ThaiFranchiseCenter Webboard

ThaiFranchiseCenter Webboard - Info Center

* สมัครสมาชิกเว็บบอร์ด ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ฟรี! *
หน้าแรก | เปิดร้านค้าฟรี! | โปรโมชั่นแฟรนไชส์ | ร้านหนังสือออนไลน์ | สนใจลงโฆษณา

ทางเว็บไซต์ ThaiFranchiseCenter.com ไม่มีส่วนรับผิดชอบกับข้อความต่างๆในเว็บบอร์ดแต่อย่างใด
    ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ-ขาย-เช่า-เซ้ง หรือ อื่นๆ (ผู้ซื้อ หรือ ผู้ขาย กรุณาใช้วิจารณญาณในการติดต่อทางธุรกิจ)


แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - ตะวัน

หน้า: 1 2 [3]
101
ช่วงฝนตกหนัก ฟ้ามืด ไฟหน้ารถจึงมีความสำคัญยิ่ง ที่จะทำให้เห็นเส้นทางชัดเจน และลดอุบัติเหตุ แต่จากการที่ฝนตกหนักนี่เอง หรือตากแดดจ้าเป็นเวลานาน อาจทำให้ไฟหน้ารถขุ่นมัว วันนี้จึงมีทริคดีๆ มาเสนอแนะเพื่อจัดการให้ไฟรถยนต์กลับมาสว่างไสวได้อีกครั้ง ก่อนลงมือทำความสะอาดต้องประเมินคราบหมอง ดังต่อไปนี้

- คราบเหลืองจากแสงแดด ถ้าเป็นคราบลักษณะนี้ สังเกตว่าเมื่อมองเข้าไปภายในตัวโคม จะเห็นว่ายังใสเป็นปกติอยู่ แต่จะขุ่นเหลืองเฉพาะแผ่นพลาสติคด้านนอก วิธีแก้ไขให้ขัดข้างนอกอย่างเดียวได้

- คราบขุ่นเหลืองออกคล้ำๆ ภายในโคม ถ้ามองเข้าไปในโคมแล้วเกิดคราบดำคล้ำๆ บริเวณรอบเบ้าโคม แสดงว่าคราบเหล่านั้นมาจากภายในโคมเพราะ มีน้ำเล็ดลอดเข้าไปภายในโคม ต้องถอดมาทำความสะอาดแยกส่วนประกอบ

- คราบดำบริเวณใกล้หลอดไฟ เหมือนรอยไหม้ แสดงว่าเกิดจาก ความร้อนของหลอดไฟสูงเกินไป จนทำให้แผ่นสะท้อนในโคมเกิดไหม้ ทำความสะอาดไม่ได้ ต้องซื้อใหม่อย่างเดียว

หลังจากประเมินแล้ว ก็เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ คือ 1.กระดาษทรายเบอร์ 2,000  2.น้ำยาทำความสะอาดโคมไฟ,ขัดสีรถ,เคลือบสีรถ 3.ผ้าขนแกะ ฟองน้ำ ผ้าสะอาด 4.กระป๋องฉีดน้ำ 5.เครื่องขัดสี (ถ้าไม่มีก็ใช้มือขัดเอาได้) แล้วมาเริ่มขั้นตอนการทำความสะอาดโคม ดังนี้

1. เริ่มจากเปิดฝากระโปรงหน้าขึ้น นำกระบอกฉีดน้ำ ใส่น้ำแล้วฉีดลงบนโคมไฟให้ทั่วทั้งโคม
2. ใช้กระดาษทรายเบอร์ 2,000เริ่มขัดเอาคราบเหลืองออกจากโคมไฟพร้อมกับฉีดน้ำล้างไปด้วย
3. ใช้ผ้าสะอาดเช็ดให้แห้ง แล้วนำน้ำยาขัดไฟหน้ามาทาให้ทั่วทั้งโคมไฟ
4. นำผ้าขนแกะ ประกอบเข้ากับเครื่อง แล้วปั่นให้ทั่วบริเวณโคมไฟ (ถ้าไม่มีเครื่อง ให้ใช้ผ้าออกแรงถูจนหมดคราบน้ำยา
5. ปั่นหมดคราบน้ำยาจนสังเกตเห็นว่าคราบเหลืองจะหายไป เสร็จแล้วต้องใช้ผ้าสะอาดเช็ดให้หมดคราบ
6. เปิดขวดน้ำยาขัดสีแล้วป้ายบนรถเป็นส่วนๆ ทั้งโคมไฟ แล้วนำฟองน้ำประกอบกับตัวเครื่องปั่น
7. ปั่นโคมไฟด้วยฟองน้ำให้ทั่วทั้งโคมไฟ โดยบริเวณไหนที่เป็นคราบลึก ให้ปั่นนานๆ หน่อย จนโคมเริ่มใสแล้ว ก็ใช้ผ้าสะอาดเช็ดคราบออกให้หมดอีกครั้ง
8. นำน้ำยาเคลือบสีรถยนต์ มาทาให้ทั่วทั้งโคมไฟ และประกอบผ้าเคลือบกับเครื่องปั่นอีกครั้ง
9. ปั่นน้ำยาเคลือบให้ทั่วทั้งโคม เมื่อเสร็จแล้วใช้ผ้าเช็ดออกให้หมด แล้วตรวจสอบรอยต่างๆ อีกครั้ง จนแน่ใจแล้วว่าสะอาดเรียบร้อย แล้วจึงปิดฝากระโปรงลง

นอกจากทำความสะอาดไฟส่องสว่างให้สดใสแล้ว ก็ควรคำนึงถึงการประกันภัยรถยนต์ที่ดีให้การขับขี่สบายใจมากขึ้นอีกด้วย สนใจคลิก ประกันรถยนต์



102
รถยนต์ | Car / รถกระตุกเกิดจากอะไร
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2021, 10:13:45 AM »
อาการบางอย่างของรถบอกว่ามีความผิดปกติของเครื่องยนต์แล้ว เราไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะอาจนำไปสู่การความเสียหายเครื่องยนต์ที่มากขึ้น หรืออาจทำให้เครื่องยนต์ดับระหว่างเดินทางได้ อาการกระตุกของรถเหมือนจะดับ บางครั้งกระตุกตอนออกรถบ้าง หรือวิ่งไปอยู่ดีพอชะลอรถรถก็กระตุก เกิดจากอะไร วันนี้มีข้อมูลมาแนะนำกันดังนี้

ปัญหาที่รถพบอาการรถกระตุกเมื่อสตาร์ทหรือขณะขับรถ อาจเกิดจากสาเหตุดังนี้

1. เกิดจากไส้กรองอากาศสกปรก
เครื่องยนต์กระตุกอาจเกิดจากไส้กรองอากาศ ที่มีสิ่งสกปรกอยู่มากเกินไป หรือมีฝุ่นจับตัวกันอย่างหนาแน่น ทำให้อากาศไม่สามารถข้าไปที่ห้องเผาไหม้ได้  ส่งผลทำให้ เครื่องยนต์กระตุก และเครื่องยนต์สั่นได้เช่นกัน
วิธีแก้ไข คือ เป่าไล่ฝุ่นออกสำหรับไส้กรองอากาศ ที่มีความสกปรกน้อย แต่ถ้าสกปรกมากแนะนำให้เปลี่ยนไส้กรองอากาศใหม่ดีที่สุด
การปล่อยให้ไส้กรองอากาศ จนฝุ่นเข้าจับตัวกันอย่างหนาแน่น ก็จะส่งผลทำให้เกิด เครื่องยนต์กระตุก ท่อไอเสียเป็นสีดำ แถมยังกินน้ำมันได้ อีกด้วย ซึ่งโดยทั่วไปอายุการใช้งานของ ไส้กรองอากาศ ควรจะต้องเปลี่ยนทุกๆ 10,000 กิโลเมตร

2.  เกิดจากบริเวณจุดหัวเทียนหลวม
ทำให้เกิดกระแสไฟไม่สม่ำเสมอได้ จนหัวเทียนไม่มีไฟไปจุดระเบิดในแต่ละรอบของลูกสูบนั่นเอง แก้ไขโดยการถอด-เสียบต่อใหม่, ขยับปลั๊กให้แน่น จานจ่ายไฟเช็คเหมือนกับตรงจุดหัวเทียน แต่ถ้าลองแล้วรู้สึกไม่แน่นและปลายสายเป็นโลหะให้ใช้คีมบีบเพื่อให้ตัวโลหะล็อคแน่นขึ้น

3. เกิดจากหัวเทียนบอด
ควรเปลี่ยนหัวเทียนใหม่  หากเช็คเรื่องสายไฟที่หัวเทียนแล้วยังมีอาการอยู่อาจจะเกิดจากหัวเทียนบอดหรือเสียก็ได้ วิธีสังเกตหัวเทียนว่าทำงานหรือไม่ ให้ใช้มืออังใกล้ๆ หัวเทียนหลังจากดับเครื่อง หากรู้สึกอุ่นหรือร้อนแสดงว่าหัวเทียนยังทำงานอยู่ ถ้าเย็น หัวเทียน อาจจะบอดหรือเสียแล้ว ควรเปลี่ยน หรือจะใช้วิธีตรวจการทำงานหัวเทียนด้วยการสัมผัสแรงสั่นสะเทือนจากสายไฟใกล้กับหัวเทียนแต่ละอันก็ได้ แต่ควรจะใช้อุปกรณ์แตะเพื่อรับแรงสั่นเช่น ไขควง หรือแท่งที่สามารถยื่นไปแตะได้ ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยในการทำงาน

4. เกิดจากวาล์ว ลิ้นปี่ล่าง สกปรก
ควรทำการล้างปีกผีเสื้อ ว่าอาการกระตุกจะหายหรือไม่

5. เกิดจากน้ำมันไม่ได้คุณภาพ 
น้ำมันที่ไม่ได้คุณภาพจากน้ำมันผสมน้ำ หรือมีตะกอนอยู่ ลองปล่อยให้น้ำมันของเก่าหมดถังค่อยเติมใหม่  ให้ทดลองเปลี่ยนปั๊มน้ำมัน ว่าอาการกระตุกจะหายไหม

6. เกิดจากเครื่องยนต์ทำงานขัดข้องหรือถังน้ำมันรั่ว
ทำให้มีอากาศเข้าไปในตัวถังจนเกิดการเผาไหม้ไม่สม่ำเสมอ  ควรนำรถไปตรวจสอบสภาพทันที

กรณีประสบปัญหาเพลิงไหม้รถยนต์
ผู้ขับขี่ควรตั้งสติ แล้วรีบนำรถจอดข้างทางทันทีและดับเครื่องยนต์ เพื่อตัดระบบไฟฟ้าทันที แต่หากเป็นรถที่ใช้ระบบก๊าซ ต้องรีบปิดวาล์วถังทันที แต่หากเกิดเพลิงไหม้เพียงเล็กน้อย ให้เจ้าของรถยนต์นำผ้าแห้งหรือผ้าที่เปียกน้ำหรือทรายมาโปะ หรือตบบริเวณที่เกิดไฟไหม้ หรือเจาะปากขวดน้ำที่มีน้ำเป็นรูเล็กๆ แล้วฉีดบริเวณที่เกิดเพลิงไหม้ และหากยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ให้รีบหนีออกห่างจากรถที่ เกิดเพลิงไหม้โดยเร็วที่สุด แต่หากเป็นรถที่ใช้ระบบก๊าซควรรีบปิดวาล์วถังก๊าซ หากเป็นวาล์วอัตโนมัติให้เปิดฝากระโปรงแบบแง้มไว้พร้อมดับไฟ

เพิ่มความคุ้มครองให้กับรถยนต์ของท่าน จากเหตุการณ์ไม่คาดคิด เลือกสินมั่นคงประกันภัย..ประกันรถ ประกันเวลา..วางใจทำประกันรถยนต์กับเรา ด้วยเบี้ยที่ไม่แพง พร้อมบริการที่สะดวก รวดเร็ว สนใจคลิก ประกันรถยนต์

103
แม้ในปัจจุบันนี้หลายหน่วยงานพยายามที่จะรณรงค์ให้ประชาชนในเขตเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพมหานครหันมาเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะเพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัด ลดปัญหามลภาวะเป็นพิษและฝุ่นควัน แต่ด้วยระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่อยู่ระหว่างการพัฒนาให้ครอบคลุม อาจทำให้ต้องมีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเบื้องต้นไปก่อน
หนึ่งในทางออกของปัญหาจราจรที่เห็นได้ชัดคือการใช้ทางด่วนพิเศษ เพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางรถติด ( อ่านเทคนิคการขับขี่บนทางด่วน คลิก ) แต่ก็ต้องแลกมากับการชำระค่าผ่านทางที่มีการเรียกเก็บค่าบริการต่างกัน ขึ้นอยู่กับระยะทางและผู้ให้บริการสัมปทานในเส้นทางนั้น แล้วทางด่วนในประเทศไทย มีทั้งหมดกี่เส้นทาง? ค่าทางด่วนแต่ละด่านมีราคากี่บาท? วันนี้มีข้อมูลมาฝากกันค่ะ

ทางด่วนในประเทศไทยมีกี่เส้นทาง?
การทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กทพ.  เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงคมนาคม รับผิดชอบการก่อสร้างหรือจัดให้มีทางพิเศษเพื่อบรรเทาปัญหาจราจรและการขนส่งในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ
ที่ผ่านมา การทางพิเศษฯ ได้ก่อสร้างทางพิเศษและเปิดให้บริการแล้วทั้งสิ้น 7 เส้นทาง รวมเป็นระยะทาง 207.9 กิโลเมตร ซึ่งหากแบ่งตามวัตถุประสงค์ในการเดินทาง จะสามารถแบ่งได้ 4 กลุ่มเส้นทาง ได้แก่

1. เส้นทางสู่ใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร
        • ทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ทางด่วนขั้นที่ 1)
        • ทางพิเศษสายบางนา-อาจณรงค์ (ทางด่วนขั้นที่ 3)
        • ทางพิเศษศรีรัช (ทางด่วนขั้นที่ 2)
        • ทางพิเศษฉลองรัช (ทางพิเศษสายรามอินทรา-อาจณรงค์ และทางพิเศษ 13 สายรามอินทรา-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร)

 2. เส้นทางสู่ภาคตะวันออก
        • ทางพิเศษบูรพาวิถี (ทางด่วนสายบางนา-ชลบุรี)

 3. เส้นทางสู่ภาคเหนือและอีสาน
        • ทางพิเศษอุดรรัถยา (ทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด)

 4. เส้นทางสู่ภาคใต้ ตะวันออก และตะวันตก
        • ทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี-สุขสวัสดิ์)


ค่าทางด่วนในกรุงเทพ ราคาเท่าไร?
อัตราค่าผ่านทางพิเศษ หรือ ค่าทางด่วนในปัจจุบัน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2561 เป็นต้นมา โดยเส้นทางที่เข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ จะมีทั้งหมด 4 เส้นทางด้วยกัน คือ


 1. ทางด่วนขั้นที่ 1 หรือ ทางพิเศษเฉลิมมหานคร เป็นทางพิเศษที่ช่วยให้การเดินทางจากภูมิภาคต่างๆ เข้าสู่ย่านใจกลางกรุงเทพมหานครสะดวกรวดเร็วมากขึ้น มีทั้งหมด 3 เส้นทาง คือ

    • สายดินแดง-ท่าเรือ มีเส้นทางผ่านย่านธุรกิจบริเวณ เพลินจิต, สุขุมวิท, สาทร,พระราม 4, และสถานที่สำคัญ เช่น ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์, ตลาดหลักทรัพย์, สวนลุมพินี, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฯลฯ
    • สายบางนา-ท่าเรือ มีเส้นทางผ่านย่านธุรกิจบริเวณบางนา, อาจณรงค์, คลองเตย, และสถานที่สำคัญ เช่น ศูนย์ประชุมไบเทค, สถานีขนส่งสายตะวันออก, ท่าเรือคลองเตย ฯลฯ
    • สายดาวคะนอง-ท่าเรือ มีเส้นทางผ่านย่านธุรกิจ บริเวณดาวคะนอง, สุขสวัสดิ์, พระราม 3 และสาธุประดิษฐ์


ทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ระบบทางด่วนขั้นที่ 1) มีอัตราค่าผ่านทางพิเศษ (บาท/คัน) ดังนี้

รายชื่อด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษ   4 ล้อ   6-10 ล้อ   มากกว่า 10 ล้อ
ด่านฯ ดินแดง   50   75   110
ด่านฯ ดินแดง 1   50   75   110
ด่านฯ เพชรบุรี   50   75   110
ด่านฯ สุขุมวิท   50   75   110
ด่านฯ พระราม 4-1   50   75   110
ด่านฯ พระราม 4-2   50   75   110
ด่านฯ เลียบแม่น้ำ   50   75   110
ด่านฯ ท่าเรือ 1   50   75   110
ด่านฯ ท่าเรือ 2   50   75   110
ด่านฯ อาจณรงค์   50   75   110
ด่านฯ สุขุมวิท 62   50   75   110
ด่านฯ บางนา   50   75   110
ด่านฯ สาธุประดิษฐ์ 1   50   75   110
ด่านฯ สาธุประดิษฐ์  2   50   75   110
ด่านฯ สุขสวัสดิ์   50   75   110
ด่านฯ ดาวคะนอง   50   75   110
ด่านฯ อาจณรงค์ 1 (ท่าเรือ)   50   75   110
ด่านฯ อาจณรงค์ 1 (บางนา)   25   50   85
ด่านฯ บางจาก   10   15   30
ด่านฯ อาจณรงค์ 3   50   75   110
 

 2. ทางด่วนขั้นที่ 2 หรือ ทางพิเศษศรีรัช เป็นทางพิเศษที่ช่วยเชื่อมต่อโครงข่ายของทางพิเศษให้เพิ่มมากขึ้น และสามารถเดินทางเข้าสู่ย่านธุรกิจของกรุงเทพมหานคร ด้วยความสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ประกอบด้วย


    • ทางพิเศษศรีรัช ส่วน A เริ่มต้นที่ถนนรัชดาภิเษก ผ่านบริเวณแยกต่างระดับพญาไท (โรงกรองน้ำสามเสน) สิ้นสุดที่ถนนพระราม 9
    • ทางพิเศษศรีรัช ส่วน B เชื่อมต่อส่วน A บริเวณทางแยกต่างระดับพญาไท (โรงกรองน้ำสามเสน) สิ้นสุดแนวสายทางที่บริเวณต่างระดับบางโคล่
    • ทางพิเศษศรีรัช ส่วน C เชื่อมต่อส่วน A บริเวณถนนรัชดาภิเษก สิ้นสุดที่ถนนแจ้งวัฒนะ
    • ทางพิเศษศรีรัช ส่วน D เชื่อมต่อส่วน Aบริเวณถนนพระราม 9 สิ้นสุดที่ถนนศรีนครินทร์
    ทางพิเศษศรีรัช (ระบบทางด่วนขั้นที่ 2) มีอัตราค่าผ่านทางพิเศษ (บาท/คัน) ดังนี้

 

ทางพิเศษศรีรัช (ระบบทางด่วนขั้นที่ 2) มีอัตราค่าผ่านทางพิเศษ (บาท/คัน) ดังนี้

รายชื่อด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษ   4 ล้อ   6-10 ล้อ   มากกว่า 10 ล้อ
ด่านฯ ประชาชื่น 1 และ 2   15   20   35
ด่านฯ ประชาชื่น (ขาเข?า)   60   90   140
ด่่านฯ ประชาชื่น (ขาออก)   10   15   30
ด่านฯ รัชดาภิเษก   50   75   110
ด่านฯ บางซื่อ   50   75   110
ด่านฯ บางซื่อ 2   50   75   110
ด่านฯ ย?านพหลโยธิน   50   75   110
ด่านฯ คลองประปา 1   50   75   110
ด่านฯ คลองประปา 2   50   75   110
ด่านฯ สาธุประดิษฐ์ 3   50   75   110
ด่านฯ งามวงศ์วาน 1 และ 2   15   20   35
ด่านฯ อโศก 1   50   75   110
ด่านฯ อโศก 2   50   75   110
ด่านฯ พหลโยธิน 1   50   75   110
ด่านฯ พหลโยธิน 2   50   75   110
ด่านฯ ยมราช   50   75   110
ด่านฯ หัวลําโพง   50   75   110
ด่านฯ สุรวงศ์   50   75   110
ด่านฯ จันทน์   50   75   110
ด่านฯ พระราม 3   50   75   110
ด่านฯ สาทร   50   75   110
ด่านฯ สะพานสว่าง   50   75   110
ด่านฯ อุรุพงษ์   50   75   110
ด่านฯ อโศก 3   25   55   75
ด่านฯ อโศก 4   50   75   110
ด่านฯ พระราม 9   25   55   75
ด่านฯ รามคำแหง   25   55   75
ด่านฯ พระราม 9-1 (ศรีรัช)   25   55   75
ด่านฯ ศรีนครินทร์   25   55   75
 

  3. ทางด่วนขั้นที่ 3 หรือ ทางพิเศษสายบางนา – อาจณรงค์ (ระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายใต้ตอน S1) เป็นทางพิเศษที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้สามารถเดินทางจากทางพิเศษเฉลิมมหานครและทางพิเศษฉลองรัช เชื่อมเข้าสู่ทางพิเศษบูรพาวิถีได้ โดยก่อสร้างเป็นทางยกระดับซ้อนบนทางพิเศษเฉลิมมหานคร เริ่มต้นที่จุดต่อเชื่อมทางพิเศษบูรพาวิถี สิ้นสุดที่จุดต่อเชื่อมทางพิเศษฉลองรัชบริเวณอาจณรงค์


   4. ทางพิเศษฉลองรัช (ทางพิเศษสายรามอินทรา-อาจณรงค ์ 13และทางพิเศษสายรามอินทรา-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร) เริ่มต้นที่ทางพิเศษเฉลิมมหานคร บริเวณอาจณรงค์ (ปลายซอยสุขุมวิท 50) ตรงไปทางทิศเหนือบรรจบกับถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันออกบริเวณซอยจตุโชติ

 

ทางพิเศษฉลองรัช มีอัตราค่าผ่านทางพิเศษ (บาท/คัน) ดังนี้

 

รายชื่อด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษ   4 ล้อ   6-10 ล้อ   มากกว่า 10 ล้อ
ด่านฯ จตุโชติ   40   60   80
ด่านฯ รามอินทรา 1   20   30   40
ด่านฯ สุขาภิบาล 5-1   40   60   80
ด่านฯ สุขาภิบาล 5-2   20   30   40
ด่านฯ รามอินทรา   40   60   80
ด่านฯ ลาดพร้าว   30   50   70
ด่านฯ โยธินพัฒนา   40   60   80
ด่านฯ พระโขนง   40   60   80
ด่านฯ อาจณรงค์ 2   40   60   80
ด่านฯ พระราม 9-1 (ฉลองรัช )   30   50   70
ด่านฯ พระราม 9-2   30   50   70
ด่านฯ พัฒนาการ 1   40   60   80
ด่านฯ พัฒนาการ 2   40   60   80
ด่านฯ ประชาอุทิศ   40   60   80
ขอบคุณข้อมูลจาก การทางพิเศษแห่งประเทศไทย




ขึ้นทางด่วนทุกครั้งควรตรวจสอบเส้นทางและค่าผ่านทางให้พร้อมเพื่อความสะดวกและปลอดภัย ถึงที่หมายอุ่นใจทุกการเดินทาง สินมั่นคงประกันภัย พร้อมแจกโปรสุดปังให้คุณได้ไปชอปกันฟรีๆ แล้ววันนี้ !!! เพียงซื้อประกันรถยนต์ตามโปรไฟล์ (ปีแรก) ผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน รับฟรีทันที บัตรของขวัญจาก Tesco Lotus Gift Card มูลค่า 500 บาท ตั้งแต่วันนี้ – 28 กุมภาพันธ์ นี้ หรือจนกว่า Gift Card จะหมด
ประกันรถยนต์ตามโปรไฟล์ ..โปรไฟล์ยิ่งดี เบี้ยยิ่งถูก.. ประกันชั้น 1 เริ่มต้นเพียง 6,999 บาท คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ประกันรถยนต์
   

104
สำหรับใครที่เพิ่งซื้อรถใหม่ หรือมีรถอยู่แล้วแต่อยากเปลี่ยนเลขทะเบียนรถ กรมการขนส่งทางบกเปิดให้จองเลขทะเบียนรถผ่านอินเตอร์เน็ตได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปจองเอง เเต่รู้หรือไม่ว่าสาเหตุที่จองทะเบียนรถออนไลน์ไม่ได้ตามต้องการนั้น อาจเป็นเพราะมองข้ามรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในระหว่างจองเลขทะเบียนรถออนไลน์โดยไม่รู้ตัว วันนี้รวบรวม 8 เคล็ดลับวิธีจองทะเบียนรถออนไลน์ไม่ให้พลาดมาฝากกัน

1. ตรวจสอบข้อมูลรถก่อนจองทะเบียนรถออนไลน์
สิ่งแรกที่ควรทำอย่างยิ่งก่อนเริ่มลงมือจองเลขทะเบียนรถผ่านอินเตอร์เน็ต คือ การตรวจสอบข้อมูลของรถที่จะนำมาใช้ในการจองทะเบียนรถออนไลน์ เพราะข้อมูลของรถที่จะนำมาใช้จองเลขทะเบียนรถออนไลน์ได้นั้น หากเป็นรถใหม่ที่เพิ่งซื้อก็ต้องเป็นรถที่บริษัทขายรถได้ส่งข้อมูลเพื่อตัดบัญชีรถกับกรมการขนส่งทางบกเรียบร้อยแล้ว ซึ่งบริษัทอาจใช้เวลาดำเนินการมากถึง 1-3 สัปดาห์ รวมถึงยังต้องเป็นรถที่จดทะเบียนกรุงเทพมหานคร หรือแจ้งขอย้ายมากรุงเทพมหานคร และมีสถานะปกติเท่านั้นอีกด้วย ดังนั้น เเม้ว่าจะทราบเลขตัวถังเเล้ว ต้องไม่ลืมตรวจสอบให้แน่ใจกับฝ่ายทะเบียนของศูนย์ฯ หรือเซลล์ของบริษัทที่ขายรถให้เราอีกครั้งก่อนที่จะจองทะเบียนรถ จะได้ไม่ต้องจองทะเบียนรถเก้อนั่นเอง


2. อ่านหลักเกณฑ์การจองเลขทะเบียนรถผ่านอินเตอร์เน็ต
    ศึกษารายละเอียดและหลักเกณฑ์ในการจองทะเบียนรถออนไลน์ในหน้าเว็บไซต์ https://reserve.dlt.go.th/reserve/ ให้เข้าใจก่อน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการกรอกเลขบัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์ เเละเลขตัวถังรถ (เลขคัสซี) ที่ต้องพิมพ์ติดกัน โดยไม่ต้องมีเว้นวรรคเเละไม่ต้องมีเครื่องหมายขีดกลาง (-) หรือระยะเวลาการเปิดจองเลขทะเบียนรถผ่านระบบอินเตอร์เน็ตที่จะเปิดให้จองในรูปแบบวันต่อวัน ในวันเเละเวลาราชการ ตั้งเเต่ 10.00-16.00 น. เป็นต้น หากกรอกข้อมูลไม่ถูกต้อง นอกจากจะไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว ยังจะไม่สามารถนำเลขที่จองได้ไปจดทะเบียน และจะไม่สามารถจองเลขทะเบียนรถได้อีกเป็นเวลา 90 วัน


3. เช็คกำหนดการจองทะเบียนรถทางอินเตอร์เน็ต
    เช็คเลขทะเบียนรถที่กรมการขนส่งทางบกเปิดให้จองผ่านทางอินเตอร์เน็ตในเเต่ละสัปดาห์ได้จากหัวข้อ “ตารางเปิดรับจองเลข และหลักเกณฑ์การจองเลข” ในหน้าเว็บไซต์ https://reserve.dlt.go.th/reserve ซึ่งจะแสดงตารางรายละเอียดการจองในรูปแบบรายสัปดาห์ ประกอบด้วย วันที่ หมวดอักษรทะเบียนรถและเลขทะเบียนที่เปิดให้จองทางอินเตอร์เน็ต วันครบกำหนดจดทะเบียน โดยแบ่งเป็นเลขทะเบียนสำหรับรถเก๋ง/รถกระบะ 4 ประตู รถตู้ และรถกระบะบรรทุก/รถกระบะ 2 ประตู

หากไม่ชอบหมวดอักษรทะเบียนรถที่เปิดให้จองทะเบียนรถในสัปดาห์นั้นๆ สามารถรอดูหมวดอักษรถัดไปที่จะเปิดให้จองได้ในสัปดาห์ต่อไปได้เลย อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่โชคดีอาจพบว่ามีการอัพเดตข้อมูลรายละเอียดการจองเลขทะเบียนทางอินเตอร์เน็ตของสัปดาห์ใหม่ในทุกๆ วันเสาร์ ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบลำดับการเรียงหมวดตัวอักษรได้จากประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง การกำหนดการใช้ตัวเลขนำหน้าตัวอักษรประจำหมวด ตัวอักษรประจำหมวดและหมายเลขทะเบียนรถ (http://elaw.dlt.go.th/ElawUpload/Document_Import/LW1-04-12-00045.pdf)


4. เตรียมเลขทะเบียนรถที่ต้องการจอง
เตรียมรายการเลขทะเบียนรถที่ต้องการจองออนไลน์ไว้หลายชุด ทั้งแบบ 2 หลัก 3 หลัก และ 4 หลัก เพื่อความรวดเร็วในการจอง เเละสับเปลี่ยนได้ทันทีกรณีที่จองเลขทะเบียนที่ต้องการไม่ได้ ซึ่งไอเดียการเลือกเลขทะเบียนรถสำหรับการจองทะเบียนรถทางอินเตอร์เน็ตอาจเลือกจากความชอบส่วนตัว ความสะดวกในการจำ เช่น เลขเบอร์สายด่วน (เช่น 1150 1112) เลขที่อ่านคล้ายสูตรคูณ (เช่น 212 224 236) หรือความเชื่อส่วนบุคคล เช่น เลขทะเบียนมงคล

สิ่งสำคัญที่สุดในขั้นตอนการเลือกเลขทะเบียนรถสำหรับการจองผ่านทางอินเตอร์เน็ต คือ ต้องตรวจสอบเลขทะเบียนรถที่เราต้องการจองกับเลขทะเบียนที่แยกไว้สำหรับการประมูลผ่านทางเว็บไซต์ http://www.tabienrod.com/reserved.php ล่วงหน้าก่อนวันจองจริง เพราะหากเป็นเลขทะเบียนสำหรับการประมูล เลขชุดดังกล่าวจะไม่สามารถจองได้


5. อุปกรณ์ต้องพร้อม
สัญญาณอินเตอร์เน็ตเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดสำคัญว่าเราจะสามารถจองเลขทะเบียนรถที่ต้องการได้ทันหรือไม่ เคล็ดลับง่ายๆ ในการเตรียมอุปกรณ์สำหรับจองทะเบียนรถออนไลน์ คือ ความเร็วของสัญญาณอินเตอร์เน็ตต้องเสถียร ควรหลีกเลี่ยงการใช้งานอินเตอร์เน็ตที่ไม่เกี่ยวข้องในช่วงเวลา 10.00 น. เป็นต้นไปเพื่อให้เเน่ใจว่าจะไม่มีการแย่งใช้สัญญาณในระหว่างการจองเลขทะเบียนรถทางอินเตอร์เน็ต รวมทั้งบราวเซอร์ที่รองรับระบบจองเลขทะเบียนรถ คือ Chrome, Firefox หรือ IE รุ่น 11 ขึ้นไป และต้องไม่ลืมทดสอบการใช้งานเว็บไซต์ทั้งในแบบ Desktop และ Mobile ก่อนลงมือจองทะเบียนรถ


6. ฝึกซ้อมพิมพ์ข้อมูลจองทะเบียนรถ
ข้อมูลสำคัญที่ต้องใช้ในการจองเลขทะเบียนรถออนไลน์ ได้แก่ ชื่อ นามสกุล เลขบัตรประจำตัวประชาชน เลขตัวถังรถ (เลขคัสซี) ยี่ห้อรถ เบอร์โทรศัพท์ การฝึกพิมพ์ข้อมูลเหล่านี้จนชินมือ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการจองทะเบียนรถผ่านอินเตอร์เน็ตได้มากยิ่งขึ้น เพราะนอกจากต้องพิมพ์ให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่ระบบจองเลขทะเบียนรถออนไลน์กำหนดเเล้ว ยังต้องพิมพ์ให้ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย เพราะระบบไม่อนุญาตให้ใช้การ Copy และ Paste ในการกรอกข้อมูล

เคล็ดลับสำคัญในการฝึกกรอกข้อมูลสำหรับการจองเลขทะเบียนรถออนไลน์ คือ การฝึกกรอกข้อมูลในหน้าเว็บไซต์จริง (https://reserve.dlt.go.th/reserve/) ซึ่งสามารถเข้ากรอกข้อมูลได้ในทุกวัน-เวลาราชการ (จันทร์-ศุกร์) ตั้งแต่ 10.00-16.00 น. แต่ต้องไม่เผลอกดจองทะเบียนรถในขั้นตอนสุดท้าย เพราะหากเราจองได้ ระบบจะบันทึกข้อมูลการจองทันที และต้องรออีก 90 วันถึงจะกลับมาจองทะเบียนรถออนไลน์ใหม่ได้อีกครั้ง


7. ตรวจสอบผลการจองเลขทะเบียนรถ
    เมื่อกดจองเลขทะเบียนรถที่เราต้องการแต่มีผู้จองไปได้ก่อนแล้วนั้น ระบบจะเเจ้งกลับให้เราทราบว่าทะเบียนรถนี้มีผู้จองเรียบร้อยแล้ว แต่หากเลขทะเบียนรถที่เราต้องการจองยังไม่มีผู้จองและเราเป็นผู้ที่จองได้ ระบบอาจแจ้งยืนยันการจองในรูปแบบกล่องข้อความ Pop-up อัตโนมัติ หรือระบบอาจส่งเรากลับไปที่หน้าแรกของเว็บไซต์โดยอัตโนมัติ และไม่มีข้อความยืนยันการจองแต่อย่างใด

หากพบว่าระบบส่งเรากลับมาที่หน้าแรกของเว็บไซต์โดยที่ไม่มีข้อความยืนยันหรือปฏิเสธการจองทะเบียนรถภายหลังจากการกดจองเลขทะเบียนรถออนไลน์แล้วนั้น อาจสันนิษฐานได้ว่าเราเป็นผู้ที่จองเลขทะเบียนรถดังกล่าวได้โดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งเราสามารถเช็คผลการจองเลขทะเบียนรถได้ที่ปุ่ม “ตรวจสอบผลการจอง” ในหน้าแรกของเว็บไซต์จองทะเบียนรถออนไลน์ โดยระบบจะให้กรอกเลขบัตรประชาชน/ทะเบียนการค้า/หนังสือเดินทางเพื่อทำการตรวจสอบข้อมูล


8. สอบถามข้อมูลเรื่องจองทะเบียนรถ
สำหรับใครที่มีปัญหาหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการจองเลขทะเบียนรถออนไลน์ สามารถสอบถามได้โดยตรงได้หลากหลายช่องทาง ได้แก่ สายด่วนกรมการขนส่งทางบก เบอร์โทรศัพท์ 1584, ส่วนทะเบียนรถ (สทย.) สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 (สขพ.5 จตุจักร) กรมการขนส่งทางบก เบอร์โทรศัพท์ 02-271-8726 หรือ 02-271-8727 หรือแฟนเพจ กรมการขนส่งทางบก PR.DLT.News (https://www.facebook.com/PR.DLT.NEWS)


การจองทะเบียนรถออนไลน์จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพียงเตรียมตัวสักนิดด้วยเคล็ดลับวิธีจองทะเบียนรถที่หลายคนอาจมองข้ามไปก็มีโอกาสจองเลขทะเบียนรถที่ต้องการได้มากขึ้นแน่นอน และที่สำคัญต้องไม่ลืมเพิ่มเติมความคุ้มครองในระหว่างขับขี่ด้วยประกันรถยนต์ตามโปรไฟล์ โปรไฟล์ยิ่งดี เบี้ยยิ่งถูก ประกันประเภท 1 ซ่อมอู่ ที่เบี้ยประกันภัยสอดคล้องกับข้อมูลผู้ซื้อประกัน ผู้ที่มีโปรไฟล์ดี หรือความเสี่ยงน้อย เบี้ยประกันรถยนต์ก็จะยิ่งถูกตามไปด้วย ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทุกเรื่อง ทั้งความเสียหายต่อตัวรถยนต์หรือบุคคลภายนอก รถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ น้ำท่วม ไม่ต้องมีค่าเสียหายส่วนแรก

สนใจรายละเอียด คลิก ประกันรถยนต์

105
ป้ายทะเบียนรถหาย สามารถยื่นขอป้ายทดแทนได้ที่สำนักงานขนส่งที่รถจดทะเบียนไว้เท่านั้นโดยไม่ต้องแจ้งความ สามารถใช้ใบเสร็จค่ายื่นคำขอรับแผ่นป้ายทะเบียนใหม่แทนแผ่นป้ายทะเบียนรถที่หายเป็นการชั่วคราวได้จนกว่าจะได้รับป้ายทะเบียนจริงภายใน 15 วันทำการ และไม่แนะนำให้ติดป้ายกระดาษแทนเพราะอาจมีความผิดตามกฎหมาย วันนี้รวบรวมคำตอบของทุกคำถามยอดฮิต “ป้ายทะเบียนรถหาย ต้องทำยังไง” มาฝากกัน รับรองได้ว่าป้ายทะเบียนหายครั้งต่อไป ไม่โดนจับแน่นอน


ป้ายทะเบียนรถหาย ทำยังไง
ติดต่อขอรับแผ่นป้ายทะเบียนรถทดแทนหรือใช้ใบเสร็จรับเงินแทนแผ่นป้ายทะเบียนรถเป็นการชั่วคราวได้ ณ สำนักงานขนส่ง ที่รถคันนั้นจดทะเบียนอยู่โดยไม่ต้องแจ้งความ

เอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ ได้แก่ คู่มือจดทะเบียนรถ (ฉบับจริง) เเละบัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าของรถ (ฉบับจริง) กรณีที่ไม่สามารถมาติดต่อเรื่องด้วยตัวเองได้ ต้องมีหนังสือมอบอำนาจพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้รับมอบอำนาจมาแสดงด้วย

ทั้งนี้ ค่าธรรมเนียมแผ่นป้ายละ 100 บาท ค่าคำขอ 5 บาท และจะได้รับแผ่นป้ายทะเบียนรถภายใน 15 วันทำการ โดยระหว่างนี้สามารถใช้ใบเสร็จรับเงินจากสำนักงานขนส่งแทนแผ่นป้ายทะเบียนรถเป็นการชั่วคราวได้


ป้ายทะเบียนรถหาย ต้องแจ้งความไหม
ป้ายทะเบียนรถหายไม่ต้องแจ้งความ สามารถขอรับแผ่นป้ายทะเบียนรถทดแทนโดยไม่ต้องแจ้งความหรือใช้ใบเสร็จรับเงินจากสำนักงานขนส่งแทนแผ่นป้ายทะเบียนรถที่หายเป็นการชั่วคราวได้ทันทีโดยติดต่อยื่นคำขอ ณ สำนักงานขนส่งประจำพื้นที่หรือจังหวัดที่รถคันนั้นจดทะเบียนไว้เท่านั้น
 

ป้ายทะเบียนรถป้ายแดงหายทำยังไง
ติดต่อบริษัทตัวแทนจำหน่ายรถ เนื่องจาก “ป้ายแดง” เป็นเครื่องหมายพิเศษที่กรมการขนส่งทางบกออกให้แก่บริษัทตัวแทนจำหน่ายรถสำหรับใช้ติดรถเพื่อนำไปส่งให้ลูกค้านำรถไปซ่อมแซม หรือติดตัวรถที่เพิ่งจำหน่ายและอยู่ระหว่างจดทะเบียนเป็นการชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งมีกำหนดระยะเวลาที่อนุญาตให้ใช้ป้ายแดงได้เป็นการชั่วคราวไม่เกิน 30 วัน นับจากวันรับรถ


ป้ายทะเบียนรถหาย ติดไฟแนนซ์ ทำยังไง
ป้ายทะเบียนรถหายและรถยังติดไฟแนนซ์อยู่ สามารถติดต่อไฟแนนซ์เพื่อให้ดำเนินการแทน หรือหากต้องการดำเนินการด้วยตนเอง ต้องใช้คู่มือจดทะเบียนรถฉบับจริง และบัตรประจำตัวประชาชนผู้เช่าซื้อ หนังสือรับรองจากบริษัทไฟแนนซ์ หนังสือมอบอำนาจจากไฟแนนซ์พร้อมสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ


ป้ายทะเบียนรถหาย ขับรถได้ไหม
ป้ายทะเบียนรถหายจะไม่สามารถขับรถคันดังกล่าวได้ โดยหากดูตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกแล้ว กรณีป้ายทะเบียนรถหายและได้ติดต่อสำนักงานขนส่งโดยอยู่ในระหว่างรอแผ่นป้ายทะเบียนใหม่ ตามหลักเกณฑ์จะไม่สามารถใช้รถคันนั้นได้จนกว่าจะได้แผ่นป้ายทะเบียนใหม่จากสำนักงานขนส่ง

หากใช้รถโดยไม่มีแผ่นป้ายทะเบียนรถอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 7 ห้ามมิให้ผู้ใดนำรถที่มิได้ติดแผ่นป้ายเลขทะเบียน แผ่นป้ายเครื่องหมายเลขทะเบียนหรือป้ายประจำรถ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ กฎหมายว่าด้วยการขนส่ง กฎหมายว่าด้วยล้อเลื่อน กฎหมายว่าด้วยรถลาก หรือกฎหมายว่าด้วยรถจ้าง มาใช้ในทางเดินรถ


ป้ายทะเบียนรถหาย ต้องติดกระดาษแทนไหม
ไม่ควรนำป้ายกระดาษติดแทนป้ายทะเบียนรถที่หาย เนื่องจากอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 11 ประกอบมาตรา 60 ฐานใช้แผ่นป้ายทะเบียนมีลักษณะไม่ถูกต้องตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และมาตรา 67 ฐานเปลี่ยนแปลงโดยวิธีใดๆ หรือปิดบัง หรือทั้งหมด หรือแต่บางส่วน หรือติดไว้ในบริเวณใกล้เคียงกับแผ่นป้ายทะเบียนรถ ปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท

ทั้งนี้ สามารถใช้ใบเสร็จรับเงินจากสำนักงานขนส่งแทนแผ่นป้ายทะเบียนรถที่หายเป็นการชั่วคราวได้ เมื่อถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจ โดยในใบเสร็จจะมีข้อความระบุตอนท้ายว่า “...ใช้ใบเสร็จรับเงินแทนแผ่นป้ายทะเบียนได้ 90 วัน...” พร้อมลายเซ็นรับรองจากนายทะเบียน


ป้ายทะเบียนรถหาย ทำต่างจังหวัดได้ไหม
แผ่นป้ายทะเบียนรถหายที่ต่างจังหวัด หรือป้ายทะเบียนรถต่างจังหวัดหาย สามารถขอรับแผ่นป้ายทะเบียนรถทดแทนโดยไม่ต้องแจ้งความหรือใช้ใบเสร็จรับเงินจากสำนักงานขนส่งแทนแผ่นป้ายทะเบียนรถที่หายเป็นการชั่วคราวได้ทันทีโดยติดต่อยื่นคำขอ ณ สำนักงานขนส่งประจำพื้นที่หรือจังหวัดที่รถคันนั้นจดทะเบียนไว้เท่านั้น


ป้ายทะเบียนรถหาย แจ้งทำใหม่จะได้เลขทะเบียนเดิมไหม
ขึ้นอยู่กับว่าเป็นเลขทะเบียนรุ่นเก่าหรือหรือรุ่นใหม่ หากเป็นเลขทะเบียนรุ่นเก่า เช่น 1ก-1234 เมื่อแจ้งหายและขอป้ายทะเบียนรถใหม่ จะได้ป้ายทะเบียนที่มีหมวดต่างไปจากเดิม เช่น กก-1234 เเต่โดยปกติแล้วส่วนใหญ่จะเป็นเลขทะเบียนรุ่นใหม่ ทำให้เมื่อแจ้งขอป้ายทะเบียนรถใหม่จะได้รับป้ายทะเบียนใหม่ที่ยังเป็นหมวดเเละตัวเลขชุดเดิม



ป้ายทะเบียนรถหายจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป เพียงแจ้งสำนักงานขนส่งที่รถจดทะเบียนไว้ พร้อมพกใบเสร็จรับเงินไว้แสดงแทนป้ายทะเบียนรถที่หายไปในระหว่างรอรับป้ายทะเบียนใหม่ เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องกลัวการตรวจเช็กจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ และอุ่นใจยิ่งขึ้นด้วยประกันรถยนต์ตามโปรไฟล์ โปรไฟล์ยิ่งดี เบี้ยยิ่งถูก ประกันประเภท 1 ซ่อมอู่ ที่เบี้ยประกันภัยสอดคล้องกับข้อมูลผู้ซื้อประกัน ผู้ที่มีโปรไฟล์ดี หรือความเสี่ยงน้อย เบี้ยประกันรถยนต์ก็จะยิ่งถูกตามไปด้วย ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทุกเรื่อง ทั้งความเสียหายต่อตัวรถยนต์หรือบุคคลภายนอก รถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ น้ำท่วม ไม่ต้องมีค่าเสียหายส่วนแรก

สนใจรายละเอียด คลิก ประกันรถยนต์

106
รถยนต์ | Car / รถอายุครบกี่ปี? ต้องตรวจสภาพรถ ตรอ.
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2021, 09:03:32 AM »
รู้หรือไม่? รถที่มีอายุการใช้งานครบ 7 ปี ต้องเข้ารับการตรวจสภาพรถก่อนต่อภาษีประจำปี เเต่จะให้ไปรอคิวตรวจที่สำนักงานขนส่งก็คงไม่สะดวก สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) ช่วยคุณได้

สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) คือ สถานที่ตรวจสอบสภาพรถยนต์หรือจักรยานยนต์ที่ได้รับอนุญาตจัดตั้งตามมาตรฐานของกรมการขนส่งทางบกซึ่งเปิดให้บริการทั่วประเทศ มีหน้าที่ให้บริการตรวจสอบสภาพรถที่มีอายุการใช้งานครบ 5 ปี และ 7 ปี ตามประเภทรถ เเละออกใบรับรองการตรวจสภาพรถให้กับเจ้าของรถเพื่อเป็นหลักฐานประกอบการยื่นต่อทะเบียนหรือเสียภาษีรถ วันนี้รวบรวมข้อมูลที่ควรรู้เกี่ยวกับการตรวจสภาพรถ (ตรอ.) มาไว้ให้ที่นี่แล้ว


ตรอ. คืออะไร ?
ตรอ. ย่อมาจาก “สถานตรวจสภาพรถเอกชน” หรือสถานที่ตรวจสอบสภาพรถยนต์หรือจักรยานยนต์ที่เปิดให้บริการทั่วประเทศ มีการดำเนินงานตามมาตรฐานของกรมการขนส่งทางบกอย่างเคร่งครัดและได้รับใบอนุญาตจัดตั้งจากกรมการขนส่งทางบก

ตรอ. มีหน้าที่ให้บริการตรวจสภาพรถยนต์เเละรถจักรยานยนต์ตามหลักเกณฑ์ที่กรมการขนส่งกำหนด ส่งข้อมูลเข้าระบบของกรมการขนส่งทางบก เเละพิมพ์ใบรายงานผลการตรวจสภาพรถให้กับเจ้าของรถเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการต่อทะเบียนหรือชำระภาษีรถโดยไม่ต้องไปรอตรวจสภาพรถที่กรมการขนส่งทางบกหรือสำนักงานขนส่ง


รถยนต์อายุกี่ปี? ถึงต้องตรวจสภาพ
รถที่สามารถเข้ารับการตรวจสภาพรถจากสถานตรวจสภาพรถ (ตรอ.) คือ รถที่มีอายุการใช้งานครบ 5 ปี และ 7 ปี ตามประเภทรถที่กำหนด นับแต่วันที่จัดทะเบียนครั้งแรก ได้แก่

• รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน มีอายุใช้งานครบ 7 ปี นับจากวันที่จดทะเบียนครั้งแรก
• รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน มีอายุใช้งานครบ 7 ปี นับจากวันที่จดทะเบียนครั้งแรก
• รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำหนักรถไม่เกิน 2,200 กิโลกรัม นับจากวันที่จดทะเบียนครั้งแรก
• รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล มีอายุใช้งานครบ 5 ปี นับจากวันที่จดทะเบียนครั้งแรก


ตรวจสภาพรถยนต์ 7 ปี นับอย่างไร ?
รถที่ต้องเข้ารับการตรวจสภาพรถจากสถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) คือ รถที่มีอายุการใช้งานครบ 7 ปี (รถยนต์) หรือ 5 ปี (รถมอเตอร์ไซค์) โดยนับตั้งเเต่วันที่จดทะเบียนรถครั้งแรก และสามารถเข้ารับการตรวจสภาพได้ล่วงหน้าไม่เกิน 3 เดือนก่อนถึงวันครบกำหนดวันเสียภาษีประจำปี หรือวันสุดท้ายของงวดภาษี

ตัวอย่างการนับวันจดทะเบียนรถเพื่อเตรียมเข้ารับการตรวจสภาพรถ เช่น รถยนต์ส่วนบุคคลจดทะเบียนเมื่อ ปี 2547 มีวันสิ้นอายุภาษีประจำปีในวันที่ 1 มิถุนายน 2554 รถคันดังกล่าวจะสามารถเข้ารับการตรวจสภาพรถยนต์ล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2554 เป็นต้นไป


ตรวจสภาพรถ (ตรอ.) ใช้อะไรบ้าง ?
เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการตรวจสภาพรถ (ตรอ.) ได้แก่ ใบคู่มือจดทะเบียนรถ หรือสำเนาใบคู่มือจดทะเบียนรถ (สมุดทะเบียนรถ) เเละตัวรถที่ต้องการตรวจสภาพ กรณีรถที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงต้องเตรียมเอกสารรับรองการติดตั้งก๊าซรถยนต์ที่เรียกว่า “หนังสือรับรองการตรวจและทดสอบส่วนควบและเครื่องอุปกรณ์” ไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ตรอ. จะไม่รับตรวจสภาพรถในกรณีที่พบว่าแผ่นป้ายทะเบียนชำรุด หรือสูญหาย, หมายเลขเครื่องยนต์/ตัวรถ/โครงคัสซี (Chassis) หรือตัวเฟรม มีร่องรอยขูดขีดแก้ไข หรือมีการเปลี่ยนแปลงสี/ตัวรถที่ผิดไปจากที่จดทะเบียนไว้ในสมุดทะเบียนรถ โดยเจ้าของรถต้องนำรถไปตรวจสภาพที่สำนักงานขนส่ง เพื่อขอชำระภาษีและดำเนินการเรื่องทะเบียนให้เรียบร้อย


ตรวจสภาพรถ (ตรอ.) ราคากี่บาท ?
การตรวจสภาพรถ ตรอ. จะใช้ราคาที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ มีรายละเอียดดังนี้
• รถยนต์ที่มีขนาดน้ำหนักรถเปล่าไม่เกิน 2,000 กิโลกรัม คันละ 200 บาท
• รถยนต์ที่มีขนาดน้ำหนักรถเปล่าเกิน 2,000 กิโลกรัม คันละ 300 บาท
• รถจักรยานยนต์ คันละ 60 บาท

หากตรวจสภาพรถไม่ผ่านในครั้งแรก และนำรถมาตรวจสภาพรถใหม่ภายใน 15 วัน จะเสียค่าบริการครึ่งหนึ่งของราคาปกติ เเต่หากนำมาตรวจใหม่หลัง 15 วัน จะต้องเสียค่าบริการตรวจสภาพรถใหม่ทั้งหมด


การตรวจสภาพรถตามที่กฎหมายกำหนดหรือเป็นประจำทุกปีสำหรับรถที่มีอายุเกิน 7 ปีจะช่วยป้องกันเเละลดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่มีสาเหตุหนึ่งมาจากความชำรุดบกพร่องของตัวรถและอุปกรณ์เพิ่มเติม รวมถึงลดปัญหามลพิษทางอากาศจากระบบท่อไอเสียที่ไม่ได้มาตรฐาน เเละจะปลอดภัยยิ่งขึ้นได้ด้วยประกันรถยนต์ตามโปรไฟล์ ประกันประเภท 1 ซ่อมอู่ ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทุกเรื่อง ทั้งความเสียหายต่อตัวรถยนต์หรือบุคคลภายนอก รถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ น้ำท่วม ไม่ต้องมีค่าเสียหายส่วนแรก สนใจรายละเอียด คลิก ประกันรถยนต์

107
“เช็คทะเบียนรถ” คือ การขอตรวจสอบรายชื่อและข้อมูลเจ้าของรถจากทะเบียนรถ ในกรณีที่ผู้เกี่ยวข้องต้องใช้ข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาคดีความ หากเป็นกรณีอื่นๆ นายทะเบียนจะพิจารณาอนุญาตเป็นรายๆ ไป ตามเหตุผลและความจำเป็นของผู้ขอ สามารถยื่นคำขอได้ที่กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งในพื้นที่รับผิดชอบ และต้องมีเอกสารหลักฐานจากหน่วยงานราชการยื่นร่วมด้วย หากเจ้าหน้าที่เปิดเผยข้อมูลทะบียนรถจากการให้บริการรับเช็คทะเบียนรถ หรือรับสืบทะเบียนรถโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จะมีโทษทั้งจำเเละปรับตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ 2550 วันนี้รวบรวมวิธีเช็คทะเบียนรถเพื่อตรวจสอบว่าใครเป็นเจ้าของรถอย่างถูกต้องตามกฎหมายมาฝาก


1. หลักเกณฑ์การยื่นและพิจารณาคำขอเพื่อ “เช็คทะเบียนรถ”
การเช็คทะเบียนรถเพื่อตรวจสอบรายชื่อและข้อมูลเจ้าของรถ จะเปิดให้ยื่นคำขอเฉพาะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรถเเละต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปประกอบการพิจารณคดีความเท่านั้น หากผู้ยื่นคำขอต้องการนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ นายทะเบียนจะพิจารณาตามเหตุผลและความจำเป็นของผู้ยื่นคำขอเป็นรายกรณีไป มีรายละเอียดหลักเกณฑ์การพิจาณาคำขอเพื่อเช็คทะเบียนดังนี้

    1) ผู้ยื่นคำขอจะต้องเป็นบุคคลที่มีส่วนได้เสียหรือประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลที่ขอตรวจสอบ

    2) กรณีขอรับรองสำเนารายการจดทะเบียนรถและรายการชื่อเจ้าของรถต้องยื่นคำขอ ณ สำนักงานขนส่งเขตพื้นที่ที่รถนั้นอยู่ในความรับผิดชอบ

    3) ผู้ที่ประสงค์จะเข้าตรวจดูหรือขอถ่ายสำเนาข้อมูลข่าวสารต้องแนบหลักฐานตามกรณี ดังนี้

- ศาล ต้องมีหมายศาลหรือคำสั่งศาล

- เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐ หรือบุคคลที่มีอำนาจตามกฎหมาย เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องมีหนังสือนำส่งเรื่องจากหน่วยงาน เพื่อขอตรวจดูหรือขอสำเนาข้อมูลข่าวสาร

- ทนายความ ต้องมีสำเนาใบอนุญาตทนายความและสำเนาบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจท้องที่ที่เกิดเหตุ หรือสำเนาใบแต่งทนาย

- บริษัทประกันภัย ต้องมีสำเนาหนังสือแต่งตั้งเป็นตัวแทนบริษัทประกันภัย สำเนาบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจท้องที่ที่เกิดเหตุ

 
2. เอกสารหลักฐานประกอบการ “เช็คทะเบียนรถ”
ผู้ยื่นคำขอเช็คทะเบียนรถเพื่อตรวจสอบรายชื่อและข้อมูลเจ้าของรถ ต้องยื่นเอกสารหลักฐานแสดง ความเกี่ยวข้องหรือแสดงวัตถุประสงค์ของการตรวจสอบข้อมูลประกอบการพิจารณา โดยมีรายละเอียดเอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ดังนี้

    1) บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง เเละสำเนา พร้อมลงลายมือชื่อรับรองสำเนาให้ครบถ้วน)

    2) หนังสือรับรองนิติบุคคล (ฉบับจริง เเละสำเนา พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนผู้มีอำนาจลงนามให้ครบทุกคน) กรณีสำเนาต้องลงลายมือชื่อผู้มีอำนาจลงนามให้ครบถ้วนพร้อมประทับตรานิติบุคคลในเอกสารทุกฉบับ (ถ้ามี) และแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้มีอำนาจลงนามทุกคน

    3) หนังสือนำส่งเรื่องของหน่วยงานของรัฐขอตรวจดูหรือขอสำเนาเอกสาร (ฉบับจริง) กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐ หน่วยงานของรัฐ หรือบุคคลที่มีอำนาจตามกฎหมายเป็นผู้ขอตรวจดูหรือขอสำเนาเอกสาร

    4) สำเนาหนังสือแต่งตั้งเป็นตัวแทนบริษัทประกันภัย พร้อมลงลายมือชื่อรับรองสำเนาให้ครบถ้วน กรณีบริษัทประกันภัยเป็นผู้ขอตรวจดูหรือขอสำเนาเอกสาร

    5) สำเนาใบอนุญาตทนายความ หรือสำเนาใบแต่งทนาย กรณีทนายความเป็นผู้ขอตรวจดูหรือขอสำเนาเอกสาร

    6) สำเนาบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจที่เกิดเหตุ (ฉบับจริง และสำเนา พร้อมลงลายมือชื่อรับรองสำเนาให้ครบถ้วน)


3. ขั้นตอนการ “เช็คทะเบียนรถ”
การเช็คทะเบียนรถจะเป็นการดำเนินการเบ็ดเสร็จในจุดเดียว โดยระยะเวลาดำเนินการจะเริ่มนับตั้งแต่รับคำขอ พร้อมเอกสารครบถ้วน ไม่รวมระยะเวลารอคอย และไม่นับรวมกรณีระบบหรืออุปกรณ์ขัดข้อง คาดว่าจะใช้ระยะเวลาดำเนินการประมาณ 1 ชั่วโมง

    1) รับคำขอ
    2) ตรวจสอบหลักฐานประกอบคำขอ
    3) พิจารณา
    4) อนุมัติ
    5) รับชำระค่าธรรมเนียม
    6) ออกใบเสร็จรับเงิน
    7) รับรองสำเนาข้อมูลทะเบียนรถหรือสำเนาต้นทะเบียนรถ
    8) จ่ายเรื่อง
 

4. ค่าธรรมเนียมในการ “เช็คทะเบียนรถ”
ค่าใช้จ่ายในการเช็คทะเบียนรถจะเเตกต่างกันตามประเภทรถที่ต้องการตรวจสอบข้อมูล มีรายละเอียดค่าธรรมเนียมดังนี้

    1) ค่าคำขอ ฉบับละ 5 บาท
    2) ค่าขอค้นเอกสาร ครั้งละ 50 บาท (รถจักรยานยนต์ ครั้งละ 10 บาท, รถอื่น นอกจากรถจักรยานยนต์ ครั้งละ 50 บาท)
    3) ค่ารับรองสำเนา แผ่นละ 20 บาท

 
5. ช่องทางบริการเพื่อ “เช็คทะเบียนรถ”
การยื่นคำขอเพื่อเช็คทะเบียนรถสามารถดำเนินการได้ที่หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร หรือสำนักงานขนส่งประจำจังหวัด มีรายละเอียดช่องทางบริการยื่นคำขอเช็คทะเบียนรถดังนี้

    1) พื้นที่กรุงเทพมหานคร ติดต่อได้ที่กรมการขนส่งทางบกและสำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร ตามเเต่ละเขตพื้นที่รับผิดชอบ

    2) กรมการขนส่งทางบก สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 5 (จตุจักร) ติดต่อที่อาคาร 2 กรมการขนส่งทางบก

            - ประเภทรถจักรยานยนต์ ติดต่อได้ที่อาคาร 2 ชั้น 1
            - ประเภทรถเก๋ง ติดต่อได้ที่อาคาร 2 ชั้น 2
            - ประเภทรถกระบะ ติดต่อได้ที่อาคาร 2 ชั้น 3

    3) พื้นที่ต่างจังหวัด ติดต่อได้ที่สำนักงานขนส่งประจำจังหวัด


6. ความผิดตามกฎหมายหาก “เช็คทะเบียนรถ” โดยมิชอบ
หากพนักงานของรัฐที่มีอำนาจในการเข้าถึงข้อมูล นำข้อมูลดังกล่าวออกมาเผยเเพร่โดยมิชอบ จะมีความผิดดังต่อไปนี้

1)  พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ 2550 มาตรา 13 ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
 
2)  ความผิดเพิ่มในฐานะพนักงานของรัฐ ซึ่งเผยแพร่ข้อมูลที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน มีโทษทั้งจำทั้งปรับ


7. ช่องทางติดต่อสอบถาม/ขอคำแนะนำเพิ่มเติมเพื่อ “เช็คทะเบียนรถ”
สามารถติดต่อสอบถามและขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
    1) กรมการขนส่งทางบก สำนักงานขนส่งเขตพื้นที่ 5 (จตุจักร) โทรศัพท์ 0-2271-8888
    2) สายด่วนศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน โทรศัพท์ 1584
    3) สายด่วยศูนย์บริการประชาชน สานักปลัดสานักนายกรัฐมนตรี โทรศัพท์ 1111


“เช็คทะเบียนรถ” เพื่อตรวจสอบเจ้าของรถคู่กรณีเมื่อเกิดอุบัติเหตุอาจดูเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับบุคคลทั่วไป เเต่จะดีกว่าไหม? ถ้าจะมีตัวแทนจากบริษัทประกันภัยช่วยดูแลทุกความวุ่นวายใจให้คุณ ไม่ว่าจะรถชนรถ รถชนของ รถคันอื่นมาชน เกิดอุบัติเหตุนอกเมือง สูญหายไฟไหม้ น้ำท่วม “ประกันภัยรถยนต์คนกรุง” ก็พร้อมช่วยดูแลคุณด้วยเบี้ยเริ่มต้น 11,600 บาท เบี้ยไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ราคาคงที่เท่ากันทุกปี คุ้มครองครอบคลุมทุกกรณี มาพร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินทางรถยนต์

สนใจรายละเอียด คลิก ประกันรถยนต์

108
เบรกระบบที่เกี่ยวกับความปลอดภัยในรถ ที่คนใช้รถต้องมีใช้งานอยู่ทุกวัน หากเกิดปัญหาขึ้นมาอาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงได้ เราต้องหมั่นสังเกตและดูแลอย่างสม่ำเสมอให้เบรกใช้งานได้ดีเป็นปกติไม่เกิดปัญหาในระหว่างขับขี่ มีคำแนะนำเกี่ยวการการดูแลเบรกแบบง่ายๆมาบอกกันดังนี้


การดูแลรักษา และ ข้อควรระวังของระบบเบรก

1. ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรกปีละครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบเบรกเกิดสนิม

2. น้ำมันเบรก ควรใช้ให้ตรงกับมาตราฐานที่ผู้ผลิตกำหนด เช่น DOT3 จะไม่สามารถนำน้ำมันเบรก DOT อื่นมาผสมได้ หรือนำน้ำมันอื่นมาเติมแทน เพราะจะทำให้ลูกยางเบรกเกิดอาการบวมได้

3. การเช็กระยะห่างผ้าเบรกในระบบดรัมเบรก (Drum Brake) ระยะห่างระหว่างผ้าและจานเบรกที่มากขึ้น จะสังเกตได้จากการเหยียบเบรกจะต่ำลงและการดึงเบรกมือที่สูงขึ้น

4. หากระดับน้ำมันเบรกลดต่ำลง ควรถอดจานเบรกออกมาทำความสะอาดและปัดฝุ่น จากนั้นจึงจัดให้ระยะผ้าเบรกให้ชิดขึ้น โดยใช้ไขควงเขี่ยเฟืองตั้งให้หมุนตามฟันตั้ง ส่วนด้านหลังจานเบรกใส่ล้อไขแล้วหมุนให้แน่น

5. การตรวจสอบผ้าเบรก ผ้าเบรกถือว่าเป็นส่วนที่สึกหรอได้ง่าย เนื่องจากเกิดการเสียดสีบ่อยครั้ง รวมไปถึงฝุ่นเกาะได้ จึงควรถอดออกมาเช็ดเป็นประจำ

6. การเจียรจานเบรกการใช้ผ้าเบรกที่มีโลหะผสมอยู่ ประกอบด้วยฝุ่น หิน และการปล่อยให้ผ้าเบรกหมด จะทำให้จานเบรกเกิดเป็นรอย และการขับรถลุยน้ำในขณะที่จานเบรกกำลังร้อน จานเบรกจะเกิดการคดหรือบิดตัว ต้องรีบทำการเจียรจาน ซึ่งทำได้ทั้งหมด 2 วิธี คือ การถอดจานเบรคมาเจียรด้วยเครื่องเจียรจาน และการใช้เครื่องเจียรจานแบบประชิดล้อ

7.  ล้างและเปลี่ยนชุดเบรก เบรกเป็นส่วนที่ถูกใช้งานบ่อยครั้ง ควรได้รับการเปลี่ยนชุดซ่อมอย่างน้อย 2-4 ปีต่อครั้ง เช่น ลูกยางแม่ปั๊มเบรก ลูกยางลูกสูบเบรก และยางกันฝุ่น ส่วนรถที่ถูกนำไปลุยน้ำมาต้องรีบตรวจสอบทันที เพราะน้ำที่หลุดลอดเข้าไปในกระบอกเบรกและแม่ปั๊มเบรก จะทำลายลูกสูบ เบรกทำให้เกิดสนิม เป็นตามด และทำให้เกิดอาการเบรกติด หรือน้ำมันเบรกรั่วซึม หากรถมีลูกยางกันฝุ่นที่เก่าใกล้หมดสภาพ จะไม่สามารถกันน้ำและฝุ่นได้เลย


การขับขี่รถยนต์ ต้องระมัดระวังในทุกการเดินทาง เพราะอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ จากหลายสาเหตุ อาจเกิดจากตัวเรา จากสภาพรถยนต์ที่ไม่พร้อม หรือจากเหตุอื่นๆที่ไม่คาดคิด บนท้องถนน เพิ่มความคุ้มครองให้รถและคุณ ด้วย ประกันรถยนต์ที่มีให้เลือกหลากหลาย https://www.smk.co.th/premotor.aspx

109
จากสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศเขตกรุงเทพฯ ที่สูงเกินค่ามาตราฐาน กลายเป็นปัญหาใหญ่ของคนอาศัยอยู่ในเมือง เนื่องจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5  มีขนาดเล็กมากสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้ ทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ และก่อให้เกิดเป็นโรคมะเร็ง สาเหตุส่วนหนึ่งของปัญหามาควันจากท่อไอเสียรถยนต์ในเมืองที่การจราจรหนาแน่น ซึ่งเราเองก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างมลพิษในอากาศได้  จะมีส่วนช่วยลดปัญหานี้อย่างไร มีคำแนะนำมาบอกกันดังนี้

ควันรถยนต์
ประกอบด้วยฝุ่นละอองขนาดเล็ก และสารพิษอีกหลายชนิดโดยกว่า 40 ชนิด สามารถแทรกซึมเข้าไปสะสมในเนื้อเยื่อปอดของมนุษย์ได้ง่าย และนำพาสารพิษหลายชนิดเข้าสู่กระแสเลือด อาจเป็นสารพิษที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็ง หรือก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพได้ ควันรถยนต์ จะมีลักษณะของสีที่สังเกตได้ 2 แบบคือ ควันขาว ควันดำ ซึ่งแตกต่างกัน ดังนี้


1. รถควันขาว
เกิดกับเครื่องยนต์เบนซิน ปกติแล้วน้ำมันเครื่องจะทำหน้าที่ลดการหล่อลื่น ลดการสึกหรอของเครื่องยนต์และหล่อเย็น เมื่อเกิดการเล็ดลอดเข้ากระบอกสูบผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงทำให้เผาไหม้ไม่หมดทำให้เกิดควัน


สาเหตุอาจเกิดจาก
1. เกิดจากแหวนลูกสูบที่ชำรุดเสียหาย โดยการที่มีควันขาวออกมาจากเครื่องยนต์นั้นอาจเกิดจากการที่น้ำมันเครื่องยนต์เข้าไปในห้องเผาไหม้มากเกินไป จากการชำรุดเสียหายของแหวนลูกสูบ และการใช้งานที่ยาวนานแต่ขาดการดูแลของแหวนลูกสูบ ซึ่งโดยปกตินั้นจะมีอายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 100,000 ถึง 300,000 กิโลเมตร
2. เกิดจากการที่ผู้ใช้รถยนต์ไม่ได้ถ่ายน้ำมันเครื่องตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งการที่ไม่ได้ถ่ายน้ำมันเครื่องตามระยะเวลาที่กำหนดจะส่งผลให้เครื่องยนต์ทำงานหนักมากขึ้นเพราะน้ำมันเครื่องมีความหนืดและเข้มข้นสูง เครื่องยนต์จึงไม่สามารถที่จะเร่งได้เต็มประสิทธิภาพเพราะมีกำลังต่ำลง และยังส่งผลให้เกิดการเสียดสีมากขึ้นภายในกระบอกสูบอีกด้วย
3. การรั่วซึมของซีลฝาสูบ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดควันขาวได้เพราะการรั่วซึมของซีลฝาสูบนั้น จะทำให้น้ำมันเครื่องยนต์ที่ไปหล่อลื่นฝาสูบเกิดการรั่วไปสู่วาล์วและห้องเผาไหม้ตามลำดับ ซีลฝาสูบนั้น จะถูกติดตั้งระหว่างเสื้อสูบกับฝาสูบ  ซีลฝาสูบนั้นสามารถที่จะชำรุดเสียหายได้จากหลาย  เช่น การที่ฝาสูบโก่ง ซึ่งจะเกิดขึ้นจากการที่เครื่องยนต์มีความร้อนสูงเกิดลิมิต และ ระบบระบายความร้อนไม่สามารถระบายความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากเพียงพอ และเมื่อเครื่องยนต์กำลังทำงาน และส่งแรงดันจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง ก็อาจจะทำให้ฝาสูบโก่งได้เช่นกัน และท้ายที่สุดก็ทำให้ซีลฝาสูบเสียหาย และในบางกรณีนั้นฝาสูบอาจถึงขั้นแตกได้เมื่อฝาสูบโก่งขึ้นและหน้าสัมผัสของฝาสูบและเสื้อสูบนั้นไม่ได้ประกบกันสนิท
4. การที่น้ำมันเครื่องรั่วจากด้านบน เข้าสู่ห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ สาเหตุนี้เกิดจากการที่น้ำมันเครื่องที่อยู่ภายในฝาครอบวาล์วนั้นรั่วผ่านก้านวาล์ว และซีลก้านวาล์วสึกหรอหรือชำรุด จึงทำให้รั่วผ่านวาล์วไปได้ หรืออาจจะเกิดจากบ่าวาล์วที่ปิดไม่สนิท การตั้งระบบเปิดปิด วาล์ว ไอดีและไอเสียที่ผิดพลาด ทำให้จังหวะในการจุดระเบิดเชื้อเพลิงผิดจังหวะไปได้
5. ตัวแหวนลูกสูบที่ชำรุดเสียหาย โดยตัวแหวนนั้นอาจแตกหักหรือชำรุด ทำให้ขาดความยืดหยุ่นจากความร้อน หรือการขาดการดูแลรักษา


วิธีแก้ไข
1. การซ่อมแซมดูแลส่วนที่สึกหรอ เช่น การเปลี่ยนแหวนลูกสูบ หรือตัวลูกสูบ
2. เช็กปั๊มของเครื่องยนต์โดยการนำรถไปเข้าศูนย์บริการ และปรับแต่งระบบจ่ายน้ำมัน
3. การเปลี่ยนน้ำมันเครื่องให้ตรงเวลา รวมถึงการเปลี่ยนไส้กรองอากาศใหม่ และการล้างท่อไอเสียโดยใช้น้ำล้าง หรือใช้ลมฉีดล้างเขม่าควันและฝุ่นละออง ภายในท่อไอเสีย


รถควันดำ
เป็นปัญหากับเครื่องยนต์ดีเซล เพราะเป็นการจุดระเบิดที่อาศัยการอัดอากาศและเชื้อเพลิงให้มีความดันสูงจนเชื้อเพลิงสามารถติดไฟ ด้วยประเภทของน้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงที่ติดไฟยาก  ใช้เวลาในการเผาไหม้นานทำให้เกิดเขม่าสูง จึงมีการติดตั้ง EGR หรือ Exhaust Gas Recirculation หมุนวนไอเสียกลับมาใช้ ใหม่เพื่อให้มลพิษที่ปล่อยน้อยลง ซึ่งการเกิดควันดำในเครื่องดีเซลมีทั้งที่แบบเป็นปรกติ และมีปัญหา ดังนี้


สาเหตุอาจเกิดจาก
- กดคันเร่งหนักเกินไป มีการเผาไหม้เยอะ ทำให้ระบบ EGR ดูดไอเสียวนกลับมาใช้ได้ไม่หมด จนมีเขม่าควันดำเล็ดลอดมาให้เห็น เป็นอาการที่พบได้ปรกติ และรถที่ไปอุดEGR ทำให้มีควันดำได้
- เครื่องยนต์เก่า เครื่องหลวม ทำให้การอัดจุดระเบิดไม่ดีพอ เขม่ามีมากเกินที่ผ่านระบบ EGR และ ท่อแคทตาไลติก (Catalytic) ตัวกรองไอเสีย
- ไส้กรองอากาศสกปรกเกิดการอุดตัน อากาศผ่านไอดีที่เข้าไปผสมไม่สมดุล
- ระบบจ่ายน้ำมันปีปัญหา หัวฉีด ปั๊มติ๊ก ทำให้จ่ายน้ำมันมากเกินไป หรือองศาการฉีดน้ำมัน ส่งผลให้เกิดควันดำได้ทั้งหมด
- หัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงสกปรก ชำรุด ความดันหัวฉีดต่ำ น้ำมันเชื้อเพลิงที่ไม่ได้มาตรฐาน
- น้ำมันเครื่องเสื่อมสภาพ ขาดการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง
- การปรับแต่ระบบปั๊มจ่ายน้ำมันไม่เหมาะสม และตั้งจังหวะการฉีดน้ำมันไม่ถูกต้อง องศาการฉีดไม่เหมาะสม ฉีดน้ำมันมากเกินไป
- บรรทุกเกินอัตราที่กำหนด
- อุณหภูมิไม่ถึงอุณหภูมิทำงาน
- กำลังอัดต่ำ ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด
- ประเก็นฝาสูบรั่ว
- ขาดการดูและและบำรุงรักษาเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมอ


การดูแลรักษาเครื่องยนต์เพื่อป้องกันควันดำ
- เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามกำหนดเวลา
- หมั่นทำความสะอาดและเปลี่ยนใหม่ไส้กรองอากาศใหม่เมื่ออุดตัน
- ตรวจสอบการทำงานของเครื่องยนต์ว่าอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์หรือไม่
- หลีกเลี่ยงการตั้งองศาจุดระเบิดให้ผิดเพี้ยนไปจากมาตรฐานของบริษัทผู้ผลิต
- ตรวจสอบอุปกรณ์การฉีดน้ำมันตามกำหนดเวลา หรือเมื่อเครื่องยนต์มีอาการผิดปกติ เช่น เร่งเครื่องไม่ตอบสนอง หรือตอบสนองช้า เพื่อปรับแต่งหัวฉีดเพื่อให้ฉีดน้ำมันได้เป็นฝอยละอองละเอียด ซึ่งจะทำให้เครื่องยนต์เผาไหม้ได้สมบูรณ์ไม่เกิดควันดำ
- ตรวจสอบ-เปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิงอายุอย่างเคร่งครัด
-นำรถเข้ารับการตรวจสอบกำลังอัดในกระบอกสูบ เพื่อตรวจสอบว่าเครื่องยนต์สึกหรอมากแล้วหรือไม่ เพราะเครื่องยนต์ที่สึกหรอมากจะมีกำลังอัดต่ำและการเผาไหม้จะไม่สมบูรณ์ ซึ่งจะก่อให้เกิดมีควันดำ
- หลีกเลี่ยงการบรรทุกน้ำหนักเกิดพิกัด
- เปลี่ยนเกียร์ตามความเร็วของรอบเครื่องยนต์


เพียงแค่เราหมั่นดูแลรักษารถของเราให้ดีอยู่เสมอ ก็มีส่วนช่วยลดปัญหามลพิษในอากาศได้ หากรถของเรามีอายุการใช้งานมากก็ต้องหมั่นดูแลเป็นพิเศษ ควบคู่ไปกับการเลือกใช้ประกันรถยนต์ที่ไว้ใจได้ www.smk.co.th/premotor.aspx

110
ใกล้ถึงช่วงสัปดาห์แห่งวันหยุดยาวที่หลายคนเตรียมตัวออกเดินทางต่างจังหวัดเพื่อออกท่องเที่ยวหรือกลับสู่ภูมิลำเนาถิ่นฐานบ้านเกิด หลายคนอาจเลือกเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทาง รถไฟ เครื่องบิน หรือขับรถยนต์ส่วนตัว ซึ่งพบว่าโดยสถิติแล้วการโดยสารทางถนนมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้มากที่สุด
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องเข้มงวดและให้ความสำคัญกับการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนมากเป็นกรณีพิเศษ และล่าสุด คณะรัฐมนตรีก็ได้อนุมัติหลักการ “ร่างกฎกระทรวงกำหนดความเร็วของยานพาหนะ” เพื่อปรับปรุงกฎระเบียบความปลอดภัยบนท้องถนน เป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนให้มากขึ้น เนื้อหาของร่างกฎกระทรวงนี้มีรายละเอียดอย่างไร? วันนี้มีข้อมูลมาฝากกันค่ะ


อัตรา “ความเร็วขั้นสูง” ของร่างกฎกระทรวงฉบับใหม่
ร่างกฎกระทรวงฉบับใหม่นี้ จะเป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับอัตราความเร็วในการขับรถบนทางหลวงแผ่นดินและทางหลวงชนบท โดยได้กำหนดความเร็วขั้นสูงของการขับรถบนทางที่มีทางเดินรถทางเดียวตั้งแต่ 2 ช่องทางเดินรถขึ้นไป มีเกาะกลางถนนเฉพาะแบบกำแพงกั้น และไม่มีจุดกลับรถเสมอระดับถนน โดยกำหนดที่ “ความเร็วรถขั้นสูง” ไว้ดังนี้


1. รถบรรทุกน้ำหนักเกิน 2,200 กก. บรรทุกคนโดยสารเกิน 15 คน : กำหนดความเร็วสูงสุดไม่เกิน 90 กม./ชม.

2. รถลากจูง, รถยนต์ 4 ล้อเล็ก, รถยนต์ 3 ล้อ : กำหนดความเร็วสูงสุดไม่เกิน 65 กม./ชม.

3. รถจักรยานยนต์ : กำหนดความเร็วสูงสุดไม่เกิน 80 กม./ชม.

4. รถจักรยานยนต์ที่มีกำลังเครื่องยนต์ตั้งแต่ 35 กิโลวัตต์ขึ้นไป หรือมีความจุกระบอกสูบตั้งแต่ 400 ลบ.ซม. ขึ้นไป : กำหนดความเร็วสูงสุดไม่เกิน 100 กม./ชม.

5. รถโรงเรียน, รถรับส่งนักเรียน : กำหนดความเร็วสูงสุดไม่เกิน 80 กม./ชม.

6. รถบรรทุกคนโดยสารเกิน 7 คน แต่ไม่เกิน 15 คน : กำหนดความเร็วสูงสุดไม่เกิน 100 กม./ชม.

7. รถยนต์ทั่วไป : กำหนดความเร็วสูงสุดไม่เกิน 120 กม./ชม.


ส่วนข้อกำหนด “ความเร็วขั้นต่ำ” สำหรับการขับรถในช่องเดินรถ “ช่องขวาสุด” (ยกเว้นรถลากจูง, รถยนต์ 4 ล้อเล็ก, รถ 3 ล้อ, รถโรงเรียน, รถโดยสารเกิน 7 คน) ต้องใช้ความเร็วไม่ต่ำกว่า 100 กม./ชม.

นอกจากนี้ สำหรับเขตทางที่มีป้ายหรือเครื่องหมายจราจรที่แสดงว่าเป็น “เขตอันตราย” หรือระบุว่า “ให้ขับรถช้า ๆ” ผู้ขับขี่ควรลดความเร็วลง และเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ให้มากขึ้น กรณีที่เครื่องหมายจราจรกำหนดอัตราความเร็วขั้นสูง “ต่ำกว่าที่กำหนด” ให้ผู้ขับขี่รถทุกประเภทขับรถไม่เกินอัตราความเร็วขั้นสูง ตามที่เครื่องหมายจราจรระบุไว้ตามป้ายนั้น โดยให้ยึดตามป้ายจราจรเป็นหลัก

อาจจำเป็นต้องใช้เวลาสักระยะกว่าร่างกฎกระทรวงฉบับนี้จะถูกประกาศออกใช้อย่างเป็นทางการ และเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน ผู้ขับขี่ทุกคนควรขับรถด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลวันหยุดยาวที่มีปริมาณรถยนต์บนท้องถนนมากเป็นกรณีพิเศษ เเละเลือกใช้ประกันรถยนต์ที่จะช่วยแบ่งเบาะค่าใช่จ่ายที่อาจเกิดขึ้นได้  www.smk.co.th/premotor.aspx



111
ไม่ว่าจะ “ต่อภาษีรถออนไลน์ “ต่อทะเบียนรถออนไลน์” หรือ “ต่อ พ.ร.บ. ออนไลน์” จะต่อภาษีรถยนต์ หรือต่อภาษีรถมอเตอร์ไซค์ก็สามารถทำได้ง่ายๆ ผ่านเว็บไซต์ https://eservice.dlt.go.th วันนี้รวบรวมข้อมูลที่จะช่วยให้การต่อภาษีรถประจำปีจะไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไปมาฝากกัน

1. รถเกิน 7 ปี ต่อภาษีออนไลน์ได้ไหม?
รถยนต์และจักรยานยนต์ทุกจังหวัดทะเบียนที่ไม่ใช้เชื้อเพลิงแก๊สทุกชนิด เเละมีสถานะรถ “ปกติ” หรือหมายถึงรถที่ค้างชำระภาษีรถไม่เกิน 1 ปี, รถที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษี, รถที่ไม่ใช่รถของหน่วยงานราชการ หรือรถที่ไม่ถูกอายัดโดยระบบงานของกรมการขนส่งทางบก สามารถยื่นชำระภาษีประจำปีผ่านระบบอินเตอร์เน็ตได้โดยมีเงื่อนไขดังนี้
   
- รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รย.1) อายุรถไม่เกิน 7 ปี และน้ำหนักรถไม่เกิน 2,200 กิโลกรัม
- รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน (รย.2) อายุรถไม่เกิน 7 ปี และน้ำหนักรถไม่เกิน 2,200 กิโลกรัม
- รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล (รย.3) อายุรถไม่เกิน 7 ปี และน้ำหนักรถไม่เกิน 2,200 กิโลกรัม
- รถจักรยานยนต์ (รย.12) อายุรถไม่เกิน 5 ปี

ทั้งนี้ หากเป็นรถที่ค้างชำระภาษีเกิน 1 ปี อายุรถเกิน หรือน้ำหนักรถเกิน 2,200 กิโลกรัม ให้ดำเนินการตรวจสภาพรถที่สถานตรวจสภาพรถเอกชนหรือ ตรอ. และยื่นชำระที่สำนักงานขนส่งจังหวัด/สาขาเท่านั้น รวมถึงหากเป็นรถที่ติดตั้งแก๊สให้ดำเนินการตรวจสภาพถังแก๊สตามประกาศกรมฯ และยื่นชำระภาษีรถที่สำนักงานขนส่งจังหวัด/สาขาเท่านั้นเช่นกัน


2. ต่อ พ.ร.บ. ออนไลน์ ทำอย่างไร
ผู้ยื่นชำระภาษีรถประจำปีผ่านระบบอินเตอร์เน็ตสามารถเลือกซื้อกรมธรรม์ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ได้จาก 2 ช่องทาง ได้แก่ 1) ซื้อจากในระบบ หรือ 2) ซื้อผ่านผู้ให้บริการภายนอก เช่น บริษัทประกันภัย ตัวแทน หรือนายหน้าโดยต้องกรอกข้อมูลบริษัทประกันภัย เลขที่กรมธรรม์ และวันสิ้นสุดอายุความคุ้มครองให้ถูกต้องตรงตามความจริง โดยข้อมูล พ.ร.บ. ที่ระบุจะถูกตรวจสอบ และบันทึกเป็นหลักฐานทางกฎหมาย หากระบุข้อมูลอันเป็นเท็จ ไม่ถูกต้อง หรือไม่เป็นความจริง จะมีผลต่อความคุ้มครองของกรมธรรม์ ทั้งนี้ วันสิ้นอายุความคุ้มครองต้องไม่น้อยกว่า 90 วัน นับจากวันที่ยื่นชำระภาษีถึงวันสิ้นอายุคุ้มครองของ พ.ร.บ.


3. ต่อภาษีรถออนไลน์ราคาเท่าไร
อัตราค่าใช้จ่ายในการต่อภาษีรถยนต์ออนไลน์ของรถเเต่ละคันจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับประเภทของรถ ปีใช้งาน ความจุ เเละปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถเเบ่งการจัดเก็บภาษีรถได้ 4 รูปแบบ ได้แก่ 1) การจัดเก็บภาษีรถตามความจุกระบอกสูบ (ซีซี), 2) การจัดเก็บภาษีรถเป็นรายคัน, 3) การจัดเก็บภาษีรถตามน้ำหนัก และ 4) การจัดเก็บภาษีรถตามประเภทของรถที่ขับเคลื่อนด้วยกำลังไฟฟ้า ตลอดจนมีค่าธรรมเนียมการบริการต่อภาษีรถออนไลน์ที่เกี่ยวข้อง


4. ขั้นตอนการต่อภาษีรถออนไลน์ มีอะไรบ้าง
1) เข้าเว็บไซต์ https://eservice.dlt.go.th
2) ลงทะเบียนเพื่อขอรับรหัสผ่าน (สำหรับสมาชิกใหม่)   
3) Log-in เข้าสู่ระบบ   
4) ยื่นชำระภาษีรถประจำปี ที่เมนู “ยื่นชำระภาษีรถยนต์ประจำปี”   
5) กรอกรายละเอียดเกี่ยวกับรถ เพื่อลงทะเบียนรถ แล้วยื่นชำระภาษี   
6) กรอกรายละเอียดเกี่ยวกับหลักฐานการเอาประกัน ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
พ.ศ.2535 (กรณี พ.ร.บ. ที่มีความคุ้มครองมากกว่า 3 เดือน) หรือสามารถซื้อ พ.ร.บ. ได้จากระบบ   
7) เลือกช่องทางการชำระเงินเพียง 1 ช่องทาง
8) กรณีชำระเงินยังไม่สำเร็จ/ยังไม่ได้ชำระเงิน สามารถเปลี่ยนช่องทางการชำระเงิน ได้ที่เมนู “ตรวจสอบผลการชำระภาษี/เปลี่ยนช่องทางชำระเงิน”


5. ต่อภาษีรถออนไลน์กี่วันได้
ผู้ยื่นต่อภาษีรถออนไลน์ประจำปีผ่านระบบอินเตอร์เน็ต สามารถตรวจสอบสถานะการดำเนินการยื่นชำระภาษี สถานะการจัดส่งเอกสาร หมายเลข EMS เลขกรมธรรม์ หรือปัญหาจากการยื่นชำระ ได้ที่เมนู “ตรวจสอบผลการชำระภาษี/เปลี่ยนช่องทางชำระเงิน” ในหน้าเว็บไซต์ https://eservice.dlt.go.th

กรณีที่ยื่นต่อภาษีรถออนไลน์ตามขั้นตอนปกติ ไม่พบกรณีผิดพลาดหรือต้องตรวจสอบเพิ่มเติม กรมการขนส่งทางบกจะจัดส่งใบเสร็จรับเงินเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี และสมุดกรมธรรม์ พ.ร.บ คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถให้ผู้ชำระเงินทางไปรษณีย์ตามที่อยู่จัดส่งเอกสารที่กรอกผ่านหน้าเว็บไซต์ ซึ่งจะใช้ระยะเวลาดำเนินตั้งแต่ชำระเงินค่าภาษีสำเร็จถึงวันที่ได้รับเอกสารจากไปรษณีย์ไม่เกิน 5 วันทำการ


6. รถขาดต่อภาษีประจำปี โดนปรับเท่าไร
รถที่ไม่ต่อภาษีหรือต่อภาษีรถล่าช้าจะมีค่าปรับร้อยละหนึ่งต่อเดือน และหากไม่ดำเนินการชำระภาษีรถประจำปีติดต่อกันเกิน 3 ปี จะส่งผลให้ทะเบียนรถถูกระงับ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการทางทะเบียนรถต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการโอนเปลี่ยนชื่อ การแจ้งเปลี่ยนสี การแก้ไขรายการคู่มือรถ เป็นต้น ทำให้เกิดปัญหาและความยุ่งยากในภายหลัง เจ้าของรถจึงควรดำเนินการชำระภาษีรถประจำปีให้เรียบร้อยเป็นปัจจุบัน

กรณีที่หยุดใช้รถ เลิกใช้รถ หรือรถชำรุดสูญหาย เป็นเหตุให้รถใช้งานไม่ได้ในทุกกรณี ต้องแจ้งการไม่ใช้รถ ณ สำนักงานขนส่งที่รถนั้นจดทะเบียนอยู่ หรือสำนักงานขนส่งทุกแห่งทั่วประเทศ โดยใช้แบบคำขอแจ้งการไม่ใช้ พร้อมนำแผ่นป้ายทะเบียนรถคืน โดยเอกสารที่ต้องเตรียมมาด้วย ได้แก่ คู่มือจดทะเบียนรถ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และหนังสือมอบอำนาจ (กรณีเจ้าของรถไม่มาดำเนินการเอง) เพื่อไม่ให้มีภาระต้องชำระภาษีประจำปี


นอกจากการต่อภาษีรถออนไลน์จะช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายมากขึ้นแล้ว การต่อภาษีรถประจำปีอย่างต่อเนื่องจะช่วยส่งเสริมให้ผู้ขับขี่ทุกคนได้รับความคุ้มครองพื้นฐานจากอุบัติเหตุทางถนนที่อาจเกิดขึ้นได้ในระหว่างการสัญจร ซึ่งส่งผลให้เกิดความปลอดภัยในระหว่างขับขี่มากขึ้น เเต่จะปลอดภัยเเละอุ่นใจมากยิ่งขึ้นด้วย
ประกันรถยนต์ คลิก https://www.smk.co.th/premotor.aspx

112
เริ่มออกโครงการมาให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นกับการสนับสนุนให้เกิดการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ รถยนต์ EV ที่ในปัจจุบันได้ถูกพัฒนาให้สามารถชาร์จพลังงานไฟฟ้าได้จากที่บ้านโดยตรง แต่ก็ใช่ว่าบ้านทุกหลังจะสามารถชาร์จไฟรถยนต์ EV ได้โดยตรง แล้วจะรู้ได้อย่างไร ว่าบ้านแบบไหนที่ต้องมีการปรับปรุงหรือเตรียมพร้อมสำหรับการรองรับรถยนต์ EV วันนี้มีข้อมูลมาฝากกันค่ะ



รถพร้อม! คนพร้อม! บ้านไม่พร้อม!

ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามาใช้งานที่บ้าน สิ่งหนึ่งที่ควรทำคือการเตรียมความพร้อมให้กับบ้าน เพื่อให้สามารถรองรับการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ แล้วเราควรมีวิธีเตรียมความพร้อมระบบไฟฟ้าภายในบ้านอย่างไรบ้าง



1. ตรวจสอบขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า

เพราะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จำเป็นต้องใช้กระแสไฟฟ้าขณะชาร์จไฟ 8 – 16 แอมป์ ต่อเนื่องไปจนกว่าแบตเตอรี่ของรถยนต์จะมีพลังงานเต็ม ดังนั้นมิเตอร์ไฟฟ้าของบ้านจึงควรมีขนาดไม่น้อยกว่า 30 แอมป์ โดยสามารถตรวจสอบขนาดของมิเตอร์ได้จากป้ายที่ติดในตัวเครื่องวัดหน้าบ้าน หรือสอบถามได้ที่ MEA Call Center 1130 โดยแจ้งหมายเลขมิเตอร์จากใบเสร็จค่าไฟฟ้าที่ได้รับ



2. ตรวจสอบตู้ควบคุมไฟฟ้า

ภายในตู้ควบคุมไฟฟ้า หรือ Main Distribution Board – MDB) จะมีช่องว่างสำรองสำหรับติดตั้ง Main Circuit Breaker เพื่อควบคุมวงจรชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้าอีก 1 ช่อง ซึ่งหากภายในตู้ไม่มีช่องว่างสำรองไว้ อาจจำเป็นจะต้องเพิ่มตู้ควบคุมย่อยต่างหากอีก 1 ตู้ ซึ่ง  Main Circuit Breaker นี้ จะต้องมีขนาดที่พอเหมาะกับขนาดของสายไฟและขนาดของกระแสไฟที่ใช้ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าของเรา โดยการเดินสายและติดตั้งอุปกรณ์ จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่การไฟฟ้านครหลวงกำหนด



3. ตรวจสอบสายไฟฟ้าหลักที่เข้าสู่ตัวบ้านและเบรกเกอร์ในตู้ควบคุมไฟฟ้า

หากมีความจำเป็นต้องเพิ่มขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า สิ่งที่ต้องพิจารณาต่อมาก็คือ การเพิ่มขนาดสายเมนและเพิ่มพิกัด MCB ให้สามารถรองรับปริมาณกระแสไฟฟ้ารวมที่ใช้เพิ่มขึ้น จะต้องสอดคล้องกันทั้ง 3 ส่วน คือ ขนาดมิเตอร์ ขนาดสายเมน และขนาดของ MCB ดังตารางต่อไปนี้



4. ศึกษาข้อมูลระบบการชาร์จของรถยนต์ไฟฟ้า

การนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามาใช้นับเป็นเรื่องใหม่ของผู้คนในประเทศ ก่อนตัดสินใจลงซื้อมาไว้ใช้ในครอบครัว ควรศึกษาข้อมูลรายละเอียดของรถยนต์ให้ดีเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้กับทั้งรถยนต์และตัวบ้าน โดยเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต้องทราบ ได้แก่



    • Mode ของอุปกรณ์ชาร์จ (EVSE)

    • ขนาดของกระแสไฟสูงสุดขณะชาร์จไฟ

    • พิกัดแรงดันที่รถยนต์ใช้

    • ขนาดกำลังอุปกรณ์ชาร์จไฟฟ้าภายในรถยนต์ (On-Board Charger)

    • ระยะเวลาที่ใช้ในการชาร์จไฟแต่ละครั้ง



คนปลอดภัย บ้านปลอดภัย รถยนต์ต้องปลอดภัยด้วยประกันรถยนต์จาก  www.smk.co.th/premotor.aspx

หน้า: 1 2 [3]