บทความทั้งหมด    บทความ SMEs    การเริ่มต้นธุรกิจใหม่    ไอเดียธุรกิจ
464
14
facebook
3 min
19 กรกฎาคม 2562
สมรภูมิกาแฟไทยฝุ่นตลบ! แบรนด์เล็กต้องมีจุดยืน อย่าดิ้นตามแบรนด์ใหญ่  
 
ทุกคนรู้อยู่แล้วว่า “สมรภูมิร้านกาแฟ” ในเมืองไทยดุเดือดเลือดพล่านมากแค่ไหน มีตั้งแต่รถเข็นข้างทาง แบรนด์เล็ก แบรนด์ใหญ่ ต่างแข่งขันยึดหัวหาดในทุกพื้นที่ขาย ตั้งแต่แก้วหลักสิบไปจนถึงหลักพันก็มี จากการประเมินของศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหารคาดธุรกิจกาแฟปี 2019 มีมูลค่ากว่า 25,860 ล้านบาท เติบโตจากปี 2018 ที่มีมูลค่า 23,470 ล้านบาท
 
ขณะที่สมาคมกาแฟไทย / สมาพันธ์กาแฟอาเซียน รายงานว่า ตลาดร้านกาแฟในไทยมีมูลค่าตลาดรวม 17,000 ล้านบาท แบ่งเป็นร้านกาแฟทั่วไป 9,000 ล้านบาท และพรีเมียม 8,000 ล้านบาท 

แม้ว่าการแข่งขันของธุรกิจร้านกาแฟจะร้อนแรงมากแค่ไหน แต่ต้องบอกว่าตลาดไทยยังมีความน่าสนใจ ตรงที่คนไทยบริโภคกาแฟมากขึ้นทุกปี ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 100 แก้ว/คน/ปี คาดภายในระยะเวลา 5 ปี (2018 - 2022) จะเติบโตขึ้นกว่า 3 เท่าตัว

ภาพจาก https://bit.ly/2M1P98g
 
หากพูดถึงเจ้าตลาดแบรนด์ร้านกาแฟในเมืองไทยในขณะนี้ ก็หนีไม่พ้นสตาร์บัคส์ ซึ่งขณะนี้อยู่ในมือของเสี่ยเจริญ และคาเฟ่ อเมซอน เป็นของกลุ่มปตท. ในขณะที่ยักษ์ใหญ่อย่างซีพี ก็มีถึง 7-8 แบรนด์กาแฟอยู่ในมือ ไม่ว่าจะเป็น All Café, Gold Kudsan Bakery & Coffee, กาแฟมวลชน, Arabitia Café, Jungle Café, Bellinee’s, สตาร์ คอฟฟี่ และ ทรู คอฟฟี่

ภาพจาก www.facebook.com/punthaicoffee/
 
กลุ่มบางจาก็มีแบรนด์กาแฟอินทนิล และกลุ่มพีทีก็มีอีก 2 แบรนด์ คือ กาแฟพันธุ์ไทย และคอฟฟี่ เวิลด์ และยังมีแบรด์กาแฟชื่อดังอีกมายมายทั้งแบรนด์ต่างประเทศ และแบรนด์ของคนไทย ซึ่งรวมแล้วมากกว่า 110 ยี่ห้อร้านกาแฟในเมืองไทย จึงทำให้เกิดการแข่งขันอย่างร้อนแรง เมื่อสมรภูมิร้านกาแฟเดือดเช่นนี้ แล้วแบรนด์กาแฟรายเล็กๆ จะอยู่อย่างไร
 
วันนี้ www.ThaiFranchiseCenter.com มีข้อมูลและเคล็ดลับจะมานำเสนอให้ทราบ เพื่อให้ผู้ประกอบการแบรนด์ร้านกาแฟเล็กๆ ได้ปรับตัว ให้สามารถยืนหยัดอยู่รอดในสมรภูมิร้านกาแฟ ที่กำลังแข่งขันกันอย่างร้อนแรงในเมืองไทย   
 
กาแฟแบรนด์เล็ก อยู่รอดได้อย่างไร  
 
ภาพจาก www.facebook.com/punthaicoffee/

สาเหตุที่ทำให้เชนร้านกาแฟในเมืองไทยเติบโตอย่างมาก มาจากหลายปัจจัย เช่น การที่มีผู้ประกอบการเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ทั้งแบรนด์ของไทยและแบรนด์จากต่างประเทศ บวกกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่บริโภคกาแฟมากขึ้น 
 
จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนยุคใหม่ รวมถึงการเข้าถึงช่องทางจำหน่ายร้านกาแฟที่ง่าย และหลากหลายมากขึ้น อีกทั้งการแข่งขันของร้านกาแฟที่ชูเรื่องของการยกระดับการชงกาแฟ ที่มีความเป็นพรีเมี่ยมมากขึ้น
 
ดังนั้น การจะอยู่รอดและแข่งขันของกาแฟแบรนด์เล็กๆ ในยุคปัจจุบัน ผู้ประกอบการต้องรู้จักธุรกิจและรู้จุดยืนของตนเองให้ดี พร้อมทั้งโฟกัสตลาดอย่างชัดเจน เพราะไม่มีใครสามารถเป็นเจ้าตลาด หรือครองตลาดได้ทุกกลุ่ม (Segment) 
 
แม้แต่ Café Amazon ที่ได้ชื่อว่ามีสาขามากที่สุด แต่ก็ยังวางตำแหน่งทางการตลาดของตนเองไว้ในกลุ่มหนึ่ง หรือ Starbucks อาจจะทำบางอย่างไม่ได้เหมือนกับแบรนด์ท้องถิ่น (Local Brand) จะเห็นว่าแต่ละแบรนด์จะมีจุดยืนของตัวเองที่แตกต่างกันออกไป นั่นคือสิ่งที่ กาแฟแบรนด์เล็กต้องทำเช่นกัน เข้าใจแบรนด์ของตัวเองให้ได้ เพื่อหาจุดแตกต่างของธุรกิจให้เจอ
 
แบรนด์เล็ก ต้องมีจุดยืน ตอบโจทย์ผู้บริโภค
 
ภาพจาก www.facebook.com/luckincoffees/

ยกตัวอย่างกรณี ร้านกาแฟแบรนด์ท้องถิ่นของจีน Luckin Coffee  สตาร์ทอัพกาแฟเจ้าถิ่นแดนมังกร ที่ก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของแบรนด์ระดับโลกอย่าง Starbucks ได้ ด้วยระยะเวลาไม่ถึง 2 ปี สามารถขยายสาขาได้มากกว่า 2,000 แห่ง 
 
อีกทั้งยังมีแผนที่จะเปิดสาขาเพิ่มอีก 2,500 แห่งภายในสิ้นปีนี้ นั่นหมายความว่า จำนวนสาขาของ Luckin Coffee กำลังจะแซงหน้า Starbucks ที่เข้ามาเปิดตลาดในจีนตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว และมีสาขาประมาณ 3,600 แห่ง
 
ปัจจัยความสำเร็จที่ทำให้ Luckin Coffee เป็นที่นิยมของชาวจีนอย่างมาก นอกเหนือจากกลยุทธ์การตั้งราคาที่เน้นความถูก ซึ่งเฉลี่ยราคาเครื่องดื่มของ Luckin Coffee จะถูกกว่าของ Starbucks ประมาณ 20 – 30% แล้ว 

ภาพจาก  www.facebook.com/luckincoffees/
 
สิ่งที่ทำให้กาแฟท้องถิ่นรายนี้โดดเด่นขึ้นมา ก็คือ การเป็นร้านกาแฟแห่งเทคโนโลยี ที่ตอบโจทย์การบริโภคสไตล์จีนได้เป็นอย่างดี เพราะทุกๆ การสั่งซื้อและการชำระเงินจะทำผ่านแอปพลิเคชันทั้งหมด โดยจะการมีบริการเดลิเวอรี่จัดส่งถึงที่ภายใน 30 นาที 
 
หรือลูกค้าสามารถเดินออกไปรับกาแฟเองได้ที่สาขาที่สะดวกที่สุด ซึ่งนับเป็นการตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคชาวจีน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ไม่นิยมการใช้จ่ายแบบเงินสด และต้องการความสะดวกรวดเร็วนั่นเอง
 
ภาพจาก  www.facebook.com/luckincoffees/
 
เช่นเดียวกับในญี่ปุ่น เมื่อผู้ผลิตกาแฟพร้อมดื่มแบรนด์ BOSS ลุกขึ้นมาเปิดร้านกาแฟที่ชื่อว่า TOUCH-AND-GO COFFEE ซึ่งจุดเด่นของร้านนี้คือ การที่ลูกค้าสามารถสั่งกาแฟ โดยเลือกเมนูตามที่ต้องการได้ผ่านทาง LINE Official Account  พร้อมชำระเงินผ่าน LINE Pay หรือบัตรเครดิตก็ได้ จากนั้นลูกค้าสามารถกำหนดเวลาในการไปรับกาแฟได้เอง 
 
โดยสามารถไปรับกาแฟได้ที่ Locker ตามหมายเลขที่แจ้งเตือนเข้ามา กลายเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ใหม่ที่มอบให้กับลูกค้าที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟในยุคนี้ ซึ่งเป็นการเชื่อมผสานระหว่างออนไลน์ (Online) กับออฟไลน์ (Offline) ได้เป็นอย่างดี
 
ดอยช้างชูนวัตกรรมคุณภาพ จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ 
 
ภาพจาก www.facebook.com/doichaangcoffeeoriginal/

ขณะที่กาแฟดอยช้างแบรนด์กาแฟท้องถิ่นของไทย ก็ยังยืนหยัดต่อสู้ในสมรภูมิกาแฟที่กำลังฝุ่นตลบในเมืองไทย เดินหน้าพัฒนาในเรื่องนวัตกรรมคุณภาพ โดยเฉพาะพัฒนากาแฟคั่วให้มีคุณภาพสูง ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความพิเศษ 
 
เน้นความเป็นมาตรฐาน ที่สำคัญจะไม่เข้าสู่ตลาดกาแฟสำเร็จรูป เพราะจุดยืนของดอยช้างคือกาแฟพรีเมี่ยม เน้นความเป็นตัวของตัวเอง ชูจุดขายคนปลูกกาแฟ พนักงานตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ นี่คือแบรนด์แอมบาสเดอร์ของดอยช้าง 

ภาพจาก https://bit.ly/30KFWWj
 
ความเป็นพรีเมี่ยมของกาไม่ใช่เป็นแบรนด์กาแฟร้านใหญ่โต ที่เห็นกันเกลื่อนตาทั้งในปั้ม นอกปั้ม รวมถึงในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ แต่ความพรีเมี่ยมของกาอยู่ที่ตัวโปรดักส์ หรือคุณภาพของเมล็ดกาแฟ คนชง พนักงาน นั่นเอง   
 
แม้ว่าตลาดกาแฟในเมืองไทยจะมีการแข่งขันกันสูง มีแบรนด์ร้านกาแฟมากมาย ทั้งแบรนด์ไทย แบรนด์นอก แต่ร้านกาแฟแต่ละแบรนด์ไม่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกกลุ่ม 
 
ดังนั้น กาแฟแบรนด์เล็กของไทย ถ้าอยากอยู่รอดต้องมีจุดยืนของตัวเอง ไม่ต้องดิ้นรนตามการเคลื่อนไหวของกาแฟแบรนด์ใหญ่ๆ เพียงแต่แบรนด์เล็กต้องเน้นคุณภาพมาตรฐาน รู้จักนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับใช้เพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้า
 
คุณผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจแฟรนไชส์และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
 
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise


 
อ่านบทความอื่นๆ จากไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ www.thaifranchisecenter.com/document
เลือกซื้อแฟรนไชส์ไทยขายดี เปิดร้าน www.thaifranchisecenter.com/directory/index.php
 

อ้างอิงข้อมูล