ThaiFranchiseCenter Webboard
การให้บริการทางธุรกิจ | Business Service => การเงิน | Finance => ข้อความที่เริ่มโดย: กฤษณะ หลักดี ที่ มกราคม 29, 2026, 07:16:52 AM
-
(https://i.postimg.cc/2jnS0gvk/ff-sahr-bth-rk-c.jpg)
ธุรกิจบริการจำนวนมาก “ทำรายได้จริง” แต่กลับสะดุดตอนขอเงินทุน เพราะไม่มีสินค้า ไม่มีสต๊อก และไม่มีทรัพย์สินให้ใช้เป็นหลักประกันเหมือนธุรกิจค้าขาย ทว่าในโลกความจริงของปี 2569 ผู้ประกอบการบริการกลับต้องการเงินทุนไม่ต่างกัน—ทั้งเพื่อเสริมสภาพคล่อง ระหว่างรอเก็บเงินจากลูกค้า หรือเพื่อขยายทีมและยกระดับบริการให้แข่งขันได้
ภาพใหญ่ของระบบการเงินในช่วงหลังสะท้อนชัดว่า “ความเสี่ยงเครดิต” ถูกจับตาเข้มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและเอสเอ็มอี ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานว่าในไตรมาส 1/2025 สินเชื่อกลุ่ม SMEs ยังหดตัวต่อเนื่องท่ามกลางความเสี่ยงเครดิตที่สูงขึ้น และ NPL ในระบบธนาคารเพิ่มขึ้น โดยแรงขับหนึ่งมาจากกลุ่ม SMEs ด้วย ขณะเดียวกันสื่อเศรษฐกิจยังรายงานภาพ “แหล่งเงินทุนสินเชื่อsme (https://www.easycashflows.com/knowledge/sme-business-loans)
ลดลง/มาตรฐานการปล่อยกู้ตึงตัว” ในปี 2025 สอดคล้องกับการลดความเสี่ยงของธนาคาร
อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญคือ “ไม่มีสต๊อก” ไม่ได้แปลว่า “ไม่มีทางเลือก” สำหรับผู้ที่กำลังมองหา สินเชื่อไม่มีหลักประกันสำหรับธุรกิจบริการ2569 (https://www.easycashflows.com/knowledge/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A12568/%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%88sme%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%99-2568-%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3)
หรือ แหล่งเงินทุนไม่มีหลักประกัน—เพียงแต่โจทย์ของธุรกิจบริการคือ ต้องทำให้ธนาคาร “เห็นความสามารถชำระหนี้” ผ่านข้อมูลที่เหมาะสมแทนการยื่นทรัพย์ค้ำ
ในบทความหลักของ Easycashflows ระบุชัดว่า เมื่อเป็นธุรกิจบริการที่ไม่มีสต๊อก สิ่งที่ธนาคารจะพิจารณา “ละเอียดกว่าเดิม” และย้ายจากการดูทรัพย์/สต๊อก ไปเน้น “กระแสเงินสด–ยอดขาย–การเดินบัญชี” เพื่อพิสูจน์ความสามารถในการชำระหนี้แทน บทความนี้จะหยิบ “เฉพาะหัวข้อ” ธุรกิจบริการไม่มีสต๊อกที่ธนาคารดูอะไรแทน มาขยายความแบบเชิงวิเคราะห์ เพื่อให้คุณจัดเตรียมข้อมูลได้ตรงจุด และเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนในปี 2569
เมื่อไม่มีสต๊อก ธนาคาร “วัดความน่าเชื่อถือ” ด้วยอะไรแทน
แก่นคิดที่ควรจำให้ขึ้นใจ คือ “เอากระแสเงินสดพิสูจน์ความสามารถจ่าย แทนการเอาทรัพย์สินไปค้ำ” นี่คือเหตุผลว่าทำไมธุรกิจบริการ—even ไม่มีสินค้าคงคลัง—ยังมีโอกาสเข้าถึง สินเชื่อธุรกิจ sme ไม่มีหลักประกัน ได้ หากคุณทำให้ข้อมูลรายได้และเงินเข้าออก “อ่านง่าย ตรวจสอบได้ และสม่ำเสมอ”
ด้านล่างคือ 5 ปัจจัยหลักที่ธนาคารมักใช้ประเมินธุรกิจบริการ “ไม่มีสต๊อก” พร้อมข้อสังเกตเชิงวิเคราะห์ว่าคุณควรเตรียมตัวยังไงให้ข้อมูลเล่าเรื่องแทนคุณ
1) ยอดขายเฉลี่ยต่อเดือน และ “ความสม่ำเสมอ” ของรายได้
บทความหลักชี้ว่า รายได้ไม่จำเป็นต้องพุ่งทุกเดือน แต่ควรมี “รูปแบบที่คาดการณ์ได้” เช่น รายได้รายเดือน รายได้ตามฤดูกาล หรือรายได้ตามงวดงานโครงการที่มีเอกสารรองรับ
มุมมองเชิงวิเคราะห์:
ธนาคารไม่ได้กลัว “ยอดแกว่ง” เท่ากลัว “ยอดที่อธิบายไม่ได้” เพราะความสามารถชำระหนี้ของธุรกิจบริการผูกกับ “จังหวะการรับเงิน” มากกว่ามูลค่าสินทรัพย์ หากรายได้ของคุณมาจากสัญญารีเทนเนอร์ (Retainer), การรับเงินเป็นงวด (Milestone) หรือค่าบริการรายเดือน สิ่งที่ธนาคารอยากเห็นคือ
แนวโน้มรายได้ย้อนหลังที่สะท้อนความต่อเนื่อง
เหตุผลของฤดูกาล/ความผันผวน (เช่น ช่วงโปรเจกต์ใหญ่ ช่วงเทศกาล)
หลักฐานประกอบว่ารายได้จะ “เกิดซ้ำได้” ไม่ใช่โชคครั้งเดียว
ทริกที่ช่วยได้ในปี 2569:
ทำสรุปรายได้รายเดือนแบบเข้าใจง่าย (เช่น 12 เดือนย้อนหลัง) และใส่คำอธิบายสั้น ๆ ว่า “รายได้มาจากบริการประเภทใด ลูกค้ากลุ่มใด เก็บเงินรอบไหน” เพื่อให้ความผันผวนมีเหตุผล ไม่ใช่ความเสี่ยง
2) การเดินบัญชี (Statement) และพฤติกรรมเงินเข้า–ออก
บทความหลักระบุว่า ธุรกิจบริการที่เงินเข้าออกผ่านบัญชี “ชัด” มักต่อรองได้ง่ายกว่า เพราะผู้พิจารณาเห็นวงจรเงินจริง และประเมินความสามารถชำระหนี้ได้แม่นกว่า
มุมมองเชิงวิเคราะห์:
นี่คือหัวใจของคำว่า “ไม่มีหลักประกัน” เพราะเมื่อไม่มีทรัพย์ค้ำ ธนาคารต้องพึ่ง “หลักฐานการไหลของเงิน” เป็นตัวแทนความน่าเชื่อถือ หาก statement ของคุณมีเงินเข้าออกหลายช่องทางจนแยกไม่ออกว่าอะไรคือรายได้ อะไรคือเงินโอนส่วนตัว อะไรคือเงินกู้หมุนระยะสั้น ธนาคารจะตีความเป็น “ความไม่แน่นอน” ทันที
สิ่งที่ควรทำเพื่อให้ statement น่าเชื่อถือขึ้น:
แยกบัญชีธุรกิจกับบัญชีส่วนตัวให้ชัด (อย่างน้อยให้ “รายได้หลัก” เข้าบัญชีเดียว)
ลดธุรกรรมโอนวน/โอนถี่ที่อธิบายไม่ได้
หากรับเงินหลายแพลตฟอร์ม ให้สรุปยอดรายวัน/รายเดือนแนบประกอบ เพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับได้
ยิ่งในช่วงที่สินเชื่อกลุ่ม SMEs ถูกประเมินความเสี่ยงเข้มขึ้นจากภาพรวมเศรษฐกิจและคุณภาพหนี้ “ความชัดของกระแสเงินสด” จึงกลายเป็นแต้มต่อสำคัญสำหรับคนที่กำลังหา แหล่งเงินทุนไม่มีหลักประกัน ในปี 2569
3) อายุธุรกิจ และความต่อเนื่องของลูกค้า/ฐานรายได้
บทความหลักชี้ว่า ธุรกิจที่มีลูกค้าประจำ มีสัญญาต่อเนื่อง หรือมีรายได้แบบรีเทนเนอร์ จะถูกมองว่าเสี่ยงน้อยกว่างานที่มาเป็นครั้งคราวแบบคาดเดาไม่ได้
มุมมองเชิงวิเคราะห์:
สำหรับธุรกิจบริการ “ลูกค้าซ้ำ” คือสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Asset) แต่ธนาคารให้คุณค่ามาก เพราะสะท้อนความสามารถในการสร้างรายได้ต่อเนื่อง แม้ธุรกิจคุณไม่ได้เก่า—ถ้าคุณแสดง “สัดส่วนลูกค้าประจำ” ได้ ก็ช่วยลดภาพความเสี่ยงลงอย่างมีนัยสำคัญ
แนวทางทำให้ฐานลูกค้าดูเป็นระบบ (ไม่ใช่คำพูดลอย ๆ):
สรุปจำนวนลูกค้าซ้ำ (เช่น 6–12 เดือน)
สัดส่วนรายได้จากลูกค้าหลัก vs ลูกค้ารายย่อย (เพื่อให้เห็นความกระจายความเสี่ยง)
หลักฐานการต่อสัญญา/การวางบิลต่อเนื่อง
4) เอกสารรายได้ที่ “อธิบายได้” และตรวจสอบได้
บทความหลักยกตัวอย่างเอกสารที่ช่วยเล่าเรื่องรายได้ เช่น สัญญาว่าจ้าง, PO, ใบเสนอราคาที่ลูกค้าอนุมัติ, ตารางวางบิล (Billing schedule), ใบกำกับภาษี/ใบเสร็จย้อนหลัง
มุมมองเชิงวิเคราะห์:
ธุรกิจบริการพลาดกันมากตรงนี้: “มีงานจริง แต่เอกสารไม่ครบ” ผลคือธนาคารประเมินรายได้ไม่ได้ ทั้งที่คุณทำงานทุกวัน เอกสารไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงาม แต่มีไว้เพื่อ “ทำให้รายได้คาดการณ์ได้” และ “ตรวจสอบย้อนกลับได้”
การจัดเอกสารให้ธนาคารอ่านง่าย (เหมาะกับปี 2569):
ทำแฟ้ม “รายได้ต่อเนื่อง” แยกจาก “รายได้โปรเจกต์”
ใส่เอกสารตามลำดับเวลา: ใบเสนอราคา → อนุมัติ/PO → วางบิล → รับเงิน
ถ้ามีตารางวางบิล ให้ใส่กำหนดรับเงินชัดเจน เพราะธนาคารจะโยงเข้ากับความสามารถชำระหนี้
แนวโน้มการใช้ “ข้อมูลทางเลือก/ข้อมูลที่ไม่ใช่แค่งบการเงิน” เพื่อช่วยให้ SMEs เข้าถึงเครดิต เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งในเชิงปฏิบัติ “ชุดเอกสารรายได้ที่ตรวจสอบได้” ของคุณนี่แหละ คือรูปแบบหนึ่งของหลักฐานที่ช่วยให้เครดิตอ่านง่ายขึ้น
5) เครดิตส่วนบุคคลของเจ้าของกิจการ และวินัยการเงิน
บทความหลักระบุว่า เมื่อไม่มีทรัพย์ค้ำ ธนาคารจะดู “วินัยการเงิน” ของผู้บริหารมากขึ้น เช่น ประวัติบัตรเครดิต/สินเชื่อเดิม/การชำระตรงเวลา
มุมมองเชิงวิเคราะห์:
สำหรับ สินเชื่อธุรกิจ sme ไม่มีหลักประกัน ธนาคารมักมองว่า “คนบริหาร” คือหลักประกันทางพฤติกรรม เพราะหากธุรกิจสะดุด คนที่จะจัดการสถานการณ์คือเจ้าของกิจการ ดังนั้นเครดิตส่วนบุคคลที่ดีจึงไม่ใช่เรื่องส่วนตัวล้วน ๆ แต่เป็น “สัญญาณวินัย” ที่ใช้ประกอบความเชื่อมั่น
ข้อควรระวังที่พบบ่อย:
ชำระล่าช้าบ่อย แม้ยอดไม่มาก ก็ทำให้ภาพความเสี่ยงเพิ่ม
เปิดวงเงินหลายทางพร้อมกันโดยไม่มีเหตุผลด้านการเงินที่ชัดเจน
ภาระผ่อนส่วนตัวสูงจนบดบังความสามารถชำระหนี้รวม
สรุป: เปลี่ยน “ไม่มีสต๊อก” ให้เป็น “มีหลักฐาน” ที่ธนาคารเชื่อถือได้ (ปี 2569)
ปี 2569 การมองหา สินเชื่อsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 2569 หรือ แหล่งเงินทุนไม่มีหลักประกัน ไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “ที่ไหนปล่อยง่ายที่สุด” แต่ควรเริ่มจากคำถามว่า “เราทำให้ธนาคารเห็นธุรกิจชัดพอหรือยัง” เพราะในวันที่สินเชื่อ SMEs ถูกประเมินความเสี่ยงเข้มขึ้น ผู้ที่เตรียมข้อมูลกระแสเงินสด การเดินบัญชี และเอกสารรายได้อย่างเป็นระบบ จะมีอำนาจต่อรองมากกว่า และมีโอกาสเข้าถึงเงื่อนไขที่เหมาะสมกว่า
หากคุณอยากเห็นภาพรวมทั้งหมดของประเด็นนี้ (รวมถึงบริบทและคำอธิบายในบทความหลัก) แนะนำให้อ่านต้นฉบับจาก Easycashflows ซึ่งเป็นที่มาของหัวข้อ “ธุรกิจบริการไม่มีสต๊อก ธนาคารดูอะไรแทน?” แล้วนำไปเทียบกับสถานการณ์ธุรกิจของคุณโดยตรง: