ThaiFranchiseCenter Webboard

ThaiFranchiseCenter Webboard - Info Center

* สมัครสมาชิกเว็บบอร์ด ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ฟรี! *
หน้าแรก | เปิดร้านค้าฟรี! | โปรโมชั่นแฟรนไชส์ | ร้านหนังสือออนไลน์ | สนใจลงโฆษณา

ทางเว็บไซต์ ThaiFranchiseCenter.com ไม่มีส่วนรับผิดชอบกับข้อความต่างๆในเว็บบอร์ดแต่อย่างใด
    ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ-ขาย-เช่า-เซ้ง หรือ อื่นๆ (ผู้ซื้อ หรือ ผู้ขาย กรุณาใช้วิจารณญาณในการติดต่อทางธุรกิจ)


แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - ตะวัน

หน้า: 1 [2] 3
51

ใกล้ช่วงสิ้นปี หลายคนมีแผนเดินทางไปเที่ยวพักผ่อนประจำปี  เมื่อเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวในต่างจังหวัด อาจต้องผ่านเส้นทางที่เป็นพื้นที่อาศัยของสัตว์หรือสัตว์ป่า ทำให้มีโอกาสเจอกับสัตว์เดินผ่านหรือวิ่งอยู่บนถนนได้ เราควรทำอย่างไรเมื่อเจอกับเหตุการณ์สัตว์ตัดหน้ารถ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นที่เป็นอันตรายต่อเราและสัตว์ เราควรจะต้องทำอย่างไร วันนี้มีคำแนะนำมาฝากกัน


สิ่งที่ควรทำเมื่อสัตว์เดินตัดหน้ารถ
กรณีเป็นสัตว์ขนาดเล็ก เช่น สุนัข, แมว, ไก่
- ให้บีบแตรสั้น ๆ หลาย ๆ ครั้ง เพื่อให้สัตว์หลบเข้าข้างทาง ไม่ควรบีบแตรยาวต่อเนื่องเพราะจะทำให้สัตว์ตกใจ และวิ่งวนไปมา แบบไม่รู้ทิศทางได้


กรณีเป็นสัตว์ใหญ่ เช่น ช้าง, ม้า. วัว, ควาย
- กรณีสัตว์กำลังเดินข้ามถนนอยู่ในระยะไกล ผู้ขับขี่ควรชะลอความเร็ว และหยุดรถเพื่อรถให้สัตว์เดินข้ามไปให้เรียบร้อยก่อน จึงค่อยขับต่อไป
- กรณีที่เจอสัตว์ตัดหน้ารถในระยะประชิดจนเบรกไม่ทัน ให้ผ่อนคันเร่งวิ่งให้ช้าลงมากที่สุด และพยายามควบคุมไม่ให้รถเสียหลัก แต่ห้ามเบรกกะทันหัน เพราะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำ สิ่งสำคัญคือห้ามใช้แตรเป็นอันขาด เพราะสัตว์จะตกใจ และอาจจะวิ่งไปมาหรือวิ่งสวนทางมาชนกับรถได้


กรณีเจอช้างบนถนน ควรทำอย่างไร?
- ควรหยุดรถทันทีและควรอยู่ห่างจากช้างอย่างน้อย 30 เมตร
- หากช้างเดินเข้ามาหาเรา ให้เคลื่อนรถหนีออก ให้รอจนกว่าช้างจะหลบออกจากถนน จึงจะค่อย ๆ เคลื่อนรถผ่านไป
- อย่าใช้แตรรถ หรือส่งเสียงดังรบกวนช้างหรือไล่ช้างอย่างเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ช้างตกใจโกรธ และเดินตรงเข้ามาหาทางเราได้
- ควรงดการใช้แฟลชในการถ่ายรูป เพราะอาจทำให้ช้างตกใจมองเป็นเป้าหมายและเดินตรงเข้ามาทำร้ายได้ในทันที
- ติดเครื่องรถยนต์ไว้ตลอด เพื่อให้สามารถเคลื่อนรถหนีได้ทันท่วงที เมื่อมีช่องทางหนี
- ไม่ควรจอดรถดูช้าง เพราะอาจมีรถคันอื่นตามมา แล้วรถกีดขวางรถผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ถูกทำร้ายได้
- ไม่ควรจอดรถแล้วลงไปถ่ายรูปช้างในระยะใกล้ ๆ เพราะอาจทำให้คุณวิ่งหนีขึ้นรถไม่ทัน
- หากพบช้างในเวลากลางคืน ให้เปิดไฟรถไว้ตลอดเวลา เพื่อให้สามารถมองเห็นอาการของช้างและระยะห่างระหว่างรถกับช้างได้อย่างชัดเจน
- เมื่อตกอยู่ในวงล้อมของช้าง ต้องตั้งสติให้มั่น แล้วเลือกเคลื่อนรถไปในทางที่มีช้างอยู่น้อยที่สุด แม้บางครั้งถึงจะจำเป็นต้องเข้าใกล้หรือเบียดโขลงช้างเข้าไปก็ตาม อย่าดับเครื่องยนต์ และปิดไฟรถอย่างเด็ดขาด ค่อย ๆเคลื่อนรถ ให้เสียงเครื่องยนต์ดังนิ่งมากที่สุด
- สังเกตอารมณ์ของช้าง ถ้าพบช้างสะบัดหูไปมา แกว่งหาง และใช้งวงสะบัดไปมาหรือดึงต้นไม้กิน ไม่ค่อยสนใจเรา แสดงว่าช้างอารมณ์ดี แต่ถ้าช้างหูตั้งกาง งวงและหางหยุดแกว่ง จ้องมองมา  ชูงวงขึ้นพร้อมกับยืดโน้มตัวไปข้างหน้า ทำให้เหมือนตัวใหญ่ขึ้น นั่นแสดงว่าช้างอารมณ์ไม่ดี พร้อมจะจู่โจมได้ทุกเมื่อ
- กรณีที่ขับรถในตอนกลางคืน เมื่อพบช้างป่า ควรหยุดรถให้ห่างจากตัวช้าง แต่ห้ามปิดไฟหรือดับเครื่องยนต์ จะได้สังเกตอาการและระยะห่างระหว่างรถกับช้างได้อย่างชัดเจน หากสังเกตและพบว่าตัวรถกับช้างมีระยะห่างมากกว่า 50 เมตร เปิดไฟสูงเพื่อให้ช้างเดินหลบเข้าข้างทาง แต่ถ้าต่ำกว่า 50 เมตร ให้ใช้ไฟปกติ และรอจนกว่าช้างจะเดินข้ามถนนไป จึงค่อยเคลื่อนรถออกไปช้า ๆ  แต่ห้ามเร่งเครื่องยนต์ เพราะอาจทำให้ช้างตกใจได้

 
เมื่อต้องเดินทางไปยังเส้นทางต่างจังหวัดไม่คุ้นเคย ควรศึกษาเส้นทาง และสังเกตป้ายเตือนต่าง ๆ ไม่ควรใช้ความเร็วเพราะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้มีเวลาในการตัดสินใจได้ทัน ไม่ว่าจะเดินทางไปไหน ก็อุ่นใจทุกเส้นทาง ด้วยประกันรถยนต์ตามเวลาให้ความคุ้มครอง 6 และ 12 เดือน ช่วยให้คุณอุ่นใจได้ทุกครั้งที่ออกเดินทาง เบี้ยเริ่มต้นที่ 4,545 บาทสนใจรายละเอียด คลิก ประกันรถยนต์

52

“เมลาโทนิน” (Melatonin) คือฮอร์โมนตามธรรมชาติที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อควบคุมการนอนหลับและระบบการทำงานทางชีวภาพของร่างกาย (Circadian Rhythm) ให้เป็นไปตามปกติ พบได้ทั่วไปในร่างกายมนุษย์และในพืช เมลาโทนินในผักและผลไม้จัดเป็นเมลาโทนินธรรมชาติ โดยสมุนไพรที่มีเมลาโทนินสูงสามารถนำมาแปรรูปเป็นอาหารที่มีเมลาโทนินสูงได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการใช้สารเมลานินสังเคราะห์ในรูปแบบของยาหรืออาหารเสริม วันนี้รวบรวมข้อมูลสารเมลาโทนินในพืชที่สามารถหารับประทานได้ทั่วไปมาฝาก

1. เมลาโทนินในพืชช่วยในการนอนหลับได้อย่างไร?
เมลาโทนิน (Melatonin) คือ สารสื่อประสาทที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นได้เองเพื่อทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระเเละควบคุมการนอนหลับ ปัจจุบันได้มีการนำสารดังกล่าวมาสกัดเเละสังเคราะห์ในรูปแบบของยาและอาหารเสริมเพื่อใช้ในการรักษาผู้ที่นอนไม่หลับ ผู้ที่อาการนอนหลับผิดปกติ หรือผู้ที่ประสบปัญหาปรับเวลาการใช้ชีวิตและการนอนไม่ได้ จากกรณีการเดินทางไปยังต่างประเทศ (Jet Lag)

อย่างไรก็ตามสามารถพบสารเมลาโทนินได้ในพืชผักและผลไม้ทั่วไป โดยจากการศึกษาความเกี่ยวข้องของสารเมลาโทนินในอาหารพบว่า เมื่อหนูทดลองได้รับวอลนัต (Walnuts) ซึ่งจัดเป็นพืชที่อยู่ในกลุ่มที่มีสารเมลาโมทินสูง พบว่าสารเมลาโทนินและสารต้านอนุมูลอิสระในกระแสเลือดของหนูทดลองเพิ่มสูงขึ้น

สอดคล้องกับงานศึกษาวิจัยสารเมลาโทนินในน้ำองุ่น (Juice of Grape) ที่ได้ทดสอบในกลุ่มผู้เข้ารับการทดสอบหลากหลายช่วงอายุ ทั้งในกลุ่มวัยรุ่น กลุ่มผู้ใหญ่ และกลุ่มผู้สูงอายุ พบว่าปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระและสารเมลาโทนินเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน เมื่อได้รับน้ำองุ่นปริมาณ 200 ml.วันละ 2 ครั้ง ในระยะเวลา 5 วัน

นอกจากนั้นเเล้วการศึกษาผลของการรับประมาณผลไม้ 3 ชนิด ได้แก่ สับปะรด ส้ม และกล้วยต่อการเพิ่มความเข้มข้นของเมลาโทนินและฤทธิ์ของการต้านอนุมูลอิสระในอาสาสมัครสุขภาพดีที่พบว่าการรับประทานผลไม้ทั้ง 3 ชนิดข้างต้น สามารถเพิ่มความเข้มข้นของเมลาโทนินของอาสาสมัครสุขภาพดีได้ใกล้เคียงกับความเข้มข้นสูงสุดของเมลาโทนินตามปกติของร่างกายในเวลากลางคืน (Peak Nighttime Physiologic Melatonin Concentration)


2. เมลาโทนินจากธรรมชาติดีอย่างไร?
สารเมลาโทนินในธรรมชาติพบได้ทั่วไปในผักเเละผลไม้ สามารถเลือกบริโภคได้หลากหลาย หาได้จากธรรมชาติเเละมีราคาถูก นอกจากนั้นแล้วเมลาโทนินที่ได้รับจากอาหารอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่น้อยกว่าหรือไม่มีเลยเมื่อเทียบกับการบริโภคสารเมลาโทนินประเภทสังเคราะห์จากยาหรืออาหารเสริม

การเลือกใช้เมลาโทนินสังเคราะห์ในรูปแบบของอาหารเสริมหรือยาควรต้องใช้ภายใต้การควบคุมของแพทย์อย่างใกล้ชิด รวมไปถึงการเลือกซื้อเมลาโทนินในรูปแบบดังกล่าวควรต้องพิจารณาเลือกซื้อจากผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเเละมีความน่าเชื่อถือสูง เนื่องจากในปัจจุบันเมลาโทนินในรูปแบบสังเคราะห์ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้ประกอบการบางรายจงใจลดคุณภาพและปริมาณของสารเมลาโทนินในผลิตภัณฑ์ลงแล้วใช้สารสังเคราะห์ประเภทอื่นแทน และใช้ฉลากแสดงข้อมูลที่ไม่ต้องกับความเป็นจริง รวมถึงอาจมีการปนเปื้อนในระหว่างการผลิตเกิดขึ้นได้ด้วยเช่นกัน


3. ผักและผลไม้ที่มีเมลาโทนินสูงได้แก่อะไรบ้าง?
สารเมลาโทนินพบได้ทั่วไปในพืชผักและผลไม้ทั้งในพืชที่เจริญเติบโตบนบกและพืชน้ำ มักพบสารเมลาโทนินปริมาณสูงในส่วนของราก ใบ และเมล็ด อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเป็นพืชหรือผลไม้ชนิดเดียวกัน แต่ปริมาณของสารเมลาโทนินที่พบในพืชเเละผลไม้นั้นอาจมีปริมาณเเตกต่างกันได้ตามปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นชนิด/สายพันธุ์ ส่วนต่างๆ ของพืชที่นำมาบริโภค พื้นที่เพาะปลูก หรือกรรมวิธีในการปลูกและเก็บเกี่ยว

ผักและผลไม้ที่มีเมลาโทนินสูง มีดังนี้
    • หัวผักกาดขาว
    • หัวหอม
    • ตะไคร้
    • สาหร่ายหางกระรอก
    • สาหร่ายสายใบ
    • สาหร่ายมงกุฎหนาม
    • สาหร่ายไส้ไก่
    • ข้าวโพด
    • หน่อไม้ฝรั่ง
    • มะเขือเทศ
    • บรอกโคลี
    • พริกไทย
    • พิสตาชิโอ
    • ข้าวเจ้าสีดำ
    • ข้าวสาลี
    • ข้าวบาร์เลย์
    • ข้าวโอ๊ต
    • เชอร์รี่
    • ผักบุ้ง
    • เมล็ดมัสตาร์ด (สีขาวและสีดำ)
    • เมล็ดถั่วเหลืองงอก
    • พิสตาชิโอ
    • ส้ม
    • กล้วย
    • มะม่วง
    • สับปะรด
    • หมากเม่า
    • มะละกอ

การรับประทานผักหรือผลไม้ที่มีเมลาโทนินตามธรรมชาติสูง นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกหนึ่งในการเสริมสร้างและเพิ่มความเข้มข้นของสารเมลาโทนินซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มคุณภาพการนอนหลับได้อย่างเเน่นอน
 เลือก ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย ที่สุดของความคุ้มครองเรื่องสุขภาพ ที่ให้ทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก นอนโรงพยาบาลเหมาจ่ายค่ารักษาตามจริงสูงสุด 500,000 บาท
สนใจคลิก https://www.smk.co.th/prehealth

53

ในแต่ละปีมีข่าวอุบัติเหตุที่เกิดจากการป่วยแบบเฉียบพลันขณะขับรถ เช่น โรคลมชัก กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย หรือจากโรคประจำตัวหรือปัญหาทางสุขภาพที่มีอยู่ ซึ่งเป็นอันตรายมากหากเกิดขึ้นขณะกำลังขับรถ เป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุทำให้บาดเจ็บหรือถึงขั้นเสียชีวิตได้ รวมทั้งยังเป็นอันตรายผู้ใช้รถใช้ถนนที่ร่วมทางด้วย  จะมีโรคหรือปัญหาสุขภาพใดบ้างที่มีผลต่อการขับขี่ วันนี้ได้รวบรวมข้อมูลมาบอกกันค่ะ

1. โรคที่เกี่ยวกับสายตาต้อหิน ต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม
ทำให้ขับรถในเวลากลางคืนแล้วมองไม่ชัด คนเป็นต้อหินทำให้มุมสายตาแคบลง มองเห็นภาพส่วนรอบได้ไม่ดี และมองเห็นแสงไฟบอกทาง หรือไฟหน้ารถพร่าได้

 

2. โรคทางสมองและระบบประสาท ที่ทำให้มีอาการหลงลืม การตัดสินใจช้าและสมาธิไม่ดี
 


3. โรคหลอดเลือดสมอง ทำให้แขนขาไม่มีแรงขับรถ
เหยียบคันเร่ง เหยียบเบรกหรือเปลี่ยนเกียร์ สมองสั่งให้แขนขาทำงานได้ไม่ดีเหมือนเดิม ความไหวของการตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ลดลง

 

4. โรคพาร์กินสัน มีอาการแข็งเกร็ง มือสั่น เท้าสั่น ทำอะไรช้าลง ทำให้ขับรถได้ไม่ดี
 


5. โรคลมชัก
ในสภาวะที่ควบคุมอาการชักไม่ได้ จำเป็นต้องรับยาต่อเนื่องจนปลอดอาการของโรค และไม่เกิดอาการชักอย่างน้อย 1 ปีจึงจะปลอดภัยเพียงพอในการขับรถ

 

6. โรคไขข้อ ข้อเสื่อม ข้ออักเสบต่าง ๆ
ที่มีผลกระทบต่อการขับรถ เช่น ข้อเข่าเสื่อม ทำให้เหยียบเบรกได้ไม่เต็มที่ ข้อเท้าอักเสบปวดจากโรคเก๊าท์ ทำให้ขยับลำบาก โรคกระดูกคอเสื่อม ทำให้ปวดคอ เอี้ยวคอดูการจราจรได้ลำบาก หรือมีอาการปวดหลังจากกระดูกหลังเสื่อม ทำให้นั่งขับรถได้ไม่นาน

 

7. โรคหัวใจ
กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง อาจมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก วูบ หมดสติ ระหว่างขับรถได้

 

8. โรคเบาหวาน
ที่ควบคุมยังไม่ได้ ถ้าน้ำตาลในเลือดต่ำ ทำให้มีอาการ หน้ามืด ใจสั่น สมาธิไม่ดี ตาพร่า

 

9. การกินยาบางชนิด
มีผลทำให้ง่วงซึมหรือง่วงนอน มึนงง สับสนได้เวลาขับรถ และทำให้การตัดสินใจ สมาธิ และความรวดเร็วในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินได้ช้า ควรปรึกษาแพทย์ว่ายาที่กินมีผลต่อสมรรถนะในการขับรถหรือไม่

 

จากเดิมกรมการขนส่งทางบกได้กำหนด 5 โรคต้องห้ามในการขับขี่ ได้แก่ 1.โรคเท้าช้างในระยะที่ปรากฏอาการเป็นที่น่ารังเกียจแก่สังคม 2.โรควัณโรคในระยะแพร่กระจายเชื้อ 3.โรคเรื้อน 4.โรคพิษสุราเรื้อรัง และ 5.โรคติดยาเสพติดให้โทษ  และในการขอใบขับขี่รถทุกชนิดต้องมีใบรับรองแพทย์  แต่ตั้งแต่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นไป การขอใบขับขี่และขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถทุกชนิดทุกประเภทต้องมีใบรับรองแพทย์ ( เดิมการต่ออายุใบขับขี่ไม่มีการกำหนดให้ใช้ใบรับรองแพทย์ )  โดยที่ใบรับรองแพทย์นั้นต้องแสดงให้เห็นว่าผู้นั้นไม่มีโรคประจำตัวหรือสภาวะของโรคที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเห็นว่าอาจเป็นอันตรายขณะขับรถตามที่แพทยสภากำหนด ซึ่งอยู่ในระหว่างการกำหนดโรคหรือสภาวะของโรคต้องห้ามในการขอใบขับขี่ ก่อนมีผลใช้บังคับ 19 กุมภาพันธ์ 2564 ส่วนจะมีกำหนดโรคต้องห้ามอย่างไร จะนำข้อมูลมาบอกกันต่อไป

หากมีปัญหาสุขภาพดังกล่าว ต้องพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และช่วงที่มีอาการ ห้ามขับรถโดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุอาจที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ ในการขับขี่ทุกครั้ง ควรเตรียมพร้อมเสมอกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด ด้วยประกันรถยนต์ตามเวลาให้ความคุ้มครอง 6 และ 12 เดือน ช่วยให้คุณอุ่นใจได้ทุกครั้งที่ออกเดินทาง เบี้ยเริ่มต้นที่ 4,545 บาทสนใจรายละเอียด คลิก ประกันรถยนต์

54


ภายหลังจากที่มีราชกิจจานุเบกษา ได้ออกมาเผยแพร่กฎกระทรวง ที่ได้อนุญาตให้จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (เช่น โคเคน-มอร์ฟีน-ฝิ่น ฯลฯ) เพื่อใช้ในการรักษา การศึกษา และประโยชน์ทางราชการ ( อ่านประกาศฉบับเต็ม คลิก ) ก็เกิดการตั้งคำถามในสังคมว่า ประกาศฉบับนี้จะส่งผลดีหรือร้ายต่อสังคมโดยรวมอย่างไร ใครคือผู้ได้รับประโยชน์ แล้วสุดท้าย จะยิ่งทำให้ยาเสพติดเกิดการแพร่กระจายไปในวงกว้างได้ง่ายกว่าเดิมหรือไม่ วันนี้เก็บข้อมูลมาฝากกันค่ะ

ทำความรู้จักกับยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2
“ยาเสพติด” หมายถึง สารใดก็ตามที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติหรืออาจเป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้น เมื่อนำเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะโดยวิธีรับประทาน ดม สูบ ฉีด หรือด้วยวิธีการใด ๆ ก็ตามที่ทำให้เกิดผลทั้งต่อร่างกาย จิตใจ และเกิดการเสพติดได้ หากมีการใช้สารนั้นเป็นประจำทุกวัน หรือวันละหลาย ๆ ครั้ง


พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ได้แบ่งยาเสพติดออกเป็นทั้งหมด 5 ประเภท ได้แก่

    1. ประเภท1 ยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรง ไม่มีใช้ในทางการแพทย์ เช่น เฮโรอีน เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า

    2. ประเภท 2 ยาเสพติดให้โทษที่ใช้ในทางการแพทย์ เช่น มอร์ฟีน โคเคน

    3. ประเภท 3 ยาเตรียมที่มียาเสพติดให้โทษประเภท 2 ผสมอยู่ เช่น ยาแก้ไอผสมไอโอดีน

    4. ประเภท 4 สารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดประเภท 1 หรือ 2 เช่น สารที่ใช้ในการผลิตเฮโรอีน

    5. ประเภท 5 ยาเสพติดที่ไม่จัดอยู่ในประเภท 1-4 เป็นพืช ได้แก่ กัญชา พืชฝิ่น พืชกระท่อม พืชเห็ดขี้ควาย

ยาเสพติดประเภทที่ 2 เอามาใช้ทางการแพทย์อย่างไรได้บ้าง?
    ก่อนจะมาเป็นยาเสพติดประเภทที่ 2 ยาเสพติดส่วนใหญ่จะได้รับการสกัดมาจากยางของผลฝิ่น ซึ่งมีส่วนประกอบที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ได้ ไม่ว่าจะเป็น

    1. ใช้เป็นยาระงับอาการปวดหลัง หรือการผ่าตัดกรณีกระดูกหัก อาการปวดจากแผลไฟไหม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้ระงับปวดในผู้ป่วยระยะสุดท้ายของโรคมะเร็ง

    2. ทำให้ผู้ป่วยมีอาการสงบ ระงับปวด ง่วงซึมเซาและรู้สึกสบาย

    3. ยับยั้งการทำงานของศูนย์ควบคุมการไอได้ จึงใช้เป็นส่วนผสมในยาแก้ไอ แต่ปัจจุบันไม่นิยมใช้แล้ว

    4. ทำให้รู้สึกตื่นตัว พูดมาก เมื่อใช้ติดต่อกันนานๆ จะทำให้มึนงง นอนไม่หลับ สมองตื่นตัวตลอดเวลา

แม้จะถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ทางการแพทย์ แต่หากได้รับสารเสพติดในปริมาณมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานของสารเคมีในสมองและระบบประสาท จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายควบคุมการใช้งานอย่างเคร่งครัด

ยาเสพติดประเภท 2 อนุญาตให้มีไว้ครอบครองและจำหน่าย กรณีใดบ้าง
    เจ้าหน้าที่ผู้อนุญาตจะพิจารณาออกใบอนุญาตให้กับผู้ยื่นคำขออนุญาตเพื่อจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ได้ เฉพาะกรณีดังต่อไปนี้

    1. เพื่อการรักษาหรือป้องกันโรคให้แก่ผู้ป่วยหรือสัตว์ป่วยในทางการแพทย์

    2. เพื่อการวิเคราะห์หรือการศึกษาวิจัยทางการแพทย์หรือวิทยาศาสตร์

    3. เพื่อประโยชน์ของทางราชการ


    นอกจากนี้ ผู้ขออนุญาตสามารถยื่นขอใบอนุญาตหากมีความประสงค์ที่จะครอบครองยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ได้เฉพาะกรณี ดังต่อไปนี้


    1. เพื่อการผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 (ยาเสพติดให้โทษที่มีลักษณะเป็นต้นตำรับยาและมียาเสพติดให้โทษประเภท 2 ผสมอยู่ คือ ยารักษาโรคที่มียาเสพติดประเภท 2 เป็นส่วนประกอบอยู่ในสูตร เช่น ยาแก้ไอ ยาแก้ท้องเสีย)

    2. เพื่อเป็นตัวอย่างเพื่อการศึกษา

    3. เพื่อการวิเคราะห์หรือการศึกษาวิจัยทางการแพทย์หรือวิทยาศาสตร์

    4. เพื่อประโยชน์ของทางราชการ

    5. เพื่อใช้ประจำในการปฐมพยาบาลหรือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินในเรือหรือเครื่องบินที่ใช้ในการขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศที่จดทะเบียนในราชอาณาจักร

เลือกเสริมความคุ้มครองสุขภาพด้วย “ประกันสุขภาพคุ้มค่า” หรือ “ประกันสุขภาพเอกซ์ตรา” ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย จ่ายค่ารักษาตามจริง เข้าใจง่าย ไม่ยุ่งยาก ไม่จำกัดจำนวนครั้งให้วุ่นวาย ด้วยวงเงินสูงสุด 500,000 บาท เบี้ยเริ่มต้นเพียง 5,000 บาท/ปี คลิก https://www.smk.co.th/prehealth

55

เริ่มออกโครงการมาให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นกับการสนับสนุนให้เกิดการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ รถยนต์ EV ที่ในปัจจุบันได้ถูกพัฒนาให้สามารถชาร์จพลังงานไฟฟ้าได้จากที่บ้านโดยตรง แต่ก็ใช่ว่าบ้านทุกหลังจะสามารถชาร์จไฟรถยนต์ EV ได้โดยตรง แล้วจะรู้ได้อย่างไร ว่าบ้านแบบไหนที่ต้องมีการปรับปรุงหรือเตรียมพร้อมสำหรับการรองรับรถยนต์ EV วันนี้มีข้อมูลมาฝากกัน

รถพร้อม! คนพร้อม! บ้านไม่พร้อม!
ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามาใช้งานที่บ้าน สิ่งหนึ่งที่ควรทำคือการเตรียมความพร้อมให้กับบ้าน เพื่อให้สามารถรองรับการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ แล้วเราควรมีวิธีเตรียมความพร้อมระบบไฟฟ้าภายในบ้านอย่างไรบ้าง

1. ตรวจสอบขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า
เพราะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จำเป็นต้องใช้กระแสไฟฟ้าขณะชาร์จไฟ 8 – 16 แอมป์ ต่อเนื่องไปจนกว่าแบตเตอรี่ของรถยนต์จะมีพลังงานเต็ม ดังนั้นมิเตอร์ไฟฟ้าของบ้านจึงควรมีขนาดไม่น้อยกว่า 30 แอมป์ โดยสามารถตรวจสอบขนาดของมิเตอร์ได้จากป้ายที่ติดในตัวเครื่องวัดหน้าบ้าน หรือสอบถามได้ที่ MEA Call Center 1130 โดยแจ้งหมายเลขมิเตอร์จากใบเสร็จค่าไฟฟ้าที่ได้รับ

2. ตรวจสอบตู้ควบคุมไฟฟ้า
ภายในตู้ควบคุมไฟฟ้า หรือ Main Distribution Board – MDB) จะมีช่องว่างสำรองสำหรับติดตั้ง Main Circuit Breaker เพื่อควบคุมวงจรชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้าอีก 1 ช่อง ซึ่งหากภายในตู้ไม่มีช่องว่างสำรองไว้ อาจจำเป็นจะต้องเพิ่มตู้ควบคุมย่อยต่างหากอีก 1 ตู้ ซึ่ง  Main Circuit Breaker นี้ จะต้องมีขนาดที่พอเหมาะกับขนาดของสายไฟและขนาดของกระแสไฟที่ใช้ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าของเรา โดยการเดินสายและติดตั้งอุปกรณ์ จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่การไฟฟ้านครหลวงกำหนด

3. ตรวจสอบสายไฟฟ้าหลักที่เข้าสู่ตัวบ้านและเบรกเกอร์ในตู้ควบคุมไฟฟ้า
หากมีความจำเป็นต้องเพิ่มขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า สิ่งที่ต้องพิจารณาต่อมาก็คือ การเพิ่มขนาดสายเมนและเพิ่มพิกัด MCB ให้สามารถรองรับปริมาณกระแสไฟฟ้ารวมที่ใช้เพิ่มขึ้น จะต้องสอดคล้องกันทั้ง 3 ส่วน คือ ขนาดมิเตอร์ ขนาดสายเมน และขนาดของ MCB

4. ศึกษาข้อมูลระบบการชาร์จของรถยนต์ไฟฟ้า
การนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามาใช้นับเป็นเรื่องใหม่ของผู้คนในประเทศ ก่อนตัดสินใจลงซื้อมาไว้ใช้ในครอบครัว ควรศึกษาข้อมูลรายละเอียดของรถยนต์ให้ดีเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้กับทั้งรถยนต์และตัวบ้าน โดยเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต้องทราบ ได้แก่

    • Mode ของอุปกรณ์ชาร์จ (EVSE)
    • ขนาดของกระแสไฟสูงสุดขณะชาร์จไฟ
    • พิกัดแรงดันที่รถยนต์ใช้
    • ขนาดกำลังอุปกรณ์ชาร์จไฟฟ้าภายในรถยนต์ (On-Board Charger)
    • ระยะเวลาที่ใช้ในการชาร์จไฟแต่ละครั้ง

สำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า นอกจากจะต้องหาข้อมูลสำหรับตัวรถแล้ว ยังอาจจำเป็นจะต้องศึกษาเรื่องระบบพลังงานของรนถยนต์ด้วย เพื่อความปลอดภัยและสามารถใช้รถยนต์ไฟฟ้าขับขี่ได้อย่างสบายใจ ปลอดภัยเเละอุ่นใจมากยิ่งขึ้นด้วยประกันรถยนต์ตามเวลาให้ความคุ้มครอง 6 และ 12 เดือน ช่วยให้คุณอุ่นใจได้ทุกครั้งที่ออกเดินทาง เบี้ยเริ่มต้นที่ 4,545 บาทสนใจรายละเอียด คลิก ประกันรถยนต์

56
โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever) จัดเป็นอีกหนึ่งโรคร้ายใกล้ตัวที่มียุงเป็นพาหะ หลายคนสงสัยว่าไข้เลือดออกสามารถมีโอกาสเป็นซ้ำได้ไหม? ทำไมไข้เลือดออกครั้งที่ 2 จึงอันตรายกว่าครั้งแรก? หรือแม้กระทั่งสามารถเป็นไข้เลือดออกครั้งที่ 3 ได้หรือไม่? วันนี้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการติดเชื้อโรคไข้เลือดออกมาฝาก

1. ไข้เลือดออกเป็นได้กี่ครั้ง?
โรคไข้เลือดออกสามารถติดได้มากกว่า 1 ครั้ง เนื่องจากมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสเด็งกี่ (Dengue) ที่ปัจจุบันพบการแพร่ระบาดอย่างน้อยจำนวน 4 สายพันธุ์ ได้แก่  DENV-1, DENV-2, DENV-3, และ DENV-4  ซึ่งสามารถพบการเเพร่ระบาดของเชื้อไวรัสทั้ง 4 สายพันธุ์ได้ตามแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศไทย จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้มีโอกาสติดเชื้อและมีอาการเจ็บป่วยจากโรคไข้เลือดออกได้หลายครั้งจากการติดเชื้อไวรัสข้ามสายพันธุ์

อย่างไรก็ตาม อาการจากการติดเชื้อไวรัสเด็งกี่ในครั้งแรกอาจจะไม่แสดงอาการหรือไม่มีความรุนแรง โดยอาจมีอาการไข้เพียงเล็กน้อย และสามารถหายได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องไปพบแพทย์ ในขณะที่การติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกในครั้งที่ 2 เป็นต้นไปด้วยเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดิมอาจทำให้เกิดอาการไม่ร้ายแรง หรือไม่มีอาการเลยเนื่องจากมีภูมิต้านทานเเล้ว แต่หากเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ต่างจากการติดเชื้อในครั้งแรก อาจส่งผลกระทบให้อาการของโรคมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

ผู้ที่เคยติดเชื้อและหายจากโรคไข้เลือดออกในครั้งที่ 2 จะมีปริมาณภูมิคุ้มกันต่อโรคดังกล่าวในระดับสูงเพียงพอที่จะสามารถป้องกันความเสี่ยงที่จะติดเชื้อและความเสี่ยงในการเกิดอาการรุนแรงจากการติดเชื้อไวรัสข้ามสายพันธุ์ในครั้งต่อๆ ไปได้ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง ในขณะที่ภูมิต้านทานโรคไข้เลือดออกเฉพาะสายพันธุ์ที่เกิดขึ้นจะคงอยู่อย่างยาวนาน และอาจคงอยู่ตลอดชีวิตขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

ทั้งนี้ กลุ่มเสี่ยงต่อการป่วยโรคไข้เลือดออกจะอยู่ในกลุ่มเด็กวัยเรียน (5-14 ปี) ในขณะที่กลุ่มเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจะอยู่ในกลุ่มวัยผู้ใหญ่ (อายุ 35 ปีขึ้นไป) โดยเฉพาะในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง โดยสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสเด็งกี่ คือ ภาวะเลือดออกมาก และภาวะเลือดรั่วซึ่งนำไปสู่ภาวะช็อกและเสียชีวิตในที่สุด


2. อาการไข้เลือดออกครั้งที่ 2 เป็นอย่างไร?
อาการของโรคไข้เลือดออกจากการติดเชื้อไวรัสเด็งกี่ในครั้งที่ 2 นั้น จะยังมีลักษณะอาการเบื้องต้นคล้ายกับอาการของโรคไข้เลือดออกโดยทั่วไป เช่น ไข้สูง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เซื่องซึม เบื่ออาหาร มีผื่นแดง แต่ความรุนแรงของอาการอาจมีแนวโน้มรุนแรงมากกว่าการติดเชื้อในครั้งแรก และอาจส่งผลอันตรายต่อชีวิตได้จากอาการเลือดออกตามร่างกายอย่างรุนแรง เช่น เลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด หรือมีประจำเดือนมากผิดปกติ


3. ทำไมติดเชื้อไข้เลือดออก ครั้งที่ 2 ถึงรุนแรงกว่าครั้งแรก?
สาเหตุที่ทำให้อาการจากการติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกในครั้งที่ 2 หรือครั้งที่ 3 มีอันตรายมากกว่าปกติ เนื่องจากร่างกายสร้างแอนติบอดี (Antibody) ออกมามากเกินไป

กล่าวคือ เชื้อไวรัสเด็งกี่ที่เป็นสาเหตุของโรคไข้เลือดออดทั้ง 4 สายพันธุ์จะมีแอนติเจน (Antigen) หรือลักษณะทางพันธุกรรมร่วมกันบางส่วน ทำให้เมื่อร่างกายเกิดติดเชื้อใดก็ตามใน 4 สายพันธุ์ ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะ หรือที่เรียกว่าแอนติบอดี้ (Antibody) สำหรับทำลายเฉพาะเชื้อไวรัสชนิดหรือสายพันธุ์นั้นๆ และก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันกับเชื้อไวรัสในสายพันธุ์อื่นๆ ร่วมด้วยในระยะหนึ่ง แต่ภูมิต้านทานเชื้อไวรัสสายพันธุ์อื่นๆ ดังกล่าวจะเกิดขึ้นเเละคงอยู่ได้เพียง 6-12 เดือนเท่านั้น ในขณะที่ภูมิต้านทานที่เกิดกับเชื้อจากสายพันธุ์ที่ติดนั้นๆ อาจจะคงอยู่ตลอดชีวิต




เมื่อร่างกายเรียนรู้ที่จะสร้างแอนติบอดี้เพื่อทำลายไวรัสเด็งกี้เฉพาะสายพันธุ์ได้แล้ว ในกรณีที่ติดเชื้อไวรัสเด็งกี่สายพันธุ์อื่นๆ ในอนาคต ร่างกายจะยังคงสร้างแอนติบอดี้แบบเดียวกันกับที่เคยสร้างมาเพื่อทำลายเชื้อไวรัสเด็งกี่สายพันธุ์เฉพาะที่เคยติดเมื่อในอดีต แต่แอนติบอดีที่ร่างกายสร้างขึ้นมาจะไม่สามารถเข้าทำลายเชื้อไวรัสเด็งกีสายพันธุ์ใหม่ได้ดั่งที่ควรจะเป็น เนื่องจากไม่ใช่การสร้างแอนตี้บอดี้เพื่อทำลายเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งเป็นผลมาจากโครงสร้างทางพันธุกรรมของเชื้อไวรัสทั้ง 4 สายพันธุ์ที่คล้ายคลึงกันนั้นเอง


4. ค่ารักษาไข้เลือดออกอยู่ที่เท่าไร?
ค่ารักษาโรคไข้เลือดอาจอยู่ที่ประมาณ 25,000 - 85,000 บาท ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและสถานพยาบาลที่เข้ารับการรักษา เนื่องจากปัจจุบันการรักษาโรคไข้เลือดออกจะใช้วิธีการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ และยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะโรคแต่อย่างใด ทำให้เมื่อได้รับการวินิจฉัยโรคจากแพทย์แล้ว มักจะได้รับแจ้งให้แอดมิตเข้าเป็นผู้ป่วยในเพื่อเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดอย่างน้อย 3-7 วัน และหากมีอาการหนักเกิดขึ้นร่วมด้วยแล้ว อาจต้องเข้ารับการรักษาในห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน (ICU) ต่อเนื่องนานนับเดือน ดังนั้นแล้วค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจะเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าพยาบาล ค่าเวชภัณฑ์และค่าบริการทางการแพทย์อื่นๆ


เลือกเสริมความคุ้มครองสุขภาพด้วย “ประกันสุขภาพคุ้มค่า” หรือ “ประกันสุขภาพเอกซ์ตรา” ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย จ่ายค่ารักษาตามจริง เข้าใจง่าย ไม่ยุ่งยาก ไม่จำกัดจำนวนครั้งให้วุ่นวาย ด้วยวงเงินสูงสุด 500,000 บาท เบี้ยเริ่มต้นเพียง 5,000 บาท/ปี คลิก https://www.smk.co.th/prehealth
 

57
ไขข้อสงสัยเรื่องวัคซีนโควิด 19 กับคำตอบจากกรมควบคุมโรค

1. หากได้รับวัคซีนโควิด 19 แล้ว เมื่อได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จะทำให้อาการของโรครุนแรงน้อยลงหรือไม่
แม้วัคซีน โควิด 19 จะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ทั้งหมด แต่สามารถระงับความรุนแรงของโรคได้เกือบทั้งหมด ดังนั้น ผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วยังสามารถรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ แต่จะไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยมาก หลังฉีดวัคซีนจึงยังจำเป็นที่จะต้องต้องรักษามาตรการเพื่อป้องกันการติดเชื้อในชุมชนต่อไปอย่างเคร่งครัด จนกว่าจะมีความมั่นใจว่าคนในชุมชนส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดมีภูมิคุ้มกันโรคแล้ว ได้แก่
- การสวมหน้ากากอนามัย
- เว้นระยะห่าง หลีกเลี่ยงการไปยังที่ที่มีคนหนาแน่น
- ล้างมือบ่อย ๆ


2. เมื่อฉีดวัคซีนโควิด 19 แล้ว ร่างกายจะสามารถป้องกันการติดเชื้อที่กลายพันธุ์ไปแล้วได้หรือไม่
วัคซีนโควิด 19 ที่ผลิตขึ้นในปัจจุบันได้รับการพัฒนามาจากเชื้อไวรัสโคโรนาที่ระบาดในช่วงแรก จึงอาจทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสกลายพันธุ์ลดลง อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของไวรัสกลายพันธุ์ต่อประสิทธิภาพของวัคซีนแต่ละชนิดจำเป็นจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมอีกในอนาคต ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าต้องมีการฉีดวัคซีนเพิ่มเติม สำหรับไวรัสที่กลายพันธุ์ซ้ำอีก


3. ระยะห่างของการฉีดวัคซีนโควิด 19 เข็มที่ 1 กับ เข็มที่ 2 ควรนานเท่าใด
ระยะห่างของการฉีดวัคซีนโควิด 19 ระหว่างเข็มที่ 1 และ เข็มที่ 2 ของวัคซีนโควิด 19 ทั้ง 2 ชนิดนั้น มีระยะเวลาที่ต่างกัน ดังนี้
- Sinovac 2-4 สัปดาห์
- AstraZeneca 10-12 สัปดาห์ และพิจารณาให้เลื่อนได้ถึง 16 สัปดาห์ถ้าจำเป็น

หากมีเหตุขัดข้อง ไม่สามารถมารับวัคซีนได้ตามกำหนดหรือล่าช้าไปกว่ากำหนด ให้รีบติดต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อขอรับวัคซีนโควิด 19 เข็มที่ 2 โดยเร็วที่สุด ไม่จำเป็นต้องเริ่มฉีดใหม่ สามารถนับต่อเนื่องจากเข็มแรกไปได้เลย


4. ผู้ที่เคยป่วยเป็นโรคโควิด 19 มาก่อน จำเป็นจะต้องได้รับวัคซีนโควิด 19 อีกหรือไม่ หรือหากมีความประสงค์จะรับวัคซีน สามารถทำได้หรือไม่
สำหรับผู้ที่เคยมีประวัติเป็นโรคโควิด 19 แม้จะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสโควิด 19 ในร่างกายแล้ว แต่ก็ยังมีโอกาสติดเชื้อซ้ำได้ จึงควรรับวัคซีนโควิด 19 แม้ว่าจะเคยเป็นโรคโควิด19 มาก่อนก็ตาม โดยเว้นระยะห่างจากการติดเชื้อไปอย่างน้อย 3 เดือน และไม่จำเป็นต้องตรวจการติดเชื้อก่อนฉีดวัคซีน

นอกจากนี้ แม้จะมีประวัติเคยได้รับเชื้อไวรัสโคโรนา หรือโรคโควิด 19 มาก่อน ก็ไม่ทำให้ได้รับอันตรายจากการฉีดวัคซีน โดยอาจพิจารณาฉีดเพียง 1 เข็ม เพราะจะสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้อย่างเพียงพอ


 5. วัคซีนโควิด 19 ต่างชนิด ยี่ห้อ หรือผู้ผลิต สามารถฉีดสลับกัน (Interchangeable) ได้หรือไม่
ในขณะนี้ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยังคงแนะนำให้ฉีดวัคซีนโควิด 19 ชนิดเดิมไปก่อน จนกว่าจะมีการศึกษาวิจัยออกมาเพิ่มเติม ยกเว้นกรณีที่ไม่สามารถหาวัคซีนชนิดเดิมฉีดได้ หรือมีอาการอันไม่พึงประสงค์หลังจากฉีดวัคซีนชนิดแรก


6. ข้อห้ามและข้อควรระวังในการฉีดวัคซีนโควิด 19 มีอะไรบ้าง
เนื่องจากวัคซีนโควิด 19 เป็นวัคซีนชนิดใหม่ จึงยังไม่มีข้อมูลเรื่องอาการแพ้วัคซีนที่พบได้บ่อย จึงควรได้รับวัคซีนโควิด 19 ในสถานพยาบาลหรือในสถานที่ที่มีเจ้าหน้าที่และเครื่องมือช่วยเหลือกรณีมีปฏิกิริยาแพ้รุนแรง และควรเฝ้าระวังอาการหลังการฉีดอย่างน้อย 30 นาที และไม่ควรฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มบุคคลที่มีอาการดังต่อไปนี้

    • มีอาการป่วยหรือร่างกายอ่อนเพลียจากสาเหตุต่าง ๆ แนะนำให้เลื่อนฉีดวัคซีนไปก่อนจนกว่าอาการจะเป็นปกติ
    • บุคคลที่กลุ่มอายุไม่ได้รับการรับรอง
    • หญิงตั้งครรภ์ไตรมาสแรก (แต่ฉีดในหญิงหลังคลอดหรือให้นมบุตรได้)
    • ผู้ที่มีโรคประจำตัวรุนแรงที่อาจมีอันตรายถึงชีวิต อาการยังไม่คงที่ มีโรคกำเริบ นอกจากแพทย์ประจำตัวจะประเมินว่าฉีดได้

เลือกเสริมความคุ้มครองสุขภาพด้วย “ประกันสุขภาพคุ้มค่า” หรือ “ประกันสุขภาพเอกซ์ตรา” ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย จ่ายค่ารักษาตามจริง เข้าใจง่าย ไม่ยุ่งยาก ไม่จำกัดจำนวนครั้งให้วุ่นวาย ด้วยวงเงินสูงสุด 500,000 บาท เบี้ยเริ่มต้นเพียง 5,000 บาท/ปี คลิก https://www.smk.co.th/prehealth

58


แบบสอบถามการนอนหลับ (Screening Questionnaires) เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือเบื้องต้นที่ใช้คัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea : OSA) ด้วยคำถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการนอน ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพการนอนหลับ สิ่งรบกวนในการนอน หรือแม้กระทั่งการใช้ยานอนหลับแต่ “แบบประเมินคุณภาพการนอน” มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ แล้วแต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร สินมั่นคง ประกันสุขภาพ รวบรวมข้อมูลแบบทดสอบคุณภาพการนอน ตอนที่ 2 มาฝาก
 
1. แบบประเมินคุณภาพการนอนหลับ (Pittsburgh Sleep Quality Index: PSQI)
แบบสอบถามคุณภาพการนอนหลับของพิตต์สเบิร์ก (PSQI) คือ แบบประเมินคุณภาพการนอนหลับและความผิดปกติในช่วงเวลา 1 เดือน แบ่งรูปแบบของแบบสอบถามออกเป็น 2 รูปแบบ คือ แบบประเมินตนเอง จำนวน 19 คำถามและแบบประเมินโดยผู้ที่นอนพักร่วมห้องนอน จำนวน 5 คำถาม โดยเน้นพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้อกับการนอนหลับใน 7 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่

- คุณภาพการนอนหลับ (Subjective Sleep Quality)
- ระยะเวลาตั้งแต่เข้านอนจนถึงเริ่มหลับ (Sleep Latency)
- ระยะเวลาการนอนหลับ (Sleep Duration)
- ประสิทธิภาพการนอนหลับตามปกติ (Habitual Sleep Efficiency)
- สิ่งรบกวนการนอนหลับ (Sleep Disturbances)
- การใช้ยานอนหลับ (Use of Sleeping Medication)
- ความผิดปกติด้านการนอนหลับในช่วงกลางวัน (Daytime Dysfunction)

ทั้งนี้ คำถามในแต่ละองค์ประกอบจะใช้วิธีนับคะแนนแยกกัน จากนั้นจะนำผลรวมคะแนนจากทุกองค์ประกอบมารวมกันอีกครั้งเพื่อทำการประเมินผลการทำแบบประเมินคุณภาพการนอนหลับ


2. แบบประเมิน Sleep Apnea Scale of Sleep Disorders Questionnaire (SA-SDQ)
แบบประเมิน SA-SDQ คือ แบบประเมินพฤติกรรมการนอนหลับที่แสดงความเสี่ยงในการเกิดภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ โดยประกอบด้วยคำถามที่เกี่ยวกับน้ำหนัก พฤติกรรมในการสูบบุหรี่ อายุ และค่าดัชนีมวลกาย (BMI) จำนวน 12 ข้อ และมีคะแนนเต็มอยู่ที่ 60 หากผู้ตอบแบบสอบถามเพศหญิงที่ได้รับคะแนนประเมินมากกว่า 32 คะแนน และเพศชายที่ได้รับคะแนนประเมินมากกว่า 36 คะแนน จะถือว่าเป็นผู้มีความเสี่ยงเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น

ตัวอย่างคำถาม แบบประเมิน Sleep Apnea Scale of Sleep Disorders Questionnaire (SA-SDQ)

- มีคนบอกฉันว่า "ฉันกรนเสียงดังหรือรบกวนคนอื่น"
- มีคนบอกฉันว่า "ฉันหยุดหายใจขณะนอนหลับ"
- ฉันสะดุ้งตื่น พบว่าหายใจลำบากหรือไม่สามารถหายใจได้
- ฉันมีเหงื่อออกมากกลางดึก
- ฉันเป็นหรือเคยตรวจพบโรคความดันโลหิตสูง
- ฉันมีอาการคล้ายจมูกอุดตันขณะเข้านอน
- อาการกรน หรือการหายใจของฉันแย่ลง เมื่อฉันนอนหงาย
- อาการกรน หรือการหายใจของฉันแย่ลง เมื่อฉันดื่มสุราก่อนนอน
- น้ำหนักตัวปัจจุบัน___กิโลกรัม
- ระยะเวลาของการสูบบุหรี่___ปี
- อายุปัจจุบัน___ปี
- ดัชนีมวลกาย

3. Sleep Apnea Clinical Score (SACS)
แบบสอบถาม SACS ใช้แบบจำลองเชิงเส้นของเส้นรอบวงคอ ร่วมกับคำถามเกี่ยวกับภาวะความดันโลหิตสูง และลักษณะพฤติกรรมทางการนอนของผู้ตอบแบบสอบถาม เช่น การกรนเป็นประจำ การสังเกตอาการการสำลักหรือหายใจไม่ออกตอนกลางคืนโดยคู่นอน จำนวน 4 คำถาม เพื่อคัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะมีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ

วิธีการใช้งานแบบสอบถาม SACS จะเริ่มต้นจากการวัดเส้นรอบวงคอ (Neck Circumference) ของผู้ทำแบบสอบถาม จากนั้นเลือกค่าที่เหมาะสมโดยพิจารณาจากการมีหรือไม่มีภาวะความดันโลหิตสูง
(Hypertensive Historical Features / Not Hypertensive Historical Features) ร่วมกับการมีพฤติกรรมทางการนอนอย่างใดอย่างหนึ่ง มีทั้งสองอย่าง หรือไม่มี (One / Both / None) ทั้งนี้ หากผู้ทำแบบสอบถามได้รับคะแนนตั้งแต่ 15 ขึ้นไป อาจบ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงสูงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น

 ตัวอย่างคำถาม แบบสอบถาม Sleep Apnea Clinical Score (SACS)

- คุณเป็นโรคความดันโลหิตสูง หรือได้รับการแนะนำให้ใช้ยาเพื่อรักษาโรคความดันโลหิตสูงหรือไม่? (ใช่ หรือ ไม่ใช่)
- ผู้ที่นอนพัก หรือเคยนอนพักร่วมห้องนอนกับท่าน บอกว่าท่านมีอาการกรน (3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือ ทุกคืน)
- ผู้อื่นเคยบอกว่าท่านมีอาการหอบ (Gasp), สำลัก (Choke) หรือกรน (Snort) ขณะหลับ
(3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือ ทุกคืน)
- เส้นรอบคอ_____เซนติเมตร

แบบสอบถามประเมินการนอนหลับยังมีอีกหลายรูปแบบ และเป็นเพียงหนึ่งในวิธีการคัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) เบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถทดแทนการตรวจวินิฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือในการตรวจสอบคุณภาพการนอนอย่างใกล้ชิดร่วมด้วยได้ เลือกเสริมความคุ้มครองสุขภาพด้วย “ประกันสุขภาพคุ้มค่า” หรือ “ประกันสุขภาพเอกซ์ตรา” ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย จ่ายค่ารักษาตามจริง เข้าใจง่าย ไม่ยุ่งยาก ไม่จำกัดจำนวนครั้งให้วุ่นวาย ด้วยวงเงินสูงสุด 500,000 บาท เบี้ยเริ่มต้นเพียง 5,000 บาท/ปี คลิก https://www.smk.co.th/prehealth

59


“แบตเตอรี่แห้ง” (Sealed Maintenance Free Car Battery - SMF) คือ แบตเตอรี่รถยนต์รูปแบบหนึ่งที่ไม่ต้องเติมน้ำกลั่นเพิ่มตลอดอายุการใช้งาน นับเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกของแบตเตอรี่รถยนต์ในปัจจุบันที่มีให้เลือกหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่รถยนต์แบบดั้งเดิมที่ต้องคอยเติมน้ำกลั่นหรือที่รู้จักกันในชื่อ “แบตเตอรี่น้ำ” (Conventional Battery) หรือแบตเตอรี่รุ่นใหม่ที่ไม่ต้องเติมน้ำกลั่นบ่อยๆ แบบ “แบตเตอรี่กึ่งแห้ง” (Maintenance Free Car Battery - MF) แล้วแบตเตอรี่แต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร? วันนี้มีข้อมูล “แบตเตอรี่แห้ง” มาฝากค่ะ

1. “แบตเตอรี่แห้ง” คืออะไร?
แบตเตอรี่แห้ง (Sealed Maintenance Free Car Battery - SMF) คือ แบตเตอรี่แบบกรดตะกั่วอีกประเภทหนึ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลดขั้นตอนในการดูแลรักษาแบตเตอรี่รถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นการที่ไม่มีช่องสำหรับเปิด-ปิดเพื่อเติมน้ำกลั่นแบบที่มีในแบตเตอรี่รถยนต์ทั่วไป ซึ่งจะช่วยลดโอกาสที่น้ำกรดภายในแบตเตอรี่จะรั่วไหลออกมาทำลายเครื่องยนต์ ตลอดจนอายุการใช้งานของแบตเตอรี่แห้งที่มากกว่าแบตเตอรี่น้ำ ทำให้แบตเตอรี่ประเภทนี้มีราคาสูงกว่าแบตเตอรี่ทั่วไป

อย่างไรก็ตามแบตเตอรี่แห้ง อาจไม่ได้แห้งสนิทตามชื่อที่เรียก เพราะภายในแบบเตอรี่แห้งบางรุ่นหรือบางยี่ห้ออาจจะมีของเหลวที่ทำหน้าที่เป็นอิเล็กโทรไลต์ของแบตเตอรี่แห้งปนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกรดแบบตะกั่ว หรือของเหลวที่มีลักษณะคล้ายเจล ซิลิโคน หรือแป้งน้ำ (Paste) ซึ่งการใช้เจลเป็นตัวอิเล็กทรอไรต์แทนน้ำกรดนั้นจะช่วยลดอัตราการสูญเสียน้ำ เเละเพิ่มการกักเก็บแก๊สไฮโดรเจนและออกซิเจนที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งานให้แปรสภาพกลับไปเป็นน้ำ ทำให้ลดความถี่ในการเติมน้ำกลั่น หรือไม่ต้องเติมน้ำกลั่นเพิ่มเติมตลอดอายุการใช้งาน ดังที่เห็นได้จากแบตเตอรี่แบบแห้งส่วนใหญ่จะไม่มีรูสำหรับเติมน้ำกลั่น


2. “แบตเตอรี่แห้ง” มีกี่ประเภท?
แบตเตอรี่แห้งสามารถแบ่งประเภทได้จากรูปแบบของสารละลายอิเล็กโทรไลต์ภายในเซลล์แบตเตอรี่ มีรายละเอียดดังนี้

1) แบตเตอรี่แห้งแบบ AGM (Absorbent Glass Mat)

แบตเตอรี่แห้งแบบ AGM (Absorbent Glass Matt) จัดเป็นแบตเตอรี่ตะกั่วกรดชนิดพิเศษที่มีเทคโนโลยีแผ่นกั้นใยแก้วพิเศษ ช่วยลดการระเหยของน้ำและช่วยดูดซับน้ำกรดได้เป็นอย่างดีในกรณีที่รถยนต์อยู่ในสภาวะสั่นมาก หรือกรณีที่แบตเตอรี่แตก น้ำกรดจะถูกดูดซับเอาไว้เเละไม่ไหลออกมาสร้างความเสียหายให้กับรถยนต์

แบตเตอรี่แห้งแบบ AGM ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับนวัตกรรมยานยนต์ในปัจจุบันที่ต้องการแหล่งพลังงานประสิทธิภาพสูง เช่นรถยนต์รุ่นใหม่จากบริษัทชั้นนำในเเถบยุโรป ปัจจุบันอาจพบว่าแบตเตอรี่ดังกล่าวไม่เป็นที่นิยมใช้งานในในเเถบเอเชียมากนัก


2) แบตเตอรี่แห้งแบบเจล

แบตเตอรี่แห้งแบบเจล คือแบตเตอรี่ที่มีตัวอิเล็กโทรไลต์ในรูปของเจล มีความคงทนต่ออุณหภูมิการใช้งานที่กว้างทั้งในอุณหภูมิที่เย็นและร้อน จึงเป็นที่นิยมใช้งานในประเทศที่มีอากาศหนาวเย็น เนื่องจากตัวอิเล็กโทรไลต์ในรูปของเจลจะไม่จับตัวเเข็งเมื่อเจอกับสภาพอากาศหนาวจัด


“แบตเตอรี่แห้ง” ชาร์จได้ไหม?
 แบตเตอรี่แห้งสามารถชาร์จไฟฟ้าได้ เนื่องจากแบตเตอรี่แห้งจะได้รับการเติมน้ำกรดและชาร์จไฟตามมาตรฐานโรงงานผลิตมาเรียบร้อยเเล้ว ทำให้สามารถจัดจำหน่ายเเละนำไปใช้งานได้ทันที แต่หากแบตเตอรี่ดังกล่าวถูกเก็บไว้มากกว่า 6 เดือนขึ้นไป ควรต้องเช็กไฟในแบตเตอรี่ก่อนนำไปใช้งาน เนื่องจากไฟในแบตเตอรี่อาจอ่อนลง รวมถึงก่อนการติดตั้งเพื่อใช้งาน ควรต้องชาร์จไฟเพื่อรักษาความคงทนของแบตเตอรี่ไว้

เมื่อเลือกแบตเตอรี่ที่เหมาะสมกับการใช้งานได้แล้ว อย่าลืมลดความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดจากอุบัติเหตุระหว่างการขับขี่ ด้วย “ประกันรถยนต์ตามเวลา” ให้ความคุ้มครอง 6 และ 12 เดือน เบี้ยเริ่มต้นที่ 4,545 บาท คุ้มครองนาน 6 เดือน (ซ่อมอู่)  สนใจรายละเอียด คลิก https://www.smk.co.th/premotor

60
ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) คือ ภาวะที่ระบบทางเดินหายใจมีการตีบแคบลงซึ่งสาเหตุอาจเกิดจากลักษณะของกล้ามเนื้อในช่องคอและลิ้นที่มีการหย่อนไปปิดทางเดินหายใจขณะหลับ ส่งผลทำให้อากาศและออกซิเจนไม่สามารถเข้าสู่ปอดไปเลี้ยงร่างกายและสมองได้ ซึ่งทำให้ภาวะดังกล่าวกลายเป็น 1 ในโรคต้องห้ามขณะขับรถ ดังนั้นแล้ว “แบบประเมินการนอน” อาจเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะช่วยประเมินความเสี่ยงภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ แต่จะเลือกแบบประเมินการนอนหลับแบบไหนดี วันนี้รวบรวมข้อมูลแบบทดสอบคุณภาพการนอนมาฝาก

1. แบบสอบถาม Berlin Questionnaire
แบบสอบถาม Berlin Questionnaire ถูกคิดค้นขึ้นโดยการประชุมร่วมกันระหว่างแพทย์ชาวอเมริกันและชาวเยอรมัน จำนวน 120 คน ในปี 1996 เนื่องจากการตรวจคัดกรองผู้มีโอกาสเสี่ยงเกิดภาวะอุดกันทางเดินหายใจด้วยการตรวจการนอนหลับ (Polysomnography) เป็นวิธีการคัดกรองผู้มีความเสี่ยงที่ได้มาตรฐาน แต่มีค่าใช้จ่ายสูง ทำให้ผู้มีความเสี่ยงไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างทันท่วงที

แบบสอบถามนี้เลือกใช้คําถามเพื่อแสดงปัจจัยเสี่ยงของโรคภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) ในการประเมินความเสี่ยง ประกอบด้วยคำถาม 10 ข้อ แบ่งเป็น 3 กลุ่มคำถามที่เกี่ยวข้องกับเสียงกรน ภาวะการง่วงนอนช่วงกลางวัน และการมีโรคประจำตัว (โรคความดันโลหิตสูง)

ทั้งนี้ เกณฑ์ในการให้คะแนนจะแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มคำถาม หากผู้ตอบแบบสอบถามได้รับผลประเมินคะแนนในระดับที่สูงตั้งแต่ 2 กลุ่มคำถามขึ้นไป อาจวิเคราะห์เบื้องต้นได้ว่าผู้ตอบแบบสอบถามดังกล่าวมีภาวะความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น ในขณะที่หากได้รับคะแนนในระดับที่สูงน้อยกว่า 2 กลุ่มคำถาม อาจจัดอยู่ในกลุ่มของผู้ที่มีภาวะความเสี่ยงต่ำ


2. แบบทดสอบระดับความง่วงนอน (Epworth Sleepiness Scale: ESS)
Epworth Sleepiness Scale (ESS) เป็นแบบสอบถามที่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ติดตามผลการรักษาผู้ที่มีความเสี่ยงหรือผู้ที่มีภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนต้นขณะนอนหลับ โดยเน้นประเมินความรุนแรงของอาการง่วงนอน หรือโอกาสในการผล็อยหลับในช่วงกลางวันภายใต้สถานการณ์ที่แตกต่างกัน แบบสอบถามประกอบด้วยคำถาม 8 ข้อ หากผู้ตอบแบบสอบถามได้คะแนนสูง จะแสดงถึงระดับความง่วงนอนในช่วงกลางวันที่มากขึ้น


3. แบบประเมินภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (STOP-Bang Questionnaire)
แบบประเมินภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (STOP-Bang Questionnaire) เป็นอีกหนึ่งแบบสอบถามที่มักถูกนำมาใช้คัดกรองผู้ที่มีภาวะเสี่ยงในการเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น เนื่องจากคำถามสั้น เข้าใจง่าย และสามารถคัดกรองผู้ที่มีภาวะเสี่ยงได้เป็นอย่างดี ประกอบด้วยคำถาม 8 ข้อ ครอบคลุมปัจจัยเสี่ยงที่แสดงให้เห็นแนวโน้มในการเกิด OSA ได้แก่

- ความดังของเสียงกรน (Snoring)
- ความเหนื่อยเพลียหรือง่วง (Tired)
- การสังเกตพบลักษณะหยุดหายใจ (Observed Apnea)
- การเป็นโรคความดันโลหิตสูง (High Blood Pressure)
- ดัชนีมวลกายที่แสดงภาวะอ้วน (BMI)
- อายุที่มากกว่า 50 ปี (Age)
- เส้นรอบคอที่มากกว่า 40 เซนติเมตร (Neck Circumference)
- เพศชาย (Male Gender)

แบบสอบถามประเมินการนอนหลับยังมีอีกหลายรูปแบบ และเป็นเพียงหนึ่งในวิธีการคัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) เบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถทดแทนการตรวจวินิฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือในการตรวจสอบคุณภาพการนอนอย่างใกล้ชิดร่วมด้วยได้ เลือก “ประกันสุขภาพคุ้มค่า” หรือ “ประกันสุขภาพเอกซ์ตรา” ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย จ่ายค่ารักษาตามจริง เข้าใจง่าย ไม่ยุ่งยาก ไม่จำกัดจำนวนครั้งให้วุ่นวาย ด้วยวงเงินสูงสุด 500,000 บาท เบี้ยเริ่มต้นเพียง 5,000 บาท/ปี คลิก www.smk.co.th/prehealth

61
Easy Pass นับเป็นอีกหนึ่งบริการของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ( www.exat.co.th) ที่เข้ามาอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้รถยนต์ที่ใช้บริการทางพิเศษทั่วประเทศ ช่วยแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณหน้าด่านเก็บค่าผ่านทาง สามารถระบายปริมาณจราจรผ่านช่องเก็บค่าผ่านทางพิเศษอัตโนมัติได้สูงสุดถึง 1,200 คัน/ชั่วโมง ประหยัดเวลาและน้ำมันเชื้อเพลิงในการเดินทางได้มากขึ้น แต่ขั้นตอนในการสมัคร วิธีเติมเงิน และวิธีใช้งาน Easy Pass จะเป็นอย่างไร วันนี้มีข้อมูลเพิ่มเติมมาบอกต่อค่ะ


วิธีใช้งาน Easy Pass
การใช้งาน Easy Pass ที่ถูกวิธี สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยขั้นตอนดังนี้
1. เติมเงินในบัตร Smart Card ครั้งแรก ขั้นต่ำ 300 บาท

2. ตรวจสอบให้แน่ชัดว่าอุปกรณ์ทั้ง 2 ชิ้น ได้ถูกติดตั้งตามที่กำหนดไว้ในคู่มือการใช้งาน ที่ได้รับจากการซื้อบัตร Easy Pass หากติดตั้งบัตร Easy Pass ไม่ถูกวิธี ไม้กั้นในช่องผ่านทางอาจไม่ทำงาน

3. ชะลอความเร็วของรถยนต์ให้ต่ำกว่า 20 กม./ชม. ระหว่างขับผ่านด่านเก็บเงินอัตโนมัติ เพื่อให้สามารถบังคับรถยนต์ได้อย่างมั่นคง จนกว่าจะมั่นใจว่าไม้กั้นจะเปิดขึ้นและขับรถผ่านไปได้อย่างปลอดภัย

4. รักษาระยะห่างระหว่างรถยนต์คันอื่นที่อยู่ในช่องผ่านทาง หากรถยนต์คันหน้าเกิดหยุดกะทันหัน เพราะไม้กั้นไม่เปิด อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

5. ตรวจสอบวันหมดอายุของ บัตร Smart Card อยู่เสมอ (โดยปกติมีอายุที่ 7 ปี) และติดต่อขอเปลี่ยนบัตรใหม่ทันทีที่พบ โดยยอดคงเหลือในบัตร Smart Card ที่หมดอายุแล้ว สามารถยกยอดเงินคงเหลือไปยังบัตร Smart Card ใบใหม่ได้


ขั้นตอนการสมัครใช้บริการ Easy Pass
1. เอกสารที่ใช้สมัคร
บุคคลธรรมดา
- บัตรประจำตัวประชาชน (ตัวจริงหรือสำเนาอย่างใดอย่างหนึ่ง)

นิติบุคคล
- สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท อายุไม่เกิน 6 เดือน จำนวน 1 ชุด (พร้อมประทับตราบริษัทและรับรองสำเนาถูกต้องโดยกรรมการผู้มีอำนาจ 1 ท่าน)
- สำเนาใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) จำนวน 1 ชุด (พร้อมประทับตราบริษัทและรับรองสำเนาถูกต้องโดยกรรมการผู้มีอำนาจ 1 ท่าน)
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจ 1 ท่าน จำนวน 1 ชุด (พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง)

2. สถานที่สมัคร
2.1 สมัครออนไลน์ สามารถสมัครผ่าน ทรูมันนี่ วอทเล็ท ได้เพียงช่องทางเดียว
2.2 ศูนย์บริการลูกค้า Easy Pass ได้เเก่
• One Stop Service (สำนักงานใหญ่) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย เปิดบริการ จันทร์-ศุกร์ 08.30 น. - 15.30 น.
• Easy Pass Fast Service (ศูนย์ควบคุมทางพิเศษฉลองรัช CCB3) เปิดบริการ จันทร์-ศุกร์ 08.30 น. – 15.30 น.
• Easy Pass Fast Service (จุดพักรถ ปั้ม ปตท. บางนา(ขาออก)) เปิดบริการ จันทร์-เสาร์ 09.00 น. – 15.30 น.
• Customer Serviceบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดบริการ จันทร์-ศุกร์ 09.00 น. – 17.00 น.

2.3 อาคารด่านเก็บค่าผ่านทาง เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 05.00 น. - 22.00 น. ทุกด่านฯ ยกเว้น ศรีรัช-วงแหวนรอบนอกฯ

 

Easy Pass เติมเงินอย่างไร?
การทางพิเศษแห่งประเทศไทย มีหลากหลายช่องทางให้สามารถเติมเงินเข้าบัตรอัตโนมัติได้ตั้งเเต่ 300, 500, 1,000, 1,500, 2,000, 2,500, 3,000, 3,500, 4,000, 4,500 เเละ 5,000 ด้วยช่องทางต่างๆ ดังนี้
1. ผ่านช่องทางพันธมิตรของการทางพิเศษฯ

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย เปิดให้บริการเติมเงินสำรองค่าผ่านทางพิเศษบัตรอัตโนมัติ (Easy Pass) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการ ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้
1. ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน)
2. ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
3. ธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
4. ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
5. ธนาคาร ทหารไทย จำกัด (มหาชน)
6. ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
7. ธนาคาร ยูโอบี จำกัด (มหาชน)
8. ธนาคาร ออมสิน
9. จุดบริการเคาน์เตอร์เซอร์วิส ทั่วประเทศ
10. จุดให้บริการ Tesco Lotus ทั่วประเทศ
11. ผ่าน TrueMoney Wallet Application
12. เติมเงินด้วยบัตรเครดิต Master Card ผ่าน แอพพลิเคชั่น easyBills
13. ผ่านเคาน์เตอร์รับชำระ CenPay
14. ผ่าน mPay Application จุดรับชำระ mPay Station และ Rabbit LINE Pay
15. ผ่านเคาน์เตอร์รับชำระ Big C
16. ผ่าน ShopeePay Application ของ บริษัท ช้อปปี้เพย์ (ประเทศไทย) จำกัด

2. ผ่านหน่วยงานภายในการทางพิเศษฯ
2.1) ศูนย์บริการลูกค้า Easy Pass
• One Stop Service (สำนักงานใหญ่) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ให้บริการ จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30 น. - 15.30 น.
• Easy Pass Fast Service (ศูนย์ควบคุมทางพิเศษฉลองรัช CCB3) ให้บริการ จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30 น. – 15.30 น.
• Easy Pass Fast Service (จุดพักรถ ปั๊ม ปตท. บางนา(ขาออก)) ให้บริการจันทร์-เสาร์ เวลา 09.00 น. – 15.30 น.
• Customer Serviceบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ให้บริการ จันทร์-ศุกร์ เวลา 09.30 น. – 17.00 น.

2.2) อาคารด่านเก็บค่าผ่านทาง ให้บริการเติมเงินในบัตร Smart Card ได้ในทุกเส้นทาง


การเลือกใช้ Easy Pass ในการเรียกเก็บเงินค่าผ่านทางอัตโนมัติ จะช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการ ไม่ต้องรอใบรับค่าผ่านทางฯ ไม่ต้องรอคิวยาว ไม่ต้องเตรียมเงินให้ยุ่งยาก และไม่ต้องเปิดกระจก เพียงแค่วิ่งผ่านช่องทาง Easy Pass เท่านั้น ให้คุณสะดวก ปลอดภัย มากยิ่งขึ้น ด้วย ประกันรถยนต์ตามเวลา
สู้ภัยโควิด-19 เลือกได้ตามใจ ให้ความคุ้มครอง 6 และ 12 เดือน ช่วยให้คุณอุ่นใจได้ทุกครั้งที่ออกเดินทาง เบี้ยเริ่มต้นที่ 4,545 บาท สนใจคลิกอ่านรายละเอียเพิ่มเติม https://www.smk.co.th/premotor


62

“น้ำยาหล่อเย็น” (Coolant) หรือน้ำยาเติมหม้อน้ำรถยนต์ คือ 1 ในของเหลวภายในรถยนต์ที่มีส่วนผสมของน้ำ, หัวเชื้อป้องกันสนิม, สารหล่อเย็น เเละสี ใช้เติมในหม้อน้ำเพื่อทำหน้าที่รักษาระดับอุณหภูมิของเครื่องยนต์ไม่ให้ร้อนจนเกินไปและป้องกันการเกิดสนิมภายในหม้อน้ำ และทางเดินน้ำต่างๆ ภายในเครื่องยนต์ หลายคนอาจเกิดข้อสงสัยว่าน้ำยาหล่อเย็นจำเป็นต้องเปลี่ยนไหม หรือต้องเปลี่ยนน้ำยาเติมหม้อน้ำเมื่อไร สินมั่นคง ประกันรถยนต์ รวบรวบแนวทางเลือกการเปลี่ยนน้ำยาหล่อเย็นรถยนต์มาฝาก
 

เปลี่ยนน้ำยาหล่อเย็นตามระยะเวลาที่คู่มือแนะนำ
การเปลี่ยนถ่ายน้ำยาหล่อเย็นของรถเเต่ละรุ่นจะมีระยะเวลาเเตกต่างกันออกไป ซึ่งระยะเวลาการเปลี่ยนน้ำยาหล่อเย็นที่แนะนำสำหรับรถยนต์ทั่วไปจะอยู่ที่ระยะขับขี่ประมาณ 160,000 - 200,000 กิโลเมตร ในระยะเวลาประมาณ 8-10 ปี หรืออาจแนะนำให้เปลี่ยนทุกๆ 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตรสำหรับในรถยนต์บางรุ่น

การเปลี่ยนถ่ายน้ำหล่อเย็นรถยนต์ตามคู่มือของรถแต่ละรุ่นที่ได้รับมา นับเป็นวิธีการที่ปลอดภัยต่อทั้งตัวรถ เเละต่อสภาพแวดล้อมมากที่สุด เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์ได้กำหนดระยะเวลาเปลี่ยนถ่ายน้ำยาหล่อเย็นที่เหมาะสมจากการทดสอบประสิทธิภาพการใช้งานเป็นที่เรียบร้อยเเล้ว ทำให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องคอยเปลี่ยนน้ำยาเติมหม้อน้ำบ่อยครั้งเกินความจำเป็น

ผู้ผลิตรถยนต์ในปัจจุบันคำนึงถึงปัญหามลภาวะทางน้ำที่อาจเกิดจากการเปลี่ยนถ่ายน้ำยาหล่อเย็นอย่างไม่ถูกต้อง เนื่องจากน้ำยาหล่อเย็น หรือน้ำยาเติมหม้อน้ำ (Coolant) จัดเป็นสารเคมีประเภทหนึ่งที่ต้องมีระบบจัดการและการทิ้งอย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ให้ความสนใจในการพัฒนาสูตรของน้ำยาเติมหม้อน้ำให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากขึ้นเพื่อลดการเปลี่ยนถ่ายน้ำยาหล่อเย็นให้น้อยลง


เปลี่ยนน้ำยาหล่อเย็นทุกปี
แม้ว่าผู้ผลิตรถยนต์จะมีระยะเวลาแนะนำในการเปลี่ยนถ่ายน้ำยาหล่อเย็นให้กับผู้ขับขี่ในเเต่ละรุ่นอยู่แล้ว ผู้ขับขี่บางรายเลือกที่จะเปลี่ยนถ่ายน้ำยาหล่อเย็นรถยนต์แบบรายปี เนื่องจากเพื่อความสะดวกในการจดจำเวลาเปลี่ยนถ่ายที่ง่ายกว่า รวมถึงเพื่อความสบายใจส่วนบุคคล จากการที่อาจมีระยะการขับขี่น้อยมาก ทำให้ไม่สบายใจที่จะรอให้ถึงรอบการเปลี่ยนถ่ายน้ำยาหล่อเย็นตามที่ผู้ผลิตรถยนต์ในเเต่ละรุ่นแนะนำ


เปลี่ยนน้ำยาหล่อเย็นตามสภาพ
ผู้ขับขี่หลายรายเลือกเปลี่ยนน้ำหล่อเย็นรถยนต์ตามลักษณะของน้ำยาหล่อเย็นที่มองเห็นอยู่ในหม้อน้ำปัจจุบัน โดยหากเปิดฝาหม้อน้ำเเล้วพบว่าในน้ำยาหล่อเย็นที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีตะกรันหรือคราบโคลนขุ่นคล้ายตะกอนสนิมเกาะสะสมอยู่ หรือสีขุ่นมัวผิดปกติ อาจเลือกทำความสะอาดเเละเปลี่ยนถ่ายน้ำยาหล่อเย็นใหม่ให้กลับมาใสสะอาดหรือสดใสดังเดิม (ในกรณีที่เลือกใช้น้ำยาหล่อเย็นแบบมีสี) โดยคราบดังกล่าวอาจก่อให้เกิดการอุดตันในแผงระบายความร้อนจากคราบสะสมที่ไม่ได้รับการดูแล ทำให้หม้อน้ำตันเเละไม่สามารถระบายความร้อนได้อย่างสมบูรณ์


เปลี่ยนน้ำยาหล่อเย็นตามอายุการใช้งาน
น้ำยาหล่อเย็นสำหรับเติมหม้อน้ำในปัจจุบัน สามารถแบ่งลักษณะการใช้งานได้ 2 ประเภท คือ 1) น้ำยาหล่อเย็นแบบผสมสำเร็จ เเละ 2) น้ำยาหล่อเย็นแบบเข้มข้น โดยน้ำยาเติมหม้อน้ำประเภทผสมมาให้เรียบร้อยเเล้วนั้นได้รับความนิยมจากผู้ขับขี่และศูนย์บริการโดยทั่วไป เนื่องจากสามารถเปิดใช้งานได้ทันที เพียงเปลี่ยนถ่ายน้ำยาหล่อเย็นเดิมที่ค้างอยู่ในหม้อน้ำให้เรียบร้อย จากนั้นเติมน้ำยาหล่อเย็นประเภทผสมสำเร็จให้ได้ระดับตามปกติ ราคาอยู่ที่ประมาณ 400-500 บาท ต่อแกลลอน (4 ลิตร) ซึ่งอายุการใช้งานน้ำหล่อเย็นประเภทนี้จะสามารถใช้งานได้อยู่ที่ระยะขับขี่ประมาณ 1 - 1.6 แสนกิโลเมตร สอดคล้องกับช่วงระยะเวลาเปลี่ยนถ่ายน้ำยาเติมหม้อน้ำที่ผู้ผลิตรถยนต์เเนะนำไว้ในคู่มือรถยนต์จากผู้ผลิตโดยทั่วไป

 ในขณะที่น้ำยาหล่อเย็นประเภทเข้มข้นนั้น ผู้ใช้งานจำเป็นต้องผสมน้ำยาให้ได้ตามอัตราส่วนที่เจ้าของผลิตภัณฑ์แนะนำ โดยอาจเป็นการผสมระหว่างน้ำยาหล่อเย็นเข้มข้นเข้ากับน้ำยาหล่อเย็นเดิมที่มีอยู่เเล้ว หรืออาจเป็นการผสมน้ำยาหล่อเย็นสูตรเข้มข้นกับน้ำดื่มปกติตามอัตราส่วนที่ผู้ผลิตกำหนด หากผสมน้ำยาไม่ได้ตามอัตราส่วนที่กำหนดอาจส่งผลกระทบระยะยาวต่อระบบหล่อเย็นของเครื่องยนต์ได้ ทั้งนี้ ราคาของน้ำยาหม้อน้ำสูตรเข้มข้นจะแตกต่างกันตามปริมาณของสารหล่อเย็นที่อยู่ในตัวผลิตภัณฑ์ มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 200 บาท ต่อแกลลอน (1 ลิตร) เเละมีอายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณอย่างน้อย 2 ปี

คลิกดู ประกันรถยนต์

63
“ท่อไอเสียรถยนต์” เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่ผู้ขับขี่มักละเลยหรือขาดการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี จนอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายที่ลุกลามมากขึ้น และเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมมากกว่าที่ควรจะเป็น แล้วเราควรมีวิธีตรวจสอบท่อไอเสียรถยนต์ของเราอย่างไร? ว่าขณะนี้มีความผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่? วันนี้มีข้อมูลมาบอกต่อค่ะ
 

หน้าที่หลักของ “ท่อไอเสียรถยนต์”
"ท่อไอเสียรถยนต์" ทำหน้าที่เป็นช่องทางหลักเพื่อระบายไอเสียออกจากเครื่องยนต์ ลดเสียงระเบิดจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ และช่วยกรองมลพิษที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตให้ออกมาสู่อากาศน้อยลง ซึ่งสิ่งที่หลงเหลือจากการเผาไหม้แล้วออกมาจากท่อไอเสียจะประกอบไปด้วย

    • คาร์บอนไดออกไซด์
    • คาร์บอนมอนนอกไซด์
    • ไนโตรเจนไดออกไซด์
    • ซัลเฟอร์ไดออกไซด์
    • ฟอสฟอรัส
    • โลหะหนักต่างๆ อาทิ ตะกั่วและโมลิบดีนัม
สารประกอบเหล่านี้จะรวมออกมาในรูปแบบก๊าซที่พุ่งออกมาด้วยแรงอัดจากกระบอกสูบ ผ่านท่อรวมไอเสีย หม้อพักกลาง และหม้อพักปลาย


ตรวจสภาพ “ท่อไอเสียรถยนต์” ด้วยตัวเองในเบื้องต้น
 

    วิธีตรวจเช็กสภาพ “ท่อไอเสียรถยนต์” ที่สามารถทำได้เองง่ายๆ ดังนี้

    1. ตรวจสอบด้วยตาเปล่า ใช้ “แม่แรง” เป็นอุปกรณ์เสริมเพื่อยกรถให้สูงขึ้น จะได้ตรวจสอบว่าท่อไอเสียมีรูหรือมีสนิมเกาะเป็นจำนวนมากหรือไม่ ซึ่งปัญหาทั้งสองประเด็นนี้มักนำมาซึ่งการเกิดปัญหาใหม่ที่ใหญ่ และแก้ยากกว่า

    2. ฟังเสียง หากท่อไอเสียชำรุดหรือเกิดอาการผิดปกติ จะส่งเสียงดังมากเป็นพิเศษ ฉะนั้นจึงควรหมั่นฟังเสียง และสังเกตเสียงที่สั่นผิดปกติอยู่เสมอ เพราะอาจเป็นเสียงของอาการท่อไอเสียหลุดหลวม หรือแตกหักได้

    3. มีน้ำรั่วหรือไม่ ควรหมั่นตรวจสภาพใต้ท้องรถเสมอ ดูว่ามีน้ำหยดหรือไม่ ถ้ามีการรั่วไหลของน้ำในหลายๆจุด แสดงให้เห็นว่าท่อไอเสียเกิดการชำรุดอย่างชัดเจน

    4. ตรวจวัดอุณหภูมิ ในขณะที่ขับรถออกไปได้สักพัก ให้ตรวจเช็กอุณหภูมิรถยนต์ว่าอยู่ในระดับปกติไหม หากมีความเสียหายเกิดขึ้นที่ท่อไอเสีย อุณหภูมิของรถจะสูงกว่าปกติ ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขในทันที

 

“ท่อไอเสียรถยนต์” เสีย มีอาการอย่างไร?
 

    1. ท่อไอเสียมีสนิมจับ มีรอยแตก เป็นหนึ่งสัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม เจ้าของรถยนต์ควรหมั่นทำความสะอาดด้วยการเช็ดท่อไอเสียรถยนต์อยู่เสมอ เพื่อให้มองเห็นว่าสภาพท่อยังปกติดีหรือมีรอยบุบพังหรือไม่ หากพบจะจะได้รีบนำไปให้ช่างตรวจสอบได้ทันท่วงที


    2. มีเสียงดังออกมาจากเครื่องยนต์ หากมีเสียงดังขึ้นมาจากท่อไอเสียรถยนต์แบบไม่มีสัญญาณเตือน (อ่าน ประกันรถยนต์ : ไฟโชว์เตือน! รูปเครื่องยนต์ (Check Engine) ทำอย่างไรดี? คลิก ) ควรรีบนำรถยนต์เข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจสอบโดยเร็ว เพราะยิ่งปล่อยไว้นานอาจส่งผลเสียลุกลามไปยังอุปกรณ์ส่วนอื่นๆ ของเครื่องยนต์ได้ ซึ่งวิธีสังเกตความผิดปกติของเสียงจากท่อไอเสียสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการเปิดเพลงหรือวิทยุคลอฟังในระดับปกติ แต่หากกลับต้องเปิดเสียงวิทยุบนรถให้ดังขึ้นถึงจะสามารถฟังได้ชัด แสดงว่าเสียงเครื่องยนต์เริ่มดังเกินไปอย่างผิดปกติแล้ว ควรรีบนำรถยนต์เข้าเช็กที่ศูนย์บริการทันที


    3. เกิดเสียงรั่วจากเครื่องยนต์ ในขณะที่เครื่องกำลังทำงานกลับมีเสียงรั่วออกมาจากท่อไอเสียรถยนต์ หมายความว่าเครื่องฟอกไอเสียเชิงเร่งปฏิกิริยาหรือแคทาลิติกคอนเวอร์เตอร์ในรถยนต์กำลังได้รับความเสียหาย เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้รถยนต์จะสามารถใช้งานไปได้สักระยะหนึ่งเท่านั้น จึงควรนำรถเข้าตรวจเช็กสภาพอย่างเร่งด่วนก่อนที่จะเกิดความเสียหายมากขึ้น


    4. คันเร่งมีอาการสั่นผิดปกติ หรืออืดมากกว่าปกติ ขณะที่เหยียบคันเร่งหากสัมผัสได้ถึงการสั่นแบบผิดปกติ หรือเหยียบคันเร่งไม่ค่อยขยับ เหมือนกำลังของรถไม่มี อาจบ่งบอกได้ว่า เกิดการแตกรั่วในระบบท่อไอเสีย หากเป็นรอยรั่วขนาดใหญ่จะมีเสียงดังก้องตอนกำลังสตาร์ทเครื่องยนต์ ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อเครื่องยนต์มาก ควรรีบนำรถยนต์เข้าตรวจเช็กทันที


    5. มีกลิ่นเหม็นไหม้ การที่รถยนต์มีกลิ่นเหม็นไหม้กระจายเข้าสู่ห้องโดยสาร นอกจากจะมีสาเหตุจากท่อไอเสียรถยนต์มีรอยรั่วแล้ว ยังส่งผลเสียต่อร่างกายได้อีกด้วย เพราะกลิ่นจากท่อไอเสียรถยนต์ ประกอบไปด้วยก๊าซที่ทำอันตรายต่อร่างกาย หากสูดดมเข้าไปจะส่งผลให้เกิดอาการง่วงซึม วิงเวียนศรีษะ และมึนหัว หรือหากเผลอหลับก็อาจส่งผลต่อชีวิตได้ด้วย (อ่าน อันตรายท่อไอเสียรั่วในห้องเครื่อง เสี่ยงถึงตาย!  คลิก )


อุปกรณ์และชิ้นส่วนในรถยนต์ เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ขับขี่และเจ้าของรถยนต์ควรให้ความใส่ใจ ดูแล บำรุงรักษาให้สามารถใช้งานได้เป็นปกติอยู่เสมอ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้แบบไม่คาดคิด ช่วยให้คุณอุ่นใจยิ่งขึ้นกับประกันรถยนต์ตามเวลา ให้ความคุ้มครองตั้งแต่ 3, 6, 9, 12 เดือน ด้วยเบี้ยเบาๆ จ่ายสบาย

64
หัวเทียนบอด เป็นประโยคที่คุ้นหูสำหรับผู้ขับขี่รถยนต์ที่ต้องคอยระแวดระวังและดูแลรักษา “หัวเทียน” อุปกรณ์ในระบบจุดระเบิดของเครื่องยนต์ซึ่งหัวเทียนแต่ละประเภทได้ถูกออกแบบมาให้ใช้กับเครื่องยนต์ที่แตกต่างกัน วันนี้จะพาคุณไปรู้จักกับการทำงานของ “หัวเทียน” และวิธีแก้ไขเมื่อพบปัญหาเครื่องยนต์สตาร์ตไม่ติดจากหัวเทียนบอด
 

ทำความรู้จัก “หัวเทียน” และประเภทของหัวเทียนรถยนต์
การเลือกใช้หัวเทียนให้เหมาะสมกับเครื่องยนต์ของรถจะช่วยให้เครื่องยนต์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นผลให้มีแรงม้ามาให้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง ประหยัดน้ำมัน และยังช่วยให้อัตราสึกหรอลดลงได้อีกด้วย โครงสร้างหลักของหัวเทียนจะประกอบด้วย ขั้วหัวเทียน (Terminal) ซึ่งจะถูกต่อเข้ากับคอยล์จุดระเบิดและแกนกลางของหัวเทียนลงมายังขั้วแกนกลาง (Center Electrode) โดยกระแสไฟฟ้าจะวิ่งผ่านจากขั้วหัวเทียนลงมายังขั้วแกนกลางและกระโดดข้ามไปยังเขี้ยวหัวเทียน (Side Electrode) และในจังหวะที่กระแสไฟฟ้ากระโดดนี่เอง ที่จะทำให้เกิดเป็นประกายไฟเพื่อเริ่มต้นการจุดระเบิดของส่วนผสมภายในห้องเผาไหม้

หัวเทียนที่มีจำหน่ายในท้องตลาดทุกวันนี้ สามารถแบ่งประเภทของวัสดุที่ใช้ทำขั้วแกนกลาง (Center Electrode) และเขี้ยวหัวเทียน (Side Electrode) ออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่

1. หัวเทียนนิกเกิล (Nickel) เหมาะกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์รุ่นเก่าโดยอาศัยกำลังไฟในการจุดระเบิดต่ำ ปัจจุบัน มีการนำเอานิกเกิลมาผสมกับธาตุอื่นๆ เพื่อเพิ่มความทนทานให้กับขั้วหัวเทียน ช่วยยืดอายุการใช้งานของหัวเทียนนิกเกิลได้ ทำให้สามารถพบเห็นหัวเทียนนิกเกิลในตลาดอย่างแพร่หลายมากขึ้น

2. หัวเทียนแพลตทินัม (Platinum) มีอุณหภูมิการทำงานที่สูงกว่าหัวเทียนนิกเกิล ซึ่งทำให้มีเขม่าที่ขั้วหัวเทียนน้อยกว่า (เพราะว่าเขม่าถูกเผาไปหมด) จึงเป็นหัวเทียนที่มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

3. หัวเทียนอิริเดียม (Iridium) ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์เครื่องยนต์กำลังอัดสูง และมีความทนทานมากกว่าหัวเทียนแพลตทินัมถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ขั้วแกนกลางมีขนาดเล็กและไม่ต้องอาศัยกระแสไฟแรงดันสูงเพื่อจุดระเบิดเมื่อเปรียบเทียบกับหัวเทียนนิกเกิลและแพลตทินัม นอกจากนี้ ยังสามารถทำงานได้อย่างแม่นยำและต่อเนื่องในเครื่องยนต์เทอร์โบกำลังอัดสูง ซึ่งช่วยให้สามารถรีดเค้นสมรรถนะของเครื่องยนต์ได้อย่างเต็มที่ในทุกการขับขี่

หัวเทียนทั้ง 3 แบบ ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานกับเครื่องยนต์แต่ละประเภท ซึ่งผู้ใช้รถยนต์ควรจะต้องเข้าใจความแตกต่างและวัตถุประสงค์ของหัวเทียน เพื่อที่จะสามารถเลือกใช้ได้อย่างถูกต้องและคุ้มค่าที่สุด


หัวเทียนบอด มีอาการอย่างไร? แก้ไขอย่างไร?
หัวเทียนทำหน้าที่จุดระเบิดภายในห้องเผาไหม้โดยตรง หากเสื่อมสภาพลง (หัวเทียนบอด) การจุดระเบิดของเครื่องยนต์จะมีประสิทธิภาพลดลงอย่างมากและส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์ในหลายด้าน โดยส่วนใหญ่ หัวเทียนบอดจะมีอาการดังต่อไปนี้

    • สตาร์ตติดยาก
    • เร่งเครื่องไม่ขึ้น
    • เครื่องยนต์สั่นผิดปกติเวลาเดินเบา
    • เครื่องยนต์เดินไม่เต็มสูบ
    • กินนำมันเชื้อเพลิงมากกว่าปกติ

อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ จำเป็นต้องได้รับการตรวจสภาพอย่างละเอียดจากช่างผู้ชำนาญการ ซึ่งโดยปกติแล้วศูนย์บริการจะเปลี่ยนหัวเทียนให้รถยนต์ตามระยะอย่างน้อยทุก 1 แสนกิโลเมตร (ประกันรถยนต์ : 11 อะไหล่ที่ต้องเปลี่ยนเมื่อครบกำหนด คลิก ) หรืออาจทดลองถอดหัวเทียนออกมาตรวจเช็กดู ซึ่งหัวเทียนที่เสื่อมสภาพจะมีลักษณะเป็นคราบเขม่าดำ มีคราบน้ำมัน เขี้ยวสึกกร่อนเป็นลักษณะโค้งไม่มีเหลี่ยมคม


ในการเปลี่ยน ควรเปลี่ยนหัวเทียนพร้อมกันทีเดียวทุกหัว หรือหากเป็นรถใหม่ที่อยู่ในระยะเวลารับประกันควรแจ้งศูนย์บริการให้เปลี่ยนใหม่ทันที แต่หากพ้นการรับประกันไปแล้ว ก็สามารถเปลี่ยนได้เอง โดยตรวจสอบระยะทางหรือระยะเวลากำหนดที่ต้องเปลี่ยน รวมถึงเบอร์และชนิดของหัวเทียนให้ตรงตามคู่มือที่แนบมากับรถ ( เช็กราคาหัวเทียนรถยนต์ คลิก ) โดยเตรียมอุปกรณ์ดังต่อไปนี้


    • หัวเทียนชุดใหม่ ตามจำนวนสูบของเครื่องยนต์
    • ประแจบล็อกสำหรับถอดหัวเทียน หรือบางรุ่นอาจต้องใช้ข้ออ่อนในจุดที่เข้าถึงได้ยาก
    • ลมแรงดันสูง สำหรับใช้ทำความสะอาดสิ่งสกปรกโดยรอบ อาจใช้แบบกระป๋องหรือปั๊มลมก็ได้
    • ตัววัดความความห่างของเขี้ยวหัวเทียน
    • คีมปากจิ้งจก

 

ขั้นตอนการเปลี่ยนหัวเทียน
    1. เปิดฝากระโปรงหน้า ใช้ลมแรงดันสูงเป่าทำความสะอาดแล้วดึงปลั๊กหัวเทียนออกมา (รถแต่ละรุ่นมีวิธีการถอดที่ไม่เหมือนกัน บางรุ่นอาจต้องขันนอตยึดหัวปลั๊กออกมาก่อน ถึงจะดึงปลั๊กหัวเทียนออกมาได้ บางรุ่นถูกซ่อนหลบมุมไว้ ทำให้ต้องถอดอุปกรณ์หลายอย่าง เช่น แบตเตอรี่ ท่ออากาศ เป็นต้น)

    2. หลังจากนั้นใช้ลมแรงดันสูงเป่าอีกรอบ ก่อนใช้ประแจถอดหัวเทียนแล้วขันหัวเทียนอันเก่าออกมา (หากหัวเทียนไม่ติดขึ้นมาด้วย ให้ใช้คีมปากจิ้งจกหรือปลั๊กหัวเทียนดึงออกมา)

    3. นำหัวเทียนอันใหม่ใส่เข้าไปในช่องเดิม แล้วใช้ประแจถอดหัวเทียนขันให้ตึงมือพอประมาณ อย่าขันจนแน่นมากเกินไป เพราะอาจเกิดความเสียหายขึ้นได้

    4. นำปลั๊กหัวเทียนเสียบกลับเข้าไปที่เดิม (ขันนอตยึดหัวปลั๊กให้เรียบร้อย สำหรับรุ่นที่มีนอตยึด) จากนั้นทำตามเดิมจนครบทุกตัวตามจำนวนสูบเครื่องยนต์

 

การเลือกใช้หัวเทียนรถยนต์ มีความสำคัญที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจุดระเบิดของรถ เพราะอาจมีความเสี่ยงต่อการหลอมละลาย บอด และชำรุดได้ง่าย หรืออาจเกิดคราบเขม่าที่บริเวณขั้วหัวเทียนได้ด้วย ผู้ขับขี่รถจึงควรให้ความใส่ใจตรวจเช็กสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ หรือหากไม่มีความเชี่ยวชาญก็ควรนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อเช็กระยะตามกำหนดเช่นกัน

คุ้มครองความปลอดภัยให้รถคุณยิ่งขึ้น ด้วยประกันรถยนต์ประเภท 1 เบี้ยเริ่มต้น 11,600 บาท อัตราเบี้ยคงที่เท่ากันทุกปีคุ้มครองครอบคลุมทุกกรณี  ไม่ว่าจะรถชนรถ รถชนของ รถคันอื่นมาชน เกิดอุบัติเหตุนอกเมือง สูญหายไฟไหม้ น้ำท่วม พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินทางรถยนต์ (Roadside Assistance Service) สนใจรายละเอียด คลิก www.smk.co.th/premotor

65
การโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ในกรณีที่เจ้าของรถเสียชีวิตจำเป็นต้องใช้เอกสารเพิ่มเติมนอกเหนือจากการโอนรถแบบปกติทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการโอนแบบการรับมรดกที่ไม่มีพินัยกรรมและไม่มีคำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดก หรือการโอนรถโดยคำสั่งศาลหรือคำพิพากษาของศาล การโอนแต่ละแบบต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง มีขั้นตอนการโอนรถของผู้ตายโดยไม่มีคำสั่งศาลอย่างไร วันนี้รวบรวมข้อมูลการโอนรถของผู้ที่เสียชีวิตทั้งในกรณีที่มีและไม่มีคำสั่งศาลมาฝาก


1. หลักเกณฑ์การโอนเปลี่ยนเจ้าของรถกรณีโอนมรดกและไม่มีพินัยกรรม
การโอนเปลี่ยนเจ้าของรถ คือ การโอนเปลี่ยนผู้ถือกรรมสิทธิ์จากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง แต่ในกรณีที่เจ้าของเสียชีวิตและไม่มีพินัยกรรม หรือคำสั่งศาลในการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกตามกฎหมายจะยังไม่สามารถโอนเปลี่ยนเจ้าของรถได้ เนื่องจากต้องดำเนินการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกให้เรียบร้อยก่อน

ทั้งนี้ หลังจากแต่งตั้งผู้จัดการมรดกตามกฎหมายแล้ว ต้องดำเนินการโอนย้ายกรรมสิทธิ์ภายใน 15 วันนับตั้งแต่ได้มีการลงลายมือชื่อและวันที่ในแบบคำขอโอนและรับโอน รวมถึงภาษีของรถยนต์จะต้องเหลือไม่น้อยกว่า 30 วัน หากภาษีของรถเหลือน้อยกว่า 30 วัน จะต้องชำระภาษีรถประจำปีให้เรียบร้อยก่อน และในกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถไปได้ สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนได้ โดยผู้รับมอบอำนาจต้องนำบัตรประจำตัวประชาชนแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ด้วย 


2. เอกสารหลักฐานที่ต้องใช้โอนรถกรณีเจ้าของเสียชีวิต (ไม่มีพินัยกรรม หรือคำสั่งศาล)
หลักฐานที่ต้องใช้ในการโอนรถโดยการรับมรดกที่ไม่มีพินัยกรรม และไม่มีคำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ต้องใช้หนังสือรับรองผลการสอบปากคำทายาทจากสำนักงานเขต/ที่ว่าการอำเภอก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ โดยต้องมีเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องดังนี้
 
- สมุดคู่มือจดทะเบียนรถ
- สำเนาหรือภาพถ่ายใบมรณบัตรของเจ้าของมรดก
- หลักฐานประจำตัวผู้โอนหรือผู้รับโอน
- ภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชน
- หนังสือรับรองผลการสอบปากคำทายาทจากสำนักงานเขต/ที่ว่าการอำเภอ


3. เอกสารหลักฐานที่ต้องใช้โอนรถกรณีเจ้าของเสียชีวิต (มีคำสั่งศาล)
หลักฐานที่ใช้ในการโอนรถโดยคำสั่งศาลหรือคำพิพากษาของศาลหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมาย ต้องใช้เอกสารดังนี้

- สมุดคู่มือจดทะเบียนรถ
- หลักฐานการได้มาของรถ เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี
- หลักฐานประจำตัวผู้โอนและผู้รับโอน
- หนังสือเจ้าของพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายให้โอนรถให้กับผู้รับโอน พร้อมทั้งบัญชี รายละเอียดของรถคันดังกล่าว


4. ขั้นตอนการโอนรถยนต์กรณีเจ้าของรถเสียชีวิต
ขั้นตอนการโอนรถยนต์กรณีที่เจ้าของรถเสียชีวิต แบ่งเป็น 2 กรณี ได้แก่
- กรณีมีพินัยกรรมหรือคำสั่งศาลให้เป็นผู้จัดการมรดก
- กรณีที่ไม่มีพินัยกรรมหรือคำสั่งศาลให้เป็นผู้จัดการมรดกให้ทายาท (สามี, ภรรยา หรือบุตร)

หากไม่มีเอกสารในข้อ 2) ให้ผู้ติดต่อดำเนินการเข้ามาขอรับหนังสือที่สำนักงานขนส่งเพื่อนำไปดำเนินการสอบปากคำทายาทและประกาศรับมรดกที่อำเภอที่ผู้ตายมีภูมิลำเนา โดยมีขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์กรณีเจ้าของเสียชีวิตดังนี้
นำรถเข้ารับการตรวจสอบที่ฝ่ายตรวจสภาพรถ  ณ ที่ทำการของสำนักงานขนส่งเท่านั้น
ยื่นตรวจสอบคำขอพร้อมหลักฐาน เช่น สมุดคู่มือจดทะเบียนรถ บัตรประจำตัวประชาชนของผู้จัดการมรดก ใบมรณะบัตรของเจ้าของรถ ผลการตรวจสอบรถ (ถ้ามี) และอื่นๆ
ชำระเงินค่าธรรมเนียม
รอรับเอกสารคืน

ทั้งนี้ กรณีที่โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์จากการปิดบัญชีจากผู้ให้เช่าซื้อ (ไฟแนนซ์) ไปยังผู้เช่าซื้อ ซึ่งเป็นผู้ครอบครองรถตามรายการจดทะเบียน ไม่ต้องตรวจสอบรถ และการโอนกรรมสิทธิ์รถต้องแจ้งต่อนายทะเบียนภายใน 15 วัน นับแต่วันโอน (หากไม่ดำเนินการภายในกำหนดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท)


5. สถานที่ติดต่อแจ้งขอเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์รถยนต์
สามารถดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ได้ที่สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 - 5 สำนักงานขนส่งจังหวัด หรือสำนักงานขนส่งในพื้นที่ที่ปรากฎในใบคู่มือจดทะเบียนรถ หรือที่ขอแจ้งใช้รถไว้



การโอนรถยนต์หรือทะเบียนรถในกรณีที่เจ้าของรถเสียชีวิตทั้งในรูปแบบที่มีหรือไม่มีพินัยกรรมหรือคำสั่งศาล สามารถเริ่มต้นสอบถามข้อมูลที่ถูกต้องได้จากสำนักงานขนส่งประจำพื้นที่ หรือประจำจังหวัด อย่าลืม!!! เมื่อโอนรถเรียบร้อยแล้ว แจ้งเปลี่ยนแปลงข้อมูลประกันภัยรถยนต์ให้เรียบร้อย แล้วเลือกความคุ้มครองให้รถคุณด้วย ประกันรถยนต์ตามเวลา ให้ความคุ้มครอง 6 และ 12 เดือน ด้วยเบี้ยเบาๆ จ่ายสบาย ช่วยแบ่งเบาภาระในยามวิกฤต เพื่อความอุ่นใจเมื่อออกเดินทาง เบี้ยเริ่มต้นที่ 969 บาท คลิก https://www.smk.co.th/premotor




66
ใบปัดน้ำฝนรถยนต์ เป็นอุปกรณ์สำคัญของรถยนต์อย่างหนึ่งที่เจ้าของรถทุกคันควรให้ความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเดือนที่เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน มีฝนตกต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน ส่งผลต่อทัศนวิสัยในการขับขี่ ( อ่าน ขับรถขณะฝนตกให้ปลอดภัย คลิก ) แล้วจะมีวิธีการเลือก “ใบปัดน้ำฝนรถยนต์” หรือตรวจเช็ค “ใบปัดน้ำฝนรถยนต์” ให้พร้อมใช้งานได้อย่างไร? วันนี้รวบรวมข้อมูลมาไว้ให้แล้วค่ะ

ประเภทของ “ใบปัดน้ำฝนรถยนต์”
การทำงานของใบปัดน้ำฝนที่ดี จะต้องเป็นการปาดน้ำฝนโดยมีช่องว่างระหว่างกระจกและน้ำฝนประมาณ 0.01- 0.05 มม. เพื่อสร้างผิวฟิล์มบนกระจกหรือเป็นการปาดน้ำให้เรียบ โดยไม่ปาดน้ำทั้งหมดออกไปจากกระจก เพราะหากออกแบบให้ใบปัดอยู่ติดกับกระจกมากเกินไป จะทำให้เกิดปัญหาใบปัดสะดุดและสั่นกระพือเมื่อใช้งานจริง โดยประเภทของใบปัดน้ำฝน มีทั้งหมด 3 ประเภท ได้แก่

1. ชนิดแบบมีโครงเหล็ก (Conventional Wiper Blade) เป็นใบปัดน้ำฝนที่ใช้กันทั่วไป พบเห็นได้มากในรถยนต์เกือบทุกคัน ลักษณะที่สังเกตได้ของใบปัดน้ำฝนชนิดนี้คือมีโครงเหล็กหรือโครงโลหะแขนยางใบปัดคู่กับยางใบปัดน้ำฝน มีความทนทาน โดยประสิทธิภาพในการปัดน้ำฝนของใบปัดน้ำฝนประเภทนี้ จะขึ้นอยู่กับ

2. ใบปัดน้ำฝนแบบซ่อนแขนใบปัดน้ำฝน (Semi Concealed Wiper Blade) จะมีโครงสร้างเหมือนกับแบบแรก แต่ผู้ผลิตจะออกแบบที่ครอบเพิ่มขึ้นมา เพื่อนำมาครอบแขนใบปัดน้ำฝนไว้ แต่ยังคงเห็นเนื้อยางของใบปัดน้ำฝนอยู่ จุดประสงค์เพื่อความสวยงามแต่ยังมีประสิทธิภาพในการปาดน้ำที่ดี สามารถพบเห็นได้ในรถยนต์บางรุ่น

3. ใบปัดน้ำฝนแบบไร้โครงเหล็ก (Flat Blade) จะไม่สามารถสังเกตเห็นแขนของใบปัดน้ำฝนและตัวยางปัดน้ำฝนเลย เนื่องจากไม่มีโครงเหล็กแต่จะมีแกนเหล็กฝังไว้ในเนื้อยาง ซึ่งทำให้มีคุณสมบัติในการใช้งานได้ดี เนื่องจากน้ำหนักของใบปัดจะถูกกระจายไปเท่าๆ กันทั่วทั้งแขนของใบปัดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปาดน้ำ และลักษณะของใบปัดประเภทนี้ยังลดพื้นที่ต้านลมเมื่อปัดน้ำฝนขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงได้อีกด้วย


วิธีเลือก “ใบปัดน้ำฝนรถยนต์”
1. สังเกตรุ่นรถยนต์จากข้างบรรจุภัณฑ์ของผู้ผลิตใบปัดน้ำฝนให้ตรงกับรุ่นรถยนต์ที่ใช้อยู่
2. ไม่ควรเลือกซื้อใบปัดน้ำฝนเก่าหรือผลิตไว้นานแล้ว เพราะยางบนใบปัดน้ำฝนมีอายุการใช้งานที่จำกัด บางครั้งผู้จำหน่ายไม่สามารถจำหน่ายสินค้าได้หมดภายในหน้าฝนปีก่อน ก็จะนำออกมาลดราคาในปีถัดไป ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ใช้รถมักเปลี่ยนใบปัดน้ำฝนเฉพาะช่วงหน้าฝนเท่านั้น
3. รถยนต์รุ่นใหม่ๆ ก้านของใบปัดน้ำฝนทางฝั่งคนขับและคนนั่งจะมีขนาดไม่เท่ากัน โดยขนาดของใบปัดน้ำฝนจะอยู่ที่ประมาณ 14” หรือ 21” ซึ่งหากซื้อแยกเป็นกล่องๆ จากร้านทั่วไปต้องอ่านรายละเอียดข้างกล่องให้ชัดเจน
4. เลือกใบปัดน้ำฝนให้ถูกฝั่ง หากบนใบปัดน้ำฝนมีการะบุภาษาอังกฤษตัวย่อบนใบปัด เช่น อักษร “D” จะย่อมาจาก “Driver” ให้เข้าใจว่าใบปัดใบนั้นสำหรับติดตั้งฝั่งคนขับ ส่วนอักษร “P” ย่อมาจาก “Passenger” จะเป็นใบปัดน้ำฝนสำหรับที่ฝั่งคนนั่ง


ควรต้องเปลี่ยน “ใบปัดน้ำฝน” เมื่อไร?
การเปลี่ยนในปัดน้ำฝน สามารถเลือกได้ว่าจะเปลี่ยนยกทั้งโครงหรือเปลี่ยนเฉพาะยางใบปัด ซึ่งหากโครงใบปัดยังสภาพดีอยู่สามารถเลือกเปลี่ยนเฉพาะยางได้ ส่วนก้านใบปัดนั้น ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนบ่อยนัก เพราะมักมีอายุการใช้งานนานนับสิบปีกว่าสปริงใบปัดจะล้า ซึ่งอาจล้าตามอายุการใช้งานหรือล้าจากการใช้งานผิดวิธี เช่น การยกใบปัดน้ำฝนตั้งขึ้นเวลาจอดรถตากแดด จะยิ่งทำให้อายุของสปริงที่ก้านใบปัดเสื่อมเร็วขึ้น


ดูแลรักษารถยนต์ให้คงสภาพดีอยู่เสมอ เพื่อความปลอดภัยและทัศนวิสัยในการขับขี่บนท้องถนน ประกันรถยนต์ ช่วยให้คุณอุ่นใจในยามขับขี่ท่ามกลางสายฝนได้มากขึ้นด้วยประกันรถยนต์ตามโปรไฟล์ ชั้น 1 สนใจคลิก https://www.smk.co.th/premotor

67

น้ำมันเบรก คนละยี่ห้อใช้ผสมกันได้หรือไม่ ?


ทำไมถึงไม่ควรผสมน้ำมันเบรกคนละยี่ห้อ?
ไม่ควรผสมน้ำมันเบรกที่มีความแตกต่างกันระหว่างยี่ห้อ หรือระหว่างเกรด/มาตรฐาน เนื่องจากแม้ว่าน้ำมันเบรกจะมีเกรดหรือค่ามาตรฐานเทียบเท่ากัน แต่น้ำมันเบรกแต่ละยี่ห้อจะมีส่วนผสมทางเคมีที่ต่างกันตามเเต่ละสูตรการผลิตของบริษัท การใช้น้ำมันเบรกต่างยี่ห้อหรือต่างมาตรฐานอาจทำให้เกิดโอกาสรั่วซึมในระบบเบรก รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของการเบรกในระหว่างขับขี่ได้ ทั้งนี้ ควรเลือกเติมน้ำมันเบรกระหว่างยี่ห้อเฉพาะในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น เช่น กรณีที่น้ำมันเบรกรั่วซึมกะทันหันขณะขับขี่ หรือกรณีเติมชั่วคราวเพื่อเตรียมเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรกทั้งระบบ


มาตรฐานน้ำมันเบรกคืออะไร?
มาตรฐานน้ำมันเบรกประเภท DOT จะกำหนดมาตรฐานและแบ่งเกรดของน้ำมันเบรกตามอุณหภูมิจุดเดือด 2 ประเภท ได้แก่ 1) จุดเดือดแห้ง หรือจุดเดือดที่ปราศจากความชื้น (Dry Boiling Point) สำหรับน้ำมันเบรกใหม่ที่ยังไม่ผ่านการใช้งาน และ 2) จุดเดือดเปียก หรือจุดเดือดที่มีความชื้นอยู่ในน้ำมัน (Wet Boiling Point) ของน้ำมันเบรกที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว มีการดูดซับความชื้นไปแล้ว แบ่งเป็นมาตรฐาน DOT 2, DOT 3, DOT 4, DOT 5 และ DOT 5.1 โดยน้ำมันเบรกที่มีประสิทธิภาพดีตามมาตรฐานที่กำหนดนั้น จะต้องมีจุดเดือดสูงทั้งในสภาวะที่ปราศจากความชื้นเเละมีความชื้นอยู่


สามารถเติมน้ำมันเบรกเพิ่มเข้าไปได้เลยหรือไม่?
ควรตรวจสอบความจำเป็นในการเติมน้ำมันเบรกก่อนที่จะเติมน้ำมันเบรกเดิม หรือผสมน้ำมันเบรกชนิดใหม่เข้าไป เพราะน้ำมันเบรกที่พร่องหรือลดลงอาจมีสาเหตุการรั่วซึม รวมถึงการสึกหรอของผ้าเบรก หากตรวจสอบแล้วไม่พบการรั่วซึม การเปลี่ยนผ้าเบรกใหม่จะทำให้ปริมาณน้ำมันเบรกกลับมาอยู่ในระดับคงที่เช่นเดิม  โดยเจ้าของรถยนต์อาจเลือกเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรกเดิมทั้งระบบให้เป็นน้ำมันเบรกใหม่ ไปพร้อมกับการเปลี่ยนผ้าเบรคใหม่เพื่อความสะดวกได้ด้วยเช่นกัน หรือหากมีความจำเป็นที่ต้องเติมน้ำมันเบรก ควรเริ่มต้นจากการตรวจสอบคู่มือประจำรถยนต์ก่อนเพื่อตรวจสอบประเภทหรือมาตรฐานน้ำมันเบรกที่รถยนต์สามารถใช้ได้ก่อน รวมถึงสามารถตรวจสอบประเภทน้ำมันเบรกที่สามารถใช้ได้ที่บริเวณฝาถังน้ำมันเบรก เมื่อทราบประเภทเเล้ว ควรเลือกใช้น้ำมันเบรกยี่ห้อเดิมและประเภทเดิมเพื่อรักษาประสิทธิภาพระบบเบรก


การเติมน้ำมันเบรกที่ถูกต้องควรใช้น้ำมันเบรกชนิดเดิมที่เคยใช้มาก่อน หรือควรเลือกเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรกใหม่ทั้งระบบก่อนเติมน้ำมันใหม่เพิ่มเข้าไป เพิ่มความคุ้มครองให้รถด้วยประกันรถยนต์ การันตีถูกจริง คลิก https://www.smk.co.th/premotor

68


#โค้งสุดท้าย #แจกประกันแพ้วัคซีนฟรี #ไม่มีค่าใช้จ่าย #ไม่ต้องเป็นลูกค้าก็สมัครได้

สินมั่นคงประกันภัย ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการฉีดวัคซีนเพื่อลดความรุนแรงของเชื้อไวรัสโคโรนา หรือ โควิด-19
.
ชวนคุณส่งต่อความห่วงใยให้ครอบครัวเพื่อน และคนที่คุณรัก เพื่อรับสิทธิ์ประกันแพ้วัคซีนโควิด คุ้มครองท่านละ 100,000 บาท #ฟรี #ไม่มีค่าใช่จ่ายใดๆ ตั้งแต่วันนี้ – จนกว่าสิทธิ์จะหมด (ข้อกำหนดและเงื่อนไขความคุ้มครองเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)
.
ลงทะเบียนรับสิทธิ์แจกประกันแพ้วัคซีนฟรีได้แล้วที่ www.smk.co.th/covid19_vacine.aspx
.
สอบถามเพิ่มเติมที่ SMK Line Official @smkinsurance ( https://lin.ee/xQmGXFh) หรือ โทร.1596


69
#แจกฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย #ประกันแพ้วัคซีน #ไม่ต้องเป็นลูกค้าก็ลงทะเบียนได้
.
สินมั่นคงประกันภัย ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการฉีดวัคซีนเพื่อลดความรุนแรงของเชื้อไวรัสโคโรนา หรือ โควิด-19
.
ชวนคุณส่งต่อความห่วงใยให้ครอบครัวเพื่อน และคนที่คุณรัก เพื่อรับสิทธิ์ประกันแพ้วัคซีนโควิด คุ้มครองท่านละ 100,000 บาท #ฟรี #ไม่มีค่าใช่จ่ายใดๆ ตั้งแต่วันนี้ – จนกว่าสิทธิ์จะหมด (ข้อกำหนดและเงื่อนไขความคุ้มครองเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)
.
ลงทะเบียนรับสิทธิ์แจกประกันแพ้วัคซีนฟรีได้แล้วที่ http://www.smk.co.th/covid19_vacine.aspx
.
สอบถามเพิ่มเติมที่ SMK Line Official @smkinsurance (https://lin.ee/xQmGXFh) หรือ โทร.1596

70
รถยนต์ | Car / หน้าฝนไม่ล้างรถระวัง!! สีพัง!!
« เมื่อ: มิถุนายน 14, 2021, 08:40:15 AM »


ช่วงหน้าฝน หลายคนคงไม่อยากจะล้างรถเพราะหลายคนเคยพบกับปัญหาล้างรถตอนเช้า บ่ายฝนตก ทำให้รถสกปรกเหมือนเดิม แต่การล้างรถในช่วงหน้าฝนเป็นสิ่งที่ควรทำ การละเลยอาจส่งผลระยะยาวต่อรถคนโปรดของเราได้ วันนี้ได้รวบรวมข้อมูลมาบอกกันดังนี้

ลองคิดดูในช่วงหน้าฝนรถของเรา ที่ใช้เดินทางจะโดนสิ่งสกปรกใดบ้างตลอดวัน ทั้งลุยน้ำสกปรก ลุยฝน จนสกปรกเลอะทั้งคัน โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูง มลพิษทำให้ฝนที่ตกมามีฤทธิ์เป็นกรด กัดกร่อนสีรถของเรา ให้หม่นหมอง ไม่เงางาม การล้างรถจึงเป็นสิ่งจำเป็น
 
สาเหตุที่จำเป็นต้องล้างรถในช่วงฤดูฝน
1. ฝนมีสภาพเป็นกรด สามารถฝังลึกทำร้ายสีรถได้ เนื่องจากฝนกรดอาจฝังเข้าไปในผิวสีรถ หากทิ้งไว้นานส่งผลต่อสีรถ โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูง สามารถกัดกร่อนสีรถของเรา ให้หม่นหมอง ไม่เงางามได้
2. เกิดคราบน้ำฝังแน่น เนื่องจากเมื่อมีหยดน้ำบนผิวรถผสมกับฝุ่นละอองที่เกาะบนรถ ทำให้เกิดคราบน้ำบนสีรถ ยิ่งสะสมไว้คราบไว้นาน และตากแดดจะทำให้การทำความสะอาดทำได้อยากขึ้น และอาจต้องเสียค่าทำความสะอาดเพิ่มขึ้นได้
3. ช่วงหน้าฝนมักมีลมแรงพัดเอา เศษกิ่งไม้ ใบไม้ ตกบนบนตัวรถอาจส่งผลทำให้ผิวสีรถด่างและเสียได้
4. สภาพอากาศที่มีความชื้นสูงก่อให้เกิดสนิม โดยเฉพาะเมื่อรถผ่านการลุยฝน เกิดความชื้นตลอดเวลา การชำระล้างและทำให้แห้งช่วยให้ลดการเกิดสนิมได้
5. รถเปียกน้ำสิ่งสกปรกในอากาศมาติดง่าย เช่น ฝุ่นละออง ซึ่งทำให้เกิดคราบดำ หากเป็นรถสีขาวจะทำให้สีรถหมองเร็ว

 

แล้วเราควรล้างรถบ่อยแค่ไหน?

ผู้เชี่ยวชาญในการดูแลสีรถแนะนำว่าควรล้างรถหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ ถ้ารถถูกใช้งานในสภาพอากาศที่ไม่ค่อยดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศไทยที่อุณหภูมิความร้อน และแสงแดดเป็นบ่อนทำลายความเงางามของสีรถได้เป็นอย่างดี โดนเฉพาะถ้าเป็นหน้าฝน เม็ดฝนที่กวาดรวมเอามลภาวะลงมาพร้อมกับเม็ดฝนจนมาเกาะที่สีตัวรถก็คือศัตรูตัวดีที่ทำให้ตัวรถดูโทรมเร็วกว่า และยังกระตุ้นให้รถเกิดสนิมได้ง่าย

 

ข้อแนะนำในการล้างรถหน้าฝน
- หมั่นล้างรถอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังลุยฝนมา เพราะจะช่วยลดการเกิดคราบฝังแน่นได้ แต่ถ้าไม่มีเวลา แนะนำให้ใช้สายยางฉีดน้ำไล่ฝุ่น โคลน และคราบน้ำฝนออกไป และใช้ผ้าเช็ด
- การล้างรถทุกครั้งไม่ควรใช้ไม้ขนไก่ปัดฝุ่น เพราะอาจทำให้ฝุ่นทราย ขูดกับสีรถจนเป็นรอย
- สำหรับการล้างรถที่ถูกต้อง ควรเริ่มต้นด้วยการฉีดน้ำเปล่าแรงๆ จากด้านบนลงมาด้านข้าง และสุดท้ายที่ด้านล่าง
- ก่อนใช้แชมพูล้างรถยนต์ โดยเริ่มจากหลังคากระจกรอบด้าน ถึงตัวถังด้านข้าง และสุดท้ายที่ล้อและยาง จากนั้นฉีดล้างออกด้วยน้ำเปล่า
- ทิ้งไว้สักครู่ ก่อนจะเช็ดแห้งด้ายผ้าสะอาดที่กระจกก่อนแล้วจึงนำผ้าผืนดังกล่าว บิดหมาดๆ เช็ดที่ตังถัง โดยเริ่มที่หลังคา ไล่ลงมาด้านข้าง เช่น ประตู หรือขอบฝากระโปรงหน้า หลัง
- ไม่ควรเช็ดตัวถังด้วยผ้าแห้ง เพราะความแข็งของผ้าอาจทำให้สีตัวถังเป็นรอยได้
- ไม่ควรล้างรถเองในช่วงเย็นๆ ค่ำๆ เพราะบางครั้งน้ำที่ตกค้างอยู่ตามซอกซึ่งเราอาจทำความสะอาดได้ไม่ทั่วถึง อาจเป็นสาเหตุทำให้รถเป็นสนิมได้
- หลังการล้างรถหากต้องจอดค้างคืน ให้นำรถออกไปวิ่งสักหนึ่งหรือสองกิโลเมตรเป็นอย่างน้อย เพื่อให้หยดน้ำที่ตกค้างตามซอกต่างๆ ไหลออกไปให้หมดจะได้ไม่กลายเป็นสนิม
- แนะนำให้เคลือบสีรถไว้ตลอด เพราการเคลือบสีรถนอกจากจะนำให้รถเงางามแล้ว ยังช่วยป้องกันคราบน้ำฝน หากเคลือบสีบ่อยๆ น้ำจะไม่เกาะที่ตัวรถ ช่วยลดการเกิดคราบ และทำให้ล้างทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
- อย่าจอดรถใต้ร่มไม้ที่มียางเกสร ดอก หรือผล เพราะในฤดูฝน มักมีลมกรรโชกแรง นอกจากต้นไม้จะหักหรือล้มมาโดนรถเราได้แล้ว สิ่งดังกล่าวอาจจะปลิวมาติดรถ และทำให้สีรถเสียหาย เกิดรอยด่างได้ หากเราไม่แก้ไขในทันที
- เมื่อขับรถลุยฝนมาแล้ว พยายามอย่าจอดรถตากแดดเพราะแสงแดดจะทำให้คราบน้ำฝนแห้ง เป็นคราบฝังตัวแน่น และอาจกัดลงลึกถึงเนื้อสีได้ จะเป็นการทำร้ายสีรถซ้ำหนักเข้าไปอีก
- การทำความสะอาดภายในของตัวรถก็ไม่ควรละเลย เพราะทุกคนต้องสูดอากาศเวียนหายใจภายในห้องโดยสาร ควรดูดฝุ่นสัปดาห์ละหนึ่งครั้งจะช่วยลดฝุ่นที่สะสมอยู่ภายในรถได้

 

รถยนต์ทรัพย์สินมีค่าต้องการดูแล จะได้ใช้งานได้นานๆ ซึ่งการล้างรถเป็นวิธีการดูแลรถยนต์ง่ายๆที่ไม่ควรละเลย เพิ่มความคุ้มครองให้กับรถยนต์ของท่าน ด้วย ประกันรถยนต์ สนใจคลิกเลย


71

สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ" ไวรัสโคโรนา" หรือ" โควิด-19" ดูเหมือนจะเพิ่มระดับความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการแพร่ระบาดในเรือนจำที่กลายเป็นคลัสเตอร์ใหม่และขยายจำนวนผู้ติดเชื้อออกไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งหนึ่งในแนวทางการควบคุมการแพร่ระบาดให้ได้ผลดีที่สุด คือการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนด้วยการฉีดวัคซีนเพื่อลดความรุนแรงของอาการ


ฟรี! ลงทะเบียนรับสิทธิ์ประกันแพ้วัคซีนโควิดกับสินมั่นคง (SMK) ลงทะเบียนรับสิทธิ์ประกันแพ้วัคซีนโควิด 1,000,000 สิทธิ์ คุ้มครองท่านละ 100,000 บาท


https://www.smk.co.th/covid19_vacine.aspx




*เงื่อนไขในการลงทะเบียนรับสิทธิ์ความคุ้มครอง
- อายุ 18-99 ปีบริบูรณ์ ณ วันลงทะเบียน
- ลงทะเบียนรับสิทธิ์ภายในวันที่ 18 พฤษภาคม 2564 - 15 มิถุนายน 2564

72
สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ" ไวรัสโคโรนา" หรือ" โควิด-19" ดูเหมือนจะเพิ่มระดับความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการแพร่ระบาดในเรือนจำที่กลายเป็นคลัสเตอร์ใหม่และขยายจำนวนผู้ติดเชื้อออกไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งหนึ่งในแนวทางการควบคุมการแพร่ระบาดให้ได้ผลดีที่สุด คือการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนด้วยการฉีดวัคซีนเพื่อลดความรุนแรงของอาการ


ฟรี! ลงทะเบียนรับสิทธิ์ประกันแพ้วัคซีนโควิดกับสินมั่นคง (SMK) ลงทะเบียนรับสิทธิ์ประกันแพ้วัคซีนโควิด 1,000,000 สิทธิ์ คุ้มครองท่านละ 100,000 บาท


https://www.smk.co.th/covid19_vacine.aspx



*เงื่อนไขในการลงทะเบียนรับสิทธิ์ความคุ้มครอง
- อายุ 18-99 ปีบริบูรณ์ ณ วันลงทะเบียน
- ลงทะเบียนรับสิทธิ์ภายในวันที่ 18 พฤษภาคม 2564 - 15 มิถุนายน 2564

73
สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ" ไวรัสโคโรนา" หรือ" โควิด-19" ดูเหมือนจะเพิ่มระดับความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการแพร่ระบาดในเรือนจำที่กลายเป็นคลัสเตอร์ใหม่และขยายจำนวนผู้ติดเชื้อออกไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งหนึ่งในแนวทางการควบคุมการแพร่ระบาดให้ได้ผลดีที่สุด คือการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนด้วยการฉีดวัคซีนเพื่อลดความรุนแรงของอาการ


ฟรี! ลงทะเบียนรับสิทธิ์ประกันแพ้วัคซีนโควิดกับสินมั่นคง (SMK) ลงทะเบียนรับสิทธิ์ประกันแพ้วัคซีนโควิด 1,000,000 สิทธิ์ คุ้มครองท่านละ 100,000 บาท


https://www.smk.co.th/covid19_vacine.aspx




*เงื่อนไขในการลงทะเบียนรับสิทธิ์ความคุ้มครอง
- อายุ 18-99 ปีบริบูรณ์ ณ วันลงทะเบียน
- ลงทะเบียนรับสิทธิ์ภายในวันที่ 18 พฤษภาคม 2564 - 15 มิถุนายน 2564

74
พวงมาลัยมีความสำคัญในการช่วยควบคุมทิศทางการขับขี่ หากเราหักพวงมาลัยจนสุดจะส่งผลเสียต่อรถยนต์หรือไม่อย่างไร ส่งผลต่อระบบใดของเครื่องยนต์บาง สินมั่นคง ประกันรถยนต์ รวบรวมมาบอกกัน ดังนี้
 

พวงมาลัยรถยนต์ในปัจจุบันมักเป็นพวงมาลัยแบบเพาเวอร์ มี 3 แบบ ดังนี้

- แบบไฮดรอลิกส์แบบใช้น้ำมัน

- แบบไฮดรอลิกส์ร่วมกับไฟฟ้า

- แบบไฟฟ้าใช้ระบบมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเดียวไม่มีน้ำมันเพาเวอร์

 

การหมุนพวงมาลัยเพื่อเลี้ยวจนสุด และออกตัวแรง

มีอันตรายและมีผลเสียต่อระบบช่วงล่าง โดยเฉพาะเพลาขับสำหรับรถขับเคลื่อนล้อหน้า ซึ่งส่งผลโดยตรงไปที่ลูกปืนของหัวเพลา หรือระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ (ในรถที่ใช้แบบน้ำมันไฮดรอลิก)

 

การที่หมุน พวงมาลัย จนสุดแล้วค้างทิ้งไว้นาน

จะทำให้ น้ำมันเพาเวอร์ มีความร้อนสูง และโอกาสที่จะทำให้ระบบของ พวงมาลัย เกิดความเสียหายได้ ซึ่งในที่นี้เราหมายถึง ระบบของ พวงมาลัยเพาเวอร์ แบบที่ใช้ระบบไฮดรอลิคในการสร้างความดันน้ำมันไม่ใช่ พวงมาลัย ไฟฟ้าของรถยนต์รุ่นใหม่ๆ

 

การหักพวงมาลัยจนสุดและแรง

ถ้าเราหักพวงมาลัยจนสุดและแรง จะเกิดแรงดันของน้ำมันเพาเวอร์ ที่ไหลย้อนกลับสูงมาก ไปดันที่ปั๊มน้ำมันเพาเวอร์ทำให้เกิดการซึมออกมาจากปั๊ม และนอกเหนือการซึม ก็เกิดการรั่วตามสายยาง และนอกจากนั้นจะทำให้ข้อต่อ ซิลยาง หรืออะไหล่บางตัวเสียหาย และต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก (ในรถที่ใช้แบบน้ำมันไฮดรอลิก)

 

หมุนพวงมาลัยตอนรถหยุดนิ่ง

การหมุนพวงมาลัย ในตอนที่รถหยุดนิ่งนั้น จะส่งผลเสียในระยะยาวต่อรถดังนี้

- จะทำให้ดอกยางรถยนต์ สึกเร็วกว่ากำหนด เนื่องได้รับแรงเสียดสีเต็มๆกับพื้นถนน

- การหมุนพวงมาลัยแบบวิธีนี้ ยังจะทำให้มอเตอร์พวงมาลัยไฟฟ้า ทำงานหนักกว่าปกติ เสียเร็วขึ้น และอาจต้องเปลี่ยนทั้งชุดซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง

 

วิธีหมุนพวงมาลัยที่ถูกต้อง

ไม่ควรหมุนสุดจนมีเสียงดัง นั่นแสดงว่าหมุนจนไปจนถึงตัวกั้นเพื่อกันการหักหมุนมากเกินไปนั่นเอง เมื่อหมุนจนสุดก็ควรคลายออกเล็กน้อยก่อนเร่งออกตัว และไม่ควรเร่งออกตัวอย่างแรง จนยางมีเสียงเพราะอาจส่งผลเสียต่อเพลาของรถเรา เวลาเลี้ยวอย่าหักพวงมาลัยแรงๆ ควรหักช้าๆ เมื่อหมุนจนสุดหรือรู้สึกว่ามัน แตะๆ แล้ว ก็ผ่อนพวงมาลัยเล็กน้อย หรือคืนพวงมาลัยเล็กน้อย เพื่อลดแรงดันน้ำมันที่จะไหลย้อนกลับ ช่วยยืดอายุการใช้งานพวงมาลัยได้

 


 
เพิ่มความคุ้มครองให้กับรถยนต์ของท่าน ด้วยประกันรถยนต์เบี้ยทไม่แพง พร้อมบริการที่สะดวก รวดเร็ว

75
รถยนต์ | Car / วิธีดูแลเบรครถยนต์ด้วยตนเอง
« เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2021, 10:05:18 AM »
เบรคมีความสำคัญอย่างมากสำหรับผู้ใช้รถ ช่วยให้การขับขี่ปลอดภัย ดังนั้นเราควรจะทราบถึงวิธีการดูแล การสังเกต และการตรวจเช็คเบรคแบบง่ายๆ ซึ่งวันนี้ได้รวบรวมข้อมูลมาแนะนำกันดังนี้
 

การดูแลรักษาเบรครถยนต์

- ควรเปลี่ยนผ้าเบรคทุก 25,000 กม. สำหรับรถเกียร์อัตโนมัติ หรือ เมื่อผ้าเบรคมีความหนาน้อยกว่า 4 มม หรือเหลือผ้าเบรคน้อยกว่า 30% ซึ่งขึ้นอยู่กับการใช้งาน หากเป็นรถที่มีการบรรทุกน้ำหนักมาก หรือการขับขี่ในเมืองที่มีการเบรคบ่อยๆ อายุผ้าเบรคจะสั้นลง

- ควรเปลี่ยนน้ำมันเบรคควรทุก 40,000 กม.



การตรวจเช็คน้ำมันเบรค

- ตรวจระดับน้ำมันเบรค ต้องมีระดับไม่ต่ำกว่า Min และไม่เกินระดับ Max ระวังอย่าเติมให้เกินระดับ Max


- ถ้าน้ำมันเบรคมีสีดำแสดงว่าลูกยางเบรคเสื่อมสภาพ ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรคใหม่และควรเปลี่ยนลูกยางเบรคใหม่


- สำรวจล้อตรงเบรคแต่ละข้างว่ามีคราบน้ำมันเบรคซึมออกมาหรือไม่  อาจมีการรั่วซึมของระบบเบรคได้



การทดสอบระบบเบรค

ทดสอบโดยขับรถที่ความเร็วประมาณ 40 กม.ต่อชั่วโมง จับพวงมาลัยหลวมๆ แล้วทำการเหยียบเบรคลงไปทันที แล้วสังเกตการหมุนของพวงมาลัย ถ้าไม่หมุนแสดงว่าปกติ แต่ถ้าพวงมาลัยหมุนควรไปตรวจเช็คระบบเบรคอย่างละเอียด



การสังเกตเบรคว่ามีปัญหาหรือไม่

- ถ้ามีเสียงขณะเหยียบเบรค
    - หากเบรคแล้วเกิดเสียง "เอี๊ยด" เป็นสัญญาณเตือนของ ผ้าเบรค กับ จานเบรค ที่น่าจะเสียดสีกัน จนทำให้เกิดเสียงขึ้นมา หากใช้ต่อไปอาจทำให้จานเบรคเป็นรอย เมื่อจานเบรคถูกขูดเป็นรอยลึกมากๆ อาจไม่สามารถเจียได้ อาจต้องเปลี่ยนจานเบรคใหม่
    - หากเบรคแล้วเกิดเสียง"ครืด" อาจเป็นไปได้ว่า ผ้าเบรค กับ จานเบรค สกปรก อาจจะเกิดจากฝุ่นหรือหินหลุดเข้าไปเสียดสีกัน แต่ถ้าดังหลังจากที่เพิ่งขับรถลุยน้ำมา เป็นเพราะสาเหตุผ้าเบรคเปียกน้ำ  เมื่อขับไปสักพักเสียงก็จะหายไปเอง
    -  เกิดเสียงคล้ายเหล็กขูดกัน และสั่นแรงถึงแป้นเบรกลักษณะนี้เป็นสัญญาณบอกว่าผ้าเบรกหมดเกลี้ยงแล้ว นั่นคือตัวผ้าเบรกเหลือน้อยต่ำกว่ามาตรฐานหรืออาจหมดเกลี้ยงจนถึงแผ่นโลหะที่ยึดผ้าเบรก จึงเกิดการเสียดสีระหว่างเหล็กกับเหล็ก และเกิดเสียงดังขึ้น


- การดึงเบรคหากเราต้องดึงขึ้นสูงกว่าปกติ นี่ก็เป็นสัญญาบอกอย่างหนึ่งว่าเราอาจจะต้องเปลี่ยน ผ้าเบรค ได้แล้ว


- การเหยียบเบรคในแต่ละครั้งจะต้องเหยียบลึกกว่าปกติ ควรเข้าศูนย์ซ่อมเพื่อตรวจเช็ค


- สังเกตจากสัญญานไฟเตือนขึ้นที่หน้าปัดรถ

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการตรวจเช็คเบื้องต้นที่สามารถดูแลได้ด้วยตัวเอง  ไม่ควรละเลยระบบเบรคเพราะมีส่วนสำคัญอย่างมากในขับขี่ให้ปลอดภัย


การทำประกันภัยรถยนต์เป็นอีกหนึ่งทางที่จะช่วยลดความเสี่ยง และให้ความคุ้มครองในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น อย่าลืมเลือกทำประกันรถยนต์ด้วยเบี้ยที่ไม่แพง พร้อมบริการที่สะดวก

76
สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ" ไวรัสโคโรนา" หรือ" โควิด-19" ดูเหมือนจะเพิ่มระดับความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการแพร่ระบาดในเรือนจำที่กลายเป็นคลัสเตอร์ใหม่และขยายจำนวนผู้ติดเชื้อออกไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งหนึ่งในแนวทางการควบคุมการแพร่ระบาดให้ได้ผลดีที่สุด คือการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนด้วยการฉีดวัคซีนเพื่อลดความรุนแรงของอาการ
ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการเริ่มฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง ประกอบด้วย
    1. โรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง
    2. โรคหัวใจและหลอดเลือด
    3. โรคไตวายเรื้อรัง
    4. โรคหลอดเลือดสมอง
    5. โรคมะเร็ง
    6. โรคเบาหวาน
    7. โรคอ้วน

แต่ด้วยความเร่งด่วนของการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ให้สามารถนำออกมาใช้กับคนทั่วโลกโดยเร็วที่สุด เพื่อระงับการแพร่ระบาด ทำให้มีหลายคนที่ได้รับวัคซีนแล้วเกิดผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในระดับอาการที่แตกต่างกัน (อาการหลังฉีดวัคซีนโควิด-19 เป็นอย่างไร? แบบไหนคืออาการแพ้วัคซีนโควิด? คลิก) จนเกิดเป็นกระแสความหวั่นวิตกต่อผลข้างเคียงของวัคซีนโควิด-19 หากต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนตามกำหนดโควต้าที่ได้รับ

สินมั่นคงประกันภัย ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการฉีดวัคซีนเพื่อลดความรุนแรงของเชื้อไวรัสโคโรนา หรือ โควิด-19 มอบความคุ้มครองการแพ้วัคซีนให้คุณฟรี! 1,000,000 สิทธิ์ คุ้มครองท่านละ 100,000 บาท (ข้อกำหนดและเงื่อนไขความคุ้มครองเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด) ลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้แล้วที่ www.smk.co.th/covid19_vacine.aspx

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SMK Line Official @smkinsurance หรือ โทร.1596

77
กระจกรถยนต์เป็นอุปกรณ์เสริมสร้างความปลอดภัยในการขับขี่ เราควรต้องดูแลให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานตลอดเวลา การดูแลรักษากระจกรถจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพราะช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยขึ้น วันนี้มีคำแนะนำดี ๆในการดูแลกระจกรถมาบอกกันดังนี้
 

วิธีการดูแลรักษากระจกรถยนต์ที่ถูกต้องให้ใช้งานได้นานมีดังนี้

- หากนำรถไปจอดในบริเวณที่มีแดดจัดให้ลดกระจกหน้าต่างทั้งสองข้างลงเล็กน้อย เพื่อให้อากาศสามารถถ่ายเท

- หลีกเลี่ยงการเปิดเครื่องปรับอากาศด้วยความเย็นจัดติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้อายุการใช้งานของกระจกสั้นลง

- ไม่ควรปล่อยให้ยางของกระจกแข็งตัวหรือเสื่อมสภาพ

- ควรหลีกเลี่ยงการขับรถตามท้ายรถบรรทุกในระยะกระชั้นชิด เพราะเศษดิน เศษหินอาจหล่นใส่เป็นสาเหตุให้กระจกเสียหายได้

- กระจก เป็นรอย อาจจะเกิดจากเลื่อนขึ้นเลื่อนลงในขณะที่ยางไม่ดี หรือเป็นเพราะกระจกแห้งมากๆ อาจจะทำให้เกิดรอยได้ง่าย รวมไปถึงเช็ดกระจกและที่ปัดน้ำฝนไม่ดี ทำให้กระจกไม่ใสได้ เพราะฉะนั้นควรระมัดระวังและรักษาอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับกระจกให้อยู่ใน สภาพที่สมบูรณ์

- เมื่อเกิดอาการกะเทาะของกระจก อย่างแรกที่ต้องทำ คือ ใช้เทปใสปิดทับโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกฝังเข้าไปตามรอยที่เกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้การซ่อมแซมเป็นเรื่องยากและไม่เรียบเนียน

- ถ้าเกิดรอยร้าวเป็นเส้นๆ เหมือนใยแมงมุม ต้องรีบนำเข้าซ่อมโดยเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้รอยร้าวเกิดต่อเนื่องมากขึ้น ซึ่งรอยร้าวแบบนี้จะเกิดต่อเนื่องได้ง่ายมาก ทั้งจากการบิดตัวของโครงสร้างตัวรถ และการกระเทือนจะทำให้รอยร้าวเพิ่มมากขึ้นได้ง่าย

- ระวังการปัดน้ำฝนเพราะคราบสิ่งสกปรกต่างๆ มักจะเกาะติดอยู่ที่ผิวหน้าของกระจก รวมถึงเม็ดฝุ่นที่ติดอยู่บริเวณใบปัดน้ำฝนจะทำให้กระจกเป็นรอยได้ง่ายมาก สิ่งที่จะช่วยได้ก็คือ การฉีดน้ำล้างกระจกก่อนจะทำการปัด เพราะน้ำจะช่วยชำระล้างสิ่งสกปรก

- กรณีรถเกิดอุบัติเหตุหรือถูกก้อนหินกระเด็นใส่จนกระจกแตกร้าว หากเป็นกระจกนิรภัยแบบชั้นเดียว เมื่อกระจกแตกจะมีลักษณะละเอียดเป็นเม็ดเล็กๆ หากเหลือกระจกบางส่วนที่ยังติดอยู่ให้ใช้เครื่องมือหรือค้นทุบกระจกออกให้หมด หากเป็นกระจกนิรภัยแบบหลายชั้น เมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรือมีวัสดุตกใส่กระจกจะมีเพียงรอยร้าวหรือรอยขนาดใหญ่คล้ายใยแมงมุมเท่านั้น ถ้าผู้ขับขี่ต้องการขับรถต่อไปให้ไขกระจกด้านข้างขึ้น เพื่อป้องกันมิให้รถนั้นเสียการทรงตัว

 

วิธีดูแลกระจกไม่ให้เป็นคราบสกปรก ฝ้า หรือ น้ำค้างเกาะ

- เช็ดกระจกให้ใสสะอาด หมดคราบมัน ใช้แอมโมเนียกับน้ำส้มสายชูผสมกัน

- กระจกที่มัวเป็นฝ้า ให้ถูกระจกด้วยกลีเซอรีน หรือ ใช้สารส้มผสมเบียร์ ทากระจกแล้วใช้ผ้าขัด กระจกจะใสแวววาว

- กันฝ้าขุ่นมัว ใช้ดีเกลือผสมเบียร์ใช้เช็ด

- วิธีเช็ดคราบกาวเหนียว ที่ติดกระจกให้ออก ให้ใช้น้ำมันเบนซินหรือทินเนอร์ชุบสำลีเช็ดกระจก

 

วิธีการง่ายๆ เท่านี้ก็จะได้กระจกที่พร้อมใช้งานสะอาดปราศจากสิ่งสกปรก และยังช่วยให้เกิดความปลอดภัยในการขับขี่อีกด้วย


การทำประกันรถยนต์เป็นอีกหนึ่งทางที่จะช่วยลดความเสี่ยง และให้ความคุ้มครองในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น วางใจทำประกันรถยนต์ด้วยเบี้ยที่ไม่แพง พร้อมบริการที่สะดวกตลอด 24 ชั่วโมง

78
น้ำมันเครื่องช่วยในการหล่อลื่นชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์ให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ถ้าไม่มีน้ำมันเครื่องก็จะไม่มีน้ำมันที่เข้าไปช่วยหล่อลื่น ชิ้นส่วนต่างๆ ภายในเครื่องยนต์ และเครื่องยนต์ก็จะไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ผู้ขับขี่รถยนต์ก็อย่าละเลยการดูแลระดับของน้ำมันเครื่องอยู่เสมอ ไม่ควรที่จะปล่อยให้ระดับน้ำมันเครื่องให้ต่ำหรือเกินไป ซึ่งจะส่งผลต่อรถยนต์อย่างไร วันนี้รวบรวมมาดังนี้
 

หากเติมน้ำมันเครื่องมากเกินไปสิ่งที่จะตามมา

- น้ำมันเครื่องจะดันออกมาตามซีลต่างๆ จนทำไห้ซีลเครื่องเกิดการรั่วซึม น้ำมันเครื่องมากเกินไปก็มีผลทำให้การเผาไหม้ไม่หมดจด

- เป็นสาเหตุของเขม่าที่ห้องเผาไหม้ เพราะข้อเหวี่ยงจะคอยดึงน้ำมันเครื่องผ่านแหวนลูกสูบจึงทำให้เครื่องยนต์และเพลาข้อเหวี่ยงสึกหรอและเสื่อมสภาพเร็วขึ้น

- ทำให้เครื่องยนต์ร้อนจัด และที่สำคัญถ้าน้ำมันเครื่องมากเกินไปก็ส่งผลทำให้รถยนต์ไม่มีกำลังทำให้รถวิ่งไม่ออก

 

หากน้ำมันเครื่องน้อยเกินไปสิ่งที่จะตามมา

- ปั๊มน้ำมันเครื่องไม่สามารถดูดน้ำมันเครื่องไปหล่อลื่นส่วนต่างๆของอุปกรณ์ในเครื่องยนต์ ไม่ทั่วถึง ทำให้เครื่องยนต์พัง

- เครื่องยนต์ อาจจะน็อค หยุดทำงาน

 

การเปลี่ยนถ่ายมันเครื่องยนต์ควรเปลี่ยนตามระยะทางและเวลา การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องต้องดูตามฉลากบนขวดน้ำมันเครื่อง บางยี่ห้อต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องในระยะทาง 5,000 กิโลเมตร, 7,000 กิโลเมตร และ 10,000 กิโลเมตร ก็แล้วแต่ราคาและประสิทธิภาพของน้ำมันเครื่อง

ในระหว่างที่ยังไม่ถึงระยะที่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องควรตรวจสอบ ระดับน้ำมันเครื่องว่าอยู่ในระดับปกติหรือไม่ สามารถเช็คได้ด้วยเอง เพียงแค่ดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องออกมาดูว่าน้ำมันเครื่องยังอยู่ในระดับ Max หรือ ต่ำกว่า ระดับ Min หรือไม่ ถ้าอยู่ในระดับ Min และยังไม่ถึงระยะที่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องก็ให้ใช้น้ำมันเครื่องยี่ห้อเดียวกับน้ำมันเครื่องที่เติมอยู่เติมลงไปให้ได้ระดับ และประมาณ 2-3 วันก็ให้ลองเช็คระดับน้ำมันเครื่องอีกครั้งถ้าลดลงอีกก็ให้ลองเข้าอู่เพื่อตรวจเช็คอีกครั้งว่าถังน้ำมันเครื่องรั่วหรือไม่

 
การทำ ประกันรถยนต์ เป็นอีกหนึ่งทางที่จะช่วยลดความเสี่ยง และให้ความคุ้มครองในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น อย่าลืมเลือกประภัยรถยนต์ให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานและไลฟ์สไตล์


79
สำหรับการขับขี่รถในเมืองถือว่ายากสำหรับมือใหม่และมือเก่า หากไม่ชำนาญเส้นทางก็อาจเกิดอุบัติเหตุได้ วันนี้ได้รวบรวมเส้นทางหรือจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ที่ควรจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการสัญจรในเมืองมาดังนี้


1. ทางแยกรูปตัว Y สะพานรัชวิภา

สะพานรัชวิภาฯ เป็นสะพานต่างระดับข้ามแยกขนาดใหญ่ เป็นจุดตัดหนึ่งที่สำคัญในการเดินทาง โดยสะพานแห่งนี้จะเชื่อมถนนรัชดาภิเษก ทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกัน โดยตัดผ่านข้ามถนนวิภาวดีรังสิต ถนนทั้งคู่ต่างก็มีการจราจรที่คับคั่งอยู่แล้วตลอดวัน จุดตัว Y เป็นทางออกบนสะพานในฝั่งขาเข้ามุ่งหน้าสู่แยกประชานุกูล โดยเป็นจุดทางออกเดียวบนสะพานแห่งนี้ ที่จะให้รถลงไปออกถนนวิภาวดีรังสิต และสามารถเดินทางไปยังถนนกำแพงเพชรเพื่อมุ่งหน้าสู่สถานีขนส่งหมอชิตใหม่ได้

ซึ่งบริเวณนี้มีเหตุการณ์อุบัติเหตุ จนรถตกทางด่วนและมีผู้เสียชีวิตเกิดขึ้นหลายครั้ง อุบัติเหตุส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อผู้ขับขี่ไม่คุ้นเคยกับเส้นทาง เกิดความลังเลในการตัดสินใจว่าจะไปทางไหน หรือ ขับรถด้วยความเร็ว เนื่องจากไม่ทราบว่า เป็นทางแยก จนเกิดอุบัติเหตุขึ้น

การใช้เส้นทางหากต้องการลงถนนวิภาวดีรังสิต ให้สังเกตป้ายบอกทางก่อนในระยะ 200 เมตรก่อนลง ขับรถชิดซ้ายเพื่อเตรียมพร้อมในการลงทางออก หากผู้ขับขี่ต้องการมุ่งหน้าตรงไปแยกประชานุกูล ใช้ 2 ช่องทางด้านซ้าย



2. โค้งทางด่วนพระรามหก

บนทางด่วนพิเศษศรีรัช บริเวณทางลงถนนพระรามหก เป็นจุดที่เกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง หากผู้ขับขี่ประมาท ขับรถด้วยความเร็วสูง เมื่อมาถึงทางแยกสามเหลี่ยม ทางเลี้ยวซ้ายจะลงถนนพระราม 6 และหากตรงจะไปแจ้งวัฒนะ หากเลี้ยวไม่ทันจุดนี้จะชนกับกำแพงปูนกั้นตรงกลาง อาจทำให้รถไม่สามารถควบคุมทิศทางได้ และเกิดอุบัติเหตุในที่สุด



3. โค้งหน้าศาลอาญารัชดา

เกิดอุบัติเหตุคร่าชีวิตผู้คนบ่อยครั้ง ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตบนเกาะกลางถนน โดยจะชนเข้ากับต้นโพธิ์ที่อยู่ตรงทางโค้งนี้ ถนนเส้นนี้เป็นเส้นที่รถยนต์มีการใช้ความเร็วสูง เนื่องจากถนนค่อนข้างกว้างและเรียบ เมื่อผ่านมาบริเวณโค้งที่ต่อเนื่องกัน 2 โค้งติดกัน ทำให้รถที่ วิ่งมาด้วยความเร็ว อาจเกิดการแหกโค้งบ่อยครั้ง



4. ถนนหน้าซอยสุขสวัสดิ์ 1 ถนนสุขสวัสดิ์

เป็นถนนทางโค้ง ช่วงลงสะพานข้ามคลองดาวคะนอง หากเป็นคนที่ไม่ชินกับเส้นทางทาง เมื่อขับลงสะพานมาจะเจอโค้งเลย ทำให้ควบคุมรถได้ยาก บวกกับมีทางกลับรถอยู่บริเวณโค้งแห่งนี้อีกด้วย จึงเป็นจุดอันตรายและมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หากขับขี่ไปบริเวณนั้น ให้ขับขี่ด้วยความระมัดระวัง



5. อุโมงค์แยกดินแดง

อุโมงค์ดินแดง เป็นอุโมงค์ที่เกิดอุบัติเหตุสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง อุโมงค์อยู่บริเวณแยกดินแดง ตัดถนนวิภาวดี ลักษณะโค้งคดมีโค้งเป็นรูปตัว S ประกอบกับความสว่างในอุโมงค์อาจไม่เพียงพอ เมื่อขับขี่มาเร็วจึงมักจะเกิดอุบัติเหตุชนเข้ากับผนังอุโมงค์ หรือเฉี่ยวชนกับรถคันอื่นในอุโมงค์ บริเวณผนังอุโมงค์จะเห็นรอยชน แตก ซึ่งล้วนเกิดจากอุบัติเหตุทั้งสิ้น



การเดินทางในเมืองมีอุปสรรคระหว่างทางมากมาย ทั้งสภาพถนน ผู้ร่วมทาง ดังนั้นการขับรถต้องอยู่ในความไม่ประมาท และการเตรียมศึกษาเส้นทางก่อนการเดินทาง ก็จะช่วยให้เราถึงที่หมายอย่างปลอดภัยและประหยัดเวลาได้

เพิ่มความคุ้มครองให้กับรถยนต์ด้วย ประกันรถยนต์ ราคาพิเศษ คลิกเลย


80
หลายครั้งเมื่อขับขี่รถบนท้องถนน อาจพบ รถพยาบาล รถฉุกเฉิน หรือรถดับเพลิง เปิดสัญญาณไฟและเสียง เพื่อขอทางเพื่อจะเดินทางไปให้ถึงที่หมายเร็วที่สุดเพื่อช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยจากอุบัติเหตุ หรือเพื่อช่วยระงับเหตุร้าย ทำให้หลายคนอาจจะตกใจจนไม่มีสติ ปฏิบัติตัวไม่ถูกต้อง วันนี้มีวิธีการปฏิบัติมาแนะนำกันดังนี้
 

1. เมื่อเห็นสัญญาณไฟและได้ยินเสียงสัญญาณไซเรนก็มักจะตกใจและทำอะไรไม่ถูก ดังนั้นก่อนอื่นเราควรตั้งสติ

 

2. พยายามมองกระจกหลังเพื่อดูระยะของรถพยาบาลที่วิ่งมา

 

3. เมื่อพิจารณารถรอบข้าง ทั้งซ้ายและขวาที่อยู่ใกล้แล้วพบว่าไม่มีอันตราย และสามารถเบี่ยงชิดซ้ายได้ ให้ผู้ขับขี่ลดความเร็วรถและเบี่ยงซ้ายเพื่อหลีกทางให้รถพยาบาลทันที

 

4. หากไม่สามารถหลีกทางได้ เนื่องจากรถที่ติดหนาแน่นให้หยุดหรือชะลอรถเพื่อให้รถพยาบาลผ่านเราไปให้ได้

 

5. กรณีรถติดและรถพยาบาลอยู่ด้านหลังพอดีให้เลือกว่าควรชิดซ้ายหรือชิดขวาดี หลังจากเลือกว่าจะหลบทางไหนและเปิดไฟเลี้ยว เพื่อให้สัญญาณให้รถพยาบาล ได้แซงผ่านไปได้สะดวก

 

6. เมื่อรถพยาบาลวิ่งผ่านไปแล้วห้ามขับตามเด็ดขาด

 

จากการเก็บสถิติของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ พบว่าที่ผ่านมาผู้ป่วยฉุกเฉินต้องเสียชีวิต ก่อนถึงโรงพยาบาลมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ เพราะการจราจรติดขัด และการไม่รู้วิธีหลบให้รถฉุกเฉินที่ถูกต้อง ซึ่งการไม่หลบรถที่มีสัญญาณไฟสีแดงและเสียงสัญญาณ ตาม มาตรา 76 พ.ร.บ.จราจร ทางบก พ.ศ. 2522 และตามมาตรา 75 มีความผิดปรับไม่เกิน 500 บาท ทั้งนี้รถฉุกเฉินที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ หากเปิดไฟและสัญญาณแล้วเมื่อไปชนใครหรือใครมาชนรถฉุกเฉินไม่มีความผิด ฉะนั้นหากเห็นรถฉุกเฉินขอทางควรรีบหลีกทาง

จากการเก็บสถิติของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ พบว่าที่ผ่านมาผู้ป่วยฉุกเฉินต้องเสียชีวิต ก่อนถึงโรงพยาบาลมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ เพราะการจราจรติดขัด และการไม่รู้วิธีหลบให้รถฉุกเฉินที่ถูกต้อง ซึ่งการไม่หลบรถที่มีสัญญาณไฟสีแดงและเสียงสัญญาณ ตาม มาตรา 76 พ.ร.บ.จราจร ทางบก พ.ศ. 2522 และตามมาตรา 75 มีความผิดปรับไม่เกิน 500 บาท ทั้งนี้รถฉุกเฉินที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ หากเปิดไฟและสัญญาณแล้วเมื่อไปชนใครหรือใครมาชนรถฉุกเฉินไม่มีความผิด ฉะนั้นหากเห็นรถฉุกเฉินขอทางควรรีบหลีกทาง

การทำประกันรถยนต์ เป็นอีกหนึ่งทางที่จะช่วยลดความเสี่ยง และให้ความคุ้มครองในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น

81
รถยนต์ | Car / การปรับเบาะนั่งและพนักพิง
« เมื่อ: เมษายน 22, 2021, 02:20:01 PM »
การปรับเบาะนั่งและพนักพิงให้เหมาะสมนั้น จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ ทำให้สามารถควบคุมรถได้ง่ายขึ้นในทุกสถานการณ์ ช่วยลดอาการเมื่อยล้าตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ จะมีวิธีการปรับเบาะนั่งอย่างไรให้ถูกต้องปลอดภัย วันนี้มีคำตอบ

การปรับเบาะนั่ง

- ระยะห่างของเบาะนั่งควรปรับให้อยู่ในระยะที่ ฝ่าเท้าเหยียบแป้นเบรก คลัตช์ และคันเร่งได้ถนัด โดยไม่ต้องเหยียดขา หรือว่าเขย่งปลายเท้า

- เข่าอยู่ในสภาพงอเล็กน้อย จะช่วยลดแรงกระแทกกรณีประสบอุบัติเหตุ หากปรับเบาะนั่งห่างเกินไป เวลาเหยียบเบรกต้องเหยียดขาให้ตึง เมื่อประสบอุบัติเหตุ ขาที่เหยียดตรงจะได้รับแรงกระแทกโดยตรง ทำให้ขาหักได้

- ต้องไม่ปรับเบาะนั่งสูงเกินไป เพราะว่าขาจะลอยจากพื้นในลักษณะเข่าชัน ทำให้ขาอ่อนล้า ไม่มีแรงในการเหยียบเบรกและคลัตช์ ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการขับรถ แต่หากปรับเบาะนั่งต่ำเกินไป ก็จะมีผลต่อทัศนวิสัยในการมองเห็นเส้นทาง

- ต้องไม่ปรับพนักพิงเอนมากเกินไป เพราะจะทำให้ผู้ขับขี่ต้องโยกลำตัวขึ้นลงขณะหมุนพวงมาลัย ส่งผลให้ขาดความคล่องตัวในการบังคับพวงมาลัย และมีมุมมองในการมองเห็นกระโปรงหน้ารถและเส้นทางที่จำกัด เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ พนักพิงควรเอนเพียงเล็กน้อย ประมาณ 110 องศา เพื่อให้มีระยะห่างจากพวงมาลัยที่เหมาะสม ช่วยให้ควบคุมรถได้ง่าย


ขั้นตอนในการปรับเบาะ

1. การปรับระยะเบาะนั่ง

- รถที่ขับเป็นเกียร์ออโต้ ให้ใช้ฝ่าเท้าเหยียบที่แป้นเบรก แล้วเลื่อนตัวเบาะนั่งให้เข่างอเล็กน้อย

- รถเกียร์ธรรมดาหรือเกียร์กระปุก ให้นั่งชิดพนักพิงแล้วใช้ เท้าเหยียบแป้นคลัตช์ให้สุด ถ้าเหยียบไม่สุด ให้ปรับเบาะไปทางด้านหน้า เมื่อเหยียบสุดแล้วเข่าต้องตึง มิฉะนั้นจะเมื่อยเข่าในขณะขับ

 

2. การปรับพนักพิง

ใช้มือขวาจับที่ 2-3 นาฬิกาของพวงมาลัย ข้อศอกจะงอเล็กน้อย แผ่นหลังจะติดพนักพิงเสมอ จากนั้นลองเลื่อนมือไปวางไว้บนสุดของพวงมาลัย ข้อมือจะต้องแตะกับพวงมาลัยได้พอดีจึงถือว่าถูกต้อง ถ้าวางมือลงบนพวงมาลัย แล้วมืออยู่เลยไปถึงกลางฝ่ามือหรือโคนนิ้ว แสดงว่าปรับพนักพิงเอนเกินไป แต่ถ้าวางมือลงบนพวงมาลัยแล้วมืออยู่ชิดเลยข้อมือเข้ามาแสดงว่านั่งชิดเกินไป

 

3. การปรับหมอนรองศีรษะ

หมอนรองศีรษะนั้นให้ปรับเอนศีรษะอยู่กลางหมอนรองศีรษะพอดี บางคนอาจเข้าใจผิดคิดว่ามีไว้สำหรับเอาคอมาพิงเพื่อจะนอนได้สะดวก แต่ความเป็นจริงแล้วถ้าทำลักษณะเช่นนั้น จะเกิดอันตรายมากเวลาเกิดอุบัติเหตุ เพราะว่าหมอนรองศีรษะมีหน้าที่ไว้รองศีรษะเวลาเกิดอุบัติเหตุไม่ให้ศีรษะเงย หรือสะบัดไปด้านหลังเท่านั้น ซึ่งอาจเป็นเหตุให้กระดูกคอแตกหรือหักได้

 

4. การปรับพวงมาลัยขับ

วิธีตรวจสอบระยะที่ถูกต้องคือ ลองเอาแขนเหยียดตรง แล้วพาดที่ด้านบนของพวงมาลัย ระยะที่ถูกต้องคือข้อมือต้องวางบนพวงมาลัยได้พอดี โดยที่ตัวยังแนบกับเบาะ ถ้ายังไม่พอดี ให้ปรับพวงมาลัยเข้า/ออก จนได้ระยะที่ต้องการ เมื่อลดมือลงมาจับที่ตำแหน่งจริง แขนจะเหลือมุมงอที่เหมาะสม ทำให้ควบคุมพวงมาลัยได้ดี

 

การปรับเบาะนั่งและพนักพิงให้เหมาะสมถูกต้องเป็นสิ่งง่ายๆที่ไม่ควรละเลย ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินก็ยังสามารถควบคุมรถได้ดีเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่

 

การทำประกันรถยนต์เป็นอีกหนึ่งทางที่จะช่วยลดความเสี่ยง และให้ความคุ้มครองในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น





82
รถยนต์ | Car / ข้อควรปฎิบัติในการจอดรถ
« เมื่อ: เมษายน 20, 2021, 09:54:35 AM »
ปัญหาที่หนีไม่พ้นของเมืองใหญ่คือปัญหาที่จอดรถ ด้วยความแออัด ทำให้มีรถยนต์จำนวนมาก พื้นที่จอดรถที่จำกัด ปัญหาการจอดรถจึงเป็นปัญหาตามมา  แล้วเราจะมีวิธีการจอดรถอย่างไรให้ถูกวิธี ในสถานที่ต่างๆ มีวิธีมาแนะนำกันดังนี้

พื้นที่จอดรถสามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบ ดังนี้


1. การจอดในพื้นที่จอดรถ ที่มีการแบ่งช่องจอด มีวิธีการปฎิบัติคือ
- การมองหาช่องจอด โดยเลือกช่องจอดให้เหมาะสม มีความสะดวก ปลอดภัย
- หากจะจอดช่องที่มีรถกำลังออก ให้เปิดไฟฉุกเฉินรอ
- หลังจากจอดรถแล้ว ควรเปิดประตูรถด้วยความระมัดระวังเสมอ เนื่องจากอาจจะโดนรถที่จอดด้านข้าง
- การจอดรถขวาง หรือ การจอดซ้อนคัน
          1).ไม่ดึงเบรกมือ  หรือ ล็อคเบรกมือ
          2). ปลดให้รถอยู่ในภาวะเกียร์ว่าง
- หากมีรถขวางที่จอดรถ แล้วเราต้องการขับรถออก ควรเข็นรถคันอื่นด้วยความระมัดระวัง
- อย่าจอดคร่อมสองช่องจอดหรือชิดเส้นช่องจอดจนคันอื่นเข้าไม่ได้


2. การจอดในทางขนานชิดขอบทาง บางพื้นที่ได้รับอนุญาตสามารถจอดรถริมถนนชิดขอบทางได้ตามกฎหมาย แต่ต้องจอดให้ชิดขอบทาง ตัวรถอยู่ในระยะ 25 ซ.ม. จากขอบทาง

พื้นที่ไม่ควรจอดรถ

1. ช่วงทางโค้ง เป็นจุดที่ผู้ขับขี่ไม่สามารถมองเห็น สิ่งที่อยู่ กลางหรือหลังโค้งได้ การจอดรถช่วงทางโค้ง มีความสุ่มเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุสูงมาก

2. บริเวณทางแยก ทางแยก ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะจอดในบริเวณดังกล่าว เนื่องจากการจอดรถจะทำให้มุมเลี้ยวรถต้องแคบลง เพียงเพราะมีรถมาจอดขวาง การจอดตรงทางแยก อาจทำให้รถไม่สามารถเลี้ยวสวนกันได้ และสร้างปัญหาในคนในพื้นที่

3. บริเวณที่มืดหรือแสงสว่างไม่พอ การจอดรถในที่มืดหรือแสงสว่างไม่เพียงพอ โดยเฉพาะรถสีดำ โทนเข้ม อาจทำให้รถเกิดอุบัติเหตุได้ เสี่ยงต่อการโจรกรรมอีกด้วย

4. จอดรถกีดขวางหน้าบ้านหรือทางเข้าออกคนอื่น ไม่สมควรอย่างยิ่ง แม้ว่าคุณจะจอดบนถนน แต่ทางเข้าออกบ้านเป็นเส้นทางส่วนบุคคล ซึ่งผู้อยู่อาศัยมีสิทธิใช้งานได้โดยสะดวก

5.พื้นที่ห้ามจอดอื่นๆ ในบางจุดจะมีการประกาศห้ามจอดเอาไว้อย่างชัดเจน คุณสมควรจะตรวจสอบให้ชัดเจนว่า จุดที่คุณจอดรถสามารถกระทำได้ โดยไม่ ผิดกฎหมาย หรือไม่เป็นจุดต้องห้ามตามกฎหมาย ได้แก่ ตู้ไปรษณีย์, หัวฉีดน้ำดับเพลิง และอื่นๆ ที่กำหนดให้เป็นพื้นที่ห้ามจอดรถ

 

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจอดรถ

1. จอดรถไม่ชิดขอบทาง ปรับ 500 บาท

2. จอดรถในทางร่วมทางแยกหรือในระยะ 10 เมตร บริเวณทางร่วมทางแยก ปรับ 500 บาท

3. จอดในที่มี เครื่องหมายห้ามจอด ปรับไม่เกิน 500 บาท

4. จอดรถในที่คับขัน ปรับไม่เกิน 500 บาท

5. จอดรถในลักษณะกีดขวางการจราจร ปรับไม่เกิน 500 บาท

6. จอดรถขวางทางเข้าออกหน้าบ้าน ซึ่งการจอดรถขวางประตูทางเข้าออกบ้านผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นที่ส่วนบุคคล หรือที่สาธารณะถือเป็นการก่อความเดือด ร้อนรำคาญใจให้กับผู้อื่น มีความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 397 โทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน และปรับไม่เกิน 10,000 บาท รวมทั้งสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายในทางแพ่งได้ ตามมาตรา 420 และถ้าเป็นที่สาธารณะยังมีความโทษทางอาญาตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก เจ้าหน้าที่สามารถออกใบสั่ง ยกรถได้ ทั้งนี้มีสิทธิแจ้งความร้องทุกข์ได้ด้วย

7. การนำกรวยและเก้าอี้ไปตั้งขวางพื้นที่ไม่ให้ใครมาสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจ หากเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลสามารถทำได้ แต่หากเป็นที่สาธารณะ เช่น ถนน ไม่สามารถทำได้ เพราะจะขัด พ.ร.บ.รักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย  มีโทษปรับไม่เกิน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท

 

เพราะการขับรถในเมืองกรุงมันยาก โอกาสพลาดมีสูง มี ประกันรถยนต์ ติดไว้อุ่นใจกว่า

83
ไฟหน้าและไฟท้ายรถยนต์ ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยให้เกิดความปลอดภัยบนท้องถนน โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืน หรือขณะที่แสงสว่างไม่เพียงพอ แต่บ้างครั้งที่เรามักพบมีรถบ้างคันใช้ไฟหน้ารถอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งผิดกฏหมายและอาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ วันนี้จึงได้รวบรวมเรื่องควรรู้เกี่ยวไฟรถยนต์มาให้ศึกษากันดังนี้

รถยนต์ทุกคันต้องมีโคมไฟหน้ารถและโคมไฟท้ายรถ ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งประกอบด้วย 3 ประเภท ดังนี้

1. โคมไฟแสงพุ่งไกล (ไฟสูง) ให้ติดหน้ารถข้างละหนึ่งดวงสูงจากพื้นทางราบถึงจุดศูนย์กลางดวงโคมไม่น้อย กว่า 0.6 เมตร แต่ไม่เกิน 1.35 เมตร โคมไฟทั้งสองข้างต้องอยู่ในระดับเดียวกัน ใช้ไฟแสงขาวมีกำลังไฟเท่ากันไม่เกินดวงละ 50 วัตต์ มีแสงสว่างให้เห็นพื้นทางได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่า 100 เมตร ศูนย์รวมแสงต้องไม่สูงกว่าแนวขนานกับพื้นทางราบ และไม่เฉไปทางขวา
 

2. โคมไฟแสงพุ่งต่ำ (ไฟต่ำ) ให้ติดหน้ารถข้างละหนึ่งดวง สูงจากพื้นทางราบถึงจุดศูนย์กลางดวงโคมไม่น้อยกว่า 0.6 เมตร แต่ไม่เกิน 1.35 เมตร โคมไฟทั้งสองข้างต้องอยู่ในระดับเดียวกัน ใช้ไฟแสงขาวมีกำลังไฟเท่ากันไม่ เกินดวงละ 50 วัตต์ มีแสงสว่างให้เห็นพื้นทางได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่า 30 เมตร ศูนย์รวมแสงต้องอยู่ต่ำกว่าแนวขนานกับพื้นทางราบไม่น้อยกว่า 2 องศา หรือ 0.2 เมตร ในระยะ 7.5 เมตร และไม่เฉไปทางขวา
 

3.โคมไฟเล็ก ให้ติดหน้ารถอย่างน้อยข้างละหนึ่งดวง โดยให้อยู่ด้านริมสุดแต่จะล้ำเข้ามาได้ไม่เกิน 0.4 เมตร โคมไฟทั้งสองข้างต้องอยู่ในระดับเดียวกัน ใช้ไฟแสงขาวหรือแสงเหลือง มีกำลังไฟเท่ากันไม่เกินดวงละ 10 วัตต์ และต้องมีแสงสว่างสามารถมองเห็นได้จากระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตรโคมไฟแสงพุ่งไกลโคมไฟแสงพุ่งต่ำ และโคมไฟเล็ก จะรวมอยู่ในดวงเดียวกันก็ได้

 

ข้อควรปฎิบัติเกี่ยวกับไฟหน้าและไฟท้ายรถยนต์

- โคมไฟหลอดไฟหน้ารถที่ติดตั้งมากับรถทุกคันได้ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องแล้ว หากหลอดไฟชำรุด เจ้าของรถควรเปลี่ยนใหม่ให้เป็นชนิดและรุ่นเดียวกับของเดิม

- การใช้ไฟหน้ารถให้ถูกต้องนั้น ต้องใช้ในเวลาที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอที่จะมองเห็น ภายในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร

- การเปิดไฟสูงตลอดเวลาเพื่อให้เห็นทางชัดเจน ไม่ควรทำเนื่องจากเป็นการรบกวนสายตาผู้อื่นและผิดกฎหมาย

- การติดตั้งไฟสปอตไลท์ เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย

- การปรับแต่งทิศทางการส่องสว่างของโคมไฟหน้า รถให้สูงขึ้นจากเดิม หรือดัดแปลงอุปกรณ์ส่วนควบหรือเพิ่มเติมส่วนหนึ่งส่วนใดเข้าไป จนทำให้แสงมีความสว่างจ้ามากจนเกินไป การใช้ไฟกะพริบหรือใช้แสงสีต่างๆ ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มีความผิดตามมาตรา 12 ฐานเพิ่มเติมสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้าไปซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจของผู้อื่น ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท สำหรับรถโดยสารสาธารณะฝ่าฝืนดัดแปลงอุปกรณ์ส่องสว่างในลักษณะดังกล่าว เป็นความผิดตามตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 71 ฐานใช้รถที่มีอุปกรณ์ส่วนควบไม่ถูกต้องตามที่กำหนด ต้องระวางโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท และอาจถูกสั่งระงับการใช้รถ

 

หากพบรถที่มีการดัดแปลงอุปกรณ์ส่องสว่างผิดกฎหมายสามารถแจ้งเรื่องร้องเรียน 1584 กรมการขนส่งทางบก โดยต้องแนบหลักฐานเป็นภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว ระบุสถานที่ เวลาที่พบเหตุ ชื่อและข้อมูลผู้แจ้งเรื่องร้องเรียน

กรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น การทำประกันภัยรถยนต์เป็นอีกหนึ่งทางที่จะช่วยลดความเสี่ยง และให้ความคุ้มครองได้ในยามฉุกเฉิน คลิกเลย ประกันรถยนต์

84
รถยนต์ | Car / รหัสสัญญาณไฟของรถบรรทุก
« เมื่อ: เมษายน 09, 2021, 09:47:00 AM »
การเดินทางในบริเวณนอกเมือง หรือต่างจังหวัด อาจพบกับเพื่อนร่วมทางเจ้าถนนอย่างรถบรรทุกเป็นจำนวนมาก ซึ่งรถบรรทุกจะมีจะมีรหัสลับเฉพาะกลุ่มที่มักจะใช้ในเวลากลางคืน หากผู้ใช้รถใช้ถนน เข้าใจถึงสัญญาณไฟจากรถบรรทุกสามารถช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น สัญญาณไฟของรถบรรทุกมีดังนี้
 

เปิดไฟเลี้ยวซ้าย - แซงได้

หากเราขับตามแล้วรถบรรทุกคันหน้าวิ่งช้า เปิดไฟเลี้ยวซ้ายทั้งๆ ที่ไม่มีทางแยก ซอย ที่จะเลี้ยวแต่อย่างใด แสดงว่าเขาบอกเราว่า ข้างหน้าปลอดภัย แซงออกขวาได้เลย

 

เปิดไฟเลี้ยวขวา - ห้ามไป

แต่ถ้าหากพบรถบรรทุกเปิดไฟเลี้ยวขวา บริเวณที่ไม่มีทางแยก ซอย ที่จะเลี้ยวแต่อย่างใด แสดงว่าเขาบอกเราว่าห้ามแซงนะ อาจมีโค้ง หรือมีรถสวนมา ห้ามแซงอันตราย ให้รอก่อน เมื่อพร้อมให้แซง คนขับรถเขาก็จะกลับมาเปิดไฟเลี้ยวซ้ายอีกที ส่งสัญญาณให้เราแซงได้

 

เปิดไฟฉุกเฉินบริเวณทางแยก -ขอทางจะตรงไป

เมื่ออยู่บริเวณทางแยก สังเกตเห็นรถบรรทุกเปิดสัญญาณไฟฉุกเฉิน แสดงว่ารถขอทางกำลังจะตรงไป ไม่เลี้ยว

 

เปิดไฟสูง - ช่วยส่องไฟ เมื่อเราขับแซง

หากเวลากลางคืนทางมืด เราขับแซงขึ้นทางขวา แล้วรถบรรทุกยกไฟสูงขึ้น เพื่อเป็นการส่องทางข้างหน้าให้เราเห็นได้ชัดเจนขึ้น และถ้าลดไฟลงแสดงว่ากลับเข้าเลนได้ แสดงว่าแซงพ้นแล้ว อาจขอบคุณด้วยการบีบแตร่สั้นๆ

 

ดับไฟหน้าแล้วเปิด – ข้างหน้ามีด่านตรวจ ข้างหน้ามีเหตุฉุกเฉิน

ในกรณีที่วิ่งสวนทางกับรถบรรทุก แล้วเห็นรถที่สวนมาดับไฟหน้าและเปิดขึ้น แสดงว่าเขาอยากบอกว่าทางข้างหน้ามีด่านตรวจหรือไม่ก็อุบัติเหตุให้เตรียมระวังตัวก่อนล่วงหน้า

 

กะพริบไฟสูง 1 ครั้ง - ถามเพื่อนร่วมทางว่าข้างหน้ามีด่านไหม

หากเห็นรถบรรทุกวิ่งสวนมา แล้วกะพริบไฟสูง 1 ครั้ง มี 2 กรณีคือ ต้องการตรวจสอบว่าเราง่วงนอนหรือเปล่า หรือเป็นการถามว่าทางที่เราผ่านมามีด่านหรือ อุบัติเหตุอะไรหรือเปล่า ถ้าทุกอย่างปกติดี ก็กะพริบไฟหน้าตอบเขาไป 1 ครั้ง

 

เปิดกะพริบไฟหน้าพร้อมเปิดไฟเลี้ยว - ข้างหน้ามีด่าน

หากเห็นรถบรรทุกที่สวน เปิดกะพริบไฟหน้าพร้อมเปิดไฟเลี้ยวมาทางฝั่งเรา นั่นแสดงว่าข้าง หน้ามีด่าน ให้เตรียมตัวและระมัดระวัง เตรียมชะลอรถได้แล้ว หากยังวิ่งด้วยความเร็วอาจเกิดอันตรายได้

 

เบี่ยงหัวรถแล้วกะพริบสูงไฟ 1 ครั้ง - ขอทาง

หากเห็นรถบรรทุกวิ่งกันมาเป็นแถวๆ แล้ว มีคันในแถวเบี่ยงหัวรถออกมาพร้อมกะพริบสูงไฟ 1 ครั้ง นั่นแสดงว่าเขากำลังขอทางและบอกว่ากำลังจะเร่งเครื่องแซง ขอใช้ทางวิ่งในเลนของเราแล้ว ถ้าเราพร้อมจะเปิดทางก็กะพริบไฟ 1 ที

 

เปิดไฟกระพริบซ้ายที ขวาที - อาจมีด่านตรวจหรืออุบัติเหตุ

หมายความว่าให้ระวังเพราะอาจมีด่าน อุบัติเหตุ หรือรถคันหน้า เบรกกะทันหัน ให้ระวังอย่าเพิ่งใจร้อนแซงขึ้นไป ให้ขับตามกันไปก่อน

 

การขับขี่เดินทางออกต่างจังหวัด ระยะทางไกล ควรพักผ่อนให้เพียงพอ งดเว้นการดื่มสุรา หรือของมึนเมาทุกชนิด หากไม่ชำนาญทางควรศึกษาเส้นทางก่อน ขับด้วยความเร็วสม่ำเสมอ ไม่เกินกฎหมายกำหนด ให้สัญญาณเพื่อนร่วมทางก่อนทุกครั้งที่ต้องการเปลี่ยนเส้นทาง และ ปฏิบัติตามเครื่องหมายหรือสัญญาณจราจรโดยเคร่งครัด

เพิ่มความคุ้มครองให้กับรถยนต์ของท่านด้วย ประกันรถยนต์เคลมง่าย มีแบบให้เลือกหลากหลาย

85
เพื่อการขับรถที่ปลอดภัย ทุกครั้งก่อนเดินทางควรปรับกระจกรถให้อยู่ในองศาที่เหมาะสมและเห็นภาพด้านกว้างที่ ชัดเจนทั้ง กระจกข้างด้านซ้าย ด้านขวา และด้านหลัง  ซึ่งจะช่วยลดอุบัติเหตุจากการเปลี่ยนช่องทางจราจรและการแซงรถคันอื่น วันนี้มีวิธีการปรับกระจกรถยนต์ที่ถูกต้อง ปลอดภัย  มาแนะนำ ดังนี้

การปรับกระจกมองข้างรถยนต์
- ควรปรับให้กระจกกางออกโดยตั้งฉากและขนานกับตัวรถ ไม่ก้มหรือเงยมากเกินไป

- ปรับให้สามารถมองเห็นรถที่อยู่ด้านข้างและด้านหลังชัดเจนขึ้น แต่ต้องระวังไม่ปรับกระจกให้เห็นตัวถังรถด้านข้างมากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดจุดบอดและเห็นรถคันอื่นในระยะกระชั้นชิด ช้ากว่าปกติ ควรรับให้เห็นรถด้านข้างประมาณ 15 – 20 เปอร์เซ็นต์ของตัวรถเท่านั้น

- ปรับให้เอียงลงพื้นเล็กน้อย  ให้ผู้ขับสามารถเห็นด้านล่าง  เช่น ขอบถนน ริมทางเท้า ได้อย่างชัดเจน

- การปรับกระจกข้างฝั่งผู้โดยสาร หากปรับแล้วผู้ขับสามารถมองเห็นคนนั่งข้างได้ แสดงว่าปรับกระจกเข้ามาที่ตัวรถมากเกินไปแล้ว

- ไม่ควรปรับกระจกไป-มาในขณะที่รถกำลังวิ่ง เพราะอาจเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้


การปรับกระจกมองหลัง
- ควรปรับกระจกให้พ้นศีรษะของผู้ขับขี่ และ ต้องปรับให้เห็นมุมกว้างมากที่สุด

- ควรงดการตกแต่งรถยนต์ ด้วยการแขวนตุ๊กตาหรือติดสติ๊กเกอร์บริเวณกระจกหน้ารถ ด้านข้างและด้านหลังรถ เพราะจะบดบังทัศนวิสัยในการมองเห็นเส้นทางของผู้ขับขี่

- ต้องปรับให้ตั้งฉากกับตัวรถ และมองเห็นท้ายรถเล็กน้อย เพื่อจะได้มุมมองที่กว้างขึ้น ทำให้เห็นรถที่อยู่ทางด้านข้าง และรถที่อยู่ทางด้านหลังได้มากขึ้น โดยเมื่อนั่งในท่าปกติแล้ว ต้องมองไม่เห็นศีรษะของผู้ขับขี่ด้วย

- จุดบอดของกระจกมองหลัง คือ บริเวณด้านข้างของตัวรถ ทำให้มองไม่เห็นรถที่วิ่งอยู่ในบริเวณที่เป็นจุดบอด จึงมีกระจกมองข้าง ช่วยมองในตำแหน่งที่เป็นจุดบอด ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา




การมองกระจกในขณะขับรถ ควรมองกระจกให้รอบด้านเป็นระยะ โดยมองกระจกหลัง กระจกมองข้างด้านซ้ายและด้านขวาให้ครอบคลุมถึงจุดบอดในการมองเห็นทั้งด้านซ้ายและด้านขวาสลับไปมา โดยผู้ขับขี่จะหันมองด้านซ้ายหรือด้านขวาก่อนขึ้นอยู่กับสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อเปลี่ยนช่องทาง ขับแซงหรือเลี้ยวรถ จะทำให้มองเห็นสภาพเส้นทางและรถคันอื่นๆ ที่อยู่ด้านข้างและด้านหลังอย่างชัดเจนและรวดเร็ว จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางได้

 

เพิ่มความคุ้มครองให้กับรถยนต์ของคุณด้วย ประกันรถยนต์ เบี้ยเริ่มต้นสบายกระเป๋า

86
ทุกวันนี้เราใช้รถยนต์ในชีวิตประจำวันกันเกือบทุกวัน ซึ่งที่จำเป็นต้องทำเป็นประจำก็คือ การเติมน้ำมัน เพื่อทำให้ รถยนต์เคลื่อนที่ไปยังจุดหมายปลายทาง การเติมน้ำมันจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน จึงได้รวบรวมข้อมูลที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการเติมน้ำมันเชื้อเพลิง มาให้ได้อ่านกันเพื่อจะได้ปฎิบัติได้ถูกต้อง
 


- เติมน้ำมันช่วงเช้าจะช่วยประหยัด คุ้มค่า และได้ปริมาณน้ำมันมากกว่า นั้นไม่เป็นความจริง มาจากทฤษฎีที่ว่าน้ำมันขยายตัวเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ดังนั้นหากอุณหภูมิต่ำลงในช่วงเช้า ก็อาจแปลว่าเราจะได้น้ำมันในถังเพิ่มมากขึ้นกว่าช่วงเวลาอื่นๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วน้ำมันถูกกักเก็บอยู่ในถังที่ฝังอยู่ใต้ดิน ดังนั้นการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของอุณหภูมิในแต่ช่วงเวลาของวันไม่อาจส่งผลต่อปริมาณความหนาแน่นของน้ำมัน ทีนี้คุณจะเติมน้ำมันเวลาไหนก็ไม่สำคัญแล้ว

 

- ปล่อยให้น้ำมันในถังเหลือน้อยจะส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์ ก็เป็นความเชื่อที่ผิดของคนส่วนใหญ่ ที่มักคิดว่าหากขับรถโดยมีไอระเหยจากบริเวณที่ว่างในถังน้ำมัน เครื่องยนต์จะสูบเอา ‘ขยะ’ และตะกอนน้ำมันจากด้านล่างของถัง แต่ความจริงก็คือ ถังน้ำมันได้รับการออกแบบให้จ่ายน้ำมันสู่ท่อจ่ายจากด้านล่างซึ่งเป็นบริเวณที่บรรจุน้ำมัน นั่นก็คือท่อจ่ายจะสามารถดึงน้ำมันออกมาได้ตลอดเวลานั่นเอง

 

- เติมน้ำมันระดับสูงสุดเพราะจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดระเบิดในถังน้ำมันได้ ไม่เป็นเรื่องจริง เนื่องจากถังน้ำมัน สามารถรับแรงดัน และทนต่ออุณหภูมิสูงได้ อย่างปลอดภัย ไม่มีการระเบิด แน่นอน ถังน้ำมันถูกออกแบบมารับแรงดันภายในอย่างสบาย ตัวถังน้ำมัน รองรับอุณหภูมิสูงๆ การผลิตรถทำแบบระบบปิด ไม่มีการรั่วไหล แน่นหนา ไม่มีการเล็ดลอดออกมาได้ ยกเว้นรถที่เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งมีความปลอดภัย แม้อุณหภูมิภายนอกตัวรถจะสูงถึง 40-50 องศาเซลเซียส นอกจากนี้จุดติดไฟเองของน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลต้องสูงกว่า 250 องศาเซลเซียส ดังนั้นการเติมน้ำมันเต็มถังจึงไม่ทำให้เกิดการระเบิดขึ้น

 

- เติมน้ำมันเต็มถัง เราขาดทุน เพราะน้ำมันจะค้างสาย เป็นความเข้าใจผิด เพราะจะเติมเต็มถัง หรือแค่ครึ่งถัง ปริมาณน้ำมันที่ได้ก็เท่ากับตัวเลขที่แสดงบนหน้าปัดตู้จ่ายเสมอ น้ำมันไม่สามารถไหลย้อนกลับได้ เพราะถ้าสังเกตที่ปลายหัวจ่ายน้ำมัน จะมีรูเล็กๆ อยู่ล่างสุด รูที่ว่านี้ คือ “เซนเซอร์” เอาไว้สั่งตัดการจ่ายน้ำมันจากตู้จ่าย เมื่อปริมาณน้ำมันในถังล้นมาถึง ดังนั้น ตู้จ่ายจะคิดเงินก็ต่อเมื่อ มีการจ่ายน้ำมันออกจากหัวจ่ายเท่านั้น น้ำมันที่ออกมาจากตู้จ่าย และค้างอยู่ในสาย จะยังไม่ถูกคิดเงิน ทุกลิตรที่จ่ายออกไป ถูกควบคุม และตรวจสอบจากกรมการค้าภายในอยู่ตลอดอยู่แล้ว จะเติมเต็มถัง หรือแค่ครึ่งถัง ก็ได้ปริมาณน้ำมันเท่ากับตัวเลขบนหน้าปัดตู้จ่ายอย่างแน่นอน

 

- การดับเครื่องยนต์ขณะเติมน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นเรื่องที่ต้องปฎิบัติอย่างเคร่งครัด เนื่องจากขณะที่เติมน้ำมันอยู่ ไอน้ำมันที่ลอยคลุ้งอยู่บริเวณนั้น เกิดลอยไปปะทะกับประกายไฟจากระบบไฟจุดระเบิดที่รั่ว ไฟก็จะลุกไหม้จนเกิดแรงระเบิดทันที หรือหากหัวเติมน้ำมันหลุดออกจากปากถังซึ่งพบกันบ่อยมาก แล้วน้ำมันถูกฉีดสาดไปโดนกับส่วนที่มีความร้อนสูงๆ เช่น บริเวณท่อไอเสีย หรือ ในห้องเครื่องยนต์ ไฟก็จะลุกไหม้ง่ายขึ้น การดับเครื่องยนต์ยังเป็นการป้องกันความเสียหาย กรณีพนักงานปั๊มเติมน้ำมันผิดชนิดให้อีกด้วย

 

เพิ่มความคุ้มครองให้กับรถยนต์ของท่านด้วยประกันภัยรถที่เบี้ยไม่แพง พร้อมบริการที่สะดวก รวดเร็ว คลิกเลย ประกันรถยนต์


87
จากสถิติการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนทั่วโลกล่าสุด ประเทศไทยมาเป็นอันดับ 1 ของโลกแทนที่ประเทศลิเบีย จากเดิมที่ไทยอยู่อันดับ 2 โดยไทยมีอัตราการตาย 36.2 ต่อประชากรแสนคนซึ่งมีสถิติมากกว่าค่าเฉลี่ยถึง 2-3 เท่า เข็มขัดนิรภัยเป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถยนต์ ซึ่งหากเกิดอุบัติเหตุ จะช่วยรั้งผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารให้ติดกับเบาะที่นั่ง ไม่กระเด็นออกนอกตัวรถหรือไปกระแทกกับส่วนของรถยนต์

 

อันตรายจากการไม่คาดเข็มขัดนิรภัย

- แรงกระแทกจากการชนที่เกิดจากรถวิ่งเร็ว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะเท่ากับรถตกจากที่สูง 14 เมตร ความสูงประมาณตึก 5 ชั้น คนที่อยู่ในรถถ้าไม่คาดเข็มนิรภัย เมื่อรถชนและหยุดกะทันหัน ศีรษะใบหน้า และลำตัวของคนในรถจะถูกเหวี่ยงไปกระแทกกับพวงมาลัย กระจกหน้ารถ หรือหลุดกระเด็นออกนอกตัวรถ

-อวัยวะในร่างกาย เช่น ตับ ไต ลำไส้ สมองหรือไขสันหลังจะเคลื่อนไหวเท่ากับความเร็วของรถ เมื่อรถชนหรือหยุด อวัยวะภายในจะกระแทกกันเองทำ ให้ตับ ไต ลำไส้ หรือสมองฉีกขาดได้

 

ประโยชน์ของเข็มขัดนิรภัย

- ช่วยลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุสามารถลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บลงได้ร้อยละ 40-50

- ช่วยลดการบาดเจ็บสาหัสได้ถึงร้อยละ 43- 65

- ช่วยลดการเสียชีวิตได้ ร้อยละ 40-60 จากการทดสอบ รถที่เกิดการพลิกคว่ำเข็มขัดนิรภัยจะมีประสิทธิภาพมากกว่าที่สุดถึงร้อยละ 77 รองลงมา คือ การชนด้านซ้าย ร้อยละ 49 และอันดับสามชนด้านหน้า ร้อยละ 43 ซึ่งพบว่าเข็มขัดนิรภัยช่วยลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุได้จริง

 

การคาดเข็มขัดนิรภัยจึงเป็นอุปกรณ์หนึ่งที่จะช่วยลดการเสียชีวิต รวมถึงอาการบาดเจ็บของผู้โดยสารทางรถยนต์ ให้ลดลงได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้คาดเอง

เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ใช้รถยนต์ ควรใช้เข็มขัดนิรภัยเป็นสิ่งที่อาจช่วยลดอันตรายที่เกิดขึ้นในขณะมีอุบัติเหตุ แต่ก็มิได้หมายความว่าจะปลอดภัย สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ความไม่ประมาท หมั่นตรวจสอบสภาพรถ เคารพกฎจราจร ถ้าทุกคนที่ใช้รถใช้ถนนช่วยกันปฏิบัติตาม ก็จะช่วยลดอุบัติเหตุลงได้อย่างแน่นอน

 

การทำประกันภัยรถยนต์เป็นอีกหนึ่งทางที่จะช่วยลดความเสี่ยง และให้ความคุ้มครองในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น สนใจคลิก ประกันรถยนต์

88
จากการรวบรวมข้อมูลทางข่องทางสถิติอุบัติเหตุในช่วงหน้าเทศกาลสำคัญต่างๆ ของประเทศไทย พบว่าสาเหตุที่นำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุและการเสียชีวิตบนท้องถนน 5 สาเหตุแรก ได้แก่ 1) การไม่สวมใส่หมวกนิรภัย 2) เมาแล้วขับ 3) ขับรถเร็ว 4) ตัดหน้ากระชั้นชิด และ 5) ขับรถยนต์ผาดโผน วันนี้จึงได้รวบรวมพฤติกรรมเสี่ยงเพื่อสร้างความหนักถึงความเสียหายทางชีวิตและทรัพย์ที่จะเกิดขึ้น หากยังไม่เลิกพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ในการใช้รถใช้ถนนด้วยความไม่ระมัดระวัง


1) จอดตรงไหนก็ได้ แค่เปิดไฟฉุกเฉินก็พอ -  ถ้ารถคันหน้าที่ขับตามกันมา จู่ๆก็จอดริมทางขวางถนน แล้วเปิดไฟฉุกเฉิน เพื่อเดินลงจากรถไปซื้ออาหาร หรือทำธุระอย่างอื่น ยิ่งบริเวณทางเลี้ยวหรือคอสะพาน อาจทำให้รถที่ขับตามมาข้างหลังต้องหยุดตาม หักหลบออกถนนอีกเลนลำบากเสี่ยงอุบัติเหตุด้วย

2) ห้ามขับรถ หรือจอดทิ้งไว้บนทางเท้า โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ที่จะขับสวนทาง หรือหนีรถติดขึ้นมาบนทางเท้า คนที่เดินทางเท้าก็ต้องคอยหลบ หรือบางครั้งต้องลงมาเดินบนถนน เพราะรถยนต์บางคันจอดทิ้งบนทางเท้าจนไม่เหลือพื้นที่ให้เดินได้ ทำให้รถที่ขับบนถนนก็ต้องคอยหักหลบคนเดินเท้า เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายอีก

3) เลิกเบี้ยงซ้าย เบี้ยงขวา เปลี่ยนเลนแต่ไม่เปิดไฟเลี้ยว อุบัติเหตุที่ชนท้ายกันอยู่บ่อย เพราะรถบางคันอยากเบี้ยงซ้ายเบี้ยงขวาก็ขับออกมาเลย ไม่ส่งสัญญาณให้คันหลังได้รับรู้แต่อย่างใด หากเปิดไฟเลี้ยวหรือให้สัญญาสักนิด ช่วยลดอุบัติเหตุได้

4) อย่าขับรถเปลี่ยนหรือ คล่อมเลนไปมา การขับรถเปลี่ยนเลนไปมาซ้ายขวา หรือคล่อมเลนไม่เลือกสักเลน รถคันหลังก็ไม่ทราบว่าจะไปเลนไหน อาจเกิดเบียดกันจนชนได้

5) อย่าขับปาดหน้า หรือแซงที่เส้นทึบ บริเวณจุดเสี่ยง เส้นจราจรจะเป็นเส้นทึบเพื่อห้ามเปลี่ยนเลน แต่มักพบพฤติกรรมมักง่ายที่ขับแทรก ปาดหน้าแซงแถวจนเกิดอุบัติเหตุ รถติดหนักกว่าเดิม

6) หยุดขับช้าและแช่ที่เลนขวา เลนขวามีไว้สำหรับขับแซงไปข้างหน้า ถ้ามีรถที่เร็วกว่าต้องการแซง ก็ต้องหลบซ้ายเท่าที่กระทำได้ ไม่ควรขับช้าๆ บนเลนขวาสุด เพราะรู้สึกสะดวกไม่ต้องหลบรถคันอื่น
 
7) อย่าขับรถประชิดติดกับคันหน้า ต้องมีระยะห่างสำหรับหยุดรถขณะเกิดเหตุฉุกเฉิน
 
8) อย่าวิ่งสวนเลน หรือเปิดเลนใหม่เอง นอกจากทำให้รถอีกฝั่งไม่มีเลนวิ่งแล้ว อาจทำให้รถติดไปทั้งหมด เพราะถอยไม่ได้ เกิดอุบัติเหตุก็ง่ายด้วย
 
9) จงทำตามเครื่องหมายจราจรโดยเคร่งครัด ป้ายเครื่องหมายจราจรที่ติดตั้งไว้ มีเพื่อให้ทำตามกฎจราจรและลดอุบัติเหตุ จึงไม่ควรหลีกเลี่ยงไม่ทำตาม

10) ลดการเปิดไฟสูง หรือไฟตัดหมอกถ้าไม่จำเป็น ไฟสูงหรือไฟตัดหมอกมีความสว่างกว่าปกติ เป็นแสงแยงตา รบกวนสายตาของทั้งผู้ขับขี่ และใช้ทางเท้า คนที่โดนสาดแสงวาบ อาจทำให้ทำตาพร่าไป 2-3 วินาที ไม่สามารถเห็นทาง อุบัติเหตุก็เกิดตามม
 

หากทุกคนมีจิตสำนึก มีน้ำใจแก่กัน ทำตามกฎจราจร เลิกเป็นคนเห็นแก่ตัว มักง่ายก็จะช่วยลดอุบัติเหตุต่างๆไปได้มาก และอุ่นใจเพิ่มได้ด้วยการรเลือกทำประกันภัยรถยนต์กับบริษัทที่ไว้วางใจได้

สนใจจประกันรถรถ คลิ๊ก ประกันรถยนต์


89
การดูแลรักษารถยนต์คู่ใจ นอกจากการบำรุงรักษาเครื่องยนต์แล้ว การล้างรถก็มีความสำคัญ เพราะการขับรถยนต์ต้องเผชิญกับฝนตก และฝุ่นควันที่ส่งผลต่อความสะอาดของรถยนต์ บางครั้งก็ไม่สามารถล้างรถเองได้ต้องอาศัยร้านบริการที่เชี่ยวชาญ วันนี้จึงนำเคล็ดลับเพื่อจะได้ลองนำไปใช้พิจารณาหาร้านล้างรถที่ชำนาญ และล้างได้ถูกใจ

1. ความสะอาดเป็นข้อพิจารณาสำคัญที่สุด เพราะการนำรถยนต์ไปล้างก็เพื่อให้รถยนต์กลับมาสะอาดเอี่ยมเหมือนใหม่อีกครั้ง ให้ลองสอบถามกับผู้ที่เคยรับบริการล้างรถว่า ได้รับบริการอย่างไร ภายนอก และภายในสะอาดถูกใจหรือไม่ นอกจากนี้ ความสะอาดของสถานที่ให้บริการก็นับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน เพราะระหว่างนำรถยนต์เข้าไปล้าง หรือขัดเงา ก็ต้องแวะพัก ติดต่อ รวมถึงใช้ห้องน้ำที่ควรจะเน้นให้สะอาดเป็นพิเศษไว้รองรับกับลูกค้า ถ้าไปเจอห้องน้ำไม่สะอาด ขยะรกร้าน ก็อาจทำให้รู้สึกว่า บริการล้างรถจะสะอาดได้อย่างไร

2.ความสามารถในการล้างรถ ทำความสะอาดแบบทุกซอกทุกมุม ทั้งเบาะ แผงคอนโซล ช่องแอร์ หน้าต่าง และจุดอื่นๆ ซึ่งอาจลองค้นหาข้อมูลผู้ใช้บริการ และโทรศัพท์หาร้านเพื่อสอบถามข้อมูลให้แน่นอนว่า ทางร้านล้างรถได้รับใบรับรอง เคยฝึกอบรม มีประสบการณ์ใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดรถยนต์อย่างถูกวิธี รับประกันรถยนต์ที่เข้ามาใช้บริการว่าจะไม่เกิดความเสียหาย

3. ค่าใช้จ่ายในการบริการ ควรให้ร้านล้างรถได้พอทราบถึงสภาพของรถ และบริการที่ต้องการ เพื่อเสนอราคา และลองเปรียบเทียบกับร้านอื่นในบริเวณใกล้กัน หรือ ที่สะดวกไปใช้บริการ

4. คุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการล้าง และทำความสะอาดรถยนต์ ถามร้านบริการล้างรถอย่างตรงไปตรงมาถึงผลิตภัณฑ์ที่ใช้ เนื่องจากส่วนใหญ่ หลายร้านน่าจะใช้น้ำยาทำความสะอาดตามท้องตลาดและสารเคมีออกฤทธิ์แรง ราคาไม่แพง เพื่อจะได้เก็บค่าบริการที่ถูก แต่อาจทำลายสี หรือตัวถังรถยนต์ ควรเลือกใช้น้ำยาสูตรเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กลิ่นไม่ฉุ ระเหยไปได้ง่าย ไม่ตกค้างอยู่ภายในรถยนต์หลังร้าน

5. ความสะดวกสบายในการรับบริการ โดยพิจารณาตั้งแต่การติดต่อ เว็บไซต์ หรือตัวอย่างงานให้พิจารณา การเดินทางนำรถไปจอดให้ล้าง และสามารถเดินทางไปทำธุระอื่น ๆ ระหว่างรอล้างรถยนต์ หรือ อยู่ในบริเวณห้างสรรพสินค้า สามารถแวะพักรับประทานอาหาร หรือดื่มกาแฟ รอได้

6. ระยะเวลาในการล้างรถยนต์ ซึ่งตามปกติ ร้านบริการล้างรถใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 2 ชั่วโมง ถ้ารถยนต์สกปรกมาก มีคราบหลายตำแหน่ง การรีบเร่งให้ร้านล้างโดยเร็ว อาจทำได้ไม่สะอาดหมดจด ถ้ารอล้างนานก็อาจไปไม่ทันตามการนัดหมาย การสอบถามถึงระยะเวลาที่ใช้ในการล้างรถ จึงถือว่ามีความสำคัญยิ่ง เพื่อจะได้เตรียมตัว วางแผนเผื่อเวลาในการล้างรถไว้ล่วงหน้าได้เหมาะสมกับการบริหารเวลาส่วนตัว

7. ความสามารถตรวจสอบงาน โดยก่อนชำระเงินค่าบริการ และขับรถยนต์ออกไป มีโอกาสตรวจงานได้ละเอียด เพื่อแน่ใจว่าได้ทำความสะอาดรถจนพึงพอใจ และตรงตามความต้องการที่ตกลงไว้ วิธีการพิจารณาก็ เช่น หากมีเบาะนั่งสำหรับเด็กติดรถ ก็ควรสำรวจตรวจดูว่าถูกถอดออกมาทำความสะอาดด้านล่างหรือไม่ ดูดฝุ่นทุกซอก นำขยะที่มีในช่วงล้างรถไปทิ้งเรียบร้อยแล้วหรือยัง เป็นต้น

เมื่อล้างรถคันโปรดสะอาดถูกใจแล้ว ควรตรวจสอบประกันรถยนต์ที่ใช้ด้วยว่าคุ้มครองตามความต้องการ และค่าเบี้ยเหมาะสมหรือไม่ สนใจคลิก ประกันรถยนต์

90
เจ้าของรถยนต์เกือบทุกคนย่อมรักรถ และต้องการดูแลอย่างดีที่สุด บางครั้งลงมือทำความสะอาดด้วยตัวเองแต่สำหรับบางท่านที่เป็นมือใหม่ในการล้างรถ อาจยังไม่ทราบเกี่ยวกับข้อควรคำนึงถึงในการดูแลทำความสะอาด ซึงส่งผลทำให้เกิดรอยบนผิว หรือปัญหาอื่นๆที่เรื้อรังต่อไปในอนาคต ดังนั้นการเข้าใจวิธีการล้างรถที่ถูกต้องแบบฉบับเบื้องต้นที่นำมาบอกเล่ากัน จึงช่วยทำให้รถของท่านไม่เสี่ยงต่อปัญหาหนักใจดังกล่าว และกลับมาเงางามดูใหม่ได้ไม่ยาก เพียงแค่อย่าไปปฏิบัติสิ่งเหล่านี้

1. ห้ามใช้ไม้ปัดขนไก่ เพราะทำให้เกิดรอยขนแมว และยากจะขัดออก ซึ่งคนส่วนมากจะเข้าใจผิดมาตลอดว่าสะดวก ขจัดฝุ่นได้ดีและรวดเร็ว เหมือนเห็นในละครยุคหนึ่ง พอรถมีฝุ่นจับก็จะหยิบไม้ปัดขนไก่มาเช็ดฝุนออก แต่ความจริงแล้วขนตามไม้ปัดนั้นเมื่อไปติดรวมกับฝุ่นที่บ้างครั้งอาจเป็นเม็ดทราย สามารถทำให้เกิดริ้วรอยที่ชั้นแล็คเกอร์ ทำให้รถยนต์สุดรักเป็นรอยขนแมว ขัดออกลำบากภายหลัง รู้แบบนี้แล้วมือใหม่ก็ควรต้องเลิกใช้ทันที

2. ไม่ควรฉีดน้ำแรงๆ เพื่อชะล้างคราบโคลน สกปรกออกก่อนล้างรถด้วยฟองน้ำ เพราะฝุ่นโคลนอาจจะไม่หลุดออกหมด เมื่อเช็ดล้างด้วยฟองน้ำและน้ำยาจะทำให้เกิดรอย ดังนั้นการล้างรถที่ถูกต้องควรฉีดน้ำเปล่าเบาๆแล้วต้องใช้มือลูบให้ทั่วเพื่อขัดฝุ่นออกจากสีก่อนลงฟองน้ำและน้ำยาล้างรถจริง เมื่อเริ่มลงมือล้างแล้ว ให้ล้างเสร็จเป็นส่วน ๆ กล่าวคือ ถูน้ำยาตรงไหนเสร็จก็ให้ล้างน้ำออกเลย จากนั้นจึงย้ายไปล้างส่วนอื่นต่อจนครบทั่วทั้งคัน

3. อย่านำผงซักฟอกหรือน้ำยาล้างจานมาใช้มาล้างรถ เพราะเน้นสะดวกและประหยัด ตามความเคยชินที่เห็นว่าทำความสะอาดสิ่งของต่างๆ ได้ แม้ว่าการล้างรถคือการทำความสะอาดรถยนต์เหมือนสิ่งของทั่วไป แต่สิ่งที่แตกต่างนั้นคือการล้างรถยังต้องการความเงางาม หากใช้ผงซักฟอกและน้ำยาล้างจานจะไปชะล้างส่วนของแว็กเคลือบชั้นแล็คเกอร์ออกไปพร้อมกันด้วย ทำให้สีรถดูหมองไม่เงาเงาม และชั้นแล็คเกอร์เสื่อมสภาพไวเป็นปัญหาต่อไปอีกด้วย

4. อย่ารีบล้างรถทันทีขณะที่ตัวถังยังร้อนอยู่ หลังจากเพิ่งขับมาไกลๆ หรือหลังจอดตากแดดนานๆ เพราะความร้อนจะทำให้เกิดคราบน้ำติดตัวรถได้ง่าย ทั้งนี้การล้างรถนั้นควรทำเป็นประจำทุกสัปดาห์เพื่อให้สีรถดูดี ไม่ควรรอให้คราบสกปรกสะสมจนหนาแล้วถึงค่อยล้างทีเดียว ยิ่งถ้าเป็นพวกซากแมลง ขี้นก และใบไม้แห้งที่ติดตามตัวรถแล้ว ควรรีบล้างออกไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

5. เลิกนำเสื้อผ้าเก่าๆมาเช็ดแห้ง เพราะเห็นว่าช่วยลดโลกร้อน นำของเก่าที่เหลือใช้มาทำประโยชน์ ใช้ซับน้ำได้เหมือนกัน แต่ความจริงนั้น เสื้อผ้าเก่าจะสร้างรอยทิ้งไว้บนพื้นผิวรถยนต์หลังจากเช็ด โดยเฉพาะผ้าฝ้ายจะมีรอยผ้าหลุดติดมาได้ การเช็ดแห้งควรหาซื้อผ้าสำลี หรือใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ ซึ่งเป็นผ้าเฉพาะสำหรับการเช็ดแห้ง แต่ถ้ายังต้องการประหยัดอาจนำเสื้อผ้าฝ้ายเก่าๆ นำมาใช้เช็ดทำความสะอาดกระจกเบาๆอย่างระมัดระวังได้

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการทำความสะอาดรถยนต์ขั้นพื้นฐานที่หลายคนอาจไม่ทราบหรือมองข้ามไปเพราะว่าใช้บริการร้านล้างรถเป็นประจำ การล้างรถเองบางครั้งนี้จะทำให้มีเวลาดูแลตรวจสอบสภาพรถยนต์ และเพื่อการดูแลรถยนต์ในระยะยาวก็อย่าลืมเลือกประกันรถยนต์ที่ไว้วางใจได้ มีอู่ที่พร้อมให้บริการอย่างสะดวกสบาย

สนใจคลิก ประกันรถยนต์

91

รู้หรือไม่ว่า? จริงๆ แล้ว เบาะหนังรถยนต์สามารถทำความสะอาดได้ง่ายกว่าเบาะประเภทอื่นเป็นอย่างมาก แต่คนส่วนใหญ่กลับละเลยเเละขาดความระมันระวังในการใช้งานเพราะเข้าใจว่าเบาะหนังสกปรกยาก ไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดบ่อยก็ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การหมั่นทำความสะอาดเบาหนัง และดูแลรักษาสภาพอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ห้องโดยสารรถสะอาด ไม่มีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์และเชื้อโรคร้ายมารบกวน ช่วยให้เดินทางได้อย่างสบายกายเเละสบายใจ วันนี้จึงได้นำเทคนิคในการทำความสะอาดเบาะหนังรถยนต์ มาเล่าสู่กันฟังดังนี้


1. ตรวจสอบน้ำยาขจัดคราบสำหรับเบาะหนังรถยนต์ที่เลือกนำมาใช้ว่าจะไม่ทำลายตัวพื้นผิวเบาะหนังในบริเวณมุมอับนอกระยะการมองเห็น

2. ปรับเปลี่ยนสภาพของคราบแข็งสกปรกที่เกาะติดบนเบาะหนังรถยนต์ ด้วยน้ำยาปรับสภาพหนังก่อนที่จะใช้น้ำยาขจัดคราบป้ายลงไปที่บริวเณที่เป็นคราบ ก่อนทีจะถูน้ำยาดังกล่าวให้ซึมเข้าไปในแผ่นหนัง และทิ้งไว้ประมาณ 30-40 วินาที แล้วจึงเช็คออกด้วยวิธีการซับ ห้ามถู เพราะเบาะหนังจะเปื้อนมากยิ่งขึ้น

3. น้ำที่ใช้ในการทำความสะอาด ควรเป็นน่ำอุ่นที่สะอาดผสมกับสบู่ เพราะสบู่จะความเป็นด่างน้อยกว่าผงซักฟอก รวมถึงสบู่บางยี่ห้ออาจมีส่วนผสมที่ช่วยถนอนสภาพหนัง หรือที่เรียกว่า "มอยเจอร์ไรเซอร์" เเล้วจึงใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นเเละเช็ดตามคราบที่เประเปื้อนจนคราบสปกรกจางหรือหายไป ทั้งนี้ ห้ามใช้น้ำร้อนโดยเด็ดขาดเพราะอาจทำลายสภาพหนังได้ 

เทคนิคสำหรับทำความสะอาดคราบสกปรกต่างๆ

- รอยน้ำหมึก = ใช้สเปรย์แต่งผมหรือรับบิ้งแอลกอฮอล์ผสมกับน้ำ ฉีดสเปรย์ลงบนรอยแล้วใช้ผ้าสะอาดเปียกหมาดๆ ซับอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้น้ำหมึกที่ละลายไปเลอะส่วนอื่นของเบาะหนัง
- คราบมันหรือคราบน้ำมัน = สำหรับคราบมันหรือคราบน้ำมัน เช่น รอยลิปสติกหรือน้ำมันในอาหาร ให้ใช้ทินเนอร์สูตรน้ำกับผ้าฝ้าย เททินเนอร์ลงในถ้วยแล้วเติมน้ำในปริมาณเท่ากัน จุ่มผ้าลงในถ้วยและนำมาถูตรงรอยคราบ เหยาะเกลือหรือแป้งข้าวโพดลงบนคราบแล้วทิ้งไว้ข้ามคืน เช้ามาให้ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดตรงบริเวณคราบนั้น
- คราบกาแฟ =ที่หกบนเบาะ ใช้น้ำเย็นค่อยๆเช็ด เพื่อทำให้คราบเจือจาง และซับด้วยกระดาษทิชชู จากนั้นฉีดน้ำยาเช็ดกระจกทิ้งไว้ราว 5 นาที จึงใช้กระดาษทิชชูซับอีกครั้งเพื่อลดคราบให้จางลง แต่หากยังมีรอยคราบกาแฟอยู่ ให้ใช้น้ำยาล้างจานผสมน้ำอุ่นถูบริเวณหนังนั้นและใช้กระดาษทิชชูซับ แล้วใช้ที่เป่าผมเป่าให้แห้ง โดยให้ห่างจากเบาะหนังสัก3-4 นิ้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ความร้อนทำลายสภาพหนัง
- คราบบอาเจียน =ต้องรีบเช็ดเศษอาเจียนและละลายคราบให้จางลงด้วยน้ำเย็นทันทีจะได้ไม่ซึมเข้าเบาะ จากนั้นใช้สบู่ผสมน้ำอุ่น และผงฟูซึ่งช่วยดูดกลิ่นเหม็น นำไปซับตรงรอยคราบ จากนั้นเป็นให้สะอาดอีกรอบหนึ่ง

4. หลังจากที่ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำสะอาดเช็ดบริเวณที่ทำความสะอาดคราบเปื้อนจนสะอาดตามขั้นตอนที่กล่าวมาแล้วให้นำผ้าสะอาดที่แห้งอีกผืน เช็ดเบาะให้แห้ง


5. ขั้นตอนสุดท้าย อาจจะทาครีมช่วยทำความสะอาดเบาะพร้อมเคลือบเงา เพื่อถนอมเบาะหนัง แล้วทิ้งให้แห้งสนิท ทั้งนี้การใช้น้ำยาเคลือบเบาะ ไม่ควรใช้มากไปเพราะน้ำยาจะเข้าไปฝั่งอยู่ภายในทำให้หนังนุ่มดูเหมือนใหม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปสารจะค่อยๆเสื่อมคุณภาพ เกิดความหนืดสูง หนังจะแข็งขึ้น



สนใจประกันภัยรถยนต์ ประกันรถยนต์

92
สรุป 9 รายการสัญญาณเสี่ยงของรถยนต์ที่สื่อว่ารถของเรากำลังจะมีปัญหา เเต่!! สามารถป้องกันได้ด้วยการหมั่นตรวจสอบและเช็คสภาพรถยนต์เป็นประจำ หรือนำรถยนต์เข้ารับการตรวจสอบสภาพโดยละเอียดที่ศูนย์บริการ โดยสัญญาณเตือนที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษก่อนรถจะเกิดปัญหามีดังต่อไปนี้


1. เบรก
- เบรกรถแล้วมีเสียงเสียดสีเหมือนหนูร้องทั้งหน้าด้านหรือหลังรถ เพราะผ้าเบรกรถกำลังจะหมด ทำให้ชุด จานเบรกอาจเสียหายได้
- แม้ไม่ได้ลุยน้ำ แต่เบรกลื่น หยุดรถไม่ได้ เบรกแล้วรถปัดไปข้างใดข้างหนึ่ง
- แป้นเบรกจมลึกลงไป เมื่อถอนเท้าออกมาแล้ว


2. ยาง
- ยางบวมจนทำให้รถยนต์สั่น เนื่องจากยางหมดอายุ
- ดอกยางตรงกลางล้อ สึกหรอมากกว่าขอบ แสดงว่าเติมลมแข็งเกินไป
- ดอกยางขอบล้อ สึกหรอมากกว่าตรงกลาง แสดงว่าเติมลมอ่อนเกินไป
- ดอกยางสึกหรอข้างใดข้างหนึ่ง แสดงว่ามุมแนวตั้งของยางไม่ตรง
- ดอกยางเป็นบั้ง แสดงว่าแนวของยางไม่ขนานกับแนวเคลื่อนที่ของรถ


3. เกียร์
- มีเสียงดังขณะอยู่ที่เกียร์ว่าง หรือเข้าเกียร์ใดเกียร์หนึ่งอยู่
- เปลี่ยนเกียร์ยาก มีอาการติดขัด หรือต้องขยับอยู่นาน
- มีเสียงดังขณะเข้าเกียร์และเหยียบคลัตซ์แล้ว


4. พวงมาลัย

- พวงมาลัยหนัก หรือต้องใช้แรงมากผิดปกติในการบังคับเลี้ยว
- พวงมาลัยหลวมเกินไป โดยมีระยะฟรีเกิน 1 นิ้ว
- พวงมาลัยสั่นในขณะขับ ยิ่งขับเร็วขึ้นไปอีกก็ยังสั่นเพิ่มขึ้นไปมากกว่าเดิม พอเพิ่มความเร็วขึ้นไปอีกระยะ
หนึ่งกลับสั่นน้อยกว่าเดิมหรือบางคันสั่นมากเหมือนจะสั่นกันไปทั้งคัน


5. คลัตซ์
- คลัตซ์ลื่น หรือเข้าคลัตซ์ไม่สนิท หรือเหยียบแป้นคลัตซ์แล้ว แต่ยังเข้าเกียร์ได้ยาก
- คลัตซ์มีเสียงดัง เมื่อเหยียบแป้นคลัตซ์
- แป้นคลัตซ์สั่นขึ้นลง ขณะกำลังขับควรนำรถ


6. การสตาร์ทรถ
- ใช้เวลานานกว่าจะติด เกิน 30 วินาทีโดยประมาณ อาจเพราะแบตเตอรี่เสื่อมสภาพหรือมอเตอร์สตาร์ทเสีย


7. น้ำมัน และ การเผาไหม้เชื้อเพลิง
- ควันดำจากรถดีเซล เกิดได้จากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์มาจากหลายสาเหตุได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิงคุณภาพต่ำ กรองอากาศอุดตัน ปรับแต่งปั๊มหัวฉีดไม่เหมาะสม
- ควันขาวจากรถเบนซินมัก แสดงว่ารถยนต์มีปัญหาในการเผาไหม้
- รอยน้ำมันหยดจากใต้ท้องรถ ซึ่งเกิดหลายสาเหตุต้องรีบตรวจสอบ
- อาการเหยียบคันเร่งแล้วรถตอบสนองช้ากว่าที่เคยเป็นแต่ไม่มีรอยน้ำมันรั่ว อาจต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องใหม่ แต่ถ้าเปลี่ยนแล้วแต่ก็ยังเหมือนเดิมก็ต้องตรวจดู ตัวกรองอากาศและกรองน้ำมันเชื้อเพลิง


8. เครื่องยนต์
- เครื่องร้อน หรือเย็นจัดเกินไป ไม่สัมพันธ์กับระยะทางที่ขับ เข็มวัดอุณหภูมิยังไม่เคลื่อนที่ หรืออุณหภูมิสูงเกินไป มีเสียงดังผิดปกติจากเครื่องยนต์
- เสียงเครื่องดังผิดปกติ เหมือนเหล็กกระทบกัน หรือเสียงน็อก (knocking)


9. ไฟชาร์จ
- เมื่อสตาร์ทรถติดแล้ว ไฟชาร์จจะสว่างแล้วดับลง แต่ถ้าไฟชาร์จไม่สว่าง หรือสว่างแล้วไม่ยอมดับ อาจเกิดจากไดชาร์จผิดปกติหรือสาเหตุอื่นจากสัญญาณความผิดปกติที่เกริ่นมาข้างต้น บางส่วนสามารถเคลมประกันรถยนต์ได้ ดังนั้นควรพิจารณาเลือกทำประกันภัยรถยนต์ที่ไว้วางใจได้จะได้อุ่นใจในการขับขี่ทุกครั้ง






เปรียบเทียบประกันรถยนต์ คลิก ประกันรถยนต์

93
ทราบหรือไม่? ตั้งแต่วันที่ 18 ส.ค. 60 ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษาได้มีประกาศเกี่ยวกับมาตรฐานใบสั่งจราจรรูปแบบใหม่ ทั้งในรูปแบบของการเขียนและรูปแบบใบสั่งจัดส่งทางไปรษณีย์ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างมาตรฐานและเปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่ที่ได้รับใบสั่งปรับ สามารถโต้แย้งเจ้าพนักงานได้อย่างสะดวกใจในกรณีที่ไม่ได้กระทำผิด วันนี้จึงนำรายละเอียดเบื้องต้นเกี่ยวกับใบสั่งรูปแบบใหม่นี้มาฝากกัน

รายการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมใบสั่งจราจรรูปแบบใหม่ กล่าวคือ ปรับปรุงเนื้อหา เพิ่มเติมข้อความภาษาอังกฤษให้มีความทันสมัย เพิ่มคำเตือน เพิ่มการปฏิเสธการกระทำความผิดตามใบสั่งในกรณีที่ผู้ขับขี่รถยนต์เห็นว่าการออกใบสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงสามารถปฏิเสธข้อหาได้ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะบันทึกข้อมูลการปฏิเสธในใบสั่ง เพื่อให้ผู้ได้รับใบสั่งไปพบพนักงานสอบสวนให้ตรวจสอบภายใน 15 วัน หากผู้ได้รับใบสั่งไม่ได้กระทำผิดจริง จึงจะดำเนินการยกเลิกให้ รวมถึงมีหมายเลขบาร์โค้ดเพื่อเพิ่มความสะดวกในการชำระเงินผ่านทางธนาคารได้ และมีการบันทึกมาตรการด้านคะแนนของผู้ขับขี่ในการกระทำความผิดจราจรในใบสั่งจราจร รวมทั้งมีการระบุชื่อ-ยศ ของผู้ออกใบสั่งให้ชัดเจนขึ้น

นอกจากนี้ใบสั่งที่จัดส่งทางไปรษณีย์ จะบันทึกข้อมูลคะแนนใน 27 ข้อหาหลัก เพื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเก็บสถิติข้อมูลการกระทำผิดต่างๆ ได้อย่างชัดเจน โดยเชื่อมั่นว่าจะช่วยลดปัญหาทุจริตเงินค่าปรับ การเรียกรับสินบนของเจ้าพนักงานจราจรได้แน่นอน ซึ่งการบันทึกข้อมูล สถิติข้อหาการกระทำผิดกฎหมายจราจร จะทำให้ตำรวจนำมาวางแผนป้องกันอุบัติเหตุได้มากขึ้น สำหรับใบสั่งรูปแบบใหม่มีทั้งหมด 3 แบบ คือ

1.ใบสั่งทั่วไปที่เขียนด้วยมือเมื่อประชาชนถูกจับ จะใช้แทนใบอนุญาตขับขี่ได้เหมือนใบสั่งรูปแบบเก่าไม่เกิน 7 วัน แต่จะเพิ่มระบบบาร์โค้ดลงไปด้วย
2.ใบสั่งทางไปรษณีย์ สำหรับการถูกตรวจจับผ่านระบบเทคโนโลยีการตรวจจับระบบเรดไลท์คาเมล่า หรือกล้องจับฝ่าไฟแดง ระบบกล้องตรวจจับความเร็ว
3.ใบสั่งสำหรับเครื่อง E-Ticket

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีใบสั่งจราจรแบบใหม่ที่ยุติธรรมมากขึ้นในสายตาของผู้ขับขี่รถยนต์ แต่สิ่งสำคัญคือการปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อที่จะไม่ต้องเกิดอุบัติเหตุ และได้รับใบสั่งรูปแบบใดเลย พร้อมเพิ่มความอุ่นใจด้วยประกันภัยรถยนต์ที่พร้อมดูแลในทุกการขับขี่ สนใจคลิก ประกันรถยนต์

94
ช่วงฝนตกหนัก ฟ้ามืด ไฟหน้ารถจึงมีความสำคัญยิ่ง ที่จะทำให้เห็นเส้นทางชัดเจน และลดอุบัติเหตุ แต่จากการที่ฝนตกหนักนี่เอง หรือตากแดดจ้าเป็นเวลานาน อาจทำให้ไฟหน้ารถขุ่นมัว วันนี้จึงมีทริคดีๆ มาเสนอแนะเพื่อจัดการให้ไฟรถยนต์กลับมาสว่างไสวได้อีกครั้ง ก่อนลงมือทำความสะอาดต้องประเมินคราบหมอง ดังต่อไปนี้

- คราบเหลืองจากแสงแดด ถ้าเป็นคราบลักษณะนี้ สังเกตว่าเมื่อมองเข้าไปภายในตัวโคม จะเห็นว่ายังใสเป็นปกติอยู่ แต่จะขุ่นเหลืองเฉพาะแผ่นพลาสติคด้านนอก วิธีแก้ไขให้ขัดข้างนอกอย่างเดียวได้

- คราบขุ่นเหลืองออกคล้ำๆ ภายในโคม ถ้ามองเข้าไปในโคมแล้วเกิดคราบดำคล้ำๆ บริเวณรอบเบ้าโคม แสดงว่าคราบเหล่านั้นมาจากภายในโคมเพราะ มีน้ำเล็ดลอดเข้าไปภายในโคม ต้องถอดมาทำความสะอาดแยกส่วนประกอบ

- คราบดำบริเวณใกล้หลอดไฟ เหมือนรอยไหม้ แสดงว่าเกิดจาก ความร้อนของหลอดไฟสูงเกินไป จนทำให้แผ่นสะท้อนในโคมเกิดไหม้ ทำความสะอาดไม่ได้ ต้องซื้อใหม่อย่างเดียว

หลังจากประเมินแล้ว ก็เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ คือ 1.กระดาษทรายเบอร์ 2,000  2.น้ำยาทำความสะอาดโคมไฟ,ขัดสีรถ,เคลือบสีรถ 3.ผ้าขนแกะ ฟองน้ำ ผ้าสะอาด 4.กระป๋องฉีดน้ำ 5.เครื่องขัดสี (ถ้าไม่มีก็ใช้มือขัดเอาได้) แล้วมาเริ่มขั้นตอนการทำความสะอาดโคม ดังนี้

1. เริ่มจากเปิดฝากระโปรงหน้าขึ้น นำกระบอกฉีดน้ำ ใส่น้ำแล้วฉีดลงบนโคมไฟให้ทั่วทั้งโคม
2. ใช้กระดาษทรายเบอร์ 2,000เริ่มขัดเอาคราบเหลืองออกจากโคมไฟพร้อมกับฉีดน้ำล้างไปด้วย
3. ใช้ผ้าสะอาดเช็ดให้แห้ง แล้วนำน้ำยาขัดไฟหน้ามาทาให้ทั่วทั้งโคมไฟ
4. นำผ้าขนแกะ ประกอบเข้ากับเครื่อง แล้วปั่นให้ทั่วบริเวณโคมไฟ (ถ้าไม่มีเครื่อง ให้ใช้ผ้าออกแรงถูจนหมดคราบน้ำยา
5. ปั่นหมดคราบน้ำยาจนสังเกตเห็นว่าคราบเหลืองจะหายไป เสร็จแล้วต้องใช้ผ้าสะอาดเช็ดให้หมดคราบ
6. เปิดขวดน้ำยาขัดสีแล้วป้ายบนรถเป็นส่วนๆ ทั้งโคมไฟ แล้วนำฟองน้ำประกอบกับตัวเครื่องปั่น
7. ปั่นโคมไฟด้วยฟองน้ำให้ทั่วทั้งโคมไฟ โดยบริเวณไหนที่เป็นคราบลึก ให้ปั่นนานๆ หน่อย จนโคมเริ่มใสแล้ว ก็ใช้ผ้าสะอาดเช็ดคราบออกให้หมดอีกครั้ง
8. นำน้ำยาเคลือบสีรถยนต์ มาทาให้ทั่วทั้งโคมไฟ และประกอบผ้าเคลือบกับเครื่องปั่นอีกครั้ง
9. ปั่นน้ำยาเคลือบให้ทั่วทั้งโคม เมื่อเสร็จแล้วใช้ผ้าเช็ดออกให้หมด แล้วตรวจสอบรอยต่างๆ อีกครั้ง จนแน่ใจแล้วว่าสะอาดเรียบร้อย แล้วจึงปิดฝากระโปรงลง

นอกจากทำความสะอาดไฟส่องสว่างให้สดใสแล้ว ก็ควรคำนึงถึงการประกันภัยรถยนต์ที่ดีให้การขับขี่สบายใจมากขึ้นอีกด้วย สนใจคลิก ประกันรถยนต์



95
รถยนต์ | Car / รถกระตุกเกิดจากอะไร
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2021, 10:13:45 AM »
อาการบางอย่างของรถบอกว่ามีความผิดปกติของเครื่องยนต์แล้ว เราไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะอาจนำไปสู่การความเสียหายเครื่องยนต์ที่มากขึ้น หรืออาจทำให้เครื่องยนต์ดับระหว่างเดินทางได้ อาการกระตุกของรถเหมือนจะดับ บางครั้งกระตุกตอนออกรถบ้าง หรือวิ่งไปอยู่ดีพอชะลอรถรถก็กระตุก เกิดจากอะไร วันนี้มีข้อมูลมาแนะนำกันดังนี้

ปัญหาที่รถพบอาการรถกระตุกเมื่อสตาร์ทหรือขณะขับรถ อาจเกิดจากสาเหตุดังนี้

1. เกิดจากไส้กรองอากาศสกปรก
เครื่องยนต์กระตุกอาจเกิดจากไส้กรองอากาศ ที่มีสิ่งสกปรกอยู่มากเกินไป หรือมีฝุ่นจับตัวกันอย่างหนาแน่น ทำให้อากาศไม่สามารถข้าไปที่ห้องเผาไหม้ได้  ส่งผลทำให้ เครื่องยนต์กระตุก และเครื่องยนต์สั่นได้เช่นกัน
วิธีแก้ไข คือ เป่าไล่ฝุ่นออกสำหรับไส้กรองอากาศ ที่มีความสกปรกน้อย แต่ถ้าสกปรกมากแนะนำให้เปลี่ยนไส้กรองอากาศใหม่ดีที่สุด
การปล่อยให้ไส้กรองอากาศ จนฝุ่นเข้าจับตัวกันอย่างหนาแน่น ก็จะส่งผลทำให้เกิด เครื่องยนต์กระตุก ท่อไอเสียเป็นสีดำ แถมยังกินน้ำมันได้ อีกด้วย ซึ่งโดยทั่วไปอายุการใช้งานของ ไส้กรองอากาศ ควรจะต้องเปลี่ยนทุกๆ 10,000 กิโลเมตร

2.  เกิดจากบริเวณจุดหัวเทียนหลวม
ทำให้เกิดกระแสไฟไม่สม่ำเสมอได้ จนหัวเทียนไม่มีไฟไปจุดระเบิดในแต่ละรอบของลูกสูบนั่นเอง แก้ไขโดยการถอด-เสียบต่อใหม่, ขยับปลั๊กให้แน่น จานจ่ายไฟเช็คเหมือนกับตรงจุดหัวเทียน แต่ถ้าลองแล้วรู้สึกไม่แน่นและปลายสายเป็นโลหะให้ใช้คีมบีบเพื่อให้ตัวโลหะล็อคแน่นขึ้น

3. เกิดจากหัวเทียนบอด
ควรเปลี่ยนหัวเทียนใหม่  หากเช็คเรื่องสายไฟที่หัวเทียนแล้วยังมีอาการอยู่อาจจะเกิดจากหัวเทียนบอดหรือเสียก็ได้ วิธีสังเกตหัวเทียนว่าทำงานหรือไม่ ให้ใช้มืออังใกล้ๆ หัวเทียนหลังจากดับเครื่อง หากรู้สึกอุ่นหรือร้อนแสดงว่าหัวเทียนยังทำงานอยู่ ถ้าเย็น หัวเทียน อาจจะบอดหรือเสียแล้ว ควรเปลี่ยน หรือจะใช้วิธีตรวจการทำงานหัวเทียนด้วยการสัมผัสแรงสั่นสะเทือนจากสายไฟใกล้กับหัวเทียนแต่ละอันก็ได้ แต่ควรจะใช้อุปกรณ์แตะเพื่อรับแรงสั่นเช่น ไขควง หรือแท่งที่สามารถยื่นไปแตะได้ ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยในการทำงาน

4. เกิดจากวาล์ว ลิ้นปี่ล่าง สกปรก
ควรทำการล้างปีกผีเสื้อ ว่าอาการกระตุกจะหายหรือไม่

5. เกิดจากน้ำมันไม่ได้คุณภาพ 
น้ำมันที่ไม่ได้คุณภาพจากน้ำมันผสมน้ำ หรือมีตะกอนอยู่ ลองปล่อยให้น้ำมันของเก่าหมดถังค่อยเติมใหม่  ให้ทดลองเปลี่ยนปั๊มน้ำมัน ว่าอาการกระตุกจะหายไหม

6. เกิดจากเครื่องยนต์ทำงานขัดข้องหรือถังน้ำมันรั่ว
ทำให้มีอากาศเข้าไปในตัวถังจนเกิดการเผาไหม้ไม่สม่ำเสมอ  ควรนำรถไปตรวจสอบสภาพทันที

กรณีประสบปัญหาเพลิงไหม้รถยนต์
ผู้ขับขี่ควรตั้งสติ แล้วรีบนำรถจอดข้างทางทันทีและดับเครื่องยนต์ เพื่อตัดระบบไฟฟ้าทันที แต่หากเป็นรถที่ใช้ระบบก๊าซ ต้องรีบปิดวาล์วถังทันที แต่หากเกิดเพลิงไหม้เพียงเล็กน้อย ให้เจ้าของรถยนต์นำผ้าแห้งหรือผ้าที่เปียกน้ำหรือทรายมาโปะ หรือตบบริเวณที่เกิดไฟไหม้ หรือเจาะปากขวดน้ำที่มีน้ำเป็นรูเล็กๆ แล้วฉีดบริเวณที่เกิดเพลิงไหม้ และหากยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ให้รีบหนีออกห่างจากรถที่ เกิดเพลิงไหม้โดยเร็วที่สุด แต่หากเป็นรถที่ใช้ระบบก๊าซควรรีบปิดวาล์วถังก๊าซ หากเป็นวาล์วอัตโนมัติให้เปิดฝากระโปรงแบบแง้มไว้พร้อมดับไฟ

เพิ่มความคุ้มครองให้กับรถยนต์ของท่าน จากเหตุการณ์ไม่คาดคิด เลือกสินมั่นคงประกันภัย..ประกันรถ ประกันเวลา..วางใจทำประกันรถยนต์กับเรา ด้วยเบี้ยที่ไม่แพง พร้อมบริการที่สะดวก รวดเร็ว สนใจคลิก ประกันรถยนต์

96
แม้ในปัจจุบันนี้หลายหน่วยงานพยายามที่จะรณรงค์ให้ประชาชนในเขตเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพมหานครหันมาเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะเพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัด ลดปัญหามลภาวะเป็นพิษและฝุ่นควัน แต่ด้วยระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่อยู่ระหว่างการพัฒนาให้ครอบคลุม อาจทำให้ต้องมีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเบื้องต้นไปก่อน
หนึ่งในทางออกของปัญหาจราจรที่เห็นได้ชัดคือการใช้ทางด่วนพิเศษ เพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางรถติด ( อ่านเทคนิคการขับขี่บนทางด่วน คลิก ) แต่ก็ต้องแลกมากับการชำระค่าผ่านทางที่มีการเรียกเก็บค่าบริการต่างกัน ขึ้นอยู่กับระยะทางและผู้ให้บริการสัมปทานในเส้นทางนั้น แล้วทางด่วนในประเทศไทย มีทั้งหมดกี่เส้นทาง? ค่าทางด่วนแต่ละด่านมีราคากี่บาท? วันนี้มีข้อมูลมาฝากกันค่ะ

ทางด่วนในประเทศไทยมีกี่เส้นทาง?
การทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กทพ.  เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงคมนาคม รับผิดชอบการก่อสร้างหรือจัดให้มีทางพิเศษเพื่อบรรเทาปัญหาจราจรและการขนส่งในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ
ที่ผ่านมา การทางพิเศษฯ ได้ก่อสร้างทางพิเศษและเปิดให้บริการแล้วทั้งสิ้น 7 เส้นทาง รวมเป็นระยะทาง 207.9 กิโลเมตร ซึ่งหากแบ่งตามวัตถุประสงค์ในการเดินทาง จะสามารถแบ่งได้ 4 กลุ่มเส้นทาง ได้แก่

1. เส้นทางสู่ใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร
        • ทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ทางด่วนขั้นที่ 1)
        • ทางพิเศษสายบางนา-อาจณรงค์ (ทางด่วนขั้นที่ 3)
        • ทางพิเศษศรีรัช (ทางด่วนขั้นที่ 2)
        • ทางพิเศษฉลองรัช (ทางพิเศษสายรามอินทรา-อาจณรงค์ และทางพิเศษ 13 สายรามอินทรา-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร)

 2. เส้นทางสู่ภาคตะวันออก
        • ทางพิเศษบูรพาวิถี (ทางด่วนสายบางนา-ชลบุรี)

 3. เส้นทางสู่ภาคเหนือและอีสาน
        • ทางพิเศษอุดรรัถยา (ทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด)

 4. เส้นทางสู่ภาคใต้ ตะวันออก และตะวันตก
        • ทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี-สุขสวัสดิ์)


ค่าทางด่วนในกรุงเทพ ราคาเท่าไร?
อัตราค่าผ่านทางพิเศษ หรือ ค่าทางด่วนในปัจจุบัน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2561 เป็นต้นมา โดยเส้นทางที่เข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ จะมีทั้งหมด 4 เส้นทางด้วยกัน คือ


 1. ทางด่วนขั้นที่ 1 หรือ ทางพิเศษเฉลิมมหานคร เป็นทางพิเศษที่ช่วยให้การเดินทางจากภูมิภาคต่างๆ เข้าสู่ย่านใจกลางกรุงเทพมหานครสะดวกรวดเร็วมากขึ้น มีทั้งหมด 3 เส้นทาง คือ

    • สายดินแดง-ท่าเรือ มีเส้นทางผ่านย่านธุรกิจบริเวณ เพลินจิต, สุขุมวิท, สาทร,พระราม 4, และสถานที่สำคัญ เช่น ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์, ตลาดหลักทรัพย์, สวนลุมพินี, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฯลฯ
    • สายบางนา-ท่าเรือ มีเส้นทางผ่านย่านธุรกิจบริเวณบางนา, อาจณรงค์, คลองเตย, และสถานที่สำคัญ เช่น ศูนย์ประชุมไบเทค, สถานีขนส่งสายตะวันออก, ท่าเรือคลองเตย ฯลฯ
    • สายดาวคะนอง-ท่าเรือ มีเส้นทางผ่านย่านธุรกิจ บริเวณดาวคะนอง, สุขสวัสดิ์, พระราม 3 และสาธุประดิษฐ์


ทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ระบบทางด่วนขั้นที่ 1) มีอัตราค่าผ่านทางพิเศษ (บาท/คัน) ดังนี้

รายชื่อด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษ   4 ล้อ   6-10 ล้อ   มากกว่า 10 ล้อ
ด่านฯ ดินแดง   50   75   110
ด่านฯ ดินแดง 1   50   75   110
ด่านฯ เพชรบุรี   50   75   110
ด่านฯ สุขุมวิท   50   75   110
ด่านฯ พระราม 4-1   50   75   110
ด่านฯ พระราม 4-2   50   75   110
ด่านฯ เลียบแม่น้ำ   50   75   110
ด่านฯ ท่าเรือ 1   50   75   110
ด่านฯ ท่าเรือ 2   50   75   110
ด่านฯ อาจณรงค์   50   75   110
ด่านฯ สุขุมวิท 62   50   75   110
ด่านฯ บางนา   50   75   110
ด่านฯ สาธุประดิษฐ์ 1   50   75   110
ด่านฯ สาธุประดิษฐ์  2   50   75   110
ด่านฯ สุขสวัสดิ์   50   75   110
ด่านฯ ดาวคะนอง   50   75   110
ด่านฯ อาจณรงค์ 1 (ท่าเรือ)   50   75   110
ด่านฯ อาจณรงค์ 1 (บางนา)   25   50   85
ด่านฯ บางจาก   10   15   30
ด่านฯ อาจณรงค์ 3   50   75   110
 

 2. ทางด่วนขั้นที่ 2 หรือ ทางพิเศษศรีรัช เป็นทางพิเศษที่ช่วยเชื่อมต่อโครงข่ายของทางพิเศษให้เพิ่มมากขึ้น และสามารถเดินทางเข้าสู่ย่านธุรกิจของกรุงเทพมหานคร ด้วยความสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ประกอบด้วย


    • ทางพิเศษศรีรัช ส่วน A เริ่มต้นที่ถนนรัชดาภิเษก ผ่านบริเวณแยกต่างระดับพญาไท (โรงกรองน้ำสามเสน) สิ้นสุดที่ถนนพระราม 9
    • ทางพิเศษศรีรัช ส่วน B เชื่อมต่อส่วน A บริเวณทางแยกต่างระดับพญาไท (โรงกรองน้ำสามเสน) สิ้นสุดแนวสายทางที่บริเวณต่างระดับบางโคล่
    • ทางพิเศษศรีรัช ส่วน C เชื่อมต่อส่วน A บริเวณถนนรัชดาภิเษก สิ้นสุดที่ถนนแจ้งวัฒนะ
    • ทางพิเศษศรีรัช ส่วน D เชื่อมต่อส่วน Aบริเวณถนนพระราม 9 สิ้นสุดที่ถนนศรีนครินทร์
    ทางพิเศษศรีรัช (ระบบทางด่วนขั้นที่ 2) มีอัตราค่าผ่านทางพิเศษ (บาท/คัน) ดังนี้

 

ทางพิเศษศรีรัช (ระบบทางด่วนขั้นที่ 2) มีอัตราค่าผ่านทางพิเศษ (บาท/คัน) ดังนี้

รายชื่อด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษ   4 ล้อ   6-10 ล้อ   มากกว่า 10 ล้อ
ด่านฯ ประชาชื่น 1 และ 2   15   20   35
ด่านฯ ประชาชื่น (ขาเข?า)   60   90   140
ด่่านฯ ประชาชื่น (ขาออก)   10   15   30
ด่านฯ รัชดาภิเษก   50   75   110
ด่านฯ บางซื่อ   50   75   110
ด่านฯ บางซื่อ 2   50   75   110
ด่านฯ ย?านพหลโยธิน   50   75   110
ด่านฯ คลองประปา 1   50   75   110
ด่านฯ คลองประปา 2   50   75   110
ด่านฯ สาธุประดิษฐ์ 3   50   75   110
ด่านฯ งามวงศ์วาน 1 และ 2   15   20   35
ด่านฯ อโศก 1   50   75   110
ด่านฯ อโศก 2   50   75   110
ด่านฯ พหลโยธิน 1   50   75   110
ด่านฯ พหลโยธิน 2   50   75   110
ด่านฯ ยมราช   50   75   110
ด่านฯ หัวลําโพง   50   75   110
ด่านฯ สุรวงศ์   50   75   110
ด่านฯ จันทน์   50   75   110
ด่านฯ พระราม 3   50   75   110
ด่านฯ สาทร   50   75   110
ด่านฯ สะพานสว่าง   50   75   110
ด่านฯ อุรุพงษ์   50   75   110
ด่านฯ อโศก 3   25   55   75
ด่านฯ อโศก 4   50   75   110
ด่านฯ พระราม 9   25   55   75
ด่านฯ รามคำแหง   25   55   75
ด่านฯ พระราม 9-1 (ศรีรัช)   25   55   75
ด่านฯ ศรีนครินทร์   25   55   75
 

  3. ทางด่วนขั้นที่ 3 หรือ ทางพิเศษสายบางนา – อาจณรงค์ (ระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายใต้ตอน S1) เป็นทางพิเศษที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้สามารถเดินทางจากทางพิเศษเฉลิมมหานครและทางพิเศษฉลองรัช เชื่อมเข้าสู่ทางพิเศษบูรพาวิถีได้ โดยก่อสร้างเป็นทางยกระดับซ้อนบนทางพิเศษเฉลิมมหานคร เริ่มต้นที่จุดต่อเชื่อมทางพิเศษบูรพาวิถี สิ้นสุดที่จุดต่อเชื่อมทางพิเศษฉลองรัชบริเวณอาจณรงค์


   4. ทางพิเศษฉลองรัช (ทางพิเศษสายรามอินทรา-อาจณรงค ์ 13และทางพิเศษสายรามอินทรา-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร) เริ่มต้นที่ทางพิเศษเฉลิมมหานคร บริเวณอาจณรงค์ (ปลายซอยสุขุมวิท 50) ตรงไปทางทิศเหนือบรรจบกับถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันออกบริเวณซอยจตุโชติ

 

ทางพิเศษฉลองรัช มีอัตราค่าผ่านทางพิเศษ (บาท/คัน) ดังนี้

 

รายชื่อด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษ   4 ล้อ   6-10 ล้อ   มากกว่า 10 ล้อ
ด่านฯ จตุโชติ   40   60   80
ด่านฯ รามอินทรา 1   20   30   40
ด่านฯ สุขาภิบาล 5-1   40   60   80
ด่านฯ สุขาภิบาล 5-2   20   30   40
ด่านฯ รามอินทรา   40   60   80
ด่านฯ ลาดพร้าว   30   50   70
ด่านฯ โยธินพัฒนา   40   60   80
ด่านฯ พระโขนง   40   60   80
ด่านฯ อาจณรงค์ 2   40   60   80
ด่านฯ พระราม 9-1 (ฉลองรัช )   30   50   70
ด่านฯ พระราม 9-2   30   50   70
ด่านฯ พัฒนาการ 1   40   60   80
ด่านฯ พัฒนาการ 2   40   60   80
ด่านฯ ประชาอุทิศ   40   60   80
ขอบคุณข้อมูลจาก การทางพิเศษแห่งประเทศไทย




ขึ้นทางด่วนทุกครั้งควรตรวจสอบเส้นทางและค่าผ่านทางให้พร้อมเพื่อความสะดวกและปลอดภัย ถึงที่หมายอุ่นใจทุกการเดินทาง สินมั่นคงประกันภัย พร้อมแจกโปรสุดปังให้คุณได้ไปชอปกันฟรีๆ แล้ววันนี้ !!! เพียงซื้อประกันรถยนต์ตามโปรไฟล์ (ปีแรก) ผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน รับฟรีทันที บัตรของขวัญจาก Tesco Lotus Gift Card มูลค่า 500 บาท ตั้งแต่วันนี้ – 28 กุมภาพันธ์ นี้ หรือจนกว่า Gift Card จะหมด
ประกันรถยนต์ตามโปรไฟล์ ..โปรไฟล์ยิ่งดี เบี้ยยิ่งถูก.. ประกันชั้น 1 เริ่มต้นเพียง 6,999 บาท คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ประกันรถยนต์
   

97
สำหรับใครที่เพิ่งซื้อรถใหม่ หรือมีรถอยู่แล้วแต่อยากเปลี่ยนเลขทะเบียนรถ กรมการขนส่งทางบกเปิดให้จองเลขทะเบียนรถผ่านอินเตอร์เน็ตได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปจองเอง เเต่รู้หรือไม่ว่าสาเหตุที่จองทะเบียนรถออนไลน์ไม่ได้ตามต้องการนั้น อาจเป็นเพราะมองข้ามรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในระหว่างจองเลขทะเบียนรถออนไลน์โดยไม่รู้ตัว วันนี้รวบรวม 8 เคล็ดลับวิธีจองทะเบียนรถออนไลน์ไม่ให้พลาดมาฝากกัน

1. ตรวจสอบข้อมูลรถก่อนจองทะเบียนรถออนไลน์
สิ่งแรกที่ควรทำอย่างยิ่งก่อนเริ่มลงมือจองเลขทะเบียนรถผ่านอินเตอร์เน็ต คือ การตรวจสอบข้อมูลของรถที่จะนำมาใช้ในการจองทะเบียนรถออนไลน์ เพราะข้อมูลของรถที่จะนำมาใช้จองเลขทะเบียนรถออนไลน์ได้นั้น หากเป็นรถใหม่ที่เพิ่งซื้อก็ต้องเป็นรถที่บริษัทขายรถได้ส่งข้อมูลเพื่อตัดบัญชีรถกับกรมการขนส่งทางบกเรียบร้อยแล้ว ซึ่งบริษัทอาจใช้เวลาดำเนินการมากถึง 1-3 สัปดาห์ รวมถึงยังต้องเป็นรถที่จดทะเบียนกรุงเทพมหานคร หรือแจ้งขอย้ายมากรุงเทพมหานคร และมีสถานะปกติเท่านั้นอีกด้วย ดังนั้น เเม้ว่าจะทราบเลขตัวถังเเล้ว ต้องไม่ลืมตรวจสอบให้แน่ใจกับฝ่ายทะเบียนของศูนย์ฯ หรือเซลล์ของบริษัทที่ขายรถให้เราอีกครั้งก่อนที่จะจองทะเบียนรถ จะได้ไม่ต้องจองทะเบียนรถเก้อนั่นเอง


2. อ่านหลักเกณฑ์การจองเลขทะเบียนรถผ่านอินเตอร์เน็ต
    ศึกษารายละเอียดและหลักเกณฑ์ในการจองทะเบียนรถออนไลน์ในหน้าเว็บไซต์ https://reserve.dlt.go.th/reserve/ ให้เข้าใจก่อน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการกรอกเลขบัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์ เเละเลขตัวถังรถ (เลขคัสซี) ที่ต้องพิมพ์ติดกัน โดยไม่ต้องมีเว้นวรรคเเละไม่ต้องมีเครื่องหมายขีดกลาง (-) หรือระยะเวลาการเปิดจองเลขทะเบียนรถผ่านระบบอินเตอร์เน็ตที่จะเปิดให้จองในรูปแบบวันต่อวัน ในวันเเละเวลาราชการ ตั้งเเต่ 10.00-16.00 น. เป็นต้น หากกรอกข้อมูลไม่ถูกต้อง นอกจากจะไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว ยังจะไม่สามารถนำเลขที่จองได้ไปจดทะเบียน และจะไม่สามารถจองเลขทะเบียนรถได้อีกเป็นเวลา 90 วัน


3. เช็คกำหนดการจองทะเบียนรถทางอินเตอร์เน็ต
    เช็คเลขทะเบียนรถที่กรมการขนส่งทางบกเปิดให้จองผ่านทางอินเตอร์เน็ตในเเต่ละสัปดาห์ได้จากหัวข้อ “ตารางเปิดรับจองเลข และหลักเกณฑ์การจองเลข” ในหน้าเว็บไซต์ https://reserve.dlt.go.th/reserve ซึ่งจะแสดงตารางรายละเอียดการจองในรูปแบบรายสัปดาห์ ประกอบด้วย วันที่ หมวดอักษรทะเบียนรถและเลขทะเบียนที่เปิดให้จองทางอินเตอร์เน็ต วันครบกำหนดจดทะเบียน โดยแบ่งเป็นเลขทะเบียนสำหรับรถเก๋ง/รถกระบะ 4 ประตู รถตู้ และรถกระบะบรรทุก/รถกระบะ 2 ประตู

หากไม่ชอบหมวดอักษรทะเบียนรถที่เปิดให้จองทะเบียนรถในสัปดาห์นั้นๆ สามารถรอดูหมวดอักษรถัดไปที่จะเปิดให้จองได้ในสัปดาห์ต่อไปได้เลย อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่โชคดีอาจพบว่ามีการอัพเดตข้อมูลรายละเอียดการจองเลขทะเบียนทางอินเตอร์เน็ตของสัปดาห์ใหม่ในทุกๆ วันเสาร์ ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบลำดับการเรียงหมวดตัวอักษรได้จากประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง การกำหนดการใช้ตัวเลขนำหน้าตัวอักษรประจำหมวด ตัวอักษรประจำหมวดและหมายเลขทะเบียนรถ (http://elaw.dlt.go.th/ElawUpload/Document_Import/LW1-04-12-00045.pdf)


4. เตรียมเลขทะเบียนรถที่ต้องการจอง
เตรียมรายการเลขทะเบียนรถที่ต้องการจองออนไลน์ไว้หลายชุด ทั้งแบบ 2 หลัก 3 หลัก และ 4 หลัก เพื่อความรวดเร็วในการจอง เเละสับเปลี่ยนได้ทันทีกรณีที่จองเลขทะเบียนที่ต้องการไม่ได้ ซึ่งไอเดียการเลือกเลขทะเบียนรถสำหรับการจองทะเบียนรถทางอินเตอร์เน็ตอาจเลือกจากความชอบส่วนตัว ความสะดวกในการจำ เช่น เลขเบอร์สายด่วน (เช่น 1150 1112) เลขที่อ่านคล้ายสูตรคูณ (เช่น 212 224 236) หรือความเชื่อส่วนบุคคล เช่น เลขทะเบียนมงคล

สิ่งสำคัญที่สุดในขั้นตอนการเลือกเลขทะเบียนรถสำหรับการจองผ่านทางอินเตอร์เน็ต คือ ต้องตรวจสอบเลขทะเบียนรถที่เราต้องการจองกับเลขทะเบียนที่แยกไว้สำหรับการประมูลผ่านทางเว็บไซต์ http://www.tabienrod.com/reserved.php ล่วงหน้าก่อนวันจองจริง เพราะหากเป็นเลขทะเบียนสำหรับการประมูล เลขชุดดังกล่าวจะไม่สามารถจองได้


5. อุปกรณ์ต้องพร้อม
สัญญาณอินเตอร์เน็ตเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดสำคัญว่าเราจะสามารถจองเลขทะเบียนรถที่ต้องการได้ทันหรือไม่ เคล็ดลับง่ายๆ ในการเตรียมอุปกรณ์สำหรับจองทะเบียนรถออนไลน์ คือ ความเร็วของสัญญาณอินเตอร์เน็ตต้องเสถียร ควรหลีกเลี่ยงการใช้งานอินเตอร์เน็ตที่ไม่เกี่ยวข้องในช่วงเวลา 10.00 น. เป็นต้นไปเพื่อให้เเน่ใจว่าจะไม่มีการแย่งใช้สัญญาณในระหว่างการจองเลขทะเบียนรถทางอินเตอร์เน็ต รวมทั้งบราวเซอร์ที่รองรับระบบจองเลขทะเบียนรถ คือ Chrome, Firefox หรือ IE รุ่น 11 ขึ้นไป และต้องไม่ลืมทดสอบการใช้งานเว็บไซต์ทั้งในแบบ Desktop และ Mobile ก่อนลงมือจองทะเบียนรถ


6. ฝึกซ้อมพิมพ์ข้อมูลจองทะเบียนรถ
ข้อมูลสำคัญที่ต้องใช้ในการจองเลขทะเบียนรถออนไลน์ ได้แก่ ชื่อ นามสกุล เลขบัตรประจำตัวประชาชน เลขตัวถังรถ (เลขคัสซี) ยี่ห้อรถ เบอร์โทรศัพท์ การฝึกพิมพ์ข้อมูลเหล่านี้จนชินมือ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการจองทะเบียนรถผ่านอินเตอร์เน็ตได้มากยิ่งขึ้น เพราะนอกจากต้องพิมพ์ให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่ระบบจองเลขทะเบียนรถออนไลน์กำหนดเเล้ว ยังต้องพิมพ์ให้ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย เพราะระบบไม่อนุญาตให้ใช้การ Copy และ Paste ในการกรอกข้อมูล

เคล็ดลับสำคัญในการฝึกกรอกข้อมูลสำหรับการจองเลขทะเบียนรถออนไลน์ คือ การฝึกกรอกข้อมูลในหน้าเว็บไซต์จริง (https://reserve.dlt.go.th/reserve/) ซึ่งสามารถเข้ากรอกข้อมูลได้ในทุกวัน-เวลาราชการ (จันทร์-ศุกร์) ตั้งแต่ 10.00-16.00 น. แต่ต้องไม่เผลอกดจองทะเบียนรถในขั้นตอนสุดท้าย เพราะหากเราจองได้ ระบบจะบันทึกข้อมูลการจองทันที และต้องรออีก 90 วันถึงจะกลับมาจองทะเบียนรถออนไลน์ใหม่ได้อีกครั้ง


7. ตรวจสอบผลการจองเลขทะเบียนรถ
    เมื่อกดจองเลขทะเบียนรถที่เราต้องการแต่มีผู้จองไปได้ก่อนแล้วนั้น ระบบจะเเจ้งกลับให้เราทราบว่าทะเบียนรถนี้มีผู้จองเรียบร้อยแล้ว แต่หากเลขทะเบียนรถที่เราต้องการจองยังไม่มีผู้จองและเราเป็นผู้ที่จองได้ ระบบอาจแจ้งยืนยันการจองในรูปแบบกล่องข้อความ Pop-up อัตโนมัติ หรือระบบอาจส่งเรากลับไปที่หน้าแรกของเว็บไซต์โดยอัตโนมัติ และไม่มีข้อความยืนยันการจองแต่อย่างใด

หากพบว่าระบบส่งเรากลับมาที่หน้าแรกของเว็บไซต์โดยที่ไม่มีข้อความยืนยันหรือปฏิเสธการจองทะเบียนรถภายหลังจากการกดจองเลขทะเบียนรถออนไลน์แล้วนั้น อาจสันนิษฐานได้ว่าเราเป็นผู้ที่จองเลขทะเบียนรถดังกล่าวได้โดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งเราสามารถเช็คผลการจองเลขทะเบียนรถได้ที่ปุ่ม “ตรวจสอบผลการจอง” ในหน้าแรกของเว็บไซต์จองทะเบียนรถออนไลน์ โดยระบบจะให้กรอกเลขบัตรประชาชน/ทะเบียนการค้า/หนังสือเดินทางเพื่อทำการตรวจสอบข้อมูล


8. สอบถามข้อมูลเรื่องจองทะเบียนรถ
สำหรับใครที่มีปัญหาหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการจองเลขทะเบียนรถออนไลน์ สามารถสอบถามได้โดยตรงได้หลากหลายช่องทาง ได้แก่ สายด่วนกรมการขนส่งทางบก เบอร์โทรศัพท์ 1584, ส่วนทะเบียนรถ (สทย.) สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 (สขพ.5 จตุจักร) กรมการขนส่งทางบก เบอร์โทรศัพท์ 02-271-8726 หรือ 02-271-8727 หรือแฟนเพจ กรมการขนส่งทางบก PR.DLT.News (https://www.facebook.com/PR.DLT.NEWS)


การจองทะเบียนรถออนไลน์จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพียงเตรียมตัวสักนิดด้วยเคล็ดลับวิธีจองทะเบียนรถที่หลายคนอาจมองข้ามไปก็มีโอกาสจองเลขทะเบียนรถที่ต้องการได้มากขึ้นแน่นอน และที่สำคัญต้องไม่ลืมเพิ่มเติมความคุ้มครองในระหว่างขับขี่ด้วยประกันรถยนต์ตามโปรไฟล์ โปรไฟล์ยิ่งดี เบี้ยยิ่งถูก ประกันประเภท 1 ซ่อมอู่ ที่เบี้ยประกันภัยสอดคล้องกับข้อมูลผู้ซื้อประกัน ผู้ที่มีโปรไฟล์ดี หรือความเสี่ยงน้อย เบี้ยประกันรถยนต์ก็จะยิ่งถูกตามไปด้วย ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทุกเรื่อง ทั้งความเสียหายต่อตัวรถยนต์หรือบุคคลภายนอก รถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ น้ำท่วม ไม่ต้องมีค่าเสียหายส่วนแรก

สนใจรายละเอียด คลิก ประกันรถยนต์

98
ป้ายทะเบียนรถหาย สามารถยื่นขอป้ายทดแทนได้ที่สำนักงานขนส่งที่รถจดทะเบียนไว้เท่านั้นโดยไม่ต้องแจ้งความ สามารถใช้ใบเสร็จค่ายื่นคำขอรับแผ่นป้ายทะเบียนใหม่แทนแผ่นป้ายทะเบียนรถที่หายเป็นการชั่วคราวได้จนกว่าจะได้รับป้ายทะเบียนจริงภายใน 15 วันทำการ และไม่แนะนำให้ติดป้ายกระดาษแทนเพราะอาจมีความผิดตามกฎหมาย วันนี้รวบรวมคำตอบของทุกคำถามยอดฮิต “ป้ายทะเบียนรถหาย ต้องทำยังไง” มาฝากกัน รับรองได้ว่าป้ายทะเบียนหายครั้งต่อไป ไม่โดนจับแน่นอน


ป้ายทะเบียนรถหาย ทำยังไง
ติดต่อขอรับแผ่นป้ายทะเบียนรถทดแทนหรือใช้ใบเสร็จรับเงินแทนแผ่นป้ายทะเบียนรถเป็นการชั่วคราวได้ ณ สำนักงานขนส่ง ที่รถคันนั้นจดทะเบียนอยู่โดยไม่ต้องแจ้งความ

เอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ ได้แก่ คู่มือจดทะเบียนรถ (ฉบับจริง) เเละบัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าของรถ (ฉบับจริง) กรณีที่ไม่สามารถมาติดต่อเรื่องด้วยตัวเองได้ ต้องมีหนังสือมอบอำนาจพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้รับมอบอำนาจมาแสดงด้วย

ทั้งนี้ ค่าธรรมเนียมแผ่นป้ายละ 100 บาท ค่าคำขอ 5 บาท และจะได้รับแผ่นป้ายทะเบียนรถภายใน 15 วันทำการ โดยระหว่างนี้สามารถใช้ใบเสร็จรับเงินจากสำนักงานขนส่งแทนแผ่นป้ายทะเบียนรถเป็นการชั่วคราวได้


ป้ายทะเบียนรถหาย ต้องแจ้งความไหม
ป้ายทะเบียนรถหายไม่ต้องแจ้งความ สามารถขอรับแผ่นป้ายทะเบียนรถทดแทนโดยไม่ต้องแจ้งความหรือใช้ใบเสร็จรับเงินจากสำนักงานขนส่งแทนแผ่นป้ายทะเบียนรถที่หายเป็นการชั่วคราวได้ทันทีโดยติดต่อยื่นคำขอ ณ สำนักงานขนส่งประจำพื้นที่หรือจังหวัดที่รถคันนั้นจดทะเบียนไว้เท่านั้น
 

ป้ายทะเบียนรถป้ายแดงหายทำยังไง
ติดต่อบริษัทตัวแทนจำหน่ายรถ เนื่องจาก “ป้ายแดง” เป็นเครื่องหมายพิเศษที่กรมการขนส่งทางบกออกให้แก่บริษัทตัวแทนจำหน่ายรถสำหรับใช้ติดรถเพื่อนำไปส่งให้ลูกค้านำรถไปซ่อมแซม หรือติดตัวรถที่เพิ่งจำหน่ายและอยู่ระหว่างจดทะเบียนเป็นการชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งมีกำหนดระยะเวลาที่อนุญาตให้ใช้ป้ายแดงได้เป็นการชั่วคราวไม่เกิน 30 วัน นับจากวันรับรถ


ป้ายทะเบียนรถหาย ติดไฟแนนซ์ ทำยังไง
ป้ายทะเบียนรถหายและรถยังติดไฟแนนซ์อยู่ สามารถติดต่อไฟแนนซ์เพื่อให้ดำเนินการแทน หรือหากต้องการดำเนินการด้วยตนเอง ต้องใช้คู่มือจดทะเบียนรถฉบับจริง และบัตรประจำตัวประชาชนผู้เช่าซื้อ หนังสือรับรองจากบริษัทไฟแนนซ์ หนังสือมอบอำนาจจากไฟแนนซ์พร้อมสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ


ป้ายทะเบียนรถหาย ขับรถได้ไหม
ป้ายทะเบียนรถหายจะไม่สามารถขับรถคันดังกล่าวได้ โดยหากดูตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกแล้ว กรณีป้ายทะเบียนรถหายและได้ติดต่อสำนักงานขนส่งโดยอยู่ในระหว่างรอแผ่นป้ายทะเบียนใหม่ ตามหลักเกณฑ์จะไม่สามารถใช้รถคันนั้นได้จนกว่าจะได้แผ่นป้ายทะเบียนใหม่จากสำนักงานขนส่ง

หากใช้รถโดยไม่มีแผ่นป้ายทะเบียนรถอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 7 ห้ามมิให้ผู้ใดนำรถที่มิได้ติดแผ่นป้ายเลขทะเบียน แผ่นป้ายเครื่องหมายเลขทะเบียนหรือป้ายประจำรถ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ กฎหมายว่าด้วยการขนส่ง กฎหมายว่าด้วยล้อเลื่อน กฎหมายว่าด้วยรถลาก หรือกฎหมายว่าด้วยรถจ้าง มาใช้ในทางเดินรถ


ป้ายทะเบียนรถหาย ต้องติดกระดาษแทนไหม
ไม่ควรนำป้ายกระดาษติดแทนป้ายทะเบียนรถที่หาย เนื่องจากอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 11 ประกอบมาตรา 60 ฐานใช้แผ่นป้ายทะเบียนมีลักษณะไม่ถูกต้องตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และมาตรา 67 ฐานเปลี่ยนแปลงโดยวิธีใดๆ หรือปิดบัง หรือทั้งหมด หรือแต่บางส่วน หรือติดไว้ในบริเวณใกล้เคียงกับแผ่นป้ายทะเบียนรถ ปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท

ทั้งนี้ สามารถใช้ใบเสร็จรับเงินจากสำนักงานขนส่งแทนแผ่นป้ายทะเบียนรถที่หายเป็นการชั่วคราวได้ เมื่อถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจ โดยในใบเสร็จจะมีข้อความระบุตอนท้ายว่า “...ใช้ใบเสร็จรับเงินแทนแผ่นป้ายทะเบียนได้ 90 วัน...” พร้อมลายเซ็นรับรองจากนายทะเบียน


ป้ายทะเบียนรถหาย ทำต่างจังหวัดได้ไหม
แผ่นป้ายทะเบียนรถหายที่ต่างจังหวัด หรือป้ายทะเบียนรถต่างจังหวัดหาย สามารถขอรับแผ่นป้ายทะเบียนรถทดแทนโดยไม่ต้องแจ้งความหรือใช้ใบเสร็จรับเงินจากสำนักงานขนส่งแทนแผ่นป้ายทะเบียนรถที่หายเป็นการชั่วคราวได้ทันทีโดยติดต่อยื่นคำขอ ณ สำนักงานขนส่งประจำพื้นที่หรือจังหวัดที่รถคันนั้นจดทะเบียนไว้เท่านั้น


ป้ายทะเบียนรถหาย แจ้งทำใหม่จะได้เลขทะเบียนเดิมไหม
ขึ้นอยู่กับว่าเป็นเลขทะเบียนรุ่นเก่าหรือหรือรุ่นใหม่ หากเป็นเลขทะเบียนรุ่นเก่า เช่น 1ก-1234 เมื่อแจ้งหายและขอป้ายทะเบียนรถใหม่ จะได้ป้ายทะเบียนที่มีหมวดต่างไปจากเดิม เช่น กก-1234 เเต่โดยปกติแล้วส่วนใหญ่จะเป็นเลขทะเบียนรุ่นใหม่ ทำให้เมื่อแจ้งขอป้ายทะเบียนรถใหม่จะได้รับป้ายทะเบียนใหม่ที่ยังเป็นหมวดเเละตัวเลขชุดเดิม



ป้ายทะเบียนรถหายจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป เพียงแจ้งสำนักงานขนส่งที่รถจดทะเบียนไว้ พร้อมพกใบเสร็จรับเงินไว้แสดงแทนป้ายทะเบียนรถที่หายไปในระหว่างรอรับป้ายทะเบียนใหม่ เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องกลัวการตรวจเช็กจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ และอุ่นใจยิ่งขึ้นด้วยประกันรถยนต์ตามโปรไฟล์ โปรไฟล์ยิ่งดี เบี้ยยิ่งถูก ประกันประเภท 1 ซ่อมอู่ ที่เบี้ยประกันภัยสอดคล้องกับข้อมูลผู้ซื้อประกัน ผู้ที่มีโปรไฟล์ดี หรือความเสี่ยงน้อย เบี้ยประกันรถยนต์ก็จะยิ่งถูกตามไปด้วย ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทุกเรื่อง ทั้งความเสียหายต่อตัวรถยนต์หรือบุคคลภายนอก รถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ น้ำท่วม ไม่ต้องมีค่าเสียหายส่วนแรก

สนใจรายละเอียด คลิก ประกันรถยนต์

99
รถยนต์ | Car / รถอายุครบกี่ปี? ต้องตรวจสภาพรถ ตรอ.
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2021, 09:03:32 AM »
รู้หรือไม่? รถที่มีอายุการใช้งานครบ 7 ปี ต้องเข้ารับการตรวจสภาพรถก่อนต่อภาษีประจำปี เเต่จะให้ไปรอคิวตรวจที่สำนักงานขนส่งก็คงไม่สะดวก สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) ช่วยคุณได้

สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) คือ สถานที่ตรวจสอบสภาพรถยนต์หรือจักรยานยนต์ที่ได้รับอนุญาตจัดตั้งตามมาตรฐานของกรมการขนส่งทางบกซึ่งเปิดให้บริการทั่วประเทศ มีหน้าที่ให้บริการตรวจสอบสภาพรถที่มีอายุการใช้งานครบ 5 ปี และ 7 ปี ตามประเภทรถ เเละออกใบรับรองการตรวจสภาพรถให้กับเจ้าของรถเพื่อเป็นหลักฐานประกอบการยื่นต่อทะเบียนหรือเสียภาษีรถ วันนี้รวบรวมข้อมูลที่ควรรู้เกี่ยวกับการตรวจสภาพรถ (ตรอ.) มาไว้ให้ที่นี่แล้ว


ตรอ. คืออะไร ?
ตรอ. ย่อมาจาก “สถานตรวจสภาพรถเอกชน” หรือสถานที่ตรวจสอบสภาพรถยนต์หรือจักรยานยนต์ที่เปิดให้บริการทั่วประเทศ มีการดำเนินงานตามมาตรฐานของกรมการขนส่งทางบกอย่างเคร่งครัดและได้รับใบอนุญาตจัดตั้งจากกรมการขนส่งทางบก

ตรอ. มีหน้าที่ให้บริการตรวจสภาพรถยนต์เเละรถจักรยานยนต์ตามหลักเกณฑ์ที่กรมการขนส่งกำหนด ส่งข้อมูลเข้าระบบของกรมการขนส่งทางบก เเละพิมพ์ใบรายงานผลการตรวจสภาพรถให้กับเจ้าของรถเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการต่อทะเบียนหรือชำระภาษีรถโดยไม่ต้องไปรอตรวจสภาพรถที่กรมการขนส่งทางบกหรือสำนักงานขนส่ง


รถยนต์อายุกี่ปี? ถึงต้องตรวจสภาพ
รถที่สามารถเข้ารับการตรวจสภาพรถจากสถานตรวจสภาพรถ (ตรอ.) คือ รถที่มีอายุการใช้งานครบ 5 ปี และ 7 ปี ตามประเภทรถที่กำหนด นับแต่วันที่จัดทะเบียนครั้งแรก ได้แก่

• รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน มีอายุใช้งานครบ 7 ปี นับจากวันที่จดทะเบียนครั้งแรก
• รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน มีอายุใช้งานครบ 7 ปี นับจากวันที่จดทะเบียนครั้งแรก
• รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำหนักรถไม่เกิน 2,200 กิโลกรัม นับจากวันที่จดทะเบียนครั้งแรก
• รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล มีอายุใช้งานครบ 5 ปี นับจากวันที่จดทะเบียนครั้งแรก


ตรวจสภาพรถยนต์ 7 ปี นับอย่างไร ?
รถที่ต้องเข้ารับการตรวจสภาพรถจากสถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) คือ รถที่มีอายุการใช้งานครบ 7 ปี (รถยนต์) หรือ 5 ปี (รถมอเตอร์ไซค์) โดยนับตั้งเเต่วันที่จดทะเบียนรถครั้งแรก และสามารถเข้ารับการตรวจสภาพได้ล่วงหน้าไม่เกิน 3 เดือนก่อนถึงวันครบกำหนดวันเสียภาษีประจำปี หรือวันสุดท้ายของงวดภาษี

ตัวอย่างการนับวันจดทะเบียนรถเพื่อเตรียมเข้ารับการตรวจสภาพรถ เช่น รถยนต์ส่วนบุคคลจดทะเบียนเมื่อ ปี 2547 มีวันสิ้นอายุภาษีประจำปีในวันที่ 1 มิถุนายน 2554 รถคันดังกล่าวจะสามารถเข้ารับการตรวจสภาพรถยนต์ล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2554 เป็นต้นไป


ตรวจสภาพรถ (ตรอ.) ใช้อะไรบ้าง ?
เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการตรวจสภาพรถ (ตรอ.) ได้แก่ ใบคู่มือจดทะเบียนรถ หรือสำเนาใบคู่มือจดทะเบียนรถ (สมุดทะเบียนรถ) เเละตัวรถที่ต้องการตรวจสภาพ กรณีรถที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงต้องเตรียมเอกสารรับรองการติดตั้งก๊าซรถยนต์ที่เรียกว่า “หนังสือรับรองการตรวจและทดสอบส่วนควบและเครื่องอุปกรณ์” ไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ตรอ. จะไม่รับตรวจสภาพรถในกรณีที่พบว่าแผ่นป้ายทะเบียนชำรุด หรือสูญหาย, หมายเลขเครื่องยนต์/ตัวรถ/โครงคัสซี (Chassis) หรือตัวเฟรม มีร่องรอยขูดขีดแก้ไข หรือมีการเปลี่ยนแปลงสี/ตัวรถที่ผิดไปจากที่จดทะเบียนไว้ในสมุดทะเบียนรถ โดยเจ้าของรถต้องนำรถไปตรวจสภาพที่สำนักงานขนส่ง เพื่อขอชำระภาษีและดำเนินการเรื่องทะเบียนให้เรียบร้อย


ตรวจสภาพรถ (ตรอ.) ราคากี่บาท ?
การตรวจสภาพรถ ตรอ. จะใช้ราคาที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ มีรายละเอียดดังนี้
• รถยนต์ที่มีขนาดน้ำหนักรถเปล่าไม่เกิน 2,000 กิโลกรัม คันละ 200 บาท
• รถยนต์ที่มีขนาดน้ำหนักรถเปล่าเกิน 2,000 กิโลกรัม คันละ 300 บาท
• รถจักรยานยนต์ คันละ 60 บาท

หากตรวจสภาพรถไม่ผ่านในครั้งแรก และนำรถมาตรวจสภาพรถใหม่ภายใน 15 วัน จะเสียค่าบริการครึ่งหนึ่งของราคาปกติ เเต่หากนำมาตรวจใหม่หลัง 15 วัน จะต้องเสียค่าบริการตรวจสภาพรถใหม่ทั้งหมด


การตรวจสภาพรถตามที่กฎหมายกำหนดหรือเป็นประจำทุกปีสำหรับรถที่มีอายุเกิน 7 ปีจะช่วยป้องกันเเละลดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่มีสาเหตุหนึ่งมาจากความชำรุดบกพร่องของตัวรถและอุปกรณ์เพิ่มเติม รวมถึงลดปัญหามลพิษทางอากาศจากระบบท่อไอเสียที่ไม่ได้มาตรฐาน เเละจะปลอดภัยยิ่งขึ้นได้ด้วยประกันรถยนต์ตามโปรไฟล์ ประกันประเภท 1 ซ่อมอู่ ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทุกเรื่อง ทั้งความเสียหายต่อตัวรถยนต์หรือบุคคลภายนอก รถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ น้ำท่วม ไม่ต้องมีค่าเสียหายส่วนแรก สนใจรายละเอียด คลิก ประกันรถยนต์

100
“เช็คทะเบียนรถ” คือ การขอตรวจสอบรายชื่อและข้อมูลเจ้าของรถจากทะเบียนรถ ในกรณีที่ผู้เกี่ยวข้องต้องใช้ข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาคดีความ หากเป็นกรณีอื่นๆ นายทะเบียนจะพิจารณาอนุญาตเป็นรายๆ ไป ตามเหตุผลและความจำเป็นของผู้ขอ สามารถยื่นคำขอได้ที่กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งในพื้นที่รับผิดชอบ และต้องมีเอกสารหลักฐานจากหน่วยงานราชการยื่นร่วมด้วย หากเจ้าหน้าที่เปิดเผยข้อมูลทะบียนรถจากการให้บริการรับเช็คทะเบียนรถ หรือรับสืบทะเบียนรถโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จะมีโทษทั้งจำเเละปรับตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ 2550 วันนี้รวบรวมวิธีเช็คทะเบียนรถเพื่อตรวจสอบว่าใครเป็นเจ้าของรถอย่างถูกต้องตามกฎหมายมาฝาก


1. หลักเกณฑ์การยื่นและพิจารณาคำขอเพื่อ “เช็คทะเบียนรถ”
การเช็คทะเบียนรถเพื่อตรวจสอบรายชื่อและข้อมูลเจ้าของรถ จะเปิดให้ยื่นคำขอเฉพาะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรถเเละต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปประกอบการพิจารณคดีความเท่านั้น หากผู้ยื่นคำขอต้องการนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ นายทะเบียนจะพิจารณาตามเหตุผลและความจำเป็นของผู้ยื่นคำขอเป็นรายกรณีไป มีรายละเอียดหลักเกณฑ์การพิจาณาคำขอเพื่อเช็คทะเบียนดังนี้

    1) ผู้ยื่นคำขอจะต้องเป็นบุคคลที่มีส่วนได้เสียหรือประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลที่ขอตรวจสอบ

    2) กรณีขอรับรองสำเนารายการจดทะเบียนรถและรายการชื่อเจ้าของรถต้องยื่นคำขอ ณ สำนักงานขนส่งเขตพื้นที่ที่รถนั้นอยู่ในความรับผิดชอบ

    3) ผู้ที่ประสงค์จะเข้าตรวจดูหรือขอถ่ายสำเนาข้อมูลข่าวสารต้องแนบหลักฐานตามกรณี ดังนี้

- ศาล ต้องมีหมายศาลหรือคำสั่งศาล

- เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐ หรือบุคคลที่มีอำนาจตามกฎหมาย เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องมีหนังสือนำส่งเรื่องจากหน่วยงาน เพื่อขอตรวจดูหรือขอสำเนาข้อมูลข่าวสาร

- ทนายความ ต้องมีสำเนาใบอนุญาตทนายความและสำเนาบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจท้องที่ที่เกิดเหตุ หรือสำเนาใบแต่งทนาย

- บริษัทประกันภัย ต้องมีสำเนาหนังสือแต่งตั้งเป็นตัวแทนบริษัทประกันภัย สำเนาบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจท้องที่ที่เกิดเหตุ

 
2. เอกสารหลักฐานประกอบการ “เช็คทะเบียนรถ”
ผู้ยื่นคำขอเช็คทะเบียนรถเพื่อตรวจสอบรายชื่อและข้อมูลเจ้าของรถ ต้องยื่นเอกสารหลักฐานแสดง ความเกี่ยวข้องหรือแสดงวัตถุประสงค์ของการตรวจสอบข้อมูลประกอบการพิจารณา โดยมีรายละเอียดเอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ดังนี้

    1) บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง เเละสำเนา พร้อมลงลายมือชื่อรับรองสำเนาให้ครบถ้วน)

    2) หนังสือรับรองนิติบุคคล (ฉบับจริง เเละสำเนา พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนผู้มีอำนาจลงนามให้ครบทุกคน) กรณีสำเนาต้องลงลายมือชื่อผู้มีอำนาจลงนามให้ครบถ้วนพร้อมประทับตรานิติบุคคลในเอกสารทุกฉบับ (ถ้ามี) และแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้มีอำนาจลงนามทุกคน

    3) หนังสือนำส่งเรื่องของหน่วยงานของรัฐขอตรวจดูหรือขอสำเนาเอกสาร (ฉบับจริง) กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐ หน่วยงานของรัฐ หรือบุคคลที่มีอำนาจตามกฎหมายเป็นผู้ขอตรวจดูหรือขอสำเนาเอกสาร

    4) สำเนาหนังสือแต่งตั้งเป็นตัวแทนบริษัทประกันภัย พร้อมลงลายมือชื่อรับรองสำเนาให้ครบถ้วน กรณีบริษัทประกันภัยเป็นผู้ขอตรวจดูหรือขอสำเนาเอกสาร

    5) สำเนาใบอนุญาตทนายความ หรือสำเนาใบแต่งทนาย กรณีทนายความเป็นผู้ขอตรวจดูหรือขอสำเนาเอกสาร

    6) สำเนาบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจที่เกิดเหตุ (ฉบับจริง และสำเนา พร้อมลงลายมือชื่อรับรองสำเนาให้ครบถ้วน)


3. ขั้นตอนการ “เช็คทะเบียนรถ”
การเช็คทะเบียนรถจะเป็นการดำเนินการเบ็ดเสร็จในจุดเดียว โดยระยะเวลาดำเนินการจะเริ่มนับตั้งแต่รับคำขอ พร้อมเอกสารครบถ้วน ไม่รวมระยะเวลารอคอย และไม่นับรวมกรณีระบบหรืออุปกรณ์ขัดข้อง คาดว่าจะใช้ระยะเวลาดำเนินการประมาณ 1 ชั่วโมง

    1) รับคำขอ
    2) ตรวจสอบหลักฐานประกอบคำขอ
    3) พิจารณา
    4) อนุมัติ
    5) รับชำระค่าธรรมเนียม
    6) ออกใบเสร็จรับเงิน
    7) รับรองสำเนาข้อมูลทะเบียนรถหรือสำเนาต้นทะเบียนรถ
    8) จ่ายเรื่อง
 

4. ค่าธรรมเนียมในการ “เช็คทะเบียนรถ”
ค่าใช้จ่ายในการเช็คทะเบียนรถจะเเตกต่างกันตามประเภทรถที่ต้องการตรวจสอบข้อมูล มีรายละเอียดค่าธรรมเนียมดังนี้

    1) ค่าคำขอ ฉบับละ 5 บาท
    2) ค่าขอค้นเอกสาร ครั้งละ 50 บาท (รถจักรยานยนต์ ครั้งละ 10 บาท, รถอื่น นอกจากรถจักรยานยนต์ ครั้งละ 50 บาท)
    3) ค่ารับรองสำเนา แผ่นละ 20 บาท

 
5. ช่องทางบริการเพื่อ “เช็คทะเบียนรถ”
การยื่นคำขอเพื่อเช็คทะเบียนรถสามารถดำเนินการได้ที่หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร หรือสำนักงานขนส่งประจำจังหวัด มีรายละเอียดช่องทางบริการยื่นคำขอเช็คทะเบียนรถดังนี้

    1) พื้นที่กรุงเทพมหานคร ติดต่อได้ที่กรมการขนส่งทางบกและสำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร ตามเเต่ละเขตพื้นที่รับผิดชอบ

    2) กรมการขนส่งทางบก สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 5 (จตุจักร) ติดต่อที่อาคาร 2 กรมการขนส่งทางบก

            - ประเภทรถจักรยานยนต์ ติดต่อได้ที่อาคาร 2 ชั้น 1
            - ประเภทรถเก๋ง ติดต่อได้ที่อาคาร 2 ชั้น 2
            - ประเภทรถกระบะ ติดต่อได้ที่อาคาร 2 ชั้น 3

    3) พื้นที่ต่างจังหวัด ติดต่อได้ที่สำนักงานขนส่งประจำจังหวัด


6. ความผิดตามกฎหมายหาก “เช็คทะเบียนรถ” โดยมิชอบ
หากพนักงานของรัฐที่มีอำนาจในการเข้าถึงข้อมูล นำข้อมูลดังกล่าวออกมาเผยเเพร่โดยมิชอบ จะมีความผิดดังต่อไปนี้

1)  พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ 2550 มาตรา 13 ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
 
2)  ความผิดเพิ่มในฐานะพนักงานของรัฐ ซึ่งเผยแพร่ข้อมูลที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน มีโทษทั้งจำทั้งปรับ


7. ช่องทางติดต่อสอบถาม/ขอคำแนะนำเพิ่มเติมเพื่อ “เช็คทะเบียนรถ”
สามารถติดต่อสอบถามและขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
    1) กรมการขนส่งทางบก สำนักงานขนส่งเขตพื้นที่ 5 (จตุจักร) โทรศัพท์ 0-2271-8888
    2) สายด่วนศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน โทรศัพท์ 1584
    3) สายด่วยศูนย์บริการประชาชน สานักปลัดสานักนายกรัฐมนตรี โทรศัพท์ 1111


“เช็คทะเบียนรถ” เพื่อตรวจสอบเจ้าของรถคู่กรณีเมื่อเกิดอุบัติเหตุอาจดูเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับบุคคลทั่วไป เเต่จะดีกว่าไหม? ถ้าจะมีตัวแทนจากบริษัทประกันภัยช่วยดูแลทุกความวุ่นวายใจให้คุณ ไม่ว่าจะรถชนรถ รถชนของ รถคันอื่นมาชน เกิดอุบัติเหตุนอกเมือง สูญหายไฟไหม้ น้ำท่วม “ประกันภัยรถยนต์คนกรุง” ก็พร้อมช่วยดูแลคุณด้วยเบี้ยเริ่มต้น 11,600 บาท เบี้ยไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ราคาคงที่เท่ากันทุกปี คุ้มครองครอบคลุมทุกกรณี มาพร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินทางรถยนต์

สนใจรายละเอียด คลิก ประกันรถยนต์

หน้า: 1 [2] 3