Chester's Grill
จัมปิ้งเคลย์
English language
Japanese language
Chinese language
Korean language
Laos language
Malaysian language
German language
Indonesian language
ค้นหา บทความ
คำฮิต : ทูตฯชี้ SME ไทยบุกพม่าทำตัวเ..
ภาษีเงินได้นิติ.. ต้องคิดต่าง เพื..
หน้าแรก
บทความ SMEs (310)
 
      การบริหาร การจัดการ (55)
 
      การขาย การตลาด (48)
 
      แผนธุรกิจ (13)
 
      ออกแบบ สร้างสรรค์ (8)
 
      โลจิสติกส์ (5)
 
      ภาษี บัญชี การเงิน (29)
 
      บริหารทรัพยากรบุคคล (25)
 
      คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ท (14)
 
      กฎหมาย (3)
 
      ช่องทางทำกิน (27)
 
      เออีซี (AEC) (64)
 
      ฮวงจุ้ย (1)
 
      การเกษตร (3)
 
      อื่นๆ (15)
บทความแฟรนไชส์ (334)
บทความขายตรง (188)
บทความค้าขาย (167)
คำค้นยอดฮิต บทความแฟรนไชส์
 
@OasisApproachableCM World KitchenDin Tai FungMySpaceTAFTAThe Crystalกฎหมายกปปส.กรมส่งเสริมการส่งออกกระบวนการการกัดทีละคำการตลาดการบริหารการลงทุนการอบรมของว่าง/เบเกอรี่ขายของขายตรงขายป๊อปคอร์นขายสินค้าคลินิกศัลยกรรมเสริมความงามความต้องการของลูกค้าความสำเร็จจีนตลาดนัดตลาดนัดคลองถม 2ทำอย่างมืออาชีพธุรกิจบริษัท โรสวีดีโอ จำกัดบรูไนปัจจัยสู่ความสำเร็จผลตอบแทนผู้ซื้อแฟรนไชส์ผู้ประกอบการผู้รับสิทธิ์พนักงานขายภาษีมูลค่าเพิ่มวิธีสร้างวิสัยทัศน์สิ่งง่ายๆเครือข่ายขายตรง MLMเคล็ดลับเวียงจันทน์เสื้อผ้าเสื้อผ้ามือสองแฟรนไชส์ซอร์โชห่วยตู้คอนเทนเนอร์ไซเดอร์ไทย
 
อ่านต่อ   
 30 เมษายน 2555  เข้าชม 11,462 ครั้ง
ความอยู่รอดของข้าวไทยภายใต้ AEC ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน


 
ข้าว เป็นพืชอาหารหลักที่สำคัญต่อการดำเนินชีวิตของคนไทย และเป็นแหล่งรายได้หลักของชาวนาไทย กว่า 3.7 ล้านครัวเรือน จากจานวนครัวเรือนเกษตรทั้งสิ้น 5.6 ล้านครัวเรือน หรือร้อยละ 66.0 ของครัวเรือนเกษตรทั้งหมดของไทย อีกทั้งยังสร้างอาชีพให้แรงงานในภาคเกษตรได้กว่า 4 ล้านครัวเรือน
 
ปัจจุบันประเทศไทยสามารถเพาะปลูกข้าวได้ 31. 3 ล้านตันข้าวเปลือก ในปี 2552 2 ซึ่งคิดเป็นปริมาณผลผลิต ข้าวนาปี 401 กิโลกรัมต่อไร่ และข้าวนาปรัง3 687 กิโลกรัมต่อไร่ หลังจากนั้นข้าวเปลือกที่ผลิตได้จะถูกส่งไปยังตลาดกลางข้าวเปลือกหรือขายให้แก่ผู้รวบรวมข้าวในพื้นที่และพ่อค้าเร่จากพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อส่งต่อไปยังโรงสีข้าว ซึ่งผลผลิตข้าวสารของไทยในปี 255 2 พบว่ามีปริมาณ 19. 9 ล้านตัน ข้าวสารแบ่งเป็นการใช้ภายในประเทศ ในปี 2552 เท่ากับ 11.3 ล้านตันข้าวสาร และ การส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าต่างๆ เช่น ไนจีเรีย สหรัฐอเมริกา แอฟริกาใต้ มาเลเซีย และฮ่องกง เป็นต้น ในปี2552 เท่ากับ 8.6 ล้านตันข้าวสาร มูลค่า 170,000 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากที่เคยส่งออกได้203,219 ล้านบาทในปี 2551 คิดเป็นอัตรามูลค่าการส่งออกที่ลดลงในปี 2551-2552 เท่ากับร้อยละ 16.4 และหากพิจารณาสัดส่วนของมูลค่าการส่งออกข้าวของไทยในปี 25524 พบว่ามีสัดส่วนการส่งออกร้อยละ 30.8 ของมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตร และคิดเป็นร้อยละ 3.3 ของมูลค่าการส่งออกรวมทั้งหมด จึงถือได้ว่าข้าวเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญมากของไทย
 
 
 
นอกจากข้าวจะเป็นพืชหลักที่สำคัญของประเทศไทยแล้ว ข้าวยังเป็นพืชหลักของประเทศเพื่อนบ้านของไทยในอาเซียน และประเทศนอกอาเซียนอีกด้วย โดยประเทศในอาเซียนที่มีการผลิตข้าวได้ดี คือ พม่า เวียดนาม ลาว และกัมพูชา สาหรับประเทศนอกอาเซียนที่ผลิตข้าวได้ดี ได้แก่ อินเดีย และจีน เป็นต้น โดยในปัจจุบันประเทศเวียดนามได้ถูกกล่าวถึงว่าเป็นประเทศที่สามารถผลิตข้าวได้ปริมาณมากและมีตลาดส่งออกหลักเช่นเดียวกับไทย ซึ่งอาจจะกลายเป็นคู่แข่งที่สำคัญของไทยในตลาดโลก ดังเห็นได้จากในปีเพาะปลูก 2551/52 เวียดนามสามารถผลิตข้าวสารได้ทั้งสิ้น 23.7 ล้านตัน (ตารางที่ 1 .1) ในขณะที่ไทยสามารถผลิตข้าวสารได้เพียง 19.4 ล้านตัน พม่าสามารถผลิตได้ 10.1 ล้านตัน กัมพูชาผลิตได้ 4.5 ล้านตัน และลาวผลิตได้ 1.8 ล้านตัน ส่วนประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์สามารถผลิตข้าวได้แต่ยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศ
 
เมื่อพิจารณาผลผลิตต่อไร่ของไทยเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว จะเห็นว่าเวียดนามมีผลผลิตต่อไร่สูงถึง 782.4 กิโลกรัมในขณะที่ไทยผลิตได้ 440.0 กิโลกรัมต่อไร่ พม่าผลิตได้ 417.6 กิโลกรัมต่อไร่ และลาวผลิตได้564.8 กิโลกรัมต่อไร่สาหรับนโยบาย ของสินค้าข้าว ของภาครัฐ บาลไทยและ ประเทศผู้ส่งออกข้าวที่ส่งเสริมและสนับสนุนภาคการผลิต และการค้า ข้าวของตนเองนั้นก็มีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป เช่นปัจจุบันไทยดำเนินนโยบายประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว และไม่ให้เกษตรกรต้องขาดทุน

รวมทั้งลดภาระค่าใช้จ่ายรัฐบาลในการแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่า และไม่อนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาซื้อหรือเช่าที่ดินเพื่อทำนา ทั้งในรูปแบบส่วนบุคคลหรือนิติบุคคล ในขณะที่ประเทศเวียดนาม กัมพูชา พม่า และลาว ไม่มีนโยบายด้านราคา แต่มีมาตรการส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาเช่าพื้นที่ทำนาในประเทศของตน อีกทั้งเวียดนามยังมีการดำเนินนโยบายด้านการผลิต อาทิ การรักษาพื้นที่เพาะปลูกข้าวให้อยู่ที่ 3.8ล้านเฮคแตร์ การหาวิธีลดต้นทุนการผลิตเพื่อให้ผลกาไรสูงขึ้น 2.5 เท่าและเป็นการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร ส่วนนโนบายด้านการตลาดของเวียดนาม อาทิ กำหนดให้การส่งออกข้าวต้องมีการออกใบอนุญาตส่งออก โครงการสร้างเสถียรภาพตลาดข้าวในประเทศ5 เป็นต้น
 
 
 
จากข้อตกลงของการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ( ASEAN Economic Community: AEC) ที่กำหนดให้ในปี 2553 ประเทศในอาเซียนเดิม คือ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และบรูไน ต้องลดภาษีสินค้าเป็นศูนย์ และกำหนดให้ในปี 2558ประเทศในกลุ่ม CLMV ประกอบด้วย เวียดนาม พม่า กัมพูชา และลาว ต้องลดภาษีสินค้าเป็นศูนย์ ย่อมส่งผลกระทบต่อสินค้าเกษตรของไทยทั้งด้านบวกและด้านลบ ซึ่งอาจก่อให้เกิดทั้งอุปสรรคและโอกาสให้กับประเทศไทย ประเด็นนี้ถือว่าเป็นความท้าทำยอย่างหนึ่งของประเทศไทย ว่าจะสามารถฉกฉวยโอกาสได้มากน้อยเพียงใด ในขณะเดียวกันก็ควรมีมาตรการรองรับ
 
การเปิดเสรีในครั้งนี้ เพื่อลดผลกระทบด้านลบที่มีต่อชาวนา โรงสีข้าว ผู้ส่งออกข้าว และอุตสาหกรรมต้นน้าของการปลูกข้าวของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 
อ้างอิงจาก    ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
 
 
ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน Twitter ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน  Facebook ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน You tube ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน Google Plus ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน Instagram ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน Line
Home | About Us | Contact Us | Feedback | Careers | Disclaimer | PC Version |  |

Tel. 02-8967330 | Fax. 02-8967331 | Contact & Advertising : info@thaifranchisecenter.com
Copyright © 2005 - 2016 All Right Reserved.