469
28 ตุลาคม 2563
ทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน เดสแคป วัน เตรียมเสนอขาย พ.ย. นี้ เล็งปั้น โรงแรมทำเลท่องเที่ยว


“Destination Capital ชูกลยุทธ์ลงทุนธุรกิจโรงแรมผ่าน “ทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน เดสแคป วัน” เล็งปั้นโรงแรมเด่นพัทยาและภูเก็ต รองรับการเติบโตหลัง COVID-19 ด้าน KTBST SEC มองเป็นโอกาสลงทุน ในโรงแรมบนแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก ที่จะสร้างผลตอบแทนสูงและมีความผันผวนต่ำ โดยทีมงานที่มีประสบการณ์สูง เตรียมเปิดขายหน่วยลงทุนเดือน พฤศจิกายนนี้”

นายเจมส์ แคปแลน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดซติเนชั่น แคปปิตอล พีทีอี จำกัด (Destination CapitalPTE. LTD.-DC) เปิดเผยว่า บริษัท เดซติเนชั่น แคปปิตอล พีทีอี จำกัด เป็นส่วนหนึ่งของ บริษัทเดซติเนชั่น กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในการเข้าซื้อกิจการโรงแรมผ่านทางกองทุนธุรกิจร่วมลงทุนต่างๆ เช่น Private Equity กองทรัสต์นำมาพัฒนาศักยภาพ ปรับปรุงฟื้นฟู และบริหารโรงแรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ ไปจนถึงการขายโรงแรม มาตลอดระยะเวลา 24 ปี ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย

โดยเมื่อต้นเดือน ต.ค. 2563 ที่ผ่านมา บริษัทฯ มีการลงนามความร่วมมือกับ บริษัท หลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KTBST SECในฐานะผู้ก่อตั้งทรัสต์และผู้จัดการกองทรัสต์ของทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน เดสแคป วัน (DESCAP 1 Private Equity Trust) และมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC ในฐานะทรัสตี (Trustee)

โดยแผนการดำเนินงานของ บริษัท เดซติเนชั่น แคปปิตอลพีทีอี จำกัด จะมองหาสินทรัพย์ที่มีศักยภาพในการพัฒนาสร้างผลตอบแทนได้สูงหลังจากที่ได้รับการปรับปรุงและปรับตำแหน่งทางการตลาดให้เหมาะสมตามกลยุทธ์เพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ การเลือกสินทรัพย์นั้น บริษัทจะเลือกโรงแรมและรีสอร์ทขนาดระหว่าง 150 - 250 ห้อง ในทำเลชั้นดี ที่ตั้งอยู่ในหัวเมืองใหญ่และจังหวัดที่เป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก โดยตั้งเป้าหมายทยอยซื้อโรงแรมเข้าพอร์ตจำนวนไม่เกิน 8 แห่ง ภายในอีก 18 เดือนข้างหน้า

สำหรับแนวทางของบริษัทก่อนที่จะเสนอให้กองทรัสต์พิจารณาเข้าลงทุนในกิจการโรงแรม บริษัทฯ จะตรวจสอบในด้านกฎหมายอย่างละเอียด มีการตรวจสอบชื่อที่อยู่ ที่ตั้ง พื้นที่เขตอาคารสินทรัพย์อย่างละเอียด รวมถึงการตรวจสอบด้านวิศวกรรมที่มีการต่อเติม ขณะเดียวกันบริษัทจะทำการศึกษาด้านการตลาดเพื่อทำการตลาดใหม่ให้ตรงกับความต้องการของตลาดเพื่อเพิ่มผลกำไรสูงสุด ซึ่งอาจรวมถึงการเลือกแบรนด์ของโรงแรมการปรับเปลี่ยนร้านอาหารและสปาและการปรับปรุงห้องพัก

นอกจากนี้บริษัทมีการบริหารสินทรัพย์โรงแรมด้วยปรัชญา การบริหารเชิงรุก ด้วยความร่วมมือจากทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์ เรื่องการบริหาร“ความเสี่ยง” ด้วยการจัดทำประกันภัย เช่นการประกันภัยความรับผิดต่อสาธารณะการคุ้มครองในกรณีที่ต้องหยุดดำเนินธุรกิจอย่างกระทันหัน และการคุ้มครองอัคคีภัย / การโจรกรรม พร้อมกับการตรวจสอบและจัดการควบคู่กับการรักษาใบอนุญาตประกอบธุรกิจต่าง ๆ และการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับในท้องถิ่นนั้น

ด้วยทีมงานที่มีประสบการณ์สูงในระดับภูมิภาค ตลอดช่วง 25 ปีที่ผ่านมา และมีผลงานเป็นที่โดดเด่น จากการเข้าซื้อกิจการโรงแรม โดยการปรับปรุงรูปลักษณ์ การปรับเปลี่ยนตำแหน่งทำการตลาดของธุรกิจโรงแรม การจัดหาเงินทุน และการบริการจัดการสินทรัพย์ เห็นได้จากผลงานที่บริหารในช่วงที่ผ่านมา เช่นในปี 2543 บริษัทได้เข้าซื้อโรงแรมระดับ 4 ดาว ที่ให้บริการเต็มรูปแบบจำนวน 297 ห้อง ซึ่งมีชื่อแบรนด์ว่า Melia Hotel มาบริหาร

หลังจากวิกฤติการเงินเอเชียปี 2540 บริษัทได้ปรับปรุงและทำการเปลี่ยนตำแหน่งทางการตลาดใหม่ ให้เปลี่ยนโรงแรมระดับ 5 ดาว ภายใต้ชื่อแบรนด์ โรงแรมฮิลตัน หัวหิน รีสอร์ท แอนด์สปา และบริหารจนมีกำไรก่อนหักภาษี (EBITDA) ที่เพิ่มขึ้น จากการเพิ่มร้านอาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มบริการสปา และการบริหารสินทรัพย์ในเชิงรุกและบริษัทได้ขายสินทรัพย์ออกไปในปี 2557 สร้างได้กำไรได้มากมาย และ โรงแรม โฟร์ พอยต์ บาย เชอราตัน กรุงเทพฯ สุขุมวิท 15 (Four Points by Sheraton Bangkok, Sukhumvit 15) ที่บริษัทเข้าซื้อกิจการในปี 2557 หลังเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมือง ที่มีการประท้วงเสื้อแดงและเสื้อเหลืองซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรมในกรุงเทพฯ บริษัทได้ดำเนินงานบริหารจัดการทรัพย์สินอย่างจริงจัง และมีการเพิ่มร้านค้าอาหารและเครื่องดื่ม ส่งผลทำให้มีกำไรก่อนหักภาษี (EBITDA)ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และบริษัทได้ขายกิจการออกไปในปี 2562 ซึ่งสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างมาก

เตรียมเปิดขาย“ทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน เดสแคป วัน”พ.ย. นี้

นายฐิติพัฒน์ ทวีสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่าย Corporate Finance Solutions & REITบล.เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KTBST SEC กล่าวว่า จุดเด่นของ “ทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน เดสแคป วัน”คือ การเลือกจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์โรงแรม ที่ตั้งอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว ในราคาที่ต่ำ

โดยตั้งเป้าเข้าซื้อในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 ของมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ในภาวะปกติ เพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ด้วยกลยุทธ์และประสบการณ์ของบริษัท เดซติเนชั่น แคปปิตอล พีทีอี จำกัด ซึ่งเป็นผู้บริหารสินทรัพย์ ที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วด้วยวิธีการปรับปรุงสินทรัพย์และเปลี่ยนภาพลักษณ์ทางการตลาดลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนต่ำ และมีโอกาสได้รับอัตราผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่สมเหตุผลในอัตราคาดหวังที่ร้อยละ 15++ ต่อปี และเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทย

“ทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน เดสแคป วัน”โดดเด่นด้วยกลยุทธ์ 3 ด้าน ส่วนแรก คือ กลยุทธ์การลงทุน ที่มุ่งเน้นการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ติดชายหาดหรือแนวใกล้ชายหาดเช่น พัทยา หัวหิน ภูเก็ต และแหล่งท่องเที่ยวหลักของประเทศไทย สำหรับกรุงเทพฯ มุ่งเน้นไปที่ย่านศูนย์กลางธุรกิจมุ่งเน้นการซื้อกิจการโรงแรม ระดับ 4-6 ดาว จำนวนไม่เกิน 8 โรงมูลค่าการเข้าซื้อต่อโรงแรมประมาณ 600 – 1,500 ล้านบาทและมีจำนวนห้องพักประมาณ 150-250 ห้อง ที่ผ่านอนุมัติจากคณะกรรมการลงทุนของกองทรัสต์

ส่วนที่ 2 คือ กลยุทธ์การสร้างมูลค่าโดยสินทรัพย์ที่เข้าไปลงทุนจะมีความผันผวนที่ต่ำ และบริหารด้วยกลยุทธ์5R ได้แก่ การปรับปรุงสินทรัพย์ (Renovate) การสร้างใหม่ (Rebuild)การเปลี่ยนตำแหน่งในการทำตลาด (Reposition) รีแบรนด์ (Rebrand) และ การเพิ่มทุน (Recapitalize) ไปจนถึงการขายสินทรัพย์ (Exit)

ส่วนที่ 3 คือ กลยุทธ์การขาย ได้แก่เสนอขายผ่านทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เป็นการExit ตัวผ่านตลาดหลักทรัพย์การควบรวมและการซื้อกิจการ คือ ขายหุ้นให้แก่บริษัทที่มีขนาดใหญ่กว่าหรือผู้ซื้อที่มีศักยภายและความเชี่ยวชาญการขาย คือ ขายหุ้นหรือสินทรัพย์ให้นักลงทุน กองทุน หรือทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุนการซื้อคืน คือ เจ้าของกิจการซื้อหุ้นหรือสินทรัพย์เองการเปลี่ยนเป็นเงินสด คือ ขายหุ้นทั้งหมดให้แก่ผู้ซื้อที่มีศักยภาพ

โดย “ทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน เดสแคป วัน”มีขนาดสินทรัพย์เป้าหมายในการระดมทุนอยู่ที่ 2,500 ล้านบาท ระยะเวลาลงทุนประมาณ 5 ปี และสามารถขยายระยะเวลาการลงทุนได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 1 ปี เพื่อให้สร้างผลตอบแทนสูงสุดกับผู้ถือหน่วยลงทุน ในอัตราผลตอบแทนคาดหวังอยู่ที่ 15% ต่อปี

สำหรับกลุ่มเป้าหมายในการระดมเงินทุนให้กับ“ทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน เดสแคป วัน”จะเน้นกลุ่มนักลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่จำนวนไม่เกิน 10 รายเงินลงทุนขั้นต่ำ 200 ล้านบาทในกรณีที่เงินลงทุนต่ำกว่าขั้นตอน ผู้ลงทุนรายใหญ่สามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมได้ ซึ่งคาดว่าจะเปิดเสนอขายหน่วยลงทุนในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2563

“ดังนั้นในภาวะปัจจุบันที่กำลังเกิดการระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบรุนแรงต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทย จึงเป็นจังหวะในการลงทุนที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “โอกาสครั้งเดียวในชีวิต” ที่จะสามารถเข้าลงทุนในโรงแรมและรีสอร์ทที่ตั้งอยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมของโลกในแบบนี้ เมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงให้กับผู้ลงทุนได้ ขณะเดียวกัน ยังเป็นการสนับสนุนให้ธุรกิจโรงแรมกลับมาดำเนินการ ช่วยกระตุ้นการจ้างงาน “ทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน เดสแคป วัน”จึงเป็นทางเลือกสำหรับโอกาสในการสร้างตอบแทนที่ดีในภาวะ COVID-19” นายฐิติพัฒน์ กล่าว

*ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน*

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม KTBST SEC ฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาด : คุณเขมรัฐ เทพบุรี โทร. 02-648-1731 อีเมล : PR@ktbst.co.th
Destination Capital PTE. LTD. : คุณนฤมล ประภาวงษ์ โทร. 085-661-7717 อีเมล: pr@inhouse.co.th
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ผู้สนับสนุน (Sponsor)
ปังไม่หยุด! #แฟรนไชส์ ..
893
นพรัตน์ 20 เปิดใหม่ 6 ..
766
มาแล้ว! งานแฟรนไชส์สร้..
715
#แฟรนไชส์ออฟฟิศเมท พลั..
707
โอกาสครั้งสำคัญ สำหรับ..
683
พาณิชย์ “ฉีดวัคซีนเสริ..
651
ข่าว SMEsมาใหม่
ข่าวอื่นในหมวด
ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ : รวมธุรกิจไทย
Home | About Us | Contact Us | Feedback | Careers | Disclaimer |      PC Version | 
 เพิ่มเพื่อน
Tel. 02-1019187 | Contact & Advertising : info@thaifranchisecenter.com     Copyright © 2005 - 2021 All Right Reserved.