บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    เรื่องราวความสำเร็จ
582
10
3 min
17 กันยายน 2562
ตกงานอย่าตกใจ! “ครัวยัยไก่” ธุรกิจร้านผัดไทยสูตรโบราณ เริ่มต้นอีกครั้งหลังถูก “เลย์ออฟ”


สำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยสถิติภาวะการว่างงานของคนไทย เดือน สิงหาคม 2562 พบว่ามีผู้ว่างงานกว่า 4.36 แสนคน เพิ่มจากปีก่อน 5.4 หมื่นคน ในจำนวนนี้ส่วนหนึ่งคือนักศึกษาจบใหม่รองานทำ และอีกส่วนหนึ่งคือพนักงานที่โดนพิษเศรษฐกิจเล่นงานทั้งโดนไล่ออก ถูกเลย์ออฟ ซึ่งหากติดตามข่าวจะพบว่ามีข่าวในลักษณะนี้ทยอยออกมาเรื่อยๆ
 
คำถามที่ www.ThaiFranchiseCenter.com สนใจคือจะแก้ปัญหานี้อย่างไรไม่ใช่เรื่องจะไปทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นด้วยตัวเราแต่จะแก้ปัญหาอย่างไรเมื่อ “เราต้องตกงาน!!!!” อย่าไปคิดว่าสิ่งนี้ไม่มีทางจะเกิดขึ้นกับตัวเอง อย่าไปคิดว่าเราคือคนเก่าคนแก่ของบริษัท ยังไงก็ไม่มีทางถูกไล่ออก  อย่าไปคิดว่าเรามีหน้าที่มีบทบาทสำคัญยังไงบริษัทก็ต้องเลี้ยงเราไว้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดขึ้นได้ ยิ่งไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจรับปัญหานี้ไว้ หากเกิดขึ้นกับชีวิตเราจริงๆ “ชีวิตเหมือนดิ่งลงเหวยังไงยังงั้น”
 
อย่างไรก็ดีเพื่อเป็นทางออกและเป็นข้อคิดในยุคที่ “การเลย์ออฟ” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของคนยุคนี้ เรามีบทเรียนชีวิตที่น่าสนใจของคุณไก่ – กนกวรรณ บุตรชาติ เจ้าของร้าน “ครัวยัยไก่” ที่มีเมนูอร่อยขึ้นชื่อคือ “ผัดไทยสูตรโบราณ” และที่อร่อยไม่แพ้รสชาติคือการแต่งร้านและบรรยากาศโดยรอบร้าน ถึงขนาดที่เรียกว่า อาหารหลักสิบแต่วิวหลักล้าน แต่สิ่งที่ยิ่งกว่าคือกว่าจะมาเป็น ร้าน “ครัวยัยไก่” ที่ใครๆ พูดถึง พี่ไก่ก็คือคนหนึ่งที่ถูก “เลย์ออฟ” มาเหมือนกัน
 
มนุษย์เงินเดือนเต็มขั้นที่ไม่เคยเผื่อใจว่าสักวันต้องถูก “เลย์ออฟ”


พี่ไก่เล่าให้เราฟังว่า หลังจากเรียนจบไปสมัครเรียนการแสดงเพิ่ม และเคยได้เล่นละครมาบ้างแต่ด้วยความที่ชอบงานเบื้องหลังมากกว่า สุดท้ายตัดสินใจไปสมัครเป็นแคสติ้งที่โปรดักชั่นเฮ้าส์แห่งหนึ่ง ทำได้ปีกว่าก็ลาออกแล้วมาสมัครทำงานในแผนกแคสติ้งของอีกบริษัทหนึ่ง ซึ่งที่บริษัทนี้ พี่ไก่บอกว่าทุ่มเทแรงใจแรงกายทำงานเต็มที่ เริ่มไต่เต้ามาตั้งแต่เงินเดือนประมาณ 6,000 จนถึงเงินเดือนสุดท้ายคือกว่า 60,000 บาท
 
งานที่ทำเป็นสิ่งที่ใจรักจึงทำได้แบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แถมยังสนุกกับงาน ได้ออกกอง ได้ท่องเที่ยว ได้พบปะผู้คน ชีวิตรู้สึกว่าสนุกสนาน ชีวิตในช่วงนั้นอยากซื้ออะไรก็ซื้อ อยากได้อะไรก็ได้ อยากเที่ยวที่ไหนก็ไป ในใจคิดอย่างเดียวคือจะฝากผีฝากไข้กับบริษัทแห่งนี้ จะทำงานให้เต็มที่ไม่เคยมีความคิดว่าจะต้องเก็บเงินมาทำธุรกิจอะไรของตัวเองในวันข้างหน้า  เรียกว่าเป็นมนุษย์เงินเดือนเต็มขั้น ใช้ใจทำเต็มที่ไม่เคยวางแผนหลังเกษียณให้ตัวเองเลย


ทำงานที่บริษัทแห่งนี้มากว่า 24 ปีประมาณปี 2558 เริ่มเห็นข่าวว่าเศรษฐกิจเมืองไทยไม่ค่อยดีมีการจ้างพนักงานออกในหลายบริษัท จนกระทั่งประมาณเดือนมกราคม 2559 พี่ไก่บอกว่า “ฝ่ายบัญชีเขาเรียกพี่เข้าไปคุย คุยอยู่ประมาณ 15 นาที” สิ่งที่ได้ยินคือ “บริษัทต้องมีการเลย์ออฟ” และพี่ไก่ก็คือคนที่ได้สิทธ์นั้นเดี๋ยวนี้
 
ทันทีที่ได้ยินว่า “เลย์ออฟ” พี่ไก่ยอมรับว่า “เหมือนจอทีวีมันดับมืด” “เหมือนคนโดนค้อนปอนทุบหัว” “เหมือนคนโดนชกท้องแรงๆ” กลับมาที่ห้องนั่งร้องไห้ ชีวิตมันมืดมน ไม่รู้จะเดินหน้าไปไหน เพราะชีวิตนี้ไม่เคยไปทำงานที่อื่น ไม่เคยรับฟรีแลนด์อะไร ทุกอย่างคืองานที่บริษัทนี้ ใจตอนนั้นพี่ไก่บอกว่า “แทบอยากตาย” แม้จะเข้าใจปัญหาที่บริษัทต้องเจอ และบริษัทก็ให้เงินทุนมาประมาณ 600,000 บาท แต่พี่ไก่ก็บอกอีกว่า ยังไม่รู้เลยว่าเงินทุนก้อนนี้จะเอาไปทำอะไรในวัยกว่า 50 ที่ต้องมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
 
มองดูตัวเอง “จับสิ่งที่ถนัด” เอามาทำเป็นธุรกิจ


เป็นเวลากว่า 3 เดือนหลังจากได้พักผ่อน ได้กำลังใจจากเพื่อนๆรอบข้าง พี่ไก่เริ่มปรับความรู้สึกได้มากขึ้น พูดกับตัวเองว่า “ต้องหาอะไรที่เราถนัดมาทำเป็นธุรกิจต่อจากนี้” มองดูตัวเองว่านอกจากงานบริษัท สิ่งที่ชอบไม่แพ้กันก็คือการทำอาหาร สมัยเด็กๆ ก็เคยช่วยแม่ทำอาหารอยู่บ่อยๆ มองไปรอบตัวก็เห็นคนเปิดร้านกาแฟกันมาก แต่คิดว่าคงไม่ใช่ทางที่ตัวเองถนัด 


ประกอบกับตอนนั้นเจ้านายที่บริษัทเก่าใจดีเรียกไปทำฟรีแลนด์ มีรายได้เป็นจ๊อบๆ แต่เมื่อคนเราถ้าได้ถอยออกมาสักก้าว จะทำให้มีมุมมองที่แตกต่างออกไป พี่ไก่ก็เช่นกัน สิ่งที่มองเห็นคือ ภาวะการแข่งขันในธุรกิจมีสูง เด็กจบใหม่ไฟแรงก็มีมาก แถมค่าตัวเงินเดือนยังถูกกว่า สุดท้ายจึงตัดสินใจหันมาทำอาชีพที่ตัวเองถนัดแบบเต็มตัว
 
เปิดร้าน “ครัวยัยไก่” จุดเด่นอาหารหลักร้อย บรรยากาศหลักล้าน


พี่ไก่ตัดสินใจทิ้งเมืองหลวงมาอยู่ย่านชานเมืองแถวมีนบุรี รีโนเวทบ้านแฟนให้กลายเป็นร้านอาหาร ด้วยความที่เป็นหัวครีเอทด้วยกันทั้งคู่จึงมีสไตล์การแต่งร้านที่ชวนให้อบอุ่น ดูแล้วเหมือนมาเที่ยวบ้านเพื่อน รวมถึงทุบกำแพงหลังบ้านให้เปิดโล่งมองเห็นทุ่งนาของชาวบ้านสีเหลืองทอง กลายเป็นจุดเด่นของร้านที่ทำให้ลูกค้าพูดถึงกันอย่างมาก


บวกกับเมนูซิกเนเจอร์ของร้านที่พี่ไก่ได้ทดลองไปเรียนเพื่อได้สูตรที่เสถียรและเอามาปรับปรุงเป็นเมนูในสไตล์ตัวเอง เป็นผัดไทยสูตรโบราณที่ใช้ไข่เป็ดแทนไข่ไก่ ใช้ตู้หู้ขาวแทนเต้าหู้เหลือง ใช้น้ำซอสให้รสชาติดียิ่งขึ้น กุ้งแห้ง-เต้าหู้-หอมเจียว จะใช้น้ำมันพืชทอด เพราะในละแวกมีลูกค้าเป็นมุสลิมอยู่ แต่สำหรับลูกค้าทั่วไป จะโรยกากหมูกรอบๆ ไว้ข้างๆ ก่อนเสิร์ฟลงบนจานที่มีใบตองรองอยู่ด้านบน


หรือถ้าสนใจเมนูอื่นๆในร้านก็มีเมนูอาหารจานเดียวเช่นผัดกระเพราสูตรโบราณ ไม่ใส่ผัก ไม่ใส่น้ำมันหอย ใส่กากหมู หรือจะเป็นต้มแซ่บที่ต้มกระดูกจนเปื่อย รวมถึงอาหารประเภทยำ


แต่ด้วยความที่ตั้งใจว่าจะทำร้านกัน 2 คนไม่จ้างลูกน้อง ทำแค่พออยู่พอกิน จึงมีเมนูไม่มากเหมือนร้านอาหารทั่วไป ซึ่งลูกค้าที่มาส่วนใหญ่เริ่มจากเพื่อนสนิทที่เคยทำงาน และเอาไปบอกปากต่อปาก จนได้เริ่มทำเพจของตัวเองและลูกค้ามีการแชร์ การโพสต์ ทำให้ร้าน “ครัวยัยไก่” เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น

 
รายได้พออยู่พอกิน ใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง


แม้รายได้จาการเปิดร้าน “ครัวยัยไก่” จะไม่ได้สูงมากมาย หากเทียบกับการทำงานประจำที่ได้เงินต่อเดือนสูงกว่า ทุกวันนี้ร้านครัวยัยไก่เปิดทำการทุกวัน พุธ–เสาร์ รายได้เฉลี่ยในวันที่ลูกค้าไม่เยอะมากประมาณ 2,000 – 3,000 บาทต่อวัน วันไหนลูกค้าเยอะรายได้ก็จะประมาณ 5,000 – 6,000 บาท


สิ่งที่ปรับตัวมากขึ้นคือลดการฟุ่มเฟือย รายจ่ายไหนที่ไม่จำเป็นก็ตัดทิ้ง ไม่ใช้เงินฟุ้งเฟ้อ มีความสุขกับการทำธุรกิจแบบพอมีพอกิน ไม่เน้นจ้างคนเพิ่มรวมถึงไม่คิดขยายสาขาเพิ่มขึ้น แต่จะรักษาคุณภาพของอาหารเท่าที่มีให้ลูกค้าได้รับประทานแต่อาหารที่อร่อย  เรียกว่าเป็นการปรับตัวเองให้อยู่ในยุคสมัยใหม่ไม่หลงใหลไปกับแสงสีเสียง หากมีการบริหารจัดการตัวเองให้ดีๆ ชีวิตนี้ก็มีความสุขได้
 
7 ข้อคิดพลิกชีวิตถ้าต้อง “ออกจากงาน”


 
1.ตั้งสติ

สิ่งแรกที่พี่ไก่บอกคือ “ตกงานอย่าตกใจ” ยุคนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าจะต้องถูกให้ออกจากงาน สำคัญคือต้องรีบตั้งสติตัวเองให้ดีหรือทางที่ดีก็ควรมีแผนสำรองให้ตัวเองไว้รองรับในกรณีฉุกเฉินแบบนี้
 
2.พักผ่อนให้รางวัลกับตัวเอง

ให้มองโลกแง่บวกว่าตัวเราก็ทำงานมามากลองให้รางวัลกับตัวเองด้วยการพักผ่อนสักระยะ ไปเที่ยวในที่ที่ตัวเองอยากไปแต่ไม่เคยได้ไป  ลองไปทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำแต่ไม่เคยได้ทำ ไม่แน่ว่าอาจทำให้เราค้นพบอะไรได้มากขึ้น
 
3.มองหาจุดเด่นและสิ่งที่ตัวเองชอบ

คนเราทุกคนมีความสามารถในตัวเองมีสิ่งที่ตัวเองชอบเราไม่จำเป็นต้องไปเลียนแบบคนอื่นไปทำตามคนอื่น ลองเปลี่ยนสิ่งที่ตัวเองชอบตัวเองถนัดให้มาเป็นธุรกิจไม่ว่าจะชอบศิลปะ เกษตร  งานฝีมือ ทำอาหาร ทุกอย่างสร้างเป็นธุรกิจได้หมด
 
4.ปรับสมดุลชีวิตให้เหมาะสม

เมื่อสถานการณ์ชีวิตเราเปลี่ยนไป สมดุลชีวิตเราก็ควรปรับให้เหมาะสม จากที่เคยมีเงินเดือนประจำใช้จ่ายแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง เมื่อทำธุรกิจตัวองเราก็ต้องปรับสมดุลให้เหมาะสม ใช้ชีวิตให้พอเพียงยิ่งขึ้น
 
5.อย่าท้อแท้

หลายคนตกงานเหมือนชีวิตจะดับสิ้นลง ทั้งที่ความจริงงานก็คือส่วนหนึ่งของชีวิต สิ่งสำคัญคืออย่าท้อแท้ ถ้ามัวแต่จมปลักอยู่กับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ชีวิตก็จะยิ่งดำดิ่งเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ คนรอบข้างก็จะพลอยทุกข์ใจไปกับเราด้วย
 
6.ตั้งเป้าหมายในชีวิตตัวเองใหม่

คนที่ทำงานประจำอาจมีเป้าหมายว่าสักวันเราจะมีเงินเก็บไว้ตอนเกษียณ เป็นเป้าหมายของคนมีเงินเดือนแต่หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน เราต้องเปลี่ยนเป้าหมายชีวิตใหม่ทำอย่างไรให้เราใช้ชีวิตอยู่ต่อไปได้โดยไม่มีเงินเดือนประจำ
 
7.อย่ากลัวที่จะก้าวไปข้างหน้า

บางคนบอกว่าตัวเองทำงานมาทั้งชีวิตไม่เคยทำอะไรอย่างอื่น นั่นคือความกลัวและกรอบที่เรากำหนดว่าเราทำได้แค่นี้ แค่นั้น แต่ความจริงแล้วมนุษย์เรามีความสามารถมากกว่าที่คิด จงอย่ากลัวที่จะลองในสิ่งใหม่ อย่ากลัวที่จะก้าวไปในสิ่งที่เราไม่เคยได้ลองทำมาก่อน

ธุรกิจร้าน “ครัวยัยไก่” อาจไม่ใช่ธุรกิจใหญ่โต หรือไม่ใช่ธุรกิจที่สร้างรายได้หลักล้าน แต่สิ่งสำคัญนี่คือบทเรียนของคนสู้ชีวิตที่ไม่ยอมให้โชคชะตามาเล่นตลกใส่ตัวเอง เมื่อล้มก็ต้องลุกให้ไวและยืนให้เร็ว เสียใจได้แต่อย่าเยอะ ท้อใจได้แต่อย่าถอย ตั้งสติให้เร็วเดินหน้าให้ได้ การตกงานหรือการถูกไล่ออกไม่ได้หมายความว่าชีวิตเราจะต้องสิ้นสุด แต่มันคือสัญญาณที่บอกให้เรารู้ว่าควรจะเริ่มต้นใหม่ หากตั้งใจทำจริงอาจจะไปได้ไกลและดีกว่าเดิมด้วย


สำหรับใครที่อยากไปชิมรสชาติผัดไทยสูตรโบราณร้าน “ครัวยัยไก่” หรืออยากไปสัมผัสบรรยากาศสวยๆในสไตล์ครีเอทีฟ อาหารหลักสิบ แต่วิวหลักล้าน ร้านตั้งอยู่เลขที่ 119 หมู่บ้านชุมชนอินเตอร์ ถนนประชาร่วมใจซอย11 แขวงทรายกองดินใต้ เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร 10510
 
ข้อมูลเพิ่มเติมร้านครัวยัยไก่

โทร. 081-829-7748