7-eleven
English language
Japanese language
Chinese language
Korean language
Laos language
Malaysian language
German language
Indonesian language
ค้นหา บทความ
คำฮิต : การตลาดรักษาดินแดน ยุค "ลูกค..
โค้ชชิ่งอย่างไร.. วิธีการให้กำลัง..
หน้าแรก
บทความ SMEs (301)
บทความแฟรนไชส์ (303)
 
      การบริหาร การจัดการ (137)
 
      การขาย การตลาด (50)
 
      แผนธุรกิจ (12)
 
      ออกแบบ สร้างสรรค์ (8)
 
      ภาษี บัญชี การเงิน (6)
 
      บริหารทรัพยากรบุคคล (4)
 
      คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ท (1)
 
      กฎหมาย (21)
 
      ช่องทางทำกิน (15)
 
      เออีซี (AEC) (36)
 
      อื่นๆ (13)
บทความขายตรง (171)
บทความค้าขาย (131)
คำค้นยอดฮิต บทความแฟรนไชส์
 
3สมาคมDirect SaleE procurementKMSMEsกระจกรอบร้านกัมพูชากางเกงยีนส์การทำธุรกิจการวางแผนความคุ้มทุนคู่แข่งค่าสิทธิแรกเข้างานขายของตรุษจีนตลาดนัดตาชั่งขนาดเล็กทีมงานธนาคารพาณิชย์นักขายนายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุลประตูย้อนเวลาประตูแห่งโชคและเสน่ห์ประสบความสำเร็จผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมผู้ซื้อสิทธิ์พลิกโฉมไปจากเดิมระบบแฟรนไชส์ละเมิดกฎหมายสิทธิวิเคราะห์หลักการองค์กรอีคอมเมิร์ซเขียนแผนธุรกิจเครื่องมือเครื่องหมายการค้าเงินทุนเงินทุนหมุนเวียนเช็คสลักหลังเดอะวอล์ค ราชพฤกษ์เป้าหมายเริ่มต้นอย่างไรให้ถูกวิธีแครอทแผนการทำตลาดแฟรนไชซี่แฟรนไชส์แฮมเบอร์เกอร์โชห่วยไฮเปอร์มาร์เกต
 
อ่านต่อ   
 29 มกราคม 2553  เข้าชม 2,503 ครั้ง

FTA นั้นสำคัญไฉน?

 


ถ้ามีคนมาถามท่านว่า เอฟทีเอ คืออะไร ท่านต้องหันกลับมาจ้องมองหน้าคนถามแน่ ๆ เลยว่า มันไปอยู่ที่ไหนมาล่ะเนี่ยถึงไม่รู้เลยว่า เอฟทีเอ ก็คล้าย ๆ กับค่าเอฟทีของการไฟฟ้าแน่ ๆ (เอ้าจะบ้ากันไปใหญ่แล้ว) พูดเล่นนะครับ

จริงๆ แล้ว เรื่อง เอฟทีเอ เป็นเรื่องที่คุยกันมาสมัยที่ผมยังเรียนปริญญาตรีอยู่ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ในวิชา International Trade และเนื้อหาก็จะพยายามกล่าวถึง การรวมตัวของภาคเศรษฐกิจแต่ละประเทศโดยเป็นการร่วมมือกันแบบตกลงในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยในเรื่องการเปิดโอกาสให้สินค้าแต่ละชนิดมีโอกาสได้รับสิทธิพิเศษเรื่องการลดหย่อนหรือไม่เก็บภาษีการนำเข้าระหว่างประเทศ อะไรทำนองเนี่ย เรียกโดยรวม ๆ ก็คือ การเจรจาเขตการค้าเสรี หรือ Free Trade Agreement - FTA

(ซึ่งเชื่อว่า ด้วยมันสมองในขณะนั้น ไม่น่าที่ผมจะเข้าใจได้อย่างถ่องแท้เหมือนตอนนี้ ก็น่าจะคล้าย ๆ กับท่านทั้งหลายที่ยังไม่ค่อยเข้าใจลึกซึ้งว่า เอฟทีเอ คือ อะไร หรือดีขึ้นมาอีกนิดก็คือ พอจะเข้าใจแต่จะใช้หาประโยชน์กับมันได้มากที่สุดอย่างไรเป็นต้น)
 

ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยโดยรัฐบาลได้เปิดฉากลุยเรื่อง เอฟทีเอ อย่างเอาเป็นเอาตาย ซึ่งมีคู่การเจรจาการค้า อาทิเช่น ไทย-สหรัฐอเมริกา ไทย-ออสเตรเลีย ไทย-อินเดีย เป็นต้น แต่ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงไปกว่าการทำเอฟทีเอกับสหรัฐอเมริกา เพราะประเทศไทยมีการทำการค้ากับประเทศนี้มากหลายหมื่นล้านบาท ด้วยการส่งออกมากกว่า ครึ่งหนึ่งของประเทศที่เราพึ่งพากำลังซื้อจากประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ ดังนั้น การเปิดการเจรจาเอฟทีเอที่ไม่เข้าใจหลักการและเหตุผล (ทั้งบนโต๊ะและใต้โต๊ะ) อาจจะทำให้เราซึ่งต้องยอมรับว่า พลังอำนาจการต่อรองยังด้อยกว่าพี่เบิ้มแบบสหรัฐอเมริกาอยู่เยอะ ครั้นจะทำตัวเป็นน้องเล็กที่ดี ประเคนให้พี่เบิ้มอย่างเดียวก็ใช่ที่ (เพราะคนที่เป็นตัวแทนไปเจรจาก็ต้องทำการบ้านอย่างดีที่สุด เพราะไปในนามผลประโยชน์ของคนทั้งชาติ ไม่ใช่ของท่านและครอบครัวซะเมื่อไร) ทำให้จึงมีองค์กรภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชนหลาย ๆ ฝ่ายออกมาในเชิงเตือน ติติง กระตุ้น และให้ความเห็นในหลาย ๆ มุมมอง โดยเฉพาะในเรื่องของประเด็น “แหล่งกำเนิดและมาตรฐานสินค้าเพื่อไม่ให้มีผลกระทบการส่งออก”


จากแหล่งข่าวข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องเอฟทีเอนี้โดยตรงได้บอกว่า การเจรจาเขตการค้าเสรี หรือ Free Trade Agreement ระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกานี้ รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญในเรื่องของแหล่งกำเนิดสินค้าและมาตรฐานสินค้าเป็นอันดับแรก เพราะเป็นประเด็นที่บอกว่า ไทยได้ประโยชน์หรือไม่จากการร่วมทำเอฟทีเอครั้งนี้อย่างแน่นอน เนื่องจากเคยมีประสบการณ์ให้เห็นมาแล้วกับบางประเทศที่ทำเอฟทีเอมาก่อนหน้านี้

แม้ว่าจะได้รับการลดภาษีนำเข้าให้เหลือ 0% แต่ก็ยังมีเงื่อนไขกีดกันทางการค้าด้านอื่น ๆ มาซ่อน (มากั๊ก..ภาษาของผมเรียกแบบนี้) เอาไว้เช่น มาตรฐานสินค้าที่ต่างกัน หรือแหล่งกำเนิดที่ไม่ได้เอื้อต่อการส่งออกเท่าที่ควร หรือการตั้งมาตรฐานสินค้าให้ต้องมีคุณภาพสูงขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว เป็นต้น
ทั้งนี้ในเรื่องดังกล่าว สหรัฐอเมริกายังยึดกระบวนการผลิตที่เป็นจริง เช่น การนำทรายมาเผาเป็นแก้วก็จะต้องใช้ทรายของประเทศผู้ผลิตจึงถือว่าเป็นสินค้าของประเทศนั้น ๆ แบบสมบูรณ์สามารถส่งออกไปขายได้ ขณะที่ไทยยังต้องนำวัตถุดิบเพื่อนำมาผลิตเหล็กสำเร็จรูป และผ่านกระบวนการมากมาย แต่สหรัฐอเมริกาบอกว่า เหล็กของไทยไม่ได้มีแหล่งกำเนิดจากไทย ไม่ควรได้รับการลดภาษีนำเข้า (เอาเข้าไปกันใหญ่นั่น) เป็นต้น
 


จุดนี้เองที่ทำให้รัฐบาลต้องเร่งพิจารณาว่า หากลดภาษีไปแล้ว แต่มาตรฐานสินค้าไทยยังไม่ตรงกับข้อกำหนดที่สหรัฐอเมริกาล็อคเอาไว้ก็ไม่น่าเกิดประโยชน์อะไร (ยังดีที่ไม่เกิดประโยชน์ ถ้าไปเสียประโยชน์และเอื้อต่อประเทศคู่แข่งล่ะก้อ...ตัวใครตัวมันกันล่ะ)

สุดท้ายผมคงฝากเรื่องที่เกี่ยวไปถึงนโยบายสวยหรูของรัฐบาลเรื่องหนึ่งคือ ดีทรอยด์ของเอเชีย หรือการเป็นศูนย์รวมฐานการผลิตยานยนต์ของเอเชีย เหมือนกับเมืองดีทรอยด์ของสหรัฐอเมริกา นัยว่า อุตสาหกรรมยานยนต์จะเป็นสินค้าที่มีการเจรจาภายใต้กรอบเอฟทีเออย่างแน่นอน แต่พบว่าล่าสุด ผู้ผลิตรถยนต์ในไทยยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดสินค้าที่ทางสหรัฐอเมริกาต้องการนำมาตรการต่าง ๆ มาเจรจาในหลักการเบื้องต้น

ซึ่งเร็ว ๆ นี้จะให้ผู้แทนของกรมศุลกากรรวมถึงผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้มาให้ความกระจ่างให้มากที่สุด ซึ่งผมจึงขอสรุปได้ว่า รัฐบาลบุกแหลกในเรื่องเอฟทีเอ แต่คนในประเทศยังงง ๆ อยู่เลย (ซึ่งพอลงไปลึก ๆ ก็พบว่า ตัวแทนการเจรจาของรัฐบาลก็ยังงง ๆ เหมือนกัน แต่ไม่ทราบว่า งงจริงหรือแกล้งงงกันแน่นะ ลองสอบถามดูเอาเองครับ) 


อ้างอิงจาก ดร.สุกิตติ เอื้อมหเจริญ

 
 
 
 
ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน Twitter ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน  Facebook ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน You tube ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน Google Plus ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน Instagram ตามติดไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ผ่าน Line
Home | About Us | Contact Us | Feedback | Careers | Disclaimer | PC Version |  |

Tel. 02-8967330 | Fax. 02-8967331 | Contact & Advertising : info@thaifranchisecenter.com
Copyright © 2005 - 2015 All Right Reserved.
เจ้าของเดียวกับ ThaiFranchiseCenter.com | ThaiSMEfranchise.com | ThaiFranchiseTV.com