ThaiFranchiseCenter Webboard

การให้บริการทางธุรกิจ | Business Service => การเงิน | Finance => ข้อความที่เริ่มโดย: องศา พิภพ ที่ มกราคม 15, 2026, 05:22:51 AM

หัวข้อ: ประกันรถยนต์ การบริหารความเสี่ยงที่ผู้ขับขี่ควรเข้าใจและเลือกให้เป็น
เริ่มหัวข้อโดย: องศา พิภพ ที่ มกราคม 15, 2026, 05:22:51 AM
(https://img5.pic.in.th/file/secure-sv1/image28488b0c738df82b7.png)

การเป็นเจ้าของรถยนต์มักมาพร้อมกับความรับผิดชอบและความเสี่ยงในการขับขี่ที่ไม่อาจคาดเดาได้ การมีประกันรถยนต์ (https://www.tqm.co.th/car-insurance)จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยการันตีความอุ่นใจให้แก่ผู้ใช้รถ เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน กรมธรรม์ฉบับนี้จะทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกัน ทำให้คุณไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายก้อนโต ที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินได้



ทำความเข้าใจเกี่ยวกับประกันภัยรถยนต์

(https://img2.pic.in.th/image14c2d4ad1b8acfdca.png)

ประกันภัยรถยนต์ คือสัญญาระหว่างเจ้าของรถกับบริษัทประกันรถยนต์ โดยเบี้ยประกันที่จ่ายก็เพื่อให้บริษัทรับผิดชอบค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับรถยนต์ ชีวิต หรือทรัพย์สินจากอุบัติเหตุที่เกี่ยวกับรถ ประกันภัยประเภทนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน ได้แก่

ประกันรถยนต์ภาคบังคับ
หรือที่รู้จักกันในชื่อ "พ.ร.บ." เป็นสิ่งที่กฎหมายกำหนดให้รถทุกคันต้องมี วัตถุประสงค์หลักคือการให้ความคุ้มครองต่อชีวิตและร่างกายของผู้ประสบภัยจากรถ ทั้งผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และคนเดินเท้า โดยเน้นการจ่ายค่ารักษาพยาบาลเป็นหลัก แต่ไม่ครอบคลุมความเสียหายของทรัพย์สินหรือตัวรถ

ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ
เป็นความคุ้มครองที่ผู้ขับขี่เลือกซื้อเพิ่มเพื่อขยายขอบเขตการดูแลให้มากขึ้น โดยประกันรถยนต์ภาคสมัครใจจะเข้ามารับผิดชอบความเสียหายต่อรถยนต์ของเราและคู่กรณี รวมถึงความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูงและมีหลายระดับให้เลือกตามความเหมาะสม



เลือกประกันชั้นไหน ต้องดูไลฟ์สไตล์ของตัวเอง

การซื้อประกันรถยนต์ไม่จำเป็นต้องเลือกสิ่งที่แพงที่สุดเสมอไป แต่ควรเลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุด ดังนี้

ประกันชั้น 1
- เหมาะกับใคร เหมาะอย่างยิ่งสำหรับรถยนต์ป้ายแดง หรือผู้ขับขี่มือใหม่ที่ยังขาดประสบการณ์ รวมถึงผู้ที่ต้องการความอุ่นใจสูงสุด แม้ว่าเบี้ยประกันจะสูงตามไปด้วยก็ตาม
- ความคุ้มครอง ประกันภัยรถยนต์ที่มอบความคุ้มครองระดับสูงสุด โดยรับผิดชอบความเสียหายทั้งต่อรถของเราและคู่กรณี ค่ารักษาพยาบาล และยังคุ้มครองอุบัติเหตุแบบไม่มีคู่กรณี รถหาย ไฟไหม้ น้ำท่วม และภัยธรรมชาติด้วย

ประกันชั้น 2+ และ 3+
- เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังคงต้องการความคุ้มครองที่จำเป็น โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกับยานพาหนะอื่น
- ประกันชั้น 2+ ถือเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับรถเก่า โดยจะซ่อมรถเรากรณีชนกับรถ พร้อมคุ้มครองกรณีรถสูญหายและไฟไหม้ แต่จะไม่ครอบคลุมอุบัติเหตุแบบไม่มีคู่กรณี
- ประกันชั้น 3+ เหมาะสำหรับรถที่ไม่ได้ใช้งานบ่อย โดยจะคล้ายกับชั้น 2+ แต่ตัดความคุ้มครองส่วนของรถหายและไฟไหม้ออกไป

ประกันชั้น 3
- เหมาะกับใคร รถเก่าที่นาน ๆ จะนำออกมาขับสักครั้ง เน้นใช้งานระยะใกล้ หรือจอดเก็บเป็นส่วนใหญ่
- ความคุ้มครอง รับผิดชอบความเสียหายต่อบุคคลภายนอกเป็นหลักทั้งทรัพย์สินและชีวิต แต่การทําประกันรถยนต์ชั้นนี้จะไม่คุ้มครองค่าซ่อมรถของเราในทุกกรณี



ขับรถไฟฟ้า ต้องซื้อประกันภัยรถยนต์แบบไหน?

สำหรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) การเลือกกรมธรรม์จะมีความเฉพาะเจาะจงมากกว่ารถยนต์สันดาป โดยเบี้ยประกันรถยนต์ของรถไฟฟ้าอาจมีราคาสูงกว่า เนื่องจากการซ่อมแซมต้องใช้ศูนย์บริการเฉพาะทาง กรมธรรม์ต้องมีความคุ้มครองครอบคลุมถึง "แบตเตอรี่แรงดันสูง" (High Voltage Battery) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของรถประเภทนี้ รวมถึงคุ้มครองอุปกรณ์การชาร์จ เช่น สายชาร์จฉุกเฉิน เครื่องชาร์จติดผนัง และระบบซอฟต์แวร์ของรถยนต์ด้วย



ซื้อประกันรถยนต์ที่ไหนดี ต้องเลือกยังไง?

บริษัทที่ขายประกันรถยนต์มีหลายเจ้า หากสงสัยว่าประกันรถยนต์บริษัทไหนดี ก่อนตัดสินใจเลือกผู้ให้บริการควรพิจารณาจากปัจจัยเหล่านี้

- ความน่าเชื่อถือ ตรวจสอบประวัติและความน่าเชื่อถือของบริษัทประกัน เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทมีศักยภาพเพียงพอที่จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้โดยไม่มีปัญหา
- เครือข่ายอู่ซ่อมมาตรฐาน ควรเช็กประกันรถยนต์ของบริษัทนั้น ๆ ก่อนว่า มีอู่ครอบคลุมพื้นที่ใกล้บ้านหรือไม่ และเป็นอู่ที่มีมาตรฐานงานซ่อมที่วางใจได้หรือเปล่า
- คุณภาพงานบริการและการเคลม ความรวดเร็วของเจ้าหน้าที่ให้บริการเมื่อเกิดเหตุ และความยากง่ายในขั้นตอนการอนุมัติซ่อม ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนคุณภาพของบริษัทได้ดีที่สุด
- ช่องทางการติดต่อ บริษัทที่มี Call Center หรือช่องทางออนไลน์ที่ติดต่อได้ตลอด 24 ชั่วโมง จะช่วยให้รองรับเหตุฉุกเฉินได้ทันท่วงที



ซื้อประกันรถยนต์กับโบรกเกอร์ปลอดภัยไหม คุ้มไหม?

หลายคนอาจลังเลว่าจะซื้อประกันรถกับบริษัทโดยตรงหรือผ่านโบรกเกอร์ดีกว่ากัน ในความเป็นจริงแล้ว หากเลือกใช้บริการผ่านโบรกเกอร์ที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้องและมีความน่าเชื่อถือ ผู้เอาประกันอาจได้รับประโยชน์ที่มากกว่าในหลายมิติ เช่น

- เปรียบเทียบราคาได้ชัดเจน โบรกเกอร์จะรวบรวมข้อเสนอจากหลายบริษัทชั้นนำมาไว้ในที่เดียว ทำให้สามารถเช็กเบี้ยประกันรถยนต์ และเปรียบเทียบราคาได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาหาข้อมูลเอง[/li][/list]
- ความสะดวกสบาย ปัจจุบันการซื้อประกันรถยนต์ออนไลน์ผ่านระบบของโบรกเกอร์สามารถทำได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว สามารถปรับเปลี่ยนแผนความคุ้มครอง ชำระเงิน และรอรับกรมธรรม์ทางอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างรวดเร็ว
- ผู้ช่วยส่วนตัว โบรกเกอร์ที่ดีจะช่วยประสานงานเคลม ติดตามเอกสาร และรักษาผลประโยชน์ให้แก่ลูกค้า โดยเฉพาะเมื่อถึงเวลาต่อประกันรถยนต์ก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยแจ้งเตือนและแนะนำโปรโมชันที่คุ้มค่าให้เสมอ
- ส่วนลดและสิทธิพิเศษ บ่อยครั้งที่โบรกเกอร์จะมีโปรโมชันหรือของแถมพิเศษต่าง ๆ ซึ่งอาจหาไม่ได้จากการซื้อกับบริษัทประกันโดยตรง



ประกันรถยนต์ ช่วยผ่อนหนักเป็นเบา คุ้มครองค่าใช้จ่ายเมื่อรถเสียหายหนัก

เพราะอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ แต่เราสามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ด้วยการเตรียมความพร้อมที่ดี การศึกษาข้อมูลของประกันรถยนต์อย่างละเอียด และเลือกความคุ้มครองที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ จะช่วยให้การวางแผนทางการเงินได้อย่างชาญฉลาด เพื่อให้ทุกเส้นทางของการขับขี่เต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างแท้จริง