต  ยอดขายเฉลี่ย 1.3–1.5 ล้านบาท/เดือน แต่พอร์ตหนี้ “หลายก้อนเล็ก” ทั้งบัตร/สินเชื่อบุคคล/OD ที่ถูกลากยาว ทำให้ ค่างวดรวม ~150,000 บาท/เดือน และกระแสเงินสดตึงทุกครั้งที่ลูกค้าจ่าย T+60
ทีมเราเริ่มจาก 3 ขั้น:

ทำ “สุขภาพหนี้” (Debt Health Check) แยกหนี้แพง–หนี้ลาก–หนี้ที่ดอกแท้จริงสูง (EIR)

ออกแบบโครงสร้างใหม่: ย้ายหนี้แพงไปเป็น เทอมโลนดอกต่ำ + งวดยาวขึ้น และกำหนดวินัยใช้ OD เฉพาะช่วงเงินขาดระยะ พร้อมเปิดทางเลือก แฟคตอริ่งเฉพาะบิลลูกค้าองค์กรที่คุ้ม

จัดแฟ้มยื่นแบบ “อ่านรอบเดียวเชื่อ”: งบ/Statement 12 เดือน, PO/สัญญาลูกค้าหลัก, แผนเงินเข้า–เงินออก และ DSCR ก่อน/หลังปรับ

ผลลัพธ์ 90 วัน: ค่างวดเฉลี่ยต่อเดือนลดลง ~30–35% เงินกันชนรายเดือนเพิ่ม และไลน์ผลิตไม่สะดุดช่วงรอรับชำระ ทำให้สามารถรับออเดอร์ใหม่โดยไม่ต้องลาก OD เต็มเพดาน

บทเรียน: ปี 2568 ไม่ใช่ปีของการ “ล่าดอกต่ำ” อย่างเดียว แต่คือปีของการ “รีไฟแนนซ์ + จัดพอร์ตแหล่งเงินทุน” ให้สอดคล้องลักษณะรายได้ของกิจการ และส่งสัญญาณความน่าเชื่อถือแก่ผู้ให้กู้ในสภาวะคัดกรองเข้ม (ตามรายงาน Credit Conditions Report และสรุปภาคธนาคารไตรมาส 2/2568 ของ ธปท.).


วิเคราะห์เชิงลึก: รีไฟแนนซ์อย่างไรให้ “คุ้มจริง” ในปี 2568 (Framework 3 มุม)
(1) มุมต้นทุน: ลด EIR ของพอร์ต ไม่ใช่ดูแค่ “ดอกประกาศ”

ย้ายหนี้ดอกแพง/มีค่าธรรมเนียมซ่อน ไปสู่ รีไฟแนนซ์สินเชื่อธุรกิจ แบบเทอมโลนดอกต่ำ–ค่างวดเหมาะสม

เลิกลาก OD ยาว ๆ ให้กลายเป็น “เครื่องมือช่วงสั้น” เท่านั้น และใช้ แฟคตอริ่ง กับบิลลูกค้าองค์กรที่เครดิตดี–วันจ่ายชัด (คำนวณให้คุ้มกว่า OD)

ปัจจัยแวดล้อมปี 2568: ดอกนโยบายลดลง แต่ธนาคารยังพิจารณาความเสี่ยงเข้ม—ดีลที่ได้ดอกแข่งขันได้ จะเกิดเมื่อเราพิสูจน์ รายได้ตรวจสอบได้–วินัยทางการเงิน–หลักประกัน/ธุรกรรมที่จับต้องได้ ตามบรรยากาศในรายงานสินเชื่อของ ธปท.
Bot

(2) มุมสภาพคล่อง: ตั้งเป้า DSCR ≥ 1.2 ในฉากทัศน์ฐาน–แย่

จำลองงบกระแสเงินสด “ฐาน/แย่” (ยอดขายลดลง 10–20%) ให้ DSCR ≥ 1.2 เพื่อกันความผันผวนจากรอบจ่ายลูกค้า/วัตถุดิบขึ้นราคา

หาก DSCR ต่ำกว่าเป้า: เพิ่มเงินดาวน์, ยืดงวด, หรือปรับลำดับลงทุน/รับรู้งานก่อนเริ่มภาระงวด

เคล็ดลับ: ถ้าธุรกิจ B2B ที่รับเงินแบบ T+30/60/90 ให้ “จับคู่เงินกู้กับงาน” เช่น เทอมโลน = ทรัพย์ยืนยาว (เครื่องจักร) / OD+แฟคตอริ่ง = ช่องว่างเงินสดระหว่างรอเก็บ เพื่อไม่ให้งบดอกเบี้ยบาน

(3) มุมความเสี่ยง: ทำ “แฟ้มอ่านรอบเดียวเชื่อ” + เคารพหลัก Responsible Lending

แนบ PO/LOA/สัญญา ของลูกค้าหลัก + ประวัติรับชำระย้อนหลัง เพื่อให้ผู้ให้กู้ประเมินความเสี่ยงได้จริง

สรุปผู้บริหาร 1 หน้า: วัตถุประสงค์รีไฟแนนซ์, งวดเดิม/ใหม่, DSCR ก่อน/หลัง, แผนลด OD, ไทม์ไลน์เงินเข้า

ทำความเข้าใจหลักเกณฑ์ “Responsible Lending” ล่าสุดของ ธปท. (ปรับปรุงปี 2568) ซึ่งกำหนดมาตรฐานการเปิดเผยเงื่อนไขและแนวการช่วยเหลือลูกหนี้—สิ่งนี้ช่วยให้เราเทียบดีลได้แบบ apples-to-apples และป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนในระยะยาว.


ขั้นตอนลงมือ (เช็กลิสต์ 1–2 สัปดาห์แรก)
1) ทำ “ผังหนี้” ให้ครบถ้วน

รวบยอด: วงเงินคงเหลือ, ดอกแท้จริง (EIR), ค่างวด/เดือน, หลักประกัน, ค่าปรับ/ค่าปิดก่อนกำหนด

2) ออกแบบพอร์ตใหม่ (Target Structure)

ก้อนลงทุน (เครื่องจักร/รีโนเวท): เทอมโลน (ค่างวดเสถียร)

ก้อนหมุนเวียน (ช่องว่างรอ T+30/60/90): OD ขนาดพอดี + แฟคตอริ่งเฉพาะบิลที่คุ้ม

จำลอง DSCR/DSR ฐาน–แย่ ให้ผ่านเกณฑ์ก่อนเปิดดีล

3) ทำ Mandate Sheet ที่ “ต้องการจริง”

เพดานดอกเฉลี่ย, งวด, ค่าธรรมเนียมทั้งหมด, เงื่อนไขสำคัญ (covenant, cross default, grace/step-up) เพื่อใช้เทียบหลายสถาบัน

4) จัดแฟ้มยื่นแบบมืออาชีพ

Statement 6–12 เดือน, งบการเงินล่าสุด, ภาพไลน์ผลิต/ใบอนุญาต

หลักฐานดีมานด์ (PO/สัญญา) + ตารางเงินสด 12 เดือน + แผนลด OD

อธิบาย “ประโยชน์ทางการแข่งขัน” หลังรีไฟแนนซ์ (lead time, defect, capacity, margin)

5) ยื่นและเทียบข้อเสนอ “อย่างน้อย 2–3 แหล่งเงินทุน”

ธนาคาร/นอนแบงก์/สถาบันเฉพาะกิจ—ดูทั้ง “ดอก+ค่าธรรมเนียมรวม” และ สิทธิในสัญญา ไม่ใช่ดูแต่ดอกประกาศ

บริบทช่วยตัดสินใจ: นโยบายดอกเบี้ยที่ 1.50% เป็น tailwind ต่อการเจรจา แต่อำนาจต่อรองจริงอยู่ที่ “คุณภาพเคส” เพราะฝั่งผู้ให้กู้ยังอ่านความเสี่ยง SME อย่างระมัดระวังในปีนี้.


ตัวอย่างคำนวณ

ตัวอย่าง A – ร้านอาหาร (ลดดอกเฉลี่ย):
เดิม: สินเชื่อ SME 2 ล้านบาท ดอก 8% → ดอกต่อปี ~160,000 บาท
ดีลใหม่: ดอก 5% → ดอกต่อปี ~100,000 บาท ประหยัด ~60,000 บาท/ปี (ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมย้าย)
ถ้าค่าย้ายรวม ~20,000 บาท จุดคุ้มทุน ~4 เดือนแรก จากนั้นคือกำไรสุทธิด้านดอก

ตัวอย่าง B – โรงงานชิ้นส่วน (ลดค่างวดเพื่อ DSCR):
เดิม: ค่างวด ~150,000 บาท/เดือน (DSCR ฐาน ~1.1)
หลังรีไฟแนนซ์ + ยืดงวด: ค่างวด ~100,000 บาท/เดือน (DSCR ฐาน ~1.6)
ผล: เงินกันชนเพิ่ม ~50,000 บาท/เดือน รองรับรอบจ่าย T+60 โดยไม่ต้องลาก OD เต็ม

ตัวอย่าง C – ร้านค้าออนไลน์ (เพิ่มวงเงินหมุนทันฤดูกาล):
เดิม: วงเงิน 1.0 ล้าน หมุนไม่ทันฤดูกาลพีก
ใหม่: รีไฟแนนซ์ + วงเงินเพิ่ม 1.5 ล้าน โดย DSCR ยัง ≥ 1.2 เพราะออกแบบงวดไม่ให้บีบสภาพคล่องเกินไป

หมายเหตุ: ตัวเลขเป็นตัวอย่างเพื่อการอธิบาย หลักคือดู ประโยชน์สุทธิหลังค่าธรรมเนียม และคุม DSCR/สภาพคล่อง ให้ปลอดภัย

แหล่งเงินทุนที่ “ผสมให้ถูกงาน” (เพื่อชนะทั้งต้นทุนและวินัย)

เทอมโลน (ระยะกลาง–ยาว): ใช้กับทรัพย์ยืนยาว (เครื่องจักร/รีโนเวท) – ค่างวดเสถียร, มองเห็น DSCR ชัด

OD (เบิกเกินบัญชี): ปิด/ลดเป็นรอบ ๆ ไม่ลากยาว เพื่อกันดอกบาน

แฟคตอริ่ง: เร่งเงินเข้าจากใบแจ้งหนี้ลูกค้าองค์กรที่เครดิตดี–วันจ่ายชัด (เลือกเฉพาะใบที่ EIR คุ้มกว่า OD)

วงเงินโครงการ (Project-based): เมื่อมี PO/สัญญาระยะกลาง–ยาว จับคู่กับเทอมโลนเพื่อลดดอกเฉลี่ย

แนวโน้มปี 2568 จากรายงานเครดิตของ ธปท. ชี้ว่าเมื่อผู้กู้โชว์ “รายได้ตรวจสอบได้ + วินัยบัญชี + การจับคู่เครื่องมือถูกงาน” ธนาคารพร้อมเปิดโต๊ะเจรจาเงื่อนไขที่เหมาะสมมากกว่าการดู “ดอกต่ำ” แบบทั่วไป.
Bot

สรุป

รีไฟแนนซ์สินเชื่อธุรกิจ ในปี 2568 คือการ “ออกแบบพอร์ตหนี้ใหม่ทั้งระบบ” ไม่ใช่แค่ย้ายสถาบัน เพื่อให้ต้นทุนลดจริง สภาพคล่องดีขึ้น และความเสี่ยงอ่านง่ายในสายตาผู้ให้กู้ ใช้กรอบ 3 มุม (ต้นทุน–สภาพคล่อง–ความเสี่ยง), จัดแฟ้ม “อ่านรอบเดียวเชื่อ”, และผสม แหล่งเงินทุน ให้ถูกงาน (เทอมโลน/OD/แฟคตอริ่ง/วงเงินโครงการ)
หากต้องการทีมมืออาชีพช่วยวิเคราะห์ DSCR/DSR, ทำ Mandate Sheet เทียบข้อเสนอหลายสถาบัน และจัดพอร์ตแหล่งเงินทุนให้เหมาะกับธุรกิจคุณ—
ติดต่อ/ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.easycashflows.com

32


 emo34 ปัญหาเงินขาดมือในธุรกิจก่อสร้าง

ผู้รับเหมาก่อสร้างจำนวนมากเผชิญปัญหาคล้ายกัน คือ เงินออกก่อน เงินเข้าช้า เพราะโครงสร้างงานก่อสร้างต้องจ่ายแรงงาน วัสดุ และผู้รับเหมาช่วงทันที แต่รายรับกลับถูกผูกไว้กับ งวดงาน–งวดเงิน ตามที่เจ้าของโครงการกำหนด บวกกับเงื่อนไข Retention (เงินประกันผลงานที่ถูกหักไว้ 5–10%) ยิ่งทำให้สภาพคล่องตึงมือ

 emo57 เมื่อถึงจุดนี้ หลายกิจการจึงหันมาใช้ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ โดยเฉพาะ สินเชื่อไม่มีหลักประกัน ที่อิงเอกสารสัญญาโครงการ (BOQ, Payment Certificate, TOR) แทนการใช้ทรัพย์สินส่วนตัวค้ำ เพื่อให้ธุรกิจเดินต่อได้โดยไม่สะดุด

วงเงินหมุนเวียน (OD) กับเงินลงทุน: ทำไมต้องแยกให้ชัด

หนึ่งในข้อผิดพลาดที่ผู้รับเหมามักทำคือ ใช้วงเงินเดียวกันทั้งสำหรับ “ค่าใช้จ่ายหมุนเวียน” และ “การลงทุนระยะยาว” ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดภาระดอกเบี้ยที่ไม่จำเป็น

1. วงเงินหมุนเวียน (OD / Revolving Credit)

เหมาะกับรายจ่ายระยะสั้น เช่น ค่าแรงประจำ, ค่าวัสดุประจำสัปดาห์, ค่าน้ำไฟไซต์งาน

ตั้งวงเงินโดยคำนวณจาก ค่าใช้จ่ายคงที่รายเดือน × 1–1.5 เท่า + Buffer 10–20%

จุดเด่น: เสียดอกเบี้ยเฉพาะยอดที่ใช้จริง และหมุนได้หลายรอบ

2. Working Capital (อิงสัญญาโครงการ)

เหมาะกับโครงการที่มีตารางงวดงาน–งวดเงินชัดเจน

ใช้ Payment Certificate และเอกสารโครงการเป็นหลักฐานขอวงเงิน

วงเงินส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 1.5–2.0 ล้านบาทขึ้นไป สำหรับโครงการขนาดกลาง

ช่วยเชื่อมให้ธุรกิจรอเงินโครงการได้อย่างมั่นใจ

3. Advance Payment Bond (ถ้ามี)

ถ้าเจ้าของงานจ่ายเงินล่วงหน้า ต้องมี หนังสือค้ำประกัน (Bond)

ควรแยกวงเงินนี้ออกจาก OD/Working Capital เพื่อไม่ให้กระทบสภาพคล่อง

 emo55 Insight ผู้เชี่ยวชาญ: การแยกวงเงินให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ช่วยให้ธนาคารมั่นใจว่าธุรกิจมีระบบบริหารการเงินที่เป็นมืออาชีพ และลดความเสี่ยงการใช้ผิดประเภท ซึ่งเป็นหนึ่งในเกณฑ์สำคัญของการอนุมัติ สินเชื่อ SME วงเงินสูง

ตัวอย่าง: ผู้รับเหมางานโครงการถนน

สมมติผู้รับเหมารับงานก่อสร้างถนน 2 โครงการ มูลค่า 12 ล้านบาท มีตารางเบิกงวดทุก 2 เดือน

Pain Point: ต้องจ่ายค่าแรงและค่าวัสดุรวมเดือนละ ~800,000 บาท

เบิกงวดได้ก็ต่อเมื่อวิศวกรออก ใบรับรองงวดงาน (Payment Certificate)

ยังมี Retention 10% ที่ถูกหักไว้ปลายโครงการ

Solution: ขอ OD 1 ล้านบาท → ครอบคลุมค่าแรง/วัสดุรายเดือน + buffer

ขอ Working Capital 2 ล้านบาท → ผูกวงเงินกับ Payment Certificate ของแต่ละงวด

แยก Advance Payment Bond ไว้ต่างหาก (หากเจ้าของงานจ่ายเงินล่วงหน้า)

ผลลัพธ์:
ธุรกิจสามารถเดินงานต่อเนื่อง ไม่เสียเครดิตกับผู้รับเหมาช่วงและแรงงาน พร้อมสร้างความน่าเชื่อถือในการยื่นงานใหม่ ๆ

ข้อควรระวังในการใช้สินเชื่อเพื่อธุรกิจไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันสำหรับผู้รับเหมาก่อสร้าง

วงเงินอาจไม่สูงเท่าสินเชื่อที่ใช้หลักทรัพย์ค้ำ
→ แต่ข้อดีคือเข้าถึงเร็ว ไม่ต้องผูกทรัพย์สินส่วนตัว

ต้องมีเอกสารครบถ้วน
เช่น สัญญา, BOQ, TOR, Payment Certificate, Statement และหลักฐาน Retention

ต้องรักษาวินัยทางการเงิน
หากธนาคารเห็นการหมุน OD หลายบัญชีโดยไม่โปะคืน → จะถูกมองว่าเสี่ยง

ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย
ถึงแม้ดอกเบี้ย OD จะคิดรายวัน แต่ถ้าไม่บริหารการโปะคืน → จะบานปลายได้ง่าย

กลยุทธ์เพิ่มโอกาสอนุมัติในปี 2568

ปี พ.ศ. 2568 ธนาคารไทยมีแนวทาง Responsible Lending ที่เข้มงวดขึ้น โดยเน้นประเมินจากความสามารถในการชำระหนี้จริง แทนที่จะพึ่งพาหลักทรัพย์เพียงอย่างเดียว ผู้รับเหมาควร:

จัดทำ กระแสเงินสด (Cash Flow) รายโครงการชัดเจน

แนบเอกสาร Payment Certificate ย้อนหลัง อย่างน้อย 2–3 งวด

แสดงหลักฐาน Retention ที่จะได้รับคืนเมื่อสิ้นสุดโครงการ

ใช้ Statement ธุรกิจแยกจากบัญชีส่วนตัว

✅ การเตรียมข้อมูลเหล่านี้ทำให้ผู้ประกอบการก่อสร้างเข้าถึง สินเชื่อเพื่อธุรกิจรับเหมา ได้ง่ายขึ้น และเพิ่มโอกาสในการขอวงเงินสูงแม้ไม่มีหลักประกัน

สรุป: แยกวงเงินให้ถูกประเภท = รอดเกมก่อสร้าง

ธุรกิจก่อสร้างในปี 2568 ต้องการทั้งสภาพคล่องและความน่าเชื่อถือ การแยกวงเงินหมุนเวียนกับเงินลงทุนอย่างชัดเจน ช่วยให้ธุรกิจเดินงานได้ต่อเนื่อง ไม่สะดุดกลางคัน และยังเพิ่มความมั่นใจแก่ธนาคารในการปล่อยกู้

OD เหมาะกับค่าใช้จ่ายระยะสั้น

Working Capital เหมาะกับโครงการตามสัญญา

Advance Payment Bond ต้องแยกออกมาเพื่อไม่ให้กดดันสภาพคล่อง

คลิ๊กที่นี่เพื่ออ่านเนื้อหาสินเชื่อกับธุรกิจ ตัวอย่างสินเชื่อธุรกิจSMEไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

 emo57 หากคุณคือผู้รับเหมาก่อสร้างที่กำลังหาทางออกเรื่องเงินทุน อย่ารอให้ปัญหาเงินสดสะดุดโครงการ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้าน สินเชื่อเพื่อธุรกิจ และหาทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับคุณได้ที่
 www.easycashflows.com

33

 emo32

ในปี พ.ศ. 2568 ผู้ประกอบการ SME ไทยจำนวนมากกำลังอยู่ในจังหวะ “ลงทุนครั้งใหญ่” ไม่ว่าจะเป็นการรีโนเวตร้านเก่า ซื้อเครื่องจักรใหม่ หรือการเปิดสาขาแรกเพื่อขยายธุรกิจ แต่คำถามสำคัญที่เจ้าของกิจการต้องตอบให้ได้คือ “ควรเลือกสินเชื่อแบบไหน ถึงจะคุ้มและปลอดภัยต่อกระแสเงินสด?”

หลายคนคุ้นกับการใช้ วงเงินหมุนเวียน (OD) สำหรับหมุนซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าแรง หรือจัดการค่าใช้จ่ายรายวัน แต่เมื่อถึงเวลาลงทุนในสินทรัพย์ที่มีอายุการใช้งานยาวนาน OD อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด ทางเลือกที่ SME จำนวนมากหันมาใช้แทนคือ Term Loan / Working Capital โดยเฉพาะในรูปแบบ สินเชื่อsmeไม่มีหลักประกันน ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ไม่มีที่ดินหรืออาคารไว้ใช้ค้ำ

เข้าใจโครงสร้าง: Term Loan / Working Capital คืออะไร?

Term Loan หรือสินเชื่อแบบผ่อนรายเดือน คือการกู้เงินก้อนจากธนาคารและชำระคืนเป็นงวดทุกเดือน โดยประกอบด้วยเงินต้นและดอกเบี้ย คล้ายการผ่อนบ้านหรือรถ

แตกต่างจาก OD (Overdraft) ที่สามารถดึงมาใช้เมื่อจำเป็นและโปะคืนเมื่อมีเงินเข้า แต่ OD จะมีต้นทุนดอกเบี้ยสูงกว่าหากค้างยอดไว้นาน

ในปี 2568 หลายธนาคารเริ่มปล่อย สินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ในรูปแบบ Term Loan วงเงิน 1–5 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการที่มีเครดิตและกระแสเงินสดชัดเจน

???? Insight: ถ้าเป็นการลงทุนในของที่จะอยู่กับคุณหลายปี (เช่น เครื่องชงกาแฟ, ตู้แช่, ระบบ POS) Term Loan คือโครงสร้างที่เหมาะกว่า สินเชื่อod

ใช้กับอะไรได้บ้าง?

สินเชื่อ sme ไม่มีหลักทรัพย์ 2568 ในรูปแบบ Term Loan มักใช้สำหรับค่าใช้จ่ายที่สร้างมูลค่าในระยะยาว เช่น

รีโนเวตร้านอาหารหรือคาเฟ่

ซื้ออุปกรณ์หรือเครื่องจักรใหม่

ลงทุนระบบหลังบ้าน เช่น โปรแกรมจัดการสต๊อกหรือซอฟต์แวร์บัญชี

เปิดสาขาแรกหรือสาขาเพิ่มเติม

เคล็ดลับการจับคู่

ซื้อเครื่องชงกาแฟ อายุใช้งานเฉลี่ย 5 ปี → ควรกู้แบบ 3–5 ปี

รีโนเวตร้าน (อายุการใช้งาน 3 ปีเริ่มเสื่อม) → ควรกู้แบบ 3 ปี

ตัวชี้วัดที่ธนาคารใช้: DSCR สำคัญกว่า “ยอดขาย”

แม้ธุรกิจคุณจะมียอดขายสูง แต่ธนาคารจะมองลึกไปกว่านั้น โดยใช้ตัวเลข DSCR (Debt Service Coverage Ratio) ในการวัด

สูตร:
DSCR = กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ÷ ภาระหนี้ที่ต้องจ่ายต่อเดือน

ถ้า DSCR ≥ 1.2–1.3 → ธนาคารมองว่าปลอดภัย

ถ้า DSCR < 1 → ธนาคารมองว่าคุณมีความเสี่ยง แม้มียอดขายสูง แต่จ่ายหนี้ไม่ไหว

???? ตัวอย่าง:

ธุรกิจมีกระแสเงินสดสุทธิ 150,000 บาท/เดือน และมีค่างวด 120,000 บาท → DSCR = 1.25 (ผ่านเกณฑ์)

ถ้าลงทุนเพิ่มจนค่างวดเป็น 160,000 บาท → DSCR = 0.93 (ต่ำกว่า 1) ธนาคารจะปฏิเสธทันที

วิเคราะห์ข้อดี–ข้อเสีย
ข้อดีของ Term Loan สำหรับ SME

ได้เงินก้อนใหญ่ เหมาะกับการลงทุนที่คืนประโยชน์ระยะยาว

แผนการผ่อนชัดเจน ช่วยวางแผนกระแสเงินสดง่าย

เหมาะกับสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ยาวหลายปี

ข้อเสีย

ต้องผ่อนงวดทุกเดือน ไม่ว่าจะขายได้หรือไม่

หากตั้งอายุเงินกู้ไม่เหมาะสม อาจทำให้จ่ายดอกเบี้ยเกินจำเป็น

วงเงินอาจไม่สูงเท่าสินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ค้ำ

กลยุทธ์เชิงลึก: เลือกกู้ให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ธุรกิจ

ผู้ประกอบการที่ต้องการใช้ สินเชื่อ SME วงเงินสูง ควรพิจารณาเรื่องต่อไปนี้:

จับคู่สินเชื่อกับประเภทการลงทุน

ของใช้สั้น (วัตถุดิบ, ค่าแรง) → OD หรือสินเชื่อระยะสั้น

ของใช้นาน (เครื่องจักร, รีโนเวต, เปิดสาขา) → Term Loan

วิเคราะห์ DSCR ก่อนยื่นกู้

ทำ Cash Flow Projection 12–24 เดือน

ให้แน่ใจว่าหลังจากกู้ DSCR ยัง ≥ 1.2

ใช้ข้อมูลทางเลือกสร้างเครดิต

ในปี 2568 ธนาคารไทยหลายแห่งเริ่มใช้ Alternative Credit Scoring เช่น ข้อมูลการใช้ e-Payment, รายงานยอดขาย POS

การแสดงข้อมูลเหล่านี้ช่วยเพิ่มโอกาสอนุมัติสินเชื่อ sme ไม่มีหลักทรัพย์ 2568

กรณีศึกษา: ร้านกาแฟคุณนัท

คุณนัทต้องการเปิดสาขาใหม่ ใช้เงินรวม 1,000,000 บาท (รีโนเวต 400,000 + เครื่องชงกาแฟและอุปกรณ์ 600,000)

ทางเลือก OD: ดอกเบี้ยคิดรายวัน เสี่ยงถ้าไม่โปะคืน → ไม่เหมาะกับการลงทุนที่ใช้นาน

ทางเลือก Term Loan 5 ปี: ผ่อนงวดละ ~22,000 บาท → สอดคล้องกับรายได้จากสาขาใหม่ที่คาดว่าจะคืนทุนภายใน 2 ปี

ผลลัพธ์: สาขาใหม่เปิดทันเวลา ไม่กระทบเงินหมุนของสาขาเก่า และพิสูจน์ว่า การเลือกสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันในรูปแบบ Term Loan สามารถสร้างโอกาสโตได้จริง

สรุป: ใช้กลยุทธ์การเงินที่ถูกต้องเพื่อโตอย่างมั่นคง

ในปี 2568 ที่เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอน การเลือกโครงสร้างสินเชื่อที่ถูกต้องคือหัวใจของการเติบโต SME

ของที่ใช้สั้น = ใช้ OD

ของที่ใช้ยาวหลายปี = ใช้ Term Loan

รักษา DSCR ≥ 1.2–1.3 → ธุรกิจจะอยู่ในโซนปลอดภัย

การเลือก สินเชื่อsmeไม่มีหลักทรัพย์2568  ที่เหมาะสม จะช่วยให้ธุรกิจได้วงเงินสูงโดยไม่ต้องเสี่ยงเอาทรัพย์สินไปค้ำ

???? หากคุณกำลังมองหาสินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรืออยากวางแผนโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสม สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.easycashflows.com

34

 emo38 ลองนึกภาพตาม: ร้านกาแฟที่กำลังขยายสาขา

สมมุติว่าคุณเป็นเจ้าของร้านกาแฟที่ขายดีจนมีแผนเปิดสาขาใหม่ในปี 2568 เมื่อเดินเข้าไปคุยกับธนาคาร สิ่งแรกที่เจ้าหน้าที่ขอไม่ใช่ Business Plan ที่คุณตั้งใจเขียน แต่คือ “งบการเงินย้อนหลัง”

ทำไม? เพราะสำหรับธนาคาร งบการเงินไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกระดาษ แต่คือหลักฐานความน่าเชื่อถือ ในการขอ สินเชื่อ sme โดยเฉพาะถ้าเป็น สินเชื่อsmeไม่ใช้ทรัพย์ค้ำงบการเงินย้อนหลังยิ่งสำคัญมาก

งบการเงินย้อนหลังคืออะไร และธนาคารดูอะไรบ้าง?

โดยทั่วไป ธนาคารจะขอดูงบการเงินย้อนหลัง 1–2 ปี เพื่อประเมินสุขภาพธุรกิจ ข้อมูลหลักที่ถูกวิเคราะห์ ได้แก่:

1. งบกำไรขาดทุน (Profit & Loss Statement)

▶ ดูรายได้และกำไรสุทธิ ธุรกิจโตต่อเนื่องหรือไม่ และควบคุมต้นทุนได้ดีแค่ไหน

2. งบดุล (Balance Sheet)

▶ สะท้อนทรัพย์สิน หนี้สิน และทุน ใช้คำนวณ D/E Ratio (Debt-to-Equity) เพื่อวัดว่าธุรกิจพึ่งพาหนี้มากเกินไปหรือไม่

3. งบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement)

▶ วัดความจริงจัง ถ้ามีกำไรแต่เงินสดไหลออกมากกว่าเข้า ธนาคารจะกังวลเรื่องการจ่ายหนี้

???? พูดง่าย ๆ งบการเงินคือ “เครื่องแปลภาษา” ระหว่างผู้ประกอบการกับธนาคาร เพื่อพิสูจน์ว่าธุรกิจมีรายได้จริงและมีศักยภาพผ่อนหนี้

Storytelling: ธุรกิจ A vs ธุรกิจ B
ธุรกิจ A – ผ่านฉลุย

คุณมณี เจ้าของโรงงานบรรจุภัณฑ์ ยื่นงบการเงินย้อนหลังครบถ้วน 2 ปี ธนาคารพบว่า:
▶ กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นปีละ 15%
▶ D/E ratio = 1.5 (อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย)
▶ DSCR = 1.4 → มีเงินสดเหลือจ่ายหนี้สบาย

ผลลัพธ์: ได้อนุมัติ สินเชื่อsme วงเงินสูง 20 ล้านบาท ด้วยดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาด

ธุรกิจ B – ถูกปฏิเสธ

คุณสมชาย เจ้าของกิจการขนส่ง มีรายได้สูงจริง แต่ใช้บัญชีส่วนตัวปนกับบัญชีธุรกิจ ทำให้งบสะท้อนกำไรต่ำกว่าความจริง

ผลลัพธ์: ธนาคารปฏิเสธการปล่อยกู้ เพราะไม่มั่นใจในความมั่นคงของกระแสเงินสด

???? บทเรียน: “งบการเงินที่โปร่งใส” มีน้ำหนักมากกว่าคำพูด

ธนาคารวิเคราะห์อะไรจากงบการเงินย้อนหลัง?

รายได้ต่อเนื่อง
▶ ธนาคารชอบธุรกิจที่มียอดขายสม่ำเสมอ เช่น ร้านกาแฟที่ยอดขายโตเฉลี่ย 10% ต่อปี ดีกว่าธุรกิจที่รายได้เหวี่ยงตามฤดูกาล

กำไรขั้นต้นและสุทธิ
▶ ขายดีไม่พอ ต้องมีกำไรจริงด้วย หากต้นทุนสูงจนกำไรต่ำ ธนาคารจะมองว่าธุรกิจไม่ยั่งยืน

หนี้สินต่อทุน (D/E Ratio)
▶ เกณฑ์ทั่วไป D/E ไม่ควรเกิน 2:1 ถ้าเกิน ธนาคารมองว่าแบกรับหนี้มากเกินไป

DSCR (Debt Service Coverage Ratio)
▶ สูตร: DSCR = กระแสเงินสด ÷ ภาระหนี้
▶ ธนาคารอยากเห็น ≥ 1.2 เพื่อมั่นใจว่ามี buffer จ่ายหนี้

ความโปร่งใสด้านภาษี
▶ งบการเงินต้องตรงกับข้อมูล e-Tax และเอกสารภาษี ธนาคารปี 2568 ใช้ระบบดิจิทัลตรวจสอบได้ทันที SME ที่ “ซื่อสัตย์” ได้เปรียบชัดเจน

ทำไม SME หลายรายพลาดตอนยื่นกู้?

▶ ไม่จัดทำงบ → ใช้บัญชีส่วนตัวแทนบัญชีธุรกิจ
▶ ยื่นภาษีไม่ตรงจริง → รายได้ในงบน้อยกว่าความจริง
▶ ไม่ทำ Forecast → ธนาคารอยากเห็นแผนอนาคต ไม่ใช่แค่ตัวเลขอดีต

Insight สำหรับปี 2568

ดอกเบี้ยนโยบายไทยอยู่ที่ 1.50% → ธนาคารมีแนวโน้มปล่อยกู้เพิ่มขึ้น แต่จะเข้มงวดเรื่องเอกสาร

SME D Bank + บสย. มีโครงการค้ำประกันสำหรับ SME ที่งบการเงินยังไม่แข็งแรง → เพิ่มโอกาสเข้าถึง สินเชื่อ sme ไม่มีหลักทรัพย์ 2568

ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งใช้ e-Statement และ e-Tax เป็นมาตรฐานตรวจสอบ → ธุรกิจที่โปร่งใสมีโอกาสได้วงเงินสูงกว่า

บทสรุป: งบการเงินคือกุญแจสู่สินเชื่อ SME

ในปี 2568 งบการเงินย้อนหลังไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือ “ด่านแรก” ที่จะชี้ชะตาว่าธนาคารจะปล่อยกู้หรือไม่

หากคุณอยากได้ทั้ง
▶ วงเงินสูง
▶ ดอกเบี้ยต่ำ
▶ การอนุมัติที่รวดเร็ว

คุณควรจัดการงบการเงินให้เป็นระบบ โปร่งใส และตรงกับภาษีที่ยื่น เพราะนี่คือภาษากลางระหว่างคุณกับธนาคาร

???? กำลังวางแผนขอ สินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน อยู่หรือไม่?
อย่าปล่อยให้ “งบการเงินย้อนหลัง” เป็นอุปสรรค ติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อ SME ได้ที่
???? www.easycashflows.com

ข้อมูลอ้างอิง

35

ใช้สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก หรือสินเชื่อสำหรับร้านอาหารอย่างไรให้คุ้มค่า? รวม 6 กลยุทธ์เปลี่ยนหนี้เป็นกำไร พร้อม Insight จากผู้เชี่ยวชาญ ปี 2568

หนี้ไม่ใช่ภาระเสมอไป

เมื่อพูดถึงสินเชื่อเพื่อธุรกิจ หลายคนยังติดภาพว่าเป็น “ทางออกฉุกเฉิน” เวลาเงินไม่พอจ่ายค่าแรงหรือซื้อวัตถุดิบ แต่จริงๆ แล้ว หากวางกลยุทธ์การใช้เงินกู้ให้ถูกทาง สินเชื่อ SME สามารถกลายเป็น ตัวเร่งการเติบโต (Growth Accelerator) ได้ทันที

ปี พ.ศ. 2568 สภาพแวดล้อมทางการเงินเอื้อให้ผู้ประกอบการใช้สินเชื่อได้อย่างคุ้มค่า ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.50% (อัปเดตล่าสุด 13 ส.ค. 2568) และยังมีมาตรการจาก บสย. ที่ช่วยค้ำประกันผู้กู้ ทำให้ SME ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันก็ยังเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้

1) ซื้อวัตถุดิบ–เพิ่มสต๊อกช่วงพีก เพื่อกำไรที่สูงขึ้น

การใช้ สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก ในการซื้อวัตถุดิบล็อตใหญ่ ช่วยลดต้นทุนได้ 2–10% ต่อหน่วยเมื่อเทียบกับการซื้อรายย่อย ตัวอย่างเช่น:

ร้านอาหารที่ซื้อวัตถุดิบสดจากตลาดกลาง

คาเฟ่ที่ซื้อเมล็ดกาแฟล็อตใหญ่

Insight เชิงกลยุทธ์:

นี่ไม่ใช่แค่การลดต้นทุน แต่เป็นการ บริหารความเสี่ยงด้าน Supply Chain เพราะช่วยกันความเสี่ยงวัตถุดิบขาดตลาดช่วงเทศกาล

SME ที่มีสต๊อกพร้อม ย่อมตอบรับดีมานด์สูงกว่าคู่แข่งที่รอวัตถุดิบวันต่อวัน

2) สำรองค่าแรง–ขนส่ง–วัสดุ ให้การผลิตไม่สะดุด

ธุรกิจ B2B หรือร้านอาหารเดลิเวอรีเจอปัญหาคลาสสิกคือ เงินออกไว แต่เงินเข้าช้า คู่ค้าบางรายจ่ายช้า 30–60 วัน แต่ค่าใช้จ่ายจริง เช่น ค่าแรงพนักงานและค่าน้ำมัน ต้องจ่ายทุกสัปดาห์

บริษัทขนส่ง SME ใช้ OD (Overdraft) จ่ายค่าน้ำมัน–ค่าแรง แล้วค่อยโปะคืนเมื่อคู่ค้าจ่ายสิ้นเดือน

ร้านรับเหมาก่อสร้างใช้ แฟคตอริ่ง (Factoring) เปลี่ยนใบรับรองงานเป็นเงินสด

???? นี่คือ “สะพานเงินสด” ที่ทำให้ธุรกิจไม่สะดุด และรักษาความน่าเชื่อถือกับลูกค้า

3) ลงทุนอุปกรณ์ใหม่ ลดต้นทุน–เพิ่มผลผลิต

หลายธุรกิจมักมองข้ามการใช้เงินกู้ไปลงทุนในอุปกรณ์ เช่น:

เตาอบ, เครื่องซีล, เครื่องบรรจุภัณฑ์อัตโนมัติ

เครื่องครัวกลางสำหรับร้านอาหาร

ข้อดี:

ลดของเสีย (Waste Reduction)

เพิ่ม Productivity รับออเดอร์ใหญ่ได้มากขึ้น

คืนทุนเร็วภายใน 6–18 เดือน

ข้อเสีย:

ถ้ารายได้ไม่ตามแผน อาจทำให้ภาระหนี้กดดันกระแสเงินสด

ค่าบำรุงรักษาและอะไหล่สูง

พนักงานอาจต้องใช้เวลาเรียนรู้การใช้งาน

คำแนะนำผู้เชี่ยวชาญ:
เลือกลงทุนเฉพาะอุปกรณ์ที่ ROI < 18 เดือน และใช้ สินเชื่อระยะสั้น หรือสินเชื่อเช่าซื้อ เพื่อจับคู่กระแสเงินสดกับอายุการใช้งานอุปกรณ์

4) ใช้เงินกู้เพื่อการตลาด–ขยายจุดขาย

อย่ามองว่าสินเชื่อมีไว้แค่หมุนค่าใช้จ่ายประจำ แต่ควรใช้เพื่อสร้างรายได้ใหม่ เช่น:

ยิงโฆษณาออนไลน์ 2–4 สัปดาห์

เปิด Pop-up Store หรือ Kiosk ในห้าง

ทำแคมเปญเปิดตัวเมนูใหม่

ตัวอย่าง: ร้านอาหาร SME ใช้เงินกู้ 300,000 บาททำแคมเปญโฆษณาออนไลน์ เปิดตัวเมนูใหม่ → ยอดขายเพิ่ม 25% ใน 3 เดือน คุ้มค่ากว่าการปล่อยโอกาสผ่านไป

5) สะพัดกระแสเงินสด ระหว่างรอเก็บหนี้ลูกค้า

หลายธุรกิจบริการ โดยเฉพาะโรงแรมหรือร้านอาหารที่ขายส่งโมเดิร์นเทรด มักต้องรอ 45–60 วันกว่าจะได้เงินเข้า แต่ค่าใช้จ่ายประจำไม่เคยหยุด

ทางออก:

ใช้ สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก แบบ Cash-flow Bridging

กู้หมุน 30–90 วัน เพื่อเติมเงินหมุนระหว่างรอคู่ค้าจ่าย

ผลลัพธ์คือ SME มีเงินสดหมุนทัน และไม่ต้องกังวลกับการเลื่อนชำระจากลูกค้า

6) ซื้อก่อน–จ่ายทีหลัง เพื่อส่วนลดเงินสด

ซัพพลายเออร์หลายรายเสนอ ส่วนลดเงินสด 2–3% หากจ่ายทันที การใช้ OD หรือสินเชื่อระยะสั้น เพื่อจ่ายก่อนเวลา มักคุ้มค่ากว่าดอกเบี้ยที่ต้องเสีย

???? สำหรับร้านอาหารที่สั่งวัตถุดิบล็อตใหญ่ ส่วนลดเพียง 2% ของยอดซื้อ อาจแปลว่า “กำไรเพิ่มหลายหมื่นบาทต่อเดือน”

บทสรุป: พลิกหนี้ให้เป็นกำไร

ปี 2568 คือจังหวะที่ผู้ประกอบการ SME ควรมองหนี้ในมุมใหม่ ไม่ใช่ภาระ แต่เป็น เครื่องมือกลยุทธ์ ที่ทำให้ธุรกิจเติบโต

หากใช้ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ, สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก หรือสินเชื่อสำหรับร้านอาหาร อย่างมีแผน ทั้งการซื้อสต๊อก, ลงทุนอุปกรณ์, หรือทำการตลาด คุณจะเปลี่ยนหนี้เป็นกำไรได้จริง

สิ่งสำคัญคือ ต้องคำนวณ ROI ทุกครั้งว่า “ดอกเบี้ยที่จ่ายไป ดันรายได้กลับมาได้มากกว่าเท่าไร”

???? หากคุณอยากออกแบบแผนการเงินธุรกิจให้ใช้หนี้ได้คุ้มค่าที่สุด
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.easycashflows.com

36

เงินกู้ไม่ใช่แค่ “เงินเติม” แต่คือ “เครื่องมือกลยุทธ์”

 emo39 หลายคนเมื่อคิดถึง สินเชื่อเพื่อธุรกิจ มักมองแค่ว่าเป็นการขอเงินมาแก้ปัญหาสภาพคล่อง แต่ในความเป็นจริง ปี พ.ศ. 2568 สถานการณ์ต่างไปแล้ว—อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยถูกปรับลดลงเหลือ 1.50% (ประกาศใช้ 13 ส.ค. 2568) ส่งผลให้ต้นทุนการกู้โดยรวมลดลง อีกทั้งยังมีกติกาใหม่ ๆ เช่น Responsible Lending ที่ทำให้การปล่อยกู้โปร่งใสและอิงความสามารถในการชำระหนี้จริงมากขึ้น

ดังนั้น การเลือก สินเชื่อเพื่อธุรกิจ หรือสินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก ไม่ใช่แค่ดูดอกเบี้ยต่ำสุด แต่คือการ จับคู่โครงสร้างหนี้ให้ตรงกับโมเดลรายได้และวงจรเงินสดของกิจการ หากเลือกถูก สภาพคล่องและ ROI จะดีขึ้น แต่ถ้าเลือกผิด อาจกลายเป็นภาระหนักจนทำให้ธุรกิจสะดุด

 emo55  กรอบตัดสินใจ 5 ขั้น: ใช้ได้กับทุกอุตสาหกรรม
1) กำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงิน

เสริมสภาพคล่องหมุนเวียน (Working Capital): เหมาะกับธุรกิจที่ต้องรอวางบิล เช่น ธุรกิจขนส่ง ที่รายได้เข้าตอนปลายเดือน

ลงทุนระยะยาว (Capex): เช่น ซื้อเครื่องจักรหรือครัวกลาง พบมากใน ผู้รับเหมาก่อสร้าง และ ธุรกิจอาหาร

ขยายสาขาหรือเปิดตลาดใหม่: ควรมี Grace Period (ปลอดเงินต้นบางงวด) รอรายได้เข้าที่

รีไฟแนนซ์/ปรับโครงสร้างหนี้: ลดต้นทุนรวมและทำให้ภาระผ่อนสอดคล้องกับกระแสเงินสด

???? Insight: การนิยาม “วัตถุประสงค์หลัก–รอง” ชัดเจนตั้งแต่ต้น จะช่วยให้คัดสินเชื่อที่ไม่ตรงออกไปได้เร็ว และทำให้การเจรจากับธนาคารง่ายขึ้น

2) ประเมินต้นทุนรวม (TCO) ไม่ใช่แค่ดอกเบี้ย

ผู้ประกอบการหลายรายพลาดเพราะสนใจแค่ดอกเบี้ยป้าย แต่จริง ๆ ต้องรวมทุกค่าใช้จ่าย เช่น ค่าธรรมเนียมประเมิน, ค่าจัดวงเงิน, ค่าเบิกใช้, เบี้ยประกัน, ค่าปรับปิดก่อนกำหนด และ เวลาอนุมัติ (ค่าเสียโอกาส)

เคล็ดลับคือ: ขอ “ตารางเงินสดจริง” แล้วคำนวณ Effective Rate, IRR, หรือ NPV จะเห็นต้นทุนที่แท้จริงชัดกว่าตัวเลขดอกเบี้ยที่โฆษณา

3) เลือกวงเงินให้ตรงกระแสเงินสด

OD/วงเงินหมุนเวียน: จ่ายดอกเฉพาะยอดที่ใช้จริง เหมาะกับธุรกิจรายได้เหวี่ยง เช่น ขนส่ง หรือ ผู้รับเหมา

TR/LC: ใช้ในธุรกรรมการค้า–นำเข้า–ส่งออก ลดการใช้เงินสดหน้าตู้

Term Loan: ผ่อนงวดชัด เหมาะลงทุนสินทรัพย์ยาว เช่น เครื่องจักรหรือครัวกลาง

เช่าซื้อ/ลีสซิ่ง: ควบคุมกระแสเงินสดได้ดี เหมาะสินทรัพย์ที่ต้องเปลี่ยนรุ่นเร็ว เช่น รถบรรทุก เครื่องครัวอุตสาหกรรม

แฟคตอริ่ง: เปลี่ยนลูกหนี้การค้าเป็นเงินสดทันที เหมาะ SME ที่เจอเครดิตเทอมยาว

???? ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย: ใช้ OD ไปลงทุนระยะยาว → ดอกเบี้ยรวมสูงและไม่มีวินัยตัดต้น

4) ตรวจผลกระทบต่อ DSR/DSCR

DSR (Debt Service Ratio): ภาระหนี้รวมต่อกระแสเงินสด

DSCR (Debt Service Coverage Ratio): กระแสเงินสด ÷ (เงินต้น+ดอกเบี้ย)

ธนาคารมักตั้งเกณฑ์ DSCR ≥ 1.2–1.3 เท่า เพื่อมั่นใจว่าธุรกิจมี buffer เผื่อรายได้สะดุด เช่น ผู้รับเหมางานโยธาที่รายได้ขึ้นกับฤดูกาล หาก DSCR ต่ำกว่าเกณฑ์ โอกาสอนุมัติจะน้อยลง


???? กลยุทธ์: อย่ามองแค่ตัวเลขดอกเบี้ยต่ำสุด แต่เลือกข้อเสนอที่ให้ “สภาพคล่องสุทธิ” คุ้มค่าที่สุด

มุมอุตสาหกรรม: จับคู่โจทย์กับเครื่องมือการเงิน
สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนส่ง (Logistics/Trucking)

ใช้ เช่าซื้อรถบรรทุก/หัวลาก ร่วมกับ OD หรือแฟคตอริ่งใบแจ้งหนี้

รวมค่า บำรุงรักษา–ยาง–GPS ลงใน TCO ตั้งแต่ต้น

ต่อรอง “งวดยืดหยุ่นตามฤดูกาลงาน” และ Grace Period เพื่อไม่ให้ DSR ตึงช่วงแรก

สินเชื่อผู้รับเหมาก่อสร้าง (Construction)

โครงสร้างที่นิยมคือ Construction OD + TR/LC สำหรับวัสดุ

ใช้ แฟคตอริ่ง Progress Certificate เพื่อเร่งเงินสด

แยก Term Loan สำหรับเครื่องจักรออกจากเงินก้อนโครงการ เพื่อป้องกันเงินตึงระหว่างงวดงาน

สินเชื่อเพื่อธุรกิจอาหาร (Food Service/Manufacturing)

ลงทุน ครัวกลาง/อุปกรณ์หลัก ด้วย Term Loan หรือเช่าซื้อ

ใช้ OD/แฟคตอริ่งรองรับรอบหมุนสต็อกและเครดิตเทอมจาก Modern Trade

ตั้งงบ Maintenance Reserve สำหรับอุปกรณ์สำคัญ เช่น เตา/ตู้แช่ ป้องกันรายได้สะดุด

เทคนิคสัญญาที่ SME ควรรู้

งวดยืดหยุ่นตามฤดูกาล: ชำระสูงช่วงไฮซีซัน ต่ำช่วงโลว์ซีซัน

Grace Period: จ่ายดอกเบี้ยอย่างเดียว 3–6 เดือนช่วงติดตั้งเครื่องจักร

Cross-collateral: ใช้หลักทรัพย์ผสม เช่น เงินฝาก+อสังหาฯ เพื่อดัน LTV

สิทธิ์รีไฟแนนซ์: ตรวจค่าปรับและช่วงยกเว้น เพื่อวางแผนลดต้นทุน

เช็กลิสต์เอกสารอนุมัติไว–เรตดี (อัปเดตปี 2568)

หนังสือรับรองนิติบุคคล (≤ 3 เดือน)

งบการเงิน 2–3 ปี + ภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลัง 6–12 เดือน

รายการเดินบัญชีธุรกิจ ≥ 6 เดือน

แผนธุรกิจ + กระแสเงินสด 12 เดือน (Base/Best/Worst Case)

ใบเสนอราคา/สัญญาโครงการ (กรณี Capex/งานรับเหมา)

เอกสารหลักประกัน เช่น โฉนด หรือหนังสือรับรองเงินฝาก

สรุป

หัวใจของการเลือก สินเชื่อเพื่อธุรกิจ ไม่ใช่แค่ดอกเบี้ยต่ำสุด แต่คือการมอง “วัตถุประสงค์–กระแสเงินสด–ความเสี่ยง” แล้วเลือกเครื่องมือการเงินที่จับคู่กับ Pain Point ของธุรกิจคุณให้ถูกต้อง

ธุรกิจขนส่ง: เน้นเช่าซื้อ + OD/แฟคตอริ่งแก้เครดิตเทอม

ผู้รับเหมา: ใช้ Construction OD + Progress Factoring

ธุรกิจอาหาร: ลงทุนครัวกลางด้วย Term Loan/ลีสซิ่ง + OD สำหรับหมุนสต๊อก

หากจัดโครงสร้างหนี้ถูกต้อง สินเชื่อจะไม่ใช่แค่ภาระ แต่คือ ตัวเร่งให้ธุรกิจเติบโตได้จริงในปี 2568

???? ต้องการทีมผู้เชี่ยวชาญช่วยวิเคราะห์วงเงิน–เตรียมเอกสาร–เจรจากับธนาคาร?
ศึกษาข้อมูลและรับคำปรึกษาได้ที่ www.easycashflows.com

37


 emo42 ทำไม สินเชื่อระยะสั้น ถึงสำคัญกับธุรกิจการผลิต?

ธุรกิจการผลิตโดยเฉพาะ SME โรงงานรอบสั้น อย่างโรงงานแปรรูปอาหาร เสื้อผ้า หรือบรรจุภัณฑ์ มักต้องเจอกับ “ปัญหาสภาพคล่อง” อยู่บ่อย ๆ เนื่องจากรอบการจ่ายและรับเงินไม่สอดคล้องกัน ธุรกิจต้องจ่ายค่าวัตถุดิบและค่าแรงทันที แต่ลูกค้ามักขอเครดิตยาว 30–90 วัน ทำให้เกิดช่องว่างทางการเงินที่อาจกระทบการผลิตและการส่งมอบสินค้า

ข้อมูลจาก สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ปี 2568 ระบุว่า กว่า 68% ของ SME ในภาคการผลิต ประสบปัญหาสภาพคล่องจากช่องว่างกระแสเงินสด ส่งผลให้ “สินเชื่อเพื่อธุรกิจระยะสั้น” กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมเงินทุนหมุนเวียน

 emo30 ลักษณะเฉพาะของธุรกิจการผลิตรอบสั้น

รอบผลิตสั้น – ใช้เวลาไม่กี่วันหรือสัปดาห์ในการผลิตสินค้า

หมุนเวียนสินค้าเร็ว – ผลิตและจำหน่ายต่อเนื่อง ไม่สามารถหยุดชะงักได้

ต้องการวัตถุดิบสม่ำเสมอ – ซื้อวัตถุดิบตลอดเวลาเพื่อรักษากำลังผลิต

คำสั่งซื้อหลายราย – ต้องบริหารหลายออร์เดอร์พร้อมกัน

ตัวอย่างชัดเจน ได้แก่

โรงงานอาหารแปรรูป → ต้องสั่งซื้อวัตถุดิบสดทุกวัน

โรงงานเสื้อผ้า → ผลิตตามออเดอร์ซีซันแฟชั่น

โรงงานบรรจุภัณฑ์ → รับคำสั่งซื้อจากหลากหลายแบรนด์

ปัญหา “เงินจ่ายเร็ว–เงินรับช้า” ที่ SME เจอเป็นประจำ

ค่าวัตถุดิบ: ซัพพลายเออร์มักเรียกเก็บเงินทันทีหรือให้เครดิตสั้นไม่เกิน 15 วัน

ค่าแรง: พนักงานต้องได้รับเงินตามรอบ ไม่สามารถเลื่อนจ่ายได้

ลูกค้าขอเครดิตยาว: คู่ค้าขนาดใหญ่บางรายให้เครดิต 60–90 วัน

ค่าใช้จ่ายประจำ: ค่าเช่า ค่าน้ำไฟ ค่าขนส่ง ยังคงต้องจ่ายสม่ำเสมอ

หากธุรกิจไม่มี “เงินทุนหมุนเวียน” ที่เพียงพอ ผลที่เกิดขึ้นคือ ผลิตไม่ทัน ส่งของช้า สูญเสียลูกค้า และอาจเสียโอกาสการเติบโตระยะยาว

เหตุผลที่ สินเชื่อเพื่อธุรกิจการผลิตเหมาะกับธุรกิจการผลิตรอบสั้น
1) รองรับการจ่ายก่อน–รับทีหลัง

สินเชื่อระยะสั้น เช่น OD หรือ Factoring ช่วยปิดช่องว่างระหว่าง “จ่ายค่าแรง–ค่าวัตถุดิบ” กับ “รอเก็บเงินจากลูกค้า” ได้ทันเวลา

2) สินค้าบางประเภทเน่าเสียง่าย

ธุรกิจอาหารต้องซื้อและแปรรูปทันที หากขาดเงินทุนอาจพลาดโอกาสซื้อวัตถุดิบในฤดูกาลหรือส่งมอบไม่ทัน ทำให้เสียความน่าเชื่อถือ

3) ออเดอร์ต่อเนื่อง = ใช้หนี้ได้

ธุรกิจที่มีคำสั่งซื้อจากห้างและโมเดิร์นเทรดต่อเนื่องสามารถใช้สินเชื่อหมุนเวียนและทยอยคืนเมื่อได้เงินเข้ามา → ช่วยให้ไม่สะดุด

4) ลดภาระดอกเบี้ยระยะยาว

ต่างจากสินเชื่อการลงทุน (Capex Loan) ที่ผูกพัน 5–10 ปี สินเชื่อระยะสั้นมีอายุไม่เกิน 12 เดือน ช่วยลดดอกเบี้ยรวมและเพิ่มความยืดหยุ่น

ประเภทสินเชื่อระยะสั้นที่นิยมใช้ในปี 2568
1. วงเงินเบิกเกินบัญชี (OD – Overdraft)

ข้อดี: ยืดหยุ่น เสียดอกเฉพาะยอดที่ใช้จริง

ข้อควรระวัง: หากใช้ต่อเนื่องโดยไม่ตัดต้น อาจกลายเป็นภาระดอกเบี้ยสะสม

2. ตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note – PN)

ข้อดี: เหมาะกับการใช้เงินตามรอบสั้น 30–90 วัน

ข้อควรระวัง: หากผิดนัดชำระ เสี่ยงเสียเครดิตทันที

3. สินเชื่อแฟคตอริ่ง(Factoring)

ข้อดี: เปลี่ยนลูกหนี้การค้าเป็นเงินสดเร็ว ลดการรอเครดิตเทอม

ข้อควรระวัง: มีค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่อทั่วไป

4. สินเชื่อหมุนเวียน (Working Capital Loan)

ข้อดี: วงเงินค่อนข้างสูง เหมาะสำหรับ SME ที่มีออเดอร์ประจำ

ข้อควรระวัง: ต้องมีประวัติการเงินโปร่งใสและงบการเงินชัดเจน

กรณีศึกษา: สินเชื่อช่วย SME พลิกสภาพคล่อง
กรณีที่ 1: โรงงานอิเล็กทรอนิกส์

โจทย์: ได้ออเดอร์ล็อตใหญ่ แต่ลูกค้าขอเครดิต 60 วัน

ทางออก: ใช้ตั๋วสัญญาใช้เงิน (PN) อายุ 90 วันเพื่อซื้อวัตถุดิบ

ผลลัพธ์: ผลิตและส่งมอบทัน → ลูกค้าเชื่อมั่นต่อสัญญาใหม่

กรณีที่ 2: โรงงานอาหารแปรรูป

โจทย์: มีลูกหนี้การค้าเยอะ ต้องการเงินสดซื้อวัตถุดิบสดทันที

ทางออก: ใช้แฟคตอริ่งเปลี่ยนบิลขายเป็นเงินสด

ผลลัพธ์: มีเงินทุนซื้อวัตถุดิบต่อเนื่อง ส่งสินค้าได้ตรงเวลา

กรณีที่ 3: โรงงานเสื้อผ้า

โจทย์: ต้องรับออเดอร์แฟชั่นซีซันใหม่ แต่รายจ่ายไม่แน่นอน

ทางออก: ขอวงเงิน OD เป็นเงินสำรองใช้ในยามจำเป็น

ผลลัพธ์: มีเงินหมุนสำรอง ไม่พลาดโอกาสผลิตสินค้าตามกระแส

สรุป: เลือกสินเชื่อที่ตรงโจทย์ธุรกิจการผลิต

ปี 2568 ธุรกิจการผลิตรอบสั้นยังคงเผชิญกับความท้าทายด้านสภาพคล่อง แต่ด้วยทางเลือกสินเชื่อระยะสั้น เช่น OD, PN, แฟคตอริ่ง และสินเชื่อหมุนเวียน ธุรกิจสามารถเสริมเงินทุนหมุนเวียนได้ทันเวลา เลือกให้ตรงกับ รูปแบบการผลิต–รอบออเดอร์–ความเร่งด่วนของเงินสด จะช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้ต่อเนื่องโดยไม่สะดุด

???? หากคุณกำลังหาทางเลือกสินเชื่อที่เหมาะกับโรงงานหรือธุรกิจการผลิตของคุณ ติดต่อที่ www.easycashflows.com
 เพื่อรับคำปรึกษาฟรีจากผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อธุรกิจ

38


กระแสเงินสดสะดุดเพราะเครดิตเทอมยาว? มาดู 5 สัญญาณว่าธุรกิจคุณควรใช้ สินเชื่อแฟคตอริ่ง (Factoring) เปลี่ยน Invoice เป็นเงินสดทันที พร้อม Insight ผู้ประกอบการ ปี 2568

 emo38 ทำไม แฟคตอริ่งหรือขายบิลลูกค้า ถึงถูกพูดถึงบ่อยขึ้นในปี 2568

 emo39 โลกธุรกิจวันนี้ไม่เหมือนเมื่อสิบปีก่อนอีกแล้ว กระแสเงินสดกลายเป็น “ออกซิเจน” ของกิจการ ไม่ว่าคุณจะทำร้านอาหาร ธุรกิจแฟรนไชส์ โรงงานผลิต หรือแม้แต่สตาร์ทอัพ B2B ปัญหาที่เจอบ่อยคือ “รายจ่ายมาไว แต่รายรับมาช้า”

ในปี พ.ศ. 2568 ที่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับความผันผวนทางการค้า ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องให้เครดิตเทอมลูกค้ายาวขึ้น 60–90 วัน เพื่อรักษายอดขาย แต่ระหว่างนั้นก็ยังต้องจ่ายเงินเดือนพนักงาน ค่าวัตถุดิบ และค่าเช่าอย่างต่อเนื่อง

นี่เองที่ทำให้ สินเชื่อแฟคตอริ่ง (Factoring) หรือบริการ เปลี่ยน Invoice เป็นเงินสด กลายเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เพราะมันช่วยให้คุณเปลี่ยนใบแจ้งหนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนด เป็น “เงินสดทันที” ได้สูงสุดถึง 80–90% ของยอดขาย

 emo40 5 สัญญาณที่บอกว่า “คุณควรใช้สินเชื่อแฟคตอริ่งแล้ว”
1. ลูกค้าขอเครดิตเทอมยาวขึ้น แต่ยอดขายยังคุ้ม

หลายธุรกิจกลัวเสียลูกค้ารายใหญ่ จึงจำเป็นต้องยืดเครดิตเทอมให้ยาวขึ้น จาก 30 วัน เป็น 60 หรือ 90 วัน ซึ่งอาจกระทบสภาพคล่องโดยตรง

จากข้อมูลของสมาคมผู้ประกอบการ SMEs ไทย (2568) ระบุว่า 68% ของ SME ไทยมีปัญหากระแสเงินสดติดขัดเมื่อเครดิตเทอมเกิน 45 วัน

Insight: แฟคตอริ่งช่วยให้คุณยังคงให้เครดิตที่ยืดหยุ่นกับลูกค้าได้ โดยไม่ทำให้ธุรกิจสะดุด เพราะเงินสดไหลเข้าทันทีหลังส่งสินค้า

2. รายจ่ายประจำต้องจ่ายทุกเดือน แต่รายรับไม่สม่ำเสมอ

เงินเดือนพนักงาน ค่าวัตถุดิบ ค่าน้ำมัน หรือค่าเช่า ไม่เคยรอคุณ แต่ลูกค้าอาจจ่ายช้า 30–90 วัน

Insight: การใช้ สินเชื่อระยะสั้น อย่างแฟคตอริ่ง จะช่วย “ถอดรหัสความไม่แน่นอน” ให้เป็นเงินทุนที่คาดการณ์ได้ง่ายขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการสามารถจัดการสภาพคล่องได้แม่นยำกว่าเดิม

3. ธนาคารปฏิเสธ เพราะไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

SMEs ไทยกว่า 60% ถูกปฏิเสธสินเชื่อธุรกิจจากธนาคาร (ข้อมูลจาก สสว. ปี 2568) เพราะขาดหลักทรัพย์ เช่น ที่ดินหรืออาคาร

การแฟคตอริ่งต่างออกไป เพราะไม่ได้มองที่ทรัพย์สินของคุณ แต่ดู “คุณภาพลูกหนี้การค้า” ของธุรกิจ ถ้าลูกค้าคุณเป็นบริษัทใหญ่ที่มั่นคง คุณก็มีโอกาสอนุมัติแฟคตอริ่งสูง แม้จะไม่มีหลักทรัพย์เลยก็ตาม

4. ต้องการขยายธุรกิจ แต่ไม่อยากแบกหนี้ระยะยาว

หลายเจ้าของกิจการอยากขยายสาขา เปิดตลาดใหม่ แต่กังวลว่าถ้ากู้เงินระยะยาวจะติดภาระหนัก ทั้งดอกเบี้ยและการจำนอง

แฟคตอริ่งคือ เงินทุนระยะสั้นที่เติบโตไปพร้อมกับยอดขาย ยิ่งคุณขายมาก ก็ยิ่งเปลี่ยนใบแจ้งหนี้เป็นเงินสดได้มากขึ้น ไม่ต้องยื่นขอสินเชื่อใหม่ทุกครั้ง และไม่ทำให้งบดุลดูมีหนี้เพิ่ม

5. คุณมีระบบบัญชีลูกหนี้ที่ดี + ลูกค้ามีเครดิตสูง

การใช้แฟคตอริ่งจะเวิร์กก็ต่อเมื่อคุณมีระบบบัญชีลูกหนี้ที่เป็นระเบียบ และลูกค้าของคุณมีความน่าเชื่อถือ

???? ยิ่งลูกค้าของคุณเป็นบริษัทใหญ่ที่มีเสถียรภาพทางการเงิน ค่าธรรมเนียมแฟคตอริ่งก็จะต่ำลง ทำให้ต้นทุนทางการเงินโดยรวมถูกลง

Insight เชิงกลยุทธ์: ใช้แฟคตอริ่งอย่างไรให้คุ้ม

เจาะเฉพาะบิลที่เครดิตยาว – ไม่จำเป็นต้องแฟคตอริ่งทุกบิล เลือกเฉพาะใบแจ้งหนี้ที่เครดิตยาวหรือยอดใหญ่ เพื่อให้คุ้มค่ากับค่าธรรมเนียม

ผูกกับการเติบโต – ใช้เงินจากแฟคตอริ่งไปเสริมกำลังการผลิต การตลาด หรือสต๊อกวัตถุดิบ เพื่อให้เงินสร้างรายได้เพิ่ม ไม่ใช่แค่หมุนประคอง

เปรียบเทียบประเภทแฟคตอริ่ง – เลือกให้เหมาะกับกลยุทธ์

Recourse Factoring = คุณยังรับผิดชอบหากลูกค้าไม่จ่าย → ค่าธรรมเนียมถูกกว่า

Non-recourse Factoring = บริษัทแฟคตอริ่งรับความเสี่ยงแทน → ปลอดภัยแต่ต้นทุนสูงกว่า

คุยกับลูกค้าให้ชัด – อธิบายว่าการโอนสิทธิการรับชำระไปบริษัทแฟคตอริ่งเป็นเรื่องปกติในธุรกิจ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดี


 emo56 บทสรุป

ปี 2568 นี้ หากธุรกิจของคุณกำลังเจอ 5 สัญญาณที่ว่ามา เช่น เครดิตเทอมยาว รายจ่ายมากกว่ารายรับ หรือขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน อาจถึงเวลาแล้วที่คุณต้องพิจารณาใช้สินเชื่อแฟคตอริ่ง

มันไม่ใช่แค่ “เงินหมุนสั้น” แต่คือกลยุทธ์ที่ช่วยให้ SME เปลี่ยนข้อจำกัดให้เป็นโอกาส โดยนำกระแสเงินสดล่วงหน้าไปต่อยอดการขาย การผลิต และการเติบโต

???? หากคุณอยากรู้ว่าสินเชื่อแฟคตอริ่งจะเหมาะกับธุรกิจคุณหรือไม่ ลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญฟรีที่ www.easycashflows.com

39


 emo23 ลองนึกภาพเจ้าของคาเฟ่เล็ก ๆ ที่ยอดขายโตเร็ว แต่ครัวแคบ เครื่องชงรุ่นเก่า คิวลูกค้ายาวทุกเสาร์—“ทุนที่ถูกจังหวะ” คือปุ่มเร่งความเร็วทางธุรกิจชัด ๆ นี่แหละเหตุผลที่ สินเชื่อเพื่อการลงทุนขนาดเล็ก (small-ticket investment loan) หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า สินเชื่อsmeกลายเป็นอาวุธลับของผู้ประกอบการยุคนี้ โดยเฉพาะปี 2568 ซึ่งสภาพแวดล้อมการเงินเอื้อกว่าปีก่อน ๆ: กนง.เพิ่งปรับ ดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ 1.50% (13 ส.ค. 2568) เพื่อพยุงเศรษฐกิจและลดต้นทุนทางการเงินเชิงระบบของธุรกิจขนาดเล็กและกลาง (แต่เรตจริงยังขึ้นกับความเสี่ยง/ผลิตภัณฑ์ของแต่ละราย)

 emo55 สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็กคืออะไร (และต่างจากสินเชื่อระยะสั้นอย่างไร)

นิยามใช้งานจริง: วงเงินกู้ขนาดย่อม–กลางที่ออกแบบให้ธุรกิจนำไปลงทุนยกระดับกำลังผลิต/คุณภาพบริการ/การตลาด โดยมักผ่อนเป็นงวดชัดเจน (เทอมโลน) หรือเป็น สินเชื่อระยะสั้น เพื่อเร่งสภาพคล่องชั่วคราว เช่น วงเงินหมุนเวียน (OD) หรือ แฟคตอริ่ง/Invoice Financing ที่เปลี่ยนบิลเครดิตเทอม 30–90 วันให้เป็นเงินสดทันที

เป้าหมายหลัก:

เร่งขยายสาขา/เพิ่มที่นั่ง (ร้านอาหาร, คาเฟ่)

ลงทุนอุปกรณ์/เทคโนโลยี (เครื่องชง, เครื่องซีล, POS, ระบบคลังสินค้า)

บูสต์การตลาดและแพ็กเกจจิ้งเพื่อยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์

เติมวัตถุดิบ/สต็อกช่วงไฮซีซันแบบไม่สะดุด

ปี 2568 ผู้ประกอบการมี “คันโยก” เพิ่มเติม ทั้งการที่บางธนาคารรัฐปรับลดเรตเงินกู้ตามนโยบาย (เช่น SME D Bank ลดสูงสุด 0.25% ตั้งแต่ 15 ส.ค. 2568) และการที่ธนาคารพาณิชย์ปรับลดเรตตามหลัง MPC 1.50% ช่วยให้ “บาทต่อสภาพคล่อง” คุ้มกว่าเดิมเมื่อเทียบปีก่อน ๆ.

6 เหตุผลเชิงกลยุทธ์: ทำไม “สินเชื่อ SME/เงินกู้ SME” ขนาดเล็กจึงสร้างอิมแพ็ก

Speed-to-Market – โอกาสเช่าทำเลทองหรือรับออเดอร์ล็อตใหญ่ไม่รอใคร สินเชื่อระยะสั้นช่วย “คว้าเดี๋ยวนี้ ขายเดี๋ยวนี้” โดยไม่ต้องละลายเงินสำรองทั้งหมด

Productivity Uplift – เครื่องมือ/เทคโนโลยีใหม่ลดเวลาบริการ เพิ่ม throughput ต่อชั่วโมง แปลเป็นรายได้/กำไรต่อวันที่สูงขึ้น

Brand & Demand Engine – งบโฆษณา/ครีเอทีฟ/รีแบรนด์จ่ายทันที เห็นยอดขายทะลุจากช่องทางออนไลน์เร็วขึ้น

Cash-Flow Matching – เลือกแบบ เทอมโลน สำหรับลงทุนระยะยาว และ วงเงินหมุนเวียน/แฟคตอริ่ง สำหรับช่องว่างเครดิตเทอม เพื่อให้ “ค่างวดตรงจังหวะเงินเข้า”

Credit Building – ประวัติชำระดีต่อเนื่อง = เกณฑ์อนุมัติง่ายขึ้นรอบถัดไป วงเงินขยับได้ รวมถึง รีไฟแนนซ์ ค่าธรรมเนียมต่ำลงภายใต้แนวทางกำกับล่าสุด

Leverage Ecosystem – ไม่มีโฉนดค้ำก็ยัง “ปลดล็อก” ได้ด้วย ค้ำประกันของ บสย. (TCG) ซึ่งปี 2568 เดินมาตรการเฉพาะทางหลายรายการ สนับสนุนผู้ประกอบการที่หลักประกันไม่เพียงพอ (เช่น วงเงินค้ำ 10,000 ล้านบาทเพื่อรถกระบะเชิงพาณิชย์; มาตรการ 3,000 ล้านบาทช่วยผู้ได้รับผลกระทบสงครามการค้า)

จะเลือกผลิตภัณฑ์แบบไหนดี: แผนที่การตัดสินใจ (สำหรับแฟรนไชส์–ผู้รับเหมา–รีเทล)

สินเชื่อระยะสั้น (OD/วงเงินรูด/QR Cash Advance): เหมาะกับธุรกิจยอดแกว่งตามฤดูกาล ต้องเติมวัตถุดิบหรือทุนก่อนรับเงินลูกค้า (LSI: สินเชื่อระยะสั้น, วงเงินหมุนเวียน, Working Capital)

แฟคตอริ่ง/Invoice Financing: เหมาะสำหรับ ซัพพลายเออร์, ผู้รับเหมา ที่มีเครดิตเทอม 30–90 วันกับองค์กร/ภาครัฐ เปลี่ยนบิลเป็นเงินสด ลดตึงมือระหว่างงวดงาน

เทอมโลน (Term Loan/เช่าซื้อ–ลีสซิ่ง): เหมาะกับ การลงทุนอุปกรณ์/รีโนเวต/เปิดสาขา อายุสัญญาใกล้เคียง “อายุเศรษฐกิจ” ของสินทรัพย์ ลดความเสี่ยง mismatch กระแสเงินสด

สินเชื่อสัญญาโครงการ/PO Financing: เหมาะกับงานโปรเจกต์ที่มีงวดรับเงินชัด แสดงสัญญา/PO/ตารางส่งมอบเป็นหลักฐาน

เชิงกลยุทธ์: อย่าผิดงานผิดเครื่องมือ เช่น ใช้ OD (ดอกสูง/ไม่ตัดเงินต้น) ไปลงทุนยาว เสี่ยง “ลากดอก” โดยไม่รู้ตัว

วัดความคุ้มอย่างมืออาชีพ: ROI, Payback, DSCR

Step 1: ตั้งสมมติฐานธุรกิจที่ตรวจสอบได้

Throughput/ชม. หลังลงทุน, %โตยอดขาย, ระยะเวลาคืนทุน (Payback)

ต้นทุนทั้งหมด = ดอกเบี้ย + ค่าธรรมเนียม + ค่าประกัน + ค่าเสียโอกาสระหว่างอนุมัติ

Step 2: คำนวณ DSCR (Debt Service Coverage Ratio)

DSCR = กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ÷ (เงินต้น+ดอกเบี้ยที่ถึงกำหนด)
ตั้งเป้า ≥ 1.2–1.3 เท่า เพื่อมี “กันชน” หากฤดูกาลอ่อนตัว—เป็นเกณฑ์ที่ผู้ให้กู้ดูความจ่ายไหวเป็นหลัก (สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็กจะผ่านง่ายขึ้นหาก DSCR หลังลงทุนยัง ≥ เกณฑ์).

ตัวอย่างย่อ:

เงินเข้าเฉลี่ย/เดือน 850,000 บาท

ต้นทุนคงที่ 600,000 บาท ⇒ กระแสเงินสดสุทธิ 250,000 บาท

ขอเทอมโลนที่ค่างวด (เงินต้น+ดอก) 80,000 บาท + มี OD เฉลี่ยดอก 15,000 บาท

DSCR ≈ 250,000 ÷ (80,000+15,000) = 2.27x (อยู่ในโซนสบาย)

Step 3: จุดคุ้มทุนการรีไฟแนนซ์ (ถ้ามี)
ส่วนต่างดอก/เดือน = (อัตราเดิม−อัตราใหม่)/12 × ยอดหนี้คงเหลือ
ค่าใช้จ่ายการย้ายทั้งหมด ÷ ส่วนต่างต่อเดือน = “เดือนคุ้มทุน”
(ปี 2568 กติกา Responsible Lending เน้นความเป็นธรรมเรื่องค่าธรรมเนียม/ข้อมูลสัญญา ทำให้การตัดสินใจโปร่งใสขึ้น)
Bot Thailand

เอกสาร–ดิจิทัล–ความเร็ว: ทำอย่างไรให้ “ผ่านรอบแรก”

Executive Summary 1 หน้า: วัตถุประสงค์–แผนลงทุน–ผลลัพธ์เป็นตัวเลข (เช่น เพิ่มสต็อก 30% → ยอดขายโตคาด 20%)

Bank Statement 6–12 เดือน: โชว์กระแสเงินสดจริง (Cash In/Out)

งบ/ภาษีสอดคล้อง: ภ.พ.30, ภงด., งบการเงิน อย่าให้ต่ำผิดปกติเทียบยอดสเตทเมนต์

หลักฐานรายได้ซ้ำ: สัญญา/PO/ใบจอง, รายงาน POS/เดลิเวอรี/แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ

แผนเบิก–ติดตั้ง–คืนทุน เป็นไทม์ไลน์ (Milestones)

สรุป: ทุนที่ “ถูกเวลา–ถูกแบบ” เปลี่ยนเกมได้

สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก คือฟันเฟืองที่ทำให้ SME วิ่งไวขึ้นในปี 2568—จากดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงสู่ 1.50%, กติกา Responsible Lending ที่โปร่งใส, โครงสร้าง NDID/e-KYC ที่ทำให้อนุมัติเร็ว, และ ค้ำ บสย. ที่ช่วยปลดล็อกผู้ไม่มีหลักทรัพย์ เมื่อคุณ เลือกเครื่องมือให้ตรงงาน, วัดความคุ้มแบบมืออาชีพ, และ จัดเอกสารให้เล่าเรื่องธุรกิจได้ โอกาสเข้าถึง สินเชื่อ SME/เงินกู้ SME และยกระดับสู่ สินเชื่อ SME วงเงินสูง ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

อยากให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยออกแบบวงเงิน วางโครงสร้างค่างวดให้ตรงกระแสเงินสด และเตรียมเอกสาร “ชุดเดียวจบ”?
เยี่ยมชม www.easycashflows.com
 เพื่อรับคำปรึกษาที่ออกแบบให้เหมาะกับกิจการของคุณ

40


ในโลกของธุรกิจ SME วันนี้ คำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ “ถ้าติดเครดิตบูโร จะกู้ได้ไหม?” ความจริงก็คือ เครดิตบูโรไม่ใช่ประตูปิดตาย แต่เป็น “สัญญาณเตือน” ที่สถาบันการเงินใช้ดูความเสี่ยงของผู้กู้ และในปี 2568 ซึ่งสภาพเศรษฐกิจไทยยังโตไม่แรง (NESDC คาดการณ์ 1.8–2.3%) ธนาคารยิ่งต้องรอบคอบมากขึ้นในการปล่อยกู้ ทำให้ผู้ประกอบการที่อยากขอสินเชื่อsme ต้องวางกลยุทธ์และเตรียมตัวดีกว่าเดิม.

Insight ที่ SME ต้องรู้: บทบาทของเครดิตบูโรในสินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์

สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Unsecured SME Loan) คือเครื่องมือทางการเงินที่เน้น “ความน่าเชื่อถือ” มากกว่าทรัพย์สินค้ำ ดังนั้น เครดิตบูโร และ กระแสเงินสด จึงเป็นปัจจัยหลักในการอนุมัติ

 emo55 กรณีเคยล่าช้า แต่เคลียร์หนี้หมดแล้ว: โอกาสยังมี โดยเฉพาะถ้าประวัติ 12–24 เดือนล่าสุดสะอาด ธนาคารอาจเลือกมองพฤติกรรมล่าสุดมากกว่าบาดแผลในอดีต

กรณียังมีหนี้ค้าง: ความเสี่ยงสูง โอกาสกู้ผ่านยากมาก เพราะถูกมองว่าอาจซ้ำรอยในอนาคต

NPL เกิน 90 วัน: เข้าข่ายสินเชื่อด้อยคุณภาพ โอกาสกู้ยาก แม้แต่ Non-Bank ก็มักปฏิเสธ เว้นแต่เลือกสินเชื่อฟื้นฟูเฉพาะกลุ่ม

มุมมองเชิงกลยุทธ์: การล่าช้าไม่ได้เหมือนกันทุกกรณี

 emo42 ในฐานะที่ปรึกษาด้านสินเชื่อ ผมมักบอกลูกค้าเสมอว่า “หนี้มีเรื่องเล่า” เพราะระยะเวลาและความถี่ในการล่าช้า ส่งผลต่างกันอย่างมากต่อการอนุมัติ

ล่าช้าไม่เกิน 30 วัน (ครั้งคราว) → ยังพออธิบายได้หากมีเหตุผล เช่น ปัญหาเอกสารหรือการโอนเงิน

ล่าช้า 60–90 วัน → เริ่มถูกจัดกลุ่มเสี่ยง ต้องมีแผนธุรกิจและการเงินที่แข็งแรงมาโน้มน้าว

เกิน 90 วัน (NPL) → ธนาคารแทบปิดประตู ยกเว้นมีการฟื้นฟูหรือค้ำประกันจากโครงการรัฐ

กลยุทธ์สำคัญคือ เปลี่ยน “เรื่องราวหนี้” ให้เป็น “บทเรียน” พร้อมแสดงให้สถาบันการเงินเห็นว่าคุณได้แก้ไขแล้วจริง ๆ เช่น การมี statement ที่สม่ำเสมอ การปิดหนี้ทั้งหมด และการควบคุม DSR (Debt Service Ratio) ให้ต่ำกว่า 50%

ปัจจัยที่สถาบันการเงินใช้ตัดสินใจ

1. รายได้และกระแสเงินสด
รายได้มั่นคงและเพียงพอคือกุญแจ แม้เครดิตมีรอย แต่ถ้า cash flow สวยงาม โอกาสอนุมัติก็สูงขึ้น สถาบันการเงินปี 2568 ให้ความสำคัญกับกระแสเงินสดย้อนหลัง 6–12 เดือน เพราะเศรษฐกิจยังชะลอตัว ธนาคารจึงเลือกผู้กู้ที่มีการหมุนเงินดี.

2. ลักษณะธุรกิจและอายุธุรกิจ
กิจการที่อยู่มามากกว่า 2–3 ปี ได้เปรียบเพราะมีประวัติชัดเจน ธุรกิจตามฤดูกาลอาจต้องแสดงเอกสารเสริม เช่น คำสั่งซื้อล่วงหน้า หรือสัญญาเช่าระยะยาว

3. ประเภทสถาบันการเงิน

ธนาคารพาณิชย์ → เงื่อนไขเข้ม แต่ดอกเบี้ยถูก

Non-Bank → ผ่อนปรนกว่า แต่ดอกเบี้ยสูงขึ้น

โครงการรัฐ/บสย. → ค้ำบางส่วน ช่วย SMEs ที่เครดิตไม่สมบูรณ์

แพลตฟอร์มดิจิทัล → ใช้ Alternative Credit Scoring เช่น พฤติกรรมการซื้อขายออนไลน์

วิธีเพิ่มโอกาสอนุมัติ แม้ติดเครดิตบูโร

1. เคลียร์หนี้ค้าง ปรับเครดิตให้สะอาดที่สุด
ปิดบัญชีหนี้ค้างทั้งหมด ขอหนังสือรับรองหนี้ และตรวจสอบรายงานเครดิตทุก 6 เดือน

2. สร้างประวัติการชำระใหม่
ชำระหนี้ที่มีอยู่ให้ตรงเวลา 6–12 เดือน เพื่อสร้าง track record ที่ดี

3. เลือกสถาบันที่เหมาะกับสถานะของคุณ
บาง Non-Bank และแพลตฟอร์มออนไลน์มองนอกกรอบเครดิตบูโร ลองเจรจาและเปรียบเทียบเงื่อนไข

4. ขอวงเงินเหมาะสม
อย่าขอเกินจริง เริ่มวงเงินเล็ก ๆ ที่สมเหตุสมผล สร้างเครดิตใหม่ ค่อยขยายภายหลัง

5. เตรียมเอกสารให้ครบ
งบการเงินย้อนหลัง 2–3 ปี, แผนธุรกิจ, statement ล่าสุด, สัญญาซื้อขายหรือ PO ระยะยาว

Insight เพิ่มเติม (ปี 2568)

อัตราดอกเบี้ยนโยบายไทย: ลดลงเหลือ 1.50% (ส.ค. 2568) ทำให้ต้นทุนกู้ยืมโดยรวมผ่อนลงเล็กน้อย แต่ยังขึ้นกับเครดิตและโปรไฟล์ธุรกิจ

การค้ำประกันสินเชื่อ บสย.: ปี 2568 บสย.ขยายโครงการค้ำประกันเพิ่ม เน้นช่วย SME ที่มีปัญหาเครดิตและไม่สามารถหาหลักทรัพย์ได้

Digital Lending: แพลตฟอร์มใหม่ ๆ เริ่มใช้ข้อมูลพฤติกรรม เช่น การจ่ายค่าน้ำไฟ/ค่าโทรศัพท์ มาเป็นตัวช่วยประเมินเครดิต (Alternative Scoring)

กลยุทธ์เชิงลึก: ถอดรหัสโอกาสกู้ในปีนี้

“ทำบัญชีให้โปร่งใส” → งบการเงินสะอาดคือเครื่องมือโน้มน้าวอันดับหนึ่ง

“เล่าเรื่องธุรกิจด้วยตัวเลข” → Projection 12 เดือนล่วงหน้า + KPI การเติบโต

“ใช้พันธมิตรช่วย” → หากมีสัญญาซื้อขายกับบริษัทใหญ่ ใช้เป็น leverage ต่อรองธนาคาร

“อย่ามองแค่ธนาคาร” → ปี 2568 ตลาด Non-Bank และ Digital Lending โตขึ้นกว่า 15% ให้โอกาสกลุ่มที่เคยถูกปฏิเสธ

สรุปใจความสำคัญ

การมีประวัติเครดิตไม่ดี ไม่ได้แปลว่า “กู้ไม่ได้” แต่หมายความว่าคุณต้อง วางกลยุทธ์และเตรียมเอกสารมากกว่าเดิม ปี 2568 เป็นปีที่ SME ต้องจัดการหนี้เก่า สร้างกระแสเงินสดให้มั่นคง และเลือกสถาบันการเงินที่เหมาะกับตัวเอง หากทำได้ครบ โอกาสกู้ผ่านยังมี แม้จะไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

Call to Action
ถ้าคุณกำลังเจอสถานการณ์ติดเครดิตบูโร แต่ต้องการขอสินเชื่อsmeเพื่อเดินหน้าธุรกิจ ทีม EasyCashFlows สามารถช่วยคุณวางแผน ปรับโครงสร้างหนี้ และเตรียมเอกสารยื่นกู้ได้จริง


ที่มาสินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน กรณีติดเครดิตบูโร



41



ในโลกธุรกิจที่ความเร็วคือทุกอย่าง ผู้ประกอบการ SME ไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากทั้ง ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น, กระแสเงินสดที่ผันผวน, และ การแข่งขันที่ดุเดือด การมี เงินทุนระยะสั้น ที่สามารถเข้าถึงได้ทันเวลา จึงเปรียบเสมือน “กันชน” ที่ช่วยให้กิจการไม่สะดุด

ปี 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานว่า การปล่อยสินเชื่อเพื่อธุรกิจใหม่แก่ SME ยังคงเน้นพิจารณาจาก กระแสเงินสด (Cash Flow-based Lending) มากกว่าหลักทรัพย์ค้ำประกันเดิม เพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจรายย่อยเข้าถึงวงเงินง่ายขึ้น โดยเฉพาะ สินเชื่อระยะสั้น ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเสริมสภาพคล่องเฉพาะหน้า

 emo55 สินเชื่อระยะสั้นคืออะไร?

โดยทั่วไป สินเชื่อเพื่อธุรกิจระยะสั้น หมายถึงเงินกู้ที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี เหมาะสำหรับกิจการที่ต้องการเงินหมุนเวียนทันที ไม่ว่าจะเพื่อซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าแรง เสริมสต็อกสินค้า หรือประมูลงานด่วน

ประเภทสินเชื่อระยะสั้นที่นิยม

สินเชื่อเงินหมุนเวียน (Working Capital Loan): เติมทุนสำหรับค่าใช้จ่ายประจำ เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าเช่า ค่าแรง

สินเชื่อod(Overdraft: OD): ใช้จ่ายตามจริง จ่ายดอกเฉพาะเงินที่ใช้ไป

สินเชื่อการค้า (Trade Finance / Inventory Loan): ใช้สั่งซื้อวัตถุดิบหรือเสริมสต็อก

แฟคตอริ่ง (Factoring / Invoice Financing): แปลงใบแจ้งหนี้เป็นเงินสดทันที

Bank Guarantee / Letter of Guarantee: รับประกันผลงานหรือการเข้าร่วมประมูลงาน

ก้าวแรกก่อนขอสินเชื่อระยะสั้น
1. ประเมินความต้องการที่แท้จริง

ไม่ใช่กู้เพราะ “อยากได้ทุน” แต่ต้องกู้เพราะ “มีแผนการใช้เงินชัดเจน” เช่น ต้องการเงินเพิ่มสต็อกสินค้า 3 เดือนข้างหน้า หรือใช้จ่ายค่าแรงในช่วงยอดขายชะลอ

2. ตรวจสอบคุณสมบัติและเอกสาร

สถาบันการเงินแต่ละแห่งมีเกณฑ์ต่างกัน แต่โดยทั่วไปต้องมี:

งบการเงินย้อนหลัง

Bank Statement 6–12 เดือน

หลักฐานการเสียภาษี

แผนธุรกิจสั้นๆ ที่ชี้ว่าเงินกู้จะนำไปทำอะไร และคืนได้อย่างไร

3. เปรียบเทียบข้อเสนอ

อย่าผูกติดกับธนาคารเดียว ควรเปรียบเทียบ อัตราดอกเบี้ย, ค่าธรรมเนียม, และ ระยะเวลาผ่อน จากหลายแห่ง

4. เลือกประเภทสินเชื่อที่ตรงโจทย์

หากธุรกิจหมุนเงินเร็ว เลือก OD หรือ Factoring แต่ถ้าต้องลงทุนรอบใหญ่ระยะสั้น ควรเลือก Working Capital Loan

Insight ปี 2568: โอกาสของผู้ประกอบการ

นโยบาย BOT: สนับสนุนสินเชื่อ SME ไม่เกิน 5 ล้านบาท โดยเน้นวิเคราะห์กระแสเงินสดมากกว่าหลักทรัพย์ค้ำ

บสย. ค้ำประกันสินเชื่อ: ครึ่งปีแรก 2568 ค้ำแล้วกว่า 19,481 ล้านบาท ช่วย SME กว่า 21,000 ราย และยังมีมาตรการพิเศษวงเงิน 5,000 ล้านบาท สำหรับกลุ่มเปราะบาง

SME D Bank: ออก Soft Loan วงเงินรวม 20,000–30,000 ล้านบาท ดอกเบี้ยพิเศษ 3% คงที่ 3 ปีแรก

Mistakes to Avoid: ข้อผิดพลาดที่ SME มักพลาด

แม้สินเชื่อระยะสั้นจะเป็นตัวช่วย แต่หลายธุรกิจกลับสะดุดเพราะใช้ไม่ถูกวิธี

❌ 1. กู้เกินความจำเป็น

ยื่นกู้เกินกว่ากระแสเงินสดที่ทำได้ ทำให้ DSR (Debt Service Ratio) สูงเกิน 40% สุดท้ายกลายเป็นภาระมากกว่าประโยชน์

❌ 2. ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์

กู้เพื่อเสริมสภาพคล่อง แต่กลับนำไปลงทุนเสี่ยงหรือนำไปใช้ส่วนตัว → ธุรกิจขาดทุน-หนี้พุ่ง

❌ 3. ไม่แยกบัญชีธุรกิจ–ส่วนตัว

การใช้บัญชีเดียวกันทำให้ธนาคารไม่มั่นใจในเครดิต และยากต่อการประเมินความน่าเชื่อถือ

❌ 4. ไม่วางแผนการชำระหนี้

คิดเพียง “ได้วงเงินก่อน” แต่ไม่วางตารางคืน → เสี่ยงค้างชำระ และเสียเครดิตบูโร

❌ 5. ลืมต้นทุนแฝง

ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายการโอนเงิน → หากไม่รวมในแผนเงินสด อาจกระทบสภาพคล่องจริง

กลยุทธ์การใช้สินเชื่อระยะสั้นให้คุ้มค่า

ใช้เฉพาะจุดที่สร้างรายได้กลับคืน (ROI > ดอกเบี้ยจ่าย)

กำหนดเพดาน DSR 30–35% เพื่อไม่ให้ภาระเกินกำลัง

ทำ Cash Flow Forecast อย่างน้อย 12 เดือน

เลือกสินเชื่อหลายประเภทผสมผสาน เช่น ใช้ OD สำหรับค่าใช้จ่ายประจำ + Factoring สำหรับเร่งกระแสเงินสด

เตรียมแผนสำรอง (Plan B) หากยอดขายไม่เป็นไปตามคาด

สรุป

ในปี 2568 การเข้าถึง สินเชื่อระยะสั้น ไม่ใช่เรื่องยาก หากผู้ประกอบการเข้าใจ วัตถุประสงค์ชัดเจน, เตรียมเอกสารครบถ้วน, และ หลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดซ้ำเดิม เงินทุนระยะสั้นจะไม่ใช่เพียงแค่ “ทางออกชั่วคราว” แต่จะกลายเป็น “ตัวเร่งการเติบโต” ของ SME ไทยในระยะยาว

???? หากคุณต้องการเปรียบเทียบข้อเสนอสินเชื่อ หรือรับคำปรึกษาการวางแผนเงินกู้ที่เหมาะสม ติดต่อได้ที่ www.easycashflows.com

แหล่งข้อมูล (อัปเดตปี 2568)

ธนาคารแห่งประเทศไทย. รายงานแนวโน้มสินเชื่อ SME 2568 – bot.or.th

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.). รายงานสถานการณ์ SME ปี 2567 – sme.go.th

บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.). มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs 2568 – tcg.or.th

42


 emo23 ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กในปี 2568 นี้ คงสัมผัสได้ว่าบรรยากาศธุรกิจเปลี่ยนไปมาก ทั้งการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปออนไลน์เร็วกว่าเดิม และแรงกดดันด้านต้นทุนจากค่าแรงและวัตถุดิบที่สูงขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน “โอกาส” ก็ยังมีมากมาย — โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจที่สามารถใช้ สินเชื่อsme และ เงินกู้ SME เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่แค่ทางออกเฉพาะหน้า

 emo25 ภาพรวมตลาดสินเชื่อ SME ปี 2568

ข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ปี 2568 มูลค่าสินเชื่อ SME มีแนวโน้มขยายตัว 4–5% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ระบบธนาคารยังคัดกรองเข้มขึ้น แต่สถาบันการเงินยังคงมุ่งสนับสนุน สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก เพราะเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจฐานรากและการจ้างงาน

ธุรกิจที่มีศักยภาพ ข้อมูลการเงินโปร่งใส และสามารถนำเสนอแผนการใช้เงินชัดเจน จะยังคงเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายกว่า และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการเข้าใจ “ทิศทางตลาดเงินกู้ SME” ถึงเป็นกุญแจสำคัญ

 emo53 บทบาทเชิงกลยุทธ์ของสินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก
1. เร่งการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถ

หลายธุรกิจใช้ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ สำหรับซื้อเครื่องจักร เทคโนโลยี หรืออัปเกรดระบบดิจิทัล ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และรองรับงานใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว

2. เสริมสภาพคล่อง ป้องกัน “เงินสะดุด”

กระแสเงินสดคือเส้นเลือดของธุรกิจ การเข้าถึงวงเงินสินเชื่อหมุนเวียน (Working Capital Loan) ทำให้ธุรกิจสามารถหมุนเวียนค่าใช้จ่ายในช่วงที่รายได้ล่าช้า ไม่สะดุดกับค่าแรง ค่าเช่า หรือวัตถุดิบ

3. ขยายตลาดและฐานลูกค้า

สินเชื่อ SME ไม่เพียงช่วยรักษาธุรกิจ แต่ยังสร้างโอกาสใหม่ เช่น การเปิดสาขาใหม่ การลงทุนด้าน e-commerce หรือขยายสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก

4. ลงทุนในนวัตกรรมเพื่อความแตกต่าง

ข้อมูลจาก สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พบว่า SME ที่ลงทุนในนวัตกรรม มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงกว่า 30% เมื่อเทียบกับคู่แข่ง การใช้สินเชื่อเพื่อพัฒนาสินค้าใหม่หรือปรับปรุงคุณภาพ คือการสร้าง “แต้มต่อ” ระยะยาว

 emo42 แนวโน้มสินเชื่อ SME ที่ SME ต้องจับตาในปี 2568
สินเชื่อดิจิทัล (Digital Lending)

การขอสินเชื่อผ่าน แพลตฟอร์มออนไลน์ กลายเป็นเรื่องปกติ ใช้เวลาอนุมัติเร็วกว่าเดิมถึง 60% ด้วยเทคโนโลยี E-KYC และ Big Data ช่วยลดขั้นตอนเอกสารที่ซับซ้อน

สินเชื่อสีเขียว (Green Loan)

ธุรกิจที่ใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน หรือทำโครงการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม จะได้รับสิทธิ์กู้ดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ เทรนด์นี้มาแรงในปี 2568 เพราะ ESG ไม่ใช่แค่ “ภาพลักษณ์” แต่ยังเป็น “ต้นทุนเงินทุน” ที่ถูกลงจริง

สินเชื่อเฉพาะกลุ่ม

ธนาคารออกผลิตภัณฑ์เจาะจงกลุ่ม เช่น e-commerce loan, สินเชื่อเกษตรอัจฉริยะ, และ สินเชื่อท่องเที่ยว เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มโตสูง พร้อมบริการเสริม เช่น ที่ปรึกษาหรือโครงการอบรม

AI Credit Scoring

ระบบประเมินเครดิตด้วย AI ทำให้ผู้ประกอบการที่อาจไม่มีงบการเงินสวยหรู แต่มี ข้อมูลดิจิทัล จาก POS หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ ก็ยังสามารถเข้าถึงเงินกู้ SME ได้

กลยุทธ์การใช้สินเชื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
1. จับคู่ประเภทสินเชื่อกับเป้าหมายธุรกิจ

Term Loan เหมาะสำหรับลงทุนระยะยาว เช่น ซื้อที่ดิน เครื่องจักร

วงเงินหมุนเวียน (OD) เหมาะสำหรับค่าใช้จ่ายสั้น ๆ ที่หมุนเวียนเร็ว

สินเชื่อดิจิทัล เหมาะสำหรับผู้ค้าขายออนไลน์ที่ต้องการเงินด่วน อนุมัติไว

2. คุมสัดส่วนหนี้ (DSR) อย่างมีวินัย

การรักษา DSR (Debt Service Ratio) ให้อยู่ที่ 30–40% ของกระแสเงินสด จะทำให้ธุรกิจไม่ “หายใจไม่ออก” และยังเหลือกันชนสำหรับค่าใช้จ่ายประจำ

3. วาง ROI ชัดเจน

ทุกครั้งที่กู้ ต้องตอบได้ว่า “เงินก้อนนี้สร้างผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยหรือไม่” เช่น ลงทุน 2 ล้านบาทกับเครื่องจักร ต้องเพิ่มรายได้/ลดต้นทุนเกินดอกเบี้ย 2-3 เท่า

4. ติดตามและประเมินผล

ทำรายงานผลการใช้เงินกู้รายเดือน เพื่อดูว่าสินเชื่อถูกใช้ไปในทิศทางที่สร้างกำไรจริงหรือไม่ หากไม่ ควรปรับกลยุทธ์ทันที

สรุป: โอกาสใหม่กับความท้าทายของ SME ในปี 2568

ปี 2568 เป็นปีที่ธุรกิจรายย่อยต้อง “เล่นเกมการเงิน” อย่างชาญฉลาด การเข้าถึง สินเชื่อ SME, เงินกู้ SME, สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก และสินเชื่อธุรกิจขนาดเล็ก จะยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดการเติบโต แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่การเลือกใช้สินเชื่ออย่างมีวินัย และมีกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อคว้าโอกาส

???? หากคุณกำลังวางแผนขยายกิจการ และอยากได้ที่ปรึกษาด้านการเงินธุรกิจ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญได้ที่ www.easycashflows.com

อ่านเนื้อหาต้นฉบับสินเชื่อ SME ปี 2568

ข้อมูลอ้างอิง (อัปเดตปี 2568)

ธนาคารแห่งประเทศไทย – รายงานแนวโน้มธุรกิจ SME ประจำปี 2568

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม – มาตรการสนับสนุน SME ปี 2568

กระทรวงการคลัง – คู่มือการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับ SME

43


 emo38 คุณอาจกำลังจ่ายดอกเบี้ยให้กับ OD, Term Loan, บัตร/วงเงินธุรกิจ และสัญญาเช่าซื้อเครื่องจักรจากหลายสถาบันการเงินพร้อมกัน—ค่างวดไม่เท่ากัน วันตัดรอบไม่ตรงกัน ทำให้เงินหมุนสะดุดบ่อย ๆ “รีไฟแนนซ์” หรือ รีไฟแนนซ์สินเชื่อธุรกิจ คือการย้ายและ “รวบหนี้เป็นก้อนเดียว” ไปยังผู้ให้กู้รายใหม่ (หรือธนาคารเดิมบนเงื่อนไขใหม่) เพื่อให้คุณได้ ดอกเบี้ยต่ำลง ระยะเวลายืดหยุ่นขึ้น และสภาพคล่องดีขึ้น

บริบทปี 2568 เอื้อให้เจ้าของกิจการพิจารณารีไฟแนนซ์อย่างมีเหตุผลมากขึ้น: คณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยมีมติ ลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1.50% เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2568 เพื่อพยุงเศรษฐกิจ ขณะที่ทางการชี้ว่าการขยายตัวของสินเชื่อยังอ่อนแรง โดยเฉพาะกลุ่ม SME ซึ่งสะท้อนเงื่อนไขคัดกรองที่เข้มขึ้นแต่เปิดโอกาสสำหรับผู้กู้ที่ “เอกสารและตัวเลขดี” ในการเจรจาเงื่อนไขใหม่ให้คุ้มกว่าเดิมได้มากขึ้น


 emo40 รีไฟแนนซ์ธุรกิจ SME คืออะไร? ต่างจาก “ปรับโครงสร้างหนี้” อย่างไร

สินเชื่อรีไฟแนนซ์: ย้ายหนี้จากหลายก้อน/หลายสถาบัน มารวมเป็นก้อนเดียว (หรือไม่กี่ก้อน) กับผู้ให้กู้ที่เสนอ อัตราดอกเบี้ยน้อยกว่า หรือ โครงสร้างค่างวดเหมาะกว่า เป้าหมายคือ ลดต้นทุนทางการเงิน และ ทำให้กระแสเงินสดสม่ำเสมอ

ปรับโครงสร้างหนี้ (Restructuring): เปลี่ยนเงื่อนไขกับผู้ให้กู้ “รายเดิม” เพื่อคงความสามารถชำระหนี้ เช่น ขยายเวลาผ่อน ลดค่างวด ผ่อนชำระเฉพาะดอกช่วงหนึ่ง ฯลฯ ซึ่งทางการมีแนวนโยบายกำกับให้สถาบันการเงินทำอย่างเป็นระบบตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา


มุมมองที่ปรึกษา: ถ้ากิจการ แข็งแรง (ยอดขาย–กำไร–DSCR ดี) “รีไฟแนนซ์” มักให้ผลประหยัดสูงสุด เพราะคุณใช้ อำนาจต่อรอง ที่มีอยู่ไปแลกดอกเบี้ย–ค่างวดที่ดีกว่า แต่ถ้า ยังเปราะบาง (กระแสเงินสดตึง/ยังฟื้นตัว) การ “ปรับโครงสร้างหนี้” กับเจ้าหนี้เดิมอาจเหมาะกว่าในระยะสั้น

วิเคราะห์เชิงลึก: เมื่อไรควรพิจรณาว่า สินเชื่อsme ที่มีอยู่ควรรีไฟแนนซ์ได้แล้ว

ในปี 2568 ภาพรวมสินเชื่อธุรกิจโดยเฉพาะ SME ยังขยายตัวอย่างระมัดระวัง ธปท.ระบุว่าการปล่อยสินเชื่อใหม่ยังอ่อนแรงและมีความเสี่ยงเฉพาะกลุ่ม ขณะเดียวกัน NPL ของ SME ลดลงส่วนหนึ่งเพราะมาตรการช่วยเหลือ–ปรับโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFI) ซึ่งตีความได้ว่า “ลูกค้าที่เอกสารดีและกระแสเงินสดแน่น” จะได้เปรียบในการต่อรองเงื่อนไขรีไฟแนนซ์มากขึ้น


ตัวชี้วัด 6 ข้อที่บอกว่า “ถึงเวลารีไฟแนนซ์”

ส่วนต่างดอกเบี้ย (Spread) ≥ 1.0–1.5% เทียบระหว่างดอกเบี้ยเดิมกับข้อเสนอใหม่ หลังหักค่าธรรมเนียมทั้งหมด

DSCR ≥ 1.5 เท่า หลังรีไฟแนนซ์แล้วค่างวดรวมต้อง “เบาลง” พอให้ DSCR ดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

คงเหลืออายุสัญญา ≥ 3 ปี ยิ่งเหลือยาว การประหยัดดอกเบี้ยสะสมยิ่งมาก (คุ้มค่าธรรมเนียมย้ายค่าย)

รายได้สม่ำเสมอ มี Statement/ใบกำกับภาษีรองรับ 6–12 เดือน

ไม่มีธงแดงเครดิต (ค้างชำระ/ผิดนัด) ใน 12 เดือนล่าสุด

โครงสร้างหนี้หลังรีไฟแนนซ์ ต้องช่วยแก้ “ต้นตอ” เช่น ลดภาระ OD ที่แพง/ผันผวน ด้วย Term Loan ดอกต่ำ–ผ่อนคงที่

“กฎหัวแม่มือ” ประเมินความคุ้มอย่างเร็ว

ทุก ๆ ส่วนลดดอกเบี้ย 1% บนหนี้ 5 ล้านบาท ช่วยประหยัดดอกเบี้ย “ระดับหลายหมื่นบาท/ปี” ในช่วงแรก (ตัวเลขจริงขึ้นกับโปรไฟล์ค่างวด–ยอดคงเหลือ)

ถ้าค่าปรับปิดก่อนกำหนด (Prepayment), ค่าจดจำนอง/ประเมิน, ค่าธรรมเนียมรีไฟแนนซ์ รวมกันไม่เกินดอกเบี้ยที่จะประหยัดใน 18–24 เดือนแรก มัก “คุ้ม”

ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ: ในตลาดดอกเบี้ยขาลง (MPC ลดดอกเบี้ยนโยบายสู่ 1.50% เมื่อ ส.ค. 2568) ผู้กู้ควรเจรจา อัตราดอกเบี้ยอ้างอิง–ส่วนเพิ่ม (Spread) และ เงื่อนไขรีเซ็ต ให้ชัด รวมถึงพิจารณา “ตรึงดอก” บางส่วน (Fixed) บนสัญญาหลัก เพื่อล็อกความแน่นอนของต้นทุนการเงินระยะกลาง โดยสำรองวงเงินลอยตัว (Floating) ไว้เฉพาะส่วนที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง เช่น OD/Working Capital ฯลฯ
bot.or.th

ความเสี่ยงและ “ธงแดง” ในสัญญาที่ห้ามมองข้าม

Prepayment Penalty และ “Lock-in” ที่ยาวเกิน—ทำให้เสียโอกาสลดดอกในอนาคต

Negative Pledge / Cross Default—ข้อกำหนดค้ำคอทรัพย์และการผิดนัดไขว้

Covenant DSCR/D/E—ตั้งเพดานสูงเกินตัว อาจกลายเป็นเหตุผิดเงื่อนไขง่าย ๆ

ค่าธรรมเนียมยิบย่อย—ค่าประเมิน ค่าจดจำนอง ค่าธรรมเนียมค้ำ (ถ้าใช้ บสย.) ต้องรวมใน TCO (Total Cost of Ownership) เสมอ

 emo55 แผนปฏิบัติการรีไฟแนนซ์: 4 สัปดาห์ให้จบอย่างมืออาชีพ

สัปดาห์ 1 – วินิจฉัยหนี้
รวบรวมสัญญาเดิมทั้งหมด: ยอดคงเหลือ, อัตราดอก, ตารางค่างวด, ค่าปรับปิดก่อนกำหนด, หลักประกันที่ผูกไว้ แล้วคำนวณ DSCR ปัจจุบัน

สัปดาห์ 2 – เตรียมแฟ้มอนุมัติ
งบการเงิน 2–3 ปี + Statement 6–12 เดือน, ภพ.30/งบภาษี, แผนธุรกิจ–กระแสเงินสดคาดการณ์ 3–5 ปี, เอกสารหลักประกัน (ถ้ามี) และสรุปวัตถุประสงค์รีไฟแนนซ์ (รวบ OD/เปลี่ยนเป็น Term/ยืดค่างวด ฯลฯ)

สัปดาห์ 3 – เปรียบเทียบข้อเสนอ
ยื่นอย่างน้อย 2–3 สถาบัน (ธ.รัฐ/ธ.พาณิชย์/ไฟแนนซ์เฉพาะทาง) แล้วเปรียบเทียบ ดอกเบี้ยอ้างอิง + Spread, ค่าธรรมเนียมรวม, Covenant, กรอบอนุมัติวงเงินเสริม (OD, Factoring, Invoice Financing)

สัปดาห์ 4 – ปิดดีลอย่างปลอดภัย
เคลียร์ภาระผูกพัน (ปลดจำนอง/เปลี่ยนผู้รับจำนอง), ตรวจถ้อยคำสัญญา, วางแผนโยกบัญชีรายรับหลักเข้าธนาคารใหม่เพื่อสร้าง Behavior Score รองรับการขอวงเงินเพิ่มในอนาคต

 emo57 ทางเลือก “ผู้ให้กู้” สำหรับ รีไฟแนนซ์สินเชื่อ SME (จัดหมวดเพื่อการเปรียบเทียบ)

ธนาคารของรัฐ: SME D Bank, ออมสิน—เหมาะกับผู้ประกอบการที่ต้องการวงเงินรีไฟแนนซ์พร้อมเสริมสภาพคล่อง/ลงทุน เพิ่มโอกาสได้เงื่อนไขตามนโยบายภาครัฐ หรือเข้ากรอบช่วยเหลือเฉพาะพื้นที่ภัยพิบัติ–เศรษฐกิจ (ธปท.มีแนวทางผ่อนปรนการจัดชั้นหนี้กรณีภัยพิบัติเป็นการชั่วคราว)
bot.or.th

ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่: กสิกรไทย, กรุงไทย, ไทยพาณิชย์, กรุงเทพ, ttb ฯลฯ—เหมาะกับลูกค้าที่งบการเงินแข็งแรง ต้องการวงเงินสูง มีหลายผลิตภัณฑ์ประกบ (OD, Trade, FX Hedge)

ไฟแนนซ์เฉพาะทาง/Non-Bank: ใช้ “รีไฟแนนซ์บางก้อน” เพื่อแก้คอขวด เช่น สลับวงเงิน OD แพง ไปเป็น Term Loan ดอกต่ำ แล้วคง OD ไว้เท่าที่จำเป็น

บสย. ค้ำประกัน: ถ้าหลักทรัพย์ไม่พอ การใช้ค้ำเสริม อาจ ช่วยปิดดีลได้ แต่ต้องรวม “ค่าธรรมเนียมค้ำ” เข้าใน TCO ก่อนตัดสินใจ

หมายเหตุ: ปี 2568 การแข่งขันราคาดอกระหว่างผู้ให้กู้ยังอิงภาวะดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลง แต่การคัดกรองยังเข้ม—จุดชี้ขาดจึงอยู่ที่ คุณภาพเอกสาร กระแสเงินสดจริง และความโปร่งใสของข้อมูล มากกว่าการ “ช้อปดอกเบี้ย” เพียงอย่างเดียว
bot.or.th

เคสตัวอย่าง (สมมติ): โรงงานอาหารพร้อมรีไฟแนนซ์เพื่อ “ลดดอก–เสริมทุนหมุน”

โรงงาน SME รายได้ 120 ลบ./ปี มียอดหนี้รวม 32 ลบ. กระจาย 4 สัญญา (OD 8 ลบ., Term 18 ลบ., ลีสซิ่ง 4 ลบ., วงเงินสั้น 2 ลบ.) จ่ายดอกเฉลี่ย “สูงและผันผวน” ทำให้ DSCR แกว่ง ระหว่าง 1.2–1.4 เท่า

แผนรีไฟแนนซ์:

รวบ OD 8 ลบ. + วงเงินสั้น 2 ลบ. เป็น Term Loan 10 ลบ. ดอกต่ำลง–ผ่อนคงที่

รีไฟแนนซ์ Term เดิม 18 ลบ. ไปอัตราที่ต่ำลง + ยืดอายุอีกเล็กน้อย

คง OD หลังรีไฟแนนซ์ไว้ 4 ลบ. สำหรับฤดูกาลขายพีก (ลดความผันผวนของดอก)

ผลลัพธ์ที่มุ่งหวัง: ค่างวดรวมลดลง, DSCR > 1.6 เท่า สม่ำเสมอ, ต้นทุนทางการเงินต่อรายได้ลดลง มีกำลังลงทุนอัตโนมัติเครื่องจักรเพิ่มเติม

เช็กลิสต์เอกสารที่ “เพิ่มโอกาสอนุมัติ” ในตลาดปี 2568

งบการเงินตรวจสอบแล้ว 2–3 ปี + Statement 6–12 เดือน (ให้เห็น Cash Conversion จริง)

ภพ.30/ภงด.50/51 และใบกำกับภาษี (สะท้อนรายได้มีฐานภาษี)

Aging ลูกหนี้–เจ้าหนี้ และ สัญญารายได้ (PO/LOA/สัญญารับงาน) เพื่อพิสูจน์ความสม่ำเสมอของกระแสเงินสด

เอกสารหลักประกัน (โฉนด/นิติกรรม/ประเมินเบื้องต้น) หากต้องการลดดอกด้วยทรัพย์ค้ำ

แผนธุรกิจและ Cash Flow Projection 3–5 ปี (ระบุสมมติฐาน–ความเสี่ยง–แผนรับมือ)

บริบทคุณภาพเครดิตของธุรกิจปี 2568: ธปท.รายงานว่า คุณภาพหนี้ธุรกิจโดยรวมทรงตัว แต่ NPL SME ลดลง ส่วนหนึ่งจากการปรับโครงสร้างหนี้โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจ—จึงยิ่งจำเป็นที่ผู้กู้จะต้อง “โชว์” การบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ธนาคารเชื่อมั่นว่าหลังรีไฟแนนซ์แล้วหนี้จะมีคุณภาพกว่าเดิม
bot.or.th

สรุปเชิงกลยุทธ์: รีไฟแนนซ์สินเชื่อ SME ให้ “คุ้มจริง” ในปี 2568

ประเมิน Spread ที่ลดได้ หลังหักค่าใช้จ่ายย้ายค่ายทั้งหมด 2) ย้าย “หนี้แพง–ผันผวน” ไปเป็นโครงสร้าง ผ่อนคงที่–ดอกต่ำ 3) จัด Covenant ให้สอดคล้องฤดูกาลขายและวัฏจักรธุรกิจ 4) วาง Buffer/OD เท่าที่จำเป็นเพื่อความยืดหยุ่น 5) โปร่งใสเรื่องข้อมูล–ภาษี–เอกสาร เพื่อเลี้ยง Behavior Score ให้พร้อมขอวงเงินเสริมในอนาคต

ถ้าคุณต้องการทีมมืออาชีพช่วยวิเคราะห์ความคุ้ม รีเช็คสัญญา และเตรียมแฟ้มอนุมัติให้ผ่านด่านแรกอย่างสวยงาม ติดต่อเราได้เลยที่ www.easycashflows.com
 – เราพร้อมวางแผนรีไฟแนนซ์ธุรกิจ SME ให้เหมาะกับ “กระแสเงินสดจริง” ของกิจการคุณ

ที่มาบทความฉบับเต็ม สินเชื่อรีไฟแนนซ์ รวบหนี้ธุรกิจหลายก้อนให้เป็นก้อนเดียว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง (อัปเดตปี 2568)

Bank of Thailand – Monetary Policy Committee’s Decision No. 4/2025 (มติลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1.50% และมุมมองสินเชื่อธุรกิจ/SME)
https://www.bot.or.th/en/news-and-media/monetary-policy/monetary-policy-decisions/2025/mpc-decision-425.html
 
bot.or.th

Bank of Thailand – Monetary Policy Report Q1/2025 (ทิศทางคุณภาพหนี้ธุรกิจและ SME; ปัจจัย NPL)
https://www.bot.or.th/content/dam/bot/documents/en/our-roles/monetary-policy/mpc-publication/monetary-policy-report/MPR_2025_Q1.pdf
 
bot.or.th

44

เริ่มต้นธุรกิจใหม่ ไม่ได้แปลว่า “หมดสิทธิ์กู้”

หลายคนเชื่อว่าหากบริษัทเพิ่งจดทะเบียนยังไม่ถึง 3 ปี จะไม่สามารถขอ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ SME ได้ โดยเฉพาะ สินเชื่อเพื่อธุรกิจไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่ในปี 2568 ความจริงเปลี่ยนไปแล้วครับ – ธนาคารและหน่วยงานภาครัฐเริ่มมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่ออกแบบมาเพื่อผู้ประกอบการใหม่ โดยใช้การประเมิน “ศักยภาพธุรกิจ” และ “กระแสเงินสด” มากกว่าการพิจารณาเฉพาะอายุบริษัท

ปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องรู้ก่อนยื่นกู้
1. ประวัติการเดินบัญชีที่ดี

Insight ผู้เชี่ยวชาญ:
จากประสบการณ์ของผม ธนาคารจะมอง Statement ย้อนหลังเป็นอันดับแรก เพื่อประเมินว่าธุรกิจมี “เงินเข้าออกจริง” หรือไม่ การมีเงินหมุนเวียนสม่ำเสมออย่างน้อย 6 เดือน ช่วยสร้างความมั่นใจได้มาก

ข้อดี: ช่วยเพิ่มคะแนนเครดิตธุรกิจ

ข้อเสีย: หากเดินบัญชีไม่สม่ำเสมอ ธนาคารจะตีความว่าธุรกิจยังไม่มีเสถียรภาพ

2. รายได้ที่สม่ำเสมอ

สถาบันการเงินให้ความสำคัญกับ “แนวโน้มรายได้” มากกว่าแค่ตัวเลขในปัจจุบัน

คำแนะนำผู้เชี่ยวชาญ:
ถ้าธุรกิจเพิ่งเริ่ม ควรเก็บหลักฐานการขาย เช่น ใบแจ้งหนี้ (Invoice), สัญญาว่าจ้าง, หรือยอดขายออนไลน์ เพื่อใช้ยืนยันรายได้

ข้อดี: ธุรกิจใหม่ที่มีดีลลูกค้าต่อเนื่อง มีโอกาสสูงในการได้วงเงินกู้

ข้อเสีย: หากรายได้ขึ้น ๆ ลง ๆ ธนาคารจะมองว่ามีความเสี่ยงสูง

3. เครดิตส่วนตัวของเจ้าของกิจการ

ในระยะเริ่มต้น ธนาคารยังพิจารณาจาก “เครดิตบูโร” ของผู้กู้หรือกรรมการบริษัท

Insight ผู้เชี่ยวชาญ:
ผมพบว่าธุรกิจที่เจ้าของมีเครดิตส่วนตัวดี (ไม่มีประวัติค้างชำระหนี้) มักได้รับการอนุมัติวงเงินง่ายขึ้น แม้บริษัทเพิ่งเปิดได้ไม่นาน

ข้อดี: เจ้าของกิจการที่มีเครดิตดีช่วยดันโอกาสอนุมัติสินเชื่อ

ข้อเสีย: หากเจ้าของเคยมีประวัติค้างหนี้ ธนาคารจะเข้มงวดมากขึ้น

4. วงเงินที่จำกัด

ธุรกิจใหม่อาจไม่ได้วงเงินสูงเท่าบริษัทใหญ่ เพราะยังไม่มีประวัติการดำเนินงานยาวนาน

คำแนะนำผู้เชี่ยวชาญ:
อย่ามองว่าวงเงินน้อยเป็นเรื่องแย่ แต่ให้ใช้เป็น “วงเงินทดลอง” เพื่อสร้างเครดิตธุรกิจ เมื่อชำระดี ธนาคารมักขยายวงเงินเพิ่มอัตโนมัติ

5. การค้ำประกันโดย บสย.

บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นพระเอกตัวจริงสำหรับ SME ใหม่ ๆ เพราะช่วยค้ำประกันเงินกู้แทนผู้กู้

ข้อดี: ทำให้เข้าถึงวงเงินสูงขึ้นโดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์

ข้อเสีย: ผู้กู้ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมค้ำประกัน แต่ถือว่าคุ้มเมื่อเทียบกับโอกาสที่ได้รับ

แหล่ง สินเชื่อ sme ไม่มีหลักทรัพย์ 2568 ที่น่าสนใจในปี 2568
ธนาคารออมสิน – สินเชื่อ SMEs ไม่มีหลักประกัน

วงเงินสูงสุด: 10 ล้านบาท

ใช้การค้ำประกันจาก บสย.

ไม่จำกัดอายุธุรกิจชัดเจน

ดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาด

Insight ผู้เชี่ยวชาญ: เหมาะกับ SME ที่ต้องการวงเงินกลาง–สูง และมี Statement การเงินที่ดี

ธนาคารกรุงไทย – สินเชื่อ SME Smart Money

ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน

อนุมัติเร็ว

เหมาะกับบริษัทที่มีรายได้สม่ำเสมอ

คำแนะนำผู้เชี่ยวชาญ: หากคุณเป็นบริษัทใหม่ที่มีสัญญาลูกค้าชัดเจน ตัวเลือกนี้ช่วยเสริมสภาพคล่องระยะสั้นได้ดี

ธนาคารกสิกรไทย – สินเชื่อเงินด่วนธุรกิจ

วงเงินสูงสุด 3 ล้านบาท

ยื่นออนไลน์ได้

เหมาะสำหรับบริษัทอายุไม่เกิน 3 ปี

Insight ผู้เชี่ยวชาญ: แม้วงเงินจะไม่สูง แต่เหมาะสำหรับธุรกิจใหม่ที่ต้องการความเร็วและความสะดวก

กลยุทธ์สำหรับเจ้าของธุรกิจใหม่ปี 2568

สร้างเครดิตธุรกิจเร็วที่สุด: เปิดบัญชีบริษัท และให้รายได้เข้าผ่านบัญชีเดียวเพื่อสร้างประวัติการเงิน

ใช้วงเงินเล็กเพื่อสร้างเครดิต: ยื่นกู้วงเงินไม่สูงก่อน แล้วค่อยขยายวงเงิน

พิจารณารีไฟแนนซ์ในอนาคต: เมื่อธุรกิจเติบโต สามารถย้ายไปใช้สินเชื่อ SME วงเงินสูงได้

อย่าลืมใช้บริการ บสย.: ลดอุปสรรคเรื่องหลักทรัพย์ และเพิ่มโอกาสอนุมัติ

สรุป

การเข้าถึง
สินเชื่อเพื่อธุรกิจไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป แม้จะเป็นธุรกิจที่เพิ่งจดทะเบียนไม่ถึง 3 ปี แต่ด้วยการเตรียม Statement ให้สม่ำเสมอ, การรักษาเครดิตส่วนตัวให้ดี และการใช้บริการ บสย. ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ก็สามารถเข้าถึงเงินทุนได้จริง

???? หากคุณกำลังเริ่มธุรกิจ SME และต้องการที่ปรึกษาสินเชื่อ เชิญเยี่ยมชม www.easycashflows.com เพื่อขอข้อมูลและคำปรึกษาฟรีจากผู้เชี่ยวชาญ

อ่านบทความฉบับเต็มสินเชื่อธุรกิจ sme ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน สำหรับเจ้าของธุรกิจใหม่

ข้อมูลอ้างอิง

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) – รายงานสถานการณ์ SME ไทย 2568
https://www.sme.go.th

ธนาคารออมสิน – สินเชื่อ SMEs ปี 2568
https://www.gsb.or.th

ธนาคารกรุงไทย – ผลิตภัณฑ์ SME Smart Money
https://www.krungthai.com

45


 emo23 หากถามผู้ประกอบการ SME ไทยในปี 2568 ว่าความท้าทายอันดับหนึ่งคืออะไร หลายคนคงตอบเหมือนกันว่า “สภาพคล่อง” เพราะเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน ทั้งอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบที่ผันผวน และการแข่งขันที่ดุเดือดจากตลาดออนไลน์ ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องมองหา สินเชื่อsme หรือ เงินกู้เพื่อธุรกิจขนาดเล็ก มาเป็นตัวช่วยเสริมกระแสเงินสดเพื่อให้กิจการเดินหน้าต่อได้

ทำไม “สภาพคล่อง” จึงสำคัญ

ธุรกิจเปรียบเสมือนร่างกายมนุษย์ กระแสเงินสดก็คือ “เลือด” ที่หล่อเลี้ยงให้ธุรกิจดำเนินต่อไป หากเลือดไม่ไหลเวียน ร่างกายก็ไปต่อไม่ได้ เช่นเดียวกับธุรกิจ หากไม่มีเงินสดหมุนเวียนพอ ก็อาจสะดุดแม้จะมียอดขายดี

ตัวอย่างเช่น โรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ได้รับคำสั่งซื้อใหญ่ แต่ลูกค้าจะจ่ายเงินอีก 90 วัน ขณะที่ค่าแรง ค่าวัตถุดิบ และค่าไฟฟ้าต้องจ่ายทันที หากไม่มีสินเชื่อเพื่อธุรกิจ มาช่วยเสริมสภาพคล่อง โอกาสที่ดีอาจกลายเป็นปัญหาที่ทำให้กิจการขาดทุนแทน

ประโยชน์ของสินเชื่อเสริมสภาพคล่อง

1. เติมเงินสดให้ธุรกิจไม่สะดุด
สินเชื่อประเภทนี้ช่วยปิดช่องว่างระหว่างรายรับกับรายจ่าย ทำให้ผู้ประกอบการไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายรายเดือน เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าแรงงาน ค่าขนส่ง

2. รับมือช่วงยอดขายผันผวน
ธุรกิจท่องเที่ยว ร้านอาหาร หรือการศึกษา มักมีรายได้ขึ้นอยู่กับฤดูกาล สินเชื่อ SME ทำให้สามารถประคองกิจการได้ในช่วง Low Season โดยไม่ต้องปลดพนักงาน

3. เพิ่มอำนาจการต่อรอง
มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอ ธุรกิจสามารถซื้อวัตถุดิบครั้งละมากๆ ในราคาถูกลง หรือใช้โอกาสจากโปรโมชั่นของคู่ค้าได้ทันที

4. ใช้ขยายธุรกิจอย่างยืดหยุ่น
เงินกู้ SME ไม่ได้มีไว้แค่แก้ปัญหา แต่ยังใช้เพื่อการลงทุน เช่น เปิดสาขาใหม่ ซื้อเครื่องจักร เพิ่มไลน์ผลิต หรือทำการตลาดเชิงรุก

สถานการณ์ SME ไทย ปี 2568

ข้อมูลจาก สมาคมธนาคารไทย (2568) ระบุว่า กว่า 62% ของ SME ไทยยังมีปัญหาสภาพคล่อง เนื่องจากรอบการชำระเงินจากลูกค้ายาวขึ้น ในขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5–7% ต่อปี

นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยเผยว่า สินเชื่อเพื่อธุรกิจที่มีวงเงินไม่เกิน 20 ล้านบาทยังคงมีอัตราการอนุมัติสูงกว่า 70% โดยเฉพาะธุรกิจที่มีงบการเงินโปร่งใส และมีแผนธุรกิจชัดเจน

ตัวอย่างสถานการณ์ที่เหมาะกับการใช้สินเชื่อ

ธุรกิจกำลังโต: ยอดขายพุ่งขึ้นเร็วกว่ากำลังการผลิต ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนทันที

ธุรกิจตามฤดูกาล: เช่น ร้านขายของฝากช่วงท่องเที่ยว หรือโรงเรียนกวดวิชา

คำสั่งซื้อใหญ่: ได้ออเดอร์ล็อตใหญ่ แต่ลูกค้าจ่ายเงินเมื่อส่งมอบงานแล้ว

ขยายสาขา: เพิ่มสาขาใหม่ หรือซื้อเครื่องจักรเพื่อเพิ่มกำลังผลิต

รับมือวิกฤต: โรคระบาด ภัยธรรมชาติ หรือเศรษฐกิจชะลอตัว

คุณสมบัติผู้กู้ที่ควรรู้

ดำเนินธุรกิจมาแล้วอย่างน้อย 1–2 ปี

มีงบการเงินย้อนหลัง 2–3 ปีที่ชัดเจน

มีเครดิตทางการเงินดี ไม่มีประวัติผิดนัดชำระ

มีแผนธุรกิจและการชำระหนี้ที่ชัดเจน

อาจต้องใช้ สินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกันเช่น ที่ดิน อาคาร หรือเครื่องจักร แต่ในปี 2568 เริ่มมีสถาบันการเงินที่เสนอ สินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน มากขึ้น

กลยุทธ์เลือกใช้สินเชื่อให้ธุรกิจไปต่อ

เปรียบเทียบดอกเบี้ยและเงื่อนไข: ไม่ใช่แค่ดูอัตราดอกเบี้ย แต่ควรพิจารณาค่าธรรมเนียมและระยะเวลาผ่อนด้วย

ใช้เงินกู้เพื่อสร้างรายได้: สินเชื่อที่นำไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจะกลายเป็นหนี้เสีย แต่หากนำไปเพิ่มกำลังผลิตหรือทำการตลาด จะช่วยเพิ่มกำไร

วางแผนชำระหนี้ล่วงหน้า: ไม่ควรหยิบยืมเกินความสามารถในการจ่ายคืน

 8) บทสรุป

ปี 2568 เป็นปีที่ SME ไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันสูงและต้นทุนที่กดดัน แต่หากรู้จักใช้ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ อย่างชาญฉลาด ไม่ว่าจะเป็น เงินกู้ SME หรือ สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก ก็จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสภาพคล่องและสร้างการเติบโต

อย่าลืมว่า สินเชื่อไม่ใช่ภาระเสมอไป หากเลือกใช้ถูกจังหวะและมีแผนการชำระหนี้ที่ดี มันจะกลายเป็นพลังเสริมให้ธุรกิจของคุณแข็งแรงขึ้น

???? หากคุณกำลังมองหาสินเชื่อเพื่อธุรกิจที่เหมาะกับกิจการของคุณ แนะนำให้ศึกษาเพิ่มเติมและขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญที่ www.easycashflows.com ทีมงานพร้อมช่วยคุณวางแผนและหาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด


ข้อมูลอ้างอิง

สมาคมธนาคารไทย (2568). รายงานสถานการณ์สินเชื่อ SME ปี 2568

ธนาคารแห่งประเทศไทย. (2568). รายงานแนวโน้มสินเชื่อธุรกิจไทย

กรุงเทพธุรกิจ. (2568). "SME ไทยเผชิญต้นทุนสูง-สภาพคล่องตึงตัว"

46


 emo38 ในยุคเศรษฐกิจ 2568 ที่การแข่งขันทางธุรกิจรุนแรงขึ้นทุกวัน การมีเงินทุนหมุนเวียนหรือเงินลงทุนขยายกิจการคือ “หัวใจสำคัญ” ที่เจ้าของกิจการไม่ควรมองข้าม หนึ่งในเครื่องมือการเงินที่ตอบโจทย์อย่างมากคือ สินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน  เพราะไม่เพียงให้อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าสินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ แต่ยังมอบวงเงินที่สูงกว่าหลายเท่า เหมาะกับทั้ง SME ที่กำลังเติบโต และธุรกิจที่ต้องการเงินก้อนใหญ่เพื่อขยายกิจการ

จุดเด่นของสินเชื่อเพื่อธุรกิจแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

วงเงินสูงกว่าแบบไม่มีหลักประกัน
ธนาคารและสถาบันการเงินพร้อมอนุมัติวงเงินสูงสุด 70–100% ของมูลค่าหลักประกัน ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงทุนก้อนใหญ่เพื่อใช้ลงทุน ซื้อเครื่องจักร หรือหมุนเวียนธุรกิจ

อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า
ในปี 2568 อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่อธุรกิจแบบมีหลักประกันเฉลี่ยอยู่ที่ 4.8%–7.5% ต่อปี ต่ำกว่าสินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ที่อาจแตะระดับ 9–12%

เพิ่มเครดิตความน่าเชื่อถือ
การนำหลักทรัพย์มาค้ำไม่เพียงช่วยให้อนุมัติเร็ว แต่ยังสะท้อนถึงความมั่นคงทางธุรกิจ ช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับข้อเสนอพิเศษจากธนาคาร

ประเภทของหลักประกันและวงเงินสูงสุด (อัปเดต 2568)
1. ที่ดินเปล่าหรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง

วงเงินสูงสุด: 70%–90% ของราคาประเมิน

ตัวอย่าง: ที่ดินพร้อมบ้านมูลค่า 6 ล้านบาท อาจกู้ได้ 4.2–5.4 ล้านบาท

เหมาะสำหรับ: ผู้ประกอบการที่ต้องการวงเงินลงทุนระยะยาวและมั่นคง

2. อาคารพาณิชย์ / คอนโด / โรงงาน

วงเงินสูงสุด: 70%–90% ของราคาประเมิน

ข้อดี: มูลค่าสูง เหมาะใช้เป็นหลักประกันสำหรับ สินเชื่อธุรกิจ SME หรือการขยายกิจการ

เหมาะกับ: ธุรกิจค้าปลีก โรงงาน หรืออสังหาฯ ขนาดเล็ก

3. สินเชื่อสำหรับธุรกิจขนส่งรถยนต์ / รถบรรทุก / รถเพื่อกิจการ

วงเงินสูงสุด: 50%–80% ของราคาประเมิน

หมายเหตุ: รถใหม่ได้วงเงินมากกว่ารถที่ใช้งานแล้ว

เหมาะกับ: ผู้ประกอบการขนาดเล็กหรือธุรกิจขนส่งที่ต้องการเงินด่วน

4. สินเชื่อเพื่อซื้อเครื่องจักร / อุปกรณ์โรงงาน

วงเงินสูงสุด: 40%–70% ของมูลค่าเครื่องจักร

เงื่อนไข: ต้องมีการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญและเอกสารกรรมสิทธิ์ชัดเจน

เหมาะกับ: ธุรกิจภาคการผลิตที่ต้องการทุนหมุนเวียนหรือซื้อวัตถุดิบ

5. บัญชีเงินฝากประจำ / พันธบัตร / กองทุนรวม

วงเงินสูงสุด: 90%–100% ของยอดเงินในบัญชี

ข้อดี: อนุมัติเร็วที่สุด ดอกเบี้ยต่ำที่สุดในกลุ่ม

เหมาะกับ: ธุรกิจที่มีเงินสดสำรองแต่ไม่อยากถอนมาใช้

6. กรมธรรม์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์

วงเงินสูงสุด: 70%–90% ของมูลค่าเวนคืนกรมธรรม์

เหมาะกับ: ผู้ที่ทำประกันมานานและต้องการใช้เงินสั้น ๆ โดยไม่ยกเลิกกรมธรรม์

มุมมองเชิงกลยุทธ์ (Insight สำหรับผู้ประกอบการ)

กลยุทธ์กระจายความเสี่ยง
หากคุณมีทรัพย์สินหลายประเภท เช่น ที่ดินและเงินฝาก สามารถเลือกใช้สินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกันผสมผสาน เพื่อให้ได้วงเงินสูงสุดและดอกเบี้ยต่ำ

เตรียมตัวเรื่องเครดิตสกอร์
แม้มีหลักทรัพย์ค้ำ ธนาคารยังพิจารณาประวัติการชำระหนี้ การเสียภาษี และความสม่ำเสมอของรายได้ ผู้ประกอบการ SME ควรจัดการบัญชีให้โปร่งใส

เลือกสถาบันการเงินให้เหมาะกับธุรกิจ
ปี 2568 ธนาคารพาณิชย์ใหญ่ยังเป็นตัวเลือกหลักสำหรับวงเงินสูง ขณะที่ฟินเทคบางแห่งเริ่มให้บริการสินเชื่อมีหลักประกันด้วยขั้นตอนดิจิทัลที่รวดเร็วขึ้น

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

Q1: SME ที่เพิ่งเริ่มธุรกิจสามารถขอสินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ได้หรือไม่?
ได้ หากมีหลักทรัพย์เพียงพอและมีเอกสารประกอบชัดเจน แม้ยังไม่มีงบการเงินหลายปี ธนาคารก็อาจอนุมัติ

Q2: ดอกเบี้ยสินเชื่อแบบมีหลักประกันปี 2568 อยู่ที่เท่าไร?
เฉลี่ย 4.8%–7.5% ต่อปี ขึ้นอยู่กับประเภทสินเชื่อและความเสี่ยงของผู้กู้

Q3: ธนาคารให้วงเงินสูงสุดเท่าไร?
สูงสุด 100% ของมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงิน และเฉลี่ย 70%–90% ของอสังหาริมทรัพย์

Q4: ถ้าไม่มีหลักทรัพย์เลย ควรเลือกอะไร?
ในกรณีนี้ควรพิจารณา สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่จะได้วงเงินน้อยกว่าและดอกเบี้ยสูงกว่า

Q5: ใช้หลักทรัพย์ร่วมกันได้หรือไม่?
ได้ หลายธนาคารยอมให้ใช้ทรัพย์สินหลายประเภทผสมกันเพื่อเพิ่มวงเงินและลดดอกเบี้ย

สรุป

สินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ในปี 2568 ถือเป็น “เครื่องมือการเงิน” ที่เจ้าของกิจการไม่ควรมองข้าม จุดแข็งคือ วงเงินสูง ดอกเบี้ยต่ำ และเพิ่มความน่าเชื่อถือ การเลือกหลักประกันที่เหมาะสม เช่น ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ หรือสินทรัพย์ทางการเงิน จะช่วยให้ธุรกิจมีทุนเพียงพอ ขยายกิจการได้มั่นคง และลดต้นทุนทางการเงิน

หากคุณต้องการคำปรึกษาเรื่องการเลือกหลักประกันและการวางกลยุทธ์สินเชื่อที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้ที่ ???? www.easycashflows.com

ข้อมูลอ้างอิง

ธนาคารแห่งประเทศไทย – รายงานแนวโน้มสินเชื่อธุรกิจ SME ปี 2568

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) – รายงานสถานการณ์ SME 2568

สมาคมธนาคารไทย – อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อธุรกิจล่าสุด 2568

47

 emo23 ปี 2568 เป็นปีที่วงการสินเชื่อธุรกิจในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงชัดเจน โดยเฉพาะ สินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งเคยเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ประกอบการ แต่ปัจจุบันสถาบันการเงินและผู้ให้กู้ Non-Bank เริ่มปรับเกณฑ์การพิจารณาให้เข้ากับโครงสร้างธุรกิจสมัยใหม่มากขึ้น พร้อมเปิดรับกลุ่มธุรกิจที่มีโมเดลสร้างรายได้ชัดเจนแม้ไม่มีทรัพย์สินค้ำประกัน

ในฐานะที่ปรึกษาด้านสินเชื่อ ผมมองว่านี่คือจังหวะทองของผู้ประกอบการที่รู้จักเตรียมข้อมูลธุรกิจให้พร้อม เพราะ “การไม่มีหลักทรัพย์ค้ำ” ไม่ได้แปลว่าไม่มีโอกาส แต่แปลว่าคุณต้องใช้ข้อมูล รายได้ และศักยภาพการเติบโตเป็นตัวพิสูจน์แทน

กลุ่มธุรกิจที่มาแรงในปี 2568
1. ธุรกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี
จากการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล สถาบันการเงินเริ่มยอมรับรายได้จากโมเดลออนไลน์ เช่น Subscription, SaaS, FinTech, HealthTech และ EdTech ข้อมูลยอดสมาชิกและรายได้ประจำถูกนำมาใช้วิเคราะห์ Credit Scoring แทนงบการเงินแบบดั้งเดิม จุดแข็งของกลุ่มนี้คือใช้ต้นทุนต่ำแต่ขยายตลาดได้รวดเร็ว

2. ธุรกิจที่ขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
ผู้ขายบน Shopee, Lazada, TikTok Shop หรือ Instagram กำลังได้รับความสนใจ เนื่องจากระบบสินเชื่อสามารถดึงข้อมูลยอดขาย ความสม่ำเสมอของรายได้ และประวัติธุรกรรมออนไลน์มาวิเคราะห์แทนเอกสารภาษีหรือหลักทรัพย์

3. ธุรกิจบริการเฉพาะทางและอาชีพอิสระ
ฟรีแลนซ์และผู้ให้บริการเฉพาะทาง เช่น ที่ปรึกษา นักออกแบบ นักเขียน หรือผู้ผลิตคอนเทนต์ เริ่มเข้าถึง สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก ได้ง่ายขึ้นด้วยการใช้ข้อมูลโอนเงินจากแพลตฟอร์มอย่าง Fiverr, Upwork หรือธุรกรรมธนาคารที่มีความสม่ำเสมอ

4. ธุรกิจสีเขียว (Green Business)
ปี 2568 ภาครัฐผลักดันนโยบาย ESG และกองทุนสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก พลังงานทดแทน หรือธุรกิจรีไซเคิล มีสิทธิ์เข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและได้รับคะแนนพิเศษในการอนุมัติ

5. ธุรกิจด้านสุขภาพและความงาม
กลุ่มนี้เติบโตต่อเนื่องหลังโควิด-19 เช่น คลินิกสุขภาพ อาหารเสริม หรือบริการสปา มีฐานลูกค้าซ้ำสูงและกระแสเงินสดสม่ำเสมอ ซึ่งสถาบันการเงินมองว่าเป็นธุรกิจที่เสี่ยงต่ำ

6. ธุรกิจแฟรนไชส์ขนาดเล็ก
แฟรนไชส์ร้านอาหาร เครื่องดื่ม หรือบริการที่มีโมเดลชัดเจน ได้รับความเชื่อมั่นจากธนาคาร บางรายมีโปรแกรมร่วมกับแฟรนไชส์ให้สินเชื่อโดยตรง ทำให้การอนุมัติง่ายขึ้น

ทำไมกลุ่มนี้ถึงได้เปรียบ
การเปลี่ยนแปลงเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การใช้ Credit Scoring ที่ดึงข้อมูลพฤติกรรมการชำระเงิน ยอดขายออนไลน์ และการใช้จ่ายผ่าน e-wallet มาเป็นหลัก การสนับสนุนจากโครงการ Soft Loan และการเข้ามาของผู้ให้บริการ FinTech ที่พิจารณายืดหยุ่นกว่าธนาคาร รวมถึงการใช้ Alternative Data เช่น รีวิวลูกค้า หรือจำนวนผู้ติดตามในโซเชียลเพื่อประเมินความน่าเชื่อถือ

ในฐานะที่ปรึกษา ผมมองว่าธุรกิจที่ต้องการ “สินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์” ควรโฟกัสที่การสร้างรายได้สม่ำเสมอและเก็บหลักฐานการทำธุรกรรมให้ครบถ้วน เพราะนี่คือหลักฐานที่แท้จริงในการชนะใจผู้ให้กู้

กลยุทธ์เพิ่มโอกาสอนุมัติในปี 2568
เตรียมข้อมูลธุรกิจให้พร้อม ทั้งยอดขายออนไลน์ รายงานการเงินจากระบบ และข้อมูลลูกค้า

สร้างความน่าเชื่อถือในโลกดิจิทัล เช่น รีวิวที่ดี ยอดผู้ติดตาม หรือการมีเว็บไซต์ธุรกิจอย่างมืออาชีพ

เลือกผู้ให้กู้ที่เหมาะกับธุรกิจ FinTech และ Non-Bank บางรายมีโปรแกรมเฉพาะสำหรับกลุ่มธุรกิจเฉพาะทาง

ใช้ที่ปรึกษาด้านสินเชื่อช่วยวางแผน เพื่อเลือกประเภทสินเชื่อที่เหมาะสม เช่น สินเชื่อ SME วงเงินสูง หรือสินเชื่อธุรกิจไม่มีหลักทรัพย์แบบดอกเบี้ยต่ำ

 emo31 สรุป
ปี 2568 คือช่วงเวลาสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนแม้ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หากรู้จักปรับตัวให้เข้ากับเกณฑ์ใหม่ของสถาบันการเงินและใช้ข้อมูลธุรกิจให้เกิดประโยชน์สูงสุด 6 กลุ่มธุรกิจที่กล่าวมามีโอกาสสูงขึ้นอย่างชัดเจน และหากวางแผนการขอสินเชื่ออย่างมีกลยุทธ์ โอกาสอนุมัติจะอยู่ไม่ไกล

หากคุณกำลังมองหา “สินเชื่อเพื่อธุรกิจ SME” หรือ “สินเชื่อธุรกิจไม่มีหลักทรัพย์” ที่ตอบโจทย์ธุรกิจของคุณ เยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราได้ที่ www.easycashflows.com เพื่อรับคำปรึกษาและโซลูชันการเงินที่เหมาะกับคุณ

ข้อมูลอ้างอิง:

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (2568) “รายงานแนวโน้มสินเชื่อ SME ปี 2568” https://www.sme.go.th

ธนาคารแห่งประเทศไทย (2568) “การปรับเกณฑ์การให้สินเชื่อธุรกิจขนาดเล็ก” https://www.bot.or.th

กระทรวงพลังงาน (2568) “โครงการส่งเสริมธุรกิจสีเขียว” https://www.energy.go.th

48

 emo23 ในปี 2568 การเข้าถึง สินเชื่อ SME และ สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นหรือขยายกิจการได้ โดยเฉพาะธุรกิจแฟรนไชส์ซึ่งมีรูปแบบการลงทุนเฉพาะ การเลือกสินเชื่อที่เหมาะสมต้องพิจารณาทั้งข้อดีและข้อเสียอย่างรอบคอบ

ข้อดีของสินเชื่อเพื่อธุรกิจ และสินเชื่อธุรกิจแฟรนไชส์
1. วงเงินและเงื่อนไขที่ยืดหยุ่น
สินเชื่อ SME ทั่วไปมักมีวงเงินที่สามารถปรับเพิ่มตามศักยภาพของธุรกิจ และบางกรณีสามารถกู้ได้สูงถึง 100% ของมูลค่าการลงทุน

สินเชื่อธุรกิจแฟรนไชส์ จากธนาคารพาณิชย์ชั้นนำ เช่น SCB, Krungsri, KBank มักมีความร่วมมือกับแบรนด์แฟรนไชส์ ทำให้ผู้กู้บางรายไม่จำเป็นต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน

2. ระยะเวลาผ่อนชำระเหมาะกับธุรกิจ
สินเชื่อแฟรนไชส์บางประเภทให้ระยะผ่อนยาวถึง 7 ปี ช่วยให้กระแสเงินสดธุรกิจไม่ตึงเกินไป

สินเชื่อ SME สำหรับธุรกิจรายใหม่บางโปรแกรมมีการผ่อนปรนช่วงเริ่มต้น เช่น ชำระดอกเบี้ยอย่างเดียวใน 6 เดือนแรก

3. การสนับสนุนเสริมจากสถาบันการเงิน
ผู้กู้ในโครงการสินเชื่อแฟรนไชส์มักได้รับคำปรึกษาธุรกิจ แผนการตลาด และระบบบริหารจัดการจากทั้งธนาคารและแบรนด์

ธนาคารบางแห่งมีแพ็กเกจ “เงินกู้ SME” ควบคู่กับบริการจัดการระบบ POS และชำระเงิน

ข้อเสียและข้อควรระวัง
1. ภาระหนี้ระยะยาว
แม้ระยะเวลาผ่อนชำระนานจะช่วยผ่อนคลาย แต่ก็หมายถึงดอกเบี้ยรวมที่สูงขึ้นในระยะยาว

หากกระแสรายได้ต่ำกว่าที่คาด อาจเกิดปัญหาสภาพคล่อง

2. เงื่อนไขการอนุมัติที่เฉพาะเจาะจง
สินเชื่อแฟรนไชส์บางโปรแกรมจำกัดเฉพาะแบรนด์ที่เป็นพันธมิตร หากต้องการลงทุนในแบรนด์อื่น อาจไม่สามารถใช้สิทธิ์ได้

สินเชื่อ SME สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่มักต้องมีเอกสารทางการเงินที่ชัดเจน เช่น งบการเงินและแผนธุรกิจ

3. ความเสี่ยงด้านตลาด
แม้แฟรนไชส์จะมีระบบและชื่อเสียง แต่ก็ยังมีความเสี่ยงหากทำเลไม่เหมาะสมหรือความต้องการตลาดเปลี่ยน

สำหรับผู้กู้ที่ใช้ เงินกู้ SME ลงทุนในธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ใช่แฟรนไชส์ ต้องวางแผนการตลาดและสร้างฐานลูกค้าเองทั้งหมด

ปัจจัยที่ควรพิจารณาก่อนเลือกสินเชื่อในปี 2568
ความน่าเชื่อถือของโครงการ – เลือกสินเชื่อที่มีประวัติสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง และมีรีวิวเชิงบวก

ความสามารถในการชำระหนี้ – คำนวณกระแสเงินสดหลังหักดอกเบี้ยและเงินต้น เพื่อป้องกันปัญหาการผิดนัดชำระ

การเปรียบเทียบเงื่อนไข – พิจารณาอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และสิทธิประโยชน์จากหลายธนาคาร

แผนธุรกิจที่รัดกุม – ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อเพื่อธุรกิจรายใหม่หรือแฟรนไชส์ ควรมีแผนที่ครอบคลุมการตลาด การดำเนินงาน และการบริหารความเสี่ยง

บทสรุป
ในปี 2568สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก และ สินเชื่อเพื่อธุรกิจแฟรนไชส์ ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างและขยายธุรกิจ โดยสินเชื่อแฟรนไชส์มีข้อได้เปรียบด้านเงื่อนไขและการสนับสนุนจากแบรนด์ ในขณะที่สินเชื่อ SME ให้ความยืดหยุ่นกับธุรกิจที่ต้องการกำหนดทิศทางเอง การตัดสินใจเลือกใช้ควรพิจารณาจากรูปแบบธุรกิจ ศักยภาพทางการเงิน และความพร้อมของผู้ประกอบการ

การเตรียมเอกสารที่ครบถ้วน มีแผนธุรกิจชัดเจน และเลือกสถาบันการเงินที่เหมาะสม จะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับอนุมัติและสร้างความสำเร็จในระยะยาว

หากคุณต้องการคำปรึกษาเรื่องการเลือกสินเชื่อที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.easycashflows.com เพื่อรับข้อมูลและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
สินเชื่อธุรกิจขนาดเล็กสำหรับธุรกิจแฟรนไชส์

ข้อมูลอ้างอิง

ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) – สินเชื่อแฟรนไชส์

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา – Krungsri Franchise Credit

ธนาคารกสิกรไทย (KBank) – สินเชื่อเพื่อธุรกิจแฟรนไชส์



49
เผยกลยุทธ์ขอสินเชื่อ SME แบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกันให้ได้วงเงินสูง พร้อมวิเคราะห์ตลาดสินเชื่อปี 2568 จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ

ทำอย่างไรให้ขอสินเชื่อ SME แบบมีหลักทรัพย์ได้วงเงินสูงสุดในปี 2568

ในปี 2568 ตลาด สินเชื่อเพื่อธุรกิจ ของไทยมีการแข่งขันสูงขึ้น ทั้งจากธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เนื่องจากเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปหลังผ่านช่วงผันผวนใน 2–3 ปีที่ผ่านมา ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า สินเชื่อเพื่อธุรกิจ SME เติบโตเฉลี่ย 5–7% ต่อปี และประเภทที่ได้รับความนิยมมากคือ สินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพราะได้วงเงินสูงและดอกเบี้ยต่ำกว่าแบบไม่มีหลักประกัน

จากประสบการณ์ที่ปรึกษาด้านสินเชื่อ ผมพบว่าผู้ประกอบการที่เตรียมตัวดี เลือกหลักทรัพย์เหมาะสม และมีแผนธุรกิจชัดเจน สามารถขอวงเงินได้สูงกว่ามาตรฐานเฉลี่ย 10–20% ต่อดีล เรามาดูปัจจัยสำคัญกัน

เลือกหลักทรัพย์ค้ำประกันที่มีมูลค่าสูงและสภาพคล่องดี
สถาบันการเงินให้ความสำคัญกับสองเรื่อง คือ มูลค่าประเมิน และ ความสามารถในการเปลี่ยนเป็นเงินสด (สภาพคล่อง) โดยทั่วไปธนาคารจะปล่อยกู้ 60–80% ของมูลค่าประเมิน แต่ถ้าหลักทรัพย์มีสภาพคล่องสูง เช่น เงินฝากประจำ พันธบัตร หรืออสังหาฯ ทำเลเด่น อาจได้สูงถึง 90–95%

 emo53 ประเภทหลักทรัพย์ที่นิยมใช้ค้ำประกัน

- ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง: วงเงินเฉลี่ย 70–80% ของมูลค่าประเมิน ถ้าทำเลดีและมีศักยภาพพัฒนา อาจได้วงเงินสูงกว่านี้

- เงินฝากและพันธบัตรรัฐบาล: สภาพคล่องสูง วงเงินสูงสุด 90–95%

- หุ้นและหลักทรัพย์จดทะเบียน: ปล่อยกู้ราว 50–70% เพราะมีความผันผวนสูง

- เครื่องจักรและอุปกรณ์: วงเงิน 30–60% เนื่องจากมีการเสื่อมราคาและสภาพคล่องต่ำ

 emo22 เทคนิคการประเมินมูลค่าเพื่อให้ได้วงเงินสูงสุด

- ใช้ผู้ประเมินที่ได้รับการรับรองจากสมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินฯ เพื่อให้รายงานได้รับการยอมรับ

- ปรับปรุงสภาพทรัพย์สินก่อนประเมิน เช่น ซ่อมแซม ทาสี จัดภูมิทัศน์ใหม่

- เตรียมเอกสารครบถ้วน เช่น โฉนดที่ดิน ใบอนุญาตก่อสร้าง แบบแปลนบ้าน/อาคาร

 emo24  หลักทรัพย์ที่สถาบันการเงินมักให้วงเงินสูงกว่า

- ที่ดินในเขตเมืองและย่านธุรกิจ เพราะมีมูลค่าเพิ่มได้ในอนาคต

- อาคารพาณิชย์/สำนักงานที่มีผู้เช่าเต็มและมีรายได้สม่ำเสมอ

- เงินฝากประจำและพันธบัตรรัฐบาล เนื่องจากความเสี่ยงต่ำและแปลงเป็นเงินสดได้ทันที

- กลยุทธ์เสริมเพื่อเพิ่มโอกาสได้วงเงินสูง

- แผนธุรกิจชัดเจน – ระบุเป้าหมายการใช้เงินและแนวทางสร้างรายได้ พร้อมคาดการณ์กระแสเงินสด

- เครดิตทางการเงินดี – รักษาประวัติชำระหนี้ทั้งของบริษัทและเจ้าของกิจการให้สม่ำเสมอ

- เปรียบเทียบหลายสถาบัน – แต่ละธนาคารมีเกณฑ์และอัตราดอกเบี้ยต่างกัน การขอข้อเสนอจากหลายแห่งจะช่วยให้ได้วงเงินและเงื่อนไขที่ดีที่สุด

 emo40 แนวโน้มปี 2568 และผลกระทบต่อ SME
ข้อมูลจากสมาคมธนาคารไทยชี้ว่า ในปี 2568 สถาบันการเงินจะใช้เทคโนโลยีการประเมินความเสี่ยง (Credit Scoring) ที่ละเอียดขึ้น ส่งผลให้ผู้กู้ที่มีข้อมูลการเงินโปร่งใสและหลักทรัพย์คุณภาพสูงจะได้เปรียบในการขอ สินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกันอย่างมาก ในขณะเดียวกัน ดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่อธุรกิจมีแนวโน้มทรงตัวที่ 5–7% ต่อปี ซึ่งยังอยู่ในระดับแข่งขันได้เมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค

สรุปจากมุมมองที่ปรึกษา
การจะขอสินเชื่อเพื่อธุรกิจแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกันให้ได้วงเงินสูงสุด ไม่ใช่แค่เรื่องของมูลค่าทรัพย์ แต่คือการผสมผสานระหว่างการเลือกหลักทรัพย์ที่เหมาะสม การเตรียมเอกสาร การรักษาเครดิต และการมีแผนธุรกิจที่น่าเชื่อถือ หากคุณเตรียมครบทั้ง 4 ด้านนี้ โอกาสได้วงเงินสูงสุดตามที่ต้องการก็อยู่ไม่ไกล

???? สนใจรับคำปรึกษาฟรีเรื่องการขอสินเชื่อเพื่อธุรกิจ ติดต่อได้ที่ www.easycashflows.com

ข้อมูลอ้างอิง

ธนาคารแห่งประเทศไทย. (2568). รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงิน ไตรมาส 1 ปี 2568.
https://www.bot.or.th

สมาคมธนาคารไทย. (2568). บทวิเคราะห์แนวโน้มสินเชื่อเพื่อธุรกิจ SME.
https://www.tba.or.th

สมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย. (2568). มาตรฐานการประเมินค่าทรัพย์สินเพื่อการค้ำประกัน.
https://www.taov.org

กระทรวงพาณิชย์. (2568). รายงานภาวะการค้าและการลงทุนภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม.
https://www.moc.go.th


50

วางแผนสินเชื่อให้ไว ธุรกิจไปได้ไกลกว่า! ทำไมการวางแผน สินเชื่อเพื่อธุรกิจ ต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด ลองจินตนาการว่าคุณกำลังจะเปิดร้านกาแฟเล็กๆ หนึ่งร้าน ใจเต้นแรงกับฝันที่กำลังจะเป็นจริง ทุกอย่างดูจะไปได้สวย...จนกระทั่งคุณพบว่าเครื่องชงกาแฟราคาแพงกว่าที่คิด สต็อกวัตถุดิบก็ต้องจ่ายสด แถมยังต้องรีโนเวทร้านเพิ่มอีกนิด แล้วคำถามก็ตามมาว่า “เงินล่ะ?”

emo37 นี่แหละคือเหตุผลที่ “สินเชื่อเพื่อธุรกิจ” ควรเป็นเรื่องที่วางแผนตั้งแต่วันแรกที่คุณคิดจะเริ่มต้นอะไรสักอย่าง

อย่ารอให้เงินขาดก่อน ถึงค่อยคิดเรื่องสินเชื่อ
หลายคนมองว่า การขอสินเชื่อคือทางออกสุดท้ายของปัญหา แต่ในความเป็นจริง นั่นคือกับดัก!

1. ดอกเบี้ยจะไม่ปรานีคุณ
ในวันที่สถานะการเงินเริ่มเปราะบาง ธนาคารจะมองคุณเป็น “กลุ่มเสี่ยง” ซึ่งส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นทันที และยิ่งเป็นสินเชื่อธุรกิจขนาดเล็กหรือเงินกู้ SME ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน อัตราดอกเบี้ยมักจะโดดสูงจนคุณอาจคิดว่า “รู้งี้ขอตั้งแต่ต้นก็ดีแล้ว”

2. โอกาสถูกปฏิเสธสูงลิบ
รู้ไหมว่าเกือบ 40% ของคำขอสินเชื่อฉุกเฉินมักจะโดนปฏิเสธ สาเหตุหลักคือสถานะทางการเงินของกิจการที่เริ่มไม่มั่นคง ไม่มีหลักฐานรายได้ชัดเจน หรือประวัติการชำระเงินไม่สวยงาม ธนาคารย่อมเลือกปฏิเสธแทนที่จะเสี่ยง

3. ต้องยอมรับเงื่อนไขที่ “ไม่แฟร์”
เมื่อคุณไม่มีเวลาเปรียบเทียบข้อเสนอ บ่อยครั้งต้องยอมรับสินเชื่อที่ดอกเบี้ยโหด ระยะเวลาคืนเงินสั้น หรือแม้แต่ค่าธรรมเนียมที่บานปลาย สุดท้ายคุณอาจติดอยู่ในกับดักหนี้ระยะยาวแบบไม่รู้ตัว

สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก คือเครื่องมือ ไม่ใช่ภาระ
การวางแผน ขอสินเชื่อล่วงหน้า ไม่ได้แปลว่าคุณจะต้องเป็นหนี้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มธุรกิจ แต่มันคือการเตรียม “เครื่องมือ” ที่จะช่วยให้คุณพร้อมรับทุกสถานการณ์ — ทั้งโอกาสและวิกฤต

✅ เตรียมตัวดี มีชัยไปกว่าครึ่ง
เมื่อคุณมีเวลาเตรียมตัว คุณสามารถ:

จัดทำแผนธุรกิจที่ชัดเจน: มีการคาดการณ์รายได้ รายจ่าย และกระแสเงินสดที่สมเหตุสมผล

รวบรวมเอกสารสำคัญอย่างมืออาชีพ: ไม่ว่าจะเป็นทะเบียนพาณิชย์ งบการเงิน หรือประวัติการเงินส่วนตัว ยิ่งครบ ธนาคารยิ่งมั่นใจ

เปรียบเทียบข้อเสนอจากหลายแหล่ง: ทั้งธนาคารใหญ่ ธนาคารเฉพาะกิจ สถาบันการเงินออนไลน์ หรือแม้แต่สินเชื่อเพื่อการลงทุนขนาดเล็กจากโครงการรัฐ ที่อาจมีเงื่อนไขสุดคุ้มแบบคาดไม่ถึง

 emo38✅ เสริมแกร่งให้ธุรกิจด้วยสินเชื่อสำรอง
มีเงินทุนสำรอง = ธุรกิจมีภูมิต้านทาน ยิ่งในปี 2568 ที่เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงเร็ว คุณไม่มีทางรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอีก 3 เดือนข้างหน้า

มีเงินพร้อมรับโอกาส: ลูกค้ารายใหญ่สั่งออเดอร์ล็อตใหญ่ หรือพบทำเลใหม่ที่น่าสนใจ? ถ้ามีสินเชื่อสำรองไว้ ก็พร้อมลุยทันที

รับมือกับเหตุฉุกเฉิน: น้ำท่วม ร้านไฟดับ อุปกรณ์เสีย — อย่าปล่อยให้เรื่องเล็กกลายเป็นปัญหาใหญ่เพียงเพราะ “ไม่มีทุนฉุกเฉิน”

เสริมสภาพคล่อง: บางเดือนรายรับเข้าช้า แต่รายจ่ายไม่เคยรอ การมีสินเชื่อธุรกิจขนาดเล็กพร้อมใช้ จะช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าได้โดยไม่สะดุด

emo35 แล้วจะเลือก “สินเชื่อธุรกิจ” แบบไหนดี?
สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ขอให้ได้ แต่ต้อง “เลือกให้เป็น” เพราะในตลาดปัจจุบันมีสินเชื่อหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น:

สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก: วงเงินไม่สูง เหมาะกับผู้เริ่มต้นกิจการหรือกิจการที่ไม่ต้องใช้ทุนหมุนเวียนมาก

สินเชื่อเพื่อการลงทุนขนาดเล็ก: ใช้สำหรับขยายกิจการ เปิดสาขาใหม่ หรือซื้อเครื่องจักร เครื่องมือ

สินเชื่อระยะสั้นสำหรับธุรกิจ: อนุมัติไว เหมาะกับการใช้จ่ายฉุกเฉิน หรืออุดรอยรั่วเล็กๆ ในกระแสเงินสด

อย่าลืม! ว่าทุกตัวเลือกมีข้อดีข้อเสียของมัน ตรวจสอบให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ และควรเลือกสินเชื่อที่มีเงื่อนไขสอดคล้องกับ แผนธุรกิจและเป้าหมายระยะยาวของคุณ

บทสรุป: การวางแผนสินเชื่อเพื่อธุรกิจ ต้องจริงจังเพราะคือความมั่นคงของเกิจการ
หลายคนกลัวคำว่า “หนี้” จนลืมไปว่า หนี้ที่ดีคือหนี้ที่ทำให้ธุรกิจเติบโตได้ ไม่ใช่หนี้ที่ฉุดให้จม เพราะฉะนั้น ถ้าคุณกำลังจะเริ่มต้นกิจการ หรือมีไอเดียในหัวที่พร้อมจะปล่อยของ อย่าลืมวางแผน “สินเชื่อเพื่อธุรกิจ” ให้ดีตั้งแต่วันนี้

เพราะเมื่อถึงเวลาต้องใช้...คุณจะ “พร้อม” ไม่ใช่ “ร้อน”

???? เยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ สินเชื่อธุรกิจขนาดเล็ก, สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก และ สินเชื่อเพื่อการลงทุนขนาดเล็ก ที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยให้คุณก้าวต่ออย่างมั่นใจ
ดูที่นี่หากสนใจบทความฉบับเต็มทำไมธุรกิจเริ่มต้นควรวางแผน 'สินเชื่อ' ตั้งแต่แรก

#สินเชื่อเพื่อธุรกิจ #สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก #กู้เงินเปิดกิจการ #สินเชื่อธุรกิจขนาดเล็ก #สินเชื่อเพื่อการลงทุนขนาดเล็ก #เงินทุนหมุนเวียนธุรกิจ #แหล่งเงินทุนถูกกฎหมาย

หน้า: [1] 2