บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    กลยุทธ์สร้างการเติบโตทางธุรกิจ    AEC
1.9K
facebook
1 min
3 พฤษภาคม 2557
อินเดียออกพิมพ์เขียวปฎิรูปอุตสหกรรมแปรูปอาหาร โอกาสของผู้ประกอบการไทย  


รัฐบาลอินเดียออกพิมพ์เขียวปฏิรูปอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ตั้งเป้าภายในปี 2558 จะมีรายได้จากอุตสาหกรรมนี้เพิ่ม 3 เท่า เป็น  7.5 ล้านล้านบาท (13 ล้านล้านรูปี) จากยอด 10 ปีก่อน

อาหารแปรรูปจัดเป็นหนึ่งในสาขาอุตสาหกรรมที่ขยายตัวมากที่สุดของอินเดีย ทั้งในแง่การผลิต การขยายตัวของของการบริโภค และการส่งออกพิมพ์เขียวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตของชนชั้นกลางอินเดีย ซึ่งมีทั้งกำลังซื้อและพฤติกรรมการบริโภคสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้นกับเรื่องสุขภาพและอนามัย ตลอดจนความสะดวกสบาย

ในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป อินเดียถือเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจ  และยังคงเปิดกว้างสำหรับ   นักลงทุนต่างชาติ ทั้งนี้ เพราะอินเดียยังมีจุดอ่อนเรื่องเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ทันสมัย  รวมถึงบรรจุภัณฑ์ และการควบคุมคุณภาพ  อย่างไรก็ดี นักลงทุนต่างชาติมองว่า อินเดียยังจัดเก็บภาษีอาหารแปรรูปในอัตราที่สูงอยู่

สถานกงสุลใหญ่ของไทย ณ เมืองเจนไนให้ความเห็นว่า การปฏิรูปอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารของอินเดีย จะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักลงทุนชาวไทย  โดยเฉพาะรายที่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตและการบริหารจัดการ รวมถึงมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่นในกรณีของ CP ที่เข้าไปลงทุนในอินเดียตั้งแต่ปี 2535 และขยายกิจการเรื่อยมาทั้งธุรกิจสัตว์บก สัตว์น้ำ และอาหารสัตว์ รัฐบาลอินเดียเองก็ตระหนักดีถึงศักยภาพนี้ของนักลงทุนไทย และกำลังเร่งเชิญชวนให้นักธุรกิจไทยเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร

ในแต่ละปี อินเดียสามาถผลิตอาหารจากผักและผลไม้ ได้จำนวนมากถึง 205 ล้านตัน เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากจีน  อย่างไรก็ดี ในจำนวนนี้ ถูกนำมาแปรรูปเพียง 2.2% ซึ่งมีนัยว่าอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารของอินเดียยังเติบโตได้อีกมาก

ตลาดส่งออกอาหารแปรรูปหลักๆ ของอินเดีย ซึ่งทำรายได้ในปี 2554 ประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท (1.5 แสนล้านรูปี) คือ รัสเซีย สหรัฐฯ สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ มาเลเซีย ศรีลังกา สหราชอาณาจักร  เนปาล ซาอุดีอาระเบีย ปากีสถาน และอินโดนีเซีย โดยผลิตภัณฑ์หลักๆ  ได้แก่ ผัก ผลไม้ เครื่องเทศ เนื้อสัตว์ และเนื้อสัตว์ปีก นม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สินค้าประมง ถั่ว ธัญพืชแปรรูปและหมวดอาหารอื่นๆ เช่น ขนมหวาน  ที่ทำจากช็อกโกแลต ถั่วเหลือง และน้ำแร่    

อ้างอิงจาก กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ