3.8K
facebook
3 พฤษภาคม 2553

SMEs ควรทราบ..ผ่ามาตรการเยียวยาวิกฤติราชประสงค์


ถ้อยแถลงของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ล่าสุดที่ประเมินภาพเศรษฐกิจไทยในปีนี้และแนวโน้มในปีหน้าว่า หากไม่มีผลกระทบจากวิกฤตการณ์ของการชุมนุมทางการเมืองแล้ว

เศรษฐกิจไทยในปี 2553 มีโอกาสจะทะยานถึง 5.2–6.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีพีดี) จัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้

แต่ด้วยวิกฤติทางการเมืองที่ไทยเผชิญอยู่และยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงเมื่อใด ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายของภาคเอกชน ทำให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มจะแผ่วเบาลงในช่วงที่เหลือของปี จึงทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจขยายตัวลดลงจากที่ควรจะเป็นถึง 0.9% ของจีดีพี

ยังผลให้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2553 คาดว่าจะขยายตัวเพียง 4.3-5.8% ของจีดีพีเท่านั้น ขณะที่ประมาณการเศรษฐกิจปี 2554 อยู่ที่ 3-5% ของจีดีพี

และหากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปอีกจนถึงสิ้นปี กระทรวงการคลังและศูนย์วิจัยกสิกรไทย  มองตรงกันว่าจะฉุดเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวลดลงถึง  2%  ซึ่งหมายถึงประเทศไทยจะกลับเข้าสู่วิกฤติเศรษฐกิจอีกครั้งและยากลำบากมากที่จะประคับประคองตัวให้พ้นปากเหว
 


น่าเสียดายโอกาสทองของประเทศไทย เพราะหากพิจารณาปัจจัยเกื้อหนุนทางเศรษฐกิจที่มีอยู่เป็นทุนเดิม แม้เราจะเผชิญวิกฤติทางการเมืองต่อเนื่องหลายปี แต่ด้วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง การท่องเที่ยวที่โดดเด่น ส่งออกที่ขยับดีขึ้น ส่งผลให้ไตรมาสแรกของปีนี้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้มากกว่า 8%

ย่อมเป็นเครื่องชี้ชัดโอกาสที่ไทยจะพลิกฟื้นกลับมายืนผงาดบนเวทีโลกนั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อม!

แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะยังขยายตัวอยู่ในเกณฑ์สูง แต่ผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองอันยืดเยื้อ โดยที่ภาครัฐยังไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายให้เกิดความเป็น "นิติรัฐ" ได้อย่างแท้จริง สิ่งเหล่านี้

ปฏิเสธไม่ได้ว่าได้ "บั่นทอน" ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคธุรกิจน้อย-ใหญ่ลงไปถนัดตา

แน่นอน! ทุกฝ่ายรู้สาแก่ใจดีถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์การชุมนุมที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติ แต่เมื่อหันมาดูมาตรการเยียวยาของภาครัฐในเวลานี้ เรากลับยิ่งกังวลในมาตรการเยียวยาต่างๆของภาครัฐที่ยังคงเต็มไปด้วยความล่าช้า ขาดการบูรณาการและยังคงเดินสะเปะสะปะไปคนละทิศ

ทุกวันเวลาที่ผ่านไป ลูกจ้างและผู้ประกอบการกำลังเดือดร้อนหนักขึ้น แม้นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยืนยันจะเร่งรัดให้เร็วขึ้น แต่สุดท้ายแล้วการผลักดันมาตรการเยียวยาดังกล่าวจะทันการณ์หรือไม่ยังเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก

"ทีมเศรษฐกิจ"  ประมวลให้เห็นถึงมาตรการเยียวยาของภาครัฐที่ยังคงไม่สะเด็ดน้ำกันเสียที  ดังนี้ :
 

ยืดภาษี–ดึงเอสเอ็มอีแบงก์เยียวยา

มาตรการเยียวยาของภาครัฐแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน ประกอบด้วย 1.มาตรการด้านภาษีของกระทรวงการคลัง 2.มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการและเอสเอ็มอี และ 3.มาตรการช่วยเหลือแรงงานผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทั้งทางตรงและทางอ้อม

โดยในส่วนมาตรการด้านภาษีที่กระทรวงการคลังได้ดำเนินการไปแล้วนั้น ประกอบไปด้วย 1.การขยายระยะเวลาการยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ของรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุด 31 ธ.ค.52 จากปกติที่ต้องยื่นภายในวันที่ 30 พ.ค.53 โดยให้ขยายเวลายื่นเสียภาษีออกไปจนถึงวันที่ 30 ก.ย.53

2.การขยายระยะเวลาการยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) จากปกติให้ชำระภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปให้ขยายออกไปอีก 2 เดือนนับจากวันสิ้นสุดการชุมนุม และ 3. ให้ขยายระยะเวลาการยื่นแบบภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.3) ซึ่งปกติให้ชำระภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป โดยให้ ขยายการยื่นแบบออกไป 2 เดือน นับจากวันสิ้นสุดการชุมนุมเช่นกัน

ดูจะเป็นมาตรการเยียวยาที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดเวลานี้!!

ครม.ยังอนุมัติมาตรการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องวงเงิน 5,000 ล้านบาท ให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ได้รับผลกระทบผ่านธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.)

นายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการ ธพว. หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ชี้แจงว่า การปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 5,000 ล้านบาทนั้น ในสัปดาห์นี้ธนาคารจะหารือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเปิดให้บริการสินเชื่อภายในกลางเดือน พ.ค.นี้ โดยคาดจะช่วยเหลือผู้ประกอบการได้รับประมาณ 3,000 ราย โดยหลักเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อตามมติ ครม. ธนาคารจะปล่อยสินเชื่อรายละไม่เกิน 3 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) ลบ 3% 2 ปีแรก ต่อจากนั้น คิดอัตราเอ็มแอลอาร์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 7% ที่สำคัญเงื่อนไขการผ่อนชำระปีแรก ยังปลอดเงินต้นชำระเพียงดอกเบี้ยอย่างเดียวอีกด้วย


"ยอมรับว่าวงเงิน 5,000 ล้านบาทตามมติ ครม.นั้น คงไม่สามารถรองรับความต้องการของผู้ประกอบการที่ได้รับความเดือดร้อนทั้งหมด โดยเฉพาะผู้ประกอบการท่องเที่ยวรายใหญ่อย่างร้านอาหารและโรมแรมได้ แต่หากผู้ประกอบการต้องการกู้เงินในวงเงินที่มากกว่า 3 ล้านบาท ก็สามารถเข้าติดต่อธนาคารขอวงเงินสินเชื่อโครงการ SME POWER เพื่อการท่องเที่ยวและสินเชื่อ SME POWER ไทยเข้มแข็งได้อีก"

สำหรับสินเชื่อ SME POWER เพื่อการท่องเที่ยวนั้น ครม.มีมติให้ธนาคารช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยววงเงิน 5,000 ล้านบาท ซึ่งยังเหลือวงเงินอีก 1,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ลบ 3% เป็นเวลา 2 ปี หลังจากนั้นคิดอัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์มีระยะเวลาการกู้ 5 ปีโดยปีแรกปลอดเงินต้น
 

ปัดฝุ่น  "เรนโบว์  โปรเจกต์"  ช่วย

ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมมาตรการเยียวยาธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองโดยเฉพาะมาตรการเสริมสร้างอาชีพ   เพราะคาดว่าการชุมนุมที่ยืดเยื้อจะส่งผลกระทบให้ต้องปลดคนงานและเกิดปัญหาว่างงานตามมา โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าปัดฝุ่น "โครงการสร้างอาชีพ" หรือ "เรนโบว์ โปรเจกต์" ที่เคยใช้ช่วยเหลือคนว่างงานในช่วงวิกฤติในปีที่ผ่านมากลับมา โดยเน้นสร้างอาชีพในกลุ่มธุรกิจแฟรนไชส์ อาหาร และเครื่องดื่ม รวมถึงธุรกิจขายตรง พร้อมประสานธนาคารรัฐปล่อยกู้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับเปิดกิจการให้ด้วย

นอกจากนั้น ยังเตรียมจัดงาน "ไทยแลนด์ แกรนด์เซล" ลักษณะงานขายสินค้าธงฟ้าในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด   เพื่อนำสินค้าของผู้ประกอบการมีค้างสต๊อกอยู่   แต่ไม่มีที่ขายมาขายในงาน   เพื่อช่วยลดผลกระทบการขาดรายได้จากการชุมนุมที่ยืดเยื้อด้วย
 

ด้าน นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้อนุมัติเงินกองทุนจำนวน 410 ล้านบาท สำหรับใช้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์และสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจของไทย โดยกิจกรรมหลักที่จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ภายหลังจากการชุมนุมสงบแล้วก็คือ "โครงการไทยแลนด์ แฟชั่นเอ็กซ์โป ทู บี นัมเบอร์วัน" ในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย.นี้ ที่บริเวณราชประสงค์

"กระทรวงพาณิชย์คาดว่ากว่าถึงช่วงเวลานั้น สถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองน่าจะคลี่คลายลงไปแล้ว จึงจะใช้โอกาสนี้เรียกความเชื่อมั่นให้กับผู้ค้าจากต่างประเทศกลับเข้ามาร่วมงานในประเทศถือเป็นมาตรการเยียวยาหนึ่งที่รัฐบาลประสงค์ช่วยเหลือภาคเอกชน เพราะในงานจะเชิญบุคคลที่มีชื่อเสียง นางแบบ นักออกแบบเครื่องแต่งกายชั้นนำระดับโลกเข้ามาร่วมงานอย่างคับคั่ง ทำให้เป็นจุดสนใจ ดึงดูดผู้คนทั่วโลกมาร่วมงานได้"
 

แจกเช็คช่วยชาติแรงงาน

ในส่วนมาตรการช่วยเหลือแรงงานและลูกจ้าง ในพื้นที่ราชประสงค์ ผ่านฟ้าฯ ราชดำเนิน สีลม และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งได้รับผลกระทบจากการชุมนุม กระทรวงแรงงานรับเป็นเจ้าภาพหลัก


โดยล่าสุดได้หารือร่วมกับผู้แทนการค้าไทย ผู้ประกอบการโรงแรม ห้างสรรพสินค้าและตัวแทนร้านค้าปลีกรายใหญ่ในพื้นที่ชุมนุมได้มีข้อยุติแนวทางในการให้ความช่วยเหลือลูกจ้างแรงงานต่างๆ โดยลูกจ้างที่ทำงานในบริเวณดังกล่าวจะได้รับเงินช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนรายละ 3,000 บาท ครอบคลุมลูกจ้างแรงงานกว่า 93,755 ราย รวมเป็นเม็ดเงิน 281.32 ล้านบาท

ในจำนวนแรงงานดังกล่าว เป็นแรงงานในระบบตามที่ผู้ประกอบการแจ้งรายชื่อมาประมาณ 20,000 ราย แยกเป็นลูกจ้างของโรงแรม 10 แห่ง บนพื้นที่ราชประสงค์จำนวน 3,297 คน และลูกจ้างของผู้ประกอบการที่เช่าพื้นที่ภายในอาคารห้างสรรพสินค้า 1,700 ราย จำนวน 17,000 คน ที่เหลือเป็นลูกจ้างนอกระบบ

ส่วนผู้ประกอบอาชีพอิสระ อาทิ หาบเร่ แผงลอย ที่บริเวณผ่านฟ้าฯ และราชประสงค์ ซึ่งมีอยู่ 1,500 ราย จะได้รับเงินช่วยเหลือซึ่งคำนวณจากรายได้เฉลี่ยของผู้ประกอบอาชีพอิสระในอัตรารายละ 10,000 บาท รวม 15 ล้านบาท นอกจากนี้ ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม  กรณีตกงานยังใช้สิทธิ์ตามมาตรา 75 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งจะจ่ายค่าจ้างในอัตรา 75% ของเงินเดือนให้อีก 6 เดือน

แต่เม็ดเงินเยียวยาแรงงานลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบเหล่านี้จะตกถึงมือช้าเร็วปานใดนั้นยังต้องลุ้นระทึกกันต่อไปอีกหลายเฮือก
 

เอสเอ็มอีท่องเที่ยวยังเคว้ง

มาตรการที่ดูจะเป็นปัญหามากที่สุด ได้แก่ มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบเอสเอ็มอีด้านท่องเที่ยวที่กระทบอย่างหนัก และไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะพื้นที่ชุมนุมหรือใกล้เคียงเท่านั้น

แม้ว่า นายชุมพล ศิลปอาชา รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะระบุว่าได้เตรียมแผนฟื้นฟูวิกฤติการท่องเที่ยวไทยเพื่อเรียกความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวให้กลับมาโดยเร็วแล้ว โดยเตรียมของบเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ด้านการท่องเที่ยวเพิ่มเติมอีก 5,000 ล้านบาท และจะขยายเวลาการผ่อนชำระอัตราดอกเบี้ยของวงเงินสินเชื่อเดิมออกไปอีก เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง รวมทั้งยังจะของบทำประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ดึงการท่องเที่ยวกลับมาเที่ยวเมืองไทยอีก 1,600 ล้านบาท


อย่างไรก็ตาม มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีข้างต้น ยังคงต้องรอความชัดเจนจากภาครัฐที่ยังคงไม่สามารถหาข้อยุติตัวเลขผลกระทบของการชุมนุมและความเสียหายที่แท้จริงได้

ขณะที่สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ระบุความเสียหายของสมาชิกและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงในปีนี้ที่คาดจะเหลืออยู่ 12.7-14.1 ล้านคน หรือลดลง 10% เป็นอย่างน้อยและประมาณการว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นเวลานี้ส่งผลให้สูญเสียรายได้ด้านท่องเที่ยวไปแล้ว 80,000-100,000 ล้านบาท

แต่กระทรวงการท่องเที่ยวฯกลับประเมินความเสียหายไว้เพียง 50,000 ล้านบาทเท่านั้น และความไม่แน่ชัดในมาตรการที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯนำเสนอนั้น จะทำให้ที่ประชุม ครม.ตั้งแท่นตีกลับไปนับ 1 ใหม่ด้วยเห็นว่าเป็นมาตรการที่ซ้ำซ้อนกับสิ่งที่ ครม.ได้อนุมัติไปก่อนหน้านั้นอยู่แล้ว

แต่ทั้งหลายทั้งปวงมาตรการเยียวยาเหล่านี้ยังเป็นเพียงมาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้เท่านั้น

หากรัฐไม่สามารถจัดการกับสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองให้ยุติลงโดยเร็วได้   ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในระยะยาวนั้นคงไม่ใช่เพียงแค่นี้แน่!
 

สรุปมาตรการเยียวยา

มาตรการด้านภาษี

  1. ขยายระยะเวลาการยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ของรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุด31ธ.ค. 52 จากปกติที่ต้องยื่นภายในวันที่30 พ.ค.53 โดยให้ขยายเวลายื่นเสียภาษีออกไปจนถึงวันที่ 30 ก.ย.53
  2. ขยายระยะเวลาการยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม(ภ.พ.30) จากปกติให้ชำระภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป โดยให้ขยายออกไปอีก 2 เดือน นับจากวันสิ้นสุดการชุมนุม
  3. ขยายระยะเวลาการยื่นแบบภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1และภ.ง.ด.3) ซึ่งปกติให้ชำระภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป โดยให้ขยายการยื่นแบบออกไป 2 เดือน นับจากวันสิ้นสุดการชุมนุม

มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ/เอสเอ็มอี

  1. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.) ปล่อยกู้ สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ MLR-3% วงเงิน 5,000 ล้านบาท วงเงินกู้รายละไม่เกิน 3 ล้านบาท
  2. กรณีมีความต้องการเงินกู้เกิน 3 ล้านบาท สามารถเข้าร่วมโครงการ SME POWER
  3. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอของบช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้านท่องเที่ยว 5,000 ล้านบาท
  4. ธนาคารพาณิชย์ลดวงเงินผ่อนลง 40% และยืดเวลาให้ชำระเฉพาะดอกเบี้ยไป 6 เดือน–1ปีสำหรับสินเชื่อบ้าน
  5. ปรับโครงสร้างหนี้ สำหรับสินเชื่อปกติ โดยลดวงเงินการผ่อนชำระยืดเวลาการชำระหนี้  และปล่อยสินเชื่อใหม่ในลักษณะเงินทุนหมุนเวียน

มาตรการช่วยเหลือลูกจ้าง-ผู้ประกันตน

  1. กระทรวงแรงงานจ่ายเงินช่วยเหลือแรงงานลูกจ้างในพื้นที่ชุมนุมรายละ 3,000 บาท
  2. กระทรวงแรงงานจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพอิสระรายละ 10,000 บาท
  3. กรณีตกงานลูกจ้างยังใช้สิทธิ์ตามมาตรา 75 ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานพ.ศ.2541 จ่ายค่าจ้าง75%อีก 6 เดือน
     

สิทธิพิเศษ"แบงก์"ช่วยลูกหนี้พิษม็อบ

สถาบันการเงินตั้งโต๊ะเจรจาลูกหนี้ภาคธุรกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมฯ เปิดทางยืดหนี้–ผ่อนน้อย–ผ่อนนาน–ปลอดเงินต้น–ลดดอกเบี้ย–อัดฉีดเงินกู้เพิ่ม

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทยคนใหม่ เปิดเผยว่า ภายหลังเข้ารับตำแหน่งประธานสมาคมธนาคารไทย   สิ่งที่ต้องดำเนินการโดยเร่งด่วนคือ  การหารือเพื่อวางกรอบความช่วยเหลือให้กับลูกค้าของธนาคารพาณิชย์

ทุกแห่งที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในเขตราชประสงค์-สีลม และในเขตอื่นที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่อง   โดยกรอบการช่วยเหลือเบื้องต้น จะให้เจ้าหน้าที่ของแต่ละธนาคารเข้าไปดูแลลูกค้าของตนเองอย่างใกล้ชิด และให้การช่วยเหลือตามความจำเป็น

กสิกรไทย–ธอส.ลดค่าผ่อนบ้าน

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย  กล่าวว่า เพื่อช่วยลูกค้าสินเชื่อบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ธนาคารได้ออกมาตรการลดค่างวดผ่อนชำระต่อเดือนเหลือ 40%  ของค่างวดจริงเป็นระยะเวลา  1  ปี  โดยลูกค้าที่สามารถใช้สิทธิ์ ได้แก่ ร้านค้าหรือผู้ประกอบการและลูกค้าที่ทำงานในพื้นที่ราชประสงค์ สีลม ประตูน้ำ และราชดำเนิน   ครอบคลุมไปถึงธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมด้วย ส่วนลูกหนี้ทั่วไป หากลูกค้าต้องการความช่วยเหลือให้เข้ามาเจรจา   โดยจะพิจารณาเป็นรายๆ   เช่น   ยืดเวลาผ่อนชำระ ให้ผ่อนชำระน้อยลง หรือจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยช่วงหนึ่ง

ด้าน นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ได้ออก 3 มาตรการช่วยลูกหนี้ของ  ธอส.ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมคือ 1.ให้ผ่อนเฉพาะดอกเบี้ยเงินกู้บวกเงินต้น 100 บาท เป็นเวลา 6 เดือน 2.ลดดอกเบี้ยเงินกู้ สำหรับลูกหนี้สวัสดิการ ปีที่ 1-2 คิดดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็มอาร์อาร์) ลบ 2% ปีต่อไปเอ็มอาร์อาร์ลบ 1% ส่วนลูกหนี้รายย่อยทั่วไป ปีที่ 1-2 คิดเอ็มอาร์อาร์ ลบ 2% ปีที่ 3 เอ็มอาร์อาร์ลบ 1% ปีต่อไปเอ็มอาร์อาร์ลบ 0.5% และ 3.ขยายระยะเวลาการกู้เพื่อให้เงินงวดผ่อนชำระต่อเดือนน้อยลง ลูกค้ายื่นคำร้องได้วันนี้ถึง 30 ก.ค.นี้
 

นครหลวงไทย–กรุงไทยปล่อยเงินกู้เพิ่ม

นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้เตรียมมาตรการความช่วยเหลือลูกค้า "สินเชื่อบ้านธนาคารนครหลวงไทย" ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ด้วยการลดค่างวดผ่อนชำระลงเป็นระยะเวลาหนึ่งตามรายได้ที่ลดลงของผู้กู้ รวมถึงความช่วยเหลือเพิ่มสภาพคล่องผ่าน "สินเชื่อเคหะทวีสุข" สินเชื่อที่ให้กับลูกค้าสินเชื่อบ้านที่มีประวัติการผ่อนชำระดีต่อเนื่องมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ปี และไม่เคยค้างชำระกับธนาคาร โดยให้วงเงินกู้เพิ่มไม่เกิน  80% ของเงินต้นที่ลดลง คิดดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ลบ 0.50% ต่อปี กู้สูงสุดไม่เกิน 10 ปี ลูกหนี้สามารถติดต่อเพื่อขอรับความช่วยเหลือหรือคำปรึกษาผ่านได้   จนถึงวันที่  30  มิ.ย.นี้

ส่วน นายเวทย์ นุชเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ผู้บริหารสายงานธุรกิจขนาดกลาง ธนาคารกรุงไทย  เปิดเผยว่า ธุรกิจโรงแรมที่ธนาคารจะเข้าไปเจรจามี 30 รายที่ต้องการความช่วยเหลือ ส่วนใหญ่เป็นโรงแรมในภาคใต้ ซึ่งธนาคารอาจเพิ่มเงินทุนหมุนเวียน

ไปก่อนเพื่อนำไปสำรองจ่ายค่าใช้จ่ายค่าจ้าง ส่วนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง  ได้แก่ ธุรกิจท่องเที่ยว ตัวแทนสายการบิน ธุรกิจให้เช่าพื้นที่ขายของ โรงภาพยนตร์ อัญมณี ร้านอาหาร ที่มีลูกค้ามาใช้บริการน้อยลง ส่วนนี้ถ้ามีปัญหาอยากให้ลูกค้าเข้ามาคุยกับแบงก์แล้วแบงก์จะแนะนำเอง โดยรายที่มีปัญหาต้องปรับปรุงเงื่อนไขชำระหนี้อาจพิจารณาขยายเวลาผ่อนชำระหนี้ หรือชำระเงินต้นน้อยลง ขณะที่รายที่กระทบหนักอาจหยุดชำระเงินต้นไปก่อน เช่น 6 เดือน
 

กรุงเทพ–กรุงศรีฯ–ไทยพาณิชย์ยืดหนี้ลดดอก

นางรัชนี นพเมือง ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารยินดีรับการเจรจาและช่วยเหลือลูกหนี้สินเชื่อบ้านของธนาคารอย่างเต็มที่โดยลูกหนี้สามารถติดต่อสาขาธนาคารได้โดยตรง เบื้องต้นจะช่วยเหลือผ่านการยืดอายุหนี้ตามความสามารถลูกหนี้ และการผ่อนปรนดอกเบี้ย

ด้าน นางภาสพรรณ สุวรรณจินดา ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารให้ความช่วยเลือกลูกค้าทุกกลุ่มอย่างดีที่สุด ซึ่งได้พยายามติดต่อลูกค้าซึ่งล่าสุดมีลูกค้ายื่นขอความช่วยเหลือแล้ว โดยธนาคารจะมีการยืดระยะเวลาการชำระหนี้และลดดอกเบี้ยให้

นายภุชงค์ ตัณฑศรี ผู้อำนวยการที่อยู่อาศัยธนาคารกรุงศรีอยุธยา   กล่าวว่า ธนาคารยินดีช่วยเหลือลูกค้าถ้ามีปัญหาด้านรายได้ให้เข้ามาคุยกัน หากตรวจสอบพบว่าลูกค้ามีปัญหาจริงๆ จะได้ปรับเงื่อนไข เช่น การผ่อนชำระค่างวดหนักไปขอผ่อนน้อยลง ผ่อนนานขึ้น หรือเงื่อนไขอื่นๆให้สอดคล้องกับรายได้
 

อ้างอิงจาก ไทยรัฐ

ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
เปิดรายชื่อ 27 แฟรนไชส..
2,110
ภัทรินทร์ฟู้ดส์ เปิดตั..
2,110
แฟรนไชส์ ชิคชอน ไก่กรอ..
1,618
ซูโม่ชา ชานมไข่มุก วัต..
1,272
ลอนดรี้บาร์ แบรนด์ร้าน..
1,129
แฟรนไชส์ ชานมไข่มุก Ma..
966
ข่าว SMEsมาใหม่
ข่าวอื่นในหมวด
ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ : รวมธุรกิจไทย
Home | About Us | Contact Us | Feedback | Careers | Disclaimer |      PC Version | 
 เพิ่มเพื่อน
Tel. 02-1019187 | Fax. 02-1019188 | Contact & Advertising : info@thaifranchisecenter.com     Copyright © 2005 - 2019 All Right Reserved.